อัปเดตล่าสุด 2018-09-16 10:01:30

ตอนที่ 7 ศิลาแลงลึกลับกับพรย่อยยับที่บังเกิด!


       โชคดีที่ปาหนันไม่ได้เป็นอะไรมากเพียงแค่หัวแตกและหมอก็ได้ทำการรักษาให้เป็นที่เรียบร้อย ผาพาหญิงสาวกลับมาพักผ่อนที่บ้านแต่กระนั้นก็ยังเป็นห่วงจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องของตัวเอง
       “ไม่มีอะไรแล้ว แกกลับไปเถอะผา ขอบใจมากสำหรับวันนี้”รำพึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนไม่ใช่น้อยก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ลมพัดจนยอดไม้และท้องฟ้าส่งเสียงดังครืนๆเป็นสัญญาณว่าฝนกำลังจะเคลื่อนผ่านมา แม้ลมที่พัดมานั้นจะเย็นชื่นใจแต่รำพึงกลับรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ในใจ ร้อนเหมือนมีกองไฟอยู่ในอก...ไฟแห่งความเคียดแค้น!
       “คืนนี้ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนไหมจ๊ะน้ารำพึง ฉันเป็นห่วงเผื่อปาหนันเป็นอะไรขึ้นมากลางดึกจะได้มีฉันคอยช่วยอีกแรง ให้ฉันนอนตรงแคร่หน้าบ้านก็ได้” ผาอาสาด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง แม้หมอจะบอกว่าปาหนันปลอดภัยแล้วก็ตามครั้นรำพึงได้ยินคำขอเช่นนั้นก็โบกมือปฏิเสธ
       “ไม่เป็นไรหรอก หมอบอกว่านังปาหนันมันไม่ได้เป็นอะไรมาก ที่สำคัญมันเป็นลูกของฉัน มันต้องทนไหวกับเรื่องแค่นี้ โลกนี้มันโหดร้าย มันไม่มีที่ให้คนอ่อนแอยืน เพราะฉะนั้นนังปาหนันจะต้องอดทนและเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งเพื่อเอาชนะคนสารเลวแบบพวกมัน!”รำพึงบอกพลางเหลือบมองเข้าไปในบ้านที่ปาหนันนอนพักอยู่ แม้ใจจริงผาอยากอยู่ช่วยดูแลแต่เขารู้จักน้ารำพึงดีว่าเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นจึงจำใจต้องกลับบ้านตามคำสั่งของอีกฝ่าย
       “ก็ได้จ้ะ แต่ถ้ามีอะไรน้ารำพึงไปเรียกฉันที่บ้านได้ตลอดเวลาเลยนะจ๊ะ”
       “อืม...คงไม่มีอะไรหรอก เพราะนับจากวันนี้คนที่ต้องร้องขอความช่วยเหลือคือพวกมัน!” สายตาของรำพึงนั้นดูน่ากลัวพิลึกแต่ผาพยายามไม่คิดอะไร น้ารำพึงคงกำลังโกรธคนโกรธก็มักพูดจาด้วยอารมณ์อยู่แล้ว
       “ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะจ๊ะน้ารำพึง” ว่าแล้วผาก็เดินออกไปอีกทางหนึ่งโดยมีสายตาของรำพึงมองตาม 
       เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะไม่ย้อนกลับมาเธอจึงเดินเข้าไปในบ้าน หยิบผ้าสีหม่นขึ้นมาคลุมศีรษะเพื่อพรางตัวก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตะเกียงเจ้าพายุออกมาจุด คนเป็นแม่มองลูกสาวที่นอนนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกสงสารจับหัวใจ เกิดมากำพร้า มิหนำซ้ำยังพิการ ซึ่งนั่นก็ว่าแย่แล้ว ยังถูกกลั่นแกล้งราวกับไม่ใช่คนอีก แต่ต่อจากนี้ แกจะได้ทุกอย่างที่แกปรารถนา...นังปาหนัน!

       ท่ามกลางความมืดแห่งรัตติกาลเสียงนกกลางคืนที่ออกหากินดังก้องผืนป่าทึบ แสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุเปรียบเสมือนผู้นำทางชั้นดีในยามนี้ เท้าของรำพึงเหยียบเศษใบไม้แห้งดังกรอบแกรบไปทั่วบริเวณ อากาศรอบข้างเย็นยะเยือกแต่ด้วยความรุ่มร้อนภายในใจทำให้รำพึงไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บนั้น สายตาของเธอจ้องมองไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย...ถ้ำลับในป่าลึกที่น้อยคนจะเคยเข้าไป
       มีความลับบางอย่างที่รำพึงไม่เคยบอกใคร เป็นความลับเรื่องของความลับที่อุทัยปิดไว้มานาน
       ความลับเรื่องศิลาแลงในถ้ำลับในป่าลึก!
       เมื่อรำพึงได้ตกลงใช้ชีวิตกับชายรุ่นพ่อเธอมีเรื่องคาใจอย่างหนึ่งที่ไม่คิดจะเอ่ยถามอุทัย นั่นคือเหตุใดทุกคืนวันเพ็ญอุทัยจึงหายออกจากบ้านและกลับมาตอนรุ่งสางเสียทุกครั้ง นั่นยังไม่น่าแปลกใจเท่าทุกครั้งที่อุทัยกลับมา เสื้อผ้าของเขามักจะเปื้อนเลือดไม่มากก็น้อย อุทัยบอกว่าเป็นเลือดของสัตว์ป่าพวกไก่ป่ากระรอกป่าที่เขาล่ามาขายทว่ารำพึงกลับไม่เคยเห็นสัตว์ที่ว่าเลยสักตัว
ด้วยความข้องใจทำให้คืนวันเพ็ญคืนหนึ่งรำพึงแสร้งนอนหลับ...แต่เปล่าเลยเธอแอบตามผู้เป็นสามีไปอย่างลับๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นก็คืออุทัยฆ่าคน!
       ในขณะที่ผู้เป็นสามีลากศพหญิงชาวบ้านคนหนึ่งไปที่หน้าถ้ำนั้น รำพึงดันพลาดเหยียบกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียง “กร็อบ” แม้จะเป็นเสียงที่เบาเสียเหลือเกินแต่ในป่าที่เงียบสงัดนั้นเสียงเพียงเล็กน้อยก็ดังก้องจนอุทัยต้องหันมอง รำพึงรู้ตัวว่าถูกจับได้จึงวิ่งหนีเขาด้วยความกลัวเฝ้าถามตัวเองว่าเธออาศัยอยู่กับฆาตกรมาตลอดอย่างนั้นหรือ?
       “หยุดก่อนรำพึง!” เสียงของอุทัยเอ่ยเรียกภรรยาสาวแต่รำพึงหาได้ทำตามที่อีกฝ่ายร้องบอกไม่ เธอวิ่งอย่างสุดกำลัง คิดอย่างเดียวคือต้องพาปาหนันหนีไป ถ้าวันหนึ่งอุทัยฆ่าเธอกับลูกจะทำยังไง
       “รำพึง! ฉันบอกให้หยุดก่อน รำพึง!” อุทัยเปล่งเสียงร้องเรียกในขณะที่ภรรยายังวิ่งอย่างสุดฝีก้าว แต่เท้าเจ้ากรรมดันสะดุดกิ่งไม้จนล้มหัวคะมำลงกับพื้น สาวเจ้าตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นหนีแต่อุทัยคว้าตัวไว้เสียก่อน
       “ปล่อยนะ...ปล่อยฉันไปนะ ไอ้ฆาตกร…ไอ้ฆาตกร!”รำพึงแหกปากร้องลั่นมือทั้งสองข้างทุบตีไปที่ชายตรงหน้าอย่างสุดกำลัง
       “หยุดแล้วฟังฉันก่อนรำพึง!” ฝ่ายสามีพยายามเรียกสติของรำพึงให้กลับมา แต่ในเวลานั้นเป็นใครก็คงอยู่เฉยไม่ได้ที่ได้รู้ว่าคนที่นอนข้างกันทุกคืนฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น!
       “ไม่ฟัง! พี่ฆ่าคน! พี่เป็นฆาตกร! ปล่อยฉันไปนะ” สิ้นเสียงของรำพึงผู้เป็นสามีก็ปล่อยร่างของภรรยาอย่างง่ายดาย รำพึงวิ่งหนีไปได้เพียงนิดเดียวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่อุทัยพูด
       “ที่ฉันต้องทำแบบนี้ก็เพื่อให้ได้มีชีวิตอยู่ดูแลรำพึงกับปาหนันอย่างไรเล่า!” น้ำเสียงที่อุทัยพูดนั้นสั่นเครือ มันเป็นน้ำเสียงที่รำพึงเองก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจ หญิงสาวหยุดนิ่งแล้วค่อยๆหันมองหน้าของอีกฝ่าย ให้โอกาสเขาได้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
       “พี่หมายความว่ายังไง?”รำพึงย่นคิ้วถามยังทิ้งระยะห่างด้วยความไม่ไว้วางใจ
       “พี่เคยจะตายมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน...” อุทัยทิ้งตัวนั่งลงที่ขอนไม้ใหญ่ ถอนหายใจยาวๆแล้วเล่าเรื่องราวในครั้งอดีต เรื่องราวที่เป็นสาเหตุของการที่ต้องเป็นฆาตกรในวันนี้

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . 

       อุทัยป่วยกระเสาะกระแสะมานานร่วมปี พยายามรักษาทุกวิถีทางทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แผนโบราณ ยาจีน ยาเขมร ทุกอย่างที่ใครว่าดีอุทัยทำทุกอย่างแต่ผลกลับไม่ดีอย่างที่หวัง นับวันอาการยิ่งแย่แย่จนถึงขั้นคิดว่าคงไม่รอดเป็นแน่แท้
       เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก คนเราเมื่อรู้ว่ากำลังจะตายแรงหายใจก็แทบไม่มี อุทัยถอดใจและคิดจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดเพราะทรมานกับอาการเจ็บป่วยเสียเหลือเกิน
แต่แล้วก็มีคนเฒ่าคนแก่คนหนึ่งนึกเวทนาเพราะยังซาบซึ้งใจที่อุทัยช่วยทำศพแม่ของเขาเป็นอย่างดี ชายผู้นั้นเดินทางมาบอกกับผู้กำลังจะตายว่า
       “เอ็งจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ข้าเคยได้ยินคนเก่าแก่แถวนี้พูดกันมาว่าที่ถ้ำในป่าลึกมีแท่นศิลาแลง1อยู่ ใครอยากได้อะไรหากไปขอพรจะเป็นจริงทุกอย่าง แต่ก็นะ...มันมีข้อแลกเปลี่ยนคือเอ็งต้องฆ่าคนแล้วเอาไปสังเวยที่แท่นศิลาแลงทุกคืนวันเพ็ญ หากคืนไหนไม่มีคนไปสังเวย พรที่ขอจะมลายหายไป”
       แรกทีเดียวอุทัยไม่คิดจะเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายบอก จนเมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตแล้ว เขาจึงรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเดินทางไปที่ถ้ำลับในป่าลึกเพื่อขอพรกับแท่นศิลาแลงแบบที่ชายคนนั้นบอก
       อุทัยที่เรี่ยวแรงแทบหมดสิ้นทิ้งตัวลงหน้าแท่นศิลาแลง ประนมมือขึ้นกราบเบื้องหน้า ในยามที่จะตายคนเรามักทำอะไรได้ทุกอย่างขอแค่มีชีวิตรอด
       “ถ้าแท่นศิลาแลงศักดิ์สิทธิ์จริง ขอจงให้ฉันหายเจ็บป่วยทีเถิด ฉันทรมานเหลือเกิน ทรมาน...จน...ทน...ไม่...ไหว...แล้ว” จบประโยคนั้นโลกของอุทัยก็หมุนเคว้งก่อนที่ร่างจะล้มลงตรงหน้าแท่นศิลาแลง โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะได้ลืมตาตื่นขึ้นมามองโลกใบนี้อีกครั้งหรือไม่

       ลมเย็นๆพัดเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอนของอุทัยที่เปิดทิ้งไว้จนเขาสะดุ้งเฮือก รู้สึกเย็นจนขนทั้งร่างตั้งชัน เขาลุกขึ้นนั่งแล้วใช้สองมือโอบกอดตัวเอง พยายามนึกทบทวนว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นเมื่อคิดได้ว่ากระทำสิ่งใดลงไปก็ต้องถกเถียงกับตัวเองอีกว่ามันคือเรื่องจริงหรือความฝัน ถ้ามันเป็นเรื่องจริงเขาเอาเรี่ยวแรงจากไหนเดินกลับมาที่บ้านทั้งที่ก่อนหน้านั้นแรงจะหายใจยังรวยริน
       แต่แล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็บังเกิด วันนั้นอุทัยกลับมีเรี่ยวแรงอย่างมากมายมหาศาล เขาเข้าสวนไปถางไร่ที่รกหลังจากไม่ได้จับจอบจับเสียมมาร่วมปี ทำมันคนเดียวจนเสร็จราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อาการเจ็บไข้ที่เหมือนผีร้ายสิงสถิตอยู่ในร่างกลับมลายหายไปพลัน อุทัยพยายามคิดไปว่าที่เขาหายเจ็บป่วยนั้นเป็นเพราะได้พักผ่อนและได้ยาดี คำขอพรกับศิลาแลงนั้นเป็นเพียงเรื่องที่คิดกันไปเอง
       คืนวันเพ็ญมาถึง... 
       อุทัยไม่ได้ลืมในสิ่งที่ชายคนนั้นบอกหรอกว่าหากขอพรแล้วได้ดั่งหวังต้องทำเช่นไร แต่เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอาการเจ็บไข้ที่หายไปนั้นเป็นเพราะพรที่ขอ หากไม่ใช่...แล้วเขาฆ่าคนไปสังเวยแท่นศิลาแลงนั่นเท่ากับเขาเป็นฆาตกรโดยไม่จำเป็น
       ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนพยายามทำใจให้ผ่อนคลายโดยไม่เคยรู้เลยว่าพรวิเศษกำลังจะคลายและความตายกำลังจะมาแทนที่!
       ใกล้รุ่งสางคืนวันเพ็ญคืนนั้น อุทัยรู้สึกหนาวเหน็บจนแทบขาดใจแต่ร่างกายกลับร้อนเหมือนถูกจับไปย่างในกองเพลิง ลมหายใจสะดุดเหมือนพร้อมจะหยุดได้ในทุกวินาทีทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมนุษย์เดินวนอยู่รอบบ้าน พร้อมกับเสียงครางต่ำๆจนฟังไม่เป็นภาษา เจ้าของบ้านลากสังขารออกไปเปิดประตูใครกันเล่ามาเดินอยู่รอบบ้านในยามวิกาลเช่นนี้ แล้วก็พบเห็นสิ่งที่ทำเอา             เจ้าของบ้านที่ไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วยิ่งสิ้นเรี่ยวแรงไปกันใหญ่ เพราะเจ้าของเสียงปริศนานั้นมาในรูปแบบเงาสีดำตัวสูงกว่าหลังคาบ้าน ดวงตาสีเขียวจ้องเขม็งตรงมายังคนที่ได้สมใจหมาย มืออันแห้งเหี่ยวสีดำทมิฬเอื้อมมาจะจับร่างของอุทัย ชายหนุ่มร้องลั่นก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง!
       แม้จะวิ่งเร็วแค่ไหนแต่ก็รู้สึกเหมือนเงาสีดำปริศนาจะตามมาอย่างกระชั้นชิด ชิดแบบหายใจรดต้นคอทั้งที่อุทัยมั่นใจว่ามันไม่มีลมหายใจ เวลานั้นแขนขาของเขาเริ่มจะหมดแรง มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันเหมือนวิญญาณในร่างกำลังจะแตกสลายพร้อมจะสูญหายได้ตลอดเวลา อุทัยจึงมั่นใจแล้วว่าพรที่ขอนั้นเป็นจริงและหากพ้นคืนวันเพ็ญเขายังหาคนไปสังเวยแท่นศิลาแลงไม่ได้คนที่จะตายคือเขานั่นเอง!
       ฆ่าใคร...เขาจะฆ่าใครดี?
       พลันสายตามองไปเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังกวาดเศษหญ้าเศษใบไม้อยู่หน้ากำแพงวัดในยามรุ่งสาง ความกลัวตายของอุทัยทำให้เขาเดินตรงไปหาพระสงฆ์รูปนั้น ประนมมือแล้วก้มลงกราบตรงหน้า
       “อ้าว...อุทัย จะไปไหนแต่เช้ามืดเล่า?” พระสงฆ์รูปนั้นเอ่ยถามตามประสาคนคุ้นเคยเพราะอุทัยเองก็มาช่วยงานที่วัดอยู่บ่อยๆ อุทัยไม่ได้ตอบคำถามของพระรูปนั้นแต่กลับพูดบางอย่างที่เป็นปริศนา
       “อโหสิกรรมให้ผมด้วยครับหลวงพ่อ ผมจำเป็นต้องทำจริงๆ” พูดจบอุทัยก็ผลักพระสงฆ์รูปนั้นจนล้มคว่ำก่อนจะหยิบด้ามไม้กวาดขึ้นมาระดมฟาดไปที่เหยื่ออย่างไม่ยั้งมือจนพระสงฆ์แน่นิ่ง เลือดเปรอะเปื้อนจีวรจนน่าเวทนา 
       มีเวลาไม่มากแล้วอีกไม่กี่นาทีคืนวันเพ็ญจะพ้นผ่านและความตายจะมาเยือนหากเขายังไม่มีดวงวิญญาณไปสังเวยแท่นศิลาแลง อุทัยรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายยกร่างของพระสงฆ์ขึ้นพาดบ่าแล้วเดินตรงไปยังถ้ำลับในป่าลึกเพื่อนำศพไปสังเวยยังแท่นศิลาแลงที่เขาขอพรไว้
       ชายหนุ่มวางศพของพระสงฆ์ลงตรงหน้าแท่นศิลาแลง ได้ยินเสียงครางต่ำๆดังรอบบริเวณถ้ำชวนขวัญผวา ทันใดนั้นเงาลึกลับก็ปรากฏตัวทางด้านหลังแท่นศิลาแลง มันค่อยๆยื่นมือมาดึงศพของพระสงฆ์ให้หายเข้าไปในมุมมืด อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงถอยกรูดด้วยความตื่นกลัวก่อนจะวิ่งหนีออกไปจากถ้ำแห่งนั้นไปอย่างไม่คิดชีวิต!
       และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นฆาตกรจำยอม...เพราะถ้าไม่ยอมเขาจะตาย!

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       “ฉันไม่ได้อยากทำเลยแต่ฉันไม่อยากตาย แม่รำพึงเข้าใจฉันไหม ความตายมันน่ากลัว แม้ฉันจะทำงานกับคนตายมาเกือบตลอดชีวิตแต่ก็ยังทำใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าตัวเองจะตาย ฉันไม่ได้กลัวหรอกว่าตายแล้วจะเป็นยังไง ฉันกลัวความรู้สึกตอนกำลังจะตายเสียมากกว่า” อุทัยบอกด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดในสิ่งที่ได้ทำลงไป 
       รำพึงได้ยินเช่นนั้นก็ละทิ้งความหวาดระแวงแล้วทิ้งตัวนั่งลงข้างๆผู้เป็นสามีก่อนจะฟังเขาเล่าต่อ
       “แม่รำพึงคิดเหรอว่าฉันมีความสุขที่ต้องฆ่าคนครั้งแล้วครั้งเล่าฉันต้องนอนฝันร้ายทุกคืนกลัวบาปกรรมมันตามมาคิดบัญชีในสักวัน ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจจะเลิกฆ่าคนไปสังเวยแท่นศิลาแลงนั่น มันไม่คุ้มกันเลยกับชีวิตของสัปเหร่อคนนึงที่ต้องแลกกับชีวิตของคนบริสุทธิ์มากมาย ฉันตัดสินใจเดินเข้าป่าไปพร้อมมีดพร้าหมายจะสังหารตัวเองเสียให้สิ้นซาก แต่แล้วก็ต้องหยุดความคิดนั้น...”        อุทัยเล่าแล้วจ้องหน้าของรำพึง ผู้หญิงที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อใครสักคน..

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       อุทัยนั่งนิ่งทบทวนว่าความตายคือสิ่งที่เขาควรยอมรับมัน มีดพร้าในมือเตรียมปาดคอเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของใครบางคนไม่ไกลจากจุดที่เขาเลือกให้เป็นสุสานของตัวเอง
       “อโหสิกรรมให้แม่ด้วย แม่ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม ที่สำคัญแม่ไม่อยากให้ลูกของแม่เติบโตมาในสภาพแบบนี้ โลกนี้มันเลวร้ายนัก ขนาดคนปกติยังอยู่ยาก แล้วคนพิกลพิการอย่างลูกคงจะลำบากกว่าหลายร้อยหลายพันเท่านัก ดังนั้นเราสองคนตายไปเสียดีกว่าเผื่อว่าชาติหน้าจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้”รำพึงหันไปมองลูกน้อยที่กำลังร้องไห้จ้า คว้าก้อนหินที่อยู่ใกล้ตัวหมายจะทุบไปที่ใบหน้าแสนอัปลักษณ์ของลูกสาวเป็นการสังหาร...สังหารโดยน้ำมือของคนที่คลอดมาเอง!
       “จะทำอะไรน่ะ ?” เสียงของใครบางคนดังขึ้นดั่งเสียงของสวรรค์ที่รั้งไม่ให้รำพึงทำบาปครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต รำพึงหันมองเห็นชายผู้หนึ่งอายุรุ่นราวคราวพ่อยืนจังก้าอยู่ไม่ไกล เขาเดินตรงเข้ามาคว้าตัวเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าขึ้นมากอดไว้พลางมองรำพึงด้วยสายตาตำหนิ
       “นี่เธอจะฆ่าลูกเหรอ ?!”
       “เรื่องของฉัน...อย่ามายุ่ง!” รำพึงเสียงเขียวใส่อีกฝ่ายพยายามแย่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองกลับมาแต่ไม่สำเร็จ
       “บาปกรรมนักนะฆ่าคน เด็กมันเกิดมาพิกลพิการก็อาภัพจะแย่ นี่ยังจะฆ่ามันอีก ถามมันไหมว่ามันอยากตายหรือเปล่า ถึงเอ็งจะเป็นคนสร้างมันมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเอ็งจะมีสิทธิ์ฆ่ามันนะ คนเราเมื่อลืมตาขึ้นมาดูโลกเมื่อใดนั่นหมายถึงเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองแล้ว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าใครควรอยู่หรือตาย ถ้าเอ็งอยากตายก็ตายไปคนเดียว อย่าเอาเด็กไปด้วย” สิ่งที่ชายผู้นั้นพูดทำเอารำพึงชะงักก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นแล้วร่ำไห้...จริงอย่างที่เขาบอก มนุษย์ทุกคนเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วย่อมเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ไม่มีใครตัดสินชีวิตใครได้ว่าควรอยู่ต่อหรือตายจากไป
ที่อุทัยพูดนั้นก็เหมือนบอกตัวเองเช่นกันว่ามันหมดเวลาที่เขาจะไล่ฆ่าคนอื่นเพื่อตัวเองแล้ว ชีวิตใครใครก็รัก เขารักชีวิตตัวเอง รักตัวกลัวตาย คนอื่นก็คงไม่ต่างกันหรอก
       “มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆคิด ค่อยๆแก้ไข ทุกปัญหามีทางแก้ ถ้าไม่มีที่ไปมาอยู่กับฉันก่อนก็ได้” เขาเอ่ยชวนอย่างมีเมตตา แม้รำพึงจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแต่น้ำใจที่ดีงามของเขาที่แสดงออกมาก็ทำให้เธอซาบซึ้งใจอย่างน้อยเขาก็เป็นคนดึงไม่ให้เธอกระโดดลงในขุมนรกทั้งที่ยังหายใจ
       “ลูกของเธอชื่ออะไรเล่า น่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน” ชายผู้นั้นเอ่ยถามพลางจ้องมองเด็กน้อยในอ้อมกอดที่บัดนี้หยุดร้องไห้เสียสนิท
       “น่ารักน่าชังตรงไหนกัน พี่ก็เห็นอยู่ว่ามันพิการ ส่วนชื่อมันฉันยังไม่ทันได้ตั้งหรอก” รำพึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพลางเหลือบมองลูกสาวของตัวเองที่บัดนี้กลับหลับนิ่งในอ้อมกอดของชายแปลกหน้าราวกับรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้มีลมหายใจต่อไปแล้วไม่มีอันใดต้องหวาดกลัว
       “คนเราทุกคนก็มีดีมีร้ายด้วยกันทั้งนั้น เธอก็เลือกมองแต่ด้านดีสิ อย่างน้อยมันก็เป็นลูกของเธอ ถ้าคนเป็นแม่มองลูกไม่ดีแล้วจะหวังให้ใครเล่ามามองในด้านดี” เป็นอีกครั้งแล้วที่รำพึงสะอึกกับคำพูดของเขา มันเป็นคำพูดที่ชวนรังเกียจตัวเองขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
       “เป็นแม่ประสาอะไรไม่หาชื่อเสียงเรียงนามให้ลูก” เขาเอ็ดรำพึงเบาๆตามประสาคนที่เกิดก่อนพลางหันมองรอบกาย ไม่ไกลจากจุดที่คนทั้งคู่สนทนากันอยู่นั้นดอกปาหนันกำลังบานสะพรั่งชายผู้นั้นจึงถือวิสาสะตั้งชื่อให้เด็กน้อยเสียเลย“ถ้าอย่างนั้นชื่อปาหนันดีไหม ? ดูสิกำลังออกดอกเชียว”
       เขาชี้ให้รำพึงดูดอกปาหนันบนต้นที่กำลังเบ่งบาน สาวเจ้าหันมองตามแล้วพยักหน้ารับอย่างเห็นดีเห็นงาม
       ดอกปาหนันสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่กระนั้นก็มีใบแหลมคม เธออยากให้ลูกเป็นเหมือนดอกปาหนัน...คือสวยงามแต่ยังมีใบแหลมคมไว้เป็นปราการป้องกันตัวจะได้ไม่มีใครทำร้ายแบบที่เธอเคยเจอมา
       “ตกลงฉันจะให้ลูกของฉันชื่อปาหนัน”

       เพียงแรกพบรำพึงนั้นอุทัยไม่ได้คิดจะรักหรอก แต่สิ่งที่มีอยู่เต็มหัวใจคือความเมตตาและสงสาร ยิ่งได้รู้เรื่องราวของสาวเจ้าและลูกพิการด้วยแล้ว เขายิ่งอยากจะดูแลคนทั้งคู่ให้ดีที่สุด ยามที่รำพึงกับปาหนันมาอยู่ในชายคาเดียวกันชีวิตของอุทัยเหมือนได้เติมเต็มส่วนที่ขาดหาย นานวันความผูกพันเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นความรัก รักในตัวรำพึงและรักปาหนันเหมือนลูกแท้ๆ จากที่เคยคิดว่าอยากจะตายก็ต้องเปลี่ยนใจเป็นอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้นานที่สุด แต่ไม่ได้อยู่ต่อเพื่อที่จะได้รักคนทั้งสองหรอก มันเป็นการอยากดูแลรำพึงกับปาหนันให้ดีที่สุดต่างหาก ดังนั้นทุกคืนวันเพ็ญอุทัยจึงมักโกหกรำพึงว่าออกไปหาไก่ป่าและกระรอกป่าเพื่อเอาไปขายพ่อค้าในเมืองทั้งที่ความจริงเขาไปสังหารคนเพื่อสังเวยแท่นศิลาแลงแลกกับการมีลมหายใจอยู่ต่อไปเพื่อรำพึงและปาหนัน

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       รำพึงได้ยินเช่นนั้นก็น้ำตาไหลอาบแก้มนวล ซาบซึ้งถึงความรักของอุทัยที่มีให้เธอแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ...ไม่เลย
       “ฉันขอบใจพี่อุทัยมากที่ดูแลฉันกับลูกเป็นอย่างดี ขอบใจที่พี่มอบความรักแบบที่ฉันกับลูกไม่เคยได้รับจากผู้ใด ฉันอยากให้พี่อยู่กับฉันตลอดไปนะจ๊ะแต่ถ้าแลกกับการที่พี่ต้องฆ่าคนฉันอยากให้พี่ตายไปเสียดีกว่า!” คำพูดของรำพึงทำเอาผู้เป็นสามีชะงัก จ้องหน้าของเจ้าหล่อนอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
       “แม่รำพึง!”
       “พี่อุทัยฟังฉันก่อน ฉันรักพี่...พี่คือคนในครอบครัว ไม่มีใครหรอกอยากจะสูญเสียคนในครอบครัว แต่การที่พี่ต้องทำบาปกรรมด้วยการฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อต่อชีวิตของตัวเองเพื่ออยู่ดูแลฉันกับลูก มันคือการสร้างเวรกรรมให้ตัวพี่เอง พี่ตายไปจะตกนรกหมกไหม้ แล้วพี่คิดว่าฉันจะมีความสุขที่ได้มีชีวิตอยู่โดยที่รู้ว่าพี่ต้องชดใช้กรรมเพื่อฉันกับลูกอย่างนั้นหรือ พอเถอะจ้ะพี่ ฉันกับลูกผ่านอะไรกันมาตั้งมากมายยังไงก็จะต้องผ่านมันต่อไปให้ได้ ฉันไม่อยากให้พี่สร้างเวรกรรมอีก ให้พี่จากไปด้วยความสงบดีกว่ามีลมหายใจอยู่กับความทุกข์ที่ต้องเที่ยวฆ่าคนบริสุทธิ์ พี่บอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าคนเราเกิดมาเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าใครควรอยู่หรือตาย พี่เองก็เช่นกัน ไม่ควรฆ่าใครอีก ให้มันจบแค่นี้เถอะจ้ะพี่ ฉันขอร้อง”รำพึงเอ่ยวอนทั้งน้ำตา แค่นี้เขาก็ทำเพื่อเธอกับลูกพอแล้ว มากเกินพอด้วยซ้ำ
       อีกฝ่ายนิ่งคิดก็จริงอย่างที่รำพึงว่า เขาไม่มีสิทธิ์ฆ่าคนอื่นเพื่อต่อชีวิตของตัวเอง แม้เขาจะอยากมีลมหายใจอยู่เพื่อดูแลรำพึงกับปาหนัน แต่กระนั้นหากอีกฝ่ายไม่เต็มใจให้เขาทำบาป เขาก็จะไม่ทำ
       “ถ้ารำพึงสัญญากับฉันว่าจะดูแลตัวเองและปาหนันให้ดีโดยที่ไม่มีฉันอยู่ ฉันก็จะได้ไปอย่างไม่มีห่วง” ชายหนุ่มจับมือของรำพึงขึ้นมากุมไว้พลางจ้องหน้า อีกฝ่ายพยักหน้ารับ
       “ฉันให้สัญญา ฉันจะดูแลปาหนันให้ดีที่สุด ไม่ให้พี่ต้องเป็นห่วง พี่เชื่อฉันเถอะ ว่าฉันรักปาหนันยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องปาหนันอย่างที่พี่ทำ”รำพึงให้คำสัญญาแล้วร่ำไห้ ผู้เป็นสามียื่นมือมาเช็ดน้ำตาของภรรยาสาวแล้วยิ้มให้...เป็นครั้งสุดท้าย
       “ฉันเชื่อว่ารำพึงจะทำได้และทำได้ดีด้วย ดูแลตัวเองกับปาหนันให้ดี สอนให้ปาหนันเป็นคนที่เข้มแข็งและยืนหยัดอยู่อยู่บนโลกที่โหดร้ายใบนี้ให้ได้ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้ฉันได้เจอกับแม่รำพึงและปาหนันอีก ขอให้เราได้เป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ” นั่นเป็นคำขอสุดท้ายของอุทัย“เขามาทวงพรคืนแล้ว” อุทัยกล่าวแล้วมองตรงไปยังป่าทึบ แลเห็นร่างสีดำสูงใหญ่เดินแทรกอยู่กับต้นไม้มากมาย ดวงตาสีเขียวของมันสว่างจ้าในความมืด 
       อุทัยลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้าของรำพึงเป็นครั้งสุดท้าย
       “ฉันต้องไปแล้วนะแม่รำพึง ฝากบอกปาหนันด้วยว่าฉันรักปาหนันแม้ฉันจะไม่ใช่พ่อแท้ๆ แต่ฉันก็รักปาหนันเหมือนลูกในไส้ ดูแลตัวเองดีๆนะ...ลาก่อน”อุทัยตัดใจจะเดินหนีด้วยความอาลัย ไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นน้ำตาก่อนจะไม่ได้พบกันอีกจนชั่วนิรันดร์
       “เดี๋ยวจ้ะพี่อุทัย”รำพึงร้องเรียกแล้ววิ่งตามไปทรุดตัวลงข้างๆผู้มีพระคุณก่อนจะก้มลงกราบแทบเท้าของอีกฝ่าย...กราบลาด้วยความซาบซึ้งใจ“ฉันขอบใจพี่มากนะจ๊ะสำหรับทุกอย่างฉันจะบอกปาหนันว่าพี่รักมันมากแค่ไหน ที่สำคัญฉันจะดูแลมันให้ดีไม่ให้ใครรังแกมันได้ ใครจะทำร้ายทำลายมันจะต้องข้ามศพฉันไปก่อน” รำพึงให้สัญญาอย่างมั่นเหมาะเพื่อให้อุทัยจากไปอย่างสบายใจ อีกฝ่ายพยักหน้ารับแล้วประคองไหล่ของรำพึงลุกขึ้นยืน ไม่มีคำพูดใดใดอีกนอกเสียจากรอยยิ้มของอุทัยก่อนที่เขาจะตัดใจเดินหายไปในป่าลึก 
       หายไปโดยไม่ได้กลับมาอีก...ตลอดกาล!

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ

       1  ศิลาแลง เป็นวัสดุธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ผ่านกระบวนการผุพังมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเป็นรูพรุนทั่วไป มีสีสนิมเหล็ก หรือสีอิฐนับเป็นวัสดุที่มีความสำคัญในการก่อสร้างในอดีต
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น