อัปเดตล่าสุด 2018-09-23 10:13:05

ตอนที่ 9 เพียงแรกพบประสบพักตร์...ก็นึกรักอย่างไร้เหตุผล


       เกิดมาปาหนันเพิ่งเคยถ่ายรูปเป็นครั้งแรก เธอไม่รู้จะวางมือวางไม้ที่ไหน ที่สำคัญรู้สึกประหลาดที่ต้องยิ้มให้กล้องถ่ายรูปปกติเคยยิ้มให้แต่กับคนหรืออย่างมากก็ยิ้มให้กับต้นไม้ใบหญ้าซึ่งปาหนันถือว่ามันเป็นสิ่งที่มีชีวิต
       “สวยมากเลยค่ะคุณปาหนัน ขอบคุณมากๆนะคะ เดี๋ยวถ้ารูปล้างเสร็จขออนุญาตติดโชว์ไว้หน้าร้านนะคะ” เจ้าของร้านจีบปากจีบคอบอก ปาหนันทำได้แค่ยิ้มแหยๆแล้วหันไปมองรำพึงที่มาในฐานะคนรับใช้
​​​​​​​       “ได้เลยจ้ะ คุณปาหนันเธอยินดี ยังไงถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอพาคุณปาหนันกลับไปพักก่อนนะ”รำพึงบอกเจ้าของร้านที่พยักหน้ารับ ยังไม่ทันได้สนทนาอะไรกันต่อประตูร้านก็เปิดออกโดยใครบางคน คนที่ทำให้ปาหนันยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด!
​​​​​​​       “อ้าวสวัสดีค่ะคุณบรรณ วันนี้ไม่ได้มากับคุณวศีเหรอคะ?” เจ้าของร้านรีบเอ่ยทักทายตามประสาคนคุ้นเคย บรรณมักจะมาเป็นเพื่อนวศีเสมอยามที่หญิงคนรักมาตัดชุด อีกฝ่ายยิ้มรับก่อนจะตอบคำถาม
​​​​​​​       “วันนี้วศีมีธุระน่ะ ผมเลยมารับชุดแทน” เขาบอกจุดประสงค์ของตน เจ้าของร้านจึงรีบไปหยิบถุงใส่ชุดของวศีส่งให้ชายคนรักของเจ้าหล่อน
​​​​​​​       “นี่ค่ะคุณบรรณ”
​​​​​​​       “ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน”เขากล่าวอย่างสุภาพแล้วหันไปพบกับปาหนันที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก เพียงแรกพบประสบพักตร์ บรรณก็ถึงกับตกตะลึงในความงามของสตรีแปลกหน้าคนนั้น เขาจ้องมองเสียจนปาหนันต้องหลบตาแล้วหันไปดึงมือรำพึงให้ออกจากร้าน
​​​​​​​       “กลับกันเถอะจ้ะ”
​​​​​​​       “ฉันไปก่อนนะจ๊ะ”รำพึงบอกกับเจ้าของร้านก่อนจะเดินออกไปตามแรงดึงของลูกสาว
​​​​​​​       ปาหนันรู้สึกใจเต้นแรงและร้อนวูบวาบตามร่างกายราวกับคนจะเป็นไข้ ใบหน้าที่แดงก่ำอย่างไม่อาจซ่อนเร้นนั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาของมารดาได้ เมื่อมาหยุดที่หน้าร้านเธอจึงเอ่ยถามลูกสาวทันควัน
​​​​​​​       “ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอที่ชื่อบรรณคู่หมั้นของนังวศี”รำพึงเอ่ยถามพลางมองผ่านกระจกเข้าไปในร้านเสื้อ
​​​​​​​       “เอ่อ...ใช่แล้วจ้ะแม่” ปาหนันตอบ ยังรู้สึกเขินอายไม่หายเมื่อนึกถึงสายตาที่อีกฝ่ายมองมาที่เธอ มันเป็นสายตาที่หวานล้ำชวนหลงใหล หาใช่สายตาเวทนาแบบที่เธอเคยได้รับก่อนหน้านี้
​​​​​​​       “แกชอบเขาใช่ไหม?” คนเป็นแม่ไม่อ้อมค้อมถามตรงประเด็น คนเป็นลูกสาวรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
​​​​​​​       “เปล่าจ้ะแม่ ฉันจะไปชอบเขาได้ยังไง เขามีคู่หมั้นแล้ว”เป็นการตอบที่ไม่ตรงกับความรู้สึกจริงๆนัก
​​​​​​​       “อย่ามาโกหกฉันเลยนังปาหนัน ฉันเป็นแม่แกแค่มองสายตาของแกก็รู้แล้วว่าแกคิดยังไงกับไอ้หมอนั่น ถ้าแกรักแกชอบเขาแกก็ไปแย่งเขามาสิ!”รำพึงพูดอย่างหน้าตาเฉยอย่างที่ปาหนันไม่อยากจะเชื่อว่าแม่จะบอกแบบนั้นออกมา
​​​​​​​       “แม่!”
​​​​​​​       “ทำไม ? ฉันพูดผิดตรงไหน ถ้าแกรักแกชอบเขาแกก็ต้องไปแย่งเขามาจากนังวศี ตอนนี้แกสวยกว่ามันตั้งมากมาย ผู้ชายที่ไหนก็ต้องชอบแกเชื่อฉันสิ” คนเป็นแม่บอกอย่างมั่นใจในสายตานั้นเหมือนมีแผนร้ายซ่อนอยู่
​​​​​​​       “ไม่เอาจ้ะมันผิด”คนเป็นลูกสาวปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดอะไร การแย่งคู่หมั้นของคนอื่นใครๆก็รู้ว่ามันหาใช่เรื่องที่ควรทำไม่ แม้แต่คิดก็ไม่ควร
​​​​​​​       “แกเอาอะไรมาตัดสินว่ามันผิดมันถูก ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง ถ้าไอ้หมอนั่นมันไม่มีใจให้แกกลับก็จบแต่ถ้ามีก็ช่วยไม่ได้” รำพึงยักไหล่อย่างไม่สนเรื่องถูกผิด ประสบการณ์สอนเธอว่าหากมัวแต่คำนึงเรื่องถูกผิดชีวิตจะไม่มีทางได้อย่างใจ และเมื่อชีวิตไม่ได้อย่างใจจะหาความสุขได้จากที่ไหนกัน บางครั้งการทำสิ่งผิดแต่นำพาความสุขอันหอมหวานมาให้ มันก็คุ้มที่จะแลกกัน
​​​​​​​       “แต่แม่จ๊ะ...” ปาหนันยังยืนยันความคิดของตนเรื่องที่จะไม่ไปแย่งคนรักของใครแต่ดูท่าจะยากเสียแล้วเมื่อรำพึงยังมีเจตนาแน่วแน่แล้วว่าจะให้ลูกสาวไปแย่งคนรักของวศีลูกไอ้ทองมา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้แค้นตระกูลนั้นทางอ้อม ยังทำพ่อมันไม่ได้ก็ทำลูกมันก่อน!
​​​​​​​       “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น แกทำตามที่ฉันบอกแล้วทุกอย่างจะดี เชื่อฉันสิในโลกนี้ไม่มีใครรักและหวังดีกับแกเท่าฉันอีกแล้วจำไว้!”รำพึงใช้นิ้วชี้ยันหน้าผากของลูกสาวราวกับต้องการให้คำพูดของเธอฝังลงในสมองของปาหนันจำต้องพยักหน้ารับอย่างหาได้เต็มใจไม่ เธอแอบชอบบรรณก็จริงแต่การจะให้ไปแย่งเขามาครอบครองนั้นไม่เคยมีอยู่ในความคิดเลย
​​​​​​​       รำพึงหันไปมองชายหนุ่มรูปงามนามว่าบรรณอีกครั้งแล้วยิ้ม เป็นยิ้มที่ซ่อนความรู้สึกต่างๆมากมาย ทั้งนึกสนุก นึกสะใจ นึกแค้น นึกเวทนา ในคราเดียวกัน เธอยังจำสายตาของวศีที่มองมายังเธอกับลูกอย่างหยามเหยียดได้แม่นยำนัก และอีกไม่นาน...คราที่วศีถูกปาหนันแย่งคู่หมั้นมา ในครานั้นเธอจะใช้สายตาแบบเดียวกันมองวศีบ้างให้สาแก่ใจ!

​​​​​​​       ปาหนันถูกผู้เป็นแม่จับแต่งตัวสวยตั้งเเต่เช้าก่อนจะลากลูกสาวเข้าไปในตลาด ปาหนันพยายามถามแม่ของตัวเองว่าจะพาเธอไปไหน ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ยอมบอก ทำแค่เพียงถลึงตาใส่แล้วกล่าว
“อย่าถามมาก ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำเถอะนังปาหนัน”
​​​​​​​       ใต้ร่มไม้ใหญ่ทางด้านหนึ่งของตลาดนั้น เวลานี้มีสาวงามที่คนแถวนั้นไม่คุ้นเคยนั่งอยู่ ถัดออกไปอีกไม่ไกลกันนัก รำพึงนั่งดูสถานการณ์อยู่เพื่อคุมลูกสาวให้ทำตามที่เธอบงการ รำพึงไม่รู้หรอกว่าจะได้เจอกับชายหนุ่มที่ชื่อบรรณไหม แต่กระนั้นก็ไม่รอให้โชคชะตาชักพา เธอพาปาหนันมาดักรอเขาที่ท้ายตลาด ตรงที่ที่เคยได้ยินวศีบอกว่าชายหนุ่มชอบมาสมาคมดูพระกับเพื่อน ๆ คนเป็นแม่เตรียมขนมตาลใส่ถุงไว้ให้ปาหนัน เธอกำชับนักกำชับหนาให้ปาหนันเดินเอาไปให้บรรณทันทีที่พบเพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์ ปาหนันได้แต่ภาวนาขอให้ไม่ได้เจอเขา เธอคงรู้สึกแปลกไม่น้อยที่อยู่ ๆ จะเดินเอาขนมไปให้อีกฝ่ายทั้งที่ไม่ได้รู้จักกัน มันไม่เหมือนคราที่เธอแอบเอาขนมไปวางไว้หน้ารถ ครานั้นเธอไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขา ไม่ต้องเปิดเผยว่าตนคือใคร แต่คราวนี้หากเธอเดินเอาขนมไปให้บรรณซึ่ง ๆ หน้าแบบที่แม่สั่ง นั่นหมายถึงอีกฝ่ายก็ต้องรู้ว่าเป็นเธอ นั่นยังไม่น่าหนักใจเท่าเขาจะตีความว่าเธอให้ท่าเขา ทั้งที่ความจริงแล้วรำพึงก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ดูเหมือนคำภาวนาจะไม่เป็นจริง
​​​​​​​       ปาหนันเห็นบรรณเดินออกมาจากซอยเล็ก ๆ ทางด้านหนึ่งของตลาด หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากที่นั่งทันที แต่การที่ลุกนั้นไม่ใช่เพราะจะไปทำตามที่มารดาสั่ง หากแต่จะเดินหนีเขาไปต่างหาก รำพึงเห็นเช่นนั้นก็หงุดหงิดเสียเต็มประดา ตรงเข้าไปกระชากลูกสาวให้เดินตามตนมา
​​​​​​​       “มานี่นังปาหนัน ทำตามที่ฉันบอก...เดี๋ยวนี้!”
​​​​​​​       “ไม่เอาจ้ะแม่ ฉันไม่กล้า” ปาหนันบอกเสียงสั่น พยายามขัดขืนแต่ไม่เป็นผล เมื่อบรรณเดินผ่านเข้ามาพอดี คนเป็นแม่จึงผลักปาหนันอย่างแรงจนชนเข้ากับหนุ่มรูปงาม ถุงขนมตาลในมือกระเด็นหกเรี่ยราดไม่ได้ให้บรรณอย่างที่ตั้งใจ ฝ่ายหญิงล้มทับฝ่ายชายจนหน้าใกล้กันเกือบจะได้จุมพิต ดีที่ปาหนันใช้มืออีกข้างยันไว้แล้วดีดตัวขึ้นพลางขอโทษขอโพยอีกฝ่าย
​​​​​​​       “ขอโทษจ้ะ...ขอโทษจ้ะ ฉันซุ่มซ่ามเอง คุณเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ?” ปาหนันละล่ำละลักเอ่ยถาม มือเผลอไปปัดเสื้อของชายหนุ่มที่เปรอะดินจนเสื้อสีฟ้าอ่อนมีราคี อีกฝ่ายรีบดึงมือของปาหนันออกแล้วบอก
​​​​​​​       “ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ ไม่ต้องปัดเสื้อให้ผมหรอก เดี๋ยวมือของคุณจะเปื้อนเสียเปล่า ๆ” แม้จะดึงมือของปาหนันออกจากตน ทว่าชายหนุ่มกลับยังจับมือของปาหนันไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังส่งตาหวานให้สาวเจ้าด้วย ปาหนันเกือบจะเคลิ้มตามเขา แต่ความผิดชอบชั่วดีส่งเสียงร้องขัดจังหวะ จึงรีบดึงมือของตนออกจากมือของบรรณ อยากจะซ่อนแก้มแดงระเรื่อจากความเขินอายเสียเหลือเกินแต่ไม่สามารถทำได้
​​​​​​​       “เอ...ผมเหมือนเคยเจอคุณที่ไหนมาก่อน” สิ่งที่บรรณบอกทำเอาปาหนันสะดุ้งเฮือก รีบเอียงหน้าหลบสายตาช่างสงสัยของเขา 
​​​​​​​       หรือเขาจะรู้ว่าเธอคือปาหนันคนเดียวกับนังเป๋อัปลักษณ์คนนั้น!
​​​​​​​       “อ๋อ...ผมจำได้แล้ว ผมเจอคุณเมื่อวานที่ห้องเสื้อรพีพรรณ” บรรณรีบบอก
​​​​​​​       ปาหนันถอนหายใจโล่งอกแล้วหันไปหารำพึงที่แอบมองอยู่ไม่ไกล คนเป็นแม่ทำปากขมุบขมิบสื่อสารเป็นเชิงให้ลูกสาวคุยกับชายรูปงามต่อไป แต่ปาหนันไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา แค่อยู่ใกล้หัวใจก็เต้นโครมครามจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว
​​​​​​​       “ผมชื่อบรรณนะครับ ถ้าไม่รังเกียจขอทราบชื่อคุณได้ไหมครับ ?” เขาเอ่ยถามอย่างไม่รีรอ ปาหนันอึกอักแต่สุดท้ายก็ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนามของตน
​​​​​​​       “ฉันชื่อปาหนันจ้ะ”
​​​​​​​       “ปาหนันหรือครับ ? ชื่อเพราะดี เอ...ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้าของคุณปาหนันมาก่อนเลย” เขายังไม่วายสงสัย ในแววตาคู่นั้นซ่อนความเจ้าชู้ไว้อยู่ไม่น้อย แต่เป็นความเจ้าชู้ที่มีเสน่ห์เสียเหลือเกิน
​​​​​​​       “เอ่อ...คือฉันไม่ใช่คนที่นี่หรอกจ้ะ ฉันมาจากบางกอก มาเยี่ยมบ้านแม่นมของฉัน” ปาหนันจำต้องโป้ปดตามที่มารดาพูดกรอกหูเช้าเย็น บรรณได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ
​​​​​​​       “ถึงว่าสิ คุณปาหนันดูไม่เหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป แต่ดูสวยกว่า...สวยกว่ามาก”
​​​​​​​       เขาจะรู้บ้างไหมว่าคำหวานที่เอ่ยทำเอาปาหนันแทบลอยขึ้นจากพื้นดิน หญิงสาวทำได้แค่ยิ้มรับ แต่ครั้นเมื่อคิดได้ว่าคนที่บรรณชมหาใช่เธอไม่ เขาชมคุณปาหนัน ไม่ใช่นังปาหนัน เธอก็จำต้องหุบยิ้มนั้นลง
​​​​​​​       “ขอบใจจ้ะ คุณไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมจ๊ะ ?” ปาหนันพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อยากจะได้ยินคำชมที่ไม่ได้ชมเธออีก มันกระดากใจเหลือคณานับ คล้ายขโมยชุดสวยของคนอื่นมาใส่แล้วยืนฟังคำชมทั้งที่รู้อยู่เต็มหัวใจว่าหาใช่ของตนไม่
​​​​​​​       บรรณได้ยินคำถามเช่นนั้นก็รีบส่ายหน้า ได้แต่จ้องปาหนันอย่างไม่วางตาตามประสาชายหนุ่มพบหญิงงาม
​​​​​​​       “ไม่เลยครับ แล้วคุณปาหนันล่ะครับ ?” เขาเอ่ยถามกลับ เผลอจะเอามือจับตัวของสาวคนงามแต่เจ้าหล่อนเหมือนจะไว้ตัวเอียงหลบทันควัน
​​​​​​​       “ไม่จ้ะ ฉันไม่เป็นอะไรจ้ะ ถึงอย่างไรฉันก็ต้องขอโทษคุณบรรณอีกทีนะจ๊ะ” สาวเจ้าบอกอีกครั้ง พยายามไม่สบสายตาที่อีกฝ่ายส่งมา บรรณยิ้มหวาน รู้สึกต้องตาต้องใจสาวบางกอกคนนี้เสียเหลือเกิน
​​​​​​​       “คุณบรรณครับ รถพร้อมแล้วครับ” เสียงของคนขับรถดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา แม้ใจจริงของปาหนันจะโล่งอกที่บรรณจะกลับแล้ว แต่อีกใจก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอแอบเสียดายเช่นกันที่เวลาแห่งความสุขกำลังจะจบลง ความรักนี่หนา...ช่างเข้าใจยากเสียจริง
​​​​​​​       “ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ไม่ทราบว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีกไหมครับคุณปาหนัน” สิ่งที่บรรณถามไม่ต่างจากสิ่งที่ปาหนันสงสัย หญิงสาวยิ้มรับแล้วตอบอย่างไว้ท่าที
​​​​​​​       “ฉันก็ไม่ทราบหรอกจ้ะ คงแล้วแต่โชคชะตากระมังจ๊ะ”
​​​​​​​       “ถ้าแล้วแต่โชคชะตา ผมก็หวังว่าโชคชะตาคงไม่ใจร้ายกับผมนัก ผมเชื่อว่าเราจะได้พบกันอีกแน่นอนครับ…คุณปาหนัน” บรรณบอกอย่างเชื่อมั่น ปาหนันไม่ตอบอะไร ทำได้แค่ยิ้มให้เขาและมองชายหนุ่มเดินขึ้นรถเก๋งคันงามไปจนลับตา
​​​​​​​       เมื่อเห็นว่าปาหนันอยู่แต่เพียงลำพังแล้ว คนเป็นแม่จึงออกมายืนประกบแล้วยิ้มกริ่ม
​​​​​​​       “แกเล่าให้ฉันฟังสิว่า...คุยอะไรกับไอ้หมอนั่นบ้าง ?”

​​​​​​​       หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง...
​​​​​​​       การที่บรรณคุยกับสาวงามที่ชื่อปาหนันนั้น อยู่ในสายตาของอีชดที่ออกมาจ่ายตลาด สาวใช้คันปากยุบยิบอยากจะไปบอกวศีผู้เป็นนายเสียเดี๋ยวนั้น ครั้นเมื่อกลับถึงบ้าน สาวปากมากจึงรีบไปรายงานผู้เป็นนายอย่างเร็วรี่
​​​​​​​       “จริง ๆ นะคะคุณวศี คุณบรรณนี่ส่งสายตาหวานเยิ้มเลยค่ะ นังคุณปาหนันนั่น ก็ดูเหมือนจะให้ท่าคุณบรรณไม่ใช่เล่น” อีชดใส่สีเติมไข่ให้เรื่องที่เล่าจนวศีกัดฟันกรอด ๆ อย่างเกรี้ยวโกรธ
​​​​​​​       “แต่จะว่าไป แม่สาวบางกอกนั่นก็สวยดีนะคะ สวยแบบเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่มาคิดอีกทีก็ไม่เคย” สาวใช้พูดขัดกันเอง คนฟังหงุดหงิดเสียเต็มประดา หงุดหงิดกับเรื่องราวที่ได้รู้ หงุดหงิดที่มีคนสวยกว่าเธอ หงุดหงิดไปเสียทุกสิ่งอย่าง!
​​​​​​​       “พอได้แล้วอีชด กูไม่อยากฟัง!” วศีกระทืบเท้าจนพื้นเรือนสั่นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง อีชดเกาหัวแกรก ๆ ไม่เข้าใจว่าตนพูดอะไรผิด เอื้อมไปเก็บจานขนมหวานที่ผู้เป็นนายกินเหลือพลางแอบหยิบเข้าปากแล้วหัวเราะคิกคัก
​​​​​​​       วศีหงุดหงิดเหลือทน ทำไมชีวิตฉันต้องมีผู้หญิงที่ชื่อปาหนันมายุ่งถึงสองคนด้วยนะ เกลียด…เกลียดชื่อปาหนัน!

​​​​​​​       ไม่รู้อะไรดลใจให้ผามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของปาหนันในเวลานี้
​​​​​​​       อันที่จริงเขารู้ว่า ‘ความคิดถึง’ เป็นสิ่งที่พาเขามา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าปาหนันไม่อยู่แล้วก็ตาม ทุกที่ที่กวาดตามองล้วนมีความทรงจำของเขากับเพื่อนรักเต็มไปหมด...เพื่อนรักที่รักเกินเพื่อน!
​​​​​​​       “แกอยู่แต่ในบ้านนะนังปาหนัน ฉันจะออกไปขายของแป๊บเดียว เดี๋ยวเที่ยง ๆ กลับมา” เสียงของรำพึงเอ่ยสั่งปาหนันดังขึ้นที่หน้าบ้าน เธอยกกระจาดใส่ขนมใส่ไส้เดินออกไปอีกทาง โดยไม่เคยรู้เลยว่าผาแอบมองอยู่จากมุมหนึ่ง 
​​​​​​​       ชายหนุ่มย่นคิ้วด้วยความสงสัย...ไหนน้ารำพึงว่าปาหนันไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัดไงเล่า เหตุใดจึงยังทำเหมือนปาหนันยังอยู่ในบ้าน หรือว่าน้ารำพึงโกหกเพราะไม่อยากให้เขาเจอกับปาหนันอีก ?
​​​​​​​       ยังไม่ทันได้รับคำตอบของคำถาม สิ่งที่ผาเห็นคือสตรีรูปงามคนหนึ่งเดินหันซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังออกมาจากบ้านของปาหนัน ในมือถือเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วออกมาสะบัดตากที่ราวตากผ้าข้างบ้าน 
​​​​​​​       แม้คนเป็นแม่จะสั่งห้ามออกจากบ้าน แต่ปาหนันทนอุดอู้อยู่แต่ในบ้านไม่ได้หรอก อย่างน้อยขอให้ได้ทำงานอะไรบ้าง ในขณะที่หญิงสาวตากผ้านั้นก็ได้เปล่งเสียงร้องเพลง...เพลงที่ทำให้ผาถึงกับชะงัก!
​​​​​​​       “โอ้...รักเอยยากนักจะเข้าใจ
​​​​​​​       นึกอยากรักก็มาทักทายไม่ทันได้เตรียมใจไว้เลย
​​​​​​​       รักเจ้าเอ๋ย...ไม่เคยได้รัก ไม่เคย
​​​​​​​       อบอุ่นนักรักเฉลย...ใจเจ้าเอย รักบันดาลชักพา”

​​​​​​​       นี่มันเสียงของปาหนันนี่...แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ปาหนัน ไม่มีตรงไหนที่เหมือนเลย!
​​​​​​​       แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันเล่า ? เหตุใดจึงมาอยู่บ้านของน้ารำพึง ? ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือทำไมน้ารำพึงเรียกเธอว่าปาหนัน...ทั้งที่เธอไม่ใช่ปาหนัน ?
​​​​​​​       ยังเป็นคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบในเวลานี้

​​​​​​​       บรรณเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ตั้งแต่เจอกับปาหนันก็เก็บเอาภาพเธอมาเพ้อถึงเสียจนต้องเตือนตัวเองว่าเขามีวศีเป็นคู่หมั้นอยู่แล้ว เป็นคู่หมั้นที่เขาเองก็ไม่มั่นใจว่ารักหญิงสาวหรือไม่ เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงาม เขาเองก็ยังไม่มีใคร วศีเองก็ไร้คู่เคียงกาย ดูจากฐานะทางสังคมของสองครอบครัวน่าจะเหมาะสม การจับคู่จึงบังเกิด เขาเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะอยากจะทำตามความต้องการของผู้ใหญ่ วศีเองก็ไม่ใช่สตรีที่ขี้ริ้วขี้เหร่ ออกจะสวยเสียด้วยซ้ำ...หากไม่เทียบกับคุณปาหนัน!
​​​​​​​       “นั่งเหม่อคิดถึงใครคะพี่บรรณ ?” เสียงเรียกของวศีปลุกให้บรรณตื่นจากภวังค์ เขาหันมายิ้มให้คู่หมั้นสาวแล้วตอบปฏิเสธ
​​​​​​​       “เปล่านี่ พี่ก็นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
​​​​​​​       “ไอ้ที่ว่าเรื่อยเปื่อยน่ะ ได้คิดถึงนังผู้หญิงที่ชื่อปาหนันหรือเปล่า ?” สิ่งที่วศีพูดทำเอาบรรณชะงัก ก่อนจะโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
​​​​​​​       “โอ๊ย...พี่จะไปคิดถึงเขาทำไมกัน นี่มีใครมาเล่าอะไรให้ฟังอีกแล้วใช่ไหม วศีต้องหัดเป็นคนหนักแน่น อย่าหูเบาฟังคนอื่นมากนัก อีกไม่นานเราก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว” ชายหนุ่มหยอดคำหวานใส่ แต่วศีก็ยังหน้าง้ำเป็นจวัก 
​​​​​​​       “บางทีก็ต้องหูเบาบ้าง จะได้ระวังตัวค่ะ ผู้ชายมันก็เจ้าชู้ทุกคนนั่นแหละ ยิ่งนังปาหนันนั่นสวยเสียด้วย อยู่ใกล้คู่หมั้นของใครใครก็ต้องระแวง” วศีพูดตามจริง กับผู้หญิงคนอื่นวศีไม่เคยกลัวเพราะมั่นใจว่าเหนือกว่าทุกอย่าง แต่กับผู้หญิงที่ชื่อปาหนันนั้น...ไม่รู้ทำไมเธอถึงหวาดระแวงนัก แม้ปากจะบอกว่าเธอก็มีดี แต่ถ้าถามส่วนลึกในใจจริง ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปาหนันสวยจริง ๆ 
​​​​​​​       “ไม่เอาน่า คิดมากเดี๋ยวไม่สวยนะ ไปกินข้าวกันดีกว่า เห็นอีชดบอกว่าวันนี้ตำน้ำพริกตาแดงของโปรดวศีด้วย” ชายหนุ่มเอาใจคู่หมั้นพลางโอบเอวเธอให้เดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่อีชดจัดสำรับข้าวปลาอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว 
​​​​​​​       ยิ่งบรรณเอาใจวศีมากเท่าไหร่ ฝ่ายหญิงยิ่งไม่ไว้ใจมากขึ้นเท่านั้น เธอจะไม่ยอมเสียบรรณให้นังปาหนันคนที่มาจากบางกอกหรอก ถ้ามันยังมายุ่มย่ามกับพี่บรรณ มันจะเจอยิ่งกว่าที่อีเป๋ปาหนันเจออีก!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น