อัปเดตล่าสุด 2018-09-16 10:01:30

ตอนที่ 5 รักเป็นพิษนำพาความฉิบหาย!


       รถของวศีจอดอยู่ห่างๆคอยเฝ้ามองหญิงพิการนำขนมไปวางไว้ที่หน้ากระโปรงรถของบรรณคู่หมั้นของเธอแบบที่จับตามองตลอดสามสี่วันมานี้ ค่อนข้างมั่นใจว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงความขอบคุณที่วันนั้นบรรณช่วยประคองไม่ให้หญิงขาเป๋ล้ม เธอเป็นผู้หญิงเหมือนกันทำไมจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ปาหนันทำนั้นคืออาการของคนมีความรัก!
       แต่จะไปรักใครก็รักไป...ไม่ใช่กับพี่บรรณของเธอ!
       เมื่อปาหนันวางขนมเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหันหลังจะเดินกลับบ้านของตน แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีสตรีนางหนึ่งยืนขวางทางอยู่ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคนรับใช้ของวศีคนรักของบรรณนั่นเอง
       “เดี๋ยวสิอย่าเพิ่งไป” อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร...มิตรอาบยาพิษ!
       “มีอะไรกับฉันเหรอจ๊ะ ?” ปาหนันเอ่ยถามไม่กล้าสบตาสตรีนางนั้นนัก กับคนแปลกหน้าปาหนันจะมีอาการเช่นนี้เสมอ เหมือนกับที่คนอื่นๆไม่อยากสบตาหญิงพิการแบบเธอนั่นแหละ นอกจากรำพึง อุทัยและผา ปาหนันก็ไม่กล้าสบตากับใครอีกหากไม่มีเหตุจำเป็น
       “คุณบรรณเจ้าของรถเขาอยากขอบคุณเธอน่ะ” อีชดคนรับใช้บอก แรกทีเดียวปาหนันหัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ความกลัวก็บังเกิดเมื่อนึกถึงคราที่บรรณพบเธอในสภาพอัปลักษณ์เช่นนี้ เขาอาจรังเกียจจนไม่ยอมรับขนมจากเธออีก เผลอๆอาจสั่งห้ามไม่ให้เธอเข้าใกล้เพราะรังเกียจอีกด้วย บางทีการอยู่ในที่ของตัวเองเงียบๆ มีความสุขลมๆแล้งๆหลอกตัวเองไปวันๆมันน่าจะมีความสุขเสียกว่า
       “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เลย ถ้าไม่มีอะไรฉันขอตัวก่อนนะจ๊ะ” ปาหนันรีบบ่ายเบี่ยง สาวเจ้าจะเดินหนีไปอีกทางแต่คนรับใช้ของวศีดึงแขนไว้พลางลากตัวออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
       “ไปเถอะ แป๊บเดียวเอง”
       “คือ...คือ...”
       กว่าจะรู้ตัวอีกทีปาหนันก็ถูกลากตัวมาอยู่ที่ริมแม่น้ำแล้ว ที่ตรงนั้นหาได้มีชายหนุ่มที่ชื่อบรรณอย่างที่คนรับใช้ของวศีบอกไม่ หากแต่มีเพียงวศียืนกอดอกอยู่ในชุดสวย ปาหนันดูท่าว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแล้วจึงถอยหลังจะเดินหนีแต่คนรับใช้ขวางทางเอาไว้
       “มาแล้วเหรออีเป๋อัปลักษณ์!” เป็นคำทักทายของคนแปลกหน้าที่มีการศึกษาเอ่ยออกมา น้ำเสียงที่ราบเรียบนั้นแต่หากฟังให้ลึกมันเป็นน้ำเสียงที่เหยียดเสียจนเหมือนทำให้อีกฝ่ายจมไปใต้รองเท้าส้นสูงที่วศีสวม ปาหนันหลบตา ไม่พูดอะไรสักคำ
       “ได้ข่าวว่าเอาขนมกับดอกไม้ไปวางที่หน้ารถของคู่หมั้นฉันทุกวันเลยอย่างนั้นหรือ ขนมสกปรกๆ ดอกไม้ทุเรศๆแกคิดว่าคนอย่างพี่บรรณเขาจะสนใจเหรอ” วศีเปิดประเด็นพลางเดินตรงเข้าไปหาปาหนัน อีกฝ่ายถอยกรูดจนล้มลงกับพื้น อีชดหัวเราะเสียงแหลม เป็นเสียงที่ฟังแล้วน่าขยะแขยงพิลึก
       “อย่าเข้าใจฉันผิดสิจ๊ะ ฉันก็แค่อยากขอบคุณคุณเขาที่ช่วยฉันไว้วันนั้น”
       “จะขอบคุณอะไรกันทุกวี่ทุกวัน ฉันไม่ได้โง่นะ ทำไมจะดูไม่ออกว่าแกกำลังทอดสะพานให้ผู้ชายของฉัน โถ...แม่คุณ ดูสารรูปตัวเองบ้างหรือเปล่า คนอย่างพี่บรรณไม่มีทางจะมองแกแม้แต่หางตา คนเขามีเพชรอยู่ในมือจะไปคว้าก้อนขี้มาถือทำไมกัน!”วศีแผดเสียงดังจนทำให้ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงนั้นหมดสวยโดยพลัน
       “ตบมันเลยไหมคะคุณวศี ?” อีชดทำท่าจะเอาเรื่องปาหนันอย่างคันไม้คันมือเต็มทนแต่ผู้เป็นนายร้องห้ามไว้
       “ไม่ต้องอีชด ฉันไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่ารังแกคนพิการ ส่วนแก...” วศีหันไปชี้หน้าปาหนันที่หลบตาด้วยความกลัว “...คราวนี้ฉันจะปล่อยให้กลับไปง่ายๆไม่ต้องเจ็บตัว แต่ถ้ามีคราวหน้าอีก แม้พิกลพิการฉันก็ไม่เว้น...จำไว้!” 
       วศีเอ่ยเตือนอย่างเอาเรื่อง ปาหนันทำได้แค่พยักหน้ารู้สึกกลัวจนตัวสั่น
       “อีชดเอากระเป๋าสตางค์มาให้ฉัน”
       “คุณวศีจะซื้ออะไรคะเดี๋ยวชดไปซื้อให้” สาวใช้กุลีกุจอเอาใจนาย อีกฝ่ายถลึงตาก่อนจะแผดเสียงใส่อย่างรำคาญเต็มทน
       “เอ๊ะอีนี่! บอกให้เอากระเป๋าสตางค์มาก็เอามา แกไม่มีหน้าที่มาถามว่าฉันจะใช้เงินของฉันทำอะไร!” 
       อีชดพลอยโดนหางเลขไปด้วย คนรับใช้รีบส่งกระเป๋าสตางค์ให้กับเจ้าของ อีกฝ่ายรับมาเปิดออกแล้วโยนเศษเงินใส่หน้าของปาหนันอีชดแสร้งทำเป็นเซไปชนจนปาหนันล้มลงพื้น คนชนแอบหัวเราะชอบใจเบาๆ
       “นี่เป็นค่าขนมสกปรกๆทั้งหมดที่แกเอามาให้คู่หมั้นของฉันจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก!” พูดจบวศีก็โยนเงินอีกจำนวนหนึ่งให้กับหญิงพิการที่กำลังล้มอยู่กับพื้น“ส่วนนี่ฉันทำบุญให้เอาไปซื้อกระจกเงา ที่บ้านแกคงไม่มีกระจกสินะถึงไม่รู้ว่าสารรูปของตัวเองเป็นยังไง ซื้อมาวางไว้แล้วส่องดูทุกเช้าก่อนจะออกจากบ้าน จะได้รู้ว่าตัวเองน่าเกลียดน่ากลัวแค่ไหน” 
       วศีใช้หางตามองอีกฝ่ายก่อนจะหันไปบอกกับอีชดซึ่งมองเงินที่วศีโยนให้ปาหนันแล้วทำตาวาว
       “แล้วอย่าให้ฉันเห็นแกมายุ่มย่ามแถวนี้อีก…ไปอีชดกลับ!”
       “ค่ะคุณวศี” คนรับใช้รีบเดินตามผู้เป็นนายออกไปทิ้งให้ปาหนันนอนนิ่งอยู่ที่พื้น รู้สึกชาที่ใบหน้าราวกับถูกตบอย่างแรงทั้งที่วศีไม่ได้ถูกตัวของเธอเลยแม้แต่ปลายเล็บ ทว่าคำพูดนั้นช่างร้ายกาจราวกับเอื้อมมือมาตบอย่างไม่ยั้ง ราวกับถือมีดมาแทงเข้าที่กลางอกของปาหนัน สาวเจ้าบอกตัวเองว่าอย่าร่ำไห้แต่กระนั้นก็ทำไม่ได้ เธอนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่คนเดียวตรงนั้นอยู่นานสองนานก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
       แหลกสลายจากการที่วศีด่า…เพราะมันจริงทุกอย่าง
       จริงอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

       ผาไม่คิดฝืนคำสั่งของปาหนันที่ห้ามเขาตามเธอไปไหนมาไหนหากเธอไม่อนุญาตแต่กระนั้นก็ยังมานั่งรอที่แคร่หน้าบ้านของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะวันนี้ที่ปาหนันกลับมาช้ากว่าปกติมาก ฟ้าฝนก็ทำท่าจะตกแล้ว ชายหนุ่มชะเง้อมองหาหญิงสาวด้วยหัวใจพะว้าพะวง กลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับปาหนัน หากเป็นเช่นนั้นเขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย
       นั่นไง...ปาหนันกลับมาแล้ว
       ผารีบลุกขึ้นจากแคร่ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเดินทางมาถึง แม้จะอยู่ไกลในระยะสายตาผาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ภายใต้ใบหน้าที่เหมือนจะยิ้มให้เขานั้นแต่หากใช้หัวใจมองจะเห็นว่าสายตาของปาหนันกำลังร่ำไห้ เขาไม่ค่อยเห็นสายตาแบบนี้จากปาหนันนักเพราะสาวเจ้าเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง แต่วันนี้...มันไม่ใช่
       “ปาหนันทำไมกลับมาช้านักเล่า?” ผารีบเอ่ยถามทันทีที่เห็นว่าสาวเจ้าดินกลับมา
       “ฉันเจ็บขานิดหน่อยน่ะผาเลยเดินช้าสักหน่อย” หญิงสาวบอกก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนแคร่ ผาได้ยินเช่นนั้นก็รีบนั่งลงข้างล่างแล้วจับขาของปาหนันขึ้นมาดูด้วยความเป็นห่วงเป็นใย อีกฝ่ายดึงขาออกแล้วร้องด้วยความตกใจ
       “จะทำอะไรน่ะผา?!”
       “ฉันจะดูขาให้ปาหนันยังไงเล่าว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า นี่แหละนะ...ดื้อนัก ขาก็ไม่ค่อยดียังจะเดินไกลๆอีก คราวหลังไม่เอาแล้วนะ ถ้าจะไปไหนต้องให้ฉันไปด้วย ถ้าปวดขาปาหนันจะได้ขี่หลังฉันกลับมาได้” ชายหนุ่มทำเสียงเอ็ดปาหนันพลางใช้มือนวดเท้าของหญิงพิการอย่างไม่รังเกียจ ปาหนันจะชักเท้ากลับแต่อีกฝ่ายไม่ยอม“อย่าดิ้นสิ” 
       ปาหนันมองผาด้วยความซึ้งใจ ในโลกนี้นอกจากแม่กับผาแล้วเธอไม่เคยมั่นใจว่าคนอื่นที่ทำดีกับเธอนั้นทำด้วยใจจริงๆหรือแค่นึกเวทนา
       “ผา...ผาว่าฉันน่ารังเกียจไหม?” คำถามของปาหนันทำเอาผาชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ในดวงตาเศร้าๆคู่นั้นเหมือนมีเรื่องราวมากมายที่ผาไม่รู้ เขารู้แต่เพียงว่ามันไม่ใช่เรื่องดีนักหรอกแต่หากปาหนันไม่อยากเล่าเขาก็ไม่คาดคั้น
       “ไม่เลย...ไม่สักนิด คนเราเกิดมามีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกัน ตราบใดที่เราให้เกียรติตัวเองก็ควรให้เกียรติคนอื่นด้วย คนที่รังเกียจคนอื่นก็ควรรังเกียจตัวเองด้วยที่คิดแบบนั้น ทำไมถามอย่างนั้นเล่าปาหนัน มีใครว่าอะไรให้น้อยเนื้อต่ำใจอีกเหรอ?” เพื่อนรักเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ ปาหนันพยายามกลั้นน้ำตาแล้วแต่ทำไม่ไหว หญิงสาวรีบปาดน้ำตาออกจากแก้มนวลแล้วลุกขึ้นจากแคร่
       “เปล่าหรอกผา ไม่มีใครทำอะไรฉันหรอก ฉันทำตัวเองทั้งนั้น ผากลับบ้านไปเถอะฉันอยากจะพักผ่อน” หญิงสาวบอกเช่นนั้นแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ผารู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลจริงๆหรอก แต่เขาให้เกียรติปาหนันในสิ่งที่เธอร้องขอเชื่อว่าหากปาหนันสบายใจเมื่อไหร่ เธอคงจะเล่าเรื่องไม่สบายใจให้เขาฟังเอง 
       ผาก็แค่อยากให้ปาหนันรู้ว่า...ต่อให้คนทั้งโลกหันหลังให้ปาหนัน แต่จะมีเขาคนหนึ่งทีพร้อมจะอยู่เคียงข้างหญิงสาวเสมอ

       “ปาหนัน...ปาหนัน ออกมาดูอะไรนี่!” เสียงร้องเรียกของผาดังขึ้นที่หน้าบ้านของปาหนันเมื่อเช้าวันใหม่มาถึง ในมือของชายหนุ่มถือรวงผึ้งรวงงามมาให้เพื่อนรัก เขารู้ว่าปาหนันชอบกินรังผึ้งนักยามที่ได้มันมาก็นึกถึงหญิงสาวเป็นคนแรก
       บ้านของปาหนันปิดเงียบแต่ถึงจะเห็นแบบนั้นผาก็ไม่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปหากเจ้าของบ้านไม่อนุญาต ชายหนุ่มทำได้แค่ชะเง้อหาปาหนันพลางร้องเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเก่า
       “ปาหนัน…ปาหนันอยู่หรือเปล่า?” แม้จะเรียกครั้งแล้วครั้งเล่าแต่อีกฝ่ายก็ไม่ขานรับอย่างที่ควรจะเป็น สายตาของผามองตรงไปที่หน้าประตูบ้าน รองเท้าของปาหนันไม่อยู่นั่นหมายความว่าตัวของเจ้าหล่อนคงไม่ได้อยู่ในบ้านเช่นกัน คิดได้อย่างนั้นผาก็ถอนหายใจยาวๆอย่างเหนื่อยใจไม่น้อย มีไม่กี่ที่หรอกที่ปาหนันจะไป และเขาคิดว่าน่าจะเดาถูกว่าปาหนันไปที่ไหน ปัญหาตอนนี้คือจะตามไปหรือไม่ก็เท่านั้น
       ที่ที่ปาหนันไป…คือที่ที่ผาแอบคิดหวังอยู่ลึกๆว่าหญิงสาวจะไม่ไป
       หญิงพิการแอบอยู่ที่มุมหนึ่งของตลาดเหมือนอย่างเคย สายตามองตรงไปยังรถของบรรณซึ่งแล่นเข้ามาจอดตรงที่เก่าเวลาเดิม แม้ไม่ได้ตั้งใจจะเอาขนมมาให้ชายหนุ่มแต่กระนั้นในมือก็ยังถือถุงขนมข้าวต้มมัดไส้หมูที่เธอตื่นมาทำแต่เช้ามืดไว้ เธอไม่อยากจะทำตัววุ่นวายและน่ารังเกียจแบบที่วศีกล่าว ทว่าการห้ามใจตัวเองไม่ให้แอบมามองบรรณก็ทำได้ยากเหลือเกิน ความรักกำลังเริ่มทำพิษ คิดจะหักห้ามใจก็ยากเหลือเกิน บางทีปาหนันก็ถามตัวเองว่าเหตุใดเธอจึงหลงรักชายคนนั้นทั้งที่เคยพูดคุยกันไม่กี่คำแต่ก็ไม่มีคำตอบ ความรักมักสร้างปริศนายากๆที่กว่าจะหาคำตอบได้ก็ถลำลึกจนยากจะถอนตัวแล้ว
       ไม่ไกลกันนัก...
       วศีที่กำลังมองปาหนันอยู่กำมือแน่นอย่างเกรี้ยวโกรธแต่คนที่ดูเป็นเดือดเป็นร้อนเสียยิ่งกว่านั่นคืออีชด เจ้าหล่อนดิ้นเร่าๆราวกับถูกน้ำร้อนลวกก่อนจะปากยื่นปากยาวฟ้องวศี
       “อีเป๋มันมาอีกแล้วค่ะคุณวศี ไปจัดการมันเลยไหมคะ”
       “ฉันไม่ได้ตาบอดอีชด!” คนเป็นนายหันไปแว้ดใส่บ้างอีกฝ่ายจึงหน้าเจื่อน 
       วศีมองตามปาหนันที่ค่อยๆเดินออกมาจากมุมมืดก่อนจะนึกอะไรสนุกๆออกในแววตาแฝงความชั่วร้ายอย่างเหลือเชื่อ
       “ในเมื่อเตือนดีๆแล้วไม่จำ ก็ต้องสั่งสอนให้มันเข็ดหลาบว่าคนที่มีเจ้าของแล้วห้ามยุ่ง!” วศีกัดฟันกรอดๆก่อนจะเปิดประตูรถลงไปโดยมีอีชดตามลงไปติดๆ
       “คุณวศีจะจัดการมันยังไงคะ?”
       วศียิ้มกริ่มก่อนจะกระซิบเบาๆข้างหูสาวใช้ แรกทีเดียวอีชดถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจแต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็ผลิรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
       แค่นึกยังสนุกขนาดนี้คันไม้คันมือเสียเหลือเกินค่ะคุณวศี!

       ปาหนันที่เดินเหม่ออยู่นั้นต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีมือของใครบางคนดึงแขนของเจ้าหล่อนอย่างแรงจนเกือบล้ม หญิงพิการหันไปมองเห็นเจ้าของมือเป็นอีชดก็ตกใจไม่ใช่น้อยและยิ่งตกใจมากเป็นเท่าทวีคูณเมื่อเห็นวศียืนส่งสายตาพิฆาตอยู่ไม่ไกลกันนัก
       “อีหน้าด้าน! นายของกูเตือนมึงแล้วใช่ไหมว่าอย่ามายุ่งกับคุณบรรณมึงก็ยังหน้าทนมาให้ท่าอีก พิการแล้วยังไม่เจียมกะลาหัว!” อีชดเปิดศึกทันที คนถูกด่ารีบปฏิเสธทันควัน
       “เปล่านะจ๊ะ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆนะจ๊ะ เอาตัวฉันไปสาบานที่วัดไหนก็ได้” ปาหนันละล่ำละลักบอกแต่ดูเหมือนอีชดจะไม่ฟัง เจ้าหล่อนลากตัวของปาหนันไปหาผู้เป็นนายที่รออยู่ริมน้ำก่อนจะจิกหัวแล้วเหวี่ยงร่างของหญิงพิการลงไปนอนหมอบแทบเท้าของหญิงผู้มีอันจะกิน
       “จัดการมันเลยค่ะคุณวศี” คนรับใช้รีบยุอย่างไม่กลัวบาปกลัวเวร
       “คุณวศีจ๊ะ ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยนะจ๊ะ ฉันไหว้ล่ะ อย่าทำอะไรฉันเลย” ปาหนันบอกเสียงสั่นด้วยความกลัวก่อนจะนึกอะไรออก เจ้าหล่อนดึงถุงผ้าขนาดย่อมที่เหน็บไว้ตรงเอวมาวางไว้แทบเท้าของวศีแล้วเอ่ยอย่างร้อนรน“นี่เงินของคุณวศีจ้ะ ฉันเอามาคืน”
       “ดูสิคะคุณวศี อีเป๋มันเย้ยคุณวศีว่าเงินซื้อมันไม่ได้ค่ะ” ขี้ข้าใส่ไฟอย่างสนุกปาก
       “เปล่านะจ๊ะ ฉันแค่ไม่อยากรับเงินของคุณวศีไว้เพราะฉันไม่ได้ทำงานทำการอะไรให้คุณวศี แม่ฉันไม่ให้รับเงินจากคนอื่น” ปาหนันบอกตามจริงไม่กล้ามองหน้าที่สดสวยแต่ดุร้ายของอีกฝ่าย
       “อีนี่มันหาว่าคุณวศีเอาเงินฟาดหัวมันค่ะ”สาวใช้ยังไม่หยุดปาก อีชดสมแล้วที่เป็นหญิงปากมากแบบที่ใครๆก็รู้กันไปทั่วทั้งตลาด นางจึงได้ฉายาว่า ‘อีชดรู้...โลกรู้”
       “อีชด!” วศีชักรำคาญ อีชดจึงเงียบเสียงลงได้ก่อนที่คนเป็นนายจะหันไปจัดการกับหญิงพิการผู้ที่มายุ่มย่ามกับบรรณคู่หมั้นของเธอ
       “ฉันเตือนแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้เห็นมายุ่มย่ามแถวนี้อีก ในเมื่อเตือนแล้วไม่ฟังฉันควรจะทำยังไงกับแกดี ?” วศีเสียงแข็งจ้องมองปาหนันด้วยสายตารังเกียจเหลือกำลัง ปาหนันยกมือไหว้ท่วมหัวแล้วบอกด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
       “ขอโทษจ้ะคุณวศี ฉันจะไม่มายุ่มย่ามแถวอีกแล้ว สัญญาจ้ะ สาบานก็ได้”
       “น้ำหน้าอย่างมันต่อให้เอาตัวไปสาบานเจ็ดวัดเจ็ดวาก็เชื่อไม่ได้ค่ะ”อีชดยังไม่หยุดปาก
       วศีหาได้มีเมตตาไม่ เจ้าหล่อนจิกศีรษะของปาหนันอย่างแรงจนสาวพิการร้องโอดครวญก่อนจะลากร่างของปาหนันไปที่ริมแม่น้ำแล้วจับศีรษะให้ชะโงกมองดูเงาของตัวเองผ่านผืนน้ำที่สงบนิ่ง
       “สงสัยที่ฉันสั่งให้ไปส่องกระจกกระจกมันคงบานเล็กไปสินะ แกถึงไม่เห็นสารรูปของตัวเองชัดๆ นี่...มองเงาของตัวเองให้เต็มตา หน้าตาอัปลักษณ์แบบนี้อย่าว่าแต่พี่บรรณเลย หมาแมวที่ไหนเห็นก็ยังวิ่งหนี พิการก็อยู่ในที่ของตัวเองอย่าสะเหร่อเดินเพ่นพ่านให้เกะกะคนอื่น!” พูดจบวศีก็จับศีรษะของปาหนันกดน้ำอย่างแรง อีชดหัวเราะร่วนอย่างชอบใจราวกับกำลังดูมหรสพชั้นดี
       “เอาเลยค่ะ เอาให้มันหลาบจำ”
       “อย่าทำฉันเลยจ้ะคุณวศี ฉันกลัวแล้ว” ปาหนันร้องขอชีวิตแต่ดูเหมือนผีร้ายเข้าสิงวศีเสียแล้ว เจ้าหล่อนจะจับปาหนันกดน้ำอีกเพื่อให้หลาบจำแต่ตามสัญชาตญาณของมนุษย์เมื่อถูกรังแกก็ต้องเอาตัวรอด ปาหนันสะบัดร่างของวศีอย่างแรงจนอีกฝ่ายกลายเป็นฝ่ายตกน้ำเสียเอง
       “ว้าย! คุณวศี!”
       “กรี๊ดดดดดดดด…” วศีกรีดร้อง แรกทีเดียวคิดว่าตัวเองจะจมน้ำตายเสียแล้วแต่พอลองยืนกลับพบว่าน้ำตื้นแค่เอวเท่านั้น สาวเจ้าเสียหน้าและโกรธายิ่งนักก่อนจะหันไปแผดเสียงใส่คนรับใช้ที่เต้นเร่าๆอยู่ริมตลิ่ง
       “อีชด!ยืนโง่อยู่ทำไมเล่ามาช่วยฉันสิ”
       “นี่แกจะฆ่าคุณวศีเหรออีเป๋ อีเลว!” อีชดชี้หน้าด่าปาหนันแล้วรีบตรงเข้าไปดึงตัวผู้เป็นนายขึ้นมาจากน้ำ ปาหนันค่อยๆประคองตัวเองให้ลุกขึ้นแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว
       “ขอโทษจ้ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ก็คุณวศีจับฉันกดน้ำก่อนนี้จ๊ะ” ปาหนันพูดตามความเป็นจริง หากวศีไม่ทำเธอก่อนเธอก็ไม่มีทางจะไปทำอะไรสาวเจ้าหรอกมันไม่มีเหตุผล
       “มันหาว่าคุณวศีเริ่มก่อนค่ะ” อีชดเสริม ก่อนจะประคองตัวผู้เป็นนายให้นั่งลงริมตลิ่งในสภาพเปียกโชกวศีจึงรีบบอกสาวใช้อย่างหัวเสีย
       “อีชด...ไปหาเสื้อมาให้กูเปลี่ยนเดี๋ยวนี้!”
       “ชดจะไปหาที่ไหนเล่าคะคุณวศี ถ้าให้กลับไปที่บ้านกว่าจะไปจะมาคุณวศีไม่ปอดบวมตายเหรอคะ” อีชดบอกอย่างพาซื่อ วศีได้ยินเช่นนั้นก็กัดฟันกรอดๆด้วยความโกรธ
       “มึงก็ไปหาซื้อมาให้กูสิอีโง่!” วศีเต้นเร่าๆอย่างคนไม่สบอารมณ์ ชดรีบพยักน้าหงึกหงักกำลังจะวิ่งออกไปซื้อเสื้อให้คนเป็นนายตามคำสั่ง แต่แล้วสาวใช้ก็ต้องชะงักเมื่อวศีเรียกไว้เสียก่อน
       “เดี๋ยวอีชด! ไม่ต้องไปซื้อแล้ว” วศีสั่งด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เหมือนมีแผนการสนุกๆในใจ
       อย่างที่บอก...เมื่อผีร้ายเข้าสิงช่างยากยิ่งจะมลายหาย!
       พลันสายตาของสตรีผู้มีอันจะกินหันมองไปที่ปาหนัน เธอนึกแผนการชั่วร้ายได้...แผนการซึ่งผีร้ายที่อยู่ในจิตใจเป็นคนบงการ
       “อีชด...ถอดเสื้อออก!”คนเป็นนายสั่ง อีชดได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือกรีบเอาสองมือปิดที่หน้าอกของตัวเองไว้ทั้งที่ยังได้หาถอดเสื้ออกไม่
       “ว้าย!ไม่เอาหรอกค่ะคุณวศี อายผีสางเทวดา”สาวใช้ปฏิเสธเสียงหลง
       “กูไม่ได้ให้มึงถอดเสื้อของมึง!”วศีขึ้นเสียงด่าในความโง่ของคนรับใช้ สายตาเหลือบมองไปที่ปาหนันแล้วยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มของผีร้ายในร่างมนุษย์!
       “แล้วถอดเสื้อของใครกันเล่าคะ?” สาวรับใช้เอ่ยถาม คนเป็นนายไม่ได้ตอบเป็นคำพูดหากแต่ใช้สายตามองตรงไปยังปาหนันที่ไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตน หญิงสาวรู้ว่ากำลังจะเป็นเหยื่อจึงจะวิ่งหนีแต่ด้วยความพิการทำให้วิ่งหนีไม่ทันอีชดที่วิ่งตามมาคว้าตัวไว้ได้เสียก่อนคนรับใช้ฉีกเสื้อของปาหนันออกอย่างแรงจนขาดวิ่นเผยให้เห็นปทุมถันข้างหนึ่ง ปาหนันพยายามจะดึงเสื้อมาปิดแต่ไม่สำเร็จเมื่อวศีมาช่วยผสมโรงจึงดึงเสื้อส่วนที่เหลือจนขาดออกจากกัน 
       เท่านั้นดูยังไม่สาแก่ใจ วศีกับอีชดช่วยกันตบปาหนันจนสะบักสะบอมก่อนจะลากร่างที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ส่วนบนไปโยนทิ้งไว้กลางตลาดโดยที่อีกฝ่ายไม่มีแรงจะสู้รบตบมือด้วยเลย!
       “จำไว้นะอีเป๋หน้าผี เล่นกับใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่กับวศีนี่แค่สั่งสอน ถ้าคราวหน้ายังมายุ่มย่ามกับพี่บรรณของฉันอีก จะไม่ใช่แค่เสื้อที่ขาดแต่แกจะไม่มีแม้แต่ผ้าสักชิ้นปิดร่างที่น่าเวทนาของแก!” นั่นคือสิ่งที่วศีบอกเป็นอย่างสุดท้ายไว้ก่อนจะจากไปอย่างไม่ไยดีในสิ่งที่ได้ทำ
       ขณะที่ปาหนันได้แต่พยายามปกปิดร่างกายตัวเองพลางร้องไห้เธอไม่รู้ว่าจะออกไปจากที่ตรงนี้ได้อย่างไร...ที่ที่มีคนมากมายมายืนดูเธอด้วยความรู้สึกหลากหลาย บางคนหัวเราะชอบใจ บางคนเวทนาและสมเพช แต่ไม่มีใครเลย...ไม่มีใครคิดจะช่วยโยนเศษผ้าขี้ริ้วมาให้เธอปิดปทุมถัน สาวเจ้านอนร่ำไห้อยู่ตรงนั้น นึกถึงแม่กับผาขึ้นมาอย่างจับหัวใจ
โลกนี้มีแต่คนใจร้าย...ใจร้ายทุกคนเลย!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น