อัปเดตล่าสุด 2018-10-14 10:04:07

ตอนที่ 17 รักครั้งแรกและรักครั้งสุดท้าย

 

       ทันทีที่ปาหนันเข้าบ้าน รำพึงที่กลับมาก่อนหน้าก็ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของลูกสาวจนปาหนันล้มคว่ำ การถูกวศีตบว่าเจ็บแล้ว แต่การถูกมารดาตบนั้นเจ็บกว่าหลายเท่านัก...โดยเฉพาะที่หัวใจ
       “แม่ตบฉันทำไมจ๊ะ ?” คนเป็นลูกสาวใช้มือกุมที่แก้มของตัวเองพลางจ้องมองรำพึงด้วยความสงสัย อีกฝ่ายดูจะเก็บกดความโกรธไว้พักใหญ่แล้วจึงพูดออกมา
       “ก็เพราะแกมัวแต่โอ้เอ้อีวศีเลยมาขัดจังหวะได้ เล่นตัวอยู่นั่นแหละ ฉันตบแกแค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับการที่แกทำแผนของฉันพัง!”รำพึงชี้หน้าลูกสาวอย่างผิดหวัง ปาหนันร่ำไห้แล้วคลานเข้าไปกอดขาแม่
       “แม่จ๋า...ฉันขอโทษ ฉันรักแม่นะจ๊ะ ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยขออะไรแม่เลย แต่เรื่องนี้ฉันขอเถอะจ้ะ ฉันทำไม่ได้จริงๆ ฉันพยายามแล้วแต่มันทำไม่ได้” คนถูกบังคับบอกเสียงสั่น รู้แน่ว่าถึงร้องไห้อ้อนวอนจนน้ำตาเป็นสายเลือดคนเป็นแม่ก็ไม่มีทางยอม
       “เรื่องแค่นี้แกทำให้ฉันไม่ได้เหรอนังปาหนัน แกรู้ไหมว่าฉันต้องทำอะไรมากมายเพื่อให้แกเป็นแบบนี้!” อยู่ๆรำพึงก็พูดเป็นปริศนาขึ้นมาอย่างลืมตัว ครั้นนึกขึ้นได้ก็รีบปิดปากเงียบในขณะที่ลูกสาวที่มีความสงสัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่แม่พูดเมื่อสักครู่เหมือนบานประตูที่เคยปิดแน่นถูกเปิดแง้ม ยากนักที่คนที่อยากรู้จะไม่สอดสายตาเข้าไปมอง ปาหนันก็เช่นกัน
       “แม่หมายความว่ายังไงจ๊ะที่ว่าทำอะไรมากมายเพื่อให้ฉันเป็นแบบนี้ แบบนี้ที่แม่บอกหมายถึงสวยแบบคุณปาหนันใช่ไหม ? แม่ทำอะไรจ๊ะทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ ?” มันไม่ใช่การคาดคั้นเอาคำตอบหากแต่เป็นการขอความเมตตาให้คนที่ถูกกระทำได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองก็เท่านั้น
       “ไม่ต้องมาสอดรู้ ที่แกต้องรู้คือถ้าแกไม่เชื่อฟังฉัน ไม่ทำตามที่ฉันสั่งก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกันอีก!” เพื่อแสดงให้เห็นว่าพูดจริง รำพึงเดินกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแล้วกระแทกประตูดังปัง ทิ้งให้ปาหนันยืนน้ำตาตกอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังอย่างน่าเวทนาในชะตากรรมของตน

       มันไม่ใช่แค่คำขู่แบบที่เคยเป็น ครานี้รำพึงทำอย่างที่พูดจริงๆ เธอเดินไปมาภายในบ้านแต่ทำเหมือนปาหนันไม่มีตัวตนทั้งที่เดินสวนกัน สำรับกับข้าวที่เตรียมไว้ให้รำพึงก็ไม่เคยแตะต้อง นั่นทำให้ปาหนันต้องไปร้องไห้กับผาอยู่บ่อยๆ คนปลอบทำได้แค่ลูบหลัง ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน อย่างที่รู้ๆว่าน้ารำพึงนั้นหัวแข็งขนาดไหน ขนาดที่เอาลูกสาวไปบำบัดแค้นได้ก็ไม่ใช่คนที่จะอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ
       “ใจเย็นๆก่อนนะปาหนัน ตอนนี้น้ารำพึงคงยังโกรธ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา ที่สำคัญปาหนันห้ามใจอ่อนยอมน้ารำพึงก่อนเด็ดขาด ให้น้ารำพึงเห็นว่าปาหนันก็เด็ดเดี่ยว แม่กับลูกยังไงก็ตัดกันไม่ขาด สักวันน้ารำพึงก็ต้องยอมปาหนันแน่ๆเพียงแต่ปาหนันต้องใจแข็ง” ผาแนะนำเพื่อนรัก ปาหนันจำต้องพยักหน้ารับ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะใจแข็งฝืนคำสั่งของมารดาได้นานเท่าไหร่ เพราะการเห็นแม่ที่รักดุจชีวิตทำกับเธอราวเป็นดวงวิญญาณไร้ตัวตนมันทรมานเหลือเกิน
       “เออ...ฉันว่าจะเล่าให้ผาฟังว่าวันนั้นแม่พูดอะไรแปลกๆออกมา” ปาหนันนึกเรื่องสำคัญออก ผาที่กำลังนั่งโยนหินลงน้ำรีบหันมาตั้งใจฟังทันที
“พูดอะไรหรือ?”
       “แม่พูดเหมือนกับว่าแม่ต้องทำอะไรเพื่อฉันมากมาย ฉันถึงได้มาอยู่ในร่างนี้” สิ่งที่ปาหนันบอกทำเอาผาครุ่นคิด ถ้าน้ารำพึงพูดแบบนี้แปลว่าน้ารำพึงต้องรู้ว่าที่ปาหนันกลายเป็น‘คุณปาหนัน’ มันเกิดจากอะไรเพียงแต่ไม่ยอมบอกก็เท่านั้น
       “ความลับไม่มีในโลกหรอกปาหนัน สักวันเราจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับปาหนันกันแน่” ชายหนุ่มบอกให้หญิงสาวสบายใจ...ที่ใดมีควันย่อมมีไฟ เขาเชื่อว่าอีกไม่นานความลับเรื่องที่ปาหนันกลายเป็นหญิงงามมันต้องถูกเปิดเผย

       นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีที่โชคชัยกลับมาเปิดวิกลิเกที่นี่ แต่วันนี้กับวันนั้นช่างแตกต่างกันนัก บัดนี้เขากลายเป็นหัวหน้าคณะลิเกชื่อดังไม่ต้องมานั่งร้องรำทำเพลงเองแล้ว แน่นอนว่าการได้กลับมาในถิ่นของเพื่อนเก่าหากไม่ไปเยี่ยมเยือนก็จะดูกระไรอยู่ แต่ใครจะคิดว่าการมาเยี่ยมในครั้งนี้จะเป็นการมาเยี่ยมที่โกศเก็บกระดูกแทน
       “โอ๊ย...คุณทองเสียไปได้สักพักแล้วค่ะ ถูกฆ่าตายในเล้าไก่ ศพน่ากลัวมากเลยค่ะ ฉันเป็นคนไปเจอคนแรก คุณอยากรู้ไหมว่าศพเป็นยังไงฉันจะเล่าให้ฟัง” อีชดทำท่าติดลมจะเล่าเรื่องที่ไม่ควรเล่าให้สหายของไอ้ทองฟังดีที่โชคชัยไม่บ้าจี้อยากฟังเขาจึงพูดตัดบทเสีย
       “ไม่ดีกว่า แล้วโกศของไอ้ทองอยู่ที่ไหนล่ะ?”

       เหล้านอกราคาแพงถูกโชคชัยเทใส่แก้วแล้ววางไว้ที่หน้าโกศของไอ้ทอง คนมาหาจุดธูปหนึ่งดอกแล้วปักลงที่กระถางหน้าโกศพลางบอก
       “ไอ้ทอง ข้ามาเยี่ยมเอ็งแล้วนะ ข้าจำได้ว่าเอ็งชอบกินเหล้าฝรั่งยี่ห้อนี้ข้าเลยหิ้วมาฝาก นึกว่าจะได้นั่งกินด้วยกันแบบสมัยก่อนเสียดายเอ็งรีบหนีข้าไปเสียก่อน ข้ายังจำได้เลยสมัยข้าเป็นลิเกกระจอกๆเอ็งก็เลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งข้าตลอด เวลาข้าขัดสนเอ็งก็เอาเงินมายัดให้โดยไม่เคยพูดเรื่องดอกอะไรเลย ที่สำคัญขนาดข้าเบี้ยวใช้หนี้เอ็ง เอ็งก็ไม่เคยว่า ข้าสัญญากับตัวเองว่าวันหนึ่งข้าจะต้องมีเงินเลี้ยงเหล้าฝรั่งเอ็งให้ได้ วันนี้ข้าพอมีเงิน มีบ้าน มีคณะลิเกเป็นของตัวเองแล้วนะโว้ย แต่มันอาจจะสายไปสักหน่อย...ไม่เป็นไรไอ้ทอง สักวันเราก็จะได้เจอกันในที่ใดที่หนึ่งไม่ว่านรกหรือสวรรค์...แต่ดูท่าเราจะได้เจอกันในนรกเสียกระมัง” โชคชัยหัวเราะเบาๆในลำคอแล้วหยิบเศษใบไม้แห้งที่อยู่ตรงโกศของเพื่อนรักออก ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเหมือนคนเหยียบใบไม้แห้งก็ดังขึ้นในความเงียบ โชคชัยรีบหันมองทว่าอีกฝ่ายวิ่งหนีไปเสียแล้ว โชคชัยพยายามคิดว่าอาจจะเป็นเด็กวัดที่วิ่งเล่นไปมาก็ได้
       โดยหารู้ไม่ว่า...เจ้าของเสียงฝีเท้านั้นคือรำพึง!
       ฟืนไฟที่คิดว่าทุเลาเบาบางลงแล้วนั้นกลับถูกพัดกระพือจนประทุขึ้นอีกครั้ง อาจเป็นเพราะโชคชะตาเข้าข้างรำพึงเสียกระมังจึงส่งเหยื่อมาให้สังหารแทนวศีที่เจ้าหล่อนหมายตาไว้...ไอ้โชคชัยนี่แหละคนที่เหมาะจะเป็นเหยื่อรายต่อไป อยู่ดีๆก็กลับมาหาที่ตาย คืนวันเพ็ญที่จะถึงกูจะได้ชำระแค้นที่มึงเคยทำไว้กับกู...ไอ้โชคชัย!

       แม้จะรู้ว่าแม่ไม่แตะต้องอาหารที่เธอเตรียมไว้ให้แต่ปาหนันก็ยังตระเตรียมไว้ไม่มีขาด เย็นวันนี้เธอตั้งใจตำน้ำพริกมะม่วงกับทอดไข่ชะอมไว้ให้แม่ ปาหนันเห็นแม่ของตนแต่งตัวเหมือนจะออกไปไหนอีกแล้วในคืนนี้จึงเอ่ยถามทั้งที่รู้ว่าคงไม่ได้คำตอบอะไร
       “แม่จ๊ะ คืนนี้แม่จะไปไหนอีกจ๊ะ ? แม่กินข้าวก่อนสิฉันตำน้ำพริกมะม่วงกับไข่ชะอมไว้ให้แม่ด้วย มะม่วงเปรี้ยวถูกใจแม่แน่ๆ” ลูกสาวเชื้อเชิญพยายามทำให้ทุกอย่างปกติทั้งที่ไม่ปกติ คนเป็นแม่ไม่พูดอะไร เดินไปหยิบผ้าโพกศีรษะแล้วคว้ามีดพร้าคู่ใจที่เหน็บไว้กับฝาบ้านออกมาถือไว้...อาวุธสังหารไอ้โชคชัย!
       รำพึงไม่ตอบอะไรเธอหันมองลูกสาวแวบหนึ่งก่อนจะเดินออกไป ปาหนันมองตามแล้วรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกทั้งที่แม่ก็ออกจากบ้านในยามราตรีบ่อยๆ แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ถึงรู้สึกเหมือนอาจจะไม่ได้เจอมารดาอีกหลังจากอีกฝ่ายก้าวข้ามผ่านธรณีประตู...ปาหนันพยายามปลอบตัวเองว่าคงคิดมากไป
       บางอย่างควรคิดมาก...มากกว่าคิดน้อย...คือสิ่งหนึ่งที่ปาหนันจะได้เรียนรู้

       ที่หน้าวิกลิเกเวลานี้เหล่าบรรดาชาวบ้านและแม่ยกทยอยกลับกันไปหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงเศษขยะที่ทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ที่คณะอื่นเป็นยังไงโชคชัยไม่รู้ แต่ที่คณะของเขาหลังจากแสดงลิเกเสร็จในขณะที่นักแสดงกำลังเปลี่ยนชุดอาบน้ำเตรียมตัวพักผ่อน โชคชัยจะหากระสอบมาเก็บเศษขยะเหล่านั้นไปทิ้งเพื่อแบ่งเบาภาระของลูกน้อง การเคยเป็นลูกน้องมาก่อนทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเห็นใจคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว การอยู่ด้วยกันก็จะราบรื่นลดปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น
       ในขณะที่โชคชัยกำลังเก็บขยะอยู่เพียงลำพังนั้นพลันสายตาของเขาก็เห็นสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ไกลออกไปในความมืด แม้จะเห็นหน้าได้ไม่ชัดเจนแต่โชคชัยก็รู้สึกได้ว่าเธอกำลังจ้องมองมาทางเขา เป็นการจ้องมองที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกโกรธแค้นที่ส่งผ่านมา โชคชัยตัดสินใจเดินเข้าไปหาสตรีนิรนามคนนั้นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
       “ลิเกจบแล้วจ้ะ ยังไม่กลับอีกเหรอจ๊ะ ?” 
       อีกฝ่ายยังนั่งนิ่งมองตรงมายังโชคชัยราวอยากจะกินเลือดกินเนื้อ เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าใกล้ในระยะสายตา รำพึงจึงดึงผ้าโพกหัวออกเพื่อแสดงตัวตน โชคชัยที่เห็นรำพึงเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันที
       “แม่รำพึง!” แม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้วแต่รำพึงยังคงสวยสดไม่ต่างจากอดีตนัก รำพึงยิ้มมุมปากให้กับพ่อลิเกหนุ่มคนที่เธอเคยแอบมีใจให้เมื่อครั้งอดีต...หนึ่งในคนที่ฝากรอยแค้นไว้ในหัวใจจนวันนี้!
       “ใช่! ฉันเอง” เจ้าหล่อนลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งรอคอยเวลาชำระแค้นด้วยความทรมาน คนหนึ่งทรมานที่เคยทำให้อีกฝ่ายแค้น!
       “แม่รำพึงจริงๆด้วยฉันดีใจเหลือเกินที่ได้เจอแม่รำพึง” อีกฝ่ายละล่ำละลักบอก รำพึงทำได้แค่ยิ้มอย่างเยือกเย็นและจ้องโชคชัยด้วยสายตาที่น่ากลัวเหลือคณานับ“แม่รำพึงสบายดีไหมจ๊ะ ?”
       “สบายดียังไม่ตาย!” นั่นคือสิ่งที่เจ้าหล่อนตอบอีกฝ่าย โชคชัยไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าที่รำพึงตอบนั้นคือการประชดประชันกับเรื่องราวเลวร้ายในอดีต เป็นใครก็ต้องโกรธและไม่ใช่เรื่องที่จะลืมเลือนกันได้ง่ายๆ
       “เอ่อ...ได้เจอแม่รำพึงก็ดีแล้ว...คือฉันอยากจะ...” โชคชัยยังไม่ทันได้พูดธุระของตนรำพึงก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
       “ไปนั่งคุยที่ริมน้ำดีไหม ฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าเราอยู่ด้วยกัน” เจ้าหล่อนไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับเธอเดินนำหน้าโชคชัยหายไปในความมืด โชคชัยที่ไม่รู้ว่าชะตาของตัวเองกำลังจะขาดจึงรีบตามไปอย่างไม่รีรอ นี่เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะได้สารภาพผิดกับรำพึงเกี่ยวกับเรื่องในคืนนั้น คืนบาปที่เป็นเหมือนมัจจุราชตามหลอกหลอนเขามาตลอดทุกค่ำคืน
       รำพึงทิ้งตัวนั่งลงตรงขอนไม้ริมน้ำในคืนที่สายลมโชยพัดเย็นฉ่ำ ดวงจันทร์คืนวันเพ็ญสะท้อนเงาบนผืนน้ำที่ไหลเอื่อย เจ้าหล่อนทำหน้านิ่งรู้สึกว่าพร้าที่ซ่อนไว้นั้นสั่นระริกอยากฆ่าไอ้โชคชัยให้ตายตกตามไอ้ประกิตกับไอ้ทองไปเสียเต็มประดา แต่ต้องรอจังหวะก่อน ขืนผลีผลามมันรู้ตัวแผนการจะล้มเหลวไปเสีย
       โชคชัยชะงักเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตอนนี้ตัวเองยืนอยู่ที่ไหน...มันคือที่เกิดเหตุคืนนั้น คืนบาปที่แม้เขาจะไม่ได้ร่วมกระทำแต่ทุกอย่างก็อยู่ในสายตา เขาไม่รู้ว่าการยืนดูเฉยๆทั้งที่สามารถช่วยได้แต่ไม่ทำกับคนที่ลงมือกระทำ...เอาเข้าจริงๆอย่างไหนเลวกว่ากัน
       “ที่นี่มัน...” โชคชัยกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกหน้าชาอย่างบอกไม่ถูก เขายืนมองรำพึงที่นั่งนิ่งอยู่ไม่ไกล สายลมโชยพัดจนทำให้ผมยาวดำขลับของเจ้าหล่อนปลิวไสว
       “ใช่...ที่ที่ฉันถูกไอ้เลวระยำสามตัวนั่นข่มขืน และไอ้เลวอีกคนหนึ่งที่ยืนนิ่งไม่คิดจะช่วย!” น้ำเสียงนั้นฟังดูช่างน่าสะพรึง ยิ่งคราที่รำพึงหันมาจ้องหน้าโชคชัยยิ่งน่าหวาดกลัว ชายหนุ่มถอยไปนิดหน่อยเพื่อตั้งหลัก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วสารภาพผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น
       “แม่รำพึง ฉันไม่หวังให้แม่รำพึงยกโทษให้ฉันหรอก ฉันเองก็ผิด...ผิดที่ขี้ขลาดเหลือเกินในยามนั้น หากฉันมีความกล้าสักนิดคงจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นกับแม่รำพึงเป็นแน่ สิ่งที่ฉันอยากบอกแม่รำพึงมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาคือ...ฉันขอโทษ” ชายหนุ่มบอกแล้วเดินอย่างช้าๆตรงเข้าไปหารำพึงที่ยังนั่งนิ่งอย่างคาดเดาไม่ออกว่าเจ้าหล่อนคิดจะทำอะไรต่อไป
       “ไม่...ฉันไม่รับคำขอโทษจากใครทั้งนั้น!” อยู่ๆรำพึงก็แผดเสียงใส่จนโชคชัยสะดุ้ง เขายิ่งตกใจหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นรำพึงล้วงพร้าด้ามคมที่ซ่อนอยู่ออกมาอวดถึงความอันตรายยามที่อยู่ในมือของคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น
       “นั่นแม่รำพึงจะทำอะไรน่ะ ? แม่รำพึงใจเย็นๆก่อนนะแล้วฟังฉันสักนิด”
       “มึงยังจะหน้าด้านเล่าอะไรให้กูฟังอีกหรือ ? มึงคิดว่าเรื่องคืนนั้นฉันจะทำเป็นลืมแล้วให้อภัยกันง่ายๆ ได้อย่างนั้นหรือ ชีวิตของกูต้องฉิบหายวายวอดเพราะคนอย่างพวกมึง แค่คำขอโทษง่ายๆที่เหมือนลมปากเป่ามึงคิดว่าจะจบหรือ กูไม่ใช่แม่พระ กูเป็นคนมีชีวิตจิตใจ ในเมื่อครานั้นมึงทำกับกูราวกับกูไม่ใช่คน ครานี้คงไม่ว่ากันถ้ากูจะทำบ้าง ทำแบบที่ทำกับไอ้ประกิตและไอ้ทองเพื่อนของมึง!”รำพึงระเบิดอารมณ์พลางใช้ปลายพร้าชี้ตรงมาที่โชคชัยซึ่งเหมือนจะตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินรำพึงสารภาพออกมา
       “นี่แม่รำพึง...เป็นคนฆ่าไอ้ประกิตกับไอ้ทองหรือ?”เขาเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อหู รำพึงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่วนเหมือนจะยืนยันว่าอีกฝ่ายหาได้ฟังผิดไม่ แต่เพื่อความมั่นใจเจ้าหล่อนจึงยืนยันอีกครั้ง
       “เออ!กูนี่แหละ ที่ฆ่าพวกมันสองคนด้วยมือของกูเอง คนที่เคยฆ่ากูให้ตายทั้งเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน กูนี่แหละเป็นคนฆ่า! และวันนี้จะถึงคราวของมึงแล้วไอ้โชคชัย!”รำพึงบอกอย่างอาฆาตเหลือแสนความแค้นกำลังจะถูกชำระในคืนวันเพ็ญคืนนี้!
       แรกทีเดียวเธอคิดว่าโชคชัยคงจะร้องขอชีวิตหรือพยายามหนีเอาตัวรอดอย่างไอ้สองตัวนั่น แต่เปล่าเลย เขากลับยืนนิ่งแล้วยิ้มให้สตรีตรงหน้า เป็นรอยยิ้มที่หาใช่รอยยิ้มที่เย้ยหยันหรือท้าทายหากแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่พร้อมจะตายด้วยน้ำมือของคนที่เคยสร้างเวรกรรมไว้เมื่อครั้งอดีต ชายหนุ่มเดินตรงเข้าหารำพึงในขณะที่อีกฝ่ายที่คิดว่าจะเดินเข้าหากลับถอยกรูดด้วยความตกใจ
       “อย่าเข้ามานะ! กูมีพร้ามึงก็เห็น มึงไม่กลัวตายหรือยังไง!”รำพึงถามเสียงสั่น โชคชัยส่ายหน้าแล้วยิ้ม...ยิ้มให้กับความตายที่เขาสมควรได้รับ
       “ฉันไม่กลัวตายหรอกจ้ะคนเราเกิดมาก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น และจะยิ่งดีเหลือเกินถ้าฉันจะได้ตายด้วยน้ำมือของคนที่ฉันรักและคนที่ฉันรู้สึกว่าทำผิดเอาไว้ ถ้าคนคนนั้นจะสังหารฉันฉันจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น ฉันยอมตาย”โชคชัยบอกแล้วเดินตรงเข้าหารำพึงที่กำลังถอยหนี รู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่การเต้นแรงเพราะตื่นเต้นที่จะได้สังหารเหยื่อแต่มันเป็นการตื่นเต้นเพราะ...ยังรัก
       “มึงไม่ต้องมาพูดดีไอ้ชัย มึงมันก็หน้าตัวเมียเหมือนไอ้พวกที่กูส่งไปลงนรกนั่นแหละ กูอาจเคยโง่คิดว่ามึงรักกูแต่ตอนนี้ไม่มีอีโง่รำพึงคนนั้นอีกแล้ว!”รำพึงแผดเสียงใส่ เป็นการแผดเสียงเพื่อกลบเกลื่อนเสียงสั่นเครือของตนไม่ให้อีกฝ่ายจับได้ว่าตนก็แอบหวั่นไหวไม่น้อย
       “แม่รำพึงจะเชื่อฉันหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ใจ แต่ฉันอยากให้แม่รำพึงรู้ว่าฉันจะไม่หนีไปไหน ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ให้แม่รำพึงฆ่า แต่ขออย่างเดียว ขอให้แม่รำพึงฟังฉันให้จบก่อน...ได้โปรด” 
       อีกฝ่ายขอสิ่งสุดท้ายก่อนจะตาย รำพึงไม่พูดอะไรต่อ...แต่การไม่พูดนั้นอาจหมายถึงยอมรับคำขอของอีกฝ่ายแล้วก็ได้
       “ฉันรู้สึกผิดมาตลอดตั้งแต่คืนนั้น ทุกคืนที่หลับตาฉันไม่เคยลืมเรื่องนั้นได้เลย มันตามมาหลอกหลอนฉันตลอดเวลา ฉันโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมาจนไม่คิดจะมีใครได้อีก ฉันไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงคนไหนเพราะฉันมีผู้หญิงคนที่ฉันรักคนเดียว ฉันรักใครไม่ได้อีกและผู้หญิงคนนั้นคือผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันในยามนี้” โชคชัยบอกพลางเดินตรงเข้าหารำพึงในขณะที่อีกฝ่ายเดินถอยห่าง
       “ไม่จริง! มึงมันตอแหล! ถ้ามึงรักกูจริงมึงคงไม่ยอมให้ไอ้สามตัวนั่นทำระยำกับกู!” คิดว่าใจแข็งพอแล้วแต่ครั้นเมื่อได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นรำพึงเองก็แอบสะอื้นไห้อยู่ลึกๆ
       “ฉันรักแม่รำพึง...แต่ในยามนั้นฉันรักตัวเองมากกว่า” โชคชัยหยุดกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบายเหตุผลที่คืนนั้นเขาถึงต้องทำเฉยทั้งที่รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน“ไอ้ทองมีบุญคุณกับฉันอย่างล้นเหลือ ในยามที่ฉันไม่มีเงินสักสตางค์แดงเดียว ไอ้ทองคือคนที่จุนเจือฉันมาตลอด คราที่พ่อแม่ฉันเจ็บไข้ปางตายก็ได้ไอ้ทองช่วยเอาไว้ ฉันจึงให้สัญญากับตัวเองว่าถ้าไอ้ทองสั่งให้ฉันทำอะไรหรือไม่ทำอะไรฉันจะไม่ขัดและทำตามทุกอย่าง คืนนั้น...แม่รำพึงจำได้ไหม มันสั่งให้ฉันเป็นคนข่มขืนแม่รำพึงคนแรก ถ้าฉันทำตามที่สัญญากับตัวเองไว้ฉันคงข่มขืนแม่รำพึงไปแล้ว แต่เพราะฉันทำไม่ลงเพราะแม่รำพึงคือคนที่ฉันรัก ฉันจึงฝืนคำสัญญาของตัวเอง แต่กระนั้นก็ยังไม่กล้าที่จะห้ามหรือช่วยแม่รำพึงไว้จากไอ้พวกนั้น เพราะฉันรักตัวเองกลัวว่าไอ้ทองจะเคืองฉันและพานทวงเงินที่ฉันเคยหยิบยืมมันมา ฉันผิดเองที่เห็นเงินทองสำคัญกว่าความรักและความถูกต้อง ฉันรู้สึกผิดบาปมาตลอด รู้สึกผิดจนไม่กล้ามาเหยียบที่หมู่บ้านแห่งนี้นับสิบปี จนวันนี้ที่ฉันกล้ากลับมาก็เพราะหวังจะได้มาเจอแม่รำพึงและได้ขอโทษในสิ่งที่ได้ก่อกรรมไว้ แม้แม่รำพึงจะไม่ให้อภัยฉันหรือจะฆ่าจะแกงกันฉันก็พร้อมด้วยความเต็มใจ หากมันจะช่วยลดความแค้นที่แม่รำพึงมีให้ฉันสักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี” 
       สิ่งที่โชคชัยพูดทำเอารำพึงยืนนิ่งจ้องหน้าเขาด้วยความรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก...ระหว่างความรักกับความแค้นอย่างไหนจะมีอิทธิพลมากกว่ากัน
       “ในคืนก่อนวันที่ฉันจะไปจากหมู่บ้าน ฉันแอบไปที่หน้าบ้านแม่รำพึงและได้วางดอกรักไว้กิ่งหนึ่งแทนคำขอโทษและคำสารภาพรัก...ไม่รู้แม่รำพึงเห็นหรือไม่ มันอาจดูด้อยค่าแต่ฉันก็อยากทำให้แม่รำพึงเป็นสิ่งสุดท้ายแทนคำขอโทษ”
       สิ่งที่โชคชัยบอกทำเอารำพึงหวนคิด เขาไม่ได้โกหกหรือสร้างเรื่อง มีกิ่งดอกรักวางไว้ที่แคร่หน้าบ้านจริงๆ แต่คนที่พบนั้นหาใช่เธอไม่ ทว่าเป็นพ่อที่โยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดีซึ่งตอนนั้นเธอก็อยู่ด้วย
       “อีรำพึง! มึงไปอ่อยผู้ชายที่ไหนถึงมีคนเอาดอกไม้มาให้หน้าบ้าน คอยดูนะ!ถ้ามึงท้องไม่มีพ่อกูจะหัวร่อให้!” คนเป็นพ่อบอกก่อนจะโยนกิ่งดอกรักทิ้งไป รำพึงมองตามแล้วสงสัยว่ากิ่งดอกรักเป็นของผู้ใด
       ...และในวันนี้เธอก็ได้คำตอบแล้ว!
       น้ำใสๆไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจหักห้าม
       “เอาเลยแม่รำพึง ฆ่าฉันเลย ฉันไม่หนีไปไหนหรอก แค่แม่รำพึงให้โอกาสฉันได้พูดแค่นี้ก็ถือเป็นบุญของฉันแล้ว” โชคชัยเดินตรงเข้าไปหารำพึงแล้วโอบกอดเธอไว้ เจ้าหล่อนพยายามขัดขืนแต่สุดท้ายก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงหัวใจตัวเองได้ โชคชัยคือผู้ชายคนแรกที่เธอรักและเป็นคนที่ยังไม่อาจลืมเลือนได้แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าเกลียดว่าแค้น แต่เอาเข้าจริงทุกความรู้สึกต่างแพ้ให้รัก
       ความรักเอาชนะความเกลียดชังได้อย่างราบคาบ
       โชคชัยได้จังหวะดึงมีดพร้าในมือของรำพึงออกมาถือไว้เสียเอง รำพึงเองก็ไม่ได้คิดหนี 
       “เอาเลยชัย ถ้าอยากจะฆ่าฉันก็เอาเลย...” 
       โชคชัยไม่พูดอะไรหากแต่ส่งมีดพร้าให้กับอีกฝ่ายแล้วบอก
       “ฉันจะเป็นจะตายก็อยู่ที่แม่รำพึงแล้ว ฉันเคยฆ่าแม่รำพึงมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน จะให้ฉันฆ่าแม่รำพึงอีกครั้งฉันคงทำไม่ได้ ครานี้ต่างหากที่แม่รำพึงต้องฆ่าฉัน” โชคชัยหันปลายมีดเข้าหาตัวหมายให้รำพึงออกแรงแทงเขาให้สิ้นใจแต่รำพึงไม่ทำ เจ้าหล่อนร่ำไห้นึกโกรธตัวเองที่สุดท้ายก็ทำโชคชัยไม่ลงเธอฆ่าคนที่เธอรักไม่ได้!
       ความเงียบเข้ามาขัดจังหวะคนทั้งคู่ ไม่มีใครพูดอะไรอีก ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอยู่นานสองนานจนสุดท้ายรำพึงก็ถือมีดแล้วเดินหันหลังไปในความมืดโดยไม่ฟังเสียงร้องเรียกของโชคชัยเลยสักนิด
       “แม่รำพึง...แม่รำพึง!”
       ลาก่อนความรักของฉัน...

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น