อัปเดตล่าสุด 2018-10-07 10:01:20

ตอนที่ 15 งานแต่งต้องไม่เกิด สิ่งที่จะบังเกิดคืองานศพ!

 

       วศียังร้องห่มร้องไห้ข้าวปลาไม่ยอมกินตั้งแต่เสียบิดาไปอย่างไม่มีวันกลับ บรรณสงสารคู่หมั้นจับหัวใจ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากอาจต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ช่วงนี้บรรณจึงมาอยู่เป็นเพื่อนวศีที่เรือน พยายามดูแลให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในฐานะคู่หมั้น
       “วศีกินผัดมะละกอสิ วศีเคยชอบไม่ใช่เหรอ นี่พี่เป็นคนบอกให้ชดทำให้วศีเลยนะ” บรรณเอาใจหญิงสาวด้วยการตักมะละกอผัดไข่ใส่จานของวศี สาวเจ้ามองผัดมะละกอในจานแล้วร่ำไห้ เมนูโปรดของเธอกับพ่อนั้นเหมือนกัน
       “พ่อก็ชอบผัดมะละกอ” เธอบอกเสียงสั่นครือ น้ำใสๆหยดจากดวงตากลมโตลงสู่จานข้าว บรรณที่นั่งอยู่ข้างๆรีบโอบกอดหญิงสาวไว้แล้วปลอบใจ
       “พ่อทองไปสบายแล้ว วศีต้องเข้มแข็งนะ ถ้ายังอ่อนแออยู่แบบนี้พ่อทองรู้จะไม่สบายใจ ที่สำคัญ...” บรรณเว้นวรรคนิดหนึ่ง เขากำลังจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง เป็นการตัดสินใจด้วยความสงสารมากกว่าจะเป็นความต้องการของหัวใจ“...คนเป็นเจ้าสาวจะไม่สวย”
       คำว่า ’เจ้าสาว’ ทำเอาวศีถึงกับชะงัก หันมองหน้าชายข้างกายพลางทวนคำพูดของเขาอีกครั้งให้มั่นใจ
       “เจ้าสาว?”
       “ใช่...พี่ว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้ชีวิตร่วมกัน พี่เชื่อว่าพ่อทองก็รอเห็นวศีเป็นฝั่งเป็นฝา เราหมั้นกันมานานแล้ว พี่เองก็อยากดูแลวศีในวันที่วศีไม่เหลือใคร...แต่งงานกันนะวศี” มันเป็นประโยคที่วศีรอคอยมาแสนนาน...นานจนเกือบจะคิดว่าคงสิ้นหวังเมื่อวันที่มีผู้หญิงที่ชื่อปาหนันเข้ามาในชีวิต
       “จริงเหรอคะ พี่บรรณพูดจริงๆนะ พี่บรรณไม่โกหกวศีนะ!” หญิงสาวละล่ำละลักถาม ใบหน้าผุดรอยยิ้มที่ไม่ได้ยิ้มมานาน บรรณพยักหน้ารับแล้วกระชับกอดแน่นขึ้นเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริงหาใช่คำโป้ปดอีชดที่นั่งอยู่ไม่ไกลถึงกับน้ำตาไหลด้วยความดีใจที่เจ้านายจะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว
       บางอย่างเหมือนกำลังจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คนบางคนคงลืมว่าหลังจากเด็ดกลีบของกุหลาบออกแล้วนั้น ยังมีเศษก้านกุหลาบที่มีหนามอยู่ปะปน หนทางที่ก้าวเดินอาจจะถูกหนามกุหลาบแทงจนเสียเลือดเสียเนื้อ...หาได้ราบรื่นไม่!

       “ข้าวต้มมัดไส้หมูอร่อยๆไหมจ๊ะ ?”รำพึงเอ่ยร้องเรียกลูกค้าอย่างที่เคยทำเช่นทุกวัน ปกติหล่อนจะไปขายขนมที่ตลาดในหมู่บ้านของตนเสียมากกว่า แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้วันนี้อยากมาขายที่ตลาดหมู่บ้านข้างๆ เธออยากฟังข่าวคราวของบ้านไอ้ทองว่าเป็นอย่างไรตั้งแต่เจ้าของเรือนสิ้นใจ ป่านนี้อีวศีคงนอนระทมจนแทบขาดใจตายเสียกระมัง อย่า...อย่าเพิ่งตายเอง รอให้คืนวันเพ็ญมาถึงอีกครั้ง แล้วค่อยตายด้วยน้ำมือของเธอ ยังมีเวลาคิดวิธีการสังหารอีกหลายคืน!
       “นี่ๆมีข่าวมาบอกล่ะ คุณวศีเจ้านายของฉันกำลังจะแต่งงานแล้ว” อีชดสาวใช้ถือตะกร้าจ่ายตลาดเดินปากยื่นปากยาวคุยกับแม่ค้าขายผักที่ดูแล้วคงจะเป็นคู่สนทนาที่ถูกคอกันเหลือเกิน รำพึงที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนักถึงกับหยุดร้องเรียกลูกค้าแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่อีชดพูดต่อ
       “จริงเหรอ แต่งกับพ่อบรรณใช่ไหม?” แม่ค้าแผงผักเอ่ยถาม ดูตื่นเต้นราวกับจะได้แต่งเสียเอง 
       “ก็ใช่น่ะสิ คุณวศีมีคู่หมั้นคนเดียวถ้าไม่แต่งกับคุณบรรณจะไปแต่งกับใคร ฉันล่ะดีใจ๊ดีใจ...คุณวศีจะได้มีความสุขเสียที” อีชดตาวาว นึกสงสารเจ้านายจับใจหวังว่าหลังแต่งงานอะไรๆคงจะดีขึ้น
       “แต่พ่อทองเพิ่งตายไปเขาว่าห้ามจัดงานแต่งงานหลังงานศพนะ” แม่ค้าขายผักท้วง อีชดโบกไม้โบกมือ 
       “โอ๊ย...ยังไม่ใช่วันสองวันนี้หรอก อาจจะอีกสักสองสามเดือนรอทำบุญร้อยวันคุณทองก่อน แต่คงไม่รอนานเป็นปีหรอก มันนานไปเจ้านายของฉันเฉาตายพอดี ฉันเชื่อว่าวิญญาณของคุณทองก็คงอยากเห็นคุณวศีมีความสุข ไว้ทุกข์นานไปก็ยิ่งทุกข์หนัก ที่สำคัญ...เดี๋ยวอีนังผู้หญิงหน้าด้านชื่อปาหนันที่มาจากบางกอกจะมาแย่งคุณบรรณจากคุณวศีไปเสียก่อน คนอะไร...รู้ก็รู้ว่าเขามีคู่หมั้นก็ยังมายุ่ง สงสัยพ่อแม่ไม่สั่งสอน!” ยังไม่ทันที่อีชดจะได้พูดต่อ อยู่ๆข้าวต้มมัดมัดหนึ่งก็ถูกเขวี้ยงมาใส่หน้า 
       “ว้าย!” เจ้าตัวร้องด้วยความตกใจก่อนก้มลงเก็บข้าวต้มมัดมัดนั้นขึ้นมาดู“ข้าวต้มมัดของใครเนี่ย?” 
       อีชดพยายามมองหาที่มาของข้าวต้มมัดปริศนาทว่าไม่เจอที่มาเพราะรำพึงยกหาบหนีไปเสียแล้ว รำพึงกัดฟันกรอดๆอยากจะหาอย่างอื่นเขวี้ยงใส่ปากอีชดนักแต่สิ่งที่อยู่ใกล้มือที่สุดคือข้าวต้มมัด คนอย่างอีชดต้องเอาก้อนหินขว้างใส่ปาก พูดมากน่ารำคาญ!
       “สงสัยมีหนุ่มๆแอบชอบเสียกระมัง” แม่ค้าขายผักเอ่ยแซว อีชดได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกริ่มแล้วยักไหล่ไหว
       “แหม...ถ้าแอบชอบฉันเอามาให้ดีๆก็ได้ไม่เห็นต้องโยนมาเลย สงสัยฉันจะได้ออกเรือนตามคุณวศีเสียกระมัง ก็อย่างว่า...คนสวยใครๆก็ชอบ” อีชดชมตัวเองแล้วหัวเราะชอบใจแม่ค้าแผงผักจำต้องแสร้งหัวเราะไปด้วยทั้งที่นึกระอาอยู่ไม่น้อย
       รำพึงหลบมานั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของตลาด สิ่งที่คาดหวังจะได้ยินว่าอีวศีคงตรอมใจปางตายกลับไม่เป็นเช่นนั้น มิหนำซ้ำยังรู้ว่ามันกำลังจะมีความสุขด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่ชื่อบรรณคนที่ปาหนันแอบมีใจให้ ไม่ได้!เธอจะยอมให้มันมีความสุขไม่ได้ เธอต้องหาวิธีทำให้งานแต่งของมันล่ม เมื่อนั้นอีวศีจะได้ซาบซึ้งถึงความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส!
    
       การที่แม่คิดจะให้ไปแย่งคนรักของวศีนั้นสำหรับปาหนันเธอคิดว่ามันเลวร้ายแล้ว แต่สิ่งที่แม่จะให้ทำอีกถ้าให้ปาหนันเปรียบเทียบคงไม่ต่างจากฆ่าเธอทั้งที่ยังหายใจ เป็นการฆ่าด้วยความปรารถนาดีที่ผู้เป็นลูกสาวไม่อยากจะรับไว้เลย...ไม่อยากเลยจริงๆ!
       “อะไรนะจ๊ะแม่ ฉันไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม?”ปาหนันแทบเข่าอ่อนลงพื้น มือข้างหนึ่งต้องจับโต๊ะข้างกายไว้ อยากจะให้สิ่งที่ได้ยินนั้นผิดเพี้ยนไปเสียเหลือเกิน
       “แกฟังไม่ผิดหรอกนังปาหนัน ฉันจะให้แกไปแย่งผู้ชายที่ชื่อบรรณมาด้วยการไปนอนกับมัน!”
       “แม่! ฉันเป็นผู้หญิงนะจ๊ะ จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร แม่...แม่มองหน้าฉันนะ ฉันเป็นลูกของแม่ แม่จะยอมให้ฉันไปทำอย่างนั้นจริงๆเหรอ แม่...นี่แม่ยังเป็นแม่ของฉันอยู่หรือเปล่า ?!” สิ้นเสียงของปาหนันรำพึงก็ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของลูกสาวจนปาหนันล้มลงกับพื้นแล้วร่ำไห้ รำพึงเองก็ไม่ได้มีความสุขนักกับสิ่งที่ทำ เธอชี้หน้าปาหนันแล้วก่นด่าด้วยน้ำตา
       “แกอย่ามาพูดอย่างนี้กับฉันนะนังปาหนัน ถ้าแกไม่ใช่ลูกฉันฉันจะทนเลี้ยงแกมาจนป่านนี้ทำไม แกไม่รู้หรอกว่าฉันเจออะไรมาบ้าง ฉันต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหนกว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ฉันมีโอกาสแก้แค้นไอ้ทอง...คนที่ข่มขืนฉัน แกฟังฉันนะ ฉันถูกผู้ชายสามคนข่มขืนภายในคืนเดียวและหนึ่งในนั้นคือไอ้ทองคนที่อาจจะเป็นพ่อของแกก็ได้!”รำพึงทรุดตัวลงกับพื้นแล้วเล่าเรื่องเลวระยำในคืนบาปที่ติดตรึงในใจไม่อาจลบเลือน

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . 

       “ทำอะไรกันน่ะ ?” 
       เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด ไอ้ทองหยุดชะงักหันมองเจ้าของเสียงที่มาขัดจังหวะอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา แต่ครั้นเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็เลิกหงุดหงิดแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มกริ่มแทน
       “อ้าว...นึกว่าใคร ไอ้ชัย เอ็งมาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังมีอะไรสนุกๆทำ” ไม่พูดเปล่า ไอ้ทองละเลงจูบที่ริมฝีปากอิ่มของรำพึงอย่างไม่อายฟ้าดิน ลูกสมุนสองคนหัวเราะร่วนเห็นเป็นเรื่องดีงามชั่วชั่วเหมือนกันทั้งเจ้านายลูกน้อง! 
       “ชัย...ช่วยฉันด้วย! ช่วยฉันด้วย!” รำพึงร้องขอความช่วยเหลือจากชายที่เธอมีใจน่าแปลกใจเสียจริงที่อีกฝ่ายกลับยืนนิ่ง ท่าทางกล้าๆกลัวๆที่จะเข้ามาทำเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องที่มาช่วยเธอที่กำลังถูกลวนลามมันคือเรื่องที่สมควรทำไม่ใช่หรือ? แล้วเขาจะกลัวอะไรกัน!
       “นี่เอ็งรู้จักอีรำพึงมันด้วยเหรอ?” ไอ้ทองชะงักหันมองสหายหนุ่ม โชคชัยเงียบไปชั่วอึดใจแอบหันมองรำพึงที่กำลังยืนนิ่งมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาต้องช่วยเธอสิ เขามีใจให้เธอไม่ใช่หรือ? คนที่มีใจให้กันต้องไม่ยอมเห็นอีกฝ่ายถูกทำร้ายไม่ใช่หรือ?
       เรื่องบางเรื่องอาจเป็นเรื่องที่คิดไปเองฝ่ายเดียวก็ได้...ใครจะรู้
       “ก็แม่รำพึงเอาขนมมาขายหน้าวิก ข้าเห็นขนมเหลือเยอะเลยนึกเวทนาเหมาไปให้คนในคณะกินกันก็เท่านั้น ไม่ได้สนิทสนมอะไรหรอก” คำตอบของโชคชัยเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะของรำพึง หญิงสาวหน้าชาจนแทบไม่รู้สึกว่าบัดนี้มีน้ำใสๆไหลอาบแก้มเสียแล้ว 
       “งั้นดีเลย ข้ามีอะไรสนุกๆมาให้ทำ” ไม่พูดเปล่าไอ้ทองดึงร่างของรำพึงเข้ามาในอ้อมกอดก่อนจะผลักร่างของสาวเจ้าให้ไปหาโชคชัย ร่างของรำพึงชนเข้ากับโชคชัยอย่างจังตอนนี้เธออยู่ในอ้อมกอดของพ่อลิเกคนงาม ต่างฝ่ายต่างชะงักมองหน้ากัน
       “เอาไปเลยไอ้ชัย ข้าให้เอ็งเปิดประเดิม” ไอ้ทองหัวเราะร่วนโดยมีลูกสมุนร่วมประสานสียง เป็นเสียงหัวเราะที่ราวกับว่าดังมาจากนรกอเวจี เสียงของผีห่าซาตาน เสียงที่เลวร้ายเสียจนยากที่จะเปรียบเปรยกับสิ่งไหน
       “ไม่เอาละ ข้าเหนื่อย” โชคชัยกล่าวปฏิเสธพลางดันตัวของรำพึงออกให้พ้นตัว หญิงสาวเซจนเกือบล้ม ไม่ใช่เธออ่อนแรงหรอก แต่อ่อนใจมากกว่าที่เห็นว่าชายคนที่เธอเคยคิดว่าเขาคงจะดีกับเธอกลับทำหมางเมินราวกับยืนอยู่คนละโลก
       “บ๊ะ!ข้าอุตส่าห์ให้เอ็งเปิดประเดิมแล้วนะไอ้ชัย แต่ไม่เป็นไรถ้าเอ็งไม่จัดการเดี๋ยวข้าจัดการเอง!” พูดจบไอ้ทองก็กระชากแขนของรำพึงเข้ามาหาตัวแล้วระดมจูบอย่างหื่นกระหาย ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดส่งผลให้หญิงสาวดิ้นพล่าน มือทั้งสองข้างทุบตีไปที่อกแน่นของไอ้ทอง รังเกียจกลิ่นสาบจากตัวของชายหนุ่ม สะอิดสะเอียนกลิ่นเหล้าขาวที่อีกฝ่ายพ่นออกมาทางลมหายใจ ขยะแขยงมืออันหยาบกร้านของมันที่มาลูบไล้ตรงต้นแขนนวล ไม่รู้ต้องใช้สบู่สักกี่ก้อนถึงจะกำจัดราคีนี้ได้หมดสิ้น
       “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!” แม้รู้ว่าความหวังของการที่จะมีคนมาช่วยช่างริบหรี่เพราะขนาดคนที่คิดว่าน่าไว้ใจก็ยังยืนนิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับชะตากรรมที่เธอกำลังเผชิญ 
ไอ้ทองผลักร่างของรำพึงลงพื้นก่อนจะกระโดดขึ้นคร่อมร่างสาวเจ้า มือข้างหนึ่งกระชากเสื้อตัวสวยของรำพึงออกจนขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นเนินอกสาวแรกรุ่นที่ขาวผ่อง รำพึงพยายามปัดป้องแล้วกรีดร้องแต่ไม่สามารถสู้แรงของชายฉกรรจ์ได้ สุดท้ายอาภรณ์ของเธอก็หลุดออกจากร่าง รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่กำลังบุกรุกเข้ามาในร่างกาย น้ำตาของรำพึงไหลพราก แต่กระนั้นก็ยังหันไปมองหน้าของโชคชัยที่ยืนมองเธออยู่ไม่ไกลนัก
       เปล่าเลย...ไม่ได้มองเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เป็นการมองเพื่อกรีด...กรีดความแค้นให้ฝังลงในความทรงจำ มองเพื่อเก็บความแค้นไว้ในจิตวิญญาณ มองเพื่อให้รู้ซึ้งว่าความรักมันเป็นพิษปลิดชีวิตให้ฉิบหาย!
       ไอ้ทองว่าเลวระยำต่ำช้าจนอยากจะฝังมันลงไปในนรก แต่กับโชคชัยเองแม้จะไม่ได้ทำร้ายเธอทางร่างกาย ทว่าการที่เขายืนมองเฉยๆโดยไม่คิดจะทำอะไร นั่นมันเลวร้ายยิ่งกว่าการลงมือทำเสียอีก เหมือนเห็นคนกำลังจะตายแต่กลับยืนมองเฉยๆ คนพวกนี้จิตใจทำด้วยอะไร...ไม่ใช่สิต้องถามว่ามีก้อนเนื้อที่เรียกว่า ‘หัวใจ’ หรือเปล่าต่างหาก!
       ความเลวร้ายไม่ได้จบลงเท่านั้น รำพึงไม่ใช่แค่ถูกไอ้ทองขืนใจ แต่ไอ้ทองกลับโยนร่างของเธอราวกับเป็นผักปลาให้ลูกสมุนอีกสองคนเชยชมร่างกายด้วย เลว...เลวที่สุด!
       รำพึงประคองร่างของตัวเองกลับบ้านตอนย่ำรุ่ง สิ่งที่พบคือแม่กับพ่อต่างเมามายหลับใหลกันคนละทิศคนละทาง หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงบนเสื่อนอนหนุนหมอนร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ได้แต่สัญญากับตัวเองว่าหากวันใดโชคชะตาเข้าข้าง เธอจะเอาคืนพวกมันทั้งสี่คนให้สาสม!

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . 

       ปาหนันที่เคยนึกโกรธแม่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความสงสารจับหัวใจ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าแม่ต้องเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ไม่แปลกใจที่แม่จะเจ็บแค้นอย่างแสนสาหัส และความแค้นก็ถูกส่งต่อมายังรุ่นลูกอย่างวศีที่ทำร้ายปาหนันคนที่เป็นแก้วตาดวงใจของรำพึง
       “แม่จ๋า...ฉันขอโทษ ฉันไม่เคยรู้มาก่อน...ไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ปาหนันร่ำไห้แล้วตรงเข้ากอดขาผู้เป็นแม่ รำพึงน้ำตาไหลพรากพลางสะบัดขาออกแต่ปาหนันไม่ยอมปล่อย
       “ไม่ต้องมากอดฉันในเมื่อแกไม่เห็นฉันเป็นแม่ แกไม่เชื่อฟังฉัน ต่อไปก็ไม่ต้องมานับแม่ลูกกัน จะไปไหนก็ไป!”รำพึงเอ่ยปากไล่ลูกสาวทั้งๆที่ปาหนันคือสิ่งมีค่าสิ่งเดียวในชีวิต
       “ยอมแล้ว...ฉันยอมแล้วจ้ะ แม่จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ แม่จะสั่งให้ฉันไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ฉันก็ยอมแล้ว ยอมแล้วจ้ะ” ปาหนันบอกอย่างยอมจำนน ชีวิตของเธอมีแม่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเหมือนทุกอย่าง เธอรักแม่ยิ่งกว่าตัวเองเสียอีก
       “แกรู้ไหมนังปาหนัน พอฉันเห็นแกโดนอีนังวศีทำร้าย ฉันเหมือนโดนทำร้ายเสียเอง ฉันอยากให้แกอยู่เหนือมัน ได้ทุกอย่างที่แกอยากได้ อีวศีเป็นลูกของไอ้ทองคนที่ฉันเกลียด ไอ้ทองตายไปแล้วก็เหลือแต่มันที่ยังไม่พินาศ ฉันจะไม่ยอมให้คนบ้านนั้นมีความสุขจนกว่ามันจะตายตกตามกันไป” รำพึงกล่าวอย่างเจ็บปวด กำมือแน่นเสียจนรู้สึกว่าเล็บจิกเข้าอุ้งมือของตัวเอง
       “แต่แม่จ๊ะ ถ้าคนชื่อทองเป็นพ่อของฉัน วศีก็ต้องเป็นน้องสาวของฉัน...ใช่ไหมจ๊ะ ?” ปาหนันเสียงสั่นรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูกที่อยู่ๆคนที่เธอกำลังจะเข้าไปทำลายชีวิตอาจจะเป็นน้องสาวต่างแม่และคนที่เพิ่งสิ้นลมไปอาจจะเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดรำพึงได้ยินเช่นนั้นจึงหันมาถลึงตาใส่ลูกสาว
       “แกยังจะไปนับมันเป็นพ่ออีกเหรอนังปาหนัน! แกรู้ไหมพอมันรู้ว่าฉันท้อง มันให้คนมาเผาเรือนจนวอดวาย ตากับยายของแกก็ตายในกองไฟ แล้วแกคิดว่าฉันควรแค้นมันไหมนังปาหนัน!ส่วนอีนังวศีอย่าไปนับมันเป็นน้อง คนเลวๆแบบนั้นอย่าเอาตัวเข้าไปเกี่ยวพันด้วย ให้แกจำเอาไว้ว่าอีวศีคือศัตรู คนบ้านนั้นคือศัตรูทั้งหมด!”รำพึงแผดเสียงบอก ความเกลียดชังแผ่ซ่านออกมาจนปาหนันรับรู้ได้ 
       ปาหนันจำต้องพยักหน้ารับ เมื่อรู้เหตุผลของความเจ็บแค้นเธอจึงเลิกพูดเรื่องถูกผิด เรื่องบาปบุญคุณโทษและการอโหสิกรรมกับผู้เป็นแม่เพราะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์พูดไปสองไพเบี้ย ตอนนี้ในใจของรำพึงร่ำร้องอยากเห็นแต่ความฉิบหายวายวอด มีแต่ความแค้นจนไม่เหลือที่ว่างให้กับความเมตตาเลยสักนิด...ไม่มีเลย!

       ผาเหมือนถูกต่อยจนเซล้มแล้วถูกกระชากคอเสื้อขึ้นมาต่อยซ้ำอีกครั้งเมื่อได้ฟังสิ่งที่ปาหนันระบายออกมา ชายหนุ่มแทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอที่ได้รู้ว่าปาหนันกำลังจะเอาความสาวเข้าแลกกับความแค้นของมารดา ไม่ได้...มันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้!
       “ทำไมน้ารำพึงถึงจะให้ปาหนันทำแบบนั้น ฉันไม่มีทางยอม ปาหนันเองก็อย่ายอมนะ!” ผาหัวฟัดหัวเหวี่ยง นึกบาปขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ถ้าเขาไม่เห็นน้ารำพึงเป็นญาติผู้ใหญ่จะต่อยสักหมัดให้กับความคิดนั้นคิดได้ยังไงให้ปาหนันไปทำเรื่องอับปรีย์จัญไร“ปาหนัน...หนีไปกับฉันเถอะ ถ้ายังอยู่ที่นี่น้ารำพึงต้องบังคับปาหนันแน่ๆ ปาหนันเองก็ไม่อยากทำไม่ใช่เหรอ?” 
       ผาคว้าแขนของหญิงสาวตรงหน้าหมายจะพาหนีอย่างที่พูดจริงๆ ปาหนันคนเดียวเขาหาเลี้ยงได้ หนีไปแบบเพื่อนกันก็ได้ ไม่ต้องหนีแบบคู่รักเพราะผารู้ดีว่าปาหนันไม่ได้รักเขาแบบนั้น
       “ไม่ได้หรอกผา แม่มีแค่ฉัน ฉันก็มีแม่คนเดียว แม่มีบุญคุณกับฉัน บุญคุณที่ทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่มีทางหมด” ปาหนันบอกแล้วทำหน้าเศร้า มันเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
       “ยังไงฉันก็ไม่ยอม...ไม่มีทางยอม!” ผายังยืนยันเสียงแข็งทั้งที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันจะจบลงยังไงแต่เขาจะทำทุกวิถีทางไม่ให้ปาหนันไปนอนกับผู้ชายที่ชื่อบรรณเขาทำใจไม่ได้...ทำใจไม่ได้จริงๆ
       “แกมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่ยอม?” เสียงของรำพึงทำเอาผากับปาหนันสะดุ้งแล้วหันมอง คนเป็นแม่ตรงเข้ากระชากแขนของปาหนันมาหาตนแล้วใช้นิ้วชี้ยันที่หน้าผากของปาหนันจนสาวเจ้าเกือบหงายหลัง
       “นังปาหนัน ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้ไอ้ผามาวุ่นวายอีก นี่แกไม่เคยฟังฉันเลยใช่ไหม!”ปาหนันยังไม่ทันจะพูดอะไรผาก็ออกตัวรับแทนเสียก่อน
       “น้ารำพึงเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง เรื่องอื่นฉันพอยอมได้แต่เรื่องนี้ฉันยอมไม่ได้ ถ้าน้ารำพึงให้ปาหนันทำแบบนั้นเราได้เห็นดีกันแน่” บัดนี้ผาไม่เหลือความอ่อนโยนนอบน้อมอย่างที่เคยเป็น เขาจ้องเขม็งไปที่รำพึงอย่างเกรี้ยวโกรธ มือข้างหนึ่งยกขึ้นพร้อมใช้นิ้วชี้หน้าของรำพึงอย่างเอาจริง
       รำพึงไม่พูดอะไร หากแต่เหวี่ยงร่างของลูกสาวไปหาผาจนเซเกือบล้มดีที่ผาคว้าไว้ได้ทัน
       “ไปสิ ถ้านังปาหนันมันจะไปกับแกฉันก็ให้ไป ไปสิ...ไปเลย!” รำพึงเอ่ยปากไล่เพราะรู้ว่าปาหนันไม่มีทางเลือกไปกับผาแล้วทิ้งเธอไว้ตามลำพังอย่างแน่นอน 
       ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น ปาหนันมองหน้าผาชั่วครู่แล้วเดินกลับมาหามารดาแทนคำตอบว่าเธอเลือกแล้ว
       “เอ้า!ไปสิ ฉันให้แกไปกับไอ้ผาได้ ฉันจะไม่ว่า ไม่รั้งไว้ เพียงแต่ต่อไปนี้แกกับฉันขาดกัน ถ้าฉันตายไม่ต้องมาเผาผี ไปสิ...ไปเลย!”รำพึงท้าแล้วผลักร่างของลูกสาวอีกครั้งแต่ปาหนันไม่ยอมไป
       “ฉันไม่ไปฉันจะอยู่กับแม่จ้ะ” ปาหนันเสียงสั่นน้ำตาจะไหล รำพึงยักไหล่อย่างผู้ชนะ ชนะโดยไม่ต้องทำอะไรเลย!
       “ปาหนัน แต่นั่นมันทั้งชีวิตของปาหนันเลยนะ!” ผาพยายามพูดเตือนสติหญิงสาว ปาหนันมองหน้าอีกฝ่ายแล้วกลั้นใจตอบ บางครั้งชีวิตก็ไม่มีตัวเลือกมากนัก และบางครั้งตัวเลือกก็มีแค่อย่างเดียว
       “ฉันเลือกแล้วผา...ผาไปเถอะ ชีวิตทั้งชีวิตของฉันฉันเลือกที่จะให้แม่” สาวเจ้าตรงเข้ากอดมารดา รำพึงโอบกอดลูกสาวกลับแล้วจ้องเขม็งตรงไปยังผาก่อนจะเอ่ยปากไล่
       “เอ้า...แกก็ได้ยินแล้วว่านังปาหนันมันไม่ไปกับแก มันจะอยู่กับฉัน ฉันไม่ได้บังคับอะไรมันเลย”รำพึงบอกแล้วจับหน้าของปาหนันให้หันมองตนก่อนจะถามย้ำ“ใช่ไหม?”
       “จ้ะ ฉันจะอยู่กับแม่คนเดียวเท่านั้น” คำตอบของปาหนันคล้ายกับคนที่กำลังจะตกหน้าผาสูงแล้วมีคนโยนเชือกให้แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะปล่อยมือออกจากเชือกเส้นนั้นแล้วตกลงไปตายในหุบเหวรำพึงยิ้มกริ่มประคองปาหนันเพื่อกลับเข้าบ้าน ก่อนจะก้าวเข้าประตูบ้านเธอหันมาหาผาแล้วมองอย่างเป็นศัตรูคนใหม่ในชีวิต
       ใครที่มาขัดขวางหนทางแก้แค้นเธอจะคิดว่าเป็นมารผจญด้วย ไอ้ผา...ถ้าแกยังมายุ่งอีก คืนวันเพ็ญถัดไปแกอาจไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ได้...ใครจะรู้!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น