อัปเดตล่าสุด 2018-09-23 10:13:05

ตอนที่ 8 ฉันคือใคร...ใครคือฉัน ?


       รำพึงมาหยุดยืนที่หน้าทางเข้าถ้ำที่อุทัยเคยมาแล้วในเวลานี้..
       อากาศรอบข้างเย็นยะเยือกจนแทรกซึมเข้ากระดูก แม้จะมีเสียงของความกลัวตะโกนก้องภายในจิตใจแต่ความโกรธแค้นในใจกลับมีอิทธิพลมากกว่า รำพึงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าให้กลับมา ถือตะเกียงเจ้าพายุเดินเข้าไปภายในถ้ำอันมืดมิด แสงจากตะเกียงสะท้อนฝาผนังถ้ำที่ตะปุ่มตะป่ำแลเห็นเป็นใบหน้าของมนุษย์นับร้อยนับพันที่ชะโงกหน้าดูบุคคลแปลกหน้าเข้ามาในที่หวงห้าม...ไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงแสงเงาบวกกับจินตนาการของรำพึงหรือเปล่าบางทีอาจจะเป็นดวงวิญญาณของคนมากมายที่ถูกฆ่ามาสังเวยแท่นศิลาแลงก็เป็นไปได้

        รำพึงไม่รู้หรอกว่าเดินเข้ามาไกลเท่าไหร่ รู้แต่ว่าตัวเองเริ่มหายใจได้ไม่เต็มปอด ได้กลิ่นอับชื้นลอยมาทักทายพร้อมกับกลิ่นหอมดอกไม้โบราณที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นดอกไม้อะไร ทันใดนั้นเหล่าบรรดาค้างคาวนับร้อยตัวก็พากันกระพือปีกบินสวนกับทางที่รำพึงเดินเข้าไป หญิงสาวหวีดร้องแล้วล้มลงด้วยความตกใจจนตะเกียงเจ้าพายุที่ถือมาหล่นกลิ้งไปอีกทางหนึ่ง เดชะบุญที่มันไม่ดับไปเสียไม่อย่างนั้นเธออาจต้องคลำทางในความมืดเป็นแน่แท้
       ในความเงียบที่เหมือนจะเงียบนั้น แต่หากเงี่ยหูฟังจะได้ยืนเสียงครางต่ำๆมาจากที่ใดที่หนึ่งภายในถ้ำแห่งนี้ รำพึงรีบคว้าตะเกียงขึ้นมาถือแล้วมองหาที่มาของเสียง ก่อนจะพบว่าเสียงปริศนานั่นดังมาจากแท่นศาลาแลงทรงสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณโถงกว้างภายในถ้ำ แม้มันจะเป็นเพียงแท่นศิลาแลงธรรมดาทว่าแลดูน่าสะพรึงอย่างบอกไม่ถูก
       นี่นะหรือแท่นศิลาแลงที่อุทัยเล่าให้ฟัง...แท่นศิลาแลงที่สามารถขอพรอะไรก็ได้!
       รำพึงเดินตรงไปนั่งคุกเข่าที่แท่นศิลาแลงแล้ววางตะเกียงเจ้าพายุลงข้างๆ แสงไฟจากตะเกียงทำให้เห็นว่าแท่นศิลาแลงนั้นหาได้เป็นแท่นสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ หากแต่สลักเป็นรูปนางรำสมัยทวารวดี1 ที่แลดูน่าสะพรึงจนขนลุก รำพึงไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานนัก หญิงสาวประนมมือขึ้นแล้วเริ่มขอพร...พรที่หาได้ขอให้ตัวเองไม่หากแต่ขอให้ลูกสาวของเธอ 

        "ถ้าพรศักดิ์สิทธิ์มีจริง ข้าพเจ้าอยากขอให้ปาหนันกลายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด สวยจนไม่มีใครเทียบเทียม!”
       สิ้นเสียงคำขอของรำพึง เสียงครางต่ำๆก็ดังก้องภายในถ้ำแห่งนี้ ดังจนรำพึงสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แสงเงาที่สะท้อนฝาผนังถ้ำครานี้ไม่ใช่จากการจินตนาการแล้ว มันปรากฏร่างของมนุษย์สูงใหญ่ยืนจังก้าอยู่ไม่ไกลจากผู้ขอพร มืออันแห้งเหี่ยวเอื้อมมาคล้ายจะตรงมาจับร่างของรำพึงจนเธอต้องถอยกรูดด้วยความตกใจกลัวก่อนจะกรีดร้องเสียงดังลั่น
       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด...”

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด...”
       เสียงหวีดร้องของใครบางคนปลุกให้รำพึงสะดุ้งขึ้นจากที่นอน เจ้าหล่อนรีบวิ่งออกจากห้องนอนไปยังที่มาของเสียงนั่นโดยอัตโนมัติหยุดที่หน้าประตูห้องของปาหนันก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันทีด้วยความตกใจ สิ่งที่พบคือลูกสาวของตัวเองนั่งปิดหน้าอยู่บนเตียงนอนราวกับกลัวอะไรบางอย่าง
       “เป็นอะไรนังปาหนัน ? ร้องลั่นอย่างกับเจอผี” คนเป็นแม่เอ่ยถามตกใจไม่น้อยกับเสียงหวีดร้องของลูกสาว อีกฝ่ายยังไม่เปิดหน้าออกจากฝ่ามือ ทำได้เพียงละล่ำละลักบอกกับมารดา
       “แม่...มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันก็ไม่รู้ ฉันเป็นใครก็ไม่รู้...ฉันไม่ใช่ฉัน!” สิ่งที่ปาหนันบอกยิ่งทำให้รำพึงงงเป็นไก่ตาแตกเจ้าหล่อนนั่งลงข้างปาหนันแล้วจับร่างของลูกสาวเขย่าเพื่อเรียกสติ
       “เดี๋ยวๆ แกพูดอะไรของแกนังปาหนัน แกก็คือแก...แกจะเป็นใครได้ นี่แกฝันร้ายหรือเปล่า?” คนเป็นแม่เอ่ยถามย้ำอีกคราแต่ปาหนันยังคงยืนยันในสิ่งที่เธอพบยามส่องกระจกเงา
       “จริงๆนะจ๊ะแม่ ฉันเป็นใครก็ไม่รู้ ฉันอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้!” ปาหนันบอกเสียงหลง คนเป็นแม่ชักรำคาญจึงเอื้อมไปดึงมือของลูกสาวที่ปิดหน้าออก
       “ไหน! แกจะเป็นใครได้ แกก็ต้องเป็นนังปาหนันคนเดิมนั่นแหละ”ทันทีที่ฝ่ามือหลุดออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย รำพึงก็ถึงกับเบิกตาโพลงแล้วถอยกรูดไปจนติดฝาบ้าน เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าของเธอหาใช่ปาหนันหญิงอัปลักษณ์ แต่กลับกลายเป็นหญิงสาวคนงาม ใบหน้าขาวนวลไร้ซึ่งปานดำ ริมฝีปากเป็นกระจับสีชมพูเข้ากับดวงตากลมโตที่ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล
       “ใคร ?! แกเป็นใคร ? แล้วเข้ามาอยู่ในห้องของนังปาหนันได้ยังไง ?”รำพึงโวยวายด้วยความตกใจ
       “แม่จ๋า นี่ฉันเอง...ปาหนัน...ปาหนันลูกของแม่ไงจ๊ะ” สิ่งที่ปาหนันบอกทำเอารำพึงหยุดชะงัก น้ำเสียงคงเป็นสิ่งเดียวที่คนเป็นแม่จำได้ว่ามันคือน้ำเสียงของปาหนันลูกของเธอ 
รำพึงมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิจารณา ไม่มีทาง...ไม่มีทางที่ผู้หญิงตรงหน้าจะเป็นปาหนันได้ นอกเสียจากเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น
       ปาฏิหาริย์อย่างนั้นหรือ?
       “ถ้าพรศักดิ์สิทธิ์มีจริง ข้าพเจ้าอยากขอให้ปาหนันกลายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด สวยจนไม่มีใครเทียบเทียม!”
       แม้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริงแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว รำพึงค่อยๆฉีกยิ้ม ความหวังที่เคยใฝ่ฝันบังเกิดขึ้นจริงแล้ว...มันเป็นความจริงแล้ว!

       นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปาหนันมายืนอยู่ที่หน้าห้องเสื้อรพีพรรณแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาในฐานะลูกค้า ก่อนหน้านี้ปาหนันแอบมามองชุดสวยที่สวมอยู่ในหุ่นอยู่บ่อยๆ กระนั้นก็เจียมตนว่ารูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ต่อให้สวมเสื้อผ้าสวยแค่ไหนก็หาได้ช่วยให้ชวนมองขึ้นไม่ บางครั้งที่เธอยืนมองก็ถูกเจ้าของร้านเอ่ยปากไล่เสียแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าเธอน่ารังเกียจ จะพาลทำให้ลูกค้าไม่เข้าร้าน นั่นทำให้ปาหนันแอบเก็บไปร้องไห้น้อยเนื้อต่ำใจอยู่เป็นนิจ
       แต่วันนี้มันไม่ใช่ เธอไม่ใช่ปาหนันคนอัปลักษณ์และพิการคนนั้นอีกแล้ว!
       “เข้าไปสิ”รำพึงดันหลังลูกสาวที่ยังเก้ๆกังๆให้เข้าไปในร้านเสื้อหน้าตลาด ครั้นปาหนันได้ยินเช่นนั้น ปาก็รีบบอกทันที
       “ไม่เอาหรอกจ้ะแม่ เสื้อผ้าแพงๆทั้งนั้น จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อจ๊ะ”เธอรู้ว่าแม่ไม่ค่อยมีเงินมากนักหรอก เสื้อผ้าที่มีส่วนใหญ่ก็ซื้อถูกๆไม่ก็เอาเศษผ้ามาตัดเอง การจะซื้อชุดสวยสักตัวนั้นเป็นเรื่องยากเหลือเกิน
       “ฉันมีเงินซื้อให้แกแล้วกันนังปาหนัน ตอนนี้แกไม่ใช่ปาหนันคนเดิมอีกแล้ว ท่องเอาไว้...แกคือปาหนันคนสวย สวยจนไม่มีใครเทียบได้” คนเป็นแม่จับไหล่ของปาหนันให้หันมองไปยังตู้กระจกของห้องเสื้อรพีพรรณ เผยให้เห็นเงาของสาวงามที่ไม่มีเค้าของปาหนันคนเก่าเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งเงาก็ยังไม่เหมือน!
       “แม่จ๊ะ แม่บอกฉันได้ไหมจ๊ะว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ? ทำไมอยู่ดีๆฉันถึง...” ปาหนันเว้นไว้ในฐานะที่เข้าใจ มีแต่รำพึงที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ผู้เป็นแม่เลือกที่จะไม่บอก เรื่องบางเรื่องไม่ใช่ความลับแต่คนรู้น้อยที่สุดเท่าไหร่ยิ่งดี
       “นังปาหนันแกตั้งใจฟังฉันให้ดี แกไม่ต้องรู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับแก แกแค่จำไว้ว่าตอนนี้แกไม่ใช่ปาหนันคนเก่า แกเป็นคุณปาหนันสาวชาวกรุงสุดสวย ท่องไว้...แกไม่ใช่นังปาหนันแต่แกคือคุณปาหนัน!”รำพึงกรอกหูลูกสาวพลางดันตัวของปาหนันให้เปิดประตูเข้าไปในห้องเสื้อ ปาหนันจะขัดขืนแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อเจ้าของร้านคนงามรีบออกมาต้อนรับลูกค้า แรกทีเดียวเมื่อเห็นสภาพเสื้อผ้าของปาหนันที่สวมอยู่ดูซอมซ่อก็ถึงกับผงะไปเล็กน้อย รำพึงอ่านสายตาออกจึงรีบบอก
       “สวัสดีจ้ะ เอ่อ...คุณปาหนันอยากได้ชุดสวยๆสักสองสามชุดน่ะจ้ะ พอดีเธอลืมเอาเสื้อผ้ามาจากบางกอก เลยยืมเสื้อผ้าลูกสาวคนใช้มาใส่น่ะจ้ะ”
       “แม่!” ปาหนันมองแม่อย่างไม่อยากจะเชื่อหู รำพึงจิกตาใส่แล้วยิ้มหวานให้เจ้าของร้านที่มองคนทั้งคู่ด้วยความสงสัยอยู่ในที
       “คุณปาหนันเรียกฉันว่าแม่เพราะฉันเป็นแม่นมของเธอน่ะจ้ะ อย่าเสียเวลาเลยจ้ะ ช่วยหาชุดสวย ๆ ให้คุณปาหนันทีจ้ะ”รำพึงเข้าเรื่องพลางดันตัวปาหนันให้เข้าไปหาเจ้าของร้าน อีกฝ่ายเมื่อได้ยินว่าปาหนันนั้นเป็นคุณปาหนันสาวงามจากบางกอก มิหนำซ้ำยังมีคนรับใช้ก็รีบต้อนรับขับสู้
       “เชิญทางนี้เลยค่ะคุณปาหนัน มีชุดสวยๆใหม่ๆเยอะเลยค่ะ” เจ้าหล่อนผายมือเชื้อเชิญลูกค้าชั้นดีให้เลือกชมเสื้อผ้า ปาหนันรู้สึกประดักประเดิดชอบกล เกิดมาเพิ่งมีคนเรียกว่า‘คุณ’ ก็เมื่อมีรูปงามนี่แหละ นี่กระมังที่ใครๆก็อยากรูปงาม เพราะคนรูปงามมักถูกให้เกียรติก่อนคนรูปทรามโดยไม่ทันได้มองเห็นจิตใจที่เป็นเนื้อแท้ของมนุษย์
       ปาหนันถูกพาตัวหายไปหลังร้านชั่วอึดใจก่อนจะออกมาในชุดสวย สวยเสียจนคนเป็นแม่ตะลึง แต่ในความตะลึงนั้นเธอแลเห็นอนาคตที่แสนสดใสของเธอกับลูกสาว อนาคตที่จะทำให้พวกที่เคยทำร้ายเธอได้หลาบจำจนวันตาย!
       “คุณปาหนันสวยมากเลยนะคะ ใส่ชุดไหนก็สวย ผิวพรรณดี๊ดี จะรังเกียจไหมคะถ้าจะให้คุณปาหนันมาเป็นนางแบบให้ห้องเสื้อรพีพรรณของเรา ทางเรามีเสื้อผ้าสวยๆให้คุณปาหนันเป็นการตอบแทนด้วยค่ะ” เจ้าของห้องเสื้อเชื้อเชิญ รู้สึกเกรงใจไม่น้อยที่จะให้อีกฝ่ายมาเป็นแบบให้ห้องเสื้อเล็กๆของเธอ ว่าจะให้ค่าตัวคุณปาหนันเจ้าตัวก็คงไม่อยากได้นักหรอก ดูท่าแล้วเป็นลูกผู้รากมากดีเงินนิดหน่อยคงไม่สนใจ สู้ให้ค่าตอบแทนเป็นเสื้อผ้าจะดีกว่า
       “อย่าเลยจ้ะ ฉันไม่เคย...”
       “ได้เลยจ้ะ ตอนอยู่บางกอกคุณปาหนันก็ถูกเชิญไปเป็นแบบให้ห้องเสื้อดังบ่อยๆใช่ไหมคะคุณปาหนัน?” คนเป็นแม่เอ่ยถามแล้วส่งสายตาเป็นเชิงบังคับให้ตอบตกลง ปาหนันจำต้องพยักหน้ารับทั้งๆที่ไม่อยากเลยแม้แต่น้อย
       “ก็ได้จ้ะ”
       “อย่างนั้นดีเลยค่ะ เสื้อผ้าสี่ชุดวันนี้ทางร้านขอมอบให้คุณปาหนันเลยนะคะ ไว้วันพรุ่งนี้ดิฉันจะนัดช่างภาพมาถ่ายภาพคุณปาหนันที่ร้านนะคะ รับรองเลยค่ะจะต้องมีแต่คนถามว่าคุณปาหนันเป็นใครแน่ๆ เพราะคุณปาหนันสวยมาก สวยกว่าดาราอีกค่ะ” เจ้าของห้องเสื้อปากหวานใส่ ปาหนันทำได้แต่ยิ้มแห้งๆยังรู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายชมนั้นไม่ได้ชมเธอ แต่ชมคุณปาหนันที่เธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นใครกัน
       เจ้าของห้องเสื้อจัดการเอาชุดที่เหลือใส่ถุงส่งให้กับรำพึงที่คิดว่าเป็นคนรับใช้ รำพึงรับมาถือไว้
       “ขอบใจนะจ๊ะ ฉันเกรงใจเสียจริง” ปาหนันบอกอย่างพาซื่อตามประสาชาวบ้านจนคนเป็นแม่ต้องแก้สถานการณ์เพราะกลัวอีกฝ่ายจะจับได้
       “คุณปาหนันเธอเป็นคนไม่ถือยศถืออย่างน่ะ พูดจากับพวกคนรับใช้ที่เรือนก็ไพเราะแบบนี้แหละจ้ะ”
       เจ้าของห้องเสื้อพยักหน้ารับแล้วยิ้ม ทันใดนั้นประตูห้องเสื้อก็เปิดออกโดยสตรีนางหนึ่ง สตรีที่ปาหนันกับรำพึงไม่คิดว่าจะได้มาเจอยังที่แห่งนี้...วศี
       ทันทีที่เห็นลูกค้าประจำเข้ามาในร้าน เจ้าของห้องเสื้อก็รีบขอตัวไปต้อนรับวศีที่มาในชุดสวยตามสมัยนิยม สวมหมวกปีกกว้างทั้งๆที่อยู่ในที่ร่ม แต่งหน้าจัดแต่สวมแว่นกันแดดอันโต ร้อนจนตับจะแตกแต่สวมถุงมือ ซ้ำยังถือพัด บางทีก็เข้าใจถึงรสนิยมของสาวเจ้ายากเสียจริง
       “สวัสดีค่ะคุณวศี วันนี้มาคนเดียวเหรอคะ” เธอเอ่ยถามด้วยเสียงหวานใสกับลูกค้าชั้นดีที่จับจ่ายใช้สอยอย่างไม่คิดอะไร วศีทำหน้าง้ำพลางสะบัดพัดในมืออย่างหงุดหงิดในอารมณ์
       “มากับพี่บรรณ แต่พี่บรรณขอตัวออกไปดูพระทางด้านท้ายตลาดโน่น ฉันขี้เกียจไปด้วย ร้อนจะตายชัก” สาวเจ้าบอกแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ทางด้านหนึ่งของร้าน เจ้าหล่อนหย่อนก้นลงที่เก้าอี้ไม่ทันไรพลันสายตาเหลือบไปเห็นปาหนันยืนอยู่เข้าก็ย่นคิ้วด้วยความสงสัย เพราะรู้สึกคุ้นเหมือนเคยเจอที่ไหนแต่ก็แน่ใจว่าไม่รู้จักเป็นแน่แท้รำพึงที่หลบอยู่มุมหนึ่งเห็นว่าวศีจ้องมาเห็นท่าจะไม่ดี เธอจึงรีบดึงตัวลูกสาวออกไปจากห้องเสื้อโดยพลันเพื่อไม่ให้วศีเห็นแล้วนึกสงสัยว่าเหตุใดเธอจึงมากับสาวสวยคนนี้
       “เอ๊ะนั่นใครน่ะ ?” วศีเอ่ยถามเจ้าของห้องเสื้อแล้วใช้สายตามองไปยังปาหนันที่เพิ่งออกไปจากในร้าน อีกฝ่ายมองตามแล้วร้องอ๋อ
       “อ๋อ คุณปาหนันค่ะคุณวศี เห็นว่ามาจากบางกอก ส๊วยสวยนะคะ นี่ฉันก็ติดต่อให้เธอมาเป็นแบบให้ห้องเสื้อ...”  เจ้าหล่อนพูดอะไรอีกมากมายแต่วศีไม่สนใจที่จะฟัง สิ่งที่เธอสนใจเวลานี้คือผู้หญิงที่ชื่อปาหนัน นางเป็นใคร ทำไมเธอไม่รู้จักแต่เหมือนรู้จัก ไม่เคยสนทนาแต่เหมือนเคย ที่สำคัญชื่อปาหนันเหมือนอีเป๋หน้าผีนั่น แต่คนเราก็ชื่อซ้ำกันได้ไม่แปลกหรอก ที่แปลกคือความรู้สึกของเธอต่างหากทำไมต้องสนใจสตรีนางนั้นด้วย เหมือนมีลางสังหรณ์ว่าชีวิตของเธอกำลังจะมีผู้หญิงที่ชื่อปาหนันเข้ามาวุ่นวาย
       ปาหนันคนแรกคือหญิงพิการขาเป๋หน้าตาอัปลักษณ์...ปาหนันอีกคนคือสาวบางกอกผู้มีรูปโฉมสะคราญ
       แต่ไม่ว่าจะปาหนันไหนเธอก็ไม่ถูกชะตาทั้งนั้น
       วศีเกลียดคนชื่อปาหนัน!

       ด้วยความกลัวว่าวศีจะเห็นตนทำให้รำพึงรีบลากปาหนันออกห่างจากห้องเสื้อรพีพรรณ เพราะถ้าวศีเห็นเธออยู่กับปาหนันคนใหม่ต้องสงสัยเป็นแน่ว่าเหตุใดเธอจึงไปอยู่กับหญิงสาวชาวกรุงรูปงามได้ วิธีที่จะปิดความลับคือห้ามเกิดข้อสงสัยอันใดขึ้นแม้แต่น้อย
       “แม่จ๊ะฉันเจ็บ...” ปาหนันบอกกับผู้เป็นแม่ที่เผลอกระชากแขนลูกสาวอย่างแรง ครั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าวศีไม่เห็นจึงปล่อยมือออกจากแขนของปาหนันแล้วกำชับเสียงเข้ม
       “จำไว้นะนังปาหนัน เรื่องที่เกิดขึ้นกับแกจะมีแค่ฉันกับแกเท่านั้นที่รู้ ห้ามปริปากบอกใครเป็นอันขาดว่าแกคือปาหนันคนเดิม จำไว้ตอนนี้แกคือคุณปาหนันไม่ใช่นังปาหนัน!”
       “แต่ฉันไม่อยากเป็นคุณปาหนันเลยจ้ะ ฉันอยากกลับเป็นนังปาหนันคนเดิม ปาหนันคนที่อัปลักษณ์...” ปาหนันบอกตามความรู้สึกที่แท้จริง แม้ว่าเธอจะชื่นชมความงามของเรือนร่างที่เธออยู่ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ตัวเธอคนเราจะมีความสุขในการเป็นคนอื่นได้นานสักเท่าไหร่กัน
       “หยุดคิดแบบนั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่อยากจะกลับไปเป็นคนพิการหน้าตาอัปลักษณ์ แกดูตัวแกตอนนี้สิ แกเป็นคนสวย คนสวยใครๆก็รักใครๆก็ชอบ ชีวิตของแกจะดีขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นแกจะต้องอยู่เป็นคุณปาหนันแบบนี้ต่อไป เพราะถ้าแกสบายฉันก็สบายด้วย ที่สำคัญแกจะได้แก้แค้นคนพวกนั้นแทนฉัน คนที่ทำให้ชีวิตของฉันเป็นแบบนี้!” น้ำเสียงที่รำพึงใช้นั้นทำเอาปาหนันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก เวลานี้เธอสับสนเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง มันต้องมีที่มาที่ไปสิไม่อย่างนั้นเธอจะกลายเป็นคนงามได้อย่างไร
       “คนพวกนั้น...พวกไหนจ๊ะ?”
       “ก็ครอบครัวของไอ้ทองกับอีวศียังไง” คนเป็นแม่บอกพลางกัดฟันกรอดๆ ยิ่งคิดถึงเรื่องในอดีตยิ่งเจ็บแค้น ผสมปนเปกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วย ความเกลียดชังมีแรงผลักดันมากพอที่จะทำให้รำพึงกล้าทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือการยอมจะฆ่าคนเพื่อขอพรให้ลูกสาวเป็นคนสวยและเธอจะใช้ความสวยของลูกสาวนั้นแก้แค้นคนที่เคยดูหมิ่นเสียให้หลาบจำจนวันตาย!
       ปาหนันไม่รู้หรอกว่าแม่ของเธอแค้นอะไรคนบ้านนั้นนักหนา แต่หากเป็นเรื่องที่เกิดกับเธอเมื่อวันก่อน ปาหนันบอกได้ทันทีว่าเธอไม่ถือโทษ เวรต้องระงับด้วยการไม่จองเวร แต่ครั้นจะพูดกับมารดาในเวลานี้ก็ไม่ต่างจากการพายเรือทวนน้ำเชี่ยว มันยากเย็นยิ่งนัก จำต้องเลยตามเลยไปก่อน
       “ฉันบอกผาได้ไหมจ๊ะ ผาเป็นเพื่อนคนเดียวของฉัน” ปาหนันเอ่ยถามสตรีข้างกาย รำพึงหันมาถลึงตาใส่ลูกสาวแล้วทำท่าจะหยิกต้นแขนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
       “ไม่ได้! ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าเรื่องนี้จะมีแค่ฉันกับแกเท่านั้นที่รู้ กับไอ้ผาเองก็ไว้ใจไม่ได้ ถ้าบอกมันแล้วมันกระโตกกระตากขึ้นมาจะทำยังไง ห้ามเด็ดขาด แล้วนับจากวันนี้ห้ามแกไปสุงสิงกับไอ้ผามันอีก แกเป็นผู้หญิงสวย ไอ้ผามันเป็นผู้ชายก็เหมือนน้ำมันอยู่ใกล้ไฟไว้ใจไม่ได้” คนเป็นแม่ย้ำนักย้ำหนา ปาหนันจะเถียงแต่เจอสายตาของแม่เลยจำต้องเงียบแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่ เหนื่อยใจนี่สิยากนักจะบรรเทา
       ปาหนันไม่ชินเอาเสียเลยกับการที่เดินได้อย่างคล่องแคล่วไม่โขยกเขยกแบบตอนที่ขาเป๋ แต่ก็สารภาพตามตรงว่าเธอรู้สึกดีไม่น้อยที่สามารถเหยียบพื้นดินได้ด้วยขาสองข้างอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องกลัวว่าจะหกล้มหกลุกอย่างเก่า แต่แล้วอยู่ๆรำพึงก็หยุดเดินแล้วหันมาหาปาหนันที่เดินตามหลังมา เธอดึงตัวลูกสาวหลบเข้าพุ่มไม้บริเวณบ้านแล้วกระซิบกระซาบบอก
       “ไอ้ผามันอยู่หน้าบ้าน แกหลบอยู่ตรงนี้ก่อนเดี๋ยวมันจะสงสัยว่าแกเป็นใคร แล้วอย่าลืมที่ฉันสั่งไว้ ห้ามบอกไอ้ผาว่าเกิดอะไรขึ้นกับแก...ห้ามเด็ดขาด!”รำพึงย้ำอีกคราพลางส่งสายตาพิฆาตให้ลูกสาวเป็นเชิงว่าเธอจริงจังในคำสั่ง ปาหนันจำต้องพยักหน้ารับทั้งที่ไม่อยากทำเช่นนั้น
       “จ้ะแม่”
       เมื่อสั่งลูกสาวแล้ว รำพึงจึงเดินไปที่หน้าบ้านของตัวเองด้วยท่าทีที่เป็นปกติ แลเห็นผานั่งชะเง้อชะแง้อยู่ที่แคร่หน้าบ้าน อีกฝ่ายเห็นรำพึงเดินกลับมาก็ลุกผึงขึ้นทันควันก่อนจะตรงเข้าไปเอ่ยถามด้วยความสงสัยและเป็นห่วง
       “น้ารำพึงไปไหนมาจ๊ะ ฉันมาหาตั้งแต่เช้าไม่เจอใครเลย ใจคอไม่ดีนึกว่าปาหนันเป็นอะไรจนต้องพาไปโรงหมอ แล้วนี่ปาหนันไปไหนซะล่ะจ๊ะ?” ผามองหาปาหนันไปจนทั่วทว่าไม่พบแม้แต่เงา รำพึงเองแสร้งทำเป็นวุ่นวายจับนั่นจับนี่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
       “โอ๊ย...ฉันเหนื่อย แกอย่าเพิ่งถามอะไรฉันมากเลยไอ้ผา จะไปไหนก็ไป”รำพึงเลี่ยงจะเดินเข้าบ้านทำราวกับผาไม่มีตัวตนแต่ผายังตื๊อไม่เลิก
       “หรือปาหนันอยู่โรงหมอ ? ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันตามไปดูแลให้ดีกว่า” ผาทำท่าจะเดินออกไปอีกทางหนึ่งด้วยความร้อนรนรำพึงเห็นว่าไม่ได้การจึงรีบร้องบอก
       “ต่อไปแกไม่ต้องมาหานังปาหนันมันแล้วนะไอ้ผา” สิ่งที่รำพึงบอกทำเอาอีกฝ่ายชะงักแล้วหันมามองพลางย่นคิ้วเข้มด้วยความฉงน
       “น้ารำพึงหมายความว่ายังไงจ๊ะ?”
       “เอ๊ะไอ้นี่! ฉันก็หมายความว่าต่อไปแกไม่ต้องมาหานังปาหนันมันแล้ว นังปาหนันมันไม่อยู่ที่นี่แล้ว!”รำพึงโป้ปดเพื่อหาเรื่องไม่ให้ผามายุ่มย่ามกับปาหนันอีก อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งข้องใจหนักขึ้นไปอีก
       “ไม่อยู่ที่นี่ แล้วปาหนันไปอยู่ที่ไหนล่ะจ๊ะ?”
       “ฉันส่งนังปาหนันไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัดแล้ว มันอยู่ที่นี่ก็ถูกคนอื่นรังแก สู้ให้มันไปช่วยงานญาติเสียดีกว่าจะได้หาเงินหาทองมาจับจ่ายใช้สอยภายในบ้าน” แม้น้ำเสียงที่ใช้จะดูเหมือนไม่มีพิรุธทว่าสายตากลับซ่อนความลับไว้ได้ไม่มิด รำพึงจึงหลบสายตาจากผาเนื่องด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะจับผิดได้ ผาเป็นคนขี้สงสัยและฉลาดไม่น้อย รำพึงจึงกลัวว่าชายหนุ่มจะต้อนเธอจนจนมุม แต่รำพึงเองก็มั่นใจพอควรว่าจะเก็บความลับนี้ไว้ได้ เพราะมันหมายถึงการแก้แค้นอันหอมหวานที่เธอรอคอยมาตลอดชีวิต เธอจะไม่ยอมทำมันพังเด็ดขาด...ไม่ยอม!
       “แต่เท่าที่ฉันรู้ น้ารำพึงกับปาหนันไม่มีญาติที่ไหนนี่จ๊ะแล้วน้ารำพึงให้ปาหนันไปอยู่กับใครกัน?” สาบานได้ว่าไม่ได้จะจับผิดแต่อยากจะรู้จริงๆ รำพึงได้ยินเช่นนั้นก็แว้ดใส่ผาเพื่อกลบเกลื่อนข้อสงสัยนั้น เพราะสิ่งที่ผาว่าคือเรื่องจริง เธอไม่มีญาติที่ไหน ถ้าจะมีก็ตายกันไปหมดแล้ว!
       “มันจะมากไปแล้วนะไอ้นี่ แกจะมารู้ดีกว่าครอบครัวฉันได้ยังไง นี่ฉันต้องมานั่งอธิบายให้แกฟังด้วยเหรอว่าฉันมีญาติโกโหติกาที่ไหนบ้าง!”รำพึงถลึงตาใส่เพื่อนลูกสาว ผารีบโบกไม้โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ
       “เปล่าจ้ะน้ารำพึง ฉันก็แค่ตกใจที่รู้ว่าปาหนันไม่อยู่ที่นี่แล้ว อย่างน้อยถ้าจะไปได้ร่ำลากันหน่อยก็ยังดี” ผาน้ำเสียงอ่อยลงทันที รู้สึกใจหายจนอยากจะร่ำไห้ ตลอดชีวิตของเขามีปาหนันเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว อยู่ๆอีกฝ่ายกลับหายไปโดยไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะได้พบกันอีก เป็นใครก็ต้องอาวรณ์เป็นธรรมดา 
       “เออน่า เดี๋ยวอีกสักพักมันก็กลับมามันไม่ได้ไปตายสักหน่อย...ไปๆ แกกลับบ้านไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน”รำพึงโบกไม้โบกมือไล่ผา ชายหนุ่มจำใจพยักหน้ารับก่อนจะเดินคอตกออกไป
“ฉันไปนะจ๊ะน้ารำพึง ถ้าน้ารำพึงมีอะไรให้ฉันช่วยก็ไปตามฉันได้นะจ๊ะ”
       “เออๆ ขอบใจแกมาก” รำพึงมองตามเพื่อนของลูกสาวไปจนลับตา ใจนึงก็นึกสงสาร แต่อีกใจก็ต้องหยุดความรู้สึกนั้นไว้ เพราะเธอมีภารกิจใหญ่กว่านั้น
       อีกทางด้านหนึ่ง ปาหนันที่แอบมองดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับถอนหายใจยาวๆแล้วพูดกับตัวเองเบาๆ
       “ขอโทษนะผา ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตัวเองเลย”

 

--------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
1  สมัยทวารวดี รุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 เรื่อยไปจนถึงศตวรรษที่ 17 ร่องรอยอารยธรรมนี้คือศิลปวัตถุมากมายที่พบในดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่นเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และจังหวัดนครปฐม และยังพบในภาคอื่นๆ เช่น ภาคเหนือที่หริภุญชัย จังหวัดลำพูน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ภาคตะวันออกที่จังหวัดปราจีนบุรี และภาคใต้ก็พบที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น