อัปเดตล่าสุด 2018-10-21 10:11:29

ตอนที่ 20 สังหารผีร้าย!


       ทุกเช้าผาจะมาหาปาหนันที่บ้านเสมอ เขามักจะหอบเอากล้วยกับมะพร้าวมาให้หญิงสาวไว้ทำขนมเพราะรู้ว่าปาหนันขาไม่ค่อยดีการจะไปหาของเหล่านี้ด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องลำบาก ใจจริงเขาไม่อยากให้ปาหนันทำขนมไปขายที่ตลาดอีกเลยแต่ในเมื่อปาหนันยืนยันที่จะทำเขาก็ไม่ขัด
       “นั่นเอาอะไรมาเยอะแยะเล่าผา ?” ปาหนันเอ่ยทักเมื่อเห็นผายกกล้วยทั้งเครือเดินมาแต่ไกล อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้ววางเครือกล้วยลงบนแคร่พลางบอก
       “ช่วงนี้ที่สวนกล้วยดกดีแท้ฉันเลยเอามาให้ปาหนันทำขนม” ชายหนุ่มบอกแล้วนั่งพักหอบเหนื่อยเล็กน้อย เจ้าของบ้านจึงส่งขันน้ำฝนเย็นๆให้ ผารับมาดื่มแล้วทำหน้าชื่นใจจนเกินจริง
       “น้ำฝนบ้านปาหนันนี่อร่อยจริงๆ” เขากล่าวชม ปาหนันหัวเราะเบาๆ
       “น้ำฝนที่ไหนก็อร่อยเหมือนกันนั่นแหละผา คราวหลังไม่ต้องเอากล้วยมาให้ฉันบ่อยๆหรอกผาเก็บเอาไปขายที่ตลาดเถอะ จะได้มีเงินไว้ใช้” แม้ปาหนันจะสนิทกับผาและรู้ว่าผาเป็นคนที่ทำทุกอย่างได้เพื่อเธอแต่ปาหนันไม่เคยคิดจะใช้เหตุผลนั้นในการเอาเปรียบอีกฝ่าย ยิ่งผาดีกับเธอเธอยิ่งต้องเกรงใจไม่ใช่เอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว หากเป็นเช่นนั้นมิตรภาพจะไม่ยั่งยืน
       “ใครว่าฉันเอามาให้ปาหนันฟรีๆเล่า ฉันขอแลกกับข้าวหนึ่งมื้อ” ชายหนุ่มยื่นข้อแลกเปลี่ยน ปาหนันยิ้มรับแล้วบอก
       “สำหรับผาอย่าว่าแต่ข้าวมื้อเดียวเลย มากินทุกวันฉันก็ยินดี ดีเสียอีกฉันจะได้มีเพื่อนกินข้าว ตั้งแต่แม่จากไปเวลาฉันกินข้าวคนเดียวก็คิดถึงแม่ตลอด” พูดถึงมารดาน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ผาเองไม่อยากเห็นน้ำตาของปาหนันเลย ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
       “ว่าแต่วันนี้ปาหนันทำอะไรกินหรือ ?” ผาเอ่ยถามเพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้นซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้นปาหนันเลิกทำหน้าเศร้าแล้วตอบคำถามเพื่อนรัก
       “วันนี้ฉันแกงฟักทอง เมื่อวานได้ฟักทองที่ตลาดมาเห็นว่าน่ากินดี” เจ้าบ้านบอก ผู้มาเยือนทำตาโตแล้วรีบกล่าว
       “โอ้โห...กำลังอยากกินอยู่พอดีเลย ถ้าอย่างนั้นฉันไม่เกรงใจนะ”ว่าแล้วชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปตักข้าวกับแกงออกมากินตรงแคร่หน้าบ้านในขณะที่ปาหนันกำลังนั่งฉีกใบตองอยู่ข้างๆ 
       ผาตักข้าวราดแกงฟักทองเข้าปากแล้วชมปาหนันไม่หยุด ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่มือหงิกงอกำลังพยายามฉีกใบตองให้สวยแล้วพานนึกสงสารขึ้นมาจับใจ ชายหนุ่มวางช้อนลงกระแทกกับจานสังกะสีจนปาหนันต้องเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าที่บิดเบี้ยวซ้ำยังมีปานดำกินไปครึ่งหน้ามองผาแล้วเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
       “ไม่อร่อยหรือผา...แล้วทำไมมองฉันแบบนั้น?”ปาหนันหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ทันที ผาถอนหายใจยาวๆแล้วตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
       “ปาหนันเสียดายไหมที่ไม่ได้สวย ไม่ได้เดินสะดวกแบบตอนที่เป็นคุณปาหนันคนนั้น ที่สำคัญถ้าปาหนันยังสวยไอ้คุณบรรณนั่นอาจจะมาตามหาตัวปาหนันก็ได้” เป็นการพูดที่เจ็บปวดอยู่ลึกๆในใจที่รู้ว่าคนที่รักยังรอใครอีกคนอยู่เสมอ 
       ปาหนันชะงักหันไปเห็นเงาอัปลักษณ์ของตัวเองที่สะท้อนจากขันน้ำฝน เธอเป็นสตรีน่าเกลียดคือสิ่งที่ต้องยอมรับ แต่เธอจะไม่ยอมรับความสวยที่มาจากการฆ่าผู้อื่นหรอก ชาตินี้ขอเกิดมาชดใช้กรรมเก่าให้หมดสิ้น ชาติหน้าถ้ามีวาสนาได้เกิดใหม่ขอเกิดเป็นคนที่สมประกอบไม่ต้องรูปงามก็ได้ นี่คือสิ่งที่ปาหนันปรารถนาเหลือเกิน
       “ฉันไม่เสียดายหรอก รูปลักษณ์ของคุณปาหนันหาใช่ฉันตั้งแต่ต้น ทุกสิ่งอย่างเกิดจากการขอพรจากอะไรก็ไม่รู้เพื่อแลกกับความตายของคนอื่น เป็นความสวยที่ผิดบาปเหลือเกิน แค่นี้ฉันก็รู้สึกผิดกับชีวิตที่แม่ของฉันไปสังหารมา ถ้ามีเวลาฉันอยากจะขอถือศีลอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับคนชื่อประกิตกับคนชื่อทองที่แม่ฆ่าทิ้งจะได้ส่งให้แม่ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วย” หญิงสาวกล่าวพยายามยิ้มภายใต้ดวงตาแสนเศร้า เธอเลือกที่จะข้ามคำถามที่ผาถามเรื่องบรรณนั้นไว้ ความรักต่อให้ไม่ได้ครอบครองมันก็ยังเป็นความรัก แต่หากเมื่อใดความรักเกิดจากการแย่งชิงหรือหลอกลวง เมื่อนั้นจะเป็นแค่ความใคร่...ไม่ใช่ความรัก
       “แต่ถ้าปาหนันอยากกลับไปเป็นอย่างเดิม ฉันไปขอพรให้ได้นะ” เป็นความปารถนาดีของผาที่ปาหนันยังยืนยันที่จะปฏิเสธ
       “ไม่ว่าผาจะถามอีกกี่ครั้งฉันก็จะขอตอบแบบเดิม ฉันมีความสุขในร่างนี้ ร่างที่แม่ของฉันมอบให้ ดูสิผา...นี่คือเนื้อหนัง นี่คือแขนขา นี่คือดวงตาของฉันหาใช่ของใครอื่นไม่ ที่สำคัญหัวใจดวงนี้ก็เป็นของฉัน มันเป็นของฉันเองแม้ใครจะไม่ชอบที่ฉันอัปลักษณ์ แม้คุณบรรณจะไม่มีทางเห็นฉันอีกในสายตา แต่นี่คือฉัน ฉันคือตัวฉันเอง”ปาหนันบอกอย่างมั่นใจว่าตัดสินใจถูกแล้ว แม้ในชีวิตจะมีหลายครั้งที่ตัดสินใจพลาดแต่ไม่ใช่ครั้งนี้แน่นอน เธอมั่นใจ
       “ฉันเข้าใจแล้ว” ผาบอกแล้วยิ้ม เป็นยิ้มที่รู้สึกภูมิใจในตัวปาหนันเสียเหลือเกิน เขาอยากจะบอกกับน้ารำพึงเหลือเกินว่า ขนมถึงจะห่อด้วยใบตองที่เช็ดจนเงาวับแค่ไหนแต่สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเนื้อขนม คนเราหาได้กินใบตองไม่...เหมือนปาหนันนั่นแหละ
       ดูเหมือนเมฆแห่งมรสุมชีวิตของปาหนันจะเคลื่อนผ่านไปแล้วและบัดนี้ท้องฟ้ากำลังสว่างไสวไปด้วยแสงตะวัน แต่ไม่มีใครรู้ว่ามรสุมลูกใหญ่กำลังจะเคลื่อนผ่านเข้ามาใหม่ และมรสุมลูกนี้ดูท่าจะรุนแรงกว่าลูกก่อนนัก
       ทำไมน่ะหรือ?
       ก็เพราะสิ่งที่ผากับปาหนันคุยกันมีบางคนแอบฟังอยู่เงียบๆ
       วศี!

       วันนี้ท้องฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่ยังไม่บ่ายสามโมงเย็น ลมที่หอบกลิ่นดินโชยพัดมาเป็นสัญญาณให้แม่ค้าในตลาดเตรียมเก็บข้าวของกลับบ้าน ปาหนันเองก็เช่นกัน วันนี้ตั้งแต่เช้าเธอขายขนมไปได้ไม่ถึงครึ่งซึ่งส่วนใหญ่ซื้อด้วยความเวทนา แต่ก็มีบ้างที่แรกเริ่มซื้อด้วยความสงสารแต่ครั้นพอกลับไปชิมก็ติดใจในรสมือจนต้องกลับมาอุดหนุนใหม่ซึ่งปาหนันเองก็จำลูกค้าเกือบทุกคนได้
       “ลุงจ๊ะวันนี้กินอะไรหรือยัง?” ปาหนันที่หอบกระบุงขนมเดินฝ่าสายลมที่พัดแรงเอ่ยถามชายขอทานที่นอนอยู่ตรงหัวมุมถนน คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมามองแล้วตอบคำถามนั้น
       “ยังเลย” ชายขอทานตอบเพียงเท่านั้น ปาหนันจึงนั่งยองๆลงข้างๆชายขอทานแล้วส่งขนมในกระบุงส่วนหนึ่งให้อย่างมีน้ำใจ...ไม่ใช่ความเวทนา
       “นี่จ้ะ ลุงเอาไปกินนะจ๊ะ แล้วนี่ฝนจะตกแล้วฉันว่าลุงรีบไปหาที่หลบฝนดีกว่า” 
       ชายขอทานจะยกมือไหว้ปาหนันแต่เธอร้องห้าม
       “ลุงอย่าไหว้ฉันเลย ฉันพอมีก็แบ่งให้ ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมายเลยจ้ะ” ปาหนันบอก แต่กระนั้นขอทานก็ยังกล่าวขอบใจแล้วขอบใจอีก ในยามที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่ข้าวสักเม็ด ขนมของปาหนันนั้นเสมือนของขวัญพิเศษสำหรับชายชราคนนั้น
       “ขอบใจนะแม่หนู จิตใจหนูช่างงามนัก ความดีจะคุ้มครองหนู” ชายชราอวยพร มองเห็นความสวยภายใต้ความอัปลักษณ์ภายนอก ปาหนันยกมือไหว้กลับแล้วยิ้มรับ
       “ขอบใจจ้ะลุง ถ้าวันไหนไม่มีข้าวกินลุงเข้าไปหาฉันในตลาดนะจ๊ะ วันนี้ฉันกลับก่อนล่ะจ้ะฝนมาแล้ว” หญิงสาวกล่าวลาพลางยกกระบุงขนมขึ้นมาหมายจะรีบกลับบ้านก่อนพระพิรุณมาเยือน แต่ยังเดินได้ไม่ถึงไหนก็มีรถเก๋งคันงามแล่นเข้ามาจอดเทียบ แม่ค้าขาเป๋ชะงักหันมองว่าเป็นรถของผู้ใด พลันร่างของชายนิรนามก็ตรงเข้ามากระชากตัวของปาหนันให้ขึ้นรถ กระบุงใส่ขนมกลิ้งหลุนๆไปอีกทางหนึ่งในขณะที่ชายขอทานพยายามที่จะร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครสนใจเพราะคิดว่าเขาเป็นคนเสียสติ
       “ช่วยด้วย! ช่วยแม่หนูด้วย!”
       ไหนว่าความดีจะคุ้มครองคนดีๆไงเล่า?
       หรือความดีไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้วในเวลานี้?

       ผามานั่งรอปาหนันอยู่ที่หน้าบ้านสักพักใหญ่แล้ว วันนี้หญิงสาวกลับช้ากว่าปกตินัก มิหนำซ้ำฟ้าฝนก็แลดูวิปริตเสียเหลือเกิน นั่นทำให้ผาอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ หากฝนตกแล้วพื้นเป็นดินโคลนปาหนันจะเดินทางลำบาก นึกได้อย่างนั้นชายหนุ่มจึงรีบตรงไปที่ตลาดทันที
       น่าแปลก...ปาหนันไม่อยู่ที่ตลาดเสียแล้ว ถามแม่ค้าคนอื่นๆก็ว่าปาหนันกลับไปได้สักพักใหญ่นั่นยิ่งทำให้ผาใจคอไม่ดี แต่เขายังไม่ยอมแพ้เดินตามหาปาหนันไปทั่วตลาด พยายามคิดว่าปาหนันจะไปที่ไหนได้อีกแต่ก็นึกไม่ออก
       ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังตามหาตัวปาหนันนั้นพลันสายตาเหลือบไปเห็นกระบุงใส่ขนมของปาหนันวางไว้ตรงหน้าขอทานที่นั่งอยู่ตรงหัวมุมถนน เขารีบตรงเข้าไปถามชายชราผู้นั้นทันที
       “ลุงจ๊ะ ลุงเอากระบุงใส่ขนมนี่มาจากไหนจ๊ะ?” แม้ใจจะร้อนรนแต่ผาก็ไม่ใส่อารมณ์กับคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ชายชราเงยหน้ามองผาแล้วบอก
       “แม่ค้าขาเป๋ทำร่วงไว้ มีคนดึงตัวขึ้นรถไปโน่นแล้ว” เขาบอกพลางชี้ไปทางหนึ่งของถนน 
       เมื่อได้ยินเช่นนั้นผาก็ใจหล่นไปยังตาตุ่มแต่ก็บอกตัวเองให้ตั้งสติไว้ การสติแตกไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ชายหนุ่มพยายามคิดว่าปาหนันถูกจับขึ้นรถของผู้ใด ในหมู่บ้านนี้มีคนที่มีรถไม่กี่คนหรอก แล้วอยู่ๆผาก็คิดขึ้นได้ว่าปาหนันมีเรื่องกับคนที่มีรถคนเดียว นั่นคือวศี เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงรีบวิ่งฝ่าสายฝนที่กำลังเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดหย่อน
       วศี...ถ้าแกทำอะไรปาหนันแกกับฉันได้เห็นดีกันแน่!

       ปาหนันไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เพราะบัดนี้ทุกอย่างมืดมิดเนื่องจากถูกปิดตาและถูกผ้ามัดปากเอาไว้ เธอพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่ถูกมัดเอาไว้กับเสาต้นหนึ่ง แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งหมดแรง รู้สึกตัวร้อนรุมๆคล้ายคนกำลังจะเป็นไข้อยู่ก็ไม่ปาน อยากจะรู้เสียเหลือเกินว่าใครจับตัวเธอมาแล้วจับมาด้วยเหตุอันใดกัน?
       “อีผีร้าย!” อยู่ๆเสียงของวศีก็เอ่ยทักอีกฝ่ายในขณะที่อีชดตรงไปแกะผ้าปิดปากและผ้าปิดตาของปาหนันออก เมื่อปาหนันเห็นว่าใครจับเธอมาก็ตกใจไม่น้อย
       “คุณวศี!”
       “ใช่! ฉันเองนังปาหนัน...เอ๊ะหรือฉันจะเรียกแกว่าคุณปาหนันดี ?” สิ่งที่วศีเอ่ยทำเอาปาหนันสะอึก พยายามทำสีหน้าไม่ให้มีพิรุธทว่าทำได้ยากเหลือเกินในเวลานี้
       “คุณวศีพูดอะไรจ๊ะ ฉันก็คือฉัน อีปาหนันขาเป๋หาใช่ใครคนอื่นไม่” 
       วศีตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของปาหนันจนสาวเจ้าหน้าหันก่อนจะแผดเสียงใส่
       “ตอแหล! เลิกโกหกฉันและคนอื่นๆสักที แกคืออีนังปาหนันที่คิดจะแย่งพี่บรรณไปจากฉันนั่นแหละ อย่าคิดว่าคนอื่นจะโง่ไปซะหมด โถ...ฝันดีแค่ไม่กี่คืนสินะสุดท้ายก็ต้องตื่นมาพบความจริงว่าแกไม่สามารถเปลี่ยนสังขารและหน้าตาอันอัปลักษณ์ได้” วศีใช้นิ้วชี้ยันหน้าผากของปาหนันจนอีกฝ่ายหน้าหัน สาวเจ้าตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำด้วยความกลัวแต่กระนั้นก็ยังเลือกที่จะปากแข็ง
       “คุณวศีพูดอะไรจ๊ะฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันไปเถอะจ้ะฉันขอร้อง แล้วฉันจะไม่มาให้คุณวศีเห็นหน้าอีกเลย” ปาหนันอยากจะยกมือไหว้ขอร้องแต่ถูกมัดไว้ วศีได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่วน
       “แกคิดว่าฉันจะปล่อยแกไปง่ายๆอย่างนั้นเหรอ คนที่ทำให้ชีวิตของฉันพัง ลูกของอีฆาตกรใจโหดที่ฆ่าพ่อของฉันเพื่อเอาวิญญาณไปสังเวยให้กับพรบ้าๆแลกกับการที่แกจะได้กลายเป็นสาวสวย อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้ ความลับไม่มีในโลกหรอกนะนังปาหนัน!” พูดจบวศีก็ตบปาหนันอีกครั้งอย่างไร้ซึ่งความปรานีปาหนันรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก...เธอปากแตก
       “หยุดนะ! นั่นจะทำอะไรน่ะ ?!” เสียงของผาที่วิ่งกระหืดกระหอบมาดังขึ้นขัดจังหวะ ชายหนุ่มตกใจไม่น้อยที่เห็นว่าบัดนี้ปาหนันถูกจับมัดอยู่กับเสาในโรงเรือนเลี้ยงไก่ รอบกายเต็มไปด้วยฟางที่สุมราวกับกำลังจะจุดไฟย่างไก่ เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ครั้นพอจะเข้าไปช่วยปาหนันวศีที่ถือไม้ขีดไฟก็ยกมัจจุราชปลายไม้ขีดขึ้นขู่
       “เข้ามาสิไอ้ผา ขืนแกก้าวมาอีกก้าวเดียวฉันจะโยนไม้ขีดลงในกองฟางให้มันเผาอีปาหนันจนไหม้เป็นตอตะโกเลย ฉันไม่ได้ขู่แต่พูดจริง!” ไม่พูดเปล่าวศีจุดไม้ขีดไฟขึ้นมาหนึ่งก้านแล้วทำท่าจะโยนเข้าไปในกองฟางที่สุมอยู่ตรงขาของปาหนัน ผารู้ว่าวศีทำอย่างที่พูดแน่จึงพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบแม้จะรู้ว่าน้ำเย็นนั้นแทบไม่มีผลต่อไฟที่ร้อนระอุเลยก็ตามที 
       “ใจเย็นๆก่อนนะจ๊ะคุณวศี คุณวศีต้องการอะไรหรือจะให้ฉันทำอะไรก็ได้เพียงแต่อย่าทำอะไรปาหนันเลย จะให้ฉันกราบก็ยอม” ผาเสียงอ่อนลงอย่างยอมจำนน ไม่รอให้อีกฝ่ายบอกให้ทำอะไร ชายหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นทำท่าจะก้มลงกราบวศีอย่างที่พูดพลันวศีก็หันไปหาไอ้ช่วงที่คอยรับคำสั่งอยู่ 
       “จัดการมัน!”
       ไอ้ช่วงรีบจับตัวผาไว้ คราวนี้มันไม่ยอมให้ตัวเองตกเป็นรอง ไอ้ช่วงเปิดประเดิมด้วยการต่อยเข้าที่ใบหน้าของผาจนอีกฝ่ายล้มคว่ำก่อนจะกระทืบซ้ำอย่างไม่ยั้งผากระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่กระนั้นผาก็ยังพยายามตะเกียกตะกายจะไปช่วยปาหนัน
       “ปะ...ปา...หนัน”
       “ผาหนีไป!” ปาหนันตะโกนบอกแต่ดูเหมือนผาจะไม่ยอมไปง่ายๆ ทั้งที่ถูกซ้อมปางตายแต่ก็ยังยืนยันจะอยู่ช่วยปาหนันให้ได้เขาใช้สองมือตะกุยเศษฟางเพื่อดันร่างของตัวเองให้เคลื่อนที่ไปหาปาหนัน ไอ้ช่วงเห็นเช่นนั้นจึงกระทืบไปที่มือของผาอย่างแรงจนเขาร้องโอดครวญ
       “โอ๊ย...รักกันจริงนะ แต่ก็เหมาะสมกันดีผีเน่ากับโลงผุ เรื่องมันจะไม่เกิดเลยถ้าอีผีเน่ามันไม่ทะเยอทะยานอยากนอนเตียงสวยๆทั้งที่มันได้นอนในโลงผุๆก็บุญเท่าไหร่แล้ว!” เป็นการเปรียบเทียบที่หยามหมิ่นเสียเหลือเกิน วศีหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะฟังดูคล้ายเวลานี้มีผีร้ายสิงสถิตอยู่ในร่างที่สดสวยแต่จิตใจเน่าหนอน
       “คุณวศีจ๊ะ อย่าทำอะไรผาเลย ถ้าจะทำอะไรก็มาทำฉันเถิด ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันคนเดียว ผาไม่เกี่ยว ผาไม่เกี่ยวเลยจริงๆ” ปาหนันร่ำไห้ทนเห็นผาต้องบาดเจ็บเพราะเธอไม่ได้อีกแล้ว
       “ถ้าแกไม่อยากให้ฉันฆ่าไอ้ผาแกก็สารภาพความจริงทั้งหมดมานังปาหนันฉันอยากฟังจากปากของแก!” แม้จะมั่นใจว่าสิ่งที่ตนรู้คือเรื่องจริงแต่กระนั้นการได้ยินจากปากของปาหนันมันสาแก่ใจมากกว่าและการได้ยินคนเดียวมันคงไม่สนุกนัก วศีจึงสั่งให้อีชดไปตามบรรณก่อนหน้านี้แล้วมาฟังความจริงพร้อม ๆ กัน คงหรรษานักล่ะ!
       “ปาหนันอย่านะ! อย่าบอกนะ!” ผาร้องบอกทั้งที่ตัวเองเจ็บปางตาย ไอ้ช่วงเห็นเช่นนั้นก็กระทืบผาซ้ำจนชายหนุ่มร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ปาหนันจึงตัดสินใจยอมทำในสิ่งที่วศีต้องการ
       “ยอมแล้ว...ฉันยอมบอกแล้ว” สาวเจ้าเริ่มร่ำไห้ มองหน้าผาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเปิดปากเล่าความจริงของความลับที่บัดนี้มันจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว“ใช่จ้ะฉันคือคนคนเดียวกับคุณปาหนันที่มาจากบางกอกจ้ะ ฉันยอมแล้ว...ฉันยอมบอกแล้วคุณวศีอย่าทำอะไรผาเลยนะ ฉันขอร้อง” ปาหนันวิงวอนอย่างน่าเวทนา เธอมองภาพผาที่พยายามรวบรวมแรงกายที่เหลือจะคลานมาหาปาหนันแต่ทำไม่ไหวอย่างสะท้อนใจ ผาทำให้เธอมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เธอต้องทำเพื่อเขาบ้าง
       บรรณที่รู้เรื่องจากอีชดว่าวศีจับตัวปาหนันก็วิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความตกใจ ที่ตกใจเพราะคิดว่าปาหนันคนนั้นคือคุณปาหนันไม่ใช่ปาหนันขาเป๋หน้าผีคนนี้ ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อยที่เห็นว่าปาหนันที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ปาหนันคนที่เขาอยากเห็น
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้นวศี ? พี่งงไปหมดแล้ว...” บรรณเอ่ยถามทันทีที่มาถึง วูบหนึ่งของสายตาได้สบประสานกับปาหนันคนที่ถูกจับตัวแต่ก็หลบสายตาราวกับไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น ปาหนันพยายามร้องขอความช่วยเหลือทางสายตาแต่ไม่เป็นผล เขาจำเธอไม่ได้ อีเป๋คนนี้ไม่เคยมีตัวตนอยู่ในสายตาเขา!
       “มาก็ดีแล้วค่ะ วันนี้พี่บรรณจะได้รู้ความจริง ความจริงที่อีนังปาหนันมันหลอกลวงพวกเรามาตลอด!”
       “วศีหมายความว่ายังไง ? แล้วไหนคุณปาหนันที่อีชดไปบอกว่าวศีจับตัวมา ?” บรรณพยายามสอดส่ายสายตาไปทั่วโรงเรือนเลี้ยงไก่แต่ก็ไม่พบคุณปาหนันคนงาม พบแต่หญิงพิการที่ถูกจับมัดไว้กับเสาอย่างน่าเวทนา
       “พี่บรรณก็ดูดีๆสิคะ อีนังเป๋อัปลักษณ์กับอีนังคุณปาหนันคนงาม...มันเป็นคนคนเดียวกัน! ดูดีๆดูชัดๆ” วศีเดินไปใช้มือจับหน้าของปาหนันหันมาเพื่อให้บรรณเพ่งมองชัดๆ แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่
       “ไม่ใช่...ยังไงก็ไม่ใช่ พี่ว่าวศีต้องเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่ นี่ไม่ใช่คุณปาหนัน ไม่มีทางเป็นไปได้!” บรรณถอยกรูด ยังยืนยันที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่วศีกล่าว วศีหัวเราะร่วนแล้วจ้องหน้าปาหนันก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายบอกความจริง แต่จะเรียกว่าบังคับคงไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับชีวิตของไอ้ผามากกว่า
       “อีปาหนัน...พูดสิ พูดความจริงต่อหน้าพี่บรรณให้เขาได้รู้ว่าถูกแกหลอกมาโดยตลอด!” วศียักไหล่แล้วหันไปหาไอ้ช่วงอย่างรู้กัน ไอ้ช่วงได้ไฟเขียวจากเจ้านายก็กระทืบผาอีกครั้งจนชายหนุ่มตัวงอด้วยความเจ็บปวด ปาหนันเห็นเช่นนั้นจึงรีบร้องบอก
       “บอกแล้วจ้ะ ใช่จ้ะ...ฉันคือคนคนเดียวกับคุณปาหนัน มันอาจฟังดูน่าเหลือเชื่อแต่มันก็เป็นไปแล้ว มันเกิดจากการที่แม่ฉันไปขอพรให้ฉันกลายเป็นคนใหม่ ฉันจึงกลายเป็นคุณปาหนันคนสวย คุณปาหนันที่คุณบรรณเคยพบเจอ คุณปาหนันที่...รักคุณบรรณสุดหัวใจ” ปาหนันสะอื้นไห้เล่าความจริงที่แสนเจ็บปวด บรรณถึงกับเข่าอ่อนที่ได้รู้ความจริงดังนั้น เขาได้แต่สบถกับตัวเองเบาๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!
       “เป็นยังไงคะพี่บรรณที่ได้รู้ว่าคุณปาหนันคนสวยแท้ที่จริงเป็นอีเป๋หน้าผีอัปลักษณ์ มันหลอกพี่บรรณกับทุกคนมาโดยตลอด มันเป็นทาสของผีร้าย มันคือที่มาของความหายนะ!” สิ่งที่วศีพูดนั้นทำเอาปาหนันถึงกับย่นคิ้วด้วยความแปลกใจ สาวเจ้าจึงเอ่ยถามทั้งน้ำตา
       “คุณวศีหมายความว่ายังไงจ๊ะ ? ฉันไม่ใช่ผีร้าย ฉันเป็นคนธรรมดาๆแบบทุกคนนี่แหละ”
       “ไม่จริง! คนธรรมดาที่ไหนจะแปลงร่างไปมาได้ แกไปขอพรจากผีร้ายแกก็เหมือนเป็นทาสของผีร้าย และการที่แกต้องฆ่าคนไปให้ผีร้ายนั้นจะไม่ให้เรียกว่าแกเป็นพวกเดียวกันได้ยังไง!” วศีแผดเสียงบอก ปาหนันพยายามปฏิเสธแต่อีกฝ่ายไม่ฟัง 
       จังหวะเดียวกันนั้นประตูโรงเรือนก็ถูกเปิดออก แสงไฟจากคบเพลิงที่ชาวบ้านถือเข้ามานั้นเป็นดั่งสัญญาณแห่งความหายนะที่บังเกิด วศีที่ให้อีชดไปตามชาวบ้านมายิ้มกริ่ม ในครานี้หญิงสาวคล้ายเป็นยมบาลในคราบมนุษย์ที่พร้อมจะหยุดลมหายใจของปาหนันได้เพียงแค่ลมปากที่เอ่ยออกไป
       “ทุกคน...อีนังปาหนันมันเป็นทาสของผีร้าย! ถ้ามันยังอยู่มันจะต้องฆ่าพวกเรา ฆ่าลูกหลานพวกเราเพื่อไปสังเวยผีร้ายแลกกับการที่มันจะกลายเป็นสาวสวย ในครานี้มันยังหาเหยื่อไม่ได้มันจึงกลายร่างเป็นอีเป๋หน้าผี แต่คราใดมันอยากจะกลับคืนรูปงาม มันจะฆ่าพวกเรา ดังนั้นถ้าเราไม่อยากเป็นเหยื่อของมัน เราต้องฆ่ามันทิ้ง!” สิ่งที่วศีพูดนั้นทำเอาปาหนันเบิกตาโพลงด้วยความตกใจและหวาดกลัว สาวเจ้าพยายามจะอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีใครคิดจะฟัง ผาเองก็พยายามร้องบอกชาวบ้านถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่ในเวลานั้นทุกคนต่างคิดว่าผาเป็นพวกเดียวกับปาหนัน อธิบายความจริงอย่างไรก็หักล้างความเชื่อที่วศีพูดใส่ร้ายปาหนันไม่ได้แล้ว
       ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย...แต่บางคนอาจจะตายก่อนได้บอกความจริง!
       “ฆ่ามันเลย! ฆ่ามันเลย!” ไอ้ช่วงเป็นคนพูดปลุกระดม ชาวบ้านที่เชื่อไปแล้วว่าปาหนันเป็นผีร้ายก็ร้องเฮขึ้นอย่างเห็นดีเห็นงามที่จะประหารปาหนัน วศียิ้มกริ่มก่อนจะจุดไม้ขีดขึ้นหนึ่งก้านพลางมองหน้าปาหนันแล้วกล่าวลา...เป็นครั้งสุดท้าย
       “แกต้องขอบใจฉันที่ส่งแกไปเกิดใหม่เผื่อชาติหน้าจะเกิดมาสมประกอบแบบคนอื่นไม่ต้องพิกลพิการเช่นนี้!” สิ้นประโยค ก้านไม้ขีดไฟก็หล่นลงที่กองฟางด้วยความจงใจ ฟางติดไฟอย่างรวดเร็ว!
       ร่างของปาหนันซึ่งถูกพันธนาการไว้ถูกเผาทั้งที่ยังหายใจ สาวเจ้าได้แต่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด วูบหนึ่งของสายตาหันไปมองเห็นบรรณที่มองมาทางเธอด้วยความเย็นชาก่อนจะหันหลังเดินออกไปอย่างไม่ไยดี ทางด้านผาเองพยายามตะเกียกตะกายจะไปช่วยปาหนันทั้งที่ตัวเองก็ปางตาย เขาร่ำไห้แล้วเอื้อมมือไปจนสุดแขนพลางร้องโหยหวนแข่งกับเสียงของปาหนัน ต่างกันตรงที่คนหนึ่งกำลังจะสิ้นใจไปพร้อมร่างที่มอดไหม้ในขณะที่อีกคนกำลังจะสิ้นใจอยู่ในร่างกายที่ยังหายใจอยู่
       ปาหนัน...ไม่...ไม่!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น