อัปเดตล่าสุด 2018-09-23 10:13:05

ตอนที่ 10 คิดจะทำการใหญ่ใจต้องนิ่งสงบ...คิดจะฆ่าใครให้เป็นศพใจต้องเด็ดขาด!


       คืนวันเพ็ญมาเร็วกว่าที่รำพึงคาดคิด...
       หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ ผู้เป็นแม่ก็สั่งให้ปาหนันปิดบ้านปิดช่องให้มิดชิด คนเป็นลูกนึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นว่าแม่จะออกไปข้างนอกในยามวิกาล
       “นั่นแม่จะไปไหนจ๊ะ นี่มันมืดแล้วนะ” ปาหนันเก็บจานข้าวเตรียมตัวไปล้างพลางเอ่ยถาม
       “ฉันจะไปเก็บเห็ดในป่า ช่วงนี้เห็ดกำลังขายได้ราคาดี” คนเป็นแม่โป้ปดก่อนจะคว้าตะเกียงเจ้าพายุขึ้นมาถือไว้ เหน็บมีดพร้าไว้ที่บั้นเอว...มีดที่จะใช้สังหารเหยื่อรายแรก!
       “ถ้าอย่างนั้นฉันไปด้วยจ้ะ ช่วยกันเก็บจะได้รีบไปรีบกลับ ฉันไม่อยากให้แม่เข้าป่าคนเดียว มันอันตราย” ปาหนันลุกผึงขึ้น หมายจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะเข้าป่าไปเก็บเห็ดกับรำพึง แต่คนเป็นแม่ร้องห้ามแล้วเอ็ดเสียงเขียว
       “ไม่ต้องไป แกอยู่บ้านเตรียมข้าวของให้ฉันทำขนมพรุ่งนี้ ฉันไปคนเดียวคล่องตัวกว่า ถ้าแกไปด้วยต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลัง ที่สำคัญเดี๋ยวมีใครเห็นแกมากับฉันจะสงสัย อย่าลืมว่าตอนนี้แกไม่ใช่นังปาหนันคนเดิมแล้ว” รำพึงอ้าง ก่อนจะขยับผ้าคลุมศีรษะให้เข้าที่ ปาหนันรู้นิสัยแม่ดีว่าถ้าพูดคำไหนคำนั้น เธอจึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับแล้วบอกด้วยความเป็นห่วง
       “ถ้าอย่างนั้นแม่ระวังตัวด้วยนะจ๊ะ เมื่อเย็นฝนเพิ่งตก งูเงี้ยวเขี้ยวขอคงจะชุม”
       “ฉันไม่กลัวหรอกงูน่ะ ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรมัน มันก็ไม่ทำอะไรเรา คนต่างหากที่น่ากลัว ต่อให้เราไม่ได้ทำอะไรมัน แต่ถ้ามันเลวมันก็พร้อมจะทำร้ายเราได้อย่างไม่มีเหตุผล” รำพึงบอกแล้วกัดฟันกรอด ๆ เมื่อคิดถึงเรื่องราวในคืนนั้นที่เป็นดั่งตราบาปสลักลึกลงในจิตใจเสียแล้ว
       “แม่พูดเหมือนเคยมีใครทำร้ายแม่ ?” ปาหนันเอ่ยถามด้วยความฉงน ครั้นจ้องมองหน้ามารดาเพื่อเอาคำตอบ อีกฝ่ายก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน
       “ฉันก็พูดไปเรื่อย อย่ามาใส่ใจเลย แกก็ปิดบ้านให้มิดชิดแล้วก็เข้านอนซะ ไม่ต้องรอฉัน ฉันน่าจะกลับมาตอนใกล้ ๆ รุ่งสางนั่นแหละ” รำพึงสั่งลูกสาว ปาหนันรับคำ ก่อนจะมองแม่เดินถือตะเกียงเจ้าพายุฝ่าความมืดของรัตติกาลออกไป 
       ไม่รู้ทำไมใจคอของปาหนันไม่สู้ดีนัก มันเหมือนรู้สึกว่าแม่กำลังจะไปทำอะไรไม่ดี ทั้งที่แม่ก็แค่ออกไปเก็บเห็ดเหมือนที่เคยทำบ่อย ๆ
       นั่นสิ...ทำไม ?

       คิดจะทำการใหญ่ใจต้องนิ่งสงบ...คิดจะฆ่าใครให้เป็นศพใจต้องเด็ดขาด!
       มันไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งมาคิดอยากฆ่าพวกสารเลวนั่นหรอก แต่ครานี้ได้โอกาสที่รำพึงต้องทำ...ทำด้วยความเต็มใจอย่างที่สุด เป็นการทำบาปที่แสนหอมหวานเพียงแค่ได้นึกถึง แล้วนี่ถ้าได้ลงมือจะมีความสุขขนาดไหนหนอ คืนนี้ได้รู้กัน!
       ไอ้สารเลวสองตัวที่เป็นลูกสมุนของไอ้ทอง คนที่ร่วมกันข่มขืนรำพึงในคืนนั้น รำพึงสืบรู้มาว่าหนึ่งในสองคนนั้นด่วนขาดใจตายไปก่อนหลายปีแล้ว นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย คิดว่ามันคงพอมีบุญเก่าให้ตายไปก่อน เพราะถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ มันจะได้เจอกับความตายอันหฤหรรษ์ที่เธอจะหยิบยื่นให้แบบที่ ไอ้ประกิต กำลังจะเจอ!
       ไอ้ประกิตไม่ได้มีครอบครัว มันใช้ชีวิตอยู่ที่กระท่อมปลายนาของไอ้ทองซึ่งจ้างมันด้วยเศษเงินให้คอยเฝ้าไม่ให้ใครเข้ามาขโมยข้าว พบเจอมันได้ตามร้านยาดองในหมู่บ้านช่วงเย็น ๆ เมื่อมันก๊งยาดองจนเมาได้ที่ก็มักหอบขวดเหล้าขาวที่ซื้อจากร้านขายของชำกลับไปก๊งต่อคนเดียวที่กระท่อม เปิดวิทยุทรานซิสเตอร์เก่า ๆ เป็นเพื่อนแก้เหงา
       วันนี้มันจะไม่เหงาอีกแล้ว เพราะรำพึงกำลังจะส่งมันไปอยู่กับเพื่อนเก่าที่ชิงตายไปเสียก่อนในนรก!
นั่นไง...มันเดินมานั่นแล้ว
       ไอ้ประกิตเดินกอดขวดเหล้าโซซัดโซเซไปตามคันนา สายลมเย็นพัดจนทำให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงปลิวไสวเป็นระลอกคลื่น แสงจันทร์วันเพ็ญทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นของประกิตไม่แย่นัก แต่กระนั้นก็ยังเดินเกือบตกคันนาหลายต่อหลายครั้งด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์ที่อยู่ในร่างกาย
       เจ้าของบ้านถึงกับหรี่ตามองเมื่อเห็นแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุสว่างจ้าออกมาจากในกระท่อม เขามั่นใจว่าไม่ได้จุดตะเกียงทิ้งไว้ เพราะตอนที่ออกไปร้านยาดองในตลาดฟ้ายังไม่มืด ที่สำคัญเขาเคยเกือบถูกย่างสดเพราะตะเกียงล้มตอนที่เมามายไม่ได้สติ ดีที่มีคนมาช่วยไว้ได้ทัน หลังจากวันนั้นต่อให้เมาแค่ไหนเขาก็ไม่ลืมที่จะดับตะเกียงก่อนนอน หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่จุดตะเกียงมันเสียเลย...แล้วนั่นแสงตะเกียงของใครเล่า หรือว่าพี่ทองจะมาหาเขาเพื่อไหว้วานไปทำธุระให้แบบที่เคยเป็น
       แล้วสิ่งที่คาดเดาก็ผิด เพราะคนที่ประกิตเห็นนั้นเป็นสตรีนางหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงแคร่หน้ากระท่อม เจ้าของบ้านโซซัดโซเซเดินตรงไปเพ่งมองแล้วเอ่ยถาม
       “นั่นมาหาใครหรือ ?”
       สิ้นเสียงคำถาม รำพึงก็เปิดผ้าคลุมศีรษะออกแล้วชูตะเกียงเจ้าพายุในมือให้แสงสีเหลืองนวลส่องใบหน้าของตนให้เห็นชัด ๆ เธอยิ้มส่งให้ประกิตด้วยความเยือกเย็นก่อนจะเอ่ยทักเพื่อนเก่า...ไม่ใช่สิ ผัวเก่า!
       “กลับมาแล้วหรือจ๊ะพี่ประกิต” น้ำเสียงที่รำพึงใช้นั้นฟังดูหวานล้ำจนคนฟังต้องย่นคิ้วแล้วเพ่งมองอีกครั้ง ประกิตไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าสตรีที่มาหาเขาในยามวิกาลนั้นจะเป็นรำพึง คนที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งแต่คืนนั้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน
       “รำพึง!”
       “ใช่...ฉันเองจ้ะ ดีใจที่พี่ประกิตยังจำฉันได้” รำพึงกล่าวแล้วจ้องหน้าของอีกฝ่าย ที่กาลเวลาแปรเปลี่ยนให้ชายหนุ่มร่างกำยำวันนั้นกลายเป็นตาแก่ผอมแกร็น ผมที่ศีรษะกลายเป็นสีดอกเลาแทบจะทั้งหัว กลิ่นเหล้า
       ขาวลอยคลุ้งมากับสายลม ผสมกับกลิ่นสาปของชายแก่จนทำให้รำพึงต้องย่นจมูก
       “ลมอะไรหอบแม่รำพึงมาหาฉันถึงที่นี่ ?” ประกิตเอ่ยถามแล้วเดินเซไปทิ้งตัวนั่งลงตรงแคร่ข้างกายของรำพึง อีกฝ่ายเขยิบออกเล็กน้อย...ด้วยความรังเกียจ!
       “ลมแห่งความคิดถึงกระมังจ๊ะ” รำพึงบอกแล้วหัวเราะเสียงต่ำ ๆ ในลำคอก่อนจะพูดต่อ “ฉันได้ข่าวมาว่าพี่ประกิตอยู่กระท่อมปลายนาของไอ้ทองเพียงลำพัง และยังเจ็บออด ๆ แอด ๆ พอดีฉันผ่านมาเลยได้โอกาสเยี่ยมเยียนตามประสาคนเคยคุ้น นี่ซื้อเหล้าขาวมาฝากด้วย” ไม่พูดเปล่า รำพึงหันไปหยิบขวดเหล้าขาวที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาส่งให้เจ้าของบ้าน ประกิตตาเป็นมันเมื่อเห็นของโปรด รีบคว้าหมับเข้าทันทีอย่างไม่รีรอ
       “แหม...แม่รำพึงนี่รู้ใจฉันจริงเชียว เหล้ากำลังจะหมด เดี๋ยวอารมณ์มันไม่ต่อเนื่อง” อีกฝ่ายบอกแล้วหัวเราะชอบใจ กระดกเหล้าขาวในขวดเก่าที่มีติดก้นขวดขึ้นจนหมด ก่อนจะกระดกเหล้าขาวขวดใหม่ขึ้นตามลงไป พลันทำหน้าเหยเกแล้วยกขวดเหล้าขึ้นดูพลางเอ่ยถาม “เหล้ายี่ห้อนี้รสชาติพิกล” 
       แม้จะบอกแบบนั้นแต่ก็ยังกระดกเหล้าลงคอต่อ รำพึงยิ้มมุมปากแล้วพูดอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่ทำให้ประกิตถึงกับสำลักเหล้าขาวแล้วเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
       “จะไม่ให้แปลกได้อย่างไรเล่าจ๊ะ ก็ฉันผสมน้ำกรดลงไปด้วย!”
       ประกิตปล่อยขวดเหล้าขาวออกจากมือ ส่งผลให้ขวดหล่นกระแทกพื้นแตกเสียงดัง “เพล้ง!” ก่อนเริ่มรู้สึกแสบร้อนที่ลำคอคล้ายถูกจับกรอกน้ำร้อนที่เดือดจัด ความแสบร้อนเริ่มเคลื่อนที่ไปสู่กระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว ผู้ใกล้ถึงฆาตชี้หน้าของรำพึงแล้วพยายามเค้นเสียงออกมาก่นด่า
       “อีรำพึง มึง...มึง!”
       “โอ้...อย่าเพิ่งโวยวายจ้ะพี่ประกิต นี่แค่โหมโรง ยังไม่เริ่มเรื่องเลย ใจเย็น ๆ ก่อน อย่าเพิ่งรีบตาย!” พูดจบรำพึงก็ดึงมีดพร้าที่เสียบไว้ตรงบั้นเอวออกมาชูขึ้น โชว์ความวาบวับของคมมีดที่เธอนั่งฝนมาทั้งวันเพื่อการนี้โดยเฉพาะ!
       “มึงจะทำอะไรกูอีรำพึง!” ประกิตร้องโวยวายขณะพยายามกระเสือกกระสนจะคลานหนีจากมัจจุราชในคราบมนุษย์ รำพึงไม่ตอบอะไรหากแต่กระทืบไปที่หลังของประกิตจนอีกฝ่ายร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
       “โอ๊ย!”
       “เขาว่ากันว่าจะตีงูต้องตีให้ตาย แต่กูว่าตีตายมันก็ไม่สนุกน่ะสิ สู้ทรมานให้มันค่อย ๆ ตายดีกว่า ให้สาสมกับความชั่วที่มึงได้ทำไว้ ตายไปเจอยมบาลจะได้มีเรื่องไปคุยโวได้ว่าความเลวที่มึงมีก็เลวระยำไม่แพ้คนอื่น ๆ ที่กำลังใช้กรรมในนรกอเวจี!” รำพึงเสียงเหี้ยมโหด เจ้าหล่อนจัดการลากร่างของประกิตเข้ามาในกระท่อมแล้วค่อย ๆ ถอดกางเกงของอีกฝ่ายออก ผู้กำหนดกรรมยืนมองดูสิ่งที่เคยรุกล้ำเข้ามาในร่างกายของเธอแล้วแสยะยิ้ม...ด้วยความรังเกียจ
       “มึงจะทำอะไรอีรำพึง!”
       ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา รำพึงคร่อมร่างของประกิตแล้วใช้มีดพร้าปาดที่องคชาติของอีกฝ่าย เลือดเหม็น ๆ พุ่งพรวดออกมาพร้อมกับเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นั่นยังไม่สาแก่ใจ หญิงสาวใช้มืออีกข้างบีบเข้าที่แก้มของประกิตเพื่อให้เขาอ้าปากที่กำลังถูกน้ำกรดกัดกิน ก่อนจะยัด ‘องคชาติ’ ของมันเองเข้าปาก หากเป็นกายกรรมคงเป็นท่าที่พิลึกพิลั่น แต่นี่เป็นการฆาตกรรมมันจึงน่าขบขันมากกว่าจะตกตะลึง!
       อันที่จริงการฆ่าใครสักคนไปสังเวยแท่นศิลาแลงนั้น ไม่จำเป็นต้องทรมานให้เหยื่อทุรนทุรายเลย หากแต่ที่รำพึงทำกับประกิตนั้น ทำด้วยความแค้นส่วนตัวล้วน ๆ ใครไม่เคยถูกข่มขืนคงไม่เข้าใจ
       รำพึงยืนจังก้ามองร่างของประกิตที่ดิ้นพล่านด้วยความทรมาน ความสงสารไม่รู้เล็ดลอดมาจากดวงใจที่เคียดแค้นได้อย่างไร 
       “ทรมานมากไหมจ๊ะพี่ประกิต ?” เป็นคำถามที่เหมือนจะเป็นห่วงแต่แฝงความอำมหิตไว้ในน้ำเสียง คนถูกถามเบิกตาโพลงราวกับรู้ว่าคำถามของรำพึงนั้นเสมือนคำถามของมัจจุราชที่พร้อมจะปลิดชีพของเขาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ “มึงควรรู้ไว้ ว่าสิ่งที่มึงเจอนั้นไม่ได้เสี้ยวของความเจ็บปวดที่กูต้องเจอ เจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจมันทรมานยิ่งนัก มึงไม่รู้หรอกว่าการหลับตาแล้วต้องเห็นเรื่องราวคืนนั้นซ้ำ ๆ มันเป็นยังไง!” รำพึงแผดเสียงใส่ คนกำลังจะตายพยายามยกมือขึ้นหมายจะร้องขอชีวิตทั้งที่รู้ว่าคงไม่มีหวัง
       ประกิตเดาถูก...
       เพราะทันทีที่พูดจบ พร้าในมือของรำพึงก็ตรงเข้าปาดคอของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ประกิตตาเหลือก มือที่ประนมนั้นเปลี่ยนมาเป็นพยายามปิดบาดแผลที่ถูกเชือดโดนเส้นเลือดใหญ่จนเลือดสีแดงคล้ำพุ่งออกมาเป็นน้ำพุประหนึ่งประติมากรรมชั้นเยี่ยมที่รังสรรค์ได้ด้วยมือของเธอเอง...
       “ไม่ต้องอโหสิกรรมให้กูนะไอ้ประกิต เพราะกูก็ไม่อโหสิกรรมให้มึงเหมือนกัน!”
       รำพึงกล่าวก่อนจะเหวี่ยงพร้าในมือ...ครั้งแล้วครั้งเล่า!

       กลิ่นหอมของต้มอะไรสักอย่างเตะจมูกของปาหนันจนเจ้าหล่อนต้องเดินเข้ามาในครัว สิ่งที่พบคือหม้อใบหนึ่งตั้งอยู่บนเตาฟืน เครื่องต้มยำส่งกลิ่นหอมคลุ้ง ความเดือดนั้นดันให้ฝาหม้อเผยอจนเกือบจะหลุดออกจากตัวหม้อ ปาหนันรีบตรงเข้าไปยกหม้อต้มยำออกมาวางข้างเตา ก่อนจะเปิดมันออกพลางเอาทัพพีคนไปมาเพื่อดูว่าแม่ต้มยำอะไรทิ้งไว้
       “โอ้โห! ต้มยำเครื่องใน” ไม่ทันขาดคำ ปาหนันหยิบช้อนขึ้นมาตักน้ำต้มยำหมายที่จะลิ้มรส แต่ช้อนยังไม่ทันจะได้แตะลิ้น ก็ถูกมือของรำพึงปัดอย่างแรงจนช้อนกระเด็นไปอีกทาง
       “อย่ากินนะนังปาหนัน!” คนเป็นแม่ร้องห้ามเสียงหลง ปาหนันตกใจไม่น้อยที่เห็นแม่ของตนตะคอกเสียงดังจนผิดปกติ
       “ทำไมต้องเสียงดังด้วยจ๊ะแม่ บอกฉันดี ๆ ก็ได้ ฉันก็นึกว่าแม่ต้มไว้กินเลยจะชิมสักหน่อยเท่านั้นเอง”ปาหนันบอกเสียงอ่อย แอบน้อยใจลึก ๆ ที่มารดาหวงของกิน
       “ฉันต้มไว้ไปทำบุญที่วัด ของให้พระให้เจ้าเขาห้ามกิน เข้าใจไหม ? หรือแกอยากตกนรกตายไปเป็นเปรต ? ฮึนังปาหนัน!” คนเป็นแม่ขู่แล้วรีบยกหม้อต้มยำออกให้ห่างตัวลูกสาว คนเป็นลูกได้ยินเช่นนั้นก็หน้าเสียไม่น้อย
       “ฉันขอโทษจ้ะแม่ ฉันไม่รู้ว่าแม่จะทำไปทำบุญ แล้วนี่แม่ไปเอาเครื่องในมาจากไหนจ๊ะ กลิ่นคาวพิกล” ปาหนันเอ่ยถามเพราะรู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ แม้จะยังไม่ได้ชิมและมีกลิ่นเครื่องต้มยำกลบ ทว่ากลิ่นคาวก็ยังลอยตลบอบอวลอยู่ในครัว มันเป็นความรู้สึกชวนน้ำลายสอและชวนอาเจียนในคราเดียวกัน
       “ฉันจะเอามาจากไหนก็เรื่องของฉัน แกนี่เซ้าซี้เสียจริง เออ...แกมาก็ดี ช่วยฉันตักต้มยำใส่ปิ่นโตหน่อยสิ เสร็จแล้วเอาไปไว้ที่หาบขายขนม เดี๋ยวตอนฉันออกไปขายขนมจะได้แวะไปถวายพระท่านด้วยเลย...อ้อ เสร็จแล้วเอาหม้อใบนี้โยนทิ้งไปเลย ไม่ต้องเอากลับมาใช้อีก เข้าใจไหม ?” คนเป็นแม่สั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง เป็นคำสั่งที่ทำให้ปาหนันต้องสงสัยหนักขึ้นไปอีก
       “ทิ้งทำไมล่ะจ๊ะแม่ ? หม้อมันก็ยังดี ๆ อยู่ ถ้าแม่กลัวว่ามันจะเหม็นคาว เดี๋ยวฉันล้างสักสามสี่รอบก็หายแล้วจ้ะ”
       “เอ๊ะ! ฉันสั่งอะไรก็ทำแบบนั้น แกหัดเป็นคนขี้สงสัยตั้งแต่เมื่อไหร่นังปาหนัน แล้วอย่าให้ฉันเห็นหม้อใบนี้ในบ้านอีก ถ้าฉันเจอฉันจะเอาหม้อครอบหัวแกแล้วฟาดให้หลังลายเลย!” 
       คำขู่ของผู้เป็นแม่ยิ่งทำให้ปาหนันสงสัยไปกันใหญ่ แต่จำต้องเก็บความสงสัยนั้นไว้ต่อไป เพราะตราบใดที่แม่ไม่ตอบ เธอก็ไม่มีสิทธิ์คาดคั้น

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น