09/09/2020

สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพที่ ‘ผู้ประกันตน’ จะได้รับจาก ‘ประกันสังคม’

       เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนล้วนรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า ‘ประกันสังคม’ เป็นอย่างดี เนื่องจากทุก ๆ วันเงินเดือนออก ‘ค่าจ้าง’ หรือค่าแรงของเราจะถูกหักออก 5% เพื่อเก็บสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมนั้น ถือเป็นข้อบังคับตามกฎหมายซึ่งกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างเท่ากับจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบ บวกกับเงินสมทบที่นายจ้างก็ต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนตามจำนวนที่เท่ากับเงินสมทบของลูกจ้าง เพื่อนำส่งสำนักงานประกันสังคมในทุก ๆ เดือน

 

 

โดยในแต่ละเดือนเงินสมทบของประกันสังคม จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.5% ของเงินสมทบแต่ไม่เกิน 225 บาท จะถูกนำมาใช้จ่ายในกรณีผู้ประกันตน เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย โดยเงินที่ถูกส่งมาสมทบในส่วนนี้ หากผู้ประกันตนไม่ใช้สิทธิ ก็จะไม่ได้รับเงินส่วนนี้คืน

0.5% ของเงินสมทบแต่ไม่เกิน 75 บาท จะถูกนำมาใช้ในการประกันการว่างงาน โดยเงินที่สมทบในส่วนนี้ หากผู้ประกันตนไม่ว่างงานเลย ก็จะหมดสิทธิ์ใช้ผลประโยชน์ในส่วนนี้ เงินส่วนนี้ก็จะหายไปและไม่ได้คืน

3% ของเงินสมทบแต่ไม่เกิน 450 บาท จะถูกเก็บเป็นเงินออมเมื่อยามเกษียณของผู้ประกันตน โดยมักจะเรียกว่า ‘บำเหน็จและบำนาญชราภาพ’ และจะได้คืนเมื่อผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปี

 

ภาพจาก : pearly-peach

 

       ใช่แล้วค่ะ เราสามารถขอรับเงินบำเหน็จและบำนาญชราภาพ ของเราคืนได้เมื่ออายุครบ 55 ปี แต่การที่จะได้รับเงินคืนนั้น ต้องเป็นไปเงื่อนไขของประกันสังคม ใช่ว่าผู้ประกันตนทุกคนจะมีสิทธิ์ได้รับเงินชราภาพเหมือนกันหมดเพราะทางประกันสังคมกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ ดังนี้

 

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินสมทบกรณีชราภาพ

       1. ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ผู้ที่ทำงานประจำ) และมาตรา 39 (ผู้ที่ลาออกจากงานประจำแล้ว) ที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว

       2. ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ ที่ไม่เป็นลูกจ้างประจำในกลุ่มมาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 โดยเป็นผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว

       3. ทายาทของผู้ประกันตนที่เสียชีวิต อันได้แก่

              - บุตรชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้นบุตรบุญธรรม หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

              - สามีหรือภรรยา ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

              - บิดา-มารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่

 

ภาพจาก : สำนักงานประกันสังคม

 

เงื่อนไขในการรับเงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ

       เงินออมกรณีชราภาพนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ‘เงินบำเหน็จ’ ที่จ่ายเป็นก้อนใหญ่ครั้งเดียว กับ ‘เงินบำนาญ’ ที่จะทยอยจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่ผู้ประกันตนไปตลอดชีวิต โดยปัจจุบันกฎหมายระบุว่าผู้ประกันตนไม่สามารถเลือกเองได้ว่าจะขอรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญ แต่เงื่อนไขการรับเงินออมกรณีชราภาพคืนนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ของผู้ประกันตนเอง โดยมีเงื่อนไขการจ่ายดังนี้

       1. ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน หรือ 15 ปี จะได้รับเป็น เงินบำเหน็จชราภาพ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ  

       กรณีที่ 1 จ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับบำเหน็จเท่ากับเงินที่จ่ายสมทบเท่านั้น

       กรณีที่ 2 จ่ายสมทบมากกว่า 12 เดือน แต่ไม่ถึง 180 เดือน ผู้ประกันตนจะได้บำเหน็จเท่ากับเงินที่จ่ายสมทบ บวกกับเงินที่นายจ้างสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนที่ประกันสังคมกำหนด

       2. ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน หรือ 15 ปี จะได้รับเป็น เงินบำนาญชราภาพ เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน แม้ว่าจะหยุดส่งไปช่วงหนึ่งแล้วกลับมาเข้าระบบประกันสังคมใหม่ หรือส่งติดต่อกัน 15 ปีก็ตาม จะมีสิทธิ์รับบำนาญเท่ากับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ฐานเงินเดือนสูงสุดที่คิดคือ 15,000 บาท)

       และในกรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญบวกเพิ่มขึ้นไปอีก 1.5% ทุก ๆ 12 เดือน หรือ 1 ปี เช่น จ่ายเงินสมทบ 30 ปี ก็จะได้รับบำนาญเป็น 20% + (1.5% x 15 ปี) เท่ากับ 42.5%

 

ในกรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิตลง ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังอายุครบ 55 ปี

       ทายาทของผู้ประกันตนมีสิทธิ์จะได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพแทนผู้ประกันตนได้ กล่าวคือ

       1. หากผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุครบ 55 ปี ซึ่งเป็นกำหนดรับเงินชราภาพ กรณีนี้ทายาทจะมีสิทธิ์ขอรับเงินดังกล่าวแทน แต่จะได้เป็นเงินบำเหน็จเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์รับเป็นเงินบำนาญ

       2. หากผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญชราภาพยังไม่ครบ 5 ปี (60 เดือน) แต่เสียชีวิตก่อน ทายาทของผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย เช่น เดือนที่แล้วรับเงินบำนาญชราภาพมา 5,500 บาท หากตอนนี้เสียชีวิต สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้ 55,000 บาท

               

       อีกประเด็นสำคัญในการขอรับเงินออมชราภาพประกันสังคม คือ ผู้ประกันตนจะต้องยื่นเรื่องให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี หลังจากลาออกจากกองทุนประกันสังคมแล้ว โดยห้ามเกินแม้แต่วันเดียว เพราะหากเกินจะถูกตัดสิทธิ์ในการรับเงินบำเหน็จ-บำนาญทันที

 

ภาพจาก : thebangkokinsight

 

       โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา นางพิสมัย นิธิไพบูลย์ รองเลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม ได้เปิดเผยถึงเรื่องที่มีผู้ประกันตนจำนวนมาก เรียกร้องให้มีการแก้ไขวิธีรับเงินชราภาพจากกองทุนประกันสังคมเมื่อเกษียณอายุว่า “สำหรับข้อเรียกร้องเรื่อง เงินชราภาพ ดังกล่าว ทางประกันสังคม ได้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการรับเงินชราภาพไปแล้ว 1 ตัว แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดก่อน ซึ่งการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จะขยายการเกษียณอายุรับเงินชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกันตนจะได้รับการชดเชย ผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปีไปแล้ว สามารถเลือกรับเงินบำเหน็จไปก้อนหนึ่ง จากนั้นสามารถรับเงินบำนาญต่อภายหลังได้ นอกจากนี้ จะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้รับเงินชราภาพแบบบำนาญ สามารถให้สิทธิประกันสังคมต่อได้ 3 กรณี คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต”

       พวกเราผู้ซึ่งเป็นผู้ประกันตนคงต้องรอลุ้นกันอีกทีนะคะว่ากฎหมายตัวนี้จะผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะถ้าผ่านความเห็นชอบ เชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

       ในฐานะเจ้าของเงินเราควรมีสิทธิ์เลือกจริงไหมคะ ?

 

 

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ sanookthebangkokinsight,  dharmnitimoney.kapook

เรียบเรียงโดย

ตาหวาน

หนึ่งในสมาชิก TeamHorror ที่เสพติดเรื่องราวระทึกขวัญ สยองขวัญ ตำนานลี้ลับและความเชื่อต่างๆ




แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น


บทความนี้ยังไม่มีคนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง


เรื่องเด่น


นิยายประจำวัน


TODAY | อาทิตย์
รวมเรื่องสั้นของ 'ทวิวัฒน์' ตลอดการเขียนที่ผ่านมา จากหลายสิบเรื่องถูกคัดให้เหลือเพียง 10 เรื่อง โดยทุกเรื่องล้วนผ่านสนามประกวดมาแล้วทั้งสิ้น