อัปเดตล่าสุด 2018-09-30 10:01:12

ตอนที่ 12 ศึกชิงชาย!

 

       เสียงเพลงรำวงดังออกจากลำโพงงานวัดจนดังกระหึ่ม หลอดไฟหลากสีสันถูกประดับประดาเสียจนบริเวณวัดที่เคยดูอึมครึมในเวลาปกติกลับกลายเป็นน่ารื่นรมย์ ทางด้านหนึ่งนั้นมีวิกลิเกมาเปิด ชาวบ้านต่างพากันเอาเสื่อมาปูจองที่หน้าเวทีตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับฟ้า อีกทางด้านหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยร้านรวงที่มาขายข้าวของ หาบลอยของกินก็มีมากมายให้เลือกจนละลานตา แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีรำพึงอยู่ด้วย
       เป้าหมายของรำพึงหาใช่มันเชื่อมในกระบุงที่บอกว่าจะเอามาขายไม่ หากแต่ต้องการพาปาหนันมาทอดสะพานแก่บรรณคู่หมั้นของวศี อันที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ แต่เธอกลัวว่าปาหนันจะไม่ทำตามคำสั่ง เลยจำต้องมานั่งคุมอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้เล็ดลอดสายตา
       ปาหนันในชุดสวยจากห้องเสื้อรพีพรรณยืนหลบอยู่หลังต้นจามจุรีต้นใหญ่ที่บัดนี้ประดับไฟสวยงาม หญิงสาวรู้สึกประดักประเดิดที่ต้องใส่ชุดที่ดูแล้วหาใช่ตัวเองไม่ และต้องแต่งหน้าแต่งตาเสียจนจำตัวเองแทบไม่ได้...จะจำได้อย่างไรเล่าในเมื่อเธอไม่ใช่เธอ แต่เป็นคุณปาหนันสาวงามจากบางกอก!
       รำพึงนั่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ปาหนันยืนอยู่ นอกจากสายตาจะคอยเฝ้าลูกสาวไม่ให้หนีไปเสียก่อนแล้ว เธอยังต้องคอยมองหาบรรณคู่หมั้นของวศีอีก มั่นใจว่าคนทั้งคู่ต้องมาหาความสำราญที่งานวัดคืนนี้เป็นแน่
       นั่นไง...พูดไม่ทันขาดคำ วศีในชุดสวยก็เดินเฉิดฉายควงชายรูปงามที่ชื่อบรรณผ่านหน้าของรำพึงไป โดยมีอีชดเดินตูดบิดตามต้อย ๆ คนเป็นแม่หันไปหาลูกสาวแล้วทำปากขมุบขมิบเป็นเชิงให้ปาหนันเดินออกมาจากที่ที่หลบอยู่ ผู้เป็นลูกสาวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ใจหนึ่งอยากวิ่งหนีออกไป แต่อีกใจถูกสายตาของรำพึงจิกไว้ไม่ให้เล็ดลอดสายตา
วศีควงแขนของคู่หมั้นหนุ่มมาหยุดยืนที่ชิงช้าสวรรค์ อันเป็นที่หมายปองของชายหญิงในการเข้าไปพลอดรักกันภายในลูกกรงแคบ ๆ เสมือนนกที่ถูกขังไว้ วศีตาเป็นประกายพลางชี้ให้บุรุษข้างกายมองตาม
       “พี่บรรณคะ ชิงช้าสวรรค์น่าสนุก เราไปขึ้นกันไหมคะ ?” สาวเจ้าเอ่ยถามหวังให้อีกฝ่ายตอบตกลง...แต่ก็ไม่
       “ไม่ล่ะ พี่ไม่ชอบที่แคบ ๆ ถ้าวศีอยากเล่นก็ให้อีชดขึ้นไปเป็นเพื่อนสิ” บรรณเสนอ อีชดได้ยินเช่นนั้นก็ระริกระรี้
       “ได้เลยค่ะคุณบรรณ อุ๊ย...กระเช้ามาพอดีเลยค่ะ ขึ้นกันเถอะค่ะคุณวศี” 
       ได้ทีชุลมุน บรรณดันหลังของคู่หมั้นให้เข้าไปนั่งในกระเช้าชิงช้าสวรรค์พร้อมกับอีชด เขายืนโบกมือให้วศี ในขณะที่อีกฝ่ายหน้าง้ำแล้วหันมาจิกตาใส่สาวใช้อย่างหงุดหงิดในอารมณ์
       “อีชด! สาระแนนักนะ ฉันอยากขึ้นมานั่งกับพี่บรรณ ไม่ใช่กับแก!” คนเป็นนายหัวเสีย แต่ดูเหมือนอีชดจะตื่นเต้นเสียจนไม่ได้สนใจ เจ้าหล่อนชี้มือชี้ไม้ให้คนเป็นนายดูวิวทิวทัศน์ในยามราตรี
       “อุ๊ย...ตรงนั้นใช่บ้านเราไหมคะคุณวศี ตรงนั้นมันทางไปนาของคุณทองนี่คะ”
       ทางด้านล่างนั้น... 
       ปาหนันจำต้องเดินออกมาจากมุมที่แอบอยู่แล้วไปหยุดยืนข้าง ๆ บรรณตามที่มารดาชี้นิ้วสั่ง
       กลิ่นน้ำหอมที่ลอยมากับสายลมทำให้บรรณต้องหันมองข้างกายของตัวเอง เมื่อพบว่าสตรีข้างกายนั้นคือคุณปาหนันเขาก็รีบทักทายทันที
       “นั่นไง...ผมว่าแล้วว่าโชคชะตาคงไม่ใจร้ายนัก สวัสดีครับคุณปาหนัน ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ” บรรณเอ่ยทักทายแล้วยิ้มหวานให้ ปาหนันยิ้มตอบอย่างไว้เชิง ทำราวกับเป็นเรื่องบังเอิญที่ได้พบกัน ทั้งที่เป็นความตั้งใจของรำพึง
       “ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งค่ะคุณบรรณ”
       “นี่คุณปาหนันมาเดินเที่ยวเล่นคนเดียวเหรอครับ งานวัดบ้านนอก ๆ แบบนี้คงไม่เจริญหูเจริญตาแบบในบางกอกเสียกระมัง” ชายหนุ่มหาเรื่องคุย ปาหนันใจสั่นเมื่ออยู่ใกล้เขาแต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ จำคำที่รำพึงบอกได้ดี
       “ทอดสะพานแต่พองาม ทิ้งเบ็ดไว้ให้เหยื่อตะครุบ รอให้แน่ใจว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้วค่อยดึงขึ้น อย่าผลีผลาม”
       “เอ่อ...ฉันมากับแม่นมน่ะจ้ะ ตอนอยู่บางกอกไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวงานวัดนัก ครานี้ได้โอกาสเลยให้แม่นมพามาน่ะจ้ะ” สาวเจ้าตอบเสียงหวาน บรรณได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยชวน
       “ไหน ๆ คุณปาหนันมาเที่ยวงานวัดที่นี่แล้ว จะรังเกียจไหมถ้าผมจะชวนคุณปาหนันให้ไปนั่งกินลอดช่องน้ำตาลสดตรงนั้น อร่อยมากทีเดียวครับ” 
       ปาหนันจะตอบปฏิเสธ พลันหันไปเจอสายตาของมารดาที่ส่งมาทำให้เจ้าหล่อนจำต้องตอบรับ
       “ก็ได้จ้ะ”
       อีชดที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับการได้ขึ้นชิงช้าสวรรค์เป็นครั้งแรก เหลือบไปเห็นบรรณเดินไปกับสตรีนางหนึ่งจึงรีบบอกกับผู้เป็นนายที่ทำหน้าไร้อารมณ์อยู่ฝั่งตรงข้าม
       “เอ๊ะ! นั่นคุณบรรณกับผู้หญิงที่ไหนคะคุณวศี ?”
       เร็วปานสายฟ้าแลบ วศีหันมองตามมือของสาวใช้ที่ชี้ให้ผู้เป็นนายดู เพียงแค่เห็นจากระยะไกล ๆ วศีก็จำได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นคือปาหนันที่มาจากบางกอก ความสวยที่ไม่เหมือนสาวชาวบ้านนั้นโดดเด่นเสียจนวศีอดที่จะริษยาไม่ได้ แต่ที่มากกว่าความริษยาคือความหวาดระแวงกลัวว่าบรรณคู่หมั้นของเธอจะไปหลงเสน่ห์สาวบางกอกนั่นเข้าให้ แต่วศีจะไม่ยอมให้มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาด...ไม่ยอม!
       “อีชด ฉันจะลง!” อยู่ ๆ วศีก็บอกเสียงดังลั่น ทำเอาสาวรับใช้ตาเหลือก
       “จะลงได้ยังไงคะคุณวศี มันยังห้อยต่องแต่งอยู่แบบนี้”
       “อีโง่! มึงก็บอกให้คนคุมเครื่องเลื่อนกระเช้าเราลงไปข้างล่างสิ เร็ว ๆ ไม่อย่างนั้นกูจะเขย่าให้กระเช้ามันร่วงเดี๋ยวนี้แหละ!” ไม่พูดเปล่า วศีใช้สองมือจับลูกกรงของกระเช้าชิงช้าสวรรค์แล้วเขย่าจนกระเช้าแกว่งไปมาชวนอาเจียน อีชดเห็นเช่นนั้นจึงรีบร้องบอก
       “ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะคุณวศี ชดยังไม่มีผัว ยังไม่อยากตายค่ะ ชดจะบอกคนคุมเครื่องเดี๋ยวนี้ค่ะ...นี่แก! แกนั่นแหละ! เอากระเช้าลงหน่อย!” อีชดตะโกนบอกเด็กคุมเครื่องทางด้านล่าง แต่ดูเหมือนเด็กคุมเครื่องจะไม่ได้กระตือรือร้นที่จะทำตามคำสั่ง
       “โอ๊ย...รอก่อน ชิงช้าเพิ่งขึ้นไปเมื่อกี้จะหยุดให้ลงได้ยังไง คนอื่น ๆ เขายังอยากนั่งอยู่ ไม่เห็นหรือไง” สิ้นเสียงของเด็กคุมเครื่อง คนที่นั่งชิงช้าคนอื่น ๆ ก็สอดรับประสานเสียง
       “ใช่!”
       วศีจำต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ในกระเช้าชิงช้าสวรรค์ โดยมีอีชดแอบยิ้มพึงใจที่จะได้นั่งชิงช้าสวรรค์ต่อ

       ลอดช่องน้ำตาลสดสองถ้วยถูกนำมาวางลงตรงหน้าของบรรณกับปาหนันซึ่งนั่งรออยู่ ชายหนุ่มแสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการเลื่อนถ้วยลอดช่องมาไว้ตรงหน้าของปาหนัน หญิงสาวยิ้มรับแล้วกล่าวขอบคุณ
       “ขอบใจจ้ะ”
       “ลองกินดูครับคุณปาหนัน ร้อน ๆ แบบนี้ ได้ลอดช่องเย็น ๆ น่าจะชื่นใจ” เขาเชื้อเชิญราวกับเป็นคนทำลอดช่องถ้วยนี้เสียเอง ปาหนันตักลอดช่องเข้าปากแล้วยิ้ม
       “ชื่นใจจริง ๆ ด้วยจ้ะ”
       “ถ้าชื่นใจก็กินเยอะ ๆ เลยครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” บรรณบอกแล้วจ้องมองปาหนันที่กำลังตักลอดช่องเข้าปาก คนที่กำลังกินรู้สึกตัวว่ากำลังถูกมองจึงละมือออกจากถ้วยลอดช่องแล้วหันมองชายหนุ่มบ้าง
       “อย่าจ้องฉันสิจ๊ะ ฉันกินไม่ลง” เธอเขินจนหน้าแดง เกิดมานอกจากผาที่เคยจ้องมองเธอยามที่กินอะไร ก็เพิ่งมีบรรณเป็นผู้ชายอีกคนที่จ้องมองเธอแบบนั้น...จ้องมองเธอที่ไม่ใช่เธอ
       “ขอโทษครับ ผมแค่ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนกินลอดช่องแล้วยังสวยขนาดนี้” 
       ลอดช่องน้ำตาลสดที่ว่าหวาน เจอคำหวานของบรรณก็พลันจืดสนิท ปาหนันอดที่จะเผลอยิ้มออกมาไม่ได้ แต่กระนั้นก็ต้องสงวนท่าทีไว้บ้าง
       “แล้วนี่คุณปาหนันจะกลับบางกอกเมื่อไหร่เหรอครับ ?” ชายหนุ่มชวนคุยพลางตักลอดช่องเข้าปากเพื่อลิ้มรสบ้าง
       “ยังไม่แน่ใจเลยจ้ะ” เธอกระดากที่ตอบไปแบบนั้น บางกอกหน้าตาเป็นเช่นไรเธอยังไม่รู้เลย เกิดมาเคยไปไกลจากบ้านสุดก็แค่หมู่บ้านข้าง ๆ
       “ผมอยากให้คุณปาหนันอยู่ที่นี่นาน ๆ อยู่ตลอดไปเลยยิ่งดี” บรรณยังไม่เลิกหยอดคำหวาน ปาหนันยิ้มรับแล้วตอบตามความจริง
       “ฉันก็ต้องอยู่ที่นี่จนวันตายแหละจ้ะ ก็ที่นี่เป็นที่ที่ฉันเกิด” เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มจะพูดมากเกินไปแล้วปาหนันจึงสงวนท่าที กลัวจะเผลอพูดอะไรออกไปให้อีกฝ่ายจับผิดได้ว่าเธอไม่ได้มาจากบางกอก...ไม่เคยไปเสียด้วยซ้ำ
       เวลาแห่งความสุขมักจะสั้น...ใครกันเป็นคนบอก...ปาหนันอยากจะบอกว่ามันช่างเป็นคำพูดที่จริงแสนจริง
       “มาอยู่ที่นี่นี่เอง” 
       เสียงของมารความสุขดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา บรรณกับปาหนันหันมองพร้อมกัน พบร่างของวศียืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ตรงนั้น โดยมีอีชดยืนทำหน้าเลียนแบบคนเป็นนายทำราวกับเป็นเจ้าของบรรณเสียเอง ทันทีที่วศีเห็นคู่หมั้นคู่หมายของตนกำลังนั่งอยู่กับหญิงอื่น สาวเจ้าก็ตรงเข้าไปดึงร่างของบรรณให้ลุกขึ้นจากที่ที่นั่งอยู่
       “อ้าว...วศีมาพอดีเลย กินลอดช่องน้ำตาลสดไหม พอดีพี่พาคุณปาหนันเธอมากินระหว่างรอวศีขึ้นชิงช้าสวรรค์...เอ่อ นี่วศีคงยังไม่รู้จักคุณปาหนันสินะ คุณปาหนันเธอมาจากบางกอก ส่วนนี่...” บรรณกำลังจะแนะนำปาหนันให้รู้จักวศี แต่สาวเจ้าถือโอกาสแนะนำตัวเสียเอง
       “ฉันวศี คู่หมั้นของพี่บรรณ”
       “สวัสดีจ้ะคุณวศี ฉันชื่อปาหนันจ้ะ” แม้จะรู้จักวศีดีแต่ก็ต้องแสร้งทำเหมือนเพิ่งเคยรู้จักกัน วศีมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไร้ซึ่งความเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยถามชายคนรัก
       “ลอดช่องอร่อยไหมคะพี่บรรณ ?”
       “อร่อยดีนะวศี วศีลองกินไหมล่ะ เดี๋ยวพี่สั่งให้” บรรณเชื้อเชิญ หญิงคู่หมั้นเบ้ปากแล้วบอก
       “ไม่เอาดีกว่าค่ะ ไหนจะแป้ง ไหนจะน้ำตาล ไหนจะกะทิ กินเข้าไปตอนนี้มีหวังอ้วนตาย ขนาดวศีสวยอย่างนี้ ยังมีพวกแร้งพวกกามายุ่งกับพี่บรรณ แล้วถ้าวศีปล่อยตัวให้อ้วนเป็นโอ่ง วศีไม่เสียพี่บรรณให้อีพวกหน้าด้านไม่มีปัญญาหาผัวเองหรือคะพี่บรรณ!” ไม่พูดเปล่า วศีเหลือบตาไปมองปาหนันราวกับต้องการจะให้รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นหมายถึงสาวบางกอกคนนี้ เออ...มึงนั่นแหละอีปาหนัน!
       “วศี!” บรรณพูดปรามหญิงคนรัก แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล
       “อุ๊ย! คุณปาหนันกินลอดช่อง ทั้งหวานทั้งมันคงจะเลี่ยนแย่ กินมะม่วงแรดแก้เลี่ยนไหมคะ มะม่วงแรดเหมาะกับคนแรด ๆ ที่มายุ่งกับแฟนชาวบ้าน!” พูดจบวศีก็ขว้างมะม่วงแรดในมือของอีชดที่ซื้อมาใส่ปาหนัน ท่ามกลางความตกตะลึงของคนแถวนั้น อีชดที่กำลังจะกินมะม่วงถึงกับอ้าปากค้าง บรรณรีบตรงไปคว้าตัวคู่หมั้นสาวไว้แล้วเอ็ดเสียงเขียว
       “หยุดนะวศี!”
       วศีไม่ได้สนใจบรรณแล้วในเวลานั้น หญิงสาวคว้าถ้วยลอดช่องออกมาสาดใส่ปาหนันท่ามกลางเสียงวี้ดว้ายของคนที่เดินผ่านไปมา
       “กินซะให้อิ่ม จะได้ไม่มาลักกินขโมยกินของคนอื่น ถ้าอดอยากมาจากบางกอกก็บอกฉันดี ๆ ฉันไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ อาจจะสั่งให้ลูกน้องของพ่อฉันไปช่วยให้แกหายคันสักคนสองคน!” 
เมื่อเห็นว่าเรื่องท่าจะไปกันใหญ่แล้ว บรรณจึงรีบลากตัววศีออกไปจากที่ตรงนั้น พลางขอโทษขอโพยปาหนันที่ยังยืนนิ่งราวกับถูกตบหน้ากลางสาธารณชน
       “ผมขอโทษแทนวศีด้วยนะครับคุณปาหนัน”
       “ไปขอโทษมันทำไม มันต่างหากที่ต้องขอโทษวศี ที่มันมายุ่งกับคู่หมั้นของวศี ปล่อยนะ! ปล่อยวศี! วศีจะไปตบมัน!” วศีหวีดร้องราวกับคนเสียสติ พยายามทุบตีบรรณเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเธอจึงถูกลากออกจากที่ตรงนั้น ทิ้งให้ปาหนันยืนนิ่งอยู่ตามลำพัง
       อันที่จริงไม่ได้ลำพังหรอก ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของรำพึงผู้เป็นแม่ เธออยากจะออกไปปกป้องปาหนันใจจะขาด แต่ทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะถ้าเธอออกไปวศีจะต้องสงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับปาหนันเป็นแน่แท้
       แกไม่ต้องห่วงนังปาหนัน อีกไม่นานครอบครัวของพวกมันต้องฉิบหายวายวอด...ไม่นาน!
       ส่วนอีชดนั้นยืนโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่คนเป็นนายเอามะม่วงที่เธอเจียดเงินเดือนซื้อไปปาใส่ปาหนัน สาวเจ้าทำหน้าง้ำแล้วจำต้องเดินตามผู้เป็นนายกลับพลางบ่นกระปอดกระแปด
       คอยดูเถอะ จะแอบเม้มค่ากับข้าวคอยดู!

       ปาหนันนั่งเหม่ออยู่ที่แคร่หน้าบ้าน เฝ้าคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำ ถามว่าโกรธวศีไหม เธอก็หาใช่พระอิฐพระปูนที่ถูกทำร้ายแบบนั้นแล้วจะไม่โกรธ แต่ทุกอย่างมันย่อมมีเหตุผลของมัน หากเธอไม่ไปยุ่งกับผู้ชายของคนอื่นเรื่องคงไม่เกิด ดังนั้นจะไปโทษวศีฝ่ายเดียวไม่ได้
       “นี่ถ้าไม่ติดว่ากลัวนังวศีสงสัย ฉันจะเดินเข้าไปตบมันสักฉาดสองฉาด!” รำพึงบอกอย่างเจ็บแค้นแทนลูกสาว ปาหนันได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดกับแม่ของตัวเอง
       “แม่จ๊ะ ฉันขอพูดกับแม่ตรง ๆ นะจ๊ะ ฉันคงโกหกแม่ไม่ได้ว่าฉันเองก็แอบชอบคุณบรรณอยู่ไม่น้อย ฉันพูดเองยังละอายปาก ยิ่งเวลาต้องไปแย่งเขาตามที่แม่สั่งฉันยิ่งละอายแก่ใจ ฉันจะไม่พูดถึงเรื่องถูกผิด แต่ฉันจะพูดถึงความสบายใจของฉันได้ไหมจ๊ะแม่ คนบางคนไม่ได้เกิดมาเป็นคู่กัน ต่อให้พยายามแย่งชิงจนเลือดตาแทบกระเด็นก็ไม่มีวันได้มา ฉันอาจเป็นเช่นนั้นก็ได้นะจ๊ะ แม่จ๋า...หยุดความแค้นกับบ้านนั้นเถอะจ้ะ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องเห็นอีกฝ่ายย่อยยับไปกับตา มันบาป” ปาหนันพยายามยกเหตุผลเท่าที่สมองน้อย ๆ จะคิดได้กับผู้เป็นแม่ หวังว่ามารดาจะใจอ่อนลงบ้าง ทว่ารำพึงใจแข็งกว่าที่คิด
       “นังปาหนัน แกอย่าเอาเรื่องบาปบุญมาคุยกับฉัน บาปบุญมันไม่เคยมาช่วยเหลือตอนแกถูกตบ คนที่ช่วยแกคือฉัน ไม่ใช่บาปบุญ ที่สำคัญแกยังไม่รู้จักสันดานของคนบ้านนั้น มันเลวเกินกว่าจะให้อภัย จำใส่หัวไว้ ตราบใดที่ฉันยังไม่ตาย บ้านนั้นไม่มีทางมีอยู่อย่างเป็นสุขแน่!” รำพึงแผดเสียงใส่ลูกสาวก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ปาหนันนั่งน้ำตาตกอยู่ลึก ๆ
       อยากจะบอกแม่เหลือเกิน...ไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนก็ต้องตาย และเมื่อนั้นแหละ บาปบุญจะเป็นตัวตัดสินว่าได้ขึ้นนรกหรือสวรรค์ หาใช่มนุษย์ด้วยกันเองตัดสินไม่
แต่ก็ป่วยการจะพูดแล้วในเวลานี้...

       เรื่องเมื่อคืนยังนำความขุ่นข้องหมองใจให้บรรณกับวศีไม่น้อย กระนั้นชายหนุ่มก็จำต้องมาเป็นเพื่อนวศีรับชุดที่ตัดไว้ที่ห้องเสื้อรพีพรรณตามคำขอแกมบังคับของคู่หมั้นสาว แต่ตลอดทางที่นั่งรถมาด้วยกันนั้น ไม่มีใครคุยกับใครเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่อีชดซึ่งนั่งคู่กับคนขับที่จ้อไม่หยุดจนคนเป็นนายต้องเอ็ด
       “อีชด! แกหุบปากบ้างก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ” วศีแว้ดใส่ เจ้าหล่อนหงุดหงิดเป็นทุนเดิมที่บรรณหมางเมินกับเธอตั้งแต่เมื่อคืน มิหนำซ้ำยังเจอท่าทีเหมือนคนเบื่อโลกที่ต้องมาตลาดกับเธออีก วันนี้ทุกอย่างจึงดูขวางหูขวางตาไปเสียหมด
       “ค่ะคุณวศี อุ๊ย...ถึงร้านรพีพรรณพอดีเลย” สาวใช้รีบบอก รถเก๋งคันงามจึงค่อย ๆ จอดไม่ไกลจากห้องเสื้อรพีพรรณมากนัก บรรณที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับวศีจึงขอตัว
       “เดี๋ยววศีเข้าไปเอาชุดเองแล้วกัน พี่ว่าจะเดินไปดูแผงพระท้ายตลาดสักประเดี๋ยว แล้วค่อยไปแวะหาที่ร้านเสื้อ” เขาไม่รอให้คู่หมั้นตอบรับ บรรณเปิดประตูรถแล้วเดินออกไปอย่างหน้าตาเฉย ทิ้งให้วศีกัดฟันกรอด ๆ ด้วยความโกรธ และความโกรธนั้นก็พาลไปถึงปาหนันด้วย ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้น พี่บรรณไม่มีทางทำแบบนี้กับเธอแน่ ๆ
       วศีเดินหน้าหงิกเข้าไปหยุดยืนที่หน้าห้องเสื้อรพีพรรณ โดยมีอีชดคอยตามไปดูแลไม่ห่าง จากที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ เมื่อเห็นว่าที่หน้าห้องเสื้อรพีพรรณนั้นได้แปะภาพของปาหนันไว้เพื่อโฆษณาสินค้า วศีอยากจะเดินเข้าไปฉีกภาพนั้นออกเสียให้รู้แล้วรู้รอด 
       “อุ๊ย! นั่นมันภาพของสาวบางกอกคนนั้นนี่คะ” อีชดรีบบอกผู้เป็นนาย 
       วศีไม่ตอบอะไร พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไม่พอใจอย่างเต็มกำลัง แต่ดูเหมือนอีชดจะไม่หยุดตามประสาสาวใช้ปากมาก
       “แต่จะว่าไป นังนั่นก็สวยจริง ๆ นะคะ สวยกว่ารูปของคุณวศีที่เคยถ่ายให้ห้องเสื้อรพีพรรณอีกค่ะ” แม้จะพูดเรื่องจริง แต่หากพูดไม่ถูกที่ถูกเวลาก็หาได้น่าฟังไม่
       “อีชด! มึงจะไปไหนก็ไปเลย ก่อนจะถูกกูตบปากฉีก!” คนเป็นนายแว้ดใส่อย่างเหลืออด จนอีชดต้องเกาหัวแกรก ๆ เดินออกไปนั่งรอกับคนขับรถอย่างงง ๆ
       “กูพูดอะไรผิดวะนี่ ?”
       สักพักใหญ่กว่าที่บรรณจะกลับมาหาวศีที่ห้องเสื้อรพีพรรณ ชายหนุ่มต้องพยายามปรับอารมณ์อยู่หลายครั้งไม่ให้หงุดหงิดกับการกระทำของวศี หญิงสาวกำลังเป็นฟืนเป็นไฟ หากเขายิ่งเข้าไปเติมฟืนไฟจะยิ่งลุกไปกันใหญ่ วศียามปกติก็ร้ายพอตัวอยู่แล้ว หากยิ่งทำให้โกรธคงร้ายกว่ายามปกติหลายเท่านัก
       บรรณยังไม่ทันจะเปิดประตูห้องเสื้อรพีพรรณ สายตาก็เหลือบไปเห็นภาพของปาหนันที่แปะอยู่หน้ากระจก มันช่างเป็นภาพที่สวย...สวยเสียจนอดที่จะแอบมองไม่ได้ เขายืนจ้องภาพนั้นด้วยความพิศวาสราวกับถูกมนต์สะกด ความสวยของปาหนันคล้ายมีแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่ว่าใครเห็นเป็นต้องหลงใหล
       “ชอบมันมากสินะคะอีนังปาหนันเนี่ย” เสียงของวศีเอ่ยทักคู่หมั้นหนุ่มที่กำลังยืนจ้องภาพของสาวบางกอก บรรณสะดุ้งเฮือก รีบดึงตัวเองกลับสู่ความจริงที่โหดร้ายว่าสตรีข้างกายคือวศี...ไม่ใช่ปาหนัน
       “ก็บอกแล้วไงว่าพี่ไม่คิดอะไร เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะวศี” บรรณบอกอย่างเหนื่อยใจ แต่ดูเหมือนวศีจะไม่ยอมเลิกรา ฝ่ายชายหันหน้าหนี เจ้าหล่อนดึงตัวชายคนรักให้หันมาเผชิญหน้า
       “ไม่คิดอะไรแต่อยากคิดใช่ไหมล่ะ บอกมานะว่าพี่บรรณชอบอีนังปาหนันนั่นหรือเปล่า บอกมานะ!” สาวเจ้าทุบตีชายหนุ่มอย่างไม่สนสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา กระทั่งบรรณทนไม่ไหว จับร่างของวศีแล้วเหวี่ยงไปอีกทาง
       “พอสักที! ถ้ายังบ้าไม่มีเหตุผลแบบนี้อีก พี่จะถอนหมั้น!” สิ่งที่บรรณบอกทำเอาวศีกรีดร้องราวกับคนเสียสติ อีชดที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งเข้ามาประคองผู้เป็นนายให้เดินหนีไปอีกทาง
       “เป็นยังไงบ้างคะคุณวศีของอีชด”
       “กรี๊ดดดดดด...อีปาหนัน! กูเกลียดอีปาหนัน!”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น