อัปเดตล่าสุด 2018-10-07 10:01:20

ตอนที่ 14 ก.ไก่กุ๊กกุ๊ก!

 

       คืนวันเพ็ญเวียนมาบรรจบอีกครั้ง...
       มันเป็นคืนที่รำพึงจะได้ชำระแค้นและช่วยต่อพรให้ปาหนันต่อไป นับว่าเป็นประโยชน์สองต่อ และคืนนี้เหยื่อที่รำพึงหมายตาไว้มีสองคนคืออีวศีกับไอ้ทอง แต่การจะฆ่าคนสองคนพร้อมกันเธอว่ามันออกจะฟุ่มเฟือยไปสักนิด เก็บอีกคนไว้ฆ่าในคืนวันเพ็ญถัดไปก็ไม่สาย!
       รำพึงออกจากบ้านทันทีที่ตะวันลับขอบฟ้า โดยอ้างกับปาหนันว่าเข้าป่าไปเก็บเห็ดเหมือนอย่างเคย เจ้าหล่อนแอบซุ่มอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้บริเวณบ้านของไอ้ทอง หมายใจว่ามันคงจะกลับจากบ่อนไก่ในช่วงครึ่งคืนอย่างที่เธอเคยสังเกตมาระยะหนึ่ง แล้วก็เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง ไอ้ทองเดินผิวปากอารมณ์ดีมาจากทางด้านหลังบ้าน ดูท่าจะไม่รู้ชะตากรรมว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่มีโอกาสได้หายใจ!
       “พี่ทองจ๊ะ” รำพึงเอ่ยทักอีกฝ่ายจากในมุมมืด ไอ้ทองที่กำลังจะก้าวขึ้นเรือนถึงกับชะงักแล้วเพ่งมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเสียงของผู้ใดก็แปลกใจไม่น้อย
       “อีรำพึง มึงมาทำไมดึกดื่น ?” เจ้าของบ้านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร อีกฝ่ายจึงเดินออกจากความมืดมาเผชิญหน้า แสงจันทร์วันเพ็ญเผยให้เห็นว่าวันนี้รำพึงแต่งหน้าผัดแป้งเสียจนสดสวย แม้จะไม่ใช่สาวแรกรุ่นแล้วแต่กระนั้นก็ยังมีเค้าความสวยหลงเหลือแม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
       “แหม...พี่ทอง พูดจาห่างเหินกันเหลือเกิน ทั้งที่เราก็คนเคยคุ้น” รำพึงทอดสายตายั่วยวนอีกฝ่ายอย่างต้องการจะสื่อความหมาย ไอ้ทองมองรำพึงด้วยความแปลกใจและระแวงอยู่ในที
       “มึงมีอะไรกับกูอีรำพึง กูจะขึ้นเรือนไปนอนแล้ว”
       “ถ้าฉันไม่มีอะไรมาหาพี่ไม่ได้หรือจ๊ะ” แขกในยามวิกาลทำเสียงหวานใส่แล้วเดินตรงเข้าประชิดตัวไอ้ทอง กลิ่นน้ำอบที่พรมมาหอมฟุ้งเสียจนทำไอ้ทองอดที่จะเคลิบเคลิ้มไม่ได้ ยอมรับว่าตั้งแต่เสียเมียไปเมื่อหลายปีก่อน เรื่องอย่างว่าก็ห่างหายจนแทบไม่ได้ประกอบกิจ จะไปเที่ยวหญิงโคมเขียววศีก็ด่าและบอกว่าไม่อยากให้พ่อไปสุงสิงกับผู้หญิงชั้นต่ำพวกนั้น เขาเคยแอบหนีไปเที่ยวครั้งหนึ่ง ผู้เป็นลูกสาวก็บุกไปอาละวาดที่โคมเขียวจนร้านแทบแตก หลังจากวันนั้นเขาก็ไม่ได้ไปหาความสำราญอีก อาจเก็บตกจากบรรดาลูกหนี้ที่เอาตัวมาขัดดอกบ้าง ซึ่งบางคนก็แก่หนังเหี่ยว บางคนก็มีลูกมีผัวเป็นคนใกล้ตัว บอกตรง ๆ ว่าเขามีอะไรด้วยไม่ลง แต่กับรำพึงที่ยังสาวยังสวย แถมยังเป็นคนที่เขาเคยมีอะไรด้วยครั้งหนึ่งซึ่งครั้งนั้นยังตราตรึงไม่ลืม เมื่ออีกฝ่ายมาให้ท่าถึงที่เป็นใครจะไม่มีอารมณ์
       “รำพึงมีอะไรกับข้าหรือ ?” น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด สรรพนามกูมึงที่ใช้ก็เปลี่ยนโดยพลันเพียงพลิกลิ้น รำพึงรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มโอนอ่อนแล้วจึงรีบยิ้มหวาน เดินไปประชิดตัวไอ้ทองใกล้กว่าเก่า ชิดเสียจนได้กลิ่นลมหายใจเหม็น ๆ ของมัน!
       “ฉันมีเรื่องอยากขอความเมตตาพี่ทองหน่อยจ้ะ คือช่วงนี้ขนมขายไม่ค่อยดีเลย นังปาหนันก็ป่วยออด ๆ แอด ๆ ฉันไม่มีเงินพามันไปโรงหมอ ถ้าพี่ทองจะมีเมตตา ฉันขอยืมเงินพี่ทองสักสองร้อยได้ไหมจ๊ะ พี่ทองจะคิดดอกฉันเท่าไหร่ฉันก็ไม่ว่า หรือถ้าพี่ทองอยากได้ดอกเป็นอย่างอื่นฉันก็เต็มใจจ้ะ” แม้จะไม่ได้บอกเป็นคำพูดแต่ภาษากายที่รำพึงต้องการจะสื่อนั้นอีกฝ่ายก็เข้าใจได้ไม่ยาก มือของรำพึงเอื้อมไปลูบไล้ที่แผงอกของอีกฝ่าย เขามีทีท่าขัดขืนเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมให้อารมณ์คุมร่างกาย ไอ้ทองโอบร่างของรำพึงแล้วระดมจูบอย่างหื่นกระหาย จะประคองรำพึงขึ้นไปบนเรือนแต่เจ้าหล่อนร้องห้าม
       “ขึ้นไปบนเรือนเดี๋ยววศีรู้เข้า ไม่ใช่มีแต่ฉันที่จะโดนแหกอก พี่ทองก็จะโดนไม่ใช่น้อย ลูกของพี่ทองเป็นอย่างไรพี่ทองก็น่าจะรู้ดีนี่จ๊ะ” สิ่งที่รำพึงบอกทำเอาไอ้ทองชะงัก...จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า
       “แล้วจะไปที่ไหนดีล่ะจ๊ะรำพึง ?”
       รำพึงไม่ได้ตอบเป็นคำพูด หากแต่ชี้ไปทางด้านหนึ่งในบริเวณบ้านของไอ้ทอง เจ้าของบ้านถึงกับย่นคิ้วแล้วถาม
       “เล้าไก่เนี่ยนะ ?”
       “ไม่ลองเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง พี่ทองจะรู้ได้ยังไงล่ะจ๊ะว่าขึ้นสวรรค์มันเป็นยังไง” รำพึงยั่วยวน ในเวลานั้นไอ้ทองหน้ามืดเสียแล้ว มันรีบอุ้มรำพึงเดินตรงเข้าไปในเล้าไก่ตามคำเชิญชวนของสตรีที่เสนอตนเป็นดอกเบี้ยเงินกู้
       “เอาก็เอาวะ น่าตื่นเต้นดี!”
       อย่างที่รู้ ๆ ว่าบ้านของไอ้ทองนั้นเปิดเป็นบ่อนไก่ ดังนั้นเล้าไก่หาใช่เล้าไก่ธรรมดาไม่ แต่ถูกปลูกเป็นโรงเรือนแข็งแรง ภายในแบ่งเป็นช่องเล็ก ๆ เลี้ยงไก่หลายพันธุ์ บางส่วนปล่อยให้กินอยู่อย่างอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไก่ธรรมดาที่อยู่ในโรงเรือนนี้ ส่วนไก่ตัวโปรดและมีราคานั้นจะถูกจับไปแยกเลี้ยงอีกที่ที่มีลูกสมุนคอยเฝ้าคนเข้าออก ไก่บางตัวมีราคาแพงกว่าทองเสียอีก
รำพึงทิ้งตัวนอนลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยฟางก่อนที่ร่างของไอ้ทองจะล้มมาคร่อมทับ รำพึงไม่รีรอ ปลดกระดุมเสื้อของตัวเองออกเผยให้เห็นปทุมถันที่เต่งตึงไม่ได้หย่อนยานไปตามกาลเวลา ไอ้ทองรีบใช้สองมือคลึงเต้างามตรงหน้าพลางเอ่ยชม
       “แหม...แม่รำพึงนี้ยังสวยเหมือนตอนสาวไม่มีผิด”
       รำพึงยิ้มรับ ใช้มือของตนลูบใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วบอก
       “พี่ทองจะทำอะไรก็รีบ ๆ ทำเถอะจ้ะ ฉันอายไก่มัน พี่เห็นไหมน่ะว่ามันมองเราสองคนอยู่” หญิงสาวมีอารมณ์ขันในที ไอ้ทองมองตามแล้วหัวเราะร่วน 
       “บ๊ะ! แปลกที่แปลกทางแบบนี้มันตื่นเต้นดีแท้ มา...แม่รำพึง เราไปขึ้นสวรรค์ด้วยกัน” ไอ้ทองบอกแล้วลุกขึ้นปลดกางเกงแพรของตัวเองออก ก่อนจะล้มตัวทับรำพึงอีกครั้ง มือข้างหนึ่งพยายามดึงผ้าถุงของรำพึงออกแต่เจ้าหล่อนกลับใช้ขาหนีบไว้
       “ไม่ต้องอายหรอกจ้ะแม่รำพึง อีกประเดี๋ยวพี่จะพาแม่รำพึงขึ้นสวรรค์ไปด้วยกันไงเล่า หรือแม่รำพึงไม่อยากไปขึ้นสวรรค์พร้อมฉัน” ไอ้ทองจะก้มลงจูบเจ้าหล่อนอีกครั้งแต่รำพึงจับศีรษะของอีกฝ่ายไว้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
       “ไม่ได้ขึ้นหรอกจ้ะสวรรค์น่ะ”
       “แม่รำพึงหมายความว่ายังไง ?” ไอ้ทองย่นคิ้วด้วยความสงสัย
       “ก็เพราะคนอย่างมึงไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์ คนเลวอย่างมึงต้องลงนรกอย่างเดียว ไม่มีสวรรค์สำหรับคนชั่วอย่างมึง!” พูดจบรำพึงก็คว้าหินก้อนเขื่องที่แอบซ่อนไว้ในกองฟางขึ้นมาเหวี่ยงไปที่ศีรษะของไอ้ทองอย่างแรง โลกทั้งโลกของเจ้าของเรือนหมุนเคว้งก่อนจะรู้สึกถึงของเหลวเหนียวข้นไหลออกมาจากรอยแตก ไอ้ทองถอยกรูดแล้วก่นด่ารำพึง
       “อีรำพึง! มึงทำอะไรกู โอ๊ย...ช่วยด้วย!”
       “มึงขอความช่วยเหลือจากบรรดาไก่ลูกมึงเหรอไอ้ทอง มันคงมาช่วยมึงได้หรอกนะ!” รำพึงกล่าวแล้วหัวเราะชอบใจก่อนจะเดินตรงไปหาคู่แค้น โยนหินเปื้อนเลือดในมือเพื่อกะน้ำหนักมือไปมา ในขณะที่ไอ้ทองถอยกรูดไปจนติดฝาผนังโรงเรือน อยากจะลุกขึ้นวิ่งหนีแต่ทรงตัวไม่อยู่ เหมือนโลกทั้งใบโคลงเคลงชวนอาเจียน ทำได้แค่เพียงเปล่งเสียงร้องหวังว่าจะมีคนบนเรือนได้ยิน
       “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยกูที อีรำพึงจะฆ่ากู” ยังไม่ทันได้อ้าปากร้องต่อ หินในมือของรำพึงก็เหวี่ยงเข้าที่ศีรษะของไอ้ทองนับครั้งไม่ถ้วน เลือดสาดกระเซ็นปะปนกับมันสมองที่ไหลเยิ้ม ดวงตาข้างหนึ่งหลุดออกจากเบ้าแต่กระนั้นมันก็ยังดิ้นทุรนทุรายเอาชีวิตรอด 
       “ได้เวลาลงนรกแล้วไอ้เหี้ยทอง!” หินในมือถูกเหวี่ยงอีกครั้ง คราวนี้ตรงเข้าที่กลางใบหน้าของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทำให้ใบหน้าของไอ้ทองยุบลงไปเป็นหลุม ก่อนที่มันจะหงายหลังล้มลงตายโดยมีบรรดาไก่ในเล้าเฝ้ามองเพื่อเป็นการไว้อาลัยเจ้านายเป็นครั้งสุดท้าย!
       รำพึงพยายามจะลากร่างไร้วิญญาณของไอ้ทองออกจากเล้าไก่ หมายจะนำร่างไปสังเวยแท่นศิลาแลง แต่เนื่องด้วยไอ้ทองเป็นคนร่างใหญ่ ไม่มีทางที่เธอจะลากร่างของไอ้ทองไปที่ถ้ำได้ นึกโทษตัวเองที่รีบออกจากบ้านจนลืมหยิบพร้าคู่ใจที่เคยใช้สังหารไอ้ประกิตมาด้วย ไม่อย่างนั้นจะได้ตัดหัวมันไปแบบเหยื่อรายก่อน
       สงสัยยมบาลจะอยากให้รำพึงช่วยแบ่งเบาภาระ...
       พลันสายตาของเจ้าหล่อนเหลือบไปเห็นเคียวด้ามยาว2 เสียบไว้กับฝาโรงเรือน คงเอาไว้เกี่ยวฟาง มารองให้ไก่ไข่ รำพึงยิ้มกริ่ม แรกทีเดียวว่าจะเอามันมาเฉือนหัวของไอ้สารเลวนี่ออก...แต่คิดไปคิดมา การตายแบบเดิม ๆ มันก็น่าเบื่อ ไหน ๆ ก็ตายในเล้าไก่แล้ วก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์แล้วกันนะ
       กุ๊กกุ๊ก...กุ๊กกุ๊ก...กุ๊กกุ๊กกุ๊ก!

       เป็นกิจวัตรประจำวันของอีชดที่ต้องเข้ามาเก็บไข่ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ คอยเติมข้าวเปลือก น้ำและฟาง ให้บรรดาไก่ของเจ้านาย เช้านี้ก็เช่นกัน สาวใช้เดินบิดขี้เกียจเข้ามาพร้อมตะกร้าเก็บไข่อย่างที่เคย ไม่วายบ่นกระปอดกระแปดด้วยความขี้เกียจ
       “สบายจริงนะพวกเอ็ง วัน ๆ ไม่ทำอะไร ได้แต่กิน ๆ นอน ๆ ดูข้านี่...ต้องแหกขี้ตามาดูแลพวกเอ็งตั้งแต่เช้า เสร็จแล้วก็ต้องขึ้นไปดูแลพวกคุณ ๆ บนเรือนอีก รู้อย่างนี้เกิดเป็นไก่ดีกว่า เออ...ข้าว่าจะพูดหลายครั้งแล้ว ตอนเช้าน่ะไม่ต้องรีบขันนัก จะรีบขันปลุกข้าไปถึงไหน จะนอนตื่นสาย ๆ บ้างก็ไม่ได้ ระวังเถอะ ข้าจะแอบเข้ามาปาดคอเอาไปทำต้มไก่ซะนี่” อีชดพูดกับไก่ราวกับมันรู้เรื่อง หญิงสาวเดินไปตักข้าวเปลือกทางด้านหนึ่ง จะมาเทใส่รางไม้สำหรับให้อาหารไก่ แต่แล้วอีชดก็ต้องย่นคิ้วด้วยความสงสัย เพราะกระสอบใส่ข้าวเปลือกนั้นถูกเปิดอ้าไว้ ทั้งที่เธอมั่นใจว่ามัดมันไว้อย่างแน่นหนาแล้ว 
       “อีนังพวกนี้ เอ็งแอบมาเปิดกระสอบกินข้าวกันเหรอ หนอย...นับวันยิ่งรู้มาก แหนะ...ยังมามองหน้า!” อีชดเท้าเอวใส่ไก่ที่ส่งเสียงกุ๊ก ๆ ราวกับต้องการจะบอกสาวใช้ให้หันไปดูอะไรทางด้านหลัง
       สัญชาตญาณต่างหากที่สะกิดให้อีชดหันไปมอง ทันทีที่เห็นสาวใช้ก็ถึงกับเบิกตาโพลง ตะกร้าที่อยู่ในมือหล่นลงพื้น
       สิ่งที่เห็นคือศพของไอ้ทองนอนแผ่หราอยู่ทางด้านหนึ่งของเล้าไก่ สภาพใบหน้ายุบเป็นแอ่งจากการถูกของแข็งทุบ ที่น่าเวทนากว่านั้นคือบริเวณหน้าอกถูกของมีคมแหวกออกอย่างสยดสยอง ดูเหมือนผู้สังหารจะมีเมตตาเหลือเกิน เพราะใบหน้าที่ยุบลงไปนั้นฆาตกรเอาข้าวเปลือกเทใส่จนเต็ม ราวกับนั่นคือรางไม้สำหรับให้อาหารไก่ ไก่เจ้ากรรมก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว ปีนขึ้นไปจิกข้าวเปลือกในรางหัวมนุษย์อย่างเอร็ดอร่อยพลางส่งเสียง
       กุ๊กกุ๊ก...กุ๊กกุ๊ก...กุ๊กกุ๊กกุ๊ก!
       อีชดยืนตัวแข็งทื่อ เกือบจะร้องกุ๊กกุ๊กไปด้วยแล้ว ดีที่รั้งปากไว้ได้ทันแล้วร้อง
       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด…!”

       วศีเป็นลมทันทีที่ได้รู้ว่าศพที่ถูกฆาตกรรมในเล้าไก่ข้างบ้านนั้นคือบิดาของตน หญิงสาวกรีดร้องโหยหวน พยายามจะเข้าไปดูศพของพ่อตนแต่อีชดรั้งเอาไว้
       “กรี๊ดดดดด...พ่อ...ไม่...พ่อ!”
       “คุณวศีอย่าเข้าไปเลยค่ะ ศพคุณทองไม่น่าดูหรอกค่ะ ขนาดชดเห็นแป๊บเดียวยังจำติดตาเลยค่ะ ที่หน้าของคุณทอง...” อีชดทำท่าจะพล่ามต่อแต่บรรณร้องห้ามไว้
       “พอแล้ว! จะไปไหนก็ไป วศีขึ้นไปพักบนบ้านก่อน ทางนี้เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง” คู่หมั้นหนุ่มบอกแล้วประคองร่างของวศีส่งให้อีชดพาขึ้นไปบนเรือน เวลานี้ลืมเรื่องที่เคยหมองใจเสียจนหมดสิ้น แม้บางครั้งวศีจะดูเป็นคนเจ้าอารมณ์และไร้เหตุผลจนไม่น่าเข้าใกล้ แต่ตอนนี้เธอน่าสงสารเสียเหลือเกิน สิ้นบุญพ่อทองแล้ว เจ้าหล่อนก็ไม่มีญาติที่ไหนนอกเสียจากคู่หมั้นอย่างเขา
       เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปสำรวจศพเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนคิ้วขมวด บรรณเห็นเช่นนั้นจึงรีบร้องถาม
       “เป็นยังไงบ้างครับคุณตำรวจ ?”
       “เป็นการฆาตกรรมที่ฆาตกรเหี้ยมโหดมากครับ นอกจากใบหน้าจะถูกทุบด้วยของแข็งซึ่งคาดว่าจะเป็นหินที่พบในที่เกิดเหตุ มิหนำซ้ำยังเอาข้าวเปลือกเทใส่ให้ไก่มาจิกกินอีก ที่น่ากลัวกว่านั้นคือหน้าอกถูกแหวกด้วยของมีคมแล้วควักเอาอวัยวะบางอย่างออกไป ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร น่าแปลกนะครับ อยู่ ๆ ก็มีศพตายด้วยสภาพพิสดารถึงสองรายติด ๆ กัน และคนที่ตายก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน เป็นไปได้ว่าฆาตกรอาจเป็นคนใกล้ตัวคนทั้งคู่ครับ” นายตำรวจสันนิษฐานตามหลักฐานขั้นต้น 
       บรรณขมวดคิ้วเข้มแล้วครุ่นคิด...พ่อทองกับประกิตเป็นเจ้านายลูกน้องกัน ตายไล่เลี่ยกันและสภาพยังไม่น่าดูเหมือนกันอีก ฆาตกรอาจเป็นคนที่ทั้งคู่รู้จักแ ละน่าจะรู้จักดีด้วยถึงได้แค้นกันมากขนาดนี้
       ว่าแต่มันเป็นใครนะ ?

       รำพึงเหวี่ยงเคียวด้ามยาวลงในบึงน้ำแล้วยืนรอมันทิ้งตัวลงสู่บาดาลอย่างใจเย็น เธอมองเงาของตัวเองที่สะท้อนผ่านผืนน้ำแล้วเหมือนเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับมาอีกครั้ง
ในความมืดและความเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองนั้น รำพึงยืนจังก้าอยู่หน้าแท่นศิลาแลงภายในถ้ำ ในมือถืออวัยวะอย่างหนึ่งไว้เป็นตัวแทนของความตายที่นำมาเซ่นแท่นศิลาแลง
อวัยวะนั้นคือ...หัวใจ!
       หัวใจเลว ๆ ของไอ้ทองที่เธอควักมันมาเองกับมือ ควักมาด้วยความสาแก่ใจยิ่งนัก หัวใจที่สูบฉีดเลือดเลว ๆ ไปหล่อเลี้ยงร่างกายของมัน บัดนี้อยู่ในกำมือของเธอแล้ว!
       รำพึงโยนก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจไปยังหน้าแท่นศิลาแลง เพียงอึดใจเสียงครางต่ำ ๆ ก็บังเกิด ก่อนจะปรากฏเงาสีดำลึกลับออกมาเอื้อมมือคว้าหัวใจของไอ้ทองไป 
       รำพึงยืนยิ้มอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินผิวปากอารมณ์ดีกลับออกไปทางเดิม
       ลาก่อนไอ้เหี้ยทอง! อีกไม่นานกูจะส่งอีวศีลูกของมึงตามไป!

. . . . . . . . . . . . . . . . . .  ..

       รำพึงยืนจ้องเงาของตัวเองอยู่อย่างนั้นนานสองนาน จนเมื่อได้ยินเสียงฟ้าฝนกำลังเคลื่อนผ่านจึงเดินกลับบ้าน
       “แม่กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ ?” ปาหนันเอ่ยทักอย่างดีใจที่เห็นมารดาเข้ามาในบ้าน เธอกำลังจัดสำรับอาหารสำหรับมื้อเที่ยงอยู่พอดี 
       รำพึงนั่งลงกับพื้น ในขณะที่ลูกสาวยกหม้อกับข้าวมาวางไว้ตรงกลางเสื่อ
       “วันนี้ฉันทำต้มข่าไก่ด้วยจ้ะ ห๊อมหอม...จำได้ว่าแม่ชอบกินเปรี้ยวนำ ฉันเลยปรุงอย่างที่แม่ชอบ” ลูกสาวบอก กำลังจะตักต้มข่าไก่ออกมาใส่ถ้วย รำพึงชะโงกหน้าไปมองแล้วเกิดอาการคลื่นเหียน ภาพไก่รุมจิกข้าวเปลือกบริเวณใบหน้าของไอ้ทองยังติดตา เห็นแล้วต้องรีบปิดปากและวิ่งออกไปอาเจียนนอกบ้านท่ามกลางความตกใจของปาหนันที่รีบวิ่งตามออกไปลูบหลังมารดา
       “แม่เป็นอะไรไปจ๊ะ ?”
       “ฉันไม่สบายนิดหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก” รำพึงโบกไม้โบกมือเพื่อให้ลูกสาววางใจว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ปาหนันถอนหายใจยาว ๆ แล้วเอ็ดแม่เล็กน้อย
       “ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องไปเก็บเห็ดหรอก ขายขนมแม่ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว มีเงินแค่ไหนก็กินแค่นั้น ไม่ต้องขวนขวายให้มากมายหรอกจ้ะแม่” ปาหนันพูดอย่างคนไม่รู้ ในขณะที่รำพึงเองรู้อยู่เต็มอกว่าเธอหายไปไหนมากันแน่
       “แกไปต้มข้าวใส่เกลือให้ฉันแทนแล้วกัน ช่วงนี้งดไก่กับไข่ไปก่อน ฉันไม่อยากกิน” รำพึงสั่งลูกสาว ปาหนันก็ฟังอย่างว่าง่าย เจ้าหล่อนรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้รำพึงนั่งลงที่แคร่หน้าบ้านแต่เพียงลำพัง 
       รำพึงนั่งนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วแอบยิ้ม...ความแค้นที่สั่งสมมานับสิบปีในที่สุดก็ได้ล้างแค้นอย่างสาสม บัดนี้ก็เหลือแต่อีวศีอีกคนที่รอชะตาขาดตามพ่อมันไป 
       รอไม่นานหรอก อีกเพียงแค่หนึ่งวันเพ็ญเท่านั้น แค่คิดก็อยากเร่งวันเวลาเสียเหลือเกิน!

 

------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
       1  หญิงโคมเขียว หมายถึง ซ่องโสเภณีสมัยก่อน เรียกตามลักษณะโคมที่แขวน
       2  เคียวด้ามยาว เป็นขอเคียวที่ใช้ในการตัดหญ้า เกี่ยวเศษฟาง เศษวัชพืช ในการทำนาจะใช้ในการเก็บฟางในนาข้าว การลากฟางข้าวมารวมกัน และใช้ประโยชน์อื่น ๆ แล้วแต่สะดวก

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น