อัปเดตล่าสุด 2018-10-28 10:27:01

ตอนที่ 23 ตอนอวสาน เรื่องบางเรื่องที่ไม่มีความรัก ก็อาจไม่ต้องจบด้วยความรักไม่ใช่หรือ ?

 

       แสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุสว่างจ้าในความมืดแห่งราตรี ผาเดินอย่างมุ่งมั่นตรงเข้าไปในที่ที่เขาไม่คิดอยากจะกลับมาเหยียบอีก ในแววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความแค้นที่มีเต็มเปี่ยม เขานอนคิดมาหลายคืนแล้วและมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าแท่นศิลาแลงลึกลับ ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองดังฟืดฟาดในความมืด เขาจ้องเขม็งตรงไปยังแท่นศาลาแลงตรงหน้าพลางขอพร...พรที่เขาอยากได้ที่สุดในชีวิต
       “ขอให้ปาหนันกลับฟื้นคืนมามีลมหายใจ ขออย่างเดียวเท่านั้น”
       และนั่นคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดปาหนันจึงตื่นขึ้นจากความตาย เพราะพรที่ผาขอ คือพรที่จะต้องแลกด้วยชีวิต!

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

      ปาหนันคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าผากำลังปกปิดอะไรบางอย่างไว้ เพียงแต่ไม่คิดว่าผาจะไปขอพรบ้าๆแบบนั้น พรที่ต้องแลกกับชีวิตของผู้อื่น เธอไม่เคยต้องการเลย...ไม่เคยจริงๆ
       “ปาหนันถอยไป ฉันจะฆ่าพวกมันสองคน คนที่ทำร้ายปาหนันทั้งทางร่างกายและจิตใจ พวกมันไม่มีค่าพอให้อยู่หายใจต่อบนโลกใบนี้หรอก คนที่สมควรอยู่คือปาหนันต่างหาก” ผาบอกอย่างแน่วแน่ว่าจะสังหารหญิงร้ายชายเลวตรงหน้าทว่าปาหนันก็ยังคงยืนนิ่งอย่างแน่วแน่เช่นกันที่จะไม่ให้ผาสังหารผู้ใดอีก
       “ผา...ฉันรู้ว่าผาทำทุกอย่างให้ฉันได้แต่ต้องไม่ใช่วิธีนี้ ผาก็บอกเองไม่ใช่หรือว่าชีวิตใครใครก็รัก” ปาหนันพยายามเกลี้ยกล่อมให้คนที่อารมณ์กำลังลุกเป็นไฟนั้นทุเลาลงแต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
       “ใช่! ฉันเป็นคนพูด แต่ทำไมตอนที่พวกมันทำกับปาหนันพวกมันถึงไม่คิดเช่นนี้บ้างทั้งที่มันเป็นเรื่องที่น่าจะเข้าใจได้ง่ายนัก พวกมันฆ่าปาหนันอย่างเหี้ยมโหด พวกมันก็ต้องตายตกไปตามกัน ฉันจะไม่ไว้ชีวิตพวกมัน ไม่มีทาง!” ผาบอกอย่างเจ็บแค้นล้นเหลือ ปาหนันเห็นว่าการห้ามผาในยามนี้ก็ไม่ต่างจากพรมน้ำเพียงน้อยนิดลงบนกองไฟที่กำลังลุกโชน หญิงสาวจึงทำได้แค่ยิ้มแล้วเอ่ยถาม
       “ผายังยืนยันว่าจะฆ่าพวกเขาใช่ไหม?”
       “ใช่!ฉันจะปล่อยให้พวกมันลอยหน้าลอยตามีความสุขอยู่บนโลกนี้ไม่ได้หรอก” ผายังยืนยันในเจตนารมณ์ของตัวเองไม่คิดถดถอย ปาหนันไม่พูดอะไรต่อหากแต่เดินไปหยุดที่หน้าปลายกระบอกปืนของผาแล้วจับปืนให้จ่อที่หน้าผากของตัวเองอย่างไม่กลัวเกรง
       “จะทำอะไรน่ะปาหนัน ?!” ผาร้องขึ้นด้วยความตกใจพยายามจะชักกระบอกปืนออกแต่ปาหนันไม่ยอม
       “ฆ่าฉันเถอะผา ฆ่าฉันแทนพวกเขา ฉันจะไม่โกรธ ไม่แค้นอะไรผาเลย เพราะมันเป็นความเต็มใจของฉัน แต่อย่าฆ่าคนอื่นเพื่อต่อลมหายใจให้ฉัน มันหาใช่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะหายใจอยู่บนความตายของคนอื่นไม่ได้ ฆ่าฉันเถอะผา...ขอร้อง” ปาหนันร้องขอทั้งรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่แสนโศกเศร้าจนทำให้ผาแทบจะขาดใจตายเสียตรงนั้นเมื่ออีกฝ่ายยังนิ่งไม่ยอมลั่นไกปืนปาหนันจึงดันหน้าผากของตัวเองให้ชิดปลายกระบอกปืนมากกว่าเดิม ผาถอยกรูดแล้วสะอื้นในลำคอ“ฆ่าฉัน...ฉันบอกให้ฆ่าฉัน!”
       “ไม่ได้...ฉันทำไม่ได้!” ชายหนุ่มร้องบอกแต่กระนั้นปาหนันก็ยังไม่ยอมถอย
       “ได้สิ ผาทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่ลั่นไก ทุกอย่างก็จะจบ ให้คนตายเป็นฉันคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว!”
       “ไม่! ฉันทำไม่ได้!” ผายังยืนยันเช่นนั้น เขาค่อยๆคุกเข่าลงตรงหน้าของปาหนันแล้วร่ำไห้ อีกฝ่ายใช้จังหวะนั้นดึงปืนในมือของเพื่อนรักออกแล้วโยนมันทิ้งไปอีกทางก่อนจะจับหน้าของผาให้หันมามองตน
       “ผา...ในชีวิตของฉันนั้นมีสิ่งมีค่าอยู่ไม่กี่อย่างหนึ่งในนั้นคือผา...ผารู้ไหมในชีวิตที่ดูเลวร้ายของฉันที่เกิดมาพิการอัปลักษณ์ ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ แม่ก็ยังมาตายเพราะฉัน มิหนำซ้ำมีรักก็ไม่สมหวัง” ปาหนันสะอึกเล็กน้อยขณะที่หันไปมองบรรณเหมือนต้องการจะสื่อว่าความรักที่ไม่สมหวังของเธอนั้นคือเขา
       “...แต่ฉันยังดีใจและแสนภูมิใจเหลือเกินที่มีผาในชีวิต ฉันรู้ว่าผารักฉัน ซึ่งฉันเองก็รักผา แม้ว่าจะไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาวแต่มันมีค่ามากกว่านั้น ความรักไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนความรักก็สวยงามเสมอ ความรักคือความงดงามอย่างหนึ่งที่คนเราควรมีให้กัน แบบที่ผามีให้ฉัน แบบที่ฉันมีให้คุณบรรณ แม้จะไม่ได้รักตอบแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารักจะหมดค่าไป...เปล่าเลยมันยังอยู่แบบเดิมเสมอ ผาคือคนที่ฉันรัก และฉันจะไม่ยอมทำให้คนที่ฉันรักต้องผิดบาปเพื่อฉัน ฉันไม่ยอมหรอกหากต้องเป็นเช่นนั้น ให้ฉันตายไปเสียดีกว่า ฉันไม่ได้พูดประชด ฉันหมายความอย่างที่พูดจริงๆ” ปาหนันบอกแล้วสะอื้นไห้ น้ำใสๆไหลอาบแก้มที่บิดเบี้ยวของหญิงอัปลักษณ์ แต่สำหรับผาแล้ว...ปาหนันคือผู้หญิงที่สวยเสมอ
       “แต่ฉันทนเห็นปาหนันจากไปไม่ได้ ฉันทนไม่ได้!” ผาร่ำไห้ราวกับจะขาดใจ ปาหนันยิ้มรับแล้วใช้มือที่หงิกงอของตนเช็ดน้ำตาแห่งความรัก...แบบเพื่อนออก
       “ได้สิ! ฉันรู้ว่าผาต้องทนได้ คนเราทุกคนล้วนต้องจากกันด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย อยู่ที่ว่าตอนจากกันนั้นได้ทิ้งความทรงจำดีๆไว้ให้คิดถึงกันหรือไม่ฉันขอบใจผามากนะสำหรับสิ่งที่ผาทำให้ฉันมาตลอด คำว่าขอบใจอาจดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ ฉันไม่ได้หายไปไหนเลย ฉันจะยังอยู่กับผาเสมอ...เพียงแค่ผาคิดถึงฉัน ฉันก็จะอยู่กับผาแล้ว จำเพลงที่เราร้องด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆได้ไหม?”
       ผาร่ำไห้หนักกว่าเดิม...ปาหนันเริ่มขับขาน...เพลงที่รู้กันแค่เธอกับผาเท่านั้น
       “ตะล็อกแก๊กก๊อก...
       ขอเชิญออกมาร้องรำกันเถิดหนา...”
       ผามองหน้าปาหนันแล้วร้องเพลงต่อทันที
       “...ตะล็อกแก๊กก๊อกกันเถิดพี่ยา
       สุขอุราเฮฮา...ตะล็อกแก๊กก๊อก!”
       ปาหนันยิ้มทั้งน้ำตาแล้วกอดเพื่อนรักเอาไว้...เป็นการกอดลาครั้งสุดท้าย
       “ทุกครั้งที่ผาร้องเพลงนี้...ให้คิดเสียว่าฉันอยู่ใกล้ๆเสมอ”
       ผากอดปาหนันแนบแน่น อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้เสียเหลือเกิน แต่ไม่มีใครสามารถหยุดเวลาได้ ความตายก็เช่นกัน...
       “ปาหนัน” เสียงของคนคนหนึ่งเอ่ยเรียกหญิงสาว ปาหนันหันมองบรรณแล้วยิ้มให้เขา...เป็นยิ้มที่ปราศจากความเจ็บแค้นอันใดทั้งสิ้น
       “ฉันอยากจะขอโทษทุกสิ่งที่ฉันเคยทำไว้กับปาหนันและฉันก็ขออโหสิกรรมหากเคยทำสิ่งใดให้ปาหนันต้องขุ่นข้องหมองใจ แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้...คือฉันรักคุณปาหนันคนนั้น คนที่เปลือกนอกงดงาม ฉันจะไม่โกหกตัวเองและไม่โกหกปาหนันด้วยว่าฉันรักคนที่ภายนอกเป็นอันดับแรก นี่แหละคือสิ่งน่ารังเกียจข้อหนึ่งของมนุษย์ และความจริงอีกข้อคือ...ถึงแม้ปาหนันจะจิตใจดีแค่ไหน แต่ถ้าฉันไม่รัก ไม่มีจิตอยากพิศวาส มันก็ไม่มีความหมายอันใดความรักต้องให้และได้รับตอบ ให้อย่างเดียวหรือรับอย่างเดียวมันหาใช่รักที่สมบูรณ์ไม่” บรรณพูดตามความเป็นจริง เขาไม่ใช่พระเอกในนิยายไม่ใช่เจ้าชายจากที่ไหน เขาคือมนุษย์ธรรมดาที่หาได้สมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจ ในเมื่อไม่สมบูรณ์ก็ยอมรับในความด่างพร้อยของตัวเองจะดีเสียกว่าไม่ใช่หรือ?
       ปาหนันยิ้มรับอย่างเข้าใจในสิ่งที่เขาบอกเป็นอย่างดี
       “ฉันเข้าใจจ้ะคุณบรรณและฉันขอรับคำขอโทษที่คุณบรรณให้ฉันแต่ฉันไม่ขออโหสิกรรมให้คุณบรรณ เพราะคุณบรรณไม่ได้ทำอะไรให้ฉันเจ็บแค้นจนถึงขั้นต้องอโหสิกรรม ฉันเสียอีกที่ต้องขออโหสิกรรมจากคุณบรรณ ที่ตั้งแต่ฉันเข้ามาในชีวิตของคุณบรรณก็เกิดเรื่องราวมากมาย มีอีกอย่างที่ฉันอยากจะบอกคุณบรรณคือ...ฉันขอบใจจ้ะ ขอบใจที่ทำให้ฉันได้รู้จักคำว่ารัก รักโดยไม่หวังอะไรตอบแทน รักแท้ที่ไม่มีข้อแม้ใดๆ เท่านี้ก็เป็นบุญของคนพิการอัปลักษณ์อย่างฉันเหลือเกินแล้ว” ปาหนันกล่าวออกมาจากใจจริงๆไม่ใช่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่อีกฝ่ายไม่รัก บรรณพยักหน้ารับแล้วเดินเข้ามาหาหญิงพิการที่จะมีลมหายใจอยู่แค่สิ้นแสงจันทร์วันเพ็ญและดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าเท่านั้น ชายหนุ่มจับมือที่หงิกงอของปาหนันขึ้นมากุมไว้แล้วเอ่ย
       “ถ้าชาติหน้ามีจริง ฉันขอให้ปาหนันเจอคนที่ปาหนันรักและเขาก็รักปาหนัน เป็นรักที่สมบูรณ์และถูกต้อง ขอให้ผลบุญที่ฉันพอมีส่งให้ปาหนันไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ก่อนจะจากกัน...ฉันขอกอดปาหนันได้ไหม ขอกอดในฐานะคนที่ปาหนันรักแม้ฉันจะไม่มีรักตอบก็ตาม” ชายหนุ่มเอ่ยขอ ปาหนันพยักหน้าแล้วยิ้มรับ น้ำตารื้นอย่างอิ่มใจ...ที่แม้รักไม่สมหวังแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายใครให้เจ็บปวด
       เรื่องราวหลายเรื่องอาจลงท้ายด้วยความรัก แต่เรื่องราวบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องจบด้วยความรัก หากมันไม่ได้มีความรักไม่ใช่หรือ?
       ผลกรรมบางอย่างอาจไม่ต้องรอถึงชาติหน้า...มันสนองเร็วกว่าที่คิด!
       “พิรี้พิไรอยู่ได้ จะตายก็รีบๆตายไปซะอีปาหนัน!” วศีแผดเสียงใส่ เจ้าหล่อนรีบลุกไปคว้ากระบอกปืนที่หล่นอยู่หมายจะลั่นไกใส่ปาหนันเสียทว่าบรรณคว้าตัวไว้ได้ทัน เกิดการยื้อแย่งมัจจุราชลูกตะกั่วกันชั่วอึดใจก่อนที่วศีจะสะดุดขาของตัวเองลื่นตกบันไดเรือนลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ทางด้านล่าง ปาหนันกับบรรณรีบวิ่งลงไปดูวศีด้วยความเป็นห่วงในขณะที่วศีทำได้เพียงแค่ลืมตามองอีกฝ่าย ไม่อาจพูดจาอันใดได้
       “วศีเป็นยังไงบ้าง ?” บรรณรีบลงไปประคองตัววศีเอาไว้แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แม้อีกฝ่ายจะร้ายกาจแต่ในยามที่วศีกำลังเจ็บหนักไม่ใช่เวลาที่ควรซ้ำเติม 
       ปาหนันจับมือวศีขึ้นมากุมไว้อย่างแผ่วเบา ไม่คิดแค้นเคืองในสิ่งที่หญิงสาวทำไม่ดีไว้กับเธอเลย...ไม่เลยสักนิด
       “คุณวศีจ๊ะ ฉันเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว มีอะไรบางอย่างที่คุณวศีกับคุณบรรณไม่เคยรู้ สาเหตุที่แม่ของฉันแค้นบ้านของคุณวศีนักหนาจนทำให้ต้องใช้ฉันมาทำลายทุกคนและเหตุผลที่แม่ของฉันต้องสังหารพ่อของคุณวศีกับคนชื่อประกิต เพราะแม่ของฉันเคยถูกพ่อทองกับพวกข่มขืนเมื่อตอนเป็นสาวจนท้องฉัน...” ปาหนันเล่าความจริงที่อีกฝ่ายไม่รู้ พยายามสะกดกลั้นก้อนน้ำตาลงคอไปเสีย“นั่นหมายความว่า เราอาจมีพ่อคนเดียวกันและคุณวศีอาจจะเป็นน้องสาวของฉัน ฉันรู้สึกผิดมาตลอดที่ต้องทำไม่ดีกับคุณวศี แต่ฉันปฏิเสธไม่ได้ สิ่งที่ฉันก็อยากบอกคุณวศีก่อนจะจากกันไปชั่วกาลนั่นคือ...ถึงแม้คุณวศีจะไม่เคยเห็นฉันเป็นพี่ แต่สำหรับฉันแล้วคุณวศีเป็นน้องสาวของฉันเสมอ ฉันขออโหสิกรรมทุกสิ่งที่คุณวศีทำไว้กับฉันและขอให้คุณวศีอโหสิกรรมให้ฉันเหมือนกัน...ฉันคงต้องไปแล้ว” สิ้นเสียงของปาหนัน เสียงวันใหม่ก็กู่ร้องว่าได้เวลาที่ปาหนันจะต้องเดินทางไกลแล้ว หญิงสาวหันไปหาบรรณและจับมือเขามากุมมือของวศีไว้แล้วเอ่ย“คุณบรรณจ๊ะ ฉันฝากน้องสาวของฉันด้วย ไม่ต้องรักแบบคนรักก็รักแบบมนุษย์ที่พึงมีให้กัน...แค่นี้เท่านั้นที่ฉันอยากจะขอ” 
       บรรณพยักหน้ารับแล้วประคองร่างของวศีเอาไว้ในอ้อมกอด วศีเหลือกตามองดูปาหนัน ขยับปากไปมาเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่จับใจความไม่ได้ ส่วนปาหนันนั้นเดินตรงไปหาเพื่อนรักในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต โอบกอดเขาอีกครั้งแล้วกล่าวลา
       “แล้วเราจะได้เจอกันอีกนะผา ตรงนี้...” หญิงสาวเอามือที่หงิกงอของตัวเองแตะที่หน้าอกข้างซ้ายของผา...ต่างฝ่ายต่างน้ำตาไหล การจากลามันปวดร้าวไม่ว่าจะกับใครคนไหน แต่การจากลาชั่วนิรันดรนั้นมันทรมานมากกว่าการจากลาโดยที่ยังมีหวังว่าจะได้พบเจอกันอีก 
       ปาหนันยิ้มให้กับทุกคนอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากที่ตรงนั้น
       “ปาหนันจะไปไหนฉันไปด้วย!” ผาทำท่าจะวิ่งตามอีกฝ่ายไปแต่ปาหนันร้องห้าม
       “อย่าตามฉันมาเลยผา อีกไม่นานฉันก็ต้องไปแล้ว อย่าเห็นฉันตอนร่างสลาย มันไม่ใช่ภาพที่น่าดูหรอกฉันอยากให้ภาพสุดท้ายของฉันอยู่ในความทรงจำที่ดีงามของทุกคนมากกว่า...จนกว่าเราจะพบกันอีกครั้ง ลาก่อน” ปาหนันหันมามองทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย 
       ภายใต้ใบหน้าที่อัปลักษณ์แต่ในเวลานี้ปาหนันสวยเหลือเกิน สวยด้วยความดีงามในจิตใจ สวยกว่าเปลือกที่ห่อหุ้มร่างกาย และความสวยนั้นจะยังตราตรึงอยู่ในใจของทุกคน...

       ผายืนนิ่งอยู่ที่ริมแม่น้ำ เฝ้ามองสายน้ำที่ไหลเอื่อยแล้วยิ้ม...เป็นยิ้มที่แสนเศร้าเสียเหลือเกิน เขาเฝ้าถามตัวเองว่าป่านนี้ปาหนันจะเป็นเช่นไรหนอ ปาหนันอยู่คนเดียวจะเหงาไหม ปกติจะมีเขาอยู่ใกล้ๆไม่เคยห่าง
เป็นคำถามที่ผู้รู้ไม่อาจฟื้นมาตอบ...
       “ไม่ต้องร้องแล้ว ดูสิ...หน้าตอนนี้ไม่น่ารักเลย ยิ้มหน่อย ยิ้มแล้วเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง ก็อย่างที่ฉันบอก ฉันจะอยู่กับปาหนันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” 
       ผานึกถึงภาพวันเก่าแล้วยิ้มอิ่มใจ เขาทอดสายตายิ้มให้กับเงาของตัวเองผ่านผืนน้ำที่สะท้อนราวกับกระจก เมื่อพินิจด้วยหัวใจ...ผาแลเห็นภาพของปาหนันยิ้มให้เขาอยู่ตรงนั้น 
       ชายหนุ่มเดินจากริมตลิ่งมาราวกับว่าตัดสินใจอะไรบางอย่างในชีวิตได้แล้ว สายลมโชยพัดคล้ายสายลมแห่งโชคชะตามารอกล่าวคำลา ผาเดินอย่างช้าๆลงแม่น้ำ น้ำเย็นเฉียบจนหนาวไปถึงขั้วหัวใจแต่เขากลับอุ่นใจเสียเหลือเกิน 
       “ฉันจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับปาหนัน...ไม่ว่าจะเกิดอะไร ฉันจะอยู่กับปาหนันเสมอ”
       ชายหนุ่มค่อยๆหายลงไปใต้นที...หายไปตามใจปรารถนา 
       หายเพื่อได้พบเจอคนที่เขาปรารถนาจะอยู่เคียงข้างตลอดไป
       รอฉันด้วยนะปาหนัน...

       มันคือค่ำคืนอันหนาวเหน็บแห่งฤดูเหมันต์...
       เสียงร้องโหยหวนของบางสิ่งที่ดังข้ามมาจากนอกกำแพงวัดนั้นทำเอาคนที่ได้ยินเสียงถึงกับต้องรีบกลับเข้าห้องหับของตัวเอง หมาหอนรับกันเป็นทอดๆราวกับต้อนรับผู้มาเยือนในยามวิกาลที่มาตรงเวลาเสมอ สตรีในชุดดำเดินถือกะลามาพร้อมเสียงเพลงแห่งความเศร้าสร้อยและน่าขนลุกยามที่ได้ยิน...บทเพลงแห่งความตาย!
       ตะล็อกแก๊กก๊อก...
       ขอเชิญออกมาร้องรำกันเถิดหนา
       ตะล็อกแก๊กก๊อกกันเถิดพี่ยา
       สุขอุราเฮฮา...ตะล็อกแก๊กก๊อก!

       ม่านหมอกลอยคว้างผ่านตัวของหญิงสาวที่เดินเหยียบเศษใบไม้ใบหญ้าที่แห้งปลิดปลิวจากต้นสู่ผืนดิน ดังแกรก...แกรกประสานกับเสียงเคาะกะลาและเสียงร้องเพลงที่ยังคงดังก้องในความเงียบงัน เธอเดินอย่างช้า ๆ  พลางมองขึ้นไปเหนือกำแพงวัด...ที่ที่เธอไม่มีวันจะเข้าไปได้
       หน้าประตูพระอุโบสถนั้นปรากฏพระสงฆ์รูปหนึ่งยืนนิ่งด้วยความสำรวม มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ตรงหน้าอย่างมีสติ สายตามองออกไปนอกกำแพงวัดแล้วได้แต่แผ่เมตตาถึงสตรีนางนั้นอย่างที่ทำเป็นกิจในทุกคืนค่ำที่เธอมาเยือน
       “จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด...โยมปาหนัน”
       สตรีแห่งรัตติกาลยืนนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้มก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นแล้วก้มลงกราบที่หน้าประตูวัด มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศกหากแต่เป็นน้ำตาแห่งความอิ่มใจที่ได้รับส่วนบุญนั้นจากชายคนที่เธอมอบใจและกายให้เขาเมื่อครั้งยังมีลมหายใจ
       เบื้องหลังของปาหนันปรากฏร่างของชายอีกคนในชุดดำที่นั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ สายตามองร่างของปาหนันด้วยความรักและสงสารเหลือกำลัง แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือตามติดปาหนันไปทุกที่อย่างห่างๆ
ปาหนันหันหลังเดินห่างจากกำแพงวัดเช่นเดียวกับพระสงฆ์รูปนั้นที่หันหลังเดินกลับเข้าไปในพระอุโบสถอย่างสำรวม ได้ยินเสียงเคาะกะลาดังไล่หลังมากับสายลมหนาว
       ตะล็อกแก๊กก๊อก...
       ขอเชิญออกมาร้องรำกันเถิดหนา
       ตะล็อกแก๊กก๊อกกันเถิดพี่ยา
       สุขอุราเฮฮา...ตะล็อกแก๊กก๊อก!

       ดวงวิญญาณที่ไม่ได้ตายโดยธรรมชาตินั้น เรามักจะเรียกว่า ‘ตายโหง’ ซึ่งการตายโหงนั้นดวงวิญญาณจะต้องวนเวียนชดใช้ให้เวลาหมดในโลกมนุษย์เสียก่อนจึงจะไปรับบาปบุญที่เคยทำไว้ตอนยังมีลมหายใจ
       เช่นเดียวกับผาและปาหนันที่ยังคงต้องวนเวียนอยู่จนกว่าเวลาจะหมดในชาติภพนี้...

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

       ถ้ามีคนถามว่าหนึ่งชีวิตที่เกิดมานั้นปรารถนาสิ่งใดฤา?
       ความงดงามทางเปลือกนอก? ความสุขกาย? ทรัพย์สินเงินทอง? เกียรติยศชื่อเสียง? ความรักที่สมหวัง?
       หลายคนต่างก็ปรารถนาแตกต่างกันไป
       แต่สำหรับปาหนันแล้ว สิ่งที่เธอปรารถนาหาใช่ทุกอย่างที่กล่าวมาไม่ หากแต่เป็นความสงบสุขของชีวิตที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆที่ตายไปก็เอาไปไม่ได้
       นั่นคือสิ่งที่ปาหนันปรารถนา...เป็นปรารถนาที่แท้จริงของหญิงสาว
       ไม่ใช่แค่ปาหนันหรอก...
       แต่ชีวิตของมนุษย์เราทุกคนควรปรารถนาเช่นเดียวกันกับปาหนัน
       ไม่ใช่หรือ?

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น