อัปเดตล่าสุด 2018-10-07 10:01:20

ตอนที่ 16 อ่อย

 

      มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่อุบัติเหตุ มันคือความตั้งใจ ความจงใจ ความปรารถนาของรำพึงโดยมีปาหนันเป็นคนสนองความต้องการนั้นอย่างจำใจ
      ปาหนันแอบอยู่มุมหนึ่งที่หน้าเรือนของบรรณ รำพึงรู้มาว่าทุกวันช่วงเวลาเที่ยงๆ ชายหนุ่มจะกลับมาที่เรือนของตนเพื่ออาบน้ำอาบท่าก่อนจะกลับไปอยู่กับวศีที่เรือนของอีกฝ่ายและบรรณจะขับรถมาเองโดยไม่มีคนขับรถขับให้เพราะชายหนุ่มต้องการความคล่องตัวรีบมารีบไป ที่สำคัญเขาอยากให้คนขับรถคอยรับใช้วศีแทนเผื่อเจ้าหล่อนอยากไปไหนจะได้สะดวกสบาย
      ปาหนันยืนละล้าละลังในชุดสวยโดยมีรำพึงคอยอยู่ข้างๆเป็นดั่งคนเชิดหุ่น ผู้เป็นแม่มองออกไปจนสุดสายตาแลเห็นรถของบรรณวิ่งมาแต่ไกล รำพึงจึงรีบบอกกับลูกสาวทันที
      “นั่น...รถของไอ้หมอนั่นมาแล้วทำตามที่ฉันสอนไว้ เข้าใจไหม!” รำพึงย้ำพลางบีบต้นแขนของลูกสาวเป็นเชิงให้รู้ว่าเธอตั้งความหวังไว้มากแค่ไหน
      ปาหนันหันมองแม่ด้วยดวงตาน่าเวทนายิ่งนัก อยากจะวิ่งหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ทำไม่ได้ หน้าชาจนแทบไม่รู้สึกว่าบัดนี้ตัวเองกำลังแสดงสีหน้าอย่างไร เพียงแค่คิดว่าเธอกำลังจะเอาร่างกายถวายแก่บรรณ มันก็กระดากใจมากกว่าจะขวยเขิน ผู้หญิงไม่ว่าใครก็อยากจะมอบกายให้กับคนที่ตนรัก ใช่...เธอรักบรรณ แต่ต้องถูกตามทำนองคลองธรรมไม่ใช่ลักกินขโมยกิน ที่สำคัญบรรณคือคู่หมั้นของคนที่อาจจะเป็นน้องสาวเธอแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้เรื่องนี้ก็ตาม
      “ไป!” ไม่พูดเปล่า คนเป็นแม่ดันหลังของปาหนันให้ออกจากที่ซ่อน สาวเจ้าแสร้งเป็นลมล้มลงข้างถนน เจ้าของรถเก๋งคันงามรีบเบรกกะทันหันจนหัวสั่นหัวคลอนก่อนจะรีบเปิดประตูลงไปดูสตรีที่เป็นลมอยู่ข้างทาง
      “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?” บรรณประคองหญิงคนนั้นให้ลุกขึ้นอย่างมีน้ำใจ ทันทีที่สาวเจ้าเงยหน้าขึ้นมา บรรณก็ถึงกับย่นคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนจะเอ่ยปากทัก
      “คุณปาหนัน!”
      “คุณบรรณ...” ปาหนันแสร้งทำเป็นแปลกใจที่ได้เจอเขา ชายหนุ่มรีบถามโดยพลัน
      “คุณปาหนันเป็นอะไรหรือเปล่าครับ แล้วทำไมอยู่ๆมาเป็นลมแถวนี้ได้ ?” บรรณเอ่ยขึ้นด้วยความข้องใจ เพราะถนนเข้าเรือนของเขานั้นค่อนข้างเปลี่ยวหาใช่ทางที่คนทั่วไปจะมาสัญจร ปาหนันนิ่งไปชั่วครู่ พยายามหาเหตุผลมาตอบคำถามนั้น พลันเหลือบไปเห็นรำพึงที่อยู่ไม่ไกลจึงนึกคำตอบได้
      “คือ...ฉันมาตลาดกับแม่นมน่ะจ้ะ ที่นี้ฉันเที่ยวเพลินไปหน่อยจนพลัดหลงกับแม่นม พยายามเดินหาก็หาไม่เจอ จะกลับบ้านก็กลับไม่ถูก เดินไปเดินมายิ่งหลง อากาศมันร้อนน่ะจ้ะฉันเดินอยู่ดีๆก็หน้ามืด” ปาหนันสร้างเรื่องโป้ปดอีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็รีบอาสา
      “เอาอย่างนี้ไหมครับ บ้านผมอยู่ข้างหน้านี้เอง คุณปาหนันไปพักดื่มน้ำดื่มท่าก่อนให้อาการดีขึ้น เดี๋ยวผมพาคุณปาหนันกลับไปส่งที่ตลาด ผมเชื่อว่าป่านนี้แม่นมของคุณปาหนันก็คงกำลังตามหาตัวคุณปาหนันเหมือนกัน”
      “จะดีเหรอจ๊ะฉันเกรงใจ” เป็นความเกรงใจที่หาได้ใช่ความจริงไม่ ทุกอย่างถูกสรรสร้างมาเพื่อทำตามแผนของรำพึงทั้งนั้น
      “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ คุณปาหนันเป็นคนต่างถิ่น ขืนผมปล่อยให้เดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปคนเดียวจะหลงไปกันใหญ่...เชิญครับ” บรรณกุลีกุจอเปิดประตูข้างคนขับให้กับสาวบางกอก ปาหนันเก้ๆกังๆเกิดมาเพิ่งเคยนั่งรถยนต์เป็นครั้งแรก แต่กระนั้นก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดไม่ให้มีพิรุธ
      ปาหนันเข้าไปนั่งข้างคนขับในขณะที่รถเคลื่อนที่ออกไปนั้นผู้เป็นลูกสาวก็มองผ่านกระจกใสแลเห็นรำพึงกำลังจ้องมองมาที่รถอย่างไม่วางตา ปาหนันถอนหายใจยาวๆ กลัวเหลือเกิน กลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิด กลัวจะทำไม่สำเร็จกลัวแม่จะผิดหวัง กลัวว่าวศีจะมาเจอ กลัวทุกอย่าง...กลัวไปหมดแล้วเวลานี้
      บ้านของบรรณนั้นอยู่ไม่ไกลอย่างที่ชายหนุ่มว่าไว้จริงๆ เพราะหากไม่ได้ขึ้นรถมา คงใช้เวลาเดินแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น เมื่อรถของเจ้าของบ้านจอดสนิท เขาก็รีบมาเปิดประตูให้ปาหนันแล้วประคองเธอให้ลงมาอย่างระวังเพราะกลัวจะเป็นลมล้มพับไปอีก
      “ค่อยๆนะครับคุณปาหนัน ขึ้นบันไดไหวไหมครับ ?” เขาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงด้วยความที่บ้านเป็นบ้านยกพื้นสูง ครั้นจะให้สาวเจ้านั่งข้างล่างก็เต็มไปด้วยข้าวของที่ยังไม่ได้จัดเรียงให้เป็นระเบียบ ที่ที่ดีที่สุดคือชานระเบียงบ้านที่ลมโกรกสบายแม้จะเป็นเวลาเที่ยงวันก็ตาม
      “ไหวจ้ะ” สาวเจ้าบอกแล้วเงยหน้ามองบันไดขึ้นเรือนด้วยหัวใจเต้นระส่ำ สำหรับคนอื่นอาจคิดว่ามันเป็นบันไดขึ้นสวรรค์แต่สำหรับปาหนันแล้วมันเป็นบันไดขึ้นสวรรค์เหมือนกัน แต่เป็นสวรรค์ของคนบาปที่กำลังจะมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น ซึ่งความทุกข์ของคนอื่นดันเป็นสวรรค์ของรำพึงคนที่เธอรักสุดหัวใจ ดังนั้นการจะก้าวขึ้นบันไดจึงทำได้ยากเย็นนัก
      “ขึ้นไม่ไหวเหรอครับคุณปาหนัน ถ้าอย่างนั้นให้ผมช่วยไหม ?” บรรณเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นปาหนันยังยืนนิ่ง ปาหนันสะดุ้งตื่นจากภวังค์แล้วจึงรีบบอก
      “ก็ดีจ้ะฉันยังมึนๆหัวอยู่นิดหน่อย” เธอแสร้งทำเป็นยืนทรงตัวไม่มั่นคงนัก ละอายแก่ใจไม่น้อยที่รู้ว่าตัวเองกำลังแสดงละครหลอกบรรณ
      “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมช่วยประคองนะครับ” พูดจบบรรณก็ถือโอกาสโอบปาหนันเพื่อประคองเธอให้ขึ้นบันไดเรือน ปาหนันตัวสั่นด้วยความกลัว เพราะรู้ว่าหากขึ้นไปถึงข้างบนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
      “ทำไมคุณปาหนันตัวสั่นแบบนี่ล่ะครับ ?” คนประคองรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ปาหนันอึกอัก กลบเกลื่อนทางคำพูดใครก็ทำได้ แต่กลบเกลื่อนอาการทางกายมันช่างยากเหลือเกิน
      “คงเป็นเพราะเวียนหัวน่ะจ้ะ”
      “ถ้าอย่างนั้นรีบขึ้นไปพักดีกว่าครับ” เมื่อเห็นปาหนันอาการไม่ค่อยดีจึงรีบประคองให้สาวเจ้าขึ้นไปนั่งที่ระเบียงชานเรือนซึ่งบัดนี้ลมโชยพัดชวนชื่นใจแต่ภายในใจของปาหนันกลับร้อนรุ่มเสมือนกำลังถูกไฟจากนรกแผดเผา
      “คุณปาหนันนั่งก่อนนะครับผมจะไปเอาน้ำมาให้” ว่าแล้วบรรณก็ล้วงลูกกุญแจมาไขประตูทิ้งให้ปาหนันนั่งอยู่เพียงลำพัง สาวเจ้ามองออกไปนอกชานเรือนจึงพบว่าบัดนี้ผู้เป็นแม่มาแอบสังเกตการณ์อยู่ตรงสุมทุมพุ่มไม้ด้านหน้า ปาหนันพยายามส่งสายตาเว้าวอนเผื่อแม่จะเปลี่ยนใจให้เธอเลิกทำอะไรบ้าๆแบบนี้แต่ไม่เป็นผล
      เพียงไม่นานนัก บรรณก็ออกมาพร้อมแก้วน้ำในมือ แขกผู้มาเยือนรีบหันหน้ากลับมามองเขาแล้วยิ้มให้อย่างมีไมตรี
      “น้ำเย็นๆมาแล้วครับคุณปาหนัน” บรรณบอกแล้วส่งแก้วน้ำให้อีกฝ่าย ปาหนันรับมาจากมือของชายหนุ่ม พยายามไม่มองหน้าเขาเพราะกลัวจะปกปิดพิรุธในแววตาไม่ได้
      “ขอบใจคุณบรรณมากนะจ๊ะ” แม้ไม่ได้อยากดื่มน้ำแต่ก็ต้องรับมาเพื่อความแนบเนียน บรรณทิ้งตัวนั่งลงข้างหญิงงามพลางเอ่ยถาม
      “ดีขึ้นไหมครับคุณปาหนัน แย่หน่อยที่วันนี้อากาศอบอ้าว คุณปาหนันคงไม่เคยเดินตากแดดร้อนๆตอนเที่ยงร่างกายคงปรับตัวไม่ทัน” ชายหนุ่มพยายามหาเหตุผล ปาหนันทำได้เพียงยิ้มรับ อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าแดดตอนเที่ยงนี่ช่างเล็กน้อยมากสำหรับสตรีที่โตมากับหน้าเตาถ่านที่แม่ทำขนมขาย
      “ถ้าอย่างนั้นคุณปาหนันนั่งพักไปก่อนนะครับ ผมขอตัวเข้าไปอาบน้ำสักนิด เพราะต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนวศีต่อ” บรรณลุกขึ้นกำลังจะก้าวเดินเข้าไปในตัวบ้านแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อปาหนันดึงแขนของอีกฝ่ายไว้ เจ้าบ้านรีบนั่งลงตรงที่เก่าแล้วหันมองหน้าของปาหนันด้วยความเป็นห่วง“เป็นอะไรไปหรือเปล่าครับคุณปาหนัน...หรืออาการแย่ลง ? ผมจะได้พาไปโรงหมอ”
      “คุณบรรณว่าฉันสวยไหมจ๊ะ?”คำถามของปาหนันทำเอาบรรณอึ้งไปเล็กน้อยและยิ่งอึ้งไปกันใหญ่เมื่อมืออันเรียวงามของสตรีบางกอกนั้นเอื้อมมาลูบไล้เบาๆที่ใบหน้าของเขา บรรณเริ่มเคลิ้ม ไม่น่าจะใช่แค่บรรณหรอก บุรุษหน้าไหนก็ต้องเคลิบเคลิ้มเมื่ออยู่ใกล้ดอกไม้งามอย่างปาหนัน
      ทางด้านปาหนันเองสารภาพตามตรงว่าเธอรู้สึกกระดากใจและเกลียดตัวเองที่ทำแบบนั้น แต่อีกใจก็แอบดีใจที่ได้ใกล้ชิดบรรณ มันอาจเป็นเพียงความสุขในช่วงเวลาสั้นๆเพราะถ้าวันหนึ่งเขารู้ว่าเธอถูกรำพึงส่งมาเพื่อทำลายงานแต่งของวศี บรรณคงรับไม่ได้ อย่าว่าแต่บรรณเลย เพราะสิ่งที่ปาหนันทำอยู่ตอนนี้ตัวเองก็ยังรับไม่ได้...ไม่มีทางรับได้!
      ตาจ้องตา เหมือนใจจะสื่อถึงใจ ใบหน้าของบรรณกับปาหนันจึงเข้ามาใกล้ขึ้น...ใกล้ขึ้น ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
      “สวยครับ...สวยมาก สวยแบบที่ผมไม่เคยเจอใครสวยเท่าคุณปาหนันเลย” มันหาใช่คำเยินยอจนเกินจริง บรรณเป็นชายรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาในชีวิตเขาจึงมีสตรีเข้ามาพัวพันมากมาย แต่ไม่มีใครเลยจะงามเท่าปาหนัน 
      “นังปาหนันแกต้องทำทุกวิถีทางที่จะตกเป็นของไอ้หมอนั่นถ้าแกยังเป็นลูกของฉัน จำไว้!"
      เสียงของรำพึงที่พูดกรอกหูของปาหนันยังดังเตือนสติ หญิงสาวตัดสินใจเป็นฝ่ายจูบบรรณก่อน อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อยแล้วจ้องหน้าปาหนัน
      “คุณปาหนันจูบผม ?” เขาถามราวกับไม่ได้ถูกจูบ ปาหนันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าจะมองหน้าของอีกฝ่ายด้วยความเขินอายและละอายในคราเดียวกัน
      น้ำมันมาเทใกล้ๆกองไฟแล้วมีหรือที่ไฟจะไม่ลาม บรรณรีบจูบปาหนันกลับ หญิงสาวกำลังรู้สึกสับสน ใจหนึ่งก็ยินดีที่ได้ใกล้ชิดกับชายคนที่เธอรักแต่อีกใจก็รู้สึกผิดบาปกับสิ่งที่ทำลงไป ความดีงามเข้ามาขัดจังหวะ ปาหนันผลักร่างของบรรณออกแล้วพูดกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา
      “ไม่ได้...ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่ควรทำแบบนี้!”
      “คุณปาหนันเป็นอะไรไปครับ ?” บรรณเอ่ยถามแล้วพยายามจับตัวปาหนันมากอดหมายจะจูบเธอต่อแต่สาวเจ้าไม่ยอม เธอสะบัดบรรณออกแล้วเริ่มร่ำไห้
      “ฉันขอโทษ...ฉันไม่น่าทำแบบนี้เลยจ้ะ ฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะจ๊ะ” ปาหนันกล่าวกำลังจะวิ่งลงจากเรือนแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อร่างของวศีวิ่งสวนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่างฝ่ายต่างผงะ
      “คุณวศี!” ปาหนันอึ้ง ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังดี ในเมื่อปาหนันเลือกไม่ได้วศีจึงเป็นฝ่ายเลือกเองด้วยการเดินเข้าหาปาหนันก่อนจะตบฉาดเข้าอย่างแรง
      “อีหน้าด้านไร้ยางอาย! ตอนแรกฉันก็คิดว่าแกคงแค่มายุ่มย่ามกับพี่บรรณเล่นๆ ที่ไหนได้ แกคิดจะจับพี่บรรณด้วยการให้ท่าเขา ให้ท่าทั้งๆที่รู้ว่าเขาคือคู่หมั้นของฉัน จะด่าว่ากะหรี่ก็สงสารกะหรี่ เพราะกะหรี่โคมเขียวเวลาจะนอนกับใครก็เพราะต้องการแค่เงิน แต่สำหรับแกมันยิ่งกว่ากะหรี่ แกคิดจะแย่งของของคนอื่นโดยไม่ได้เงินแม้แต่เสี้ยวสตางค์แดงเดียว!” คำด่าของวศีมันแรงยิ่งกว่าถูกตบหน้าเสียอีก ปาหนันไม่ตอบโต้กลับ เพราะสิ่งที่วศีพูดคือเรื่องจริงทุกอย่าง...อย่างไม่อาจปฏิเสธ
      “พอแล้ววศี” บรรณกลัวเรื่องจะบานปลายเขารีบตรงเข้ามาจับแขนของวศีหมายจะจูงให้เดินขึ้นไปบนเรือนแต่วศีสะบัดออกแล้วตบหน้าคู่หมั้นหนุ่มไปหนึ่งฉาด
      “มันก็เลวด้วยกันทั้งคู่! คนนึงหน้าด้านทอดสะพาน อีกคนก็ไม่รักดีเดินข้ามไป ชั่ว! ชั่วช้าสารเลว!  กรี๊ดดดดดดด...” วศีระเบิดอารมณ์ใส่อย่างเหลืออด ก่อนกรีดร้องแล้วเป็นลมล้มพับไปในที่สุด
      “ว้าย!คุณวศีของชด!” อีชดร้องแรกแหกกระเชอวิ่งตรงเข้าไปประคองคนเป็นนายก่อนจะตกบันไดเรือนไปเสีย บรรณเห็นเช่นนั้นจึงรีบแทรกตัวอีชดเข้าไปอุ้มวศีขึ้นมาแล้วหันไปหาอีชดที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่ไม่ห่าง
      “ชด...ไปเปิดประตูให้ที” คนเป็นนายสั่งเพื่อจะนำร่างของวศีเข้าไปนอนพัก อีชดรีบวิ่งไปทำตามคำสั่ง วูบหนึ่งของสายตาบรรณที่มองมาทางปาหนันนั้นดูเป็นสายตาของการติเตียนและต่อว่า เหมือนจะโทษว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของหญิงสาวที่มาให้ท่าเขาทั้งที่ความจริงเธอเสนอเขาก็สนอง ถ้าจะผิดก็ต้องผิดด้วยกันทั้งคู่ แต่สิ่งที่บรรณทำนั้นยิ่งทำให้ปาหนันหน้าชาและรู้สึกเจ็บปวดจนน้ำใสๆไหลจากสองตา 
      ปาหนันวิ่งออกจากเรือนไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกของรำพึงที่แอบดูอยู่เลยสักนิด
      “ปาหนัน...นังปาหนัน!”

      มันเป็นความรู้สึกผิดและรู้สึกอับอายเสียจนไม่รู้จะมีหน้าสู้ใครได้อีก ปาหนันนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมหนึ่งลำพัง ยังไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป มันเหมือนคนเดินมาเจอทางตันที่หาทางไปต่อไม่ถูก
      “ปาหนัน” เสียงของคนคุ้นเคยเอ่ยทัก เสียงของคนที่ปาหนันเชื่อมั่นและไว้ใจว่าไม่มีทางจะทำร้ายเธอ
      “ผา!” ปาหนันโผเข้ากอดเพื่อนรัก อีกฝ่ายลูบหลังปาหนันเบาๆแล้วปลอบใจ
      “ร้องเลยปาหนัน ร้องเท่าที่อยากร้องฉันจะไม่หนีไปไหน ฉันเคยบอกว่าฉันจะอยู่กับปาหนันตลอดไปฉันก็จะอยู่” เขาบอกให้มั่นใจ ปาหนันสะอื้นไห้แล้วระบายความในใจที่แสนจะอัดอั้น
      “ฉันไม่เคยรู้สึกเกลียดตัวเองเท่านี้มาก่อนเลยผา ทำไมฉันเลวแบบนี้ ฉันกำลังจะแย่งคู่หมั้นของคนที่อาจจะเป็นน้องสาว สายตาที่คุณบรรณมองฉันมันทำให้ฉันเจ็บปวด ฉันไม่กล้าสู้หน้าใครอีกแล้ว แม้แต่จะส่องกระจกฉันยังอายตัวเองเลย” ยิ่งระบายยิ่งร่ำไห้ ผาจึงจับไหล่ของหญิงสาวให้หันมามองหน้าเขา
      “สำหรับฉัน...ปาหนันคือคนดีที่สุด ที่ปาหนันต้องทำก็เพราะรักน้ารำพึง ปาหนันเป็นคนกตัญญูและความกตัญญูจะคุ้มครองให้ปาหนันรอดพ้นจากเรื่องร้ายๆแบบวันนี้ไง” ผาบอกราวกับรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับปาหนัน หญิงสาวหยุดสะอื้นไห้แล้วมองหน้าผาพลางเอ่ยถาม
      “ผารู้?”
      “ฉันรู้เรื่องทุกอย่างของปาหนันนั่นแหละ ปาหนันคิดว่าฉันจะอยู่เฉยๆได้หรือที่เห็นว่าปาหนันกำลังจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ปาหนันถูกบังคับให้ทำ ฉันตามปาหนันกับน้ารำพึงตั้งแต่ออกจากบ้านแล้วได้ยินทุกอย่างว่าน้ารำพึงจะให้ปาหนันทำอะไร โชคดีแค่ไหนที่วศีมาขัดจังหวะเข้า ฉันถึงบอกว่าความกตัญญูของปาหนันช่วยไว้ไง ไม่อย่างนั้นปาหนันต้องรู้สึกผิดกว่านี้และอาจต้องรู้สึกผิดจนวันตายถ้าเผลอมีอะไรกับคนรักของคนที่อาจจะเป็นน้องสาว” ผาใช้คำว่า ‘เผลอ’ ทั้งที่รู้ว่าเป็น ‘ความจงใจ’ เพื่อไม่ให้ปาหนันรู้สึกแย่กว่านี้ แล้วใช้มือเช็ดน้ำตาที่แก้มสาวเจ้าอย่างทะนุถนอม“ไม่ต้องร้องแล้ว ดูสิ...หน้าตอนนี้ไม่น่ารักเลย ยิ้มหน่อย ยิ้มแล้วเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง ก็อย่างที่ฉันบอก ฉันจะอยู่กับปาหนันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” 
      ผายิ้มให้อีกฝ่ายหวังให้เธอรู้สึกดีขึ้นซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น ในเวลาที่ปาหนันรู้สึกเดียวดายเธอจะยังมีผาเสมอ
      ผายิ้ม...มันไม่ใช่ความกตัญญูหรือความดีอะไรหรอกที่ช่วยปาหนัน เขาเองนี่แหละที่ช่วยหญิงสาวไว้โดยไม่ต้องรอโชคชะตา ความบังเอิญ หรือความดีอะไรเลย!

. . . . . . . . . . . . . . . . . .

      “วศี...วศีอยู่ไหม?” 
      เสียงของใครบางคนดังมาจากหน้าเรือนวศีที่กำลังนั่งให้อีชดช่วยทาเล็บอยู่ถึงกับย่นคิ้ว
      “ใครมาเรียกน่ะอีชด ?”
      “เอ้า...ถามชดแล้วจะให้ชดไปถามใครเล่าคะ?” คนเป็นสาวใช้ย้อน ครั้นเมื่อเห็นสายตาของวศีจึงยิ้มแหยๆแล้วรีบลุกออกไปที่ชานบ้าน เจ้าหล่อนชะโงกหน้าออกไปดูเห็นชายนิรนามสวมผ้าโพกหัวปิดหน้าปิดตายืนร้อนรนอยู่
      “มาหาใครน่ะ?” อีชดเอ่ยถามอย่างไม่ไว้ใจ เพิ่งมีคนถูกฆ่าตายอะไรก็ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น
      “มาหาวศี บอกวศีหน่อยว่าฉันมีเรื่องด่วนมาบอก ถ้าวศีไม่ออกมาจะต้องเสียใจ” ชายคนนั้นบอกธุระของตน ยังไม่ทันที่อีชดจะไปตามคนเป็นนายวศีก็เดินออกมาเสียแล้ว
      “ทำไมฉันต้องเสียใจ?”วศีจ้องเขม็งตรงไปที่อีกฝ่ายด้วยความสงสัยและไม่พอใจที่อีกฝ่ายพูดเหมือนเธอป็นเพื่อนเล่น คนที่เอาข่าวมาบอกไม่รีรอให้เสียเวลาเดี๋ยวจะไม่ทันการ
      “มาก็ดีแล้ว ฉันเห็นคู่หมั้นของวศีพาผู้หญิงที่ชื่อปาหนันขึ้นไปบนเรือนสองต่อสอง ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งใจจะแย่งคู่หมั้นของวศีไปแน่แท้ ถ้าวศีไปที่เรือนนั้นตอนนี้น่าจะยังทันก่อนจะเกิดเรื่องบัดสีขึ้น” ชายนิรนามบอก วศีเลือดขึ้นหน้าทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงว่าทำไมวันนี้บรรณหายไปนานนัก ปกติเขาจะรีบมารีบไป ที่แท้ก็แอบนัดกับอีปาหนันนั่นเอง!
      วศีหันมาสั่งอีชดที่คอยรับใช้อยู่ใกล้ๆด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวโกรธจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่
      “อีชด ไปตามคนขับรถมา ฉันจะไปบ้านพี่บรรณ”
      “ใจเย็นๆก่อนค่ะคุณวศี ไอ้นี่มันเป็นใครก็ไม่รู้ ถ้ามันหลอกคุณวศีไปทำมิดีมิร้ายจะทำยังไงคะ” ดูเหมือนอีชดจะมีสติกว่าผู้เป็นนายเสียแล้ว ผู้นำข่าวมาบอกได้ยินเช่นนั้นจึงรีบโน้มน้าวกลัววศีเปลี่ยนใจ
      “ฉันไม่ใช่คนร้ายหรอกน่า แค่เป็นคนที่เห็นความไม่ถูกต้องไม่ได้ ก็แล้วแต่วศีละกันว่าจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ใจ แต่ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นจะมาหาว่าฉันไม่บอกไม่ได้นะ” 
      “อีชด กูบอกให้ไปตามคนขับรถ!”
      “แต่...” อีชดยังไม่ไว้ใจแต่คนเป็นนายดูเหมือนจะไม่รอท่าเสียแล้ว เธอเดินไปคว้ากุญแจรถแล้วเดินกระแทกเท้าลงจากบ้านไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกของอีชดเลย ในเวลานี้ต่อให้เอาช้างมาฉุดวศีก็คงรั้งไว้ไม่ได้ พิษรักแรงหึงมีอานุภาพร้ายแรงยิ่งนักวศีรีบขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่อง อีชดวิ่งตามไปเปิดประตูรถทั้ง ๆ ที่รถกำลังแล่นแล้วรีบกระโดดขึ้น เสียงเร่งเครื่องดังกระหึ่มอย่างน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวกว่าเครื่องยนต์เวลานี้เห็นจะเป็นอารมณ์ของวศี
      ชายนิรนามแอบยิ้มภายใต้ผ้าโพกปิดหน้าปิดตา
      เขาหาใช่ใครที่ไหน...ผานั่นเอง!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น