อัปเดตล่าสุด 2020-11-21 15:42:54

ภาพวาดอันว่างเปล่า

By ต้อังกูร

 ณ ปากทางเข้าหอศิลปะอันยิ่งใหญ่ ประตูบานมหึมาที่มีลวดลายแกะสลักเอาไว้เอาไว้ถูกเปิดออกอย่างกว้างขวาง ภาพแกะสลักบนบานประตูนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาดั่งวรรณคดี เรื่องราวบนประตูนั้นยังดำเนินต่อเนื่องไปยังบนหลังคาสูง มีแผ่นกระจกสีชาที่ติดเอาไว้เป็นแนวยาว เมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจกบานนั้นลงมาบนทางเดิน จะเผยให้เห็นเรื่องราวที่ถูกวาดเขียนไว้บนกระจกอย่างประณีตและบรรจง ช่างงดงามและละเอียดอ่อนเกินกว่าจะบรรยาย นี่เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ต้องการจะบอกเล่าตำนานแห่งหอแสดงงานศิลปะ ผืนผ้าใบจากแสงอาทิตย์นี้ทอดตัวยาวไปตลอดกลางแนวทางเดิน ต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากทั่วทุกสารทิศ

 นำพาพวกเขาไปสู่สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะอันน่าตื่นตา   

 รูปปั้นเทวรูปขนาดยักษ์องค์หนึ่งยืนตระหง่านแก่สายตาทุกคู่ที่ผ่านมา เทวรูปอันเป็นที่สักการะบูชาแด่เหล่าศิลปิน ร่างกายของท่านเป็นสีดำสนิท สะท้อนแสงสีขาวในอาคารเป็นประกายแวววาวอย่างงดงาม เทวรูปสูงหลายสิบเมตร แบ่งทางเดินเข้าสู่โถงอาคารกว้างออกเป็นสองทาง มือมากมายแผ่ขยายออกจากร่างกายกำยำ เงาสะท้อนตกลงบนพื้นคล้ายกิ่งก้านของต้นไทร ผู้คนมากมายเดินผ่านเงาเหล่านั้นเหมือนฝูงปลาที่แหวกว่ายรอบโคนต้นไม้ใหญ่กลางบึง ท่านมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีเศียรเป็นสัตว์ขนาดใหญ่

  ที่ฐานของรูปปั้นมหึมานั้น มีที่นั่งขนาดใหญ่ถูกสร้างไว้รอบ ๆ สำหรับการนั่งพักผ่อน กระดานภาพเขียน และผ้าใบที่ถูกระบายไปด้วยสีน้ำมันอันงดงามถูกวางเรียงกันอยู่  

ภาพวาดเหล่านั้นดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมเกือบทุกราย พวกเขาต่างหยุดเดินเพื่อดูผลงานชิ้นโบว์แดงเหล่านี้

 อย่านะลูก หญิงคนหนึ่งร้องขึ้น เธอรีบคว้าแขนลูกสาวที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังภาพวาดเหล่านั้น

หนูอยากได้รูปภาพรูปนี้จังเลยค่ะแม่ หนูอยากให้มันถูกติดไว้ในห้องนอน ทุกคืนก่อนนอน หนูจะได้เห็นมัน ทุกเช้าเวลาตื่น หนูจะได้ตื่นมาเจอมันเป็นอย่างแรก แม่ซื้อให้หนูได้ไหมคะ เด็กหญิงพูดพลางย่ำเท้าอยู่กับที่ เธอสวมชุดเอี๊ยมผ้ายีนส์ มัดผมสองข้าง กำลังพยายามโน้มน้าวให้แม่ซื้อรูปภาพให้  

ไม่ได้จ้ะลูก ผลงานพวกนี้ไม่ได้มีไว้ขายนะ นี่ อย่าดื้อสิ ผู้เป็นแม่กระชับแขนลูกสาว เธอจูงมือลูกเดินไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว

หนูอยากวาดรูปได้แบบนี้บ้างค่ะแม่ แม่สอนหนูหน่อยได้ไหม

ลูกจ๋า แม่ก็วาดไม่เป็นหรอกจ้ะ สวยขนาดนั้นน่ะ

งั้นแม่ก็พาหนูไปเรียนสิคะ

 เสียงของทั้งสองค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนกันในอาคารกว้างราวกับโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ หญิงสาวคนหนึ่งมองตามหลังสองแม่ลูกที่เดินจากไป เธอมองกลับมาที่ภาพวาดอันเป็นที่หมายปองของเด็กน้อยคนนั้น แล้วรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นบนมุมปากของเธออย่างนุ่มนวล

 จากหัวจรดเท้า เส้นผมของเธอสีดำขลับ ปลายผมแกมไปด้วยสีเขียวเหมือนถูกพู่กันระบายไว้อย่างกลมกลืน เส้นผมยาวปิดอยู่บนกรอบหน้ารูปไข่ ผิวนุ่มนวลสะอาดตาไม่ต่างกับแผ่นกระดาษสีครีมที่ไร้รอยขีดข่วน รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับตุ๊กตา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ กระโปรงรัดรูปสีดำความยาวเกือบถึงหัวเข่า สะพายกระเป๋าสีน้ำตาลใบเล็กไร้ยี่ห้อ แต่ก็มีการออกแบบที่น่ารัก เธอใส่รองเท้าหุ้มส้นสีดำสนิทดูสุภาพ  

 หญิงสาวแต่งหน้าบาง ๆ เธอมีคิ้วโก่งและจมูกโด่งสวย ปากเรียวเล็กน่าสัมผัส ภาพศิลปะสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตแสนมีเสน่ห์ของเธอ เธออาจไม่ได้ดูสวยจนโดดเด่นไปกว่าใคร แต่ก็ละสายตาได้ยากหากได้มอง                      

 เธอคือเจ้าของภาพวาดสีน้ำมันชิ้นดังกล่าว  

 ชื่อของเธอถูกเขียนไว้ด้วยสีดำ ที่มุมตรงขอบด้านล่างของรูป ด้วยลายเซ็นซึ่งมีแค่เธอที่อ่านออกหรือเขียนได้   

 หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้รูปภาพของตนอย่างสบายอารมณ์ ผู้คนมากมายที่ผ่านมาดูเสร็จแล้วก็ผ่านไป แต่เธอยังคงยืนกอดอก ชื่นชมผลงานจากฝีมือของตนอย่างภาคภูมิใจ  

 ใกล้เคียงกันนั้น บนฐานของรูปปั้นเทพเจ้าประจำหอศิลป์ มีภาพวาดอีกมากมายวางเรียงกันไว้ ทุกภาพต่างก็สวยงามเหมือนฉากในจินตนาการ แต่สำหรับเธอนั้น ไม่มีงานชิ้นใดที่สื่อความหมายได้ดีเท่าผลงานของเธอ และแน่นอนว่า ไม่มีชิ้นใดที่ได้คะแนนมากพอจะวางไว้เคียงข้างงานของเธอ

 รูปภาพเหล่านี้เป็นผลงานที่ถูกคัดเลือกแล้วของบรรดานักศึกษา กว่าหลายสิบผลงานที่ถูกคัดสรรแล้วว่าควรค่าพอที่จะนำมาอวดโฉมแก่สายตาของผู้คน ทรงพลังพอที่จะดึงดูดและชักจูงผู้ที่ชื่นชอบในศิลปะให้เดินเข้ามาหาพวกมันราวกับกำลังก้าวเท้าเข้าไปในบ้านที่จากลาไปนานแสนนาน 

 งานศิลปะอันทรงคุณค่าหนึ่งชิ้นหนึ่ง ย่อมถ่ายทอดออกมามากกว่าความสวยงาม

 ไม่ว่าเด็กหญิงตัวน้อยนั้นจะสัมผัสได้ถึงอะไร มันต้องมากกว่าภาพวาดหุบเหวน้ำตกที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณแน่นอน ความหมายที่แท้จริงซึ่งอยู่หลังม่านน้ำตกผืนนี้คืออะไรกันแน่ มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะบอกได้

 หญิงสาวค่อย ๆ เดินวนไปรอบฐานของเทวรูปยักษ์ เธอกวาดสายตาดูผลงานของเพื่อนร่วมรุ่น สีหน้าของเธอเรียบเฉย ค่อนไปทางผิดหวัง ไม่มีภาพใดทำให้เธอรู้สึกตื่นตาขึ้นมาได้เลย ความรู้สึกเลิศเลอเป็นที่หนึ่งยังคงสวมแน่นอยู่บนหัวของเธอราวกับมงกุฎ ภายในหอศิลปะแห่งนี้เปิดดนตรีเคล้าคลอไปด้วย บทเพลงเบา ๆ จากเครื่องดนตรีหลายชนิด อีกทั้งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์จากเครื่องดับกลิ่นที่ติดไว้ทุกซอกมุมในอาคาร ช่วยพาจิตใจที่ว่างเปล่าและสับสน เข้าสู่โลกแห่งความงดงามอันแสนลึกลับได้ราวกับเวทย์มนตร์ 

โดยไม่รู้ตัว ขณะที่กำลังเดินวนไปรอบฐานขนาดใหญ่ของเทวรูป เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงบรรเลงเปียโน เธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา เธอถึงกับหยุดชะงักแล้วหันมองไปรอบตัว

 ผู้คนที่เคยยืนมุงดูอยู่รอบข้าง ทยอยกันเดินแยกย้ายเข้าไปชมงานแสดงส่วนอื่น ๆ กันหมดแล้ว ที่ปากทางเข้าหอศิลปะตอนนี้มีเพียงเธอคนเดียว ใต้ร่มเงาของเทวรูปยักษ์ผู้มีศีรษะเป็นสัตว์ เธอฟังไม่ชัดว่าเสียงดังกล่าวดังมาจากทิศทางใด แต่เธอจับได้ว่านั่นเป็นเสียงคน เสียงแหลมเล็กคล้ายเสียงผู้หญิง

 และมันได้ขานเรียกชื่อของเธอ นั่นคือ เมรินทร์  

 เธอสงสัยว่าตนเพียงแค่หูแว่วไป ระยะหลังนี้เธอมีอาการหูแว่วบ่อยครั้ง บ่อยเสียจนเธอเองก็เริ่มมองเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เธอยังคงเดินเวียนรอบฐานของเทวรูปยักษ์องค์นี้อยู่ เพราะกำลังรอคอยผู้ที่นัดเธอให้มาพบกันที่นี่ นั่นก็คืออาจารย์ผู้สอนของเธอนั่นเอง เขาได้นัดเธอมาเพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว เกี่ยวกับผลงานศิลปะอันเป็นเลอค่าของเธอ

 เมรินทร์เดินกลับมายังด้านหน้าของรูปปั้น ตรงที่ผลงานฝีมือเธอได้ถูกวางเอาไว้ ที่นั่งรอบฐานของรูปปั้นนั้นใหญ่และกว้างพอจะให้นั่งลงจนถึงนอนแผ่ลงไปได้ แต่เมรินทร์ก็ทำเพียงแค่นั่งลงข้าง ๆ รูปภาพของตน  หยิบมันมาเชยชมอีกครั้ง เธอวางมันลงบนหน้าตักเหมือนจะอ่านหนังสือสักเล่ม ภาพสีน้ำมันบนกระดานผ้าใบขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวศิลปิน เมื่อมองรายละเอียดในรูปภาพซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้ง ใจของเธอก็คิดอยากจะเพิ่มเติมรายละเอียด เธอรู้สึกว่าตรงกลางรูปภาพนั้นยังว่างไปสักหน่อย

 ภาพวาดน้ำตกโทนสีชมพู เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่ร่วงหล่นลงไปพร้อมกัน ด้านบนของผาน้ำตกเป็นป่าหิมพานต์อันร่มรื่น ลวดลายของกิ่งไม้และเถาวัลย์สลับซับซ้อนเหมือนกระจุกสายไฟที่นกชอบเกาะในเมือง พวกมันดูสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ แสดงถึงความเอาในใส่ในรายละเอียดเล็ก ๆ จนทำให้ผืนป่าดูเสมือนภาพถ่ายของจริง ท้องฟ้าเป็นสีม่วงคราม เส้นขอบของน้ำตกตัดกับท้องฟ้าด้วยแสงสีเหลืองยามเย็น มีละอองเมฆลอยเหมือนลมหายใจของผืนป่า ไอน้ำระเหยขึ้นจากโขดหินที่ถูกม่านน้ำตกร่วงลงไปกระทบจนแตกเป็นฟอง โขดหินมากมายตีกระแสน้ำจนกลายเป็นฟองฟู่สีขาวคล้ายแชมเปญที่เพิ่งถูกเปิดขวด ท่ามกลางฟองอากาศที่กำลังสลายตัวกลายเป็นธารน้ำนิ่งเหล่านั้น มีกลีบของดอกไม้ป่าแทรกปะปนอยู่แทบทุกอณู เธอลงรายละเอียดแสงเงาในหยดน้ำเหล่านั้นอย่างละเอียดและบรรจง ทำให้ภาพของเธอดูเหมือนภาพถ่ายสถานที่ที่มีอยู่จริงในจินตนาการของเธอเอง

 ศิลปินที่มีความสามารถทุกคน ย่อมประสบความสำเร็จในการทำให้โลกมองเห็นเรื่องราวที่อยู่ในใจของพวกเขา  

โดยไม่ต้องการคำบรรยายใดใด

  สุดปลายของสายน้ำตก ตรงริมขอบด้านล่างของภาพ ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นสีเข้มราวกับถูกไฟเผา หรืออีกความหมายหนี่ง นั่นคือการเน่าสลายและดับสูญ  

 ขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องราวอันลึกซึ้งที่ก่อกันขึ้นมาเป็นงานชิ้นนี้ เมรินทร์ก็เริ่มมองเห็นสิ่งผิดปกติในงานของเธอ

 เธอขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อจ้องมองไปที่มัน เธอจำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าเคยใส่รายละเอียดชิ้นนี้ลงไปด้วย เมรินทร์กวาดสายตามองไปทั่วภาพวาดผืนใหญ่ของตนอีกครั้ง เธอต้องการยืนยันว่าตนไม่ได้ตาฝาดไป หรือมีใครสักคนได้มาเล่นตลกไม่รู้กาลเทศะกับงานศิลปะของเธอ เธอทั้งสงสัยและร้อนใจเป็นที่สุด 

 ในผืนป่าหิมพาน ที่ชั้นบนสุดของน้ำตกดอกไม้ เธอมองเห็นหุ่นรูปร่างประหลาดยืนแฝงกายอยู่ท่ามกลางแมกไม้คดเคี้ยว มีรายละเอียดของเถาวัลย์พาดทับลงไปบนตัวมันอย่างประณีต ประหนึ่งกวางหรือเสือที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า เพียงแต่เธอไม่ได้วาดมันลงไป เธอรู้ตัวดีว่าไม่ได้วาดหุ่นตัวนี้ลงไปในงาน

 หุ่นสีขาวโพลน รูปร่างผอมแห้งเหมือนมนุษย์ แต่แขนขายาวเก้งก้างนั้นกลับให้ความรู้สึกที่ผิดเพี้ยนไปอย่างรุนแรง หุ่นนั้นสูงเกือบจะถึงยอดไม้ในป่า มันไม่มีหน้าตา ไม่มีเส้นผม ไม่สวมเสื้อผ้า ไม่มีที่มาที่ไป แม้มันจะยืนตัวตรงหลบอยู่ในซอกหลืบของผืนป่า แต่สีขาวของมันก็เผยออกมาอย่างชัดเจน ไม่มีทางที่เธอจะมองข้ามจุดผิดสังเกตุชิ้นใหญ่ขนาดนี้ไปได้ เมรินทร์ใช้นิ้วเรียวลากสัมผัสไปรอบ ๆ บริเวณที่หุ่นตัวนั้นยืนอยู่ เธอต้องการพิสูจน์ว่ามีใครมาแอบวาดหุ่นตัวนี้ไว้ทีหลัง แต่ไม่ว่าจะลูบกี่ครั้ง ผ้าใบก็ยังคงเรียบเนียนเป็นผืนเดียวกัน ไม่มีร่องรอยของการแก้ไขงาน ไม่มีความต่างของระดับโทนสีแม้แต่น้อย หญิงสาวเป็นศิลปินที่เก่งกาจและรู้จักลายเส้นของตนดีราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หากมีความผิดปกติเล็กน้อยแม้ปลายเส้นผมเกิดขึ้น เธอจะรู้สึกตัวได้เหมือนถูกมดกัด แต่ทุกอย่างในภาพนี้กลับดูกลมกลืนเหมือนเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นครั้งแรก

 เป็นไปไม่ได้ ?!? “ เมรินทร์เผลอพูดขึ้นมา เธอก้มหน้ามองภาพอยู่นานเสียจนปอยผมยาวของเธอร่วงลงมาบังสายตา หญิงสาวสะบัดหัวและใช้มืออลูบผมเพื่อเสยขึ้นไป เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นตามหน้าผากและซอกคอ เธอร้อนใจจนแทบจะควบคุมไม่ได้ ทุกขณะที่จับจ้องไปที่หุ่นตัวนั้น หุ่นตัวดังกล่าวไม่มีแม้แต่ใบหน้าด้วยซ้ำ แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนถูกจ้องกลับมา แต่ไม่ใช่ด้วยสายตาเพียงคู่เดียว เธอกลับรู้สึกถึงสายตามากมายที่กำลังมองมาทางนี้ ความเยือกเย็นที่คืบคลานได้กำลังไต่ขึ้นมาตามขาของเธอ หญิงสาวขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง 

 เธอ

เสียงเรียกนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง และหายไปแทบจะในทันที ใต้บรรยากาศเงียบเหงาที่รายล้อมทุกทิศทาง เธอมองไปรอบตัวและไม่พบกับใครเลย เงยหน้ามองเห็นเข็มนาฬิกาตรงกลางหอ มันบอกเวลาบ่ายสี่โมงเย็น อีกไม่เกินสองชั่วโมงหอศิลปะแห่งนี้ก็จะปิดให้บริการประจำวัน เมรินทร์เริ่มอึดอัดใจที่ยังไม่ได้พบกับผู้ที่นัดเธอไว้เสียที

 เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หายใจเข้าช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออก เธอมองกลับมาที่งานของตนอีกครั้ง

 หญิงสาวหน้าซีดเผือด หายใจผิดจังหวะในทันที หุ่นสีขาวเผือกตัวดังกล่าว มันได้หายไปจากผืนป่าหิมพานของเธอแล้ว

แต่มันยืนตัวตรงอยู่ที่กลางน้ำตกของเธอแทน !

ร่างสีขาวของมันตระหง่านอยู่ตรงกลางรูปภาพ ด้านหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม ขาทั้งสองแช่อยู่ในน้ำตกเชี่ยวกราก เมรินทร์สติหลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งของเธอบีบกรอบรูปไว้แน่นปานจะขยำ ดวงตาเลิกโพลงด้วยความตกใจ ขณะที่มืออีกข้างยกขึ้นทาบอก ฝ่ามือข้างนั้นสั่นเพราะหัวใจที่เต้นโครมคราม

เมรินทร์

เสียงเพรียกนั้นแว่วขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ใกล้จนแทบจะชิดใบหูของเธอ หญิงสาวสะดุ้งหันหลังพร้อมทั้งกลอกตาตามเสียงนั้นไป แต่เช่นเคย เธอพบเพียงหอศิลปะที่กำลังมืดลงเพราะแสงสว่างที่เริ่มหายไปในยามเย็น ไม่มีผู้ใด

 เธอจ้องไปที่หุ่นตัวนั้น เมื่อไม่มีผืนป่ามาบดบัง เธอจึงเห็นร่างกายของมันได้ชัดเจน ร่างสีขาวซีด เหมือนมนุษย์ที่ไร้เลือดในร่างกาย เธอเห็นซี่โครงของมันชัดเป็นซี่เหมือนเหงือกปลา แขนขายาวน่ากลัวถูกปกคลุมด้วยผิวหนังแห้งเหี่ยว เท้าทั้งสองของมันแช่อยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวกราก สายน้ำกระทบกับข้อเท้าของมันกระเด็นแตกเป็นฟอง รายละเอียดเล็กน้อยและแสงเงาในภาพนี้ไม่ใช่เรื่องตลก มันแนบเนียนเกินกว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งของใคร

 ราวกับมันได้กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรูปภาพที่เธอวาดขึ้นมาจริง ๆ องค์ประกอบที่มีชีวิต เสมือนว่าเธอได้ตั้งใจวาดมันขึ้นมาด้วยตนเอง เมรินทร์เริ่มหวาดกลัวและไม่เข้าใจมากขึ้นทุกที เธอชี้นิ้วลงไปสัมผัสกับหุ่นในรูปภาพตัวนั้น ปลายนิ้วเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ  ทุกอย่างเนียนเป็นเนื้อเดียวกันบนผืนผ้าใบที่เธอคุ้นเคย  

 เธอเริ่มไม่เชื่อในการสัมผัสของตน และเริ่มปฏิเสธสิ่งที่พบอยู่ตรงหน้า เมรินทร์เริ่มใช้นิ้วถูไปบนผ้าใบ ตรงที่หุ่นตัวนั้นยืนอยู่ แต่ก็ไม่มีสีลอกหลุดติดออกมาแม้แต่น้อย เธอจึงค่อย ๆ ใช้เล็บของเธอขูดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากภาพวาดของเธออย่างเบามือ แต่แล้วก็ต้องเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพบว่ามันไม่ยอมจางหายไปเลย

เธอเริ่มเบามือลง เพราะเกรงว่าตนกำลังทำลายผลงานที่สร้างขึ้นมากับมืออย่างช้า ๆ

 

 โอ๊ย !  

เมรินทร์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและตกใจ เธอรู้ตัวว่าปลายนิ้วชี้เรียวสวยของตนเกิดบาดแผลก่อนจะทันได้เห็นมันด้วยซ้ำ เธอปล่อยมือทั้งสองจากรูปภาพที่ถือไว้ หญิงสาวรีบสำรวจนิ้วมือของตนทันที

 เลือดเอ่อทะลักขึ้นมาตรงปลายนิ้วชี้ขาวเนียนของเธอ เมรินทร์ใช้มืออีกข้างกดตรงข้อนิ้วข้อถัดมาเอาไว้ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เลือดพรั่งพรูออกมายิ่งกว่าเดิม บาดแผลยาวเต็มปลายนิ้วชี้ของเธอ เธอกระวนกระวายลุกขึ้นจัดการกับความเจ็บปวดของตน กระดานรูปภาพของเธอล้มลงไปนอนกับที่นั่งใต้ฐานเทวรูป ขณะที่เธอนั้นเดินกุมนิ้วของตนออกมา

  เธอพยายามมองหากระดาษสักแผ่นหรือผ้าสักผืนมาซับเลือด แต่เธอก็ไม่ได้พกสิ่งเหล่านั้นติดตัวมาเลย เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังฉีกผิวหนังของเธอและวิ่งฉิวเข้าไปในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เมรินทร์ปวดเหมือนถูกของมีคมเสียบคาไว้ที่ปลายนิ้ว ด้วยสัญชาตญาณ เธอหันซ้ายหันขวา รีบมองหาห้องน้ำ

 แล้วเธอก็พุ่งตรงไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดอย่างร้อนรน เลือดมากมายไหลหยดลงจากปลายนิ้วของเธอ ในห้องน้ำไม่มีใครอยู่เลย

 ที่อ่างล้างมือ ด้วยความรีบร้อนใจ เธอรีบเปิดน้ำเพื่อล้างแผลของเธอ สาวสวยไม่ได้มองเงาสะท้อนของตนในกระจก เธอปล่อยให้น้ำไหลชโลมผ่านบาดแผลของตน สีแดงอาบไปทั่วทั้งก๊อกน้ำ ก่อนจะค่อย ๆ จางลงและหายไป

 หญิงสาวผ่อนลมหายใจ เธอสะบัดผมที่เปียกเหงื่อจากความตื่นเต้นของเธอ เมรินทร์หลับตาลงด้วยความเจ็บปวดชา ๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง เธอยกมือขึ้นทาบอก หัวใจเต้นแรงจนสั่นสะท้านมาถึงฝ่ามือ เธอเริ่มนึกถึงยาที่ต้องกิน ยาเหล่านั้นอยู่ในกระเป๋าสะพายของเธอ

ว่าแต่กระเป๋าใบนั้นอยู่ที่ไหนกัน ?

เธอลืมตาขึ้นทันทีที่ฉุกคิดขึ้นได้ เพราะเธอสะพายมันไว้กับตัวตลอดเวลา เมรินทร์มองเงาสะท้อนของตนในกระจก เธอเห็นว่าตนเองหน้าซีดเป็นกระดาษ ฉับพลัน เธอก็ได้กลิ่นที่พิเศษมาก ๆ กลิ่นหนึ่ง

 เธอได้กลิ่นดอกไม้ที่รุนแรง กลิ่นหอมละมุนมากมายพรั่งพรูออกมาจากก๊อกน้ำที่เธอกำลังแช่แผลอยู่ เมรินทร์รีบดึงมือออกมา สะบัดหยดน้ำกลิ่นหอมกระเซ็นไปเต็มพื้น บนหยดน้ำเหล่านั้น มีดอกกล้วยไม้ปะปนอยู่

 ทันทีที่เธอมองไปยังก๊อกน้ำ เธอก็เผลออ้าปากออกมาด้วยความตะลึง ผสมกับหวาดหวั่น

ในนั้นมีแต่ดอกไม้เต็มไปหมด กลิ่นหอมมากมายที่ไหลทะลักออกมานี้ก็เป็นสิ่งที่เธอคุ้นเคย เพราะมันคือกลิ่นที่เธอจินตนการไว้ขณะกำลังบรรจงระบายสีลงบนผืนผ้าใบของตน เมรินทร์จำสัมผัสอันนุ่มนวลของไอน้ำที่ผสมกับดอกไม้ป่าเหล่านี้ได้ดี ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นในมโนภาพอันแรงกล้าของเธอ

 เธอก้มลงไปมองที่ปลายนิ้วของตน สติกระเจิงจน

เลือดข้นหนืดไหลออกมาจากปลายนิ้วของเธอ ทว่าเลือดนั้นเป็นสีดำสนิท ราวกับน้ำมัน

ฝ่ามือสีขาวขนาดใหญ่พุ่งมาจับที่ข้อมือของเธออย่างรุนแรง ประหนึ่งจะกระชากแขนของเธอให้ขาดออก !       

เมรินทร์กรีดร้องแล้วสะบัดหน้าไปมองภาพในกระจก สิ่งที่เธอเห็นนั้น

 

เม

 เสียงเรียกเบา ๆ พร้อมการเขย่าร่างกายนั้นปลุกให้เธอตื่นจากภวังค์  เมรินทร์ลุกขึ้นนั่งตัวงอ สูดหายใจหืดหอบ เธอสำลักน้ำลายในลำคอจนต้องไอออกมาอย่างรุนแรง เธอห้ามมันไม่ได้ จึงต้องยกมือขึ้นป้องปากทันที จากนั้นก็นั่งนิ่ง ๆ ให้ร่างกายคืนสภาพสู่สมดุลอีกครั้ง เธอหลับตาแน่น รู้สึกปวดหัวคล้ายมีอะไรมากดทับเป็นเวลานาน เธอยกมือขึ้นบีบนวดที่ขมับเบา ๆ ทรมานเหมือนสมองจะระเบิดออกมา   

 ตอนนี้เธอนั่งหลับตา มือทั้งสองกุมขมับอยู่บนเตียง ผมเผ้ารุงรัง สวมชุดนอนลายหมี ในห้องพักขนาดไม่กว้างนัก เธอถูกปลุกโดยเพื่อนร่วมห้องที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะใกล้เคียง เพื่อนคนนี้เป็นสาวผิวขาว ผมยาว รูปร่างงดงามดูเย้ายวนแม้จะใส่แค่เสื้อยืด เธอสวมแว่นตาหนา บนโต๊ะมีโคมไฟเปิดเอาไว้ ท่ามกลางกองหนังสือมากมายที่ถูกแปะกระดาษหลากสี 

 เธอจะไปหอศิลปะของคณะไม่ใช่เหรอ นี่มันเย็นแล้วนะ เพื่อนร่วมห้องของเธอว่า

 ข้าง ๆ เตียงที่เมรินทร์นอน มีร่องรอยของการทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่ กรอบผ้าใบผืนใหญ่ของเธอถูกตั้งไว้ที่มุมห้อง อุปกรณ์วาดภาพ ถาดสี และพู่กันต่างก็ถูกกองรวมกันไว้ทีมุมเดียวกัน เธอประคองสติไว้ได้นานพอจะหอบร่างอันบอบบางมาไว้บนเตียง ตั้งนาฬิกาปลุก จากนั้นก็รู้สึกตัวอีกทีในความฝัน และตอนนี้

ตายจริง นี่ กี่โมงแล้วเนี่ย ?! “ เธอกระพริบตาถี่ ลูบผมฟูออกจากใบหน้า แล้วพยายามควานหาโทรศัพท์ของตน สายตายังคงพร่ามัวมองอะไรได้ไม่ชัด

อยู่นี่ เพื่อนร่วมห้องกล่าว ฉันหยิบมากดปิดนาฬิกาปลุกเอง มันดังแล้วหยุด ดังแล้วหยุดมาเป็นชั่วโมงแล้ว เธอก็นอนหลับไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้นมาปิดมันสักที ฉันจะอ่านหนังสือก็ไม่มีสมาธิ เลยต้องถือวิสาสะปิดให้น่ะ

 เพื่อนร่วมห้องส่งมือถือของเมรินทร์คืนให้เจ้าตัว เธอรีบรับมันมาแล้วกดเปิดดูเวลาบนหน้าจอ

สี่โมงเย็น ตายแล้ว ! ฉันมีเวลาส่งงานได้ถึงแค่สี่โมงครึ่ง อีกแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ! “

หรือสามสิบนาที ถ้าจะพูดให้ถูก สาวแว่นเสริมให้ จากนั้นก็หันกลับไปสนใจหนังสือที่กำลังอ่าน

เมรินทร์ปาดเหงื่อหลังจากเริ่มมีสติรับรู้สถานการณ์ได้มากขึ้น เธอแปลกใจซ้ำอีกเมื่อเห็นว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์ของตนเหลือเพียง 20% ทั้งที่ก่อนนอน เธอจำได้ว่าเสียบปลั๊กชาร์จมันไว้แล้ว เธอจึงถามเพื่อนไปอย่างเสียไม่ได้

แล้วฉันจะไปรู้เธอเหรอ ? ก็คงเป็นเธอเองนั่นแหละที่นอนแล้วกลิ้งไปทับสายจนหลุด

คำตอบจากเพื่อนไม่ได้ช่วยให้เธอหายข้องใจได้เลย ที่สำคัญคือเธอไม่มีเวลาให้กับเรื่องน่าหงุดหงิดนี้แล้ว 

ฉัน. . .ฉันต้องรีบไปส่ง !  เมรินทร์ร้อนใจ เธอรีบสะบัดผ้าห่มออกจากขาแล้วกระโจนลงจากเตียง จากนั้นก็มุ่งตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า ควานหาชุดนักศึกษาที่สุภาพที่สุด แต่ก็หาไม่เจอสักตัว

เธอจะหาอะไรล่ะ ? ตัวสุดท้ายที่เธอใส่ยังอยู่ในตะกร้าอยู่เลย สาวแว่นร่างเพรียวพูดโดยไม่เหลือบไปมอง

 เมรินทร์ได้ยินที่เพื่อนพูด บวกกับเพิ่งฉุกคิดขึ้นได้ จึงรีบเปลี่ยนไปขุดคุ้ยในตะกร้าผ้าของตนแทน ทั้งเสื้อ กระโปรง และกางเกงทุกตัวของเธอล้วนแต่เปื้อนคราบสีที่ซักออก เพียงแค่เธอยังไม่ได้ซักพวกมันเลย หนำซ้ำพวกมันยังยับยุ่ยเหมือนผ้าขี้ริ้ว เธอหยิบกางเกงขึ้นมาดม

แย่ละ ฉันต้องแต่งตัวสุภาพตอนเข้าไปส่งงาน อย่างน้อยก็ต้องไม่ให้สภาพทุเรศเกินไป แต่เสื้อนี่ก็ยับเกินไป กระโปรงก็เปื้อน กางเกงก็เหม็น  ! “  

 เมรินทร์บ่นเสียงดังด้วยความลนลาน มือก็ปัดกวาดของในห้องที่วางระเกะระกะจนล้มระเนระนาด เธอเหยียบเศษถุงพลาสติกและเตะซากขวดน้ำกระเด็นกลิ้งไปมา ช่างเป็นภาพที่ดูวุ่นวาย เมรินทร์ตัดพ้อออกมาว่า

ปกติฉันไม่ใช่คนนอนหลับเป็นตายขนาดนี้นะเจน ! ฉันมีความรับผิดชอบมากพอ ฉันจะตื่นเสมอถ้าเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นมา !

เห้อ ! เธอเปิดประตูตู้อีกฝั่งแล้วยืมเสื้อฉันไปก่อนไป แล้วก็รีบ ๆ ไปส่งงานนั่นเสียที ! ฉันขออ่านหนังสือเงียบ ๆ เถอะนะ พรุ่งนี้ฉันจะต้องสอบแล้ว ถ้าจะกลับขึ้นมาก็ฝากซื้อของกินมาด้วยก็แล้วกัน ! เจนชี้นิ้วไปที่ตู้เสื้อผ้า เมรินทร์ก็มองตามไป

 หญิงสาวทั้งสองเรียนคนละคณะกัน เมรินทร์ชอบสวมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ หลวมโพรก แบบชุดนักศึกษาแขนสั้นของผู้ชาย แล้วก็ชอบใส่กระโปรงพลีทยาว หรือไม่ก็กางเกง ขณะที่เจนมีแต่เสื้อตัวเล็ก กระดุมแทบจะหลุดออกเพราะถูกหน้าอกใหญ่โตดันเสื้อจนปริ หนำซ้ำยังมีแต่กระโปรงรัดรูปที่สั้นจนน่าหวดเสียว เมรินทร์จำใจต้องหยิบกระโปรงตัวที่ยาวที่สุดของเพื่อนมาใส่ แม้มันจะยาวไม่ถึงหัวเข่าของเธอก็ตาม  

 พวกเธอเหมือนอาหารต่างรสชาติที่วางไว้ข้างกันในตู้เย็น

 เมรินทร์คือขนมหวานที่ซ่อนความขมเอาไว้อย่างประณีต เหมือนกาแฟใส่นมที่มีทั้งความสนุกสนานและสุขุมนุ่มลึกอยู่ในหยดเดียวกัน เธอสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์และคงเสน่ห์แบบที่หาได้ยากเอาไว้ เป็นความคลาสสิกที่ผสมผสานกับโลกสมัยใหม่อย่างลงตัว เช่นเดียวกับงานศิลปะของเธอ   

 ส่วนเจนนั้น คืออาหารรสจัดที่ใคร ๆ ต่างก็หมายปอง ทั้งเผ็ดเปรี้ยวและเร่าร้อนหากได้ชิม เป็นความสะใจที่น่าลิ้มลองสักครั้งหากมีโอกาส เป็นความเจ็บปวดที่หลายคนยินดีจะยอมให้เกิดขึ้น เธอยังเป็นนักศึกษาที่ผลการเรียนดีมากอีกด้วย ผู้คนต่างหลงใหลในความเอร็ดอร่อยและน่าตื่นตาตื่นใจของเธอ 

 ไม่ว่าจะรีบร้อนสักแค่ไหน แต่เพื่อให้การแต่งตัวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เธอจำต้องขอหยิบรองเท้าคัทชูสีดำของเจนมาใส่ด้วย จากนั้นเธอก็รีบคว้ากระเป๋าสะพายสีน้ำตาลมาจากชั้นวางของ แล้วรีบนำงานที่เธอเสียเวลาวาดมาทั้งอาทิตย์จนถึงตี 5 ของเมื่อคืน ไปส่งให้อาจารย์ตรวจ เมรินทร์ทิ้งท้ายก่อนออกจากห้อง

ขอบใจมากนะเจน ฉันไปก่อนนะ ไว้เดี๋ยวจะซื้อข้าวเข้ามาให้นะ แล้วก็เดี๋ยวจะซักชุดให้ด้วย

เออ

 

ที่หอศิลปะของคณะ

ท้องฟ้าครึ้มฝน แสงสว่างเริ่มลดลง สายลมเปียกชื้นพัดแรงขึ้น เมฆสีดำส่งเสียงคำรามมาแต่ไกล มันแผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าอย่างเชื่องช้า เหมือนหยดสีที่ค่อย ๆ กระจายไปในถังน้ำเปล่า เมรินทร์กอดรูปภาพของตนไว้แน่น รีบก้าวเดินไปให้ถึงหอศิลปะขนาดใหญ่ ผู้คนมากมายกำลังทยอยกลับออกมา รถราแล่นกันขวักไขว่ เธอพยายามมองซ้ายขวาและข้ามถนนอย่างระมัดระวัง

 เธอมาถึงทางเข้าหอศิลปะแล้ว สถานที่อันกว้างใหญ่ พบกับประตูขนาดยักษ์ที่มีลวดลายแกะสลักเอาไว้ เพดานสูงหลายสิบเมตร รวมทั้งเสาค้ำที่ประดับด้วยอัญมณีสีขาวดำ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นมดสักตัวที่กำลังเดินเข้าบ้านคน มองตรงเข้าไปตามทางเดิน บนพื้นหินอ่อนเงางามนั้น ภาพวาดจากแสงอาทิตย์ได้เลือนหายไปแล้วเพราะเมฆครึ้มที่บดบังท้องฟ้า ตรงจุดที่ทางเดินแยกออกจากกัน เทวรูปประจำหอศิลปะยังคงยืนตระหง่านแก่สายตาของเธอ

 อาจารย์ของเธอนั่งรออยู่ตรงนั้น บนที่นั่งใต้ฐานของรูปปั้น

เธอรีบตรงเข้าไปหาท่านเพื่อที่จะส่งงาน เธอไม่รู้ว่าครบกำหนดเวลาส่งหรือยัง แต่ก็น่าจะใกล้เต็มทีแล้ว เธอมองตรงไปยังอาจารย์ที่กำลังนั่งไขว่ห้างตรวจงานอยู่ เขาเป็นชายสูงวัยในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายตาราง สวมกางเกงแสลกสีดำดูสุภาพ รูปร่างสันทัด ผิวเหลืองมีริ้วรอยตามอายุ ผมหงอกสีขาวโพลนทั่วทั้งหัว  

 มาส่งงานแล้วค่ะ อาจารย์ เธอพยายามเก็บท่าทีของความลนลานเอาไว้ ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเพราะส่งงานได้ทันเวลา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน สีหน้าของเธอก็เช่นกัน อาจารย์เงยหน้าขึ้นมามองเธอ เขากระชับขาแว่นตาเบา ๆ หนึ่งครั้งแล้วยักคิ้วเป็นเชิงถาม  

 แล้วเธอก็ส่งงานชิ้นใหญ่ของเธอไป อาจารย์เอื้อมมือมารับงานของเธอ ตอนนี้เองที่เขาสังเกตเห็นบางอย่าง จึงเอ่ยปากทักลูกศิษย์ไป เสียงของอาจารย์ช่างทุ้มต่ำ

นิ้วเธอไปโดนอะไรมาน่ะ เมรินทร์ ?

 เมรินทร์เลิกคิ้ว ตาโตเพราะความสงสัย เธอรีบยกมือทั้งสองขึ้นมา กางนิ้วออกดูทั้งหน้าและหลังมือ เธอจึงเห็นบาดแผลบนนิ้วชี้ของตน เป็นแผลยาวเต็มปลายนิ้ว ลักษณะน่ากลัวพิลึก มันตกสะเก็ดเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบจะดำ สีแผลนี้ตัดกับสีผิวขาวนวลของเธออย่างชัดเจน ไม่แปลกที่อาจารย์จะเห็นได้ง่าย

 เธอใจหายวาบ รู้สึกเหมือนกระแสไฟแล่นขึ้นมาตามสันหลัง น่าแปลกใจที่เธอไม่รู้สึกตัวมาก่อนเลย อาจารย์ยังคงมองหน้าเธอหวังจะเห็นคำตอบ เขาดูจะเป็นห่วงเธอ เมรินทร์รีบกำมือและลูบแผลนั้นเบา ๆ สะเก็ดแผลหลุดติดเข้าไปในซอกเล็บของเธออย่างง่ายดาย เธอรู้สึกได้ถึงความเหนียวหนืด แผลนี้ยังไม่แห้งสนิทดี

 หนูน่าจะโดนคัทเตอร์บาดค่ะ อาจารย์ หนูก็ไม่รู้โดนมาตอนไหน เธอตอบอย่างลังเล

อาจารย์ได้ฟังก็ไม่พูดอะไร เขาเพ่งสมาธิไปที่รูปภาพของเธอ

 ภาพพญานาคกำลังกอดรัดสู้กับพญาครุฑ ฝ่ายหนึ่งจะฉุดนักล่ากดลงใต้น้ำ ส่วนอีกฝ่ายก็พยายามฉีกกระชากแล้วลากเหยื่อบินขึ้นฟ้าไป ท่ามกลางพายุใหญ่ในมหาสมุทร รายละเอียดของเกล็ดงู ขนนก และเลือดที่กระเซ็นรวมไปในเกลียวคลื่นอันบ้าคลั่งนี้ช่างน่าอัศจรรย์ แสงสว่างของสายฟ้าฟาดด้านหลังยิ่งทำให้เหตุการณ์ดูรุนแรงและสะเทือนใจ มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าศิลปินตั้งใจและทุ่มเทเวลาให้กับการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมาก

 เธอส่งเป็นคนสุดท้ายเลยรู้ไหม แต่งานของเธอนี่ก็ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลย รู้ใช่ไหม อาจารย์เอ่ยปากชม

ขอบคุณค่ะ อาจารย์ เธอกล่าวพร้อมโน้มหัว

 ผู้คนมากมายกำลังเดินกลับออกจากหอศิลปะ พวกเขาผ่านคู่อาจารย์และนักศึกษาสองคนนี้ไป เด็กหญิงคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเมรินทร์เข้า เธอตาลุกวาว กระโดดโลดเต้น ร้องบอกแม่ไปว่า

แม่ ๆ นี่ไง พี่ผู้หญิงคนนี้ ๆ !

 เมรินทร์ได้ยินก็หันไปมองตามเสียงเล็ก ๆ นั้น เธอเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ใส่ชุดเอี๊ยมผ้ายีนส์ ทับเสื้อยืดสีเหลืองอ่อน มัดผมสองข้าง กำลังสะกิดแม่ของเธอและชี้นิ้วมาหาทางนี้อย่างกระตือรือร้น

 เธอรู้สึกประหม่าและขัดเขินอยู่พอสมควร เนื่องเพราะตนไม่ได้แต่งหน้าให้เรียบร้อย ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งหน้าส่วนใหญ่ก็จะมีอาการคล้ายเธอยามที่ถูกทัก การที่คนจำเธอได้ ในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เมรินทร์ยิ้มแห้งแล้วหันกลับมามองอาจารย์ เขาเองก็เห็นและได้ยินทุกอย่างที่เด็กคนนั้นพูด  

 ไม่เอาน่ะลูก ไปเรียกพี่เขาทำไม แม่ของเธอพยายามกำชับลูกสาวให้เบาเสียงลง  

พี่สาวคนนี้แหละ เจ้าของรูปน้ำตกสวย ๆ ที่หนูอยากได้ ! เธอจับแขนแม่แล้วกระตุกไม่หยุด อ้อนวอนให้แม่พาตนเข้าไปคุยกับนักศึกษาสาวที่มาส่งงาน

 “ รูปน้ำตกสีชมพู ๆ ฟ้า ๆ ที่มีดอกไม้ป่าร่วงลงไปด้วยเยอะ ๆ น่ะแม่ มันสวยมากเลยนะ หนูอยากไปถามพี่เขาว่าทำไมถึงวาดสวย ลงสีสวยขนาดนั้น ! “   

หนูรู้ได้ยังไงลูกว่าพี่เขาเป็นคนวาด ? ไม่เอาน่ะลูก พอเดี๋ยวนี้นะ !  อย่าไปกวนพี่เขา พี่เขากำลังยุ่งอยู่ หนูกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย ! “

ว่าแล้ว คุณแม่ก็คว้าแขนลูกสาวแล้วพาเธอเดินออกไปทันที

เมรินทร์ได้ยินก็แอบยิ้มเล็ก ๆ หลังจากที่สองแม่ลูกเดินจากไปแล้ว อาจารย์ของเธอเห็นก็อดชื่นชมไม่ได้

งานชิ้นก่อนของเธอน่ะ มีแต่คนพูดถึงในทางที่ดี ฉันคิดถูกจริง ๆ ที่เลือกมาติดโชว์ ใช่ไหม ? “

ใช่ค่ะ อาจารย์

 

. . .

ด้านสองแม่ลูกที่เดินไปจนถึงประตู เด็กหญิงในชุดเอี๊ยมยังคงพูดกับแม่ซ้ำไปซ้ำมา

หนูต้องกลับไปวาดรูปแบบนั้นบ้างแล้วหละแม่

นี่ลูกชอบภาพน้ำตกนั่นขนาดนั้นเลยเหรอ ? “

ใช่ค่ะแม่ แม่ไม่ชอบเหรอ หนูว่ามันสวยมาก ๆ มันเหมือนน้ำตกในเทพนิยายเลย หนูเห็นแล้วอยากจะเข้าไปยืนเล่นกลางน้ำตกนั่นมาก แล้วก็ร่วงลงมาเหมือนดอกไม้สวย ๆ พวกนั้น เด็กหญิงบอกเล่าความคิดให้แม่ฟังเป็นฉาก คุณแม่ได้เห็นลูกสาวที่ตาลุกวาว มีไฟแรงอยากจะวาดรูปบ้างก็รู้สึกดีใจ ภาพวาดอันงดงามนั้นคงจุดประกายการเป็นศิลปินในตัวลูกสาวของเธอขึ้นมา    

ก็คงเป็นเทพนิยายจริง ๆ แหละ ถ้าทำให้หนูชอบได้ขนาดนี้ แม่มองว่ามันก็สวยดีแหละนะ แต่ก่อนอื่น ลูกไปชี้นิ้วใส่พี่ผู้หญิงคนนั้นทำไมคะคนดี ? ทำแบบนั้นมันไม่ดีเลยนะลูก

ก็หนูจำหน้าพี่เขาได้ พี่เขาต้องเป็นเจ้าของรูปน้ำตกนั่นแหน ๆ หนูมั่นใจ หนูจำได้ ! “ เด็กหญิงพูดเสียงดัง เธอดูเชื่อมั่นเต็มที่

ทำไมหนูคิดแบบนั้นคะ ? หนูรู้จักพี่เขาเหรอ ? “

ก็ในรูป หนูเห็นพี่เขายืนอยู่กลางน้ำตกเลยนี่คะ หนูจำหน้าพี่เขาได้ พี่สาวคนสวยนั่น

. . .

 

 หลังจากชื่นชมความวิจิตรบรรจงในผลงานของเมรินทร์ได้สักพัก อาจารย์ของเธอก็วางภาพวาดของลูกศิษย์ลงกับที่นั่ง แล้วจึงลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเล็กน้อยตามประสาคนมีอายุ ด้วยรูปร่างที่เล็กสันทัด เขาสูงถึงเพียงใบหูของเมรินทร์เท่านั้น แต่ความน่าเกรงขามในตัวก็ไม่ได้ลดลงไป เธอรู้ชื่อนามสกุลจริงของอาจารย์ แต่เธอก็ไม่เคยเรียกพวกมันเลย เธอเรียกแทนเขาว่า อาจารย์ ตลอดมา

 อาจารย์พาเธอเดินเข้าไปตามโซนจัดแสดงภาพศิลป์ เขาเดินนำหน้า ส่วนเธอเดินตามหลัง ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเรียบง่าย ผู้คนทยอยกันกลับไปเสียเป็นส่วนใหญ่ เสียงฝีเท้ามากมายทยอยกันผ่านพวกเขาแล้วก็หายไป ทิ้งไว้แต่ความเงียบงัน หอศิลปะใกล้จะถึงเวลาปิดทำการ มีเพียงภาพวาดและรูปปั้นรอบข้างที่ได้ยินพวกเขาคุยกัน

 วันนี้เป็นวันที่พิเศษมากนะเมรินทร์ รู้ไหม

พิเศษเหรอคะอาจารย์ ? “

ใช่สิ แล้วมันพิเศษตรงไหน เธอรู้หรือเปล่า ?

เอ่อ ไม่รู้ค่ะ

อ้าว ทำไมไม่รู้ล่ะ ? อาจารย์หยุดเดิน เขาหันกลับมามองหน้าเธอ ทั้งสองยืนอยู่ที่หน้ารูปภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่ ภาพน้ำตกหิมพานต์ของเธอนั่นเอง มันถูกแปะติดกับผนังสีขาว ภายใต้แสงไฟสีส้มที่จัดความสว่างไว้ให้สบายตาที่สุด ดึงเอาความอ่อนโยนของสีสันในภาพออกมาได้อย่างดี

หนูจำได้แค่ วันนี้คือวันที่หนูต้องส่งงานค่ะอาจารย์ แค่นั้นจริง ๆ

ปัดโธ่ เธอลืมวันเกิดตัวเองไปแล้วเหรอ ? “ อาจารย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า หางตาของเขามีรอยตีนกาย่น ท่าทางดูมีความสุข

“  วันเกิด ?! ตายจริง ! “ เมรินทร์เพิ่งจะนึกขึ้นได้ เธอนอนหลับข้ามชั่วเวลาสำคัญของตนไปโดยไม่รู้ตัว วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ แต่สิ่งแรกที่เธอต้องทำยามตื่นนอน คือรีบมาส่งงานให้ทันเวลา

เธอน่ะมักจะส่งงานเป็นคนท้าย ๆ เสมอ แต่ผลงานของเธอ กลับถูกพูดถึงเป็นชิ้นแรก ๆ ตลอด รู้ไหม

ค่ะ  อาจารย์ เมรินทร์ยิ้มรับ เมื่อถูกชม

ในฐานะของอาจารย์ที่ดูแลนักศึกษาที่ส่งผลงานไปประกวด ฉันสนใจความเป็นอยู่ของเด็กทุกคนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเธอ เมรินทร์ เธอสร้างผลงานได้น่าสนใจเสมอมา เหมือนกับว่าเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เธอดูเหมาะจริง ๆ กับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติคนใหม่ เธอรู้ไหม ? “

แหม อาจารย์ก็พูดเกินไปมากเลยค่ะ หนูน่ะ ยังห่างไกลจากศิลปินท่านนั้นอยู่อีกเยอะค่ะ เมรินทร์ยิ้ม เธอโน้มหัวรับอย่างถ่อมตน

จริงรึ ? มันเก่งขนาดนั้นเชียวเหรอ ไอ้ศิลปินคนนั้นน่ะ มันมีผลงานอะไรเด่น ๆ บ้างเหรอ ? “

จริงสิคะ ผลงานของท่าน ก็ยืนสูงตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้าหอศิลป์นั่นไงคะ รูปปั้นพระพิฆเนศองค์นั้น ทั้งยิ่งใหญ่แล้วก็ทรงพลัง ประติมากรรมใหญ่ยักษ์ขนาดเป็นร้อยคนประดิษฐ์ พูดไปใครจะเชื่อว่ามีคนปั้นแค่คนเดียว “  เมรินทร์พูดพลางชำเลืองกลับไปมองทางที่เดินผ่านมา 

ฮ่า ๆ เธอก็ทำได้นะ รูปปั้นแบบนั้นน่ะ งานปั้นของเธอก็จัดเป็นงานละเอียดชั้นครูได้เลยนะ เมรินทร์

ไม่หรอกค่ะอาจารย์ หนูสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของท่าน ทุกครั้งที่ยืนอยู่ใต้เงาของเทวรูปองค์นั้น หนูสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจ สมควรเอาเป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้หนูทุ่มเทชีวิตให้กับผลงานแบบนี้ยังไงล่ะคะอาจารย์

ทั้งสองมองตากัน เธอหลบตาอาจารย์โดยอัตโนมัติ ทั้งสองมองไปยังรูปภาพน้ำตกเบื้องหน้า

เมรินทร์พูดขึ้นว่า  หนูไม่มีทางทำได้สวยเท่าอาจารย์หรอกค่ะ “   

หนูรู้สึกเป็นเกียรติเสมอ ที่ได้เรียนกับศิลปินอันดับหนึ่งของประเทศค่ะ

อาจารย์ฟังแล้วก็ยิ้ม เขากระแอมเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะกล่าว ครั้งหนึ่งฉันก็เคยคิดแบบเธอ ครั้งหนึ่งฉันก็เคยมีอาจารย์ ทุกคนเคยมีอาจารย์ทั้งนั้นนั่นแหละ รู้ไหม

ค่ะ อาจารย์

อา ถ้าอาจารย์ของฉันได้มีชีวิตอยู่นานพอจะมาเห็นผลงานชิ้นนี้ของเธอ ท่านต้องภูมิในมากแน่ ๆ ที่ฉันสามารถถ่ายทอดองก์ความรู้จากท่านมาให้เธอได้ขนาดนี้ เมรินทร์ เธอนี่มันเต็มไปด้วยพรสวรรค์จริง ๆ ฉันไม่เคยรู้สึกประสบความสำเร็จกับลูกศิษย์คนไหน เท่ากับเธอมาก่อน

 อาจารย์ยังคงสรรเสริญเธอไม่หยุด มือข้างหนึ่งซุกกระเป๋ากางเกง มืออีกข้างวาดไปในอากาศ ประกอบการโปรยคำพูดของตน เมรินทร์รู้สึกชื่นใจเหลือเกินที่ได้รับคำชมเหมือนเป็นลมหายใจ 

 แต่เมื่อเธอมองไปที่ภาพของตน เมรินทร์พลันเกิดความหวาดวิตกขื้นมาทันที เธอมองภาพของตนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อาจด้วยเพราะความฝันประหลาดที่เกิดขึ้น เธอรีบเพ่งสายตาไปที่ขอบด้านบนของผาน้ำตก ตรงจุดที่เส้นขอบฟ้ากับสายน้ำตัดกัน ไม่มีใครยืนอยู่

 และเช่นเดียวกัน ในป่าหิมพานต์รกชัฏ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมตัวขาวรูปร่างน่าขนลุกปรากฏอยู่ ทุกอย่างเป็นเช่นเดิมดังที่เธอจำได้ ตามที่เธอต้องการให้เป็น เมรินทร์จ้องรูปภาพด้วยสายตาแข็งเกร็ง แต่เธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่าภาพน่ากลัวนั้นไม่มีอยู่จริง

 รูปภาพนี้มันมีความหมายที่ลึกซึ้งเกินไปกว่าความสวยงาม แล้วฉันก็ชอบมันมาก อาจารย์กอดอกพูดอย่างปลาบปลื้ม เขามองมาที่เธอสลับกับมองไปที่รูปภาพบนกำแพง ยกมือขึ้นโบกบรรยายคำพูดของตน พร่ำเพ้อถึงเทคนิคในการลงสีที่เขาได้สอนเธอไป เมรินทร์รับฟัง แล้วก็ปล่อยเสียงเนิบนาบของอาจารย์ ผ่านหูซ้าย ทะลุหูขวาออกไป   

 เธอลูบปลายนิ้วชี้ข้างขวาของตน ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาตามปลายแขนอย่างรวดเร็ว เมรินทร์พยายามรวบนิ้วมือเก็บไว้ให้มิดชิด สะเก็ดแผลเหนียวลอกหลุดเป็นเม็ดเล็ก ๆ ออกมาเป็นระยะ เธอตกใจมากในตอนที่อาจารย์เอ่ยปากทักเรื่องแผลนี้ เธอจำไม่ได้ว่าตนได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหน ยิ่งขยับนิ้วชนกันไปมา เธอยิ่งเสียวสันหลังวาบเมื่อคิดถึงฝ่ามือสีขาวที่พุ่งมาบีบข้อมือของตน ยิ่งคิด จิตใจยิ่งไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 ยังไม่รวมความผิดปกติในตอนที่ตื่นนอน เมรินทร์รู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยเหมือนไม่ได้พักผ่อน ที่สำคัญคือเธอหลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนตอนนี้เธอยังมีอาการมึนหัวแทรกซึมอยู่ไม่หาย        

เธอเองก็คืองานศิลปะชิ้นหนึ่งของฉันนะเมรินทร์ รู้ไหม ? “

 อาจารย์มองผลงานของลูกศิษย์อย่างอาลัยอาวรณ์ เขาเอื้อมฝ่ามือไปยังรูปภาพของเธอ  ปลายนิ้วสัมผัสที่ลายเซ็นของเธอ ตรงขอบมุมด้านล่างของรูปภาพ แล้วทั้งสองก็ได้ยินเสียงไฟดับ ไฟบริเวณโถงทางเดินด้านนอกค่อย ๆ ถูกปิดลงทีละดวง เสียงเพลงคลาสสิกที่บรรเลงอยู่ก็เงียบไปแล้ว เสียงฝีเท้าอีกคู่ที่ยังหลงเหลืออยู่จึงดังแว่วมาแต่ไกล   

 โอ้ รอตรงนี้แปปนึงนะ เดี๋ยวอาจารย์ไปบอกแม่บ้านก่อน ว่าขอเวลาให้เราสองคนได้เดินดูงานศิลปะกันต่ออีกสักหน่อย

 ว่าแล้วอาจารย์ก็เดินนำเธอออกไป แต่เมรินทร์ก็รีบพูดขึ้นมาว่า อาจารย์คะ หนูขออนุญาตนะคะ คือ

เธอพูดอย่างกระอักกระอวน วันนี้หนูรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เลยค่ะ ถ้าเป็นคราวหน้าจะได้ไหมคะ หนูอยากกลับไปทานยา แล้วก็นอนพักผ่อนสักหน่อยค่ะ

 เมรินทร์มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เธอไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเสพงานศิลป์แม้แต่น้อย สังหรณ์ใจหลาย ๆ อย่างบอกเธอว่าควรกลับไปที่ห้อง ห่อร่างกายของตนด้วยผ้าห่มหนานุ่ม แล้วก็หลับไปเสียให้สบายตัว หญิงสาวรู้สึกเปราะบาง เธอหนาวเหน็บจากภายนอกร่างกายไปถึงภายในจิตใจ เธอยกมือขึ้นกอดอก ลูบคลำข้อศอกของตนเบา ๆ ให้เกิดความอบอุ่น ท่าทางดูกระวนกระวายเกินกว่าจะมีความสุนทรีใด ๆ เกิดขึ้นได้  

 ได้สิ แต่ขออาจารย์พาเธอไปดูโซนรูปภาพพิเศษของอาจารย์ก่อน แล้วจากนั้นเธอค่อยกลับก็ได้ อาจารย์มองหน้าเธอ เขาพูดเร็วขึ้นหนึ่งจังหวะ เธอรู้สึกได้ว่าเขาดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ว่าแล้วเขาก็หันหลังเดินนำไป พลางกวักมือเรียกให้เธอเดินตาม  

อย่างน้อยนี่ก็เป็นวันเกิดของเธอ อาจารย์ก็มีของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อยากจะมอบให้เธอได้ดู “ 

เมรินทร์สงบเสงี่ยมคำพูดไว้ เธอเดินตามอาจารย์ไปอย่างว่าง่าย

เมรินทร์

 เสียงเล็ก ๆ แว่วมาถึงหูของเธอ มันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใกล้เหมือนกระซิบอยู่ข้างใบหู หญิงสาวสะดุ้งตกใจแล้วรีบหันหลังกลับไปมอง ทางเดินด้านหลังของเธอว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟที่ประดับบนกำแพงเหนืองานศิลปะแต่ละชิ้น ไฟสีส้มทุกดวงสว่างดีและไม่กะพริบ บรรยากาศรอบข้างนิ่งสงบเหมือนเป็นภาพถ่าย

 เมรินทร์เริ่มหายใจกระหืดกระหอบ แต่เธอก็พยายามข่มใจเอาไว้ หลังจากเส้นขนบนแขนเรียวสวยลุกชันขึ้นมาพร้อมกัน หยดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ แทรกซึมตามมาไม่ขาดสาย เธอเช็ดฝ่ามือกับกระโปรงอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินตามหลังอาจารย์ไป สยายผมเล็กน้อยหวังให้ตนหายฟุ้งซ่าน เสียงส้นรองเท้าของเธอดังก้องไปตามทางเดินแห่งนั้น

 เธอเดินกลับออกมายังบริเวณที่มีรูปปั้นพระพิฆเนศ เห็นเข็มนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงครึ่ง แสงสว่างที่ส่องผ่านกระจกบนเพดานนั้นหายไปหมดแล้ว เธอได้ยินเสียงฝนตกหนักด้านนอกหอศิลปะ ลมกรรโชกพัดกระหน่ำส่งเสียงดังหวีดหวิว พายุใหญ่ได้ล้อมสถานที่แห่งนี้เอาไว้แล้ว เมรินทร์นึกสภาพว่าตนต้องตัวเปียกปอนตากฝนกลับไปเพราะไม่ได้พกร่มมา ชุดและรองเท้าที่ยืมเจนมาก็ต้องเปียกชุ่ม จิตใจของเธอยิ่งขุ่นมัวลงไปเรื่อย ๆ

 แต่อย่างน้อย นั่นก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอยู่ในหอศิลปะ ณ เวลานี้

เธอร่ำเรียนมาจนใกล้จะจบหลักสูตรแล้ว เธอคุ้นเคยกับหอศิลปะแห่งนี้ พอ ๆ กับหอพักของตน แต่ไม่รู้ว่าทำไมคราวนี้ ความรู้สึกเชิงบวกทั้งหลายหายไปจนนึกแทบไม่ออก

 เธอยังคงกอดอกแน่น ความรู้สึกแบบเดียวกับในฝันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมรินทร์กลืนน้ำลายอึกใหญ่

เธอรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ หูเริ่มแว่ว ได้ยินความเคลื่อนไหวคล้ายฝ่าเท้าจำนวนมาก

เคราะห์ดีที่ในกระเป๋าสะพายของเธอ มียาแก้อาการผิดปกตินี้อยู่

 เธอเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้รับการยืนยันแล้วอย่างชัดเจนจากแพทย์

 เมรินทร์กลืนยาเม็ดเล็ก ๆ ลงคอไป พร้อมทั้งจิบน้ำตามอย่างนุ่มนวล ข้าวของเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นที่ต้องพกติดกระเป๋าของเธอไว้ตลอดเวลา เมื่อยาผ่านลำคอของเธอลงไป เธอก็ใจเย็นลงทันตา ยาออกฤทธิ์ทันทีต่อจิตใจของผู้ป่วยที่กำลังอ่อนแอ จิตใจมนุษย์นั้นมีอิทธิพลเหนือร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์

ทั้งอาคารแสนกว้างใหญ่นี้เงียบสงัด เสียงฝนกระหน่ำกระแทกหลังคาชวนให้ประสาทเสีย อุณหภูมิภายในอาคารลดลงอย่างรวดเร็ว บวกกับแสงไฟที่ค่อย ๆ ถูกหรี่ลง ความมืดจากทุกซอกมุมของอาคารเริ่มกล้ำกรายเข้ามายังหางตาของเธอ แสงสว่างเลือนหายไปราวกับเปลือกตาของเธอกำลังปิดลงอย่างเชื่องช้า ทุกอย่างนิ่งสงบราวกับชีพจรของเธอกำลังดับสูญ เมรินทร์สวมกอดร่างบอบบางของตนไว้เพื่อให้รู้สึกถึงความอบอุ่นของการมีชีวิต

 เธอรีบเดินไปตามหาอาจารย์ ภาวนาให้ไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อเหล่านั้นแว่วขึ้นมาอีก แสงสีส้มที่ช่วยให้ผ่อนคลายในการเดินชมงานศิลปะกลับทำให้ทุก ๆ สิ่งดูน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจ ยิ่งเมื่ออยู่ตามลำพังเช่นนี้ด้วย

 อาจารย์ของเธอกำลังยืนคุยกับหญิงร่างท้วมในชุดสีกรมท่า เธอดูเป็นหญิงวัยกลางคน ร่างกายบึกบึน แขนใหญ่เป็นมัดกล้ามเนื้อแน่น นั่นคงจะเป็นแม่บ้านที่กำลังเดินปิดไฟทั่วทั้งอาคารอยู่ เห็นได้ชัดว่าทางเดินยาวด้านหลังเธอนั้นมืดสนิท ไม่นานนักแม่บ้านก็สังเหตุเห็นเมรินทร์ที่เดินตามมาหาอาจารย์ เธอเห็นสายตาของแม่บ้านที่มองตรงมาทางนี้ สายตานั้นเปี่ยมไปด้วยความกังวล แม่บ้านถอนหายใจจนไหล่โยก แต่ก่อนที่เมรินทร์จะทันได้เข้าไปใกล้จนได้ยินว่าทั้งสองคุยอะไรกัน แม่บ้านก็เดินแยกออกมาจากอาจารย์ของเธอ

 การสนทนาจบลงเสียแล้ว แม่บ้านเดินตรงมายังเมรินทร์ หญิงสาวอมยิ้มและก้มหัวให้เบา ๆ แต่อีกฝ่ายไม่เงยหน้ามาสบตาเธอเลย หญิงวัยกลางคนร่างใหญ่ในชุดสีกรมท่านั้นเดินสวนทางและจากไปอย่างรวดเร็ว

ถ้าเมรินทร์ไม่หลีกทางให้ แม่บ้านอาจกระแทกร่างบาง ๆ ของเธอจนกระเด็นล้มไปแล้วก็ได้

 หญิงสาวมองตามหลังแม่บ้านไป เธอตกใจเล็กน้อยกับท่าทีหุนหันพลันแล่นนั้น หญิงร่างท้วมเดินตรงไปยังรูปปั้นพระพิฆเนศ เสียงฝีเท้าของเธอเบาลงและหายไปในที่สุด

 เอ้า เมรินทร์ ไปดูโซนจัดแสดงศิลปินกันหน่อยดีกว่า อาจารย์ของเธอเรียก เขายืนหันหลังให้กับทางเดินที่มืดมิดนั้น

คะ ? … โซนแสดงศิลปิน ?! “ เมรินทร์ไม่แน่ใจในสิ่งที่พูดไป เธอไม่เคยได้ยินโซนจัดแสดงดังกล่าวมาก่อน

นั่นแหละ เธอจะไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก นอกจากฉัน ก็มีแค่แม่บ้านคนเมื่อกี้แหละที่รู้จักมัน มันไม่ใช่โซนที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ ฉันต้องการให้ศิลปินที่มีความพิเศษอย่างเธอได้เข้าไปดูมันสักหน่อย

อาจารย์พูดต่อ พร้อมทั้งเดินนำทางเธอไปไม่รอช้า เขามุ่งหน้าเข้าไปยังทางเดินที่มืดทึบนั้น

 “ ถือเป็นของขวัญวันเกิด ให้นักเรียนผู้มีพรสวรรค์อย่างเธอเลยนะ รู้ไหม

 เมรินทร์พยักหน้าตอบรับ สีหน้าของเธอมีแต่คำถามเต็มไปหมด แต่เธอก็เดินตามหลังอาจารย์ไปอย่างว่าง่าย ทางเดินข้างหน้าไม่มีแสงสว่างอยู่เลย เธอสงสัยว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่เปิดไฟเสียก่อน

ไม่ต้องเปิดไฟหรอก เธอเดินตามอาจารย์มาก็พอ เดินตามใจ ไม่มีอะไรขวางทางเธอทั้งนั้น

เธอได้ยินแค่เสียงของอาจารย์ สายตาบอดเกือบจะสนิท เมรินทร์เดินช้าลงด้วยความระมัดระวัง เธอแปลกใจในการที่อาจารย์เดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของอาจารย์สม่ำเสมอและห่างออกไปเรื่อย ๆ เมรินทร์หยุดชั่วขณะเพื่อหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายขึ้นมา เธอหวังจะใช้แสงสว่างจากหน้าจอช่วยให้มองทางง่ายขึ้น

หกโมงกว่าแล้วเหรอ ?! “ เธอเผลอพูดออกมา เวลาผ่านไปเร็วจนเธอตกใจ เคราะห์ดีที่เธอแทบไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์ มันยังมีแบตเตอรี่เหลืออยู่ 17%

อาจารย์คะ ?! “ เมรินทร์ร้องเรียกอาจารย์ เธอหงายหน้าจอโทรศัพท์ไปรอบตัว มองเห็นพื้นหินอ่อนและกำแพงปูนที่ว่างเปล่า

  เธอไม่คุ้นเคยกับพื้นที่บริเวณนี้ในหอศิลปะเลย มันเป็นทางเดินว่างโล่งที่ไร้การตกแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนอาคารเปล่าที่ยังไม่ถูกใช้งาน หนำซ้ำกลิ่นของมันยังอับมากเสียด้วย ผิดกับหอศิลปะที่มักจะมีกลิ่นหอมชโลมอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศเงียบเหงาและวังเวงเหลือเกิน

 เมรินทร์ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์ ทั้งที่ทุกอย่างนิ่งสนิทจนเธอได้ยินเสียงหัวใจเต้นระส่ำ เกิดแรงสั่นกระแทกขึ้นมาตามลำคอ เธอกลืนน้ำลายและสูดหายใจอย่างแผ่วเบา เร่งฝีเท้าเดินตรงไปข้างหน้าพร้อมทั้งพูดเสียงดังขึ้น อาจารย์คะ ?! “ 

ไป !!!

เมรินทร์สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงดังตะคอกใส่ มันพุ่งมาพร้อมลมแรงระลอกใหญ่ที่พัดเข้ามาเต็มหน้าเธอ ปอยผมของเธอถึงกับปลิวไปด้านหลัง เมรินทร์ชะงักยืนตัวแข็งอยู่กับที่ มือบอบบางของเธอสั่นประวิง เหงื่อผุดขึ้นมาบนปลายนิ้วมือจนเปียกชุ่ม โทรศัพท์ในมือลื่นจนเกือบจะหลุดร่วงลงไป เธอใช้มือทั้งสองประคองโทรศัพท์ไว้ไม่ให้ตกกระทบพื้น จากนั้นก็เช็ดมือเข้ากับกระโปรงของตนอย่างรวดเร็ว

  อาจารย์คะ ?! อาจารย์อยู่ไหนคะ !เมรินทร์ตะโกนเสียงดัง ความอดทนของเธอแตกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะความหวาดกลัว เมรินทร์เปิดหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะส่องไฟไปด้านหน้า

 แล้วเธอก็พบเด็กสาวคนหนึ่งในชุดกระโปรงสีฟ้า ผิวขาวซีด ไว้ผมตรงยาวสีทอง ยืนหันหลังให้กับเธอ

 ว้าย !  

เมรินทร์ร้องเสียงหลงดังสนั่น ! เธอตกใจและถอยหลังกรูดไปชนกับของแข็งด้านหลังเข้า เสียงแท่งเสาปูนขนาดเล็กล้มลงฟาดพื้นจนสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ สิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนยอดเสาร่วงลงบนพื้นและแตกเป็นเสี่ยง ๆ  

โผละ !!!

กรี๊ด !!!ปลายเท้าของเธอสะดุดเข้ากับแท่งเสาปูนที่กลิ้งอยู่บนพื้น เธอเสียหลักล้มลงอย่างไร้หลักยึด แขนขวาและข้อศอกของเธอรับแรงกระแทกไปเต็ม ๆ เมรินทร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่หัวของเธอปลอดภัยไปอย่างฉิวเฉียด โทรศัพท์หลุดจากมือกระเด็นออกไป หน้าจอคว่ำลงกับพื้น แสงสว่างอันน้อยนิดดับหายไปทันที เมรินทร์รีบดันตัวเองขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล พยายามมองไปรอบตัวเพื่อหาโทรศัพท์ จนเมื่อเห็นแสงสว่างเป็นกรอบสีเหลี่ยมอยู่บนพื้น เธอจึงรีบผลักร่างไปหาโทรศัพท์ของตน

 มือไม้ทั้งสองก่ายไปบนพื้น โทรศัพท์ของเธอกระเด็นไปไม่ไกลนัก เธอยังไม่ทันจะลุกขึ้นยืนด้วยสองขา เพียงแค่ใช้เข่าดันตัวเองขึ้นมาอยู่ในท่าหมอบคลาน แล้วมือของเธอก็สัมผัสเข้ากับบางอย่างก่อนจะถึงแสงสว่างนั้น

แผละ

สัมผัสนั้นเปียกชื้น เหนียวเหนอะหนะ เป็นก้อนวัตถุกึ่งแข็งกึ่งเหลว เธอตกใจมากจึงรีบชักมือกลับมา คราบบางอย่างติดมาบนนิ้วของเธอด้วย แม้เธอจะมองอะไรไม่เห็นแต่ก็รู้ว่ามันมีกลิ่นเหม็นที่รุนแรง แล้วสักพัก      เมรินทร์ก็รู้สึกถึงของเหลวมากมายที่กองท่วมอยู่บนพื้นเบื้องหน้า มันเปียกมาถึงกระโปรงของเธอแล้ว

 เมรินทร์มองไปที่แสงสว่างเล็ก ๆ จากจอโทรศัพท์ มันกำลังจะดับลงไป เธอจำใจต้องรีบตะเกียกตะกายไปคว้าโทรศัพท์ของตนไว้ เธอโน้มหลังลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งไปจับแสงสว่างสุดท้ายกลางความมืดนั้นไว้ รองเท้าคัทชูของเธอกระทบของเหลวบนพื้นเสียงดังเหมือนคนย่ำหนองน้ำขังในตลาด

 หน้าจอโทรศัพท์ดับไปพอดี เธอรีบกดเปิดมันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เธอมือของเธอเปียกของเหลวนั้นจนชุ่ม เธอกดหน้าจอไม่ได้เลย เธอจึงรีบเช็ดมือเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวของตน เมื่อหน้าจอติดขึ้นมา เมรินทร์กดเปิดไฟฉาย

 บนพื้นนั้นเต็มไปด้วยเลือด มันเปื้อนไปทั่วตั้งแต่หัวเข่า ข้อศอก ลามขึ้นมาจนถึงมือทั้งสองของเธอ เมรินทร์สะบัดแสงไฟฉายส่ายไปมาอย่างลนลาน เลือดนองเต็มอยู่ใต้รองเท้าของเธอ เสื้อของเธอก็มีสีแดงเข้มเปรอะเปื้อนจากการเช็ดมือเมื่อสักครู่

 เมรินทร์ถอยหลังอย่างเสียสติ สาดแสงไฟลงไปยังจุดที่เสาหินปูนล้มอยู่ เสาหินสไตล์โรมันขนาดไม่สูงมาก มันกระแทกพื้นอย่างแรงจนยอดเสาหักละเอียดคล้ายเศษอิฐ สีขาวของมันถูกเลือดอาบจนเป็นสีเข้ม

 สิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังเสาหินปูน เมรินทร์บังคับข้อมืออย่างยากลำบากให้ส่องแสงไฟไปยังสิ่งนั้น

 ใบหน้าของมนุษย์ บนศีรษะที่ถูกบดขยี้ มันแหลกละเอียดเหมือนผลแตงโมที่ถูกทุบ ใบหน้าของเขาแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ฟันกระจัดกระจายออกจากปากที่ถูกฉีกไปถึงลำคอ พวกมันร่วงออกมาเต็มพื้น ลิ้นทะลัก ไหลออกมากองรวมกับด้ามจมูกที่หักไม่มีชิ้นดี สายเลือดที่ไหลรินผสานทุกอวัยวะเขาด้วยกัน ดวงตาของเขาแดงก่ำ ถลนออกมาจากกระดูกเบ้าตาที่หักเป็นท่อน เห็นมัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมากมายบนใบหน้ากระตุกไปมาอย่างน่าสยดสยอง เลือดยังคงไหลออกมาจากสมองของเขาราวกับน้ำพุ กะโหลกของเขาเปิดออก เนื้อสมองปลิดปลิวออกจากกล่องสมอง หกระเนระนาดอยู่บนพื้น เส้นผมหลุดปะปนออกมากับหนังศีรษะเปื่อยยุ่ย กล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ถูกเส้นผมแทรกเข้าไป มองเผิน ๆ คล้ายกับฝูงแมลงกำลังวิ่งชอนไชศพอย่างสนุกสนาน  

ขากรรไกรที่หักละเอียดของเขายังพยายามงับเข้าหากัน พยายามพูดบางสิ่งออกมา

 เสียงอันทุรนทุรายเหมือนคนสำลักน้ำแว่วขึ้น ก่อนจะลากหายไปราวกับสิ้นใจว่า หนี . . . ไป . .  

กรี๊ดดดดดดดดด !!!

เมรินทร์ร้องเสียงหลง เธอหันหลังวิ่งหนีจากภาพสยดสยองตรงหน้าเข้าไปยังทางเดินอันมืดมิด แสงไฟฉายสะบัดแกว่งไปในความมืด เธอสับเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต รู้เพียงแค่ต้องหนีไปให้พ้นจากภาพอุบาทว์เมื่อครู่

 อย่า. . .  

เสียงนั้นยังคงดังแว่วมาเรื่อย ๆ มันใกล้ราวกับมีคนกระซิบอยู่ข้างหูของเธอ เมรินทร์ทิ้งช่วงห่างออกมาจากจุดที่เสาล้มไปเมื่อกี้ได้สักระยะ เธอก็ตั้งสติแล้วส่องไฟฉายไปด้านหน้า เธอรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวมากมาย ราวกับมีผู้อยู่ล้อมรอบตัวเธอ ทั้งที่เมื่อหันมองไปจนทั่วก็ไม่พบผู้ใด เมรินทร์สูดหายใจกระหืดกระหอบ เธอพาร่างที่กำลังทรุดโทรมเข้าไปพิงกับกำแพงที่อยู่ใกล้ที่สุด

 พระเจ้าช่วย ! เธออุทานขึ้นในใจ ลมหายใจแห่งความหวังลอดผ่านไรฟันของเธอออกมา เธอพิงหลังไปโดนแผงสวิตซ์ไฟ เมรินทร์รีบหันไปเพื่อที่จะกดเปิดไฟ แล้วมือข้างหนึ่งก็คว้ามาจับที่ข้อมือของเธออย่างรุนแรง

 ไม่ !!! เมรินทร์หลับตาแน่นสนิท ตะคอกเสียงหลงแล้วสะบัดข้อมืออย่างรุนแรง เธอเหวี่ยงตนเองให้หลุดออกจากการถูกจับนั้น แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น 

เมรินทร์ เป็นอะไรไป ! นี่อาจารย์เอง ! “ 

เธอถอยหลังโซเซไปในความมืด แล้วก็รีบส่องไฟฉายในมือไปยังผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

แสงไฟของเธอกระทบกับแว่นตาของอาจารย์ เขารีบยกมือขึ้นมาบังแสงสว่างจ้านั้น แล้วก็ตะโกนออกไปว่า

ปิดไฟเดี๋ยวนี้ ! แสงของเธอจะทำให้ภาพพวกนี้เสียหายหมด ! 

เขาพูดพร้อมทั้งพุ่งตรงมาคว้าโทรศัพท์ของเธอ มือแห้งกรังของอาจารย์ลุกวาวเป็นสีส้มในความมืด เมรินทร์สังเกตุเห็นสิ่งหนึ่งบนหลังฝ่ามือของอาจารย์

 เธอเห็นรอยแผลสีดำยาว เป็นรูปสัญลักษณ์ประหลาด แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อไฟในโถงทางเดินติดขึ้น เธอไม่เห็นอะไรอีกนอกจากมือของอาจารย์ที่กำโทรศัพท์ของเธอไว้  พวกเขาอยู่ภายใต้แสงไฟอบอุ่นอีกครั้ง

อาจารย์ปล่อยมือ เมรินทร์ถือโทรศัพท์ไว้แน่น เหงื่อกาฬไหลเปียกไปทั่วร่าง ทั้งสองยืนมองกันอย่างงุนงง เธอรีบก้มลงมองและสำรวจร่างกายของตนทันที ก่อนจะปิดแสงไฟฉายแสบตาจากโทรศัพท์

 ไม่มีคราบเลือดหรืออวัยวะใดเปรอะเปื้อนอยู่ นอกจากเหงื่อที่เปียกปกเสื้อของเธอจนชุ่ม เธอยังคงยืนตัวแข็งเกร็งทำอะไรไม่ถูก แขน ขา และปากสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอพยายามทำใจให้เย็นลง เรียกสติที่หลุดลอยไปไกลแล้วให้กลับมาคืนร่าง ความสับสนและตื่นตกใจยังคงถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน เมรินทร์หายใจอย่างเหนื่อยอ่อน น้ำตาเอ่อขึ้นตรงมุมตาทั้งสองดวง

 เป็นอะไร เมรินทร์ ? ทำไมวิ่งร้องตะโกนแบบนั้น ? “

เมรินทร์หันกลับไปมองทางเดินด้านหลังอย่างหวาดหวั่น แสงไฟที่อาจารย์เปิด กินอาณาเขตแค่เพียงจุดแคบ ๆ ที่ทั้งสองยืนกันอยู่เท่านั้น ทางเดินที่ผ่านมายังคงมืดทึบมองอะไรไม่เห็นดังเดิม เธอหันกลับมามองอาจารย์ที่เคารพทันที ใจยังระทึกกับภาพที่เห็นเมื่อครู่ การขยับปากอันน่าสะอิดสะเอียนนั้นติดตาเธอไม่จางหาย เธอกลัวเหลือเกินว่าหากต้องเดินกลับไปแล้วจะพบกับเศษซากแห่งความสยองนั้นอีกครั้ง  

หนู หนูว่าหนูโดน … “ เธอพูดเสียงสั่นเครือ สูดหายใจอย่างยากลำบาก รู้สีกพะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียน หญิงสาวพลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่ควรพูดทักอะไรที่เห็นในทำนองนี้

เธอจึงหลับตาลง โน้มตัวงอ วางมือบนหัวเข่าทั้งสอง ดันหลังไปชนกำแพงไว้ ก้มหน้ามองพื้น สภาพคล้ายจะล้มตัวลงนั่ง เธอนึกขอบคุณตัวเองที่กินยาแก้ความดันเข้าไป ไม่เช่นนั้นเธออาจหัวใจวายและเสียชีวิตไปแล้ว

เธอนิ่งไปสักพัก แล้วจึงเงยหน้ากลับขึ้นมายืนหลังตรงได้

หนูคงพักผ่อนน้อยไปค่ะอาจารย์ หนูไม่ไหวแล้วจริง ๆ หนูต้องกินยาแล้วพักผ่อน

เธอพูดด้วยน้ำเสียงและทีท่าอ่อนระโหยโรยแรง ใบหน้าผุดผ่องกลายเป็นซีดเซียวเหมือนผู้ป่วยขาดเลือด อาจารย์ที่เห็นก็มีสีหน้ากังวล เธอเห็นความรู้สึกผิดบนใบหน้าของเขา แต่เขาก็ยังหันหลังไปและพูดต่อ

อาจารย์จะแสดงงานศิลปะพิเศษที่ถูกจัดเก็บไว้ ให้เธอดูเดี๋ยวนี้     

 ทางเดินด้านหน้าของทั้งสอง มีผืนผ้าม่านสีน้ำเงินขนาดใหญ่ปิดเอาไว้ เหมือนเวทีโรงละคร อาจารย์กำลังเดินไปควานหาเชือกสำหรับกระตุกเปิดม่านนี้ออก

 เมรินทร์ยืนอยู่ด้านหน้าผ้าม่าน แสงสีส้มอ่อนส่องกระทบรอยพับที่เป็นระเบียบของมัน ผ้าลินินสีน้ำเงินเข้มเงางามเป็นประกาย ด้านหลังนี้คงจะเป็นภาพวาดสุดอลังการ หรือรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครพบเห็น เมรินทร์มองไปตามรอยพับของผืนผ้าม่านและจินตนาการว่าสิ่งที่อยู่หลังม่านคืออะไร เพราะเหตุใดอาจารย์จึงอยากจะให้แสดงสิ่งนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่เธอ

 เธอมองลงไปจนถึงขอบด้านล่างของผ้าม่านยาว มันถูกยกลอยสูงขึ้นจากพื้นประมาณหนึ่งคืบได้ ที่ตรงนั้น

เธอเห็นปลายเท้าคู่หนึ่งยื่นออกมา  

 เมรินทร์หายใจติดขัดด้วยความระทึกอีกครั้ง เธอจ้องมองปลายเท้านั้นตาไม่กะพริบ ปลายเท้าขนาดใหญ่คู่นั้น มันมีสีขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดบวมปูดโผล่ขึ้นมามากมาย เล็บแหลมสีดำยื่นยาวออกมาจากทุกปลายนิ้ว เท้านั้นมีขนาดใหญ่เหมือนไม่ใช้เท้ามนุษย์ มันใหญ่เหมือนใบพาย เมรินทร์ใจสั่นด้วยความหวาดกลัว เธออ้าปากเพื่อร้องเรียกอาจารย์ที่กำลังกระตุกผ้าม่านเปิดออก แต่เสียงนั้นก็ขาดชะงักไป ความเจ็บปวดก็ทิ่มแทงเข้ามาที่ปลายนิ้วของเธอ ทั้งเจ็บทั้งกลัว เธอจึงยกนิ้วมือขวาขึ้นมาดูทันที 

 บาดแผลของเธอฉีกกว้างออก เลือดข้นเหนียวไหลทะลักออกมาจากปลายนิ้วชี้อันบอบบาง เมรินทร์บีบประคองนิ้วของตนไว้อย่างอ่อนแรง ความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกกรีดผิวหนังอย่างทารุณ

เอี๊ยด ด … “ เสียงราวเหล็กที่รั้งผ้าม่านไว้กำลังเคลื่อนไหว ผืนผ้าม่านกำลังถูกดึงเปิดออกทั้งสองฝั่ง เมรินทร์เงยหน้าขึ้นจากบาดแผล น้ำตาคลอเพราะอารมณ์มากมายที่กำลังพวยพุ่ง เธอมองไปที่อาจารย์อย่างสิ้นหวัง ก่อนจะได้ยินเสียงขู่คำรามดังมาจากหลังผ้าม่าน

 เสียงสุดอัปลักษณ์นั่น คล้ายเสียงสัตว์ร้ายกำลังจะพุ่งเข้าขย้ำเหยื่อ เมรินทร์หวาดกลัวจนขยับร่างกายไม่ได้ เธอถูกเสียงนั้นสะกดให้ยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น เลือดหยดจากปลายนิ้วลงกระทบพื้น เธอรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากหลังผ้าม่านผืนนี้ บางสิ่งกำลังรอคอยเธออยู่ บางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ บางสิ่งที่ยิ่งกว่าสัตว์ร้าย เธอได้ยินเสียงคล้ายการกรีดร้องในลำคอดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง เสียงของผู้คนมากมายที่ร้องตะโกนด้วยความทรมานแล้วก็ขาดลมหายใจหมดสิ้นไป สติของเธอเลือนรางเต็มที ผ้าม่านกระตุกเปิดออกเรื่อย ๆ ชายผ้าขยับเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ปลายเท้าคู่นั้น สิ่งที่ถูกซ่อนอยู่หลังผ้าม่าน

 ได้ถูกเปิดเผยแก่สายตาอันเต็มไปด้วยหวาดกลัวของเธอ . . .

 มันคือทางเดินมืดมิด ไม่ต่างกับที่ผ่านมา แล้วเมรินทร์ก็ต้องสะดุ้งเมื่อมันสว่างขึ้นคาตาเธอ หลังจากอาจารย์ของเธอกดเปิดสวิตช์ไฟ หญิงสาวยืนนิ่ง แขนขาสั่น เลือดไหลอาบท่วมนิ้วของเธอ และยังคงหยดลงบนพื้น

 เธอกะพริบตาเบา ๆ สองสามที เปลือกตาของเธอเริ่มเมื่อยล้าหลังจากการถ่างตามานาน ทางเดินข้างหน้าเป็นทางเดินค่อนข้างแคบ มีไฟสีส้มอ่อน ๆ ติดไว้ตลอดแนว พื้นที่ตรงนี้ช่างดูแปลกตา

 อาจารย์เดินมาหาเมรินทร์ ไหน นิ้วเป็นอะไร ให้อาจารย์ดูหน่อยสิ้

เมรินทร์มองหน้าอาจารย์ เธอสบตาของชายชราที่กำลังสวมแว่นอยู่เบื้องหน้าเธอ แต่อาจารย์ไม่ได้มองกลับมา เขาสัมผัสนิ้วเรียวสวยที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอ แล้วก็พูดขึ้นว่า

เลือดคนนี่ก็ใช้แทนสีได้เหมือนกันนะ รู้ไหม   

เมรินทร์ใจหายวาบ เธอผงะ มองหน้าอาจารย์อีกครั้งด้วยความตกใจ เขายิ้มและหัวเราะใส่เธอที่กำลังตาเบิกโพลง ฮ่า ๆ ๆ อาจารย์ล้อเล่นน่า ไหนไปโดนอะไรมา ทำไมเป็นแผลแบบนี้ ? “

หนูไม่รู้ค่ะอาจารย์ หนูอาจจะเผลอทำคัตเตอร์บาดนิ้วตัวเองก็ได้ค่ะ เมรินทร์ตอบปัด ๆ ไปที

แสดงว่าไม่รู้ตัวเลยสินะ ตอนที่ได้รับแผลนี้มา อาจารย์จับประคองใต้ข้อนิ้วบอบบางของเธอ เลือดของเธอไหลซึมลงบนมือของเขา

ค่ะ อาจารย์ หนูไม่รู้ตัวเลย

ข้างในนั่นมีห้องแม่บ้านอยู่ เดี๋ยวอาจารย์พาเดินเข้าไปปฐมพยาบาลให้ ยังเดินไหวใช่ไหม แผลแค่นี้ ? “

อาจารย์เขย่านิ้วของเธอเบา ๆ เป็นเชิงหยอกล้อ แต่เธอรู้สึกไม่ชอบการกระทำนั้น จึงดึงมือกลับมาประคองไว้เอง ไหวค่ะอาจารย  อันที่จริง—”  

หนูพอจะกลับไปทำแผลเองได้อยู่ค่ะ หนูว่าหนูควรกลับก่อน

ไม่มีความอดทนเอาเสียเลยนะ เด็กสมัยนี้

ด้วยวิธีที่อาจารย์พูดจา ยิ่งทำใหเมรินทร์รู้สึกอึดอัดและไม่พอใจมากขึ้นทีละนิด ความเจ็บปวดตรงปลายนิ้วมือยิ่งเสริมให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก การอยู่กับอาจารย์ตามลำพังแบบนี้ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่แล้ว แต่ด้วยความเคารพและไว้ใจ เธอจึงยอมเดินตามมาดูสิ่งที่อาจารย์อยากมอบให้ แต่ภาพและสัมผัสน่าสะพรึงกลัวที่เธอได้พบมาตลอดทางก็บั่นทอนอารมณ์สุนทรีของเธอไปแทบจะหมดสิ้น เธอรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจไม่พร้อมสำหรับการเผชิญหน้าอะไรอีกแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์ หวังว่าเขาจะเข้าใจและเห็นใจสุขภาพอันแสนจะอ่อนแอของเธอ แต่อาจารย์ก็ดูจะสนใจเพียงสิ่งที่อยู่ในทางเดินแคบ ๆ นั้น

 เขาเดินนำทางเธอเข้าไปในทางเดินอันคับแคบนั้น อาจารย์ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ที่สำคัญเขาดูจะไม่ได้สนใจในความเจ็บปวดของเธอเลย เมรินทร์เกิดเสียความรู้สึกและเริ่มมองอาจารย์ของตนในแง่ลบขึ้นมา

 แต่ชั่วขณะหนึ่ง เธอก็คิดปลอบใจตนเองว่าอาจเป็นเพราะภาพน่ากลัวที่เธอได้เห็น สิ่งเหล่านั้นอาจจะขัดขวางเธอจากการได้พบเจอกับสิ่งดีงามที่อาจารย์ต้องการจะมอบให้ เธอนึกย้อนดูหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับตนเอง เธอโชคดีขนาดไหนที่ได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ผู้เป็นศิลปินอันดับหนึ่งของประเทศ

 เธอโชคดีกว่าผู้คนอีกหลายร้อยหลายพัน เธอมีพรสวรรค์ และเธอสมควรได้รับมัน

เธอมองตามแผ่นหลังของอาจารย์ที่เดินนำเข้าไป และนึกถึงวันที่ผลงานของตนจะมีราคาหลายแสนบาท

วันที่ชื่อของเธอจะเป็นที่รู้จัก และเป็นที่น่ายกย่องนับถือแก่ผู้คนมหาศาล เช่นเดียวกับท่าน

เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแสงสว่างนำทางให้กับคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะสรรสร้างศิลปะแขนงต่าง ๆ ให้แก่โลกใบนี้

คนที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เช่นเดียวกับเธอ  

 

ตาย

 เมรินทร์ชะงัก เสียงปริศนาดังมาจากด้านหลังของเธอ คราวนี้เสียงนั้นชัดมาก มันเป็นเสียงใส ๆ ของเด็กผู้หญิง เสียงนั้นอยู่ใกล้มาก ใกล้เสียจนแทบจะยืนจ่อหลังเธออยู่แล้ว หากหันหลังกลับไปก็อาจจะพบเด็กหญิงผู้เป็นเจ้าของเสียงดังกล่าว

 แต่เมรินทร์เลือกที่จะไม่หันกลับไปมอง เธอยังคงจับประคองนิ้วโชกเลือดของตนเอาไว้แล้วก็เดินตามอาจารย์เข้าไปในโซนจัดแสดงที่ไม่เปิดเผยแก่ผู้ใดมาก่อน เธอเปิดกระเป๋าสะพายของตนเพื่อหากระดาษทิชชู่ แต่ก็เห็นขวดยาแก้อาการความดันสูงของตน เธอนึกขอบคุณที่ยาช่วยให้เธอไม่หัวใจวายไปเสียก่อนจึงหยิบมันขึ้นมาเขย่าสองสามที แต่เมื่อได้ยินเสียงยากระทบขวดจึงเพิ่งจะรู้สึกว่าปริมาณยามีเยอะกว่าปกติ เธอซึ่งต้องกินยานี้เป็นประจำอยู่ทุกวันย่อมรู้ดีกว่าใคร

 เรื่องทุกอย่างเริ่มไม่ชอบมาพากลขึ้นทุกที เธอไม่แน่ใจว่าอาการหูแว่ว ตาฝาดและฝ้าฝางเห็นภาพผีสางน่ากลัวนี้เป็นอาการอย่างหนึ่งของยาหรือไม่ แต่ตอนนี้เลือดยังคงเอ่อล้นออกมาไม่หยุด เมรินทร์ห่อปลายนิ้วของตนไว้ด้วยกระดาษทิชชู่ ไม่นานมันก็เปียกโชกไปด้วยสีแดงฉาน

 รอด้วยค่ะอาจารย์ เธอร้องเรียกอาจารย์ ขณะที่เดินตามหลังเขาเข้าไป อาจารย์ยืนอยู่หน้ารูปภาพขนาดใหญ่รูปหนึ่งซึ่งใส่กรอบทอง มันเป็นภาพแรกที่ถูกติดไว้บนฝาผนังของทางเดินแคบ ๆ นี้

 เมรินทร์ค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างนุ่มนวล เสียงส้นรองเท้าของเธอทำลายความเงียบที่ปกคลุมทางเดินประหลาดนี้ โครงสร้างของอาคารดูต่างจากหอศิลปะที่ควรจะเป็นอย่างมาก ทั้งการจัดแสงไฟที่ค่อนข้างมืดทึบ แนวทางเดินที่ไม่กว้างพอให้เดินได้อย่างอิสระนัก เธอกับอาจารย์เพียงสองคนก็ยืนขวางทางเดินได้เกือบจะเต็มแล้ว

 ที่สำคัญคือเพดานที่ต่ำจนน่าใจหาย หากเธอตัวสูงกว่านี้อีกสักคืบหัวของเธออาจจะติดเพดานจนทำให้ต้องย่อตัวเดินก็ได้ หนำซ้ำกลิ่นในนี้ยังเหม็นอับแปลก ๆ ชวนให้นึกถึงโกดังเก็บของเก่ามากกว่าสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ บรรยากาศดูน่าอึดอัดพิลึก

 ภาพแรกที่เห็นทางซ้ายมือ ดูเป็นภาพที่มีอายุ มันถูกวาดด้วยลายเส้นที่ละเอียดอ่อน การลงสีแบบจิตรกรรมไทยในยุคที่ค่อนข้างโบราณ เป็นภาพสีน้ำมันที่งดงามตระการตามากภาพหนึ่ง

 รายละเอียดก็คือบ้านเรือนไทยริมน้ำ แสงเงาในภาพสมจริงมาก แสงสะท้อนยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าลงบนริมน้ำ ย้อมสีทั้งภาพให้เป็นสีเหลืองทองดูเป็นฉากที่น่าประทับใจ ทั้งรายละเอียดของบ้านทรงไทยที่แกะสลักตั้งแต่จั่วบ้าน ลงมาถึงขอบระเบียงใกล้ริมน้ำ ทิวทัศน์ด้านหลังบ้านก็เป็นแม่น้ำและป่าชายเลน มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่เป็นหย่อม สูงเตี้ยไล่เลี่ยกันไป ทุกองค์ประกอบล้วนทำให้ภาพดูมีชีวิตราวกับเป็นภาพถ่าย ส่วนที่ใจกลางภาพมีชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ เขาไว้ผมรองทรง หน้าตาดูสะอาดสะอ้าน ไว้ผมรองทรง เขานุ่งโจงกระเบนและไม่สวมเสื้อ ในมือของเขาถือมวนบุหรี่ไว้ เขามีสีหน้ายิ้มแย้มและผ่อนคลาย กำลังมองออกไปยังริมน้ำนอกระเบียงแกะสลักสุดหรูของตน น่าจะกำลังเชยชมหญิงสาวมากมายที่กำลังกวักน้ำเล่นอยู่ด้านล่างระเบียงบ้านของตน

 เธอคุ้นหน้า ผู้ชายในภาพคนนี้ไหม เมรินทร์ อาจารย์ของเธอถาม เมรินทร์ครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็ตอบไป

ไม่เลยค่ะอาจารย์

ไม่แปลกหรอก หมอนี่น่ะ คือเพื่อนอาจารย์สมัยเรียนด้วยกัน อาจารย์มองภาพ สลับกับหันมามองท่าทีของเมรินทร์

เขาคือเพื่อนอาจารย์เหรอคะ      

ใช่ เราเรียนศิลปะมาด้วยกัน เขาเป็นคนมีความสามารถมาก ชื่อจำเริญ

อาจารย์ไม่เคยพูดถึงเขามาก่อนเลยนะคะ เมรินทร์พูดพลางมองชายในภาพเธอค่อย ๆ กวาดสายตาไปตามมุมกรอบรูป พยายามมองหาลายเซ็นลงชื่อและวันที่ของภาพนี้ แต่ก็หาไม่เจอ

ไอ้จำเริญนั่นแหละ คนวาดภาพนี้ ลายเซ็นที่ชัดที่สุด ก็คือตัวมันเองนั่นไง อาจารย์เชิดคางไปยังชายที่นั่งอยู่ใจกลางภาพ 

เขาวาดภาพตัวเอง แทนการเซ็นลายเซ็นเหรอคะ ? “ เมรินทร์รู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลก ๆ กับคำพูดของอาจารย์

ใช่ ยุคสมัยนั้นเรานิยมวาดภาพตัวเองแทนการลงชื่อ เราวาดด้วยลายเส้นของเราเอง มันเป็นการบ่งบอกถึงตัวตนของเราได้ชัดเจนมาก ๆ เลยหละ รู้ไหม ? “  อาจารย์กอดอกเล่าอย่างใจเย็น

จริงเหรอคะอาจารย์ หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าศิลปินสมัยก่อนมีธรรมเนียมแบบนี้ เมรินทร์คลางแคลงใจเหลือเกิน เธอขมวดคิ้วแน่นด้วยเพราะความเจ็บปวดที่บาดแผล และความสงสัยในสิ่งที่ได้ฟัง เธอไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน เธอจึงถามต่อไป

แล้วคุณจำเริญได้ลงวันที่ที่ภาพนี้เสร็จไว้ไหมคะอาจารย์ ? หนูมองไม่เห็นเลย  

งานศิลปะพวกนี้น่ะอยู่เหนือกาลเวลา จะผ่านไปสักกี่สิบกี่ร้อยปี เรื่องราวในรูปภาพก็ยังคงเดิมนั่นแหละ อาจารย์กลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ เธอเห็นเรื่องราวในภาพนี้ไหมล่ะเมรินทร์ ลองดูสิ เขาชี้นิ้วไปที่รูปภาพ

เรื่องราวในรูปภาพเหรอคะ ? “ เมรินทร์พยายามมองผลงานชิ้นนี้เป็นภาพรวมขนาดใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งเธอรู้สึกราวกับมันมีชีวิตจริง ๆ  นายจำเริญมีสีหน้ายิ้มแย้ม เขาส่งรอยยิ้มผ่านดวงตาทั้งสองไปยังหญิงสาวซึ่งกำลังเริงระบำอยู่กลางสายน้ำ สายใยรักกำลังถูกถักทอจากแววตาและรอยยิ้มของพวกเขา

เพื่อนของอาจารย์กำลังนั่งมองผู้หญิงอาบน้ำอยู่เหรอคะ ? แต่ดูเหมือนเธอก็ชอบนะคะ

อาจารย์ได้ฟังก็กลั้นขำไว้ไม่ไหว เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ 

ตายหละ ความโรคจิตวิตถารของไอ้จำเริญนี่มันเห็นชัดออกมาถึงในรูปนี่เลยเรอะ ฮ่า ๆ ๆ

เอ่อ ?! เปล่านะคะ หนูไม่ได้จะว่าคุณจำเริญเขาแบบนั้น แต่ในภาพนี้น่ะ—”

เอาเถอะ ๆ เธอก็ไม่ได้พูดผิดอะไร ไอ้หมอนี่มันก็เจ้าเล่ห์ลวดลายสารพัด สาวคนนี้น่ะ อาจารย์ชี้นิ้วไปในภาพ เธอเป็นเมียสุดที่รักของมันเองนั่นหละ

อ๋อ ค่ะ เมรินทร์ตอบพลางขยี้กระดาษทิชชูที่ใช้ห่อนิ้วตนเอง คาดว่าเธอต้องเปลี่ยนกระดาษใหม่อีกแล้ว

ไอ้หมอนี่น่ะชื่อนายจำเริญ บุญกำเนิด เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.. 2483 เขาเป็นศิลปินรุ่นราวคราวเดียวกับอาจารย์นี่หละ เป็นคนเก่งผู้มากความสามารถคนหนึ่งเลย บ้านหลังนี้ก็คือบ้านเรือนไม้ของตระกูลมัน วาดจากความทรงจำของตัวมันเองล้วน ๆ  

อาจารย์ถอนหายใจแล้วว่าต่อ น่าเสียดาย เพราะผู้หญิงคนนั้น มันเลยไม่ได้ไปต่อในแวดวงเดียวกับพวกเรา

ทำไมเหรอคะอาจารย์ ? “

เพราะผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละ เมรินทร์ เธอนำพาโรคหนองในมาให้นายจำเริญ ตอนที่เขาป่วยจนใกล้จะสิ้นลมหายใจ ในมือของเขายังคงจับพู่กันสีและบรรจงแต่งแต้มรายละเอียดอันงดงามของเธอลงในนี้ เขารักเธอจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเลยหละ

อาจารย์ชี้นิ้วไปยังรูปแคร่ไม้ที่วางอยู่บนเรือน ในห้องด้านหลังนายจำเริญ

นั่นแหละ คือแคร่ไม้ที่จำเริญวาดภาพนี้อยู่ ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปอย่างทรมาน

สิ้นสุดประโยคนั้น เมรินทร์นิ่งไปชั่วขณะ เธอกระพริบตาสองสามครั้ง เลือดจากปลายนิ้วหยดลงบนพื้นเสียงดัง

ขอโทษค่ะอาจารย์ ! หนูไม่ได้ตั้งใจ ! “ เธอรีบขอโทษอาจารย์ มือก็วุ่นวายเปิดกระเป๋าสะพายเพื่อหากระดาษแผ่นใหม่ เลือดเปื้อนไปที่กระเป๋าหนังสีน้ำตาลของเธอ    

ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเสีย นี่ก็เป็นพื้นที่ของเธออยู่ดี

คะ ? “ เมรินทร์เงยหน้าขึ้นมามองอาจารย์ทันทีหลังจากได้ยิน เขามีสีหน้าเรียบเฉย มองมาที่บาดแผลของเธอ

ตึ้ง !

เมรินทร์สะดุ้งโหยง เธอถอยกรูดออกมาจากกำแพงด้านที่มีรูปภาพติดอยู่โดยไม่ต้องคิด เสียงกระทุ้งดังสนั่นออกมาจากหลังกำแพงปูนนั้น มันรุนแรงขนาดที่เธอรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนเหมือนมีใครกำลังทุบตีกำแพงแห่งนี้อยู่ ที่สำคัญคือเสียงนั้นอยู่ใกล้มาก ใกล้จนเกือบจะถึงตัวเธอเสียแล้ว

เธอเผลอลืมตัวกำนิ้วจนเลือดกระอักออกมารดพื้นไปอีกกอง เสียงดัง แปละ แปละ  

โอ้ย ! “ เมรินทร์เจ็บจนปลายนิ้วชา เธอยืนงอตัวพยายามจะก้มลงไปจัดการกับรอบเลือดของตน ท่าทางดูอึดโรยและวุ่นวายเหลือทน ขณะเดียวกันก็มองไปที่กำแพงอย่างหวาดหวั่น

ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวก็มีคนมาทำความสะอาดให้ อาจารย์ค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเธอ เมรินทร์เงยหน้ามองอาจารย์ สลับกับมองไปที่กำแพงอีกครั้ง

อาจารย์ได้ยินเสียงไหมคะ ?! เธอถามอย่างวิตก เมื่อพูดขึ้นมาเธอก็ไม่กล้าหันไปมองกำแพงอีก ได้แต่สบตาอาจารย์และรอฟังคำตอบ

 น่าจะพวกหนูสกปรกที่อาศัยอยู่ในผนังนั่นแหละ ไม่ต้องตกใจไปหรอก หอศิลปะแห่งนี้น่ะหยุดเติบโตมาสักพักแล้ว รู้ไหม ?  

เมรินทร์ที่เกือบจะสบายใจ เมื่อได้ยินจนจบประโยคก็ยิ่งสับสนในคำพูดของอาจารย์เข้าไปใหญ่ เธอส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะทันได้คิดอะไร แล้วจึงมองไปที่รูปภาพของนายจำเริญอีกครั้ง เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ อาจารย์พูดแล้วก็เดินต่อไป

อย่างน้อยนายจำเริญก็ได้ฝากความทรงจำสุดท้ายของชีวิตไว้ในภาพนี้ อาจารย์จะจดจำเขาไว้ในฐานะศิลปะผู้เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์คนหนี่งของโลก แต่ตอนนี้ เราเข้าไปข้างในกันเถอะ อาจารย์ก็มีรูปภาพของตัวเอง อยากเสนอให้เธอได้รับชมเหมือนกัน อาจารย์ตั้งชื่อมันว่า ภาพวาดอันว่างเปล่า  “

แม้จะสงสัย แต่เมรินทร์ก็ไม่พูดอะไร เธอค่อย ๆ เหยียดหลังขึ้นมายืนตัวตรงอีกครั้งอย่างยากลำบาก  เธอเริ่มรู้สึกเวียนหัว สายตาฝ้าฟางลงทุกที หายใจลำบากเหมือนอากาศภายในอาคารค่อย ๆ ถูกดูดออกไปทีละนิด เบื้องหน้าเป็นทางเดินแคบที่มีทางแยกออกไปทางซ้าย ด้านหลังยังคงเป็นทางมืดมิดที่มีแต่ภาพน่ากลัวฝังแน่นติดในดวงตา เธอไม่กล้าเดินกลับออกไปตามลำพังแน่นอน เมรินทร์เดินตามหลังอาจารย์ไปทันที

อาจารย์บอกว่า หอศิลปะแห่งนี้ มีการ เติบโต เหรอคะ ? “

เธอเป็นฝ่ายซักถามเขาบ้าง เสียงพูดกระเส่าเหมือนคนกำลังจะหมดสติ

ใช่สิ สถานที่แห่งนี้ก็เหมือนภาพวาดนั่นแหละ แต่เป็นภาพที่ไม่มีวันถูกวาดให้เสร็จได้หรอก

 เสียงพูดทุ้มต่ำของอาจารย์ซึมแทรกเข้าไปตามกำแพงสองข้างที่ล้อมรอบ ยิ่งเดินลึกเข้าไป ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนผนังแต่ละด้านกำลังบีบเข้ามาทีละนิด ทีละนิด

อาจารย์หมายความว่ายังไงคะ ? “

เธอดูนี่สิ เมรินร์

อาจารย์ไม่ตอบ เขาพาเธอมาพบกับรูปภาพอีกชิ้นที่ถูกติดไว้บนกำแพง

มันเป็นภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่  คราวนี้เป็นฉากบนโต๊ะอาหาร ท้องฟ้าบอกเวลาว่ากำลังอยู่ในช่วงสาย แสงแดดร้อนแรงสาดลงบนหลังคาบ้านสีแดง แต่ไม่ใช่บนโต๊ะตัวนี้ หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวสะอาดกำลังนั่งท้าวแขนลงบนผ้าปูโต๊ะสีขาวที่ถูกแกะสลักเป็นลวดลายลูกไม้ละเอียดอ่อน โต๊ะนี้ตั้งอยู่บนพื้นหญ้า มีต้นไม้ใหญ่อยู่ด้านหลัง มันแผ่ร่มเงาลงมาบนโต๊ะสีขาวตัวนี้ อีกทั้งยังมีดอกไม้สีชมพูร่วงโรยลงมาราวกับขนนก บรรยากาศช่างฟุ้งเฟ้อ ดอกไม้เหล่านั้นปลิดปลิวไปตามกระแสลม  

  บนโต๊ะยังมีผลไม้และขนมหวานวางอยู่มากมาย เค้กหลายชั้นหลากสีสันวางอยู่บนจานกระเบื้องสะท้อนแสง พวกมันถูกวางเรียงไว้ทางซ้ายมือของเมรินทร์ หรือทางขวามือของหญิงสาวในรูปภาพนั่นเอง ส่วนอีกด้านก็มีจานขนาดใหญ่ที่ใส่ผลไม้นานาชนิด สีสันของพวกมันสดใหม่ราวกับดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบานเป็นครั้งแรก มีหยดน้ำใสกระจายปกคลุมอยู่บนผิวของพวกมัน

 แม้จะนี้ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง แต่เมรินทร์กลับรู้สึกถึงความสดชื่นจากบรรดาผลไม้สีสันสดใสเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี หากเป็นเธอที่นั่งอยู่ในภาพนั้นแทน นี่คงเป็นมื้ออาหารที่น่ารักที่สุดมื้อหนึ่งในชีวิตของเธอ จานเค้กที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกยกขึ้น ชายหนุ่มผิวแทนในชุดบริกรสีดำกำลังถือมันเอาไว้ เขาตัดเค้กนั้นด้วยช้อนสีเงินสะท้อนแสง และกำลังยื่นมันไปให้เธอด้วยท่าทางสุดนุ่มนวล ทั้งสองมองตากันและพบเพียงแต่รอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่าย ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก พร้อมกับแววตาหวานละมุน ส่วนหญิงสาวอ้าปากกว้างจนตาแทบจะปิด ราวกับเธอกำลังหัวเราะชอบใจให้กับช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขนี้ เมรินทร์มองเห็นหยาดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ ตรงหางตาของเธอ

  เช่นเดียวกับภาพก่อนหน้า รายละเอียดทุกส่วนถูกลงสีได้อย่างสมจริงและประณีต สมกับเป็นผลงานจากศิลปินที่อาจารย์ยกย่อง มองเห็นครั้งแรกอาจคิดว่าเป็นภาพสถานที่ในจินตนาการ แต่เมื่อใช้เวลาซึมซับเรื่องราวที่ถูกนำเสนอออกมา เธอกลับรู้สึกว่าภาพนี้ดู จริง ขึ้นเรื่อย ๆ

 โดยเฉพาะหญิงสาวที่นั่งอยู่กลางภาพ แววตาของเธอช่างบริสุทธิ์ สายตาที่มองไปยังชายหนุ่มที่กำลังป้อนเค้กเธอนั้นบ่งบอกได้ว่ากำลังมีความสุขมากเสียจนน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมา แก้มของเธอมีเลือดฝาดเห็นเป็นสีแดงระเรื่อ  นับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่พอจะเข้าถึงความรู้สึกของผู้ชมได้  เธอเป็นสาวผิวขาวนวล ผมยาวถักเปียสองข้าง ในมือซ้ายของเธอมีพวงองุ่นสีแดงสดใส เธอกำลังจะทานมันพร้อมกับเค้กที่ชายหนุ่มรางกำยำนั้นกำลังจะป้อนให้

 นี่คือ อรพรรณ เธอเกิดวันที่ 10 ตุลาคม พ.. 2510  เธอเป็นเด็กสาวที่มีพรสวรรค์มากอีกคนหนึ่ง ไม่น้อยไปกว่าเธอเลย เมรินทร์ เธอเป็นลูกศิษย์ที่ฉันชื่นชมมากคนหนึ่ง นานมาแล้ว อาจารย์ชี้นิ้วไปยังสาวงามคนนั้น

ฝีมือของเธอช่างน่าอัศจรรย์ ดูภาพตรงหน้าเธอนี่สิ เมรินทร์ นี่มันฉากรักอันสวยงามในนิทานเจ้าหญิงเจ้าชายชัด ๆ เลย ว่าไหม ? “

เมรินทร์เงยหน้าเชยชมภาพแสนสวยเบื้องหน้าตามคำพูดของอาจารย์

เธอเป็นหญิงสาวช่างฝัน ฉันเฝ้ามองเธอมาตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน จนกระทั่งวันที่ดอกไม้งามนี้บานสะพรั่ง พร้อมส่งออกประกวด เธอก็ลาจากวงการศิลปะของเราไป

เมรินทร์ชื่นชมและหลงใหลไปกับรอยยิ้มของหญิงสาวในภาพ จนลืมถามบางสิ่งกับอาจารย์ไป

อันที่จริง สติของเธอค่อย ๆ ขาดหายไปอย่างช้า ๆ โดยที่เธอเองก็ไม่รู้สึกตัวสักเท่าไหร่

แปละ

เสียงเลือดของเธอหยดลงบนพื้นอีกแล้ว เธอหันกลับไปมองตามทางเดินที่ผ่านมา และเห็นหยดเลือดเป็นจุด อยู่ตามทางเดิน เธอมองพวกมันด้วยสีหน้าอิดโรย กลืนน้ำลายเข้าไปหนึ่งที  

เธอได้ใช้เวลาร่วมกับชายที่เธอรัก ในแบบที่เธอต้องการแล้วหละ จะทิ้งไว้ให้ก็เพียงแต่รูปภาพสุดวิเศษนี้ อยู่ในความทรงจำของฉัน ในหอศิลปะแห่งนี้ตลอดไป

ทำไมอาจารย์ถึงไม่เอาภาพพวกนี้ ไปติดโชว์ไว้ข้างนอกล่ะคะ ? หนูว่าถ้ามีคนได้เห็นผลงานของศิลปินที่อาจารย์ปั้นมากับมือพวกนี้ น่าจะเป็นผลดีกับอาจารย์มากกว่านี้นะคะ

ไม่หรอก เมรินทร์ ภาพพวกนี้น่ะมีความพิเศษบางอย่างอยู่ สิ่งที่คนเหล่านั้นยังไม่พร้อมจะรับรู้ จะเป็นการเสียราคาเปล่า ๆ หากนำไปจัดแสดง แต่สำหรับเธอ อาจารย์ว่าพร้อมแล้วหละ

อะไรเหรอคะอาจารย์ ? “

ดูด้วยตาตัวเองเถอะ ลูกศิษย์คนเก่งของอาจารย์

 แล้วอาจารย์ก็พาเธอเดินตรงไป พบกับทางเลี้ยวอีกมากมาย ทุกเส้นทางจะมีภาพวาดเหล่านี้ประดับไว้หนึ่งจุดตลอดแนวทางเดิน อาจารย์พร่ำบรรยายถึง ศิลปิน ฝีมือชั้นแนวหน้าเหล่านี้ แต่น่าแปลกที่เธอไม่เคยได้ยินชื่อพวกเขามาก่อนเลย และพวกเขาก็มีจำนวนมากจนน่าสงสัยว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เธอเดินเลี้ยวผ่านทางลับนี้มานับสิบโค้ง อาจารย์ชี้ให้เธอดูผู้คนมากมายที่กำลังยิ้มเบิกบานมีความสุขอยู่ในรูปภาพบนฝาผนัง หลายคนก็เป็นวัยรุ่น บ้างก็เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิง ทุกภาพจะประกอบด้วยคนสองคนซึ่งกำลังทำกิจกรรมบางอย่างอยู่ 

 คนหนึ่งได้รับการเล่าขานว่าเป็น ศิลปิน อาจารย์พูดชื่นชมพวกเขาได้ยืดยาวเป็นบทความ ท่านพูดได้เหมือนคนที่รู้จักกันมาเนิ่นนานและลึกซึ้งประหนึ่งเป็นสายเลือดเดียวกัน อาจารย์พูดถึงวันเดือนปีเกิดของศิลปินเหล่านี้อยู่เสมอ

 ส่วนอีกคน อาจารย์พูดเพียงแค่ว่า พวกเขาคือคนที่เจ้าของภาพอยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยตราบจนช่วงเวลาสุดท้าย และอยากจะใช้เวลาร่วมกันในภาพวาดสุดมหัศจรรย์นี้ไปตลอดกาล

 เมรินทร์ฟังคำพูดอาจารย์แล้วเพ่งดูรายละเอียดในแต่ละภาพ หากเธอได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนรัก ใต้ท้องฟ้าของฉากที่สวยงามดั่งเทพนิยายในจินตนาการเช่นนี้ นั่นคงเป็นความสุขที่เธอไม่อาจนึกถึงได้เลย

แต่ตอนนี้ เธอรู้สึกหวาดวิตกกับบรรยากาศที่แวดล้อมรอบข้างมากขึ้นทุกที การเดินตามหลังและฟังบรรยายรูปภาพเหล่านี้ทำให้เธออยากอุดหูแล้วทิ้งตัวลงนอนเหลือเกิน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากรับรู้ ไม่ใช่สิ่งที่เธอยากได้เป็นของขวัญวันเกิด เธอไม่เข้าใจว่าอาจารย์บอกเรื่องเหล่านี้กับเธอทำไม แต่ด้วยความเคารพในตัวอาจารย์ เธอจำเป็นต้องอดกลั้นความรู้สึกคล้ายทรวงอกจะระเบิดนี้เอาไว้ให้ได้ เธออยากจะขว้างปาข้าวของให้แตกหัก กรีดร้องโวยวายให้ทุกคนรู้ว่าเธอทรมานเพียงใด แต่ก็ทำได้แค่เดินกุมปลายนิ้วชุ่มเลือดของตนต่อไป ทิ้งหยดเลือดสีเข้มไว้บนพื้นหินอ่อนที่เดินผ่าน   

 อาจารย์จำเรื่องราวของคนเหล่านี้ได้แม่นมากเลยนะคะ แสดงว่าพวกเขาต้องมีความหมายกับอาจารย์มากแน่ ๆ เลย เมรินทร์ใช้น้ำเสียงร่าเริง เธอพยายามพูดให้บรรยากาศสดใสขึ้น

เรื่องราวของพวกเขาพิเศษสำหรับฉันเสมอ ทุกครั้งที่ฉันเข้ามาที่นี่ ฉันจะรู้สึกเหมือนยังอยู่ในเหตุการณ์ครั้งล่าสุด ในตอนที่คนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่

ยังมีชีวิตอยู่ เหรอคะ ? “

นี่หละ คือจุดมุ่งหมายที่ฉันต้องการพาเธอมาที่นี่เมรินทร์ ในฐานะศิลปินแห่งชาติคนต่อไป เธอสมควรจะได้รู้ถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่สถานที่แห่งนี้เก็บงำไว้ตลอดมา

ศิลปินแห่งชาติ เหรอคะอาจารย์ ?! “ เมรินทร์ตกใจเมื่อได้ยินคำนั้นหลุดออกจากปากอาจารย์ เธอลืมความเจ็บปวดที่ปลายนิ้ว เลือดหยดลงกระทบพื้นเสียงดัง แปละ

เธอได้ยินถูกแล้ว เมรินทร์ ด้วยพรสวรรค์ที่เธอถ่ายทอดออกมาในผลงานทุกชิ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา—” อาจารย์พูดไปพลางหลุบสายตามองลงไปบนพื้น เขากำลังมองหยดเลือดของเธออยู่

อาจารย์ได้เลือกเธอไว้แล้ว

 

 เมรินทร์ตาเบิกโพลง เธอรู้สึกสะท้านไปทั้งร่างกาย ความตกใจเปลี่ยนเป็นความดีใจ มันกลายเป็นความสุขอย่างที่เธอก็ไม่คาดคิด ภาพมากมายถูกร่างขึ้นในใจของเธอ เธอรีบถามต่อ

แสดงว่าการประกวดศิลปกรรมพรสวรรค์ของประเทศครั้งหน้า อาจารย์จะส่งหนูไป ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยเหรอคะ ?! “ เมรินทร์ถามอย่างตื่นเต้น สายตาที่พร่ามัวพลันสะอาดชัดเจนขึ้นมาทันใด

 อาจารย์ยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรเป็นการตอบคำถามของเธอ 

แต่ก่อนอื่น อาจารย์ต้องบอกเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดให้เธอได้รู้ไว้ก่อน ที่มาของฉายาอันเป็นที่กล่าวขานของฉัน

อาจารย์มองไปตามทางเดินที่มีทางแยกอยู่ไม่ไกล อาจารย์จะมอบมันให้เธอ ภายในค่ำคืนนี้

  

 ดวงตาของเธอลุกวาวดั่งแก้วกระจกสะท้อนแสง อาจารย์ของเธอมีฉายาอันเลื่องลือนั่นก็คือ ลายพิมพ์อมตะ

 หากได้มองรูปภาพที่ท่านวาดแม้เพียงครั้งเดียว คุณก็จะไม่มีวันมองงานศิลปะชิ้นอื่น ๆ ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

 ภาพวาดของท่านมีพลังอันลึกลับซึ่งตราตรึงแก่ทุกสายตาที่ได้รับชม ภาพเหมือนของหญิงสาวที่กลับดูมีชีวิตยิ่งกว่าตัวเธอจริง ๆ ราวกับตัวตนของเธอได้ถูกบรรจุไว้ในกรอบรูปนั้นด้วย

 ท่านเป็นศิลปินผู้มากความสามารถในศิลปะทุกแขนง จิตรกรรม ประติมากรรม ทุกสิ่งที่ท่านสรรสร้างล้วนเป็นผลงานในอุดมคติของจิตใจมนุษย์ หาที่ติไม่ได้ ความสามารถมากมายเกินกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะมีได้ ราวกับศิลปินมากมายได้ถูกผสานไว้ในตัวของอาจารย์ ขึ้นอยู่กับว่า ท่านอยากจะนำความสามารถของใครออกมาใช้

 แต่ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเทียมท่านได้ นั่นคือเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจากผลงานของท่าน

ภาพวาดที่ทรงพลัง ไม่ใช่เพียงแค่มีความวิจิตรงดงาม หรือสมจริง แต่มันคือภาพที่สามารถดึงเอาความรู้สึกของผู้ชมออกมาได้  ผลงานของท่านขึ้นชื่อในแง่ที่ว่า มันสามารถดึงเอาตัวตนของผู้ที่รับชมให้สะท้อนออกมา ยามที่พวกเขากำลังดื่มด่ำไปกับมันได้

 ผลงานของท่าน ชักนำเอาความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ออกมาได้

 ผู้คนมากมาย แวะเวียนกันมายังหอศิลปะแห่งนี้ด้วยจิตใจที่ว่างเปล่าเหมือนผืนผ้าใบแคนวาสที่ไร้รอยขีดเขียน แต่เมื่อพวกเขากลับออกไป หัวใจของพวกเขาจะถูกระบายด้วยสีจากพู่กันของอาจารย์

 ดังคำขวัญของสถานที่แห่งนี้ นั่นคือ เมื่อก้าวเข้ามา ไม่ว่าคุณจะเป็นกระดาษที่ว่างเปล่าสักแค่ไหน หรือแปดเปื้อนไปด้วยอะไร เมื่อกลับออกไป คุณจะถูกระบายไปด้วยสีสันซึ่งหาไม่ได้จากที่ใดอีกบนโลกใบนี้

 รูปปั้นพระพิฆเนศขนาดยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้า ก็สร้างขึ้นจากฝีมือของอาจารย์เพียงผู้เดียว เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงตึกร้างที่กำลังถูกรื้อถอน แต่ด้วยความสามารถของท่าน รูปปั้นเทพบูชานั้นก็ได้ขัดขวางแผนการรื้อถอนเอาไว้ หนำซ้ำยังทำให้สถานที่แห่งนี้เจริญรุ่งเรือง ด้วยเวลาเพียงหนึ่งปี ประติมากรรมขนาดยักษ์ที่ต้องใช้แรงคนกว่าร้อยชีวิตในการก่อสร้าง ก็เสร็จสมบูรณ์ไร้ที่ติ ด้วยฝีมือของมนุษย์เพียงผู้เดียว

 เรื่องราวฟังดูเหมือนเวทมนตร์ หรือเกิดจากพลังของทวยเทพที่ดลบันดาล อาจารย์ของเธอสร้างสรรค์ผลงานที่หลุดกรอบจากความเป็นจริงไว้มากมายเหลือเกิน ผู้คนมากมายอยากมาร่ำเรียนกับท่าน เพื่อจะได้สานต่อความยิ่งใหญ่นี้ต่อไปในนามของตนแทน แต่อาจารย์จะเลือกเพียงแต่ลูกศิษย์ที่ท่านเห็นว่าคู่ควรเท่านั้น  

 และในคืนนี้ อาจารย์ได้เลือกเธอแล้ว

 เมรินทร์ก็คือหนึ่งในสายตาอันหลงทางที่ถูกผลงานของอาจารย์ชี้ทางให้ เธอรู้ตัวตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยว่าตนเองต้องการจะเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เธอยังจำความรู้สึกที่ได้เห็นภาพวาดของอาจารย์ในครั้งที่เธอยังเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ได้ เธอเห็นรูปภาพที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการเล็ก ๆ ในห้างสรรพสินค้าอันแสนซบเซาที่ตอนนี้ปิดตัวลงไปนานแล้ว  

 อาจารย์ก็อยู่ที่นั่น ในตอนนั้น ท่านเห็นสายตาของเมรินทร์ที่มองมายังรูปภาพของตน ท่ามกลางบรรยากาศของห้างที่ล้มเหลวและหม่นหมองเหมือนอยู่ในม่านหมอก เปลวไฟบริสุทธิ์จากดวงตาของเธอนั้นเปรียบเหมือนไฟส่องทางกลางหุบเขาอันมืดมน มันทำให้หัวใจของเขารู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน

  บัดนี้ ผลงานของเธอก็ได้จุดประกายไฟขึ้นในดวงตาอันว่างเปล่าของเด็กสาวคนหนึ่งแล้ว เธอเจริญรอยตามอาจารย์เข้าไปทุกที

อาจารย์ยังจำสายตาที่เธอมองภาพของอาจารย์ได้ เมรินทร์ วันนี้เธอทำสำเร็จแล้วนะ สายตาที่เด็กคนนั้นมองมายังภาพของเธอ มันช่างเหมือนกันเหลือเกิน รู้ไหม  

เด็กผู้หญิงคนนั้น เธอรู้ได้ยังไงว่ารูปที่จัดแสดงเป็นฝีมือของหนู หนูยังไม่รู้เลยค่ะอาจารย์

เธอดูจากลายเซ็นยังไงล่ะ เมรินทร์

หนูไม่คิดว่ามีคนอ่านลายเซ็นหนูออกนะคะอาจารย์ แต่หนูรู้สึกดีที่น้องเขาชอบผลงานของหนูค่ะ

เธอไม่รู้หรอก ว่าเด็กคนนั้นเห็นอะไรในภาพของเธอบ้าง  

เมรินทร์มองหน้าอาจารย์ด้วยความสงสัย ตอนนี้สายตาของอาจารย์มองไปยังรอยเลือดของเธอที่หยดทิ้งไว้เป็นทาง ไม่นานเขาก็หันกลับมามองเธอ แล้วบอกว่า

ไปกันต่อเถอะ ก่อนคืนสำคัญนี้จะผ่านไปเสียก่อน  

 

 แล้วทั้งสองก็เดินผ่านทางแยกอีกพอสมควร เมรินทร์เริ่มได้กลิ่นแปลก ๆ คล้ายควันธูป เธอไม่รู้ว่ากลิ่นนี้มีที่มาจากทางไหน รู้ตัวอีกทีก็ถูกกลิ่นนี้ล้อมรอบไปเสียแล้ว อาจารย์ยังคงเดินนำหน้าเธอต่อไป

  

 เมรินทร์พยายามเพิกเฉยต่อสิ่งแปลกประหลาดที่เธอรู้สึกมาตลอดทาง นั่นก็คือเสียงสูดหายใจและเสียงพ่นลมอย่างแผ่วเบาสลับกันไป เสียงกระซิบกระซาบคล้ายคนกำลังพูดคุยกัน พวกมันพุ่งเข้ามาที่หลังหูเธอจนเหมือนมีคนมาแกล้ง ราวกับมีใครยืนอยู่ด้านหลังของเธอตลอดเวลา เธอหันไปแต่ก็ไม่พบอะไร

 หนักไปกว่านั้น บางครั้งเสียงหายใจก็ถี่ขึ้นจนฟังเหมือนเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างทรมาณ เธอได้ยินเสียงฝีเท้าทั้งเล็กและใหญ่ผ่านทางเดินแคบ ๆ ด้านหลัง อาจารย์ของเธอไม่แสดงอาการร้อนหนาวใด ๆ เธอเชื่อใจอาจารย์ของเธอ แม้ว่าเขาจะไม่พูดอะไรออกมาเลยก็ตาม

 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเดินตามอาจารย์ ไปรับชมการวิจารณ์ผลงานศิลปะมากมายจากหลายศิลปินในประเทศ เธอรู้สึกตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่อาจารย์จัดการสอนกึ่งทัศนศึกษาเช่นนี้ เธอประทับใจกับความเก่งกาจอันจับต้องได้ของท่าน อาจารย์สามารถอธิบายรูปภาพที่เห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งเทคนิคการร่างภาพ การลงสี และความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผืนผ้าใบนี้ 

 แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ ในตอนนี้ที่นิ้วชี้ของเธอมีบาดแผล เลือดไหลออกมาไม่ยอมหยุดเสียที ท่าทีของอาจารย์ดูไม่ใยดีกับความเจ็บปวดและสับสนของเธอ แม้ว่าท่านดูจะมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าต้องการมอบเคล็ดวิชาลับให้กับเธอ เมรินทร์คิดว่านี่คงเป็นของขวัญวันเกิดที่ท่านตั้งใจจะมอบให้

 อันที่จริง อาจารย์เองก็มีเรื่องน่าสงสัยมากมายมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ด้วยความที่เมรินทร์ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวของอาจารย์ เธอให้ความเคารพท่านอย่างมาก เธอจึงมองข้ามความรู้สึกแปลกประหลาดเหล่านี้ไป และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนกับท่านให้มากที่สุด

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปสักเพียงใด แต่การใช้ชีวิตของท่านยังคงเดิม ท่านไม่ใช้อินเตอร์เน็ต ไม่ใช้แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือส่วนตัว หากนักศึกษาจะติดต่อก็ต้องโทรเข้ามาที่เบอร์ส่วนกลางมหาวิทยาลัย ในเวลาก่อนเที่ยงคืนเท่านั้น

 และท่านก็อนุญาตให้เขาพบได้ตามอารมณ์เท่านั้น ท่านเป็นอาจารย์ที่เลือกปฏิบัติมาก เพื่อนของเมรินทร์หลายคนถูกปฏิเสธการขอคำแนะนำในการทำงาน แต่สำหรับเธอ อาจารย์มีเวลาและความใส่ใจให้เสมอ

แต่ถึงแม้จะสามารถเข้าพบได้บ่อยกว่าผู้อื่น ทุกครั้งที่เธอเข้าไป อาจารย์ก็จะสั่งให้เธอส่งงานลอดผ่านพื้นเข้ามา ส่วนตัวเธอก็นั่งพูดอยู่หลังผ้าม่านกระดาษสาแบบพิเศษในห้องของท่าน เธอไม่เคยเห็นอาจารย์ในชุดแนวอื่นนอกจากเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายตารางแบบที่ท่านใส่เป็นประจำเลย เธอเห็นก็เพียงแต่เงาสีดำของท่าน ในห้องทำงานที่มีเพียงแสงเทียนสลัวอยู่หลังม่าน

 ความลับที่เธอไม่เคยบอกผู้ใด เมรินทร์นึกถึงมันทุกครั้งที่มองแผ่นหลังของอาจารย์

บ่อยครั้งที่อาจารย์ลงมือแก้งานให้เธอ จากผลงานที่สวยอยู่แล้วแต่ยังต้องการคำชี้แนะ เมื่อท่านส่งกระดานผ้าใบกลับออกมาจากหลังผ้าม่าน ผลงานของเธอก็กลายเป็นสิ่งสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นถึงลายเส้นของอาจารย์ได้ ท่านปรับปรุงลายเส้นของเมรินทร์ได้อย่างแนบเนียนราวกับจับมือเธอไปทำเสียเอง

ยกเว้นก็แต่ผลงานชิ้นล่าสุดที่ถูกเลือกไปติดโชว์ในหอศิลปะ ภาพน้ำตกหิมพานต์ของเธอสร้างความประทับใจให้อาจารย์อย่างล้นหลาม เขาไม่ต้องการจะติติงหรือแก้ไขมันแม้แต่น้อย เมรินทร์ภูมิใจเป็นที่สุด  

 ด้วยความที่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูการทำงานของท่าน เมรินทร์จึงนั่งพับเพียบเฝ้ามองดูเงาดำของอาจารย์หลังผ้าม่านกระดาษสาบาง ๆ ผืนนั้น

บางครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เธอก็เริ่มรู้สึกว่าเงาของอาจารย์ไม่เหมือนเดิม

บางครั้ง เธอก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ คล้ายเสียงลมหายใจของคน ดังคลออยู่ในห้องทำงานของอาจารย์

ยิ่งเมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบเส้นผม หรือสะท้อนเข้าไปในแววตาของท่าน

บางครั้ง เธอก็รู้สึกว่าบุคคลที่เธอเห็นไม่ใช่อาจารย์ที่เธอเคยรู้จัก แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่กล้าแม้จะทักทาย

 และที่สำคัญ  ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอรู้สึกได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้  ในตอนนี้

ถ้าเธอชนะการประกวดศิลปินสยามครั้งนี้ได้ล่ะก็ เมรินทร์ เธอก็คงไม่ต้องเหนื่อยไปทำงานพิเศษที่ร้านสะดวกซื้อนั่นอีกแล้ว รู้ไหม อาจารย์พูดขึ้น น้ำเสียงของท่านเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

ตอนนี้หนูก็ไม่ได้ไปทำแล้วค่ะอาจารย์ อันที่จริง หนูเลิกทำงานพิเศษตามร้านค้ามาได้สักพักแล้วค่ะ

เธอมีสีหน้าไม่สู้ดี หญิงสาวไม่อยากพูดถึงเรื่องการทำงานเหล่านั้นนัก

ในประเทศที่ศิลปะและศิลปินยังคงถูกมองข้ามเช่นนี้น่ะ ถ้าไม่ได้มีความสามารถมากพอจนเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง ก็ต้องลำบากกัดก้อนเกลือกิน ปากกัดตีนถีบต่อไปแบบนั้นนั่นแหละ รู้ไหม

สาเหตุที่ฉันยังไม่เปิดเผยทางเดินลับนี้ให้ใครรู้ ก็เพราะทุกคนยังไม่พร้อมจะยอมรับมันยังไงล่ะ

เมรืนทร์ไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอเดินตามอาจารย์ไปอย่างอ่อนแรง สังเกตก็แค่ว่าอาจารย์เริ่มเดินช้าลง

คนสมัยนี้น่ะ มาหอศิลปะกันก็เพื่อแค่มาถ่ายรูปเล่น ไม่ได้มีใครสนใจกันนักหรอก ว่าภาพศิลปะที่อยู่ด้านหลังพวกเขามีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ก็สนใจกันแค่เปลือก คนสมัยนี้น่ะมันมีแค่เปลือก … “

“  ภาพในเขตจัดแสดงศิลปินนี้น่ะ มีอะไรพิเศษมากกว่าเปลือกนอกที่สวยงามนี้เยอะ ฉันไม่ยอมให้คนเหล่านั้นเข้ามาลดคุณค่าของพวกมันลงด้วยแสงสว่างจากอุปกรณ์น่ารังเกียจพวกนั้นหรอกนะ

 เมรินทร์คิดว่าอาจารย์คงหมายถึงโทรศัพท์ คงเป็นเพราะผู้คนมักจะเข้ามาถ่ายรูปเล่นกันในหอศิลปะกันเป็นส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่จะเข้ามาดูความหมายของผลงานอันเลอค่าแต่ละชิ้นจริง ๆ เธอเองก็รู้สึกอยู่ในส่วนลึกของใจตลอดว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามในสังคมของตน หากไม่เก่งและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ชีวิตคงต้องพบกับความลำบากร่ำไป 

 สำหรับผู้มีพรสวรรค์เช่นเธอ การที่ชีวิตต้องลงเอยเช่นนั้น คงเป็นเรื่องน่าเศร้า 

 แสงไฟตามทางเดินกะพริบติด ๆ ดับ ๆ เมื่อทั้งสองมาถึงรูปภาพรูปหนึ่งทางซ้ายมือ มันเป็นภาพขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าภาพก่อน ๆ ที่ทั้งสองเคยเห็นในโถงทางเดินลับนี้ พิเศษตรงที่มันถูกล้อมกรอบสีทองแกะสลักไว้อย่างสวยงาม อีกหนึ่งสิ่งก็คือ บนกำแพงอีกด้าน ตรงข้ามกับกรอบรูปนั้นมีเชิงเทียนติดไว้พร้อมกับเทียนไขหนึ่งเล่ม เมรินทร์ยังมองไม่เห็นลวดลายของรูปภาพที่อยู่ในหรอบ แต่แล้วอาจารย์ก็หยุดเดิน ท่านยืนอยู่นิ่ง ๆ แล้วชี้นิ้วบอกให้เธอเดินต่อไปแทน

เรามาถึงแล้วหละ เมรินทร์ อาจารย์ชี้นิ้วไปยังภาพที่ถูกล้อมกรอบสีทองไว้

 เมรินทร์ได้ยินแล้วก็มองไปที่ขอบกำแพงก่อนจะเป็นทางแยกด้านหน้า ทว่าทางข้างหน้าไม่มีแสงไฟแล้ว มันมืดสนิทราวกับเป็นทางตันอันน่ากลัว เขตจัดแสดงศิลปินสิ้นสุดลงตรงนี้ พร้อมกับภาพวาดภาพแรกที่ถูกนำมาแสดงอย่างลึกลับ ภาพวาดของอาจารย์ เมรินทร์นึกชื่อรูปภาพที่อาจารย์เคยบอกไว้อีกครั้ง

ภาพวาดอันว่างเปล่าเหรอคะ อาจารย์ ? “ เธอถาม น้ำเสียงคล้ายจะหมดแรง แต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นเต้น อาจารย์ของเธอไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ยิ้มแล้วล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อม่อฮ่อมคล้ายกับจะควานหาอะไรบางอย่าง 

 ขณะที่เธอมองกลับไปยังทางเดินมืดนั้นอีกครั้ง เธอเห็นมือเล็ก ๆ ข้างหนึ่งจิกกำแพงไว้แน่น เลือดไหลลงมาจากปลายนิ้วทั้งห้า ก่อนที่มันจะขูดกำแพงเสียงดัง ครืดดดดดดด !!! “ แล้วถูกดึงหายไปอย่างรวดเร็ว !

เมรินทร์สะดุ้งเฮือก เธอร้องตกใจ ยกมือทั้งสองขึ้นมาอุดปากไว้ทันที กระดาษทิชชู่ร่วงลงบนพื้น เลือดจากปลายนิ้วของเธอเปื้อนริมฝีปากและปลายจมูก เธอรีบสะบัดหน้าหันกลับไปมองอาจารย์ของตน ปากตะโกนเรียก อาจารย์คะ !!! “

 เขากำลังนั่งยองอยู่บนพื้น หันหลังให้กับเธอ มือเอื้อมลงไปสัมผัสกับพื้นเหมือนกำลังก้มไปเก็บอะไรบางอย่าง

อาจารย์คะ ?! “

เมื่อได้ยิน อาจารย์จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ตามประสาคนสูงวัยที่แข้งขาไม่แข็งแรง เขาบอกกับเธอว่า

นี่เป็นภาพของศิลปินคนสุดท้ายแล้วหละ เมรินทร์ ?

เมรินทร์ยังขวัญผวาไม่หาย ท่าทางของอาจารย์ดูแปลกไปทุกที อาจารย์เช็ดมือเข้ากับกางเกงที่สวมอยู่ เมรินทร์เห็นดังนั้นจึงคิดจะหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาจากกระเป๋าสะพายของตน แต่แล้วสายตาของเธอก็เห็นบางสิ่งที่หายไปจากพื้นหินอ่อนที่เดินผ่านมา 

รอยหยดเลือดของเธอ พวกมันหายไปหมดแล้ว

เป็นอะไรล่ะเมรินทร์ ทำไมทำหน้าซีดแบบนั้น เธอกำลังจะพบกับความยิ่งใหญ่ของหอศิลปะแห่งนี้แล้วนะ มันคือภาพวาดของฉันเองยังไงล่ะ

 เมรินทร์หายใจติดขัด เธอยกมือขึ้นกุมหน้าอก ใจของเธอเต้นแรงขึ้นทุกที เธอมองไปที่ปลายนิ้วของอาจารย์ แสงสลัวทำให้มองเห็นอะไรได้ไม่ชัด แล้วอาจารย์พูดขึ้นต่อว่า หอศิลปะแห่งนี้น่ะ หยุดเติบโตมานานแล้ว  

เธอจงมองเข้าไปในภาพนั้นสิ เมรินทร์

หญิงสาวทำตามที่อาจารย์บอกโดยไม่ทันคิด เธอหันมองไปยังรูปภาพรูปสุดท้ายที่ถูกติดไว้บนกำแพง

นี่มัน ?! “  เธอตกตะลึงไปกับภาพที่เห็น นี่ไม่ใช่ภาพวาด นี่ไม่ใช่ผืนผ้าใบ แต่มันคือกระจก

นี่มันอะไรกันคะ อาจารย์ !?

 เธอมองเห็นเงาสะท้อนของตน เห็นใบหน้าขาวซีดที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ผมเผ้าเปียกเหงื่อติดเต็มหน้าผากขาว ปลายนิ้วสวยที่เปื้อนไปด้วยสีแดงสด พื้นหลังเป็นกำแพงสีแดงอิฐ เสียงฝีเท้าของอาจารย์ค่อย ๆ ใกล้เข้ามาหาเธอทีละนิด พร้อมกับคำพูดของเขา

มองตัวเองสิเมรินทร์ เธอน่ะ คืองานศิลปะ

 เมรินทร์มองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกใสตรงหน้า มันถูกล้อมกรอบไว้ด้วยไม้เลี่ยมทอง ลวดลายแกะสลักสวยงามสมกับเป็นฝีมืออาจารย์ เธอเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขณะที่มองเงาสะท้อนของตน

 “ อย่ากะพริบตาเชียวนะ เมรินทร์

 เมรินทร์ไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูด แต่เธอก็ยังไม่ละสายตาจากเงาของตน อาจารย์เดินเข้ามาข้าง ๆ เธอ เขามองเงาในกระจกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสนของเธอ พร้อมทั้งพูดว่า

 “ สาเหตุที่ฉันมีทุกวันนี้ได้ ก็เพราะในคืนนั้น คนที่ผ่านบททดสอบคือฉัน ไม่ใช่ไอ้จำเริญยังไงล่ะ เมรินทร์

 แสงไฟในโถงทางเดินพลันหรี่ลงอย่างฉับพลัน เสียงกรีดร้องดังมาจากทั่วทุกสารทิศ เมรินทร์สติแตกลนลานหันไปรอบตัว เธอได้ยินเสียงร้องไห้ดังกังวานมาตามทางเดิน เสียงทั้งชายและหญิงร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา เสียงทุบกำแพงรอบข้างดังลั่งจนกรอบรูปและพื้นสั่นไหว แสงไฟที่ลดลงจนเกือบจะหายไปบีบให้ทางเดินแคบเข้ามาเหมือนติดอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม เสียงขู่คำรามคล้ายสัตว์ร้ายที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังราวกับจะขย้ำลำคอของเธอแล้ว ลมแรงระลอกหนึ่งพัดเข้ามาปะทะกับร่างกายของเธอจนสั่นสะท้าน มันมาพร้อมกับกลิ่นทั้งเหม็นสาบอย่างรุนแรง อีกทั้งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว อิฐบนเพดานส่งเสียงคำรามเหมือนจะพังทลายลงมา บางสิ่งกำลังพุ่งตรงมาหาเธออย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกอันทรงพลัง ทั้งเกรี้ยวกราด เกลียดชัง หวาดกลัว และหิวกระหาย ถาโถมเข้ามาจากมวลอากาศเย็นเยือกรอบข้าง เธอไม่อาจต้านทานพลังงานเหล่านี้ได้ เมรินทร์กลัวจนหยดน้ำตาไหลหล่นออกมา ม่านตาของเธอขยายกว้าง ดวงตาเบิกค้างหวังจะเห็นแสงไฟเล็ก ๆ แม้พียงสักดวง

ทันใดนั้น เทียนไขที่ติดอยู่บนกำแพงด้านหลังเธอก็สว่างขึ้น

เธอมองเห็นแสงสีส้มนั้นสะท้อนในกระจกเบื้องหน้า ทั่วทั้งโถงทางเดินมืดสนิทไป ท่ามกลางความมืด เธอเห็นเงาสะท้อนของตนด้วยแสงจากเทียนไขเล่มนั้น ทุกอย่างนิ่งสงบราวกับไม่เคยมีการเคลื่อนไหวมาก่อน เสียงทุกอย่างหายไป แรงสั่นสะเทือนก็ด้วย เมรินทร์ยังตั้งตัวไม่ทันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เธอพยายามคงสติอันน้อยนิดให้ติดอยู่กับร่างกายที่ใกล้จะสูญเสียการรับรู้ทั้งหมดไป 

 

 “ อย่ากระพริบตาล่ะ เสียงกระซิบของอาจารย์ดังขึ้นข้าง ๆ หูของเมรินทร์ 

ท่านเทพได้มาปรากฏตัวแก่เธอแล้ว

เมรินทร์มองไปยังเงาสะท้อนของเธออีกครั้ง ดวงตาสั่นคลอด้วยน้ำตาที่พรั่งพรู สายตาจับไปที่แสงสว่างเดียว นั่นคือเปลวเทียนสว่างสไวด้านหลัง และเมื่อเธอมองไปยังเปลวเทียนนั้น

 ใบหน้าสีขาวโพลนชวนขนลุกก็ปรากฏขึ้นจากความมืด ลักษณะเป็นศีรษะมนุษย์ที่ไร้องค์ประกอบใด ๆ แล้วเธอก็เห็นสีแดงค่อย ๆ ซึมขึ้นมาบนผิวเกลี้ยงขาวโพลนน่าขนลุกเหมือนหัวหุ่นนั้น มันค่อย ๆ กระจายตัวออกจนเห็นเป็นใบหน้า แต่เป็นใบหน้าที่เจ็บปวดราวกับกำลังกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมาน เมรินทร์หยุดหายใจ

ทั้งดวงตา จมูก และริมฝีปากที่บิดเบี้ยวกำลังผุดขึ้นมา ริมฝีปากของมันแยกออกจากกัน ผิวหนังสีขาวซีดนั้นถูกฉีกกระชากหลุดลุ่ย เสียงขู่คำรามราวสัตว์ร้ายจากขุมนรกดังขึ้นแนบกับร่างของเธอ มันใกล้กว่าทุกครั้ง เธอเห็นฟันแหลมคมจำนวนมากในปากของมัน ฟันซี่แหลมยาวคล้ายควากหนามบนต้นไม้ ของเหลวข้นเหนียวสีดำไหลทะลักลงมาตามซี่ฟันอัปลักษณ์นั้น วงสีแดงรอบดวงตาแผ่ขยายกว้างออกจนผิวหนังสีขาวย่นนั้นขาดทะลุหายไปเป็นรูกว้าง เกิดเป็นเบ้าตากลวงสีดำ เธอเห็นบางสิ่งจ้องกลับมา แววตาที่น่ากลัวกว่าทุกสิ่งที่เธอเคยเจอมาในชีวิต รอยยิ้มอัปลักษณ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมัน น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองของเธอ แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ส่งเสียงออกมา เธอก็เห็นมือแห้งเหี่ยวชวนฝันร้ายของมัน เอื้อมมาจะจับกับมือขวาของเธอ

 “ !!! “ เมรินทร์สะดุ้งเฮือก เธอกลัวเกินกว่าจะส่งเสียงกรีดร้อง เธอรีบชักมือหนีจากมัน กระพริบตาและส่ายหน้าหนีจากภาพปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ริมฝีปากงามของเธอสั่นกระพือ ใจเต้นประวิงจนหน้าอกแทบจะระเบิด ขาทั้งสองแข็งเกร็งเป็นหิน เสียงของอาจารย์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาและนิ่งสงบข้างแก้มของเธอว่า

ภาพวาดของท่านจะไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป !

 

เมรินทร์ทรุดตัวทิ้งร่างลงกองกับพื้นอย่างแรง แสงสว่างภายในโถงทางเดินอันเย็นเยือกพลันติดขึ้นอีกครั้ง ศีรษะของเธอกระแทกกับกำแพงด้านหลังก่อนจะล้มพับไปกับพื้น กระเป๋าสะพายร่วงและเปิดออก เม็ดยาที่ปิดฝาไว้หลวม ๆ หกกระจายเต็มพื้น ผมเผ้ายาวปิดดวงตาอันอ่อนล้าทั้งสองไว้เกือบหมด สติของเธอกำลังจะดับสลายไป แต่แล้วเธอก็มองเห็นขาคู่เล็ก ๆ คู่หนึ่งยืนอยู่กลางทางเดิน พร้อมกับเสียงใสดังขึ้นอย่างร้อนรนว่า

ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ เมรินทร์ ! ลุกขึ้น ! “

เมรินทร์พยายามใช้แขนทั้งสองดันร่างของตนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ปวดหัวคล้ายจะอาเจียนจนหมดกระเพาะ สายตาของเธอมองทุกอย่างเป็นฝ้าไปหมดคล้ายคนเพิ่งขึ้นจากน้ำ เหงื่อกาฬไหลเปียกซึมไปทั่วชุดนักศึกษารัดรูป เธอนั่งหันหลังพิงกำแพง หายใจรวยริน เธอเกือบหัวใจวายไปเสียแล้ว เมรินทร์รีบมองหายาที่ตนต้องกิน

ลุกขึ้น ! เธออยากหายไปตลอดกาลหรือยังไง !? ลุกขึ้น !เสียงใสนั้นตวาดลั่น เจ้าของเสียงวิ่งเข้ามายืนตรงหน้า เธอเป็นเด็กผู้หญิงผมสีทองยาวตรง สวมชุดกระโปรงสีฟ้า ผิวของเธอสีขาวซีด เมรินทร์พยายามมองหน้าเธอให้ชัด ไม่นานสายตาของเธอก็ปรับสภาพได้ เธอจึงแสดงอาการตกใจออกมา

เธอไม่ต้องมากลัวฉัน เธอควรจะกลัวสิ่งที่เธอเห็นเมื่อกี้ นั่น ! “ เด็กหญิงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเมรินทร์ บัดนี้เลือดได้หยุดไหลแล้ว ทว่าสิ่งผิดปกติอย่างอื่นได้เกิดขึ้นแทน

 เธอไม่สามารถรู้ความรู้สึกจากปลายนิ้วของเธอได้ แต่สิ่งที่เธอเห็น นั่นคือปลายนิ้วของเธอกลายเป็นสีดำสนิท และสีนั้นค่อย ๆ ซึมลงมาตามข้อนิ้วชี้ของเธอ คล้ายกับสีที่ซึมลงในแผ่นกระดาษ เธอค่อย ๆ เสียการรับรู้บนนิ้วมือไปทีละนิด เมรินทร์ร้องโวยวายลั่น เรี่ยวแรงถูกปลุกกลับมาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว 

ช่วยด้วย !!! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ! ใคร ?!? …”

ลุกขึ้นมาสักที เธอต้องจบมัน ก่อนที่มันจะจบเธอไปตลอดกาล ! “

อะไร ?!? นี่มันเรื่องอะไร ทำไม ?! “ เธอพยายามพ่นคำถามมากมายที่ติดคาอยู่ในใจใส่เด็กคนนั้น เธอยกมือขึ้นมาดูและพบว่าสีดำน่าเกลียดนั้นได้ซึมลงมาถึงข้อสุดท้ายของนิ้วชี้แล้ว เธอไม่รู้สึกถึงนิ้วชี้ของตนอีกต่อไป     

“  ช่วยด้วย ! ฉันขยับ ฉัน.. กระดิกนิ้วไม่ได้ ! มันเกิดอะไรขึ้น ! “ เมรินทร์พูดติดขัดด้วยความลนลาน

ลุกขึ้น แล้วหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมา ฉันอยากให้เธอได้รู้ความจริง ก่อนที่มันจะสายไป ! “ เด็กหญิงคนนั้นกระตือรือร้นให้เมรินทร์ขยับตัวเสียที นักศึกษาสาวลุกขึ้นยืนบนขาที่ไร้เรี่ยวแรงให้เร็วที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ เธอหันมองไปรอบตัว คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือ 

อาจารย์ ?! “

เขาไม่ใช่อาจารย์ของเธออีกต่อไปแล้ว ! “ เด็กหญิงชี้ไปที่กระจกบานใหญ่ตรงหน้าเมรินทร์ หญิงสาวหันตามไป

สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เงาสะท้อน แต่คือภาพสีน้ำมันของตัวเธอเอง ! ภาพเมรินทร์ในชุดนักศึกษา ผมเผ้าเปียกติดแนบไปกับหน้าผากและกกหู สะพายกระเป๋าคาดสีน้ำตาลซึ่งตอนนี้ตกอยู่บนพื้น และที่ปลายนิ้วของเธอมีอักขระประหลาดสลักเอาไว้ เลือดไหลออกมาตามรอยแผลนั้น

นี่มัน ?! “ เมรินทร์อ้าปากค้าง อ้ำอึ้งกับภาพเหมือนตรงหน้า จนเมื่อเธอมองไปที่กรอบด้านล่างของรูปภาพ เธอจึงเห็นตัวหนังสือเขียนไว้ว่า  “ o ธันวาคม ๒๕๓๘

เมรินทร์หายใจสั่น คอแห้งผาก สีดำเริ่มลามไปยังนิ้วโป้งของเธอ ตอนนี้เธอไม่สามารถขยับนิ้วมือทั้งสองได้ แล้วเด็กหญิงผมทองก็พูดขึ้นว่า วันเดือนปีเกิดของเธอไงหละ

เธอ... เธอรู้ได้ยังไง ?! “ เมรินทร์หันไปถามเด็กสาวผมทองทันที ด้วยสายตาหวาดวิตก

เด็กสาวหันมามองหน้าเธอ สีหน้าดูกังวลไม่แพ้กัน มันคือวันที่งานศิลปะของเขาถูกสร้างขึ้นยังไงล่ะ

เธอพูดเรื่องอะไร นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ! “

เธอกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ติดอยู่ในนี้ยังไงล่ะ เหมือนกับศิลปินคนอื่น ๆ ที่อาจารย์ของเธอพูดถึงตลอดทางที่ผ่านมา เด็กสาวพูดอย่างง่ายดาย แต่น้ำเสียงแฝงด้วยความจริงจัง

นี่มันบ้าอะไรกัน ฉัน ฉันต้อง เมรินทร์ยกมือซ้ายขึ้นกุมหน้าอก เธอก้มลงเก็บเม็ดยาที่หล่นกระจายไปบนพื้น บางส่วนยังค้างอยู่ในขวดยา แต่แล้วเธอก็เริ่มสังเกตว่าเม็ดยาของเธอเปลี่ยนไป

เอ๊ะ ? ปกติยาแก้ความดันที่ฉันกินมันไม่ใช่สีนี้นี่ นี่มัน—” เธอกระจายเม็ดยาลงบนมือที่สั่นเทา นี่มันไม่ใช่ยาความดันของฉันนี่ ? “

ช่างมันเถอะ เมรินทร์ เธอต้องรีบหนีไป เธอต้องสละมือข้างนั้น ไม่งั้นก็ต้องสละทั้งตัวตน ! “ เด็กสาวรีบเร่ง

เธอพูดอะไรของเธอ ?!  เมรินทร์กำเม็ดยาในมือซ้ายแน่น เหงื่อซึมลงไปทันที ขณะที่มืออีกข้างนั้น นิ้วของเธอกลายเป็นสีดำเกือบจะครบทั้งห้านิ้วแล้ว  

พระเจ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้น ช่วยฉันที ! “ เมรินทร์ยกมือขวาขึ้นมาดูอย่างขวัญเสีย พลางหันไปหาเด็กสาวผมทอง ช่วยฉันด้วย ไม่ว่าเธอเป็นใคร ช่วยฉันที ! มือของฉัน ! “

ฉันก็อยากทำ แต่ฉันออกไปจากตรงนี้ไม่ได้ เธอต้องลงมือเอง เธอต้องยกมือข้างนั้น ข้างที่เธอถนัดนั่นให้มันไป ไม่เช่นนั้น—”

ตึ้ง !!!

เสียงทุบกำแพงดังลั่น ! ทั้งสองผงะตกใจและอยู่ติดในความเงียบไปชั่วขณะ เสียงขู่คำรามน่ากลัวดังก้องมาจากในกำแพงอีกครั้ง เมรินทร์หันไปมองหน้าเด็กสาวผมทอง เธอมีสีหน้าที่หวาดกลัวและเริ่มหายใจไม่เป็นส่ำ เด็กสาวมองไปที่รูปภาพสีน้ำมันบนกำแพงด้วยสายตาอันหวั่นเกรง เมรินทร์จึงมองตามไป ทันใดนั้น

 ในดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน ในรูปภาพสีน้ำมันนั้น มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว

  สีดำจากนัยน์ตาของเธอไหลลงมาเป็นสาย คล้ายกับการร้องไห้ที่มีหยดน้ำตาเป็นสีดำสนิท คราบน้ำตานั้นได้ชะเอาผิวหนังของเธอลงมาเป็นทาง ไหลลงมากองอยู่ที่กรอบรูป แล้วจึงร่วงหยดลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดัง

แปละ

  ดวงตาทั้งสองของเธอกำลังละลาย เช่นเดียวกับริมฝีปาก เส้นผม จมูก และผิวหนังที่สวยงามของเธอ ภาพวาดของเธอกำลังละลายลงมาราวกับน้ำตาเทียน !

แปละ แปละ แปละ แปละ

 “ มันเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว ! “ เด็กสาวผมทองพูดเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว พวกเขาเริ่มร้องไห้อีกแล้ว !

พวกเขา ?! “

 เมรินทร์หันไปถามเด็กสาวด้วยความมึนงง ขณะที่ภาพสีน้ำมันของเธอกำลังละลายหยดลงกับพื้น มันเริ่มเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่หลังคราบเหล่านั้น พื้นหลังสีขาวซีดใต้ใบหน้าของเธอที่กำลังหลุดลอก มีบางสิ่งซ่อนอยู่หลังรูปภาพของเธอ บางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เธอเห็นมันชัดขึ้นทุกที ใบหน้าเดียวกันกับที่เธอพบในฝันร้าย และใต้แสงเทียนเมื่อครู่ ! รอยยิ้มอันสยดสยองนั้นซ่อนอยู่ภายใต้ริมฝีปากสวยที่ละลายรวมไปกับลำคอ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมาอย่างรุนแรง  เมรินทร์ถอยหลังหนีจากภาพที่เห็นตรงหน้า เธอจำใบหน้านี้ได้ขึ้นใจ

วิ่ง !!! มันกำลังจะออกมาแล้ว ! หนีไป !!! “ เด็กสาวตะโกนลั่นแล้วออกวิ่งไปตามทางเดินแคบ เมรินทร์ที่เห็นดังนั้นก็ก้มลงคว้ากระเป๋าสะพายของตนอย่างยากลำบาก ข้าวของหลายอย่างหกกระจายอยู่เบื้องหลังแต่เธอก็ไม่คิดจะหันไปสนใจ นิ้วสีขาวยาวหงิกงอยื่นออกมาจากรูปภาพของเธอ เสียงขู่คำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังลั่นไปทั่วทั้งหอศิลปะ !

รอก่อน ! “ เมรินทร์ตะโกนเรียกเด็กสาวผมทอง เธอทิ้งมือขวาที่ไร้ความรู้สึกแนบไปกับลำตัว ใช้มือซ้ายข้างที่ไม่ถนัดนั้นจับสายกระเป๋าสะพายไว้อย่างทุลักทุเล สัมภาระด้านในกระทบกันเสียงดังกุกกัก เด็กสาวคนนั้นวิ่งไปอย่างรวดเร็วจนลับสายตาเธอไป

นี่ ! “ เมรินทร์ร้อง เมื่อวิ่งมาถึงทางแยก เธอก็เห็นคราบของเหลวสีเข้มขนาดใหญ่นองอยู่บนพื้น เสียงคร่ำครวญดังแว่วมาแต่ไกล  ฮืออ

เมรินทร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ ขาทั้งสองสั่นจนเกือบจะล้ม เธอไม่กล้าเดินไปยังทางแยกเบื้องหน้า แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังมาหาเธอจากด้านหลัง ซึ่งเธอไม่กล้าหันกลับไปมอง !

รีบวิ่งตามฉันมาสิ ! ฉันพยายามจะช่วยเธออยู่นะ ! “ เด็กสาวคนนั้นกระโจนออกมาจากหัวโค้ง เมรินทร์ตกใจแต่ก็โล่งใจไปพร้อม ๆ กัน เธอไม่รู้สึกกลัวเด็กคนนี้อีกต่อไป ตอนนี้เด็กสาวปริศนานี้คือความหวังเพียงอย่างเดียวของเธอที่จะกลับออกไปจากที่นี่ !

ฮืออ เสียงนั้นยังดังก้องมาตามทางเดิน

ตรงนั้น ?! “ เมรินทร์ถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่เธอก็รีบเดินไปให้ทัน ที่หัวมุมตรงทางแยกนั่นเป็นภาพของศิลปินที่ถูกติดแสดงไว้ แต่บัดนี้ สีของมันได้ละลายลงมากองท่วมเต็มพื้นด้านล่าง

พวกเขายังดูรักกัน เหมือนที่อาจารย์ของเธอบอกไหม !เด็กคนนั้นพูดเสียงดัง เมรินทร์เงยหน้ามองภาพ

 

 ภาพที่เธอเห็นนั้นคือฉากฆาตกรรมอันน่าสยดสยอง ! มันช่างแตกต่างจากงานศิลปะที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ แตกต่างเสียจนเธอจำแทบไม่ได้ว่าบรรยากาศอันอบอุ่นประหนึ่งนิยายกล่อมนอนที่เธอเคยเห็นเป็นอย่างไร

ภาพที่ปรากฏขึ้นหลังคราบเหล่านั้น มันถูกระบายด้วยสีเพียงสีเดียว นั่นคือสีแดง

กลิ่นคาวเลือดฉุนกระตุ้นให้อาเจียน มันคละคลุ้งออกมาเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ภาพนั้น ลายเส้นที่ใช้วาดทั้งหยาบกระด้างและชวนอึดอัดเหลือเกินยามได้รับชม เธอสัมผัสได้ว่ามันเต็มไปด้วยความเกลียดชังและโหดร้าย ราวกับศิลปินผู้นี้กำลังถูกถลกหนังขณะวาดภาพ เขาระบายสีด้วยการกวาดนิ้วมือไปมาก่อนจะสิ้นใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้จนต้องกลั้นใจไม่ให้สำรอกออกมา

 เช่นเดียวกับภาพที่อาจารย์บรรยายมาในทางเดินลึกลับนี้ หนึ่งศิลปิน กับอีกหนึ่งคนรักของเขา ศิลปินหนุ่มผมยาว กับหญิงวัยกลางคนที่กำลังจับเชือกไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว  

 หญิงในรูป เธอกำลังใช้เชือกรัดคอศิลปินหนุ่มและชักรอกร่างเขาขึ้นไปบนยอดไม้ !

เธอมีสีหน้าที่สะใจ ปนไปกับความเกลียดชังอย่างรุนแรง ใบหน้าของเธอถมึงทึงน่าสะพรึงกลัว ขณะที่ใบหน้าของเขานั้นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ลูกตาถลนแทบจะหลุดออกจากเบ้า ลิ้นจุกแน่นคาปากที่ห่อเป็นรูย่น นกปากยาวและอีกาหลายตัวบนยอดไม้กำลังจิกทึ้งเส้นผมและผิวหนังบนใบหน้าที่ถูกรัดจนบวมเต่งคล้ายจะระเบิดนั้น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยขวากหนามและเศษของมีคมมากมายทิ่มแท่งจนผิวหนังทะลุเป็นรูพรุน เลือดไหลออกจากรูเหล่านั้น นองท่วมและหยดลงมาจากปลายเท้าทั้งสองข้าง ส่วนหนึ่งไหลลงมาเปื้อนหน้าของหญิงคนดังกล่าวด้วย !

  ก่อนหน้านี้ ภาพที่เธอเห็นเป็นภาพของชายหนุ่มผมยาว ที่มีหญิงร่างป้อมวัยกลางคนกำลังไกวชิงช้าให้จากทางด้านหลัง เส้นผมยาวของเขาถูกรวบเป็นมัด หญิงตัวกลมคนนั้นเอื้อมมือไปลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดู พวกเขาอยู่ที่สวนสาธารณะริมบึงน้ำใหญ่ ชายร่างผอมสูงกำลังจับสายชิงช้าและแกว่งเท้าเล่นอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มของพวกเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ใกล้จะลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังจะซ่อนตัวลงในหุบเขา แสงของมันส่องผ่านหุบเขา ย้อมท้องฟ้าเป็นหลากสีดูตราตรึงใจ ครอบครัวนกกระสากำลังบินกลับรัง หงส์แม่ลูกว่ายน้ำอยู่ใกล้กันที่ริมบึง ดอกบัวนับร้อยที่บานสะพรั่งเต็มบึงใกล้จะหุบลง กลีบดอกไม้ริมน้ำถูกลมพัดโชยมาพร้อมกลิ่นหอมรายล้อมบุคคลทั้งสอง พวกเขาเป็นแม่ลูกที่รักและห่วงใยกันมาก ศิลปินหนุ่มสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นเพื่อระลึกถึงสถานที่ในฝันที่คุณแม่ของเขาชอบเล่าให้ฟังเป็นนิทานก่อนนอน ย้อนคืนความทรงจำของคุณแม่ที่ล่วงลับไป และเพื่อได้อยู่กับท่านในสถานที่แห่งจินตนาการนี้ตลอดไป

 นั่นคือสิ่งที่อาจารย์บอกเธอ ตอนที่พวกเขาเดินผ่านรูปภาพนี้ไป เมรินทร์รู้สึกซึ้งใจกับเรื่องราวนี้เหลือเกิน . . .

พระเจ้า. . . เมรินทร์พูดเสียงสั่น เธอตกตะลึงไปกับภาพชวนสยองที่เห็น นี่มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง !

ในมือของเธอยังขยำกระจุกผมเปื้อนเลือดไว้แน่น มันหลุดออกมาพร้อมกับหนังศีรษะของเขา บึงน้ำใสก็เต็มไปด้วยคราบเลือดสีแดงก่ำ ดอกบัวทั้งหมดหายไป เหลือแต่ก้านบัวที่เหี่ยวเฉา แมลงวันและหนอนน่ารังเกียจชอนไชไปบนซากของครอบครัวหงส์ที่ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ เครื่องในของแม่และลูกหงส์กระจายรวมกันอยู่ที่ริมบึง ขนสีขาวของพวกมันปลิวไปตามลม ลอยผ่านสองแม่ลูกที่กำลังแสดงความรักกันอยู่ถึงยอดไม้ และที่นั่น

ที่ด้านหลังต้นไม้ที่ถูกใช้แขวนคอต้นนั้น ร่างสีขาวโพลนไร้หน้าตาก็ได้ปรากฏอยู่ มันยืนตระหง่านมองเหตุการณ์สังหารโหดนี้ราวกับรูปปั้นหิน

ทำไมกัน ? นี่มันอะไรกัน ?! “

เธอหลงเชื่อไปว่าพวกเขาคือแม่ลูกที่รักกันปานจะขาดใจสินะ

ฉันไม่เข้าใจ ทำไมเธอถึงทำกับลูกแบบนี้ โอ้ เมรินทร์กล่าวพลางมองไปยังแววตาของศิลปินหนุ่มในภาพ มันสยดสยองและเจ็บปวดเสียจนเธอถึงกับยกมือขึ้นมาปิดปาก เธอแยกไม่ออกแล้วระหว่างเสียงครวญครางที่ล่องลอยมาตามอากาศ กับเสียงหวีดร้องในความคิดของเธอ แต่ตอนนี้ เธอได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของชายหนุ่มคนนี้ดังขึ้นมาไม่หยุด ยิ่งมองเข้าไปในแววตาที่ถูกวาดขึ้นด้วยเลือดนั้น เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว

ขณะเดียวกัน มือขวาของเธอก็กลายเป็นสีดำทมิฬไร้ความรู้สึกไปแล้ว เมรินทร์เจ็บปวดและทรมานกับทุกสิ่งที่ตนต้องรับรู้ในตอนนี้

ยายป้านั่นไม่เคยมีความรักกับเขา พวกเขาไม่ใช่แม่ลูกกันด้วยซ้ำ ไม่ใช่มนุษย์ที่มีความรักให้กัน ยายนั่นคือคนที่อาฆาตและหวังให้ชายคนนี้ตายอย่างทุกข์ทรมานที่สุดต่างหากล่ะ

นี่เธอพูดเรื่องอะไรกัน ฉัน ? “

เธอก็เหมือนกัน อีกไม่นาน ถ้าเธอไม่รีบตามฉันมา ! “

ว่าแล้วเด็กสาวก็ออกวิ่งต่อไป เมรินทร์วิ่งตามเธอไปทันที ผ่านไปยังทางแยกแล้ว ทางแยกเล่า ย้อนกลับไปยังทางออกของสถานที่อัปมลคลแห่งนี้ เสียงคร่ำครวญของความเจ็บปวดดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับพวกเธอกำลังวิ่งไปหาขุมนรก เธอไม่เคยรู้สึกกลัวและสับสนขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ทุกขณะที่ย่ำเท้าวิ่งไป เธอรู้สึกเหมือนกำแพงทั้งสองด้านกำลังบีบเข้ามาหาเธอทีละนิด ทีละนิด

 รองเท้าคัทชูคู่งามที่ยืมมาจากเพื่อนของเธอ บัดนี้มันได้เปื้อนไปด้วยคราบสีที่ละลายลงมาจากกรอบรูปทุกมุมทางเดิน รูปภาพทั้งหมดกำลังละลายลงมาพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องราวจะขาดใจ พวกมันดังมาจากทุกทิศทาง ทั้งกำแพง ผนัง และทางเดิน เมรินทร์เหลือบมองไปบนรูปภาพที่ติดไว้ข้างฝาผนัง ทุกสิ่งที่เธอเห็นก่อนหน้านี้ถูกชะล้างไปอย่างน่าสยดสยอง ภาพที่เธอเห็นมีเพียงการฆ่าและทรมานอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ทุกย่างก้าวที่วิ่งผ่านไปพาเธอเข้าสู่ฉากนองเลือดในงานเลี้ยงแห่งการสังหารหมู่ กรอบรูปเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนหน้าต่าง มองออกไปด้านนอกก็เห็นแต่เพียงทุ่งสังหารที่มีเสียงกรีดร้องดังเข้ามา ทุกภาพที่ถูกเปิดเผยขึ้นมาล้วนถูกวาดขึ้นด้วยเลือด !

 แม้เธอจะพยายามวิ่งและกวาดสายตาไปด้วยความเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่เธอเห็นในทุกทุกภาพ นั่นคือหุ่นสีขาวน่ากลัวตัวนั้น มันยืนประดับอยู่ในทุกเหตุการณ์ และที่สำคัญ ตำแหน่งของมันค่อย ๆ ขยับใกล้เข้ามาทีละนิด จากหลังต้นไม้ หลังมุมตึก ภาพแล้วภาพเล่าที่มันขยับขึ้นมายืนใกล้กับองค์ประกอบหลักของภาพมากขึ้น จนเธอสังเกตุเห็นร่างสีขาวซีดของมันเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมันกำลังเดินเข้ามาหาเธอ !  

 คนมีพรสวรรค์อย่างพวกเธอ ไม่สมควรมาหายไปในที่แบบนี้ เด็กสาวคนนั้นพูดขึ้นขณะที่กำลังวิ่ง

สวรรค์ให้พรกับพวกเธอมาแท้ ๆ ไอ้ปีศาจนั่นกลับจะแย่งมันไปเป็นของตัวเอง แล้วครอบครองตัวตนของพวกเธอไว้ตลอดกาล ! “ เธอตะโกนด้วยความอัดอั้น เมรินทร์จึงถามกลับไป

เธอ—” หญิงสาวเหนื่อยหอบเพราะต้องวิ่งไปด้วย เธอหมายถึงอาจารย์เหรอ ?! “

กรี๊ด !!  “ เมรินทร์ร้องลั่น เมื่อเธอเหยียบคราบสีบนพื้นหินอ่อนแล้วลื่นล้มลงฟาดพื้นอย่างแรง เคราะห์ดีที่หัวไม่ได้ฟาดเช้าไปจังจัง แต่ร่างกายซีกขวากระแทกลงกับพื้นแทน 

โอ้ย ! “ เมรินทร์ครางด้วยความเจ็บปวด เธอน้ำตาไหลริ้นขึ้นที่หางตา เธอไม่สามารถใช้มือขวาสีดำไร้ความรู้สึกนั้นดันตัวลุกขึ้นได้ เมรินทร์ดิ้นอยู่กับพื้นเหมือนคนพิการ เด็กสาวคนนั้นรีบวิ่งเข้ามาตะโกนใส่เธอ

ลุกขึ้นนะ เธอต้องออกไปให้ทัน ก่อนที่จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ! “

ฉัน … “ เมรินทร์ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ยิ่งเมื่อเธอเห็นสีดำนั้นซึมลงมาถึงข้อมือของเธอแล้ว

ช่วยฉันที เมรินทร์น้ำตาคลอเมื่อมองไปยังเด็กผมทองคนนั้น เธอเห็นว่าอีกฝ่ายก็กำลังร้องไห่นกัน

ฉันช่วยอยู่ ฉันทำได้แค่นี้ ฉันไม่ใช่ศิลปินที่มันต้องการจะดูดกลืนเข้าไป ฉันไม่ใช่เครื่องสังเวยที่ถูกเลือกแล้วเหมือนกับเธอ ไม่เหมือนกับคนเหล่านี้ พิธีกรรมนี้ดำเนินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว และมันจะดำเนินต่อไป ถ้าเธอไม่มีชีวิตรอดออกไปแล้วเปิดโปงเรื่องพวกนี้ ! “  

 เมรินทร์พยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ผลักร่างบอบบางของตนลุกขึ้นจากพื้น กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง มวลอากาศหนาวเย็นที่ไล่หลังมาเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงขู่คำรามนั้น เธอนึกอยากให้โรคความดันปลิดชีพตนเองทิ้งไปเสีย ทำให้เธอพ้นจากฝันร้ายอันเหน็ดเหนื่อยนี้สักที

 เมื่อเธอลุกขึ้นมา เธอก็เห็นภาพที่ติดอยู่ข้างกำแพง คราบสีน่าสยดสยองกำลังละลายลงมาราวกับม่านน้ำตก  

 รูปภาพของหญิงสาวที่เคยมีความสุขอยู่บนโต๊ะอาหาร ในบรรยากาศคล้ายงานแต่งงาน ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ปล่อยดอกไม้สีชมพูร่วงลงมา

 บัดนี้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ต้นไม้ดังกล่าวไร้ร่มเงาเพราะไม่มีใบไม้หลงเหลือ กิ่งของมันแห้งกรังดั่งนิ้วมือของปีศาจ บรรยากาศอันฟุ้งเฟ้อไปด้วยรอยยิ้มและไอน้ำมลายหายไปสิ้น บนโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยเครื่องในแหลกเหลวกระจัดกระจาย สีของเลือดที่ใช้ระบายเข้มจนมองแทบไม่ออก หญิงสาวเจ้าของภาพถูกวางไว้บนโต๊ะ หัว แขนขา และลำตัวของเธอถูกแยกออกจากกัน จานชามแก้วน้ำที่วางเรียงรายแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชายหนุ่มที่เคยป้อนเค้กให้เธออย่างอ่อนโยน บัดนี้กำลังใช้ขวานสับไปที่ท่อนขาเรียวสวยของเธอ เศษแก้วและจานบริเวณนั้นกระเด็นลอยขึ้นในอากาศ หยาดเลือดพุ่งกระจายออกมาเลอะท่วมสูทสีดำของเขา

  แม้จะเห็นเพียงภาพ แต่เมรินทร์ก็ได้ยินเสียงกระดูกและเนื้อหนังของเธอลั่นออกมา ภาพอันทรงพลังนี้ทำให้เธอกลัวไปถึงขั้วของหัวใจ มันดูมีชีวิตราวกับเหตุการณ์นี้กำลังดำเนินอยู่ และในแววตาของหญิงสาวเจ้าของภาพนั้น เธอมีน้ำตาสีแดงไหลรินลงมาบนผ้าปูโต๊ะสีขาว ดวงตาอันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวไม่แพ้กับเธอที่กำลังรับชมฉากจบชีวิตอันโหดร้ายนี้อยู่

พวกเขาทำแบบนี้กันไปทำไม ? “ เมรินทร์ถามเด็กที่กำลังนำทาง เสียงของเธอสั่นเครือด้วยทั้งความกลัว และหดหู่ใจ ฉันจะต้องพบเจอกับสิ่งเหล่านี้เหรอ ? “      

ตั้งแต่ตอนที่วันเดือนปีเกิดของเธอถูกเขียนลงในภาพนั่น ตัวตนของเธอก็กำลังซึมหายไปจากโลกแห่งความเป็นจริงทีละนิด เหมือนสีดำที่กำลังกลืนกินร่างกายของเธอนั่นยังไงล่ะ เด็กสาวหยุดวิ่ง แล้วหันมาตอบ

เมรินทร์ก้มลงมองแขนขวาของตน สีดำได้ซึมมาถึงข้อศอกของเธอแล้ว

ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครตามหา เธอจะหายไปตลอดกาล เมรินทร์ นักศึกษาสาวผู้มากความสามารถ จะไม่มีใครจดจำเธอได้อีกต่อไปแม้แต่แม่ผู้ให้กำเนิดเธอ วิญญาณของเธอได้ถูกสังเวยให้แก่เทพแห่งความว่างเปล่าไปแล้ว เธอจะกลายเป็นเพียงตัวละครในภาพวาดเหล่านี้เท่านั้น

ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม เรื่องทั้งหมดนี่ มันเกิดขึ้นได้ด้วยเหรอ เมรินทร์ว่า

เธอไม่มีวันฝันได้น่ากลัวแบบนี้หรอก

เธอเป็นใคร ? บอกฉันที เรื่องทั้งหมดนี้มันคืออะไร ? “ เมรินทร์เค้นเสียงออกมา คอของเธอแห้งผาก พยายามกลืนน้ำลายลงไปเท่าไรก็ไม่ช่วย

ฉันชื่อใบหม่อน ฉันตายเพราะอุบัติเหตุในสถานที่แห่งนี้

เมรินทร์นิ่งไปสักครู่ เธอมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดเจน ใบหม่อนเป็นเด็กวัยรุ่น ร่างกายผอมบาง เมื่อมองให้ดีก็พบว่าสีผมของเธอไม่ใช่สีบลอนด์ทองเหมือนชาวต่างชาติ แต่มันมีสีดำและน้ำตาลแทรกอยู่ที่แสกผม เด็กสาวคนนี้ย้อมผม และเสื้อผ้าของเธอก็ดูย้อนยุคไปกว่าวัยรุ่นสมัยนี้อยู่พอสมควร เมรินทร์เข้าใจในตัวตนของเธออย่างง่ายดาย

เธอคงไม่แปลกใจนักสินะ ที่ได้รู้แบบนี้

แน่นอนว่าเมรินทร์ส่ายหน้า เธอไม่มีความหวาดกลัวต่อเด็กคนนี้เลย เด็กสาวพูดต่อไป

ฉันไม่อยากให้แม่ของฉัน ต้องทนเก็บความลับจากฆาตรกรอีกต่อไป

แม่ งั้นเหรอ ? “

แม่ของฉันทำงานที่นี่ ตั้งแต่หอศิลปะนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ ๆ แล้ว

แม่ของเธอ ? “

เธอชื่ออำพร เป็นแม่บ้านที่คอยดูแลหอศิลปะแห่งนี้

คุณอำพร ?! หรือว่า ? “ เมรินทร์ตาเบิกโพลง เธอรู้จักชื่อนี้มาตลอด แต่เสียงเหล่านั้นยังคงโหยหวนไม่หยุด ลมเย็นพัดมาจากด้านหลัง ทั้งสองตัดสินใจเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว

  เมรินทร์จำได้ว่าถัดจากภาพนี้ไป ก็จะเหลืออีกเพียงภาพเดียวเท่านั้น นั่นคือภาพแรกที่เธอเห็นตอนเดินตามอาจารย์เข้ามา ทันทีที่เดินเลี้ยว ปากทางเข้าเขตจัดแสดงศิลปินก็ปรากฎอยู่ตรงปลายสายตา มีเพียงทางเดินยาวที่ขวางพวกเขาออกจากมัน    

แม่รู้ว่าฉันติดอยู่ที่นี่ ฉันออกไปไหนไม่ได้เมรินทร์ พื้นที่ตรงนี้คือมิติต้องคำสาป มันคือพื้นที่รกร้างในจิตใจที่เต็มไปด้วยความละโมบไม่มีจุดสิ้นสุด ที่ที่จะดูดกลืนพลังชีวิตและพรสวรรค์อันบริสุทธิ์ของคนแบบพวกเธอ อาจารย์ของเธอรู้ดี ตั้งแต่ตอนที่เขาสร้างมันขึ้นมา

 “ อาจารย์ของฉัน ขเขาเป็นใครกันแน่ ?! “  

สิ้นคำถามนั้น ทั้งสองก็ได้มาหยุดอยู่ที่ภาพแรกของทางเดิน ซึ่งในตอนนี้มันคือภาพสุดท้ายก่อนสิ้นสุดทางเดิน  

ฉันไม่เรียกเขาว่าคนด้วยซ้ำ ฉันไม่รู้ว่าเขาเก็บงำอะไรไว้อีก แต่ฉันเห็นตอนที่พิธีกรรมนี้เริ่มขึ้น ประตูมิตินี้เปิดขึ้นเมื่อเธอเปิดประตูหอศิลปะแห่งนี้และก้าวเข้ามา ดวงวิญญาณของศิลปินเหล่านี้กรีดร้องหาอิสรภาพทันทีที่เห็นแสงสว่างจากชีวิตของเธอ  เด็กสาวกล่าวอย่างเหนื่อยหอบ เธอตื่นเต้นจนน้ำตาไหลออกมา

ตลอดเวลาที่ฉันติดอยู่ที่นี่ นานเหลือเกินที่ฉันต้องคอยหลบซ่อนจากสายตาของมัน ฉันทำได้แค่เพียงวิ่งวนเวียนอยู่ในกำแพงพวกนี้ ฉันไม่ใช่สิ่งที่มันต้องการ ปีศาจนั่น มันเสพความทรมานของมนุษย์เป็นอาหาร ฉันได้ยินเสียงผู้คนเหล่านั้นกรีดร้องตอนที่ถูกมันกลืนกิน พวกเขาถูกทรมานอย่างไร้จุดสิ้นสุด ฉันซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางดวงวิญญาณที่น่าสงสาร นี่มันขุมนรกที่ไม่มีวันจบสิ้น ! “

ฉันไม่เคยรู้เลยว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ในหอศิลปะมาก่อน ฉัน—” เมรินทร์พยายามพูด

ก็เพราะมันไม่ควรจะมียังไงล่ะ สาเหตุเดียวที่แม่ของฉันช่วยอาจารย์ของเธอปกปิดเรื่องมิติลับนี่ ก็เพราะนี่เป็นคืนเดียวในรอบสิบปี ที่ฉันจะปรากฏตัวให้เธอเห็นได้ แม่รู้เสมอว่าฉันติดอยู่ที่นี่ เรื่องสยดสยองนี่รอเธออยู่ตั้งแต่วินาทีที่เธอเปิดประตูเข้ามาในค่ำคืนนี้แล้ว ! “

คืนนี้เหรอ ?! “ เมรินทร์มองไปยังภาพของนายจำเริญ ภาพวาดแรกที่ถูกติดไว้บนกำแพง

ก็ใช่น่ะสิ นี่คือคืนวันเกิดของเธอ มันต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น แต่หลังจากผ่านคืนนี้ไป เธอจะหายไปจากความเป็นจริงเหมือนไม่เคยถือกำเนิดขึ้นมาเลย ทุกคนจะลืมเธอไปจนหมดสิ้น ยกเว้นก็แต่คนเดียว

ใบหม่อนหันเข้าไปมองยังภาพสีน้ำมันของนายจำเริญ เช่นเดียวกับภาพที่เหลือ ทุกอย่างละลายลงมาเหลือแต่คราบกองอยู่บนพื้น นายจำเริญนอนแน่นิ่งอยู่บนแคร่ไม้ แต่เขาไม่ได้เสียชีวิตด้วยโรคร้ายดังที่อาจารย์บอก

 หญิงคนนั้น เธอนั่งคร่อมอยู่บนอกของเขา มือทั้งสองของเธอกำท่อนไม้ปลายแหลมในมือแน่น ไม้ลำนั้นเสียบทะลุหัวของนายจำเริญ ทะลุลงบนแคร่ไม้จนซี่ไม้ไผ่แตกกระจาย เลือด เส้นผม และเนื้อสมองไหลพรูลงมา ภาพนั้นรุนแรงเหมือนทุกภาพที่ผ่านมา ท้องฟ้าและผืนน้ำกลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นของความตายหลั่งไหลออกมาไม่หยุด เมรินทร์ส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว

พวกเขาคือใครกัน  ?! “

คนทุกคนน่ะมีศัตรูปองร้ายอยู่แล้ว สิ่งที่อาจารย์ของเธอทำ ก็คือใช้งานศิลปะของเขา ปลุกความอาฆาตในใจของคนเหล่านั้นขึ้นมา เติมเชื้อเพลิงสุมไฟให้ลุกโชน จากนั้นก็ชักจูงให้พวกเขามาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้

เด็กหญิงพูดต่อ ศิลปินต้องมีมือสองมือ พิธีกรรมนี้ต้องใช้คนสองคน คนหนึ่งคือมือที่ใช้สร้างสรรค์งาน ส่วนอีกคน คือมือที่ใช้กรีดเลือดจากร่างกายออกมาแบบนี้ยังไงล่ะ ! “ เธอชี้นิ้วไปยังรูปภาพที่วาดขึ้นจากเลือด

ภาพพวกนี้น่ะ ถูกวาดขึ้นจากเลือดเนื้อของพวกเขาทั้งนั้น ! “

เมรินทร์หันมันหาใบหม่อนทันที เธอรีบถาม แต่ฉันไม่เคยมีศัตรูที่ไหน ! ใครกันจะปองร้ายฉันขนาดที่จะฆ่าแกงกันแบบนี้ ?! “

มีสิ มีแน่ หลักฐานก็คือแผลที่ปลายนิ้วของเธอนั่นยังไงล่ะ ใบหม่อนปรายตามองไปที่แขนขวาของเมรินทร์

แผลนี่ ?! ฉันจำไม่ได้แล้วว่าได้มันมาได้ยังไง เมรินทร์ครุ่นคิด ไม่ใช่อาจารย์เหรอที่เป็นคนทำมัน ?! “

ไม่ใช่เขาหรอก คนที่ถือมีดเล่มนั้นและใช้มันสร้างบาดแผลนี้ให้เธอ เขาคือส่วนหนึ่งของภาพวาดเช่นเดียวกับเธอ ผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไป พวกเธอสองคนจะติดอยู่ในห้วงแห่งความทรมานนี้ไปตลอดกาล ! “  ใบหม่อนพูดเสียงจริงจัง เมรินทร์น้ำตาไหล 

ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ ?! ฉันจะออกไปจากที่นี่ยังไง ฉันจะหยุด—” เธอมองแขนของตน สีดำกินขึ้นมาจากข้อศอกของเธอ ใกล้จะถึงหัวไหล่แล้ว

ฉันจะหยุดมันยังไงดี !!! เมรินทร์ร้องไห้ออกมา เธอไม่รู้สึกถึงแขนขวาข้างที่ถนัดของตนอีกต่อไป

ฉันแค่อยากเป็นศิลปินที่ใคร ๆ ก็ยกย่อง เป็นคนที่ถูกยอมรับในความสามารถ ไม่มีใครกล้าดูถูก ถ้าฉันเป็นศิลปินอันดับหนึ่งได้ ชีวิต—”  เธอกลืนน้ำตาด้วยความหวาดกลัว

เธอก็เหมือนกับทุกคนที่ติดอยู่ที่นี่ ทุกคนมีความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่ก็กลับต้องมาตกเป็นเหยื่อของคนชั่วที่หวังจะครอบครองทุกสิ่งไว้กับตัวเอง แม้แต่ตัวฉันเอง ฉันก็ไม่ได้ออกไปไหน ประตูนี้เปิดขึ้นแค่สิบปีครั้ง ฉันไม่อยากให้ใครต้องเข้ามาสังเวยตัวเองในนี้อีกแล้ว ฉันทนไม่ไหวแล้วที่ต้องหลบซ่อนตัวในขุมนรกนี่

ฉันจะออกไปได้ยังไง ! “ เมรินทร์สะอื้น เธอถามใบหม่อนอย่างสิ้นหวัง 

วิ่งออกไป ไปยังรูปปั้นตรงปากทางเข้าหอศิลป์ ที่มือของรูปปั้น มีดที่ใช้กรีดนิ้วของเธอ มันถูกวางไว้ที่นั่นมาตลอด ใช้มีดเล่มนั้นตัดแขนของเธอทิ้งเสีย ก่อนที่ร่างของเธอจะละลายหายไปเหมือนกับพวกเขา ! “

วิ่ง วิ่งไปตามทางนี้เหรอ ? “ เมรินทร์มองไปยังทางเดินมืดมิดข้างหน้า เธอไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ไหม แต่ในสถานการณ์วิกฤติแบบนี้ คงไม่มีอะไรจะให้เสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว

ออกไปจากเขตแดนอาถรรพ์นี่ ก่อนที่มันจะปิดลง เธอมีเวลาไม่มากแล้ว—”

ขณะที่ใบหม่อนกำลังพูด เมรินทร์เห็นสิ่งหนึ่งกำลังขยับอยู่ในรูปภาพด้านหลังเธอ ในห้องที่นายจำเริญถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น ร่างสีขาวนั้นอีกแล้ว แต่คราวนี้มันค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน . . . แล้วออกวิ่งมาทางนี้ !!!

เมรินทร์อ้าปากค้าง เธอเสียสติเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ทัน

แม่ของฉันรออยู่ข้างนอกนั่น แม่รอที่จะได้พบฉัน แต่ฉันออกไปไม่ได้ บอกแม่ของฉัน เผา—”

มือสีขาวพุ่งทะลุออกมาจากรูปภาพนั้น มันคว้าไปที่ร่างของใบหม่อน เด็กสาวกรีดร้อง เธอยื่นมือมาพร้อมกับแววตาที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก ร่างของเธอถูกดึงหายเข้าไปในกรอบรูป พร้อมกับเสียงกรีดร้องดังสนั่นไปทั่วทั้งหอศิลปะ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !!!

 แล้วกรอบรูปนั้นก็ร่วงจากกำแพงลงบนพื้นอย่างแรง เมรินทร์ยกมือซ้ายขึ้นกุมหน้าอกไว้แน่น ตาเบิกโพลงไม่กล้ากะพริบ เธอไม่กล้าแม้แต่จะเรียกชื่อใบหม่อน    

 เลือดสด ๆ ไหลออกมาจากกรอบรูปที่คว่ำลง มันแผ่กระจายไปทั่วพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงขู่คำรามซึ่งดังขึ้นจากทางเดินที่ผ่านมา นี่คือชะตากรรมของเธองั้นหรือ เมรินทร์ไม่คิดอะไรอีกแล้ว เธอออกวิ่งไปยังความมืดด้านหน้า ผ่านแนวผ้าม่านสีน้ำเงินไป ตอนนี้ทางเดินสว่างขึ้นด้วยแสงเทียนที่ติดไว้เต็มสองข้างกำแพง แล้วเธอก็พบกับสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในความมืดตลอดเวลาที่ผ่านมา

 เมรินทร์น้ำตาคลอ ปากสั่นไม่หยุด เธอตื่นจากฝันร้ายในยามเย็น เพื่อมาพบกับสิ่งที่เลวร้ายกว่าในค่ำคืนนี้    

 เสาหินปูนขนาดครึ่งลำตัวคน พวกมันถูกวางเรียงไว้ตลอดแนวสองข้างทาง บนแท่นยอดเสานั้น มีรูปปั้นหลายอิริยาบถตั้งเอาไว้ แสงเทียนฉายลงบนร่างของพวกมัน

 รูปปั้นเหล่านั้นคือร่างกายมนุษย์ที่ถูกถลกหนังออกจนเกลี้ยง !

บ้างก็ไม่มีแขนขา มีเพียงลำตัว บ้างก็ยืนตระหง่านอยู่ทั้งตัว แต่ส่วนหัวหายไป บางแท่งเสาก็มีแต่หัวที่ตั้งไว้ บ้างก็เหลือแต่เพียงขากรรไกรล่าง กับลิ้นที่กระดิกไปมาอย่างบ้าคลั่ง สะบัดเอาเลือดและน้ำลายกระจายไปทั่ว พวกเขากำลังทำสิ่งเดียวกัน นั่นคือกำลังท่องบทสวดมนต์ประหลาดที่ฟังไม่รู้เรื่องไปพร้อม ๆ กัน !

 เลือดไหลจากร่างเนื้อน่าสยดสยองเหล่านั้นลงมาตามเสาหิน แสงเทียนยังเผยให้เห็นตัวอักษรแปลกประหลาดที่ถูกสลักไว้บนมัดกล้ามเนื้อของพวกเขา ตัวอักษรสีดำ ท่ามกลางสายเลือดสีแดงฉานที่ทะลักออกจากมัดกล้ามเนื้อเหมือนผ้าชุ่มน้ำที่ถูกขยี้ ร่างกายของพวกเขาสั่นกระตุกไปมา ทำให้ตัวอักษรพวกนั้นขยับได้ราวกับฝูงหนอนแมลงที่ชอนไช  ไม่ว่าบนพื้นหรือบนกำแพง ตัวอักษรเหล่านั้นก็ได้ถูกสลักไว้แทบทุกกระเบียดนิ้ว กลิ่นเหม็นคาว กลิ่นควันธูปขโมงไปทั่วทางเดิน ลมแรงวูบใหญ่พัดมาจากด้านหลังของเธอ พร้อมกับเสียงสัตว์ร้ายที่กำลังพุ่งเข้ามา !

 เมรินทร์กรีดร้องเสียงหลง เธอออกวิ่งไปโดยไม่คิดชีวิต ทันใดนั้นเหล่ารูปปั้นก็ทำสิ่งเดียวกับเธอ พวกเขาอ้าปากกว้างจนกล้ามเนื้อฉีกออก แล้วส่งเสียงร้องโหยหวนดังไล่หลังเธอมา เสียงของชายหนุ่มที่เข้มแข็ง หญิงสาวผู้เปราะบาง เด็กน้อยไร้เดียงสา หรือเสียงของคนชรา พวกเขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกอย่างดังคลอไปกับเสียงสวดมนต์น่าขนลุกนั้น

 แท่งเสาตั้งกระหนาบเต็มสองข้างทาง รูปปั้นบิดเบี้ยวเหล่านี้พร้อมใจกันกรีดร้องเมื่อเธอวิ่งผ่านไป บ้างก็หลับตา บ้างก็ปล่อยให้ดวงตาหรือลิ้นหลุดลงมากองกับพื้น แสงเทียนดับวูบไล่หลังเธอมาเรื่อย ๆ เมรินทร์วิ่งทะยานไปโดยไม่กลัวว่าจะหกล้ม !

ช่วยด้วย !!! “

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ช่วยด้วย !!!!!!!!!! “

แม่ !!!!!!!!!!! “

อ๊ากกกกกกกกกกกกกก !!!! “

 หญิงสาวร้องไห้ไปด้วยขณะที่กำลังวิ่ง เธอกำลังวิ่งผ่านขุมนรกที่ไร้เปลวไฟ เสียงแท่งเสาหินล้มลงกระแทกพื้นแตกกระจายอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกบดขยี้ ถูกฉีกกระชาก ผู้คนเหล่านี้ยังคงกรีดร้องอย่างน่าเวทนา ไม่ต่างกับสัตว์ในโรงเชือดที่กำลังถูกจับออกไปฆ่าทีละตัว ทุกอย่างตามมาด้วยเสียงคำรามลั่นของสิ่งที่กำลังตามหลังเธอมา !

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด !!!!!

 เมรินทร์หลับตาวิ่ง เสียงของเธอดังสะท้อนไปทั่วหอศิลปะอันมืดมิด ทั้งเสียงฝีเท้า และเสียงหายใจหอบหืด เธอได้ยินเสียงฝนกรรโชกดังลั่นมาจากด้านบน ความเคลื่อนไหวทั้งหมดหยุดลงทันที

 ฉับพลัน บรรยากาศทั้งหมดก็นิ่งสงบลงทันตา เมรินทร์ยกเปลือกตาที่ชุ่มน้ำตาของเธอขึ้น พยายามหายใจให้ทันกับความต้องการของร่างกาย ขณะที่ร่างกายโซเซคล้ายจะล้มลง

ความบ้าคลั่งที่ไล่หลังเธอมาได้หยุดลงแล้ว ตอนนี้ เธอกำลังยืนขาสั่นอยู่ตามลำพัง ในหอศิลปะที่เธอคุ้นเคยแขนขวาของเธอกลายเป็นสีดำสนิทไปทั้งแขน

.. ฮือออ

นั่นคือเสียงร้องไห้ของเธอเอง รองเท้าข้างหนึ่งของเธอหลุดไปขณะที่วิ่ง ข้าวของในกระเป๋าก็เช่นกัน ชายเสื้อนักศึกษาหลุดลุ่ยออกจากกระโปรง อาบเหงื่อไปทั่วร่างกาย เธอมองไปรอบตัวอย่างเหนื่อยอ่อน เธอใกล้จะหมดสติเต็มที

 หญิงสาวพาตนเองมายังปากทางเข้าหอศิลปะได้ เธอพยายามเดินให้เร็วที่สุด แต่ค่ำคืนนี้ผ่านไปช้าเหลือเกิน

 เมรินทร์ทรุดตัวลงกองกับพื้น เธอร้องไห้ออกมาไม่หยุด ยิ่งเมื่อเห็นว่าสีดำนั้นได้แผ่มาถึงกระดูกไหปลาร้าของเธอ ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังเข้าไปเต็มที

ฉัน ทำผิดอะไร กัน เธอสะอื้นจนตัวสั่น เมื่อร่างกายซีกขวาของเธอกำลังหมดความรู้สึกไป เธออยากมีชีวิตรอด เธออยากกลับออกไปสัมผัสความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ ได้ยินเสียงนกร้อง มองเห็นดอกไม้อันสวยงาม ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่เธอรัก และวาดความรู้สึกทั้งหมดนั้นออกมาอีกครั้ง แต่ทุกอย่างได้จบสิ้นลงแล้ว ความรู้สึกจากใจของเธอจะไม่มีวันส่งไปถึงใจของใครอีก เธอทิ้งร่างกายบอบบางนอนแผ่ลงกับพื้น ขาทั้งสองบิดไปมาคล้ายปลาช่อนพ้นน้ำ น้ำตาไหลอาบสองแก้ม

 เรี่ยวแรงของเธอหมดลงแล้ว ยาที่ต้องกินก็หล่นหายกระจายไปจนสิ้น ภาพความภูมิใจที่เกิดจากมือขวาของเธอกำลังระเหยหายไป ทิ้งเธอไว้บนพื้นหินอ่อนอันหนาวเย็นใจกลางหอศิลปะที่กลายเป็นขุมนรกแห่งนี้     ภาพสยดสยองและเสียงกรีดร้องค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาตามร่างกายของเธอ เมรินทร์ร้องไห้อย่างสิ้นหวัง   

แล้วทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น

เมรินทร์ได้สติกลับมาชั่วขณะ ไฟแห่งความหวังถูกจุดให้ติดขึ้นอีกครั้งท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋าที่ห่างออกไปไม่ไกล เธอรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของมันได้ หางตาของเธอมองเห็นแสงสว่างออกมาจากในกระเป๋า เธอจะตะเกียกตะกายใช้แรงเฮือกสุดท้าย บนร่างกายที่เกือบจะเหลือเพียงครึ่งซีกเท่านั้น

เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ใช้ปลายนิ้วกดรับสาย และเสียงที่ดังออกมานั่นก็คือ 

 นี่ ! เมรินทร์ !

 หญิงสาวตาเบิกโพลงด้วยความหวังที่จะมีชีวิตรอด นั่นคือเสียงของเจน ! เพื่อนร่วมหอที่กำลังรอให้เธอซื้อข้าวกลับไปให้ ตัวตนของเธอยังไม่ได้หายไปจากความเป็นจริง !

เมรินทร์ ! “ เจนตะโกนซ้ำ เมื่อได้ยินดังนั้น เรี่ยวแรงของเธอก็กลับมาอีกครั้ง เมรินทร์จับโทรศัพท์ไว้แน่น

เจน ! เจน เจนได้ยินฉันไหม ?! เจน ! “

ปลายสายเงียบ

เจน ! โทรแจ้งตำรวจที ฉันโดนอาจารย์ทำร้าย ที่ ที่นี่ ! “ 

ปลายสายยังคงเงียบ

 “ ที่นี่มีคนตาย ! เจ เจน เธอได้ยินฉันไหม ?! เจน !! “

เมรินทร์พยายามเค้นเสียงเพื่อให้เพื่อนได้ยิน แต่ปลายเสียงกลับตอบรับเธอด้วยความเงียบเท่านั้น

เจน !!! เจนได้ยินฉันไหม โทรหาตำรวจ ! ช่วยฉันที ! ฉันยังไม่อยากตาย ! อาจารย์ ! “

เจน !!!

สิ้นเสียงนั้น แสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์ของเธอก็ดับวูบไป หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเธอกลายเป็นสีดำ

เช่นเดียวกับคอของเธอที่เริ่มถูกสีดำกล้ำกราย เมรินทร์ไม่สามารถขยับคอได้ เธอนอนนิ่ง อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลง ผ่านเส้นผมยาวที่เปียกเหงื่ออยู่บนใบหน้า

เสียงฝีเท้าหนึ่งใกล้เข้ามา

เมรินทร์ได้ยินมันชัดเต็มสองหู แต่เธอก็ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้อีกแล้ว

เธอนึกถึงใบหม่อน กับสิ่งเด็กสาวคนนั้นพูด ว่าแม่ของเธอยังรออยู่ข้างนอกนี่

เมรินทร์น้ำตาไหลออกมาเป็นระลอก เธอนึกภาพที่เด็กคนนั้นถูกกระชากหายเข้าไปในภาพของนายจำเริญ

เธออยากขอความช่วยเหลือจากแม่ของใบหม่อน แต่เธอไม่สามารถขยับตัวได้เลย

เธออยากบอกแม่ของเด็กสาวได้รับรู้ ถึงสิ่งที่เกิดกับลูกสาวของเธอ แต่เมรินทร์ก็ทำได้เพียงแค่คิด

เสียงฝีเท้านั้นใกล้เข้ามา จมูกของเธอยังได้กลิ่น

มันคือกลิ่นคาวเลือด

มือคู่หนึ่งจับไปที่ข้อเท้าของเธอ พวกมันช่างหยาบกร้าน มันยกเท้าของเธอขึ้น พร้อมกับลากร่างกายของเธอไปตามพื้น กลับไปยังทางเดินที่ผ่านมา

เมรินทร์ไม่อาจต่อสู้ขัดขืนใดใดได้ เธอปล่อยให้มือคู่นั้นพาร่างกายของเธอไปตามพื้น น้ำตาไหลรินเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่สีดำจะกลืนขึ้นมาถึงใบหน้า

เสียงพูดหนึ่งดังในความมืด

ภาพวาดของท่าน จะไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป

 

. . .

 

 ในห้องพักของเมรินทร์ หน้าต่างและไฟทุกดวงในห้องต่างถูกปิดสนิท มีเพียงแสงสว่างจากเทียนสองเล่มเท่านั้น ซึ่งระหว่างเทียนทั้งสองเล่มนี้ ก็มีมัดเส้นผมผูกเชื่อมพวกมันเอาไว้ เทียนทั้งสองถูกตั้งไว้หน้ากระจกเงาบานหนึ่ง ในตอนนี้ สภาพห้องได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ข้าวของที่เคยรกรุงรังของเมรินทร์ถูกนำไปยัดกองไว้ที่มุมห้องข้างเตียงของเธอ และที่โต๊ะตัวนี้ มันมีทั้งเศษกระดูก ชามใส่เลือด ใบตาน และของสำหรับประกอบพิธีกรรมมากมาย

ทันใดนั้นเอง ลมแรงก็พัดมาจากด้านหลัง แสงสว่างจากเทียนเล่มหนึ่งดับมืดไปทันที !

 หญิงสาวตกใจเพราะกระแสลมลึกลับและเทียนที่ดับวูบไป แต่ในห้องยังคงมีแสงสว่างจากเทียนอีกเล่มที่เหลือ ส่วนเทียนเล่มที่ดับไปนั้นทิ้งไว้แต่เพียงพรายควันสีเทา  

กลิ่นควันธูปลอยโขมงไปทั่วห้อง หญิงสาวตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอกลืนน้ำลายและกำลังจะลุกจากที่นั่งไปเปิดไฟ แต่แล้วสมองก็นึกถึงคำสั่งในพิธีนี้ขึ้นมาได้

 บ้าจริง ห้ามเปิดไฟ เกือบไปแล้ว ! “  เจนบ่นกับตนเอง เธอกลับมายืนหน้าเปลวเทียนอีกหนึ่งดวงที่เหลืออยู่ สายตาของเจนเต็มไปด้วยความลังเล ว่าแล้วเธอก็พูดขึ้นกับตนเอง

ต่อไป มีด  

เธอเดินไปยังตู้เสื้อผ้า ท่ามกลางความมืด เธอเปิดลิ้นชักเล็ก ๆ ของตู้แล้วล้วงมือลงไปคลำหามีดที่ซ่อนเอาไว้

มีดจากรูปปั้นพระพิฆเนศ ที่ปากทางเข้าหอศิลปะนั่นเอง

อยู่ไหนนะ ?! “ เธอบ่นกับตัวเอง ทั้งที่ลิ้นชักนั้นก็ไม่ได้กว้างเลย แต่เธอกลับหามีดเล่มดังกล่าวไม่เจอ

ผลงานของท่าน ชักนำเอาความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ออกมาได้ ‘ 

นั่นคือคำพูดที่ผู้คนต่างบอกต่อกันมา ผลงานของอาจารย์ ทั้งภาพเขียนและรูปปั้นที่มีความหมายอันทรงพลังเบื้องหลัง ต่างแฝงไปด้วย จิตวิญญาณ อันแข็งกล้า จึงสามารถส่งข้อความในใจของท่านไปยังผู้ที่รับชมได้

 เจนเคยมีโอกาสได้เข้าไปเดินชมผลงานในหอศิลปะ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ชอบในงานศิลปะเลยแม้แต่น้อย

แต่ก็เพราะแฟนหนุ่มของเธอเป็นคนพาไป ด้วยความที่เธอรักเขามาก เธอจึงยอมติดสอยห้อยตามไป

 โดยปกติแล้ว เจนจะมองงานส่วนใหญ่เพียงผิวเผิน ไม่ว่าจะไปเที่ยวนิทรรศการศิลปะแห่งใด เธอจะขอให้แฟนหนุ่มถ่ายรูปตัวเธอติดกับผลงานเหล่านั้น เพื่อใช้พวกมันเป็นพื้นหลังที่น่ามอง 

 ปรากฏว่า แม้แต่กับจิตใจที่ปิดรับงานศิลปะทุกประเภท งานประติมากรรมขนาดยักษ์ของอาจารย์ ก็สามารถดึงความปรารถนาที่จมอยู่ลึกในใจของเธอขึ้นมาได้ 

 ความแค้นและความเกลียดชังต่อเมรินทร์ ในวันที่เธอเสียแฟนไป จากเหตุการณ์อันน่าสลดเมื่อหนึ่งปีก่อน

ในเช้าอันแสนเร่งรีบวันหนึ่ง ช่วงเวลาคับขันของนักศึกษาหลายคน

แฟนหนุ่มของเธอตื่นสาย เนื่องจากอ่านหนังสือดึกจนเกินไป เขารีบร้อนจะไปสอบให้ทัน ความมั่นใจนั้นพกไปเต็มอก ความรู้ก็มีอยู่คู่สมองอย่างเต็มเปี่ยม เขาเป็นนักเรียนทุนอนาคตไกล

 แม้กองทัพจะเดินด้วยเท้า แต่ก่อนถึงเท้าก็มีท้องมากั้นไว้ แฟนของเจนจึงแวะเข้าร้านสะดวกซื้อสามัญประจำประเทศ เขาต้องการอาหารเช้าอย่างเร่งด่วน

 หญิงสาวที่ยืนอยู่หลังแคชเชียร์ก็ไม่ใช่ใคร เธอคือเมรินทร์

คณะของเธอแตกต่างจากคณะทั่วไป ตารางการจัดสอบก็ไม่พร้อมกับคนส่วนใหญ่ บวกกับความสามารถของเธอ เมรินทร์จึงใช้เวลาว่างมาทำงานหารายได้อยู่ในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

 นั่นเป็นช่วงเวลาลงเวรของเธอแล้ว แต่เพื่อนที่จะมาผลัดเปลี่ยนงานกันยังไม่ปรากฏตัว เมรินทร์จึงจำต้องรับหน้าที่ต่อไปอย่างอ่อนล้า เธออดนอนมาทั้งคืน

แน่นอนว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายยิ่งกว่าการกะพริบตา เธอสลับของที่ต้องนำไปอุ่นในไมโครเวฟมั่วไปหมด เนื่องด้วยทั้งลูกค้าที่เป็นนักศึกษาและคนวัยทำงานจำนวนมาก ทุกอย่างจึงยุ่งเหยิงยิ่งกว่าสายไฟฟ้าบนเสาไฟใกล้สะพานลอย

 เมรินทร์ได้แต่ขอโทษขอโพยไปตามที่ผิด หลายคนก็ให้อภัยเพราะความสวยของเธอ และหลายคนก็โวยวาย แต่แฟนหนุ่มของเจนไม่ใช่หนึ่งในสองประเภทนั้น เขาตัดสินใจเดินออกจากร้านไปเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะเข้าสอบไม่ทัน

 และสิ่งที่เขากังวลก็เป็นจริง แฟนหนุ่มของเจนเข้าสอบไม่ทัน และนั่นทำให้เขาหมดสิทธิ์สอบประจำภาคของวิชาที่มีหน่วยกิตเยอะที่สุด ดังที่เขาทุ่มเทแรงกายอ่านมาทั้งคืน

 ความหวังในการคว้าเกียรตินิยมหลุดลอยไปนับแต่วินาทีที่ประตูห้องสอบปิด ความหวังที่จะได้รับทุนมูลค่ามหาศาลก็เช่นกัน ความผิดหวังจากบุพการีถาโถมเข้ามาแทน พร้อมกับน้ำตาของชายหนุ่มที่ไหลไม่หยุด

 ไม่ว่าเจนจะพยายามปลอบใจเขาอย่างไร แต่มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เช้าวันหนึ่ง แฟนหนุ่มของเจน ตัดสินใจทิ้งตัวลงมาจากดาดฟ้าตึกที่สอบ ฝากคราบเลือดติดไว้บนอิฐตัวหนอนด้านล่างตึกไปอีกนานแสนนาน

 ข่าวดังแพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัย แม้แต่สาวอารมณ์ศิลป์ขี้เซาอย่างเมรินทร์ก็รู้เรื่องนี้เข้า แน่นอนว่าเธอรู้สึกผิดจนถึงกับร้องไห้ออกมา ความรู้สึกผิดนี้เล่นงานเธอจนต้องตัดสินใจเลิกทำงานประจำที่ร้านค้าแห่งนั้น และด้วยความเกรงกลัว เธอจึงเลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้กับเจน ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอ

 แต่เจนก็สืบหาดูจนรู้ได้อยู่ดี ว่าใครทำงานที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น ในเช้าวันนั้น

เธอเป็นผู้หญิงฉลาด ความจำดีเลิศ นักศึกษาสาวคณะเภสัชศาสตร์ไม่เพียงที่เธอสามารถจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่เธอยังหาจุดเชื่อมโยงในสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นได้ดียิ่งกว่า แม้ว่าแฟนหนุ่มของเธอจะตัดสินใจจบชีวิตตนเอง แต่เจนก็อาฆาตและต้องการจะหาคนผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

อาจารย์ประจำวิชา และผู้ใหญ่ของบริหารมหาวิทยาลัยที่สร้างกฎเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นมา ทำให้แฟนของเธอต้องหมดสิทธิ์สอบ

 หรือเพื่อนร่วมห้องของเธอ ที่ทำให้เขาต้องไปสอบไม่ทัน

เจนเก็บความแค้นของตนไว้ลึก กลบฝังมันด้วยความโศกเศร้าอันยาวนาน แม้จะพยายามปล่อยวางไปสักเพียงใด แต่ลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจนั้น เสียงของความแค้นยังคงดังกังวาน เธอต้องการหาคนมารับผิดชอบ

จนเมื่อเธอกลับมายังหอศิลปะแห่งนี้ สถานที่ที่พวกเขาทั้งสองเคยมาเที่ยวด้วยกัน

เธอได้แหงนหน้ามองขึ้นไปยังดวงตาของรูปปั้นขนาดยักษ์นั้น

สูงเทียมฟ้า แต่ท่านก็แหงนหน้ามองลงมา ดวงตาของท่านเทพ ปลุกเอาความแค้นในใจเธอให้ตื่นขึ้นมา

และเมื่อมองกลับลงมาที่ฐานของรูปปั้นมหึมา

อาจารย์ ก็นั่งมองมาทางนี้

 

เจนตกลงทุกสิ่งกับอาจารย์ เธอคล้อยตามคำพูดของเขาอย่างง่ายดาย เธอรับมีดแกะสลักเล่มนั้นมาจากอาจารย์ของเมรินทร์ และฟังคำสั่งที่ท่านกำชับในการทำพิธีนี้มาทั้งหมด เมื่อค่ำคืนที่รอคอยมาถึง เจนตัดสินใจใช้ความรู้ที่มี ในการทำให้ร่างกายของเมรินทร์เปราะบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 เพื่อที่จะสามารถสร้างบาดแผลบนมือของเมรินทร์ได้ง่าย ๆ เจนจึงแอบผสมยานอนหลับจำนวนมากลงในน้ำที่เมรินทร์ดื่ม และระหว่างที่เธอสลบไป เจนก็ได้นำยาที่ชื่อ เฮพาริน มาฉีดเข้าสู่เส้นเลือดของเธอ เพื่อทำให้เลือดไหลออกจากแผลนั้นไม่หยุด รวมถึงการถอดสายชาร์จโทรศัพท์ของเมรินทร์ออก เพื่อจำกัดให้เธอใช้งานโทรศัพท์ได้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ผิดสังเกตจนทำให้เธอไหวตัวทัน 

 สุดท้าย เพื่อเพิ่มความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ทำให้ถึงกับตายก่อนจะไปถึงมือของอาจารย์ เจนได้แอบสับเปลี่ยนยาโรคความดันที่เมรินทร์ต้องทาน เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ และยาระงับประสาทที่เสริมฤทธิ์กันจำนวนมาก เพื่อที่เมื่อเธอทานยาเหล่านี้เข้าไปนั้น ความตายจะได้ทำงานของมันได้ง่ายยิ่งขึ้น ทุกสิ่งดำเนินไปตามแผนที่ถูกวางไว้อย่างรอบคอบ ภายใต้ความเคียดแค้น

 

 ระหว่างที่รอ เจนก็จัดการสร้างลานพิธีขึ้นโดยไม่รอช้า เธอพร้อมที่จะทำให้เมรินทร์หายไปจากโลกแห่งความเป็นจริงเสียที

 เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เจนจึงตัดสินใจโทรไปหาเมรินทร์ เพื่อตรวจดูว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ไหม

ทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย เจนตกใจและเครียดมาก เธอคิดว่าพิธีกรรมนี้อาจไม่สำเร็จ ยิ่งเมื่อเมรินทร์ตะโกนกลับมา และโทรศัพท์แบตหมดไปเช่นนั้น เธอมีแต่ความค้างคา ตามลำพังท่ามกลางความมืดรอบข้าง 

 แต่แล้ว เมื่อมีกระแสลมพัดมาในห้องที่ปิดตายนี้ ดับเทียนไขเล่มนั้นลงไป

เจนก็รู้ได้ทันที ว่าพิธีกรรมสำเร็จ

ตอนนี้ สิ่งที่เธอต้องหา ก็คือมีดเล่มนั้น เพื่อมาทำพิธีในส่วนของตนต่อให้จบ เธอต้องใช้มีดเล่มนั้นแทงกระจกที่ตั้งอยู่ตรงหน้าให้แตก แต่จนแล้วจนรอด ธอก็ยังหามีดเล่มนั้นไม่เจอ

โอ๊ย !!! “ เจนร้องลั่น เมื่อปลายนิ้วของเธอถูกของมีคมบาดเข้าไปอย่างแรง เธอรีบดึงมือออกมาจากลิ้นชักนั้น จากนั้นจึงกระชากลิ้นชากออกมาโยนไว้บนพื้น

มีดเล่มนั้นหายไป

บ้าอะไรวะเนี่ย ?! “ เธอสบถ แล้วก็รีบเดินกลับมายืนใกล้แสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่ในห้อง เลือดไหลลงจากปลายนิ้วชี้ของเธอ

หายไปจากโลกของความเป็นจริง ไม่มีใครจำได้อีกต่อไป แต่ทำไมฉันถึงยังจำหน้ามันได้ชัดอยู่เลย ! “

เจนก่นด่าอยู่คนเดียว เธออารมณ์เสียเพราะความเจ็บปวดที่ปลายนิ้ว แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น

กรรรรร !!!!

 เจนสะดุ้งสุดตัว เธอถอยหลังหนีจากความมืดทั้งมวล รีบขยับตัวเข้าใกล้เปลวเทียนที่กำลังโบกสะบัดดวงนั้น แสงสว่างจากปลายเทียนหมุนไปหมุนหมา ฉับพลัน กลิ่นเหม็นคาวแสบจมูกก็ถาโถมเข้าใส่ มีบางสิ่งจ้องมองออกมาจากความมืดในห้องของเธอ !  

 เจนทั้งตกใจและกลัวจนพูดอะไรไม่ออก เธอต้องการหยุดพิธีนี้ลง ! แต่ขณะที่กำลังจะตรงไปเปิดไฟ หยดเลือดจากปลายนิ้วชี้ของเธอก็ร่วงลงกระทบฝ่าเท้า เธอยกมือขึ้นมาดู เมื่อแสงสว่างจากเปลวเทียนส่องมาถึงจึงเห็นว่า

 เลือดของเธอมีสีดำ  

?!! เจนสติแตกอ้าปากค้าง สำลักลมหายใจของตนจนพูดออกมาไม่ได้ เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ลมแรงระลอกใหญ่พัดโถมเข้ามาจากด้านหลัง บางสิ่งกำลังพุ่งเข้ามาหาเธอ เจนตกใจและเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนของตนในกระจก  สิ่งที่เธอเห็นนั้น . . .  

 

 

 

 

ส่งท้าย

20 ปีต่อมา

 หญิงวัยกลางคนนางหนึ่ง กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในบ้านสองชั้นขนาดใหญ่ ห้องนั่งเล่นของเธอถูกตกแต่งอย่างสวยงาม มีต้นไม้ประดับในกระถางสีโทนเย็น เสริมให้บรรยากาศร่มเย็นสบายตา แถมยังมีตาข่ายดักฝันที่สร้างจากเชือกหลากสีและขนนกมากมายแขวนไว้เหนือประตูและหน้าต่าง เธอกำลังพักผ่อนในบ่ายวันอาทิตย์หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า วันครอบครัว วันซึ่งเธอหยุดงานและใช้เวลาอยู่ที่บ้าน

 เสียงประตูบ้านเลื่อนเปิดออก รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างเรียบง่าย ประตูเลื่อนปิดเองโดยอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า หญิงสาวคนหนึ่งเปิดประตูรถลงมา เธอเป็นสาวผิวนวลสวย นิ้วมือเรียวงาม ใบหน้ากลมมนได้สัดส่วน เธอย้อมผมยาวสีแดงดูเร่าร้อน ขับกับผิวนวลเนียน แต่งตัวสุภาพเรียบร้อยแต่ก็โก้หรูจนผู้คนต้องเหลียวมอง ชุดเดรสสั้นสีดำของเธอทำให้บุกคลิกของเธอดูโฉบเฉี่ยวและลึกลับน่าค้นหา โดยเฉพาะเข็มขัดราคาแพงที่เธอคาดไว้รอบเอว

 หญิงสาวเปิดประตูเดินขึ้นมาบนบ้าน แต่เธอไม่ได้มาตามลำพัง หลังจากที่เธอเปิดประตูค้างไว้สักพัก เธอก็ยกรูปภาพขนาดใหญ่ขึ้นมาอวดแก่แม่ของเธอ

 “ ดูสิคะแม่ ว่าหนูประมูลได้อะไรมา ! “ เธอพูดเสียงใส แววตาร่าเริง

“ หืม ?! รูปอะไรหละนั่น ใหญ่เชียว ยกมานี่ซิ “ แม่ของเธอพยายามหรี่ตามอง หญิงสาวจึงใช้สองมือประคองกรอบรูปนั้นมาวางไว้บนโต๊ะหน้าโทรทัศน์ที่แม่ของเธอกำลังรับชมอยู่

“ นี่ไงคะ “

ภาพวาดน้ำตกโทนสีชมพู เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่ร่วงหล่นลงไปพร้อมกัน ด้านบนของผาน้ำตกเป็นป่าหิมพานต์อันร่มรื่น ลวดลายของกิ่งไม้และเถาวัลย์สลับซับซ้อนเหมือนกระจุกสายไฟที่นกชอบเกาะในเมือง พวกมันดูสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ แสดงถึงความเอาในใส่ในรายละเอียดเล็ก ๆ จนทำให้ผืนป่าดูเสมือนภาพถ่ายของจริง ท้องฟ้าเป็นสีม่วงคราม เส้นขอบของน้ำตกตัดกับท้องฟ้าด้วยแสงสีเหลืองยามเย็น มีละอองเมฆลอยเหมือนลมหายใจของผืนป่า ไอน้ำระเหยขึ้นจากโขดหินที่ถูกม่านน้ำตกร่วงลงไปกระทบจนแตกเป็นฟอง โขดหินมากมายตีกระแสน้ำจนกลายเป็นฟองฟู่สีขาวคล้ายแชมเปญที่เพิ่งถูกเปิดขวด ท่ามกลางฟองอากาศที่กำลังสลายตัวกลายเป็นธารน้ำนิ่งเหล่านั้น มีกลีบของดอกไม้ป่าแทรกปะปนอยู่แทบทุกอณู รายละเอียดแสงเงาในหยดน้ำเหล่านั้นช่างละเอียดและบรรจง ทำให้ภาพวาดนี้ดูเหมือนภาพถ่ายสถานที่ที่มีอยู่จริงในจินตนาการของศิลปินเอง

 และที่ใจกลางของน้ำตกนั้น มีกินรีสาวสองตน กำลังอาบน้ำอยู่ด้วยกัน นางหนึ่งมีใบหน้าสวยหวาน แก้มใสอมชมพูเห็นเลือดฝาดระเรื่อ เธอมีผิวสีขาวนวล ดวงตากลมโตงดงามราวกับเพชรน้ำหนึ่ง จมูกโด่งสวยได้รูป รอยยิ้มบนใบหน้าของเธองดงามยิ่งกว่าดอกไม้ป่าใดใด เธอคือดอกไม้สวรรค์ที่เบ่งบานอยู่กลางน้ำตก

 ในขณะที่อีกนาง เธอมีผิวขาวราวกับสำลีหรือปุยนุ่น ใบหน้าและรอบยิ้มสวยไม่แพ้กัน ผิวพรรณของเธอเนียนละเอียดเปล่งปลั่ง สัดส่วนอวบอัดดูเย้ายวนใจแม้ในสายตาของสตรีเพศด้วยกัน พวกเธอสวมเครื่องนุ่งห่มของนางฟ้าในวรรณคดี ชายผ้าระยิบระยับพลิ้วไหวไปตามกระแสน้ำเชี่ยวกราก ต่างฝ่ายต่างปลดเปลื้องผืนผ้าอันบอบบางของกันออกจากร่างกายอันเลอค่า ราวกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยลงไปยังหุบเหวน้ำตกเบื้องล่าง

ความรักของพวกเธอเบ่งบานเหนือยอดน้ำตกแห่งขุนเขาหิมพานต์นี้

 “ หนูประมูลได้มาค่ะแม่ ให้ทายว่าเท่าไหร่ ? “

“ อืม เป็นฉันคงไม่ทู่ซี้ไปเกินเจ็ดพันหรอก “

“ ห้าหมื่นค่ะแม่ “

หญิงวัยกลางคนตาเบิกโพลง เธอตวาดลูกสาวเสียงดัง “ รูปบ้าอะไรห้าหมื่น ! นี่แกหาเงินได้เองแล้วใช้เงินแบบนี้เหรอ ! “

“ ใจเย็นก่อนค่ะแม่ “ เธอเดินลงมานั่งข้าง ๆ แม่ “ แม่ต้องเดาไม่ถูกแน่ ว่าภาพนี้มีที่มาจากไหน “

“ ใครจะไปเดาถูกล่ะ ! “ เธอทำหน้าบึ้งใส่ลูก

หญิงสาวยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะอธิบายต่อ

“ นี่เป็นงานศิลปะชิ้นสุดท้าย ที่รอดจากเหตุไฟไหม้หอศิลปะขนาดใหญ่เมื่อสิบแปดปีก่อนค่ะ

คำพูดของลูกสาวทำให้แม่ถึงกับยักคิ้วด้วยความสนใจ “ แล้วไงต่อ ?  “

“ หนูได้ไปงานประมูลศิลปหัตถกรรมประจำชาติมาค่ะ ผู้ขายบอกว่า นี่เป็นผลงานจากศิลปินอันดับหนึ่งของประเทศ ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปในเหตุการณ์น่าสลดครั้งนั้น ที่สำคัญ—” เธอชี้ไปยังหญิงสาวทั้งสองในรูป

“ หนูเห็นว่าภาพนี้ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ นาน ๆ ทีจะเห็นงานศิลปะของบ้านเมืองเราที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของคนแบบพวกหนู หนูเลยซื้อมาติดห้องเสียเลยค่ะ “

เมื่อได้ฟังดังนั้น แม่ของเธอก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วพยักหน้าไปว่า “ เอาเถอะ เอาไปติดไว้ในห้องของแฟนแก แม่จะดูหนังต่อละ ไป ๆ “

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เธอมองรูปภาพนั้นอีกครั้งก่อนจะยกมันขึ้นบันไดไปชั้นบน

ที่ห้องของเธอ หญิงสาวผมดำขลับอีกคนลุกออกมาแง้มประตูเปิดให้อย่างแผ่วเบา สาวงามทั้งสองพบกันระหว่างบานประตูไม้

“ เธอดูผลงานที่เค้าซื้อมาสิ “

พวกเธอนั่งอยู่เคียงข้างกันบนเตียงขนาดใหญ่ ผ้าปูที่นอนสีชมพู ผ้าม่านสีขาวโบกสะบัดไปตามแรงลมอ่อน ๆ ที่พัดโชยเข้ามา สายตาของทั้งคู่มองไปยังภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาที่ถูกติดไว้บนกำแพงปลายเตียงนอน

ทุกคืนก่อนนอน เธอจะได้เห็นมันเป็นสิ่งสุดท้าย ทุกเช้าเวลาตื่น เธอก็จะได้ตื่นมาเจอมันเป็นอย่างแรก

สาวผมแดงเพลิงพูดพลางลูบคางของแฟนสาวผู้งดงาม ขณะที่แฟนสาวของเธอเกิดคำถามเล็ก ๆ ขึ้นมา

“ สวยจริง ๆ นะรูปนี้ เธอคิดว่าเธอจะวาดรูปเราสองคนได้ขนาดนี้ไหม ? “

“ หืมมม “ สาวผมแดงลากเสียงค้าง เธอดึงร่างของแฟนสาวเข้ามากอดไว้แน่น พลางพากันมองไปรอบห้อง ห้องของเธอมีผลงานศิลปะตกแต่งอยู่มากมาย ทั้งภาพขาวดำ สีน้ำ หรือแม้แต่รูปปั้นขนาดตั้งโต๊ะ ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานของสาวผมแดงผู้มากความสามารถ

“ คงจะยากสักหน่อย เพราะนี่เป็นผลงานของศิลปินระดับประเทศเลยนะ แต่ถ้าเธออยากได้จริง ๆ เค้าก็จะลองทำดู ! “

“ ฮ่า ๆ น่ารักที่สุดเลย “

“ แน่นอน “

 ทั้งสองล้มตัวลงนอนเกยกัน พวกเธอกอดกันไว้อย่างกลมเกลียว ใต้ท้องฟ้าของวันที่แดดร่มและลมโกรก ทั้งสองนอนชมความงามของภาพน้ำตกหิมพานต์ที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้

“ เธอว่า ภาพนี้มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้างเหรอ ? “

สาวผมดำถาม แฟนของเธอซึ่งฟังอยู่ก็เพ่งมองไปที่ภาพปลายเตียง

“ เค้ารู้สึกอะไรบางอย่างกับภาพนี้ บางอย่างที่มันไม่ธรรมดาเลยหละ “

“ หรอ มันคืออะไรล่ะ ? “

“ ไม่รู้สิเธอ เค้าแค่—” สายตาของเธอจ้องมองไปยังดวงตาของกินรีสาวผู้งดงาม

“ รู้สึกผูกพันกับภาพนี้มาก ๆ เหมือนเค้าเคยเห็นมันมาก่อนที่ไหนสักที่นี่หละ นานมาแล้ว … โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น “ เธอยกมือขึ้นชี้ไปยังภาพ

“ จริงเหรอ ที่ไหนล่ะนั่น ? “

“ ไม่รู้เหมือนกันเธอ แต่ว่า … ภาพนี้มัน มัน .. “ สาวผมแดงเม้มปากแน่นคล้ายจะกัดริมฝีปาก เธอกำลังครุ่นคิดบางอย่าง และแฟนสาวของเธอก็รอฟังอยู่

“ มันทำให้เค้ารู้สึกอยากลุกไปวาดรูปต่อเดี๋ยวนี้เลยหละ ไม่รู้ทำไม เหมือนมันทำให้เค้าอยากพัฒนาฝีมือต่อไปเรื่อย ๆ ดังคำพูดของศิลปินชื่อดังท่านหนึ่งเลย “

“ คำพูด ? ว่าอะไรเหรอ ? “

“ ภาพนี้น่ะ มันมีจิตวิญญาณ ! “  เธอพูดพลางยกมือขึ้นเขย่า ทำตาโตถมึงทึง

ว่าแล้วทั้งสองก็หัวเราะออกมา สาวผมแดงดึงร่างของแฟนเข้ามากอดไว้แน่นกว่าเดิม เพิ่มเติมคือเธอได้ประทับรอยจูบลงบนหน้าผากขาวของแฟน ทั้งสองคลอเคลียกันราวกับนกน้อยบนยอดไม้ ก่อนที่เธอจะมองไปยังภาพที่ตนได้ชนะประมูลมา มองแววตาหวานซึ้งและรอยยิ้มตรึงใจที่กินรีทั้งสองมอบให้กัน แล้วพูดขึ้นว่า

“ ไม่ว่าจะมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ มันคงเป็นเรื่องราวแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่และงดงาม

  เหมือนกับรักของสองเราอย่างแน่นอน “  

   

 

จบ

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น