อัปเดตล่าสุด 2022-08-02 00:05:32

ตอนที่ 9 .. “ ไม่หมู่ก็จ่า ”

ซ่าส์...(สั่นๆ) - D2B

นิยาย แนว สืบสวนสอบสวน (Suspense) / Action

ตอนที่ 9 .. “ ไม่หมู่ก็จ่า ”

“เออ มาดามถามหาแม่พิมพ์แกเก็บไว้ใช่ไหม” แจงพยักหน้า

“พี่ขอด้วย ตอนนี้มาดามจะหยุดผลิตชั่วคราว”

  แจงเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายของเธอมา และหยิบแม่พิมพ์ทั้งหมด ส่งคืนให้กับโจ้

“ก็ดีเหมือนกันพี่ หนูเองตอนนี้ก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่า อันไหนจริงอันไหนปลอมแล้วเหมือนกัน หยุดบ้างก็น่าจะดี” พูดจบแจงก็เดินออกไปเลย

“อ้าวแล้วนั่นจะไปไหนหละ” แจงหันไปพูดกับพี่ชาย

“พักผ่อนสมองหนูบ้างซิพี่ นานๆจะมีวันได้พักสักทีตั้ง 7 วัน พี่จะให้หนูสวมหน้ากากตลอดทุกวันเลยเหรอ หนูไม่เอาหรอก หนูไปหละ บาย”

  จากนั้นจุ๊บแจงก็เดินไปที่มอเตอร์ไซด์คู่ชีพของเธอ และยกมือซ้ายให้โจ้โดยไม่หันไปมอง แล้วบิดทะยานรถไปเลยทันที โจ้ยืนยิ้มอยู่คนเดียว นานๆจะได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวเสียที จากนั้น โจ้ก็เดินทางกลับองค์กรลับ ของกงจักรทองทันที

----- ^^^^^ -----

  ดลหลังจากเลิกงานในช่วงสายๆ จะกลับเข้าไปทำงานอีกทีก็ช่วงดึก จึงมาเที่ยวเพื่อพักผ่อนเช่นกัน เขาเดินมาซื้อของที่ห้างแห่งหนึ่ง ก็เดินสวนกับจุ๊บแจงโดยบังเอิญ แต่เขาไม่รู้ว่านั่นคือหงส์ฟ้าปลอม จุ๊บแจงใช้แบ็งค์ปลอมรุ่นใหม่ออกจับจ่ายอยู่หลายร้าน จนทำให้เกิดการโกลาหลขึ้น หลายจุดทีเดียว แต่ก็หาต้นตอและจับมือใครดมไม่ได้ แจงรีบเดินหลบไปอีกทางเพื่อจะได้ไม่มีใครสงสัย

  หลังจากที่จุ๊บแจงเดินออกจากร้านนั้นทีร้านโน้นทีสนุกกับการจับจ่ายใช้สอยกับแบ็งค์เก๊ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า แบ็งค์ไหนคือแบ็งค์จริงและแบ็งค์ไหนคือแบ็งค์เก๊ ขณะที่ดลกำลังเพลินอยู่กับการยืนดูโทรทัศน์ขนาด 85” <แอลอีดี ทีวี 85" HISENSE (4K, Smart) 85A7G> หวังว่าอยากจะได้ไว้ที่ห้องพักสักเครื่องน่าจะดี

   แจงก็เดินชนเข้ากับดลแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ได้ดูหน้าดูหลัง จนเป้ของเธอหล่นลงกับพื้นและแบงค์ปลอมใหม่เอี่ยมปึกหนึ่งกระเด็นออกมา ดลมองเห็นอย่างชัดเจน

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ดิฉันต้องขอโทษด้วยที่ซุ่มซ่าม” และกล่าวคำขอโทษโดยเร็ว ดลส่ายหน้า และไม่ว่าอะไร

“ไม่เป็นไรครับ” ระหว่างนั้นเองร้านขายเครื่องสำอางร้านหนึ่งก็โวยวายขึ้นมาทันที แจงรีบเก็บของอย่างเร็ว ก่อนที่จะเดินหายไปจากตรงนั้น

“ช่วยด้วย แบ็งค์ปลอม มีคนใช้แบ็งค์ปลอมที่ร้านดิฉัน ใครๆ ช่างกล้าจริงๆ โอ๊ย ซวยจริงๆ นี่ขนาดป้องกันอย่างดีแล้วนะเนี่ย” ดลรีบวิ่งไปดู ลักษณะของแบ็งค์เหมือนกับปึกที่แจงทำหล่นและเก็บไปเมื่อกี้

 ดลจึงรีบวิ่งไปดูว่าแจงเดินไปทางไหน ไม่ทันเสียแล้ว แจงได้หายไปจากบริเวณนั้น ดลจึงรีบแสดงตัวให้กับเจ้าของร้านทันที และขอแบ็งค์ปลอมใบนั้นไปเป็นหลักฐานในการทำข่าวจำนวน 1 ใบ

“ผมเป็นนักข่าวนะครับ นี่ครับบัตรของผม ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาทผมขอ แบ็งค์ปลอมใบนี้ไปเป็นหลักฐานในการทำข่าวนะครับ” เจ้าของร้านไม่มีปัญหา เพราะถึงอยู่กับเธอ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

“ได้ค่ะ ฝากด้วยนะคะ เจ็บใจจริงๆ เจ๊งๆ ไม่เจ๊งวันนี้แล้วจะไปเจ็งวันไหน แบบนี้ต่อไปจะไม่รับเงินสดแล้ว”

        ดลรีบเดินออกไปนอกห้างทันที หวังว่าจะเจอผู้หญิงสาวงามคนนั้นอีก แต่ก็เหลว เพราะแจงได้กลมกลืนไปกับฝูงชนจนมองไม่ออกแล้ว ดลเจ็บใจมากที่พลาดท่าในครั้งนี้ เห็นการผิดสังเกตุเมื่อกี้ น่าจะจับตัวหญิงสาวนั้นไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่

***** +++++ *****

    เผด็จย้อนกลับไปบ้านของแจงที่เมืองนนท์อีกครั้งในช่วงค่ำ เพราะคิดว่าน่าจะมีหลักฐานอะไรหลงเหลืออยู่ เพื่อที่เขาจะได้เบาะแสเพิ่มเติมบ้าง คราวนี้เผด็จระวังตัวมากกว่าครั้งที่แล้ว จอดรถไว้ไม่ไกลจากบ้านของแจง เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์เหมือนครั้งที่แล้วอีก ขณะที่เผด็จกำลังหาสิ่งที่เขาต้องการนั้น แจงขับรถกลับเข้ามาพอดี เสียงรถดังเข้าไปถึงด้านใน แจงไม่คิดว่าเผด็จจะกล้าย้อนกลับมาเช่นกัน จึงไม่ได้ระมัดระวังตัวอะไร

“เธออยู่ที่นี่จริงๆด้วยเนตร คราวนี้ ฉันจะเอาคืนให้สาสมเลย ทำกับผัวได้ลงคอ เมียรัก”

   แจงเดินฮัมเพลงเข้ามา หมุนกุญแจเล่นอย่างมีความสุข พอเปิดประตูบ้านเข้ามา เผด็จก็ใช้มือซ้ายล๊อกคอจากข้างหลังทันที

“ว๊าย” แจงตกใจมากไม่นึกว่าจะมีใครกล้ามาทำอะไรกับเธอแบบนี้

“แกต้องการอะไร ถ้าจะปล้น แกมาผิดบ้านแล้วหละ ที่นี่ไม่มีอะไรให้แกเอาไปหรอก” แจงยังไม่รู้ว่าเป็นเผด็จ

“เมียจ๋า ครั้งที่แล้วทำผัวแสบมากเลยนะ ครั้งนี้พี่ต้องทำโทษ โทษฐานที่ทำรถของพี่พังเสียหาย” พูดจบเผด็จก็หอมแก้มซ้ายแจงทันที

“ไอ้บ้า นี่แกเองอีกแล้วเหรอ ไอ้แก่บ้า ไอ้โรคจิต ไอ้ ไอ้ ไม่รู้จะด่าแกว่ายังไงแล้วนะ หน้าด้านหน้าทน ใคร ใครเป็นเมียแก ฉันยังไม่เคยแต่งงาน แกจำคนผิดแล้ว ฉันว่าจะถามแกตั้งหลายครั้งแล้ว ใครกันชื่อเนตร ฉันเห็นแกเรียกฉันแบบนี้เสมอทุกครั้งที่เจอ” แจงเหวี่ยงคำถามไป

   เผด็จยังคงนึกว่าเนตรหัวได้รับการกระทบกระเทือนจึงไม่ได้ถือสาอะไร

“ตอนนี้เมียอาจจะยังจำผัวแบบพี่ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร”

   แจงพยายามที่จะหลุดจากการจับในตอนนี้ให้ได้ จึงเปลี่ยนแผนใหม่

“ถ้าฉันเป็นเมียแกจริง แกก็ปล่อยฉันก่อนซิ คนรักกันเค้าทำกันแบบนี้เหรอไอ้บ้า”

   แจงลองใช้ไม้นิ่ม

“ได้ ถ้าพี่ปล่อยหนูแล้วอย่าอาละวาด เหมือนครั้งที่แล้วอีกนะเมียจ๋า”

   เผด็จลองเชื่อใจแจงดูสักครั้ง แล้วเผด็จก็ปล่อยแจง แจงพอเป็นอิสระ ก็รีบวิ่งเข้าห้องนอนหมายจะปิดล๊อคไม่ให้เผด็จเข้าไป แต่เธอช้ากว่าเผด็จ พอแจงก้าวขาวิ่ง เผด็จก็วิ่งไปกั้นประตูห้องนอนทันที

“นั่นไงไม่ทันไร ก็จะขี้โกงพี่แล้ว ทำไมนะ เราจะมาพูดกันดีๆไม่ได้บ้างเชียวเหรอเนตร”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ชื่อเนตร เอ้า เอาบัตรประชาชนไปดู” แจงไม่รู้จะทำยังไงแล้วยื่นบัตรไปให้เผด็จ

 ขณะที่เผด็จเผลอไม่ทันระวังตัว เพราะมัวแต่ดูบัตรประชาชน แจงก็รีบดึงมือกลับและผลักเผด็จหงายหลังออกไปจากตัวเธออย่างแรง จังหวะนั้น แจงรีบชักปืนขึ้นมากระหน่ำยิงเผด็จอย่างไม่สนใจแล้วว่ากี่นัด

 เผด็จกระโดดหลบแทบไม่ทัน แจงได้โอกาสจึงรีบวิ่งลงบ้านไปที่รถมอเตอร์ไซด์ของเธอ แล้วรีบขับออกไปทันที เผด็จวิ่งตามลงไป และรีบวิ่งไปที่รถของตัวเองแล้วขับตามแจงไปอย่างติดๆเช่นกัน

 เผด็จเปิดเครื่องเล่นตัวใหม่ทันที ลองใช้ดู เล็งไปที่ท้ายรถของแจงแล้วยิงเครื่องติดตามนั้น ไปติดอยู่ที่ใต้บังโกรนด้านในทันที แล้วเปิดสัญญานหน้าจอดูว่าแจงไปทางไหน เมื่อเผด็จเปิดปุ๊บ สัญญานมันก็ไปดังที่เครื่องของเนเน่ด้วยทันที เพราะมันใช้สัญญานคลื่นเดียวกัน เนเน่เมื่อได้ยินเสียงปิ๊บๆๆๆ ก็รีบเปิดโทรศัพท์ของเธอทันที

“นี่มันสัญญานเครื่องติดตามของพ่อนี่ Sure แสดงว่าพ่ออยู่ที่นี่จริงๆ”

   โชคดีที่เนเน่เลิกงานพอดี จึงรีบขับรถตามสัญญานนั้นไปทันที เพราะอยากจะรู้ว่าสัญญานนี้จะนำทางให้ไปพบกับใครกันแน่

<<<<< ----- >>>>>

   ทับทิมแปลกใจมากที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น จึงเอ๊ะใจว่า ถ้าเผด็จกับปูนแอบเป็นชู้กันจริงๆ แล้วใครกันที่อยู่ที่เกาะ เผด็จคนเดียว ไม่สามารถอยู่สองที่ในเวลาเดียวกันได้อย่างแน่นอน จึงรีบโทรกลับไปหาเพ็ญอีกครั้ง

  ไม่หมู่ก็จ่าหละทีนี้ กับลางสังหรณ์ของทับทิม

“ไอ้เพ็ญ ยังไม่ต้องถามอะไรฉันทั้งสิ้นนะ ฉันข้องใจ แกรีบไปดูอาเด็จผัวแกที่ว่าอยู่ในกระท่อมหลังนั้นด่วน ไปดูให้เห็นว่าเป็นใครกันแน่ เร็วรีบไปตอนนี้เลย”

   ทับทิมรีบบอก

“ก่อนที่เขาจะไหวตัวทัน ไป แล้วรีบโทรบอกฉันด้วย”

 เพ็ญได้ฟังดังนั้น ไม่รู้ว่าทับทิมต้องการที่จะรู้อะไร แต่ก็ยอมทำตามที่เพื่อนต้องการ

“ได้ เดี๋ยวฉันโทรกลับ”

 เพ็ญรีบวิ่งไปดูผัวตัวเอง ที่นอนเมาเหล้ากลิ้งไปกลิ้งมาที่กระท่อมหลังนั้น ถือไฟฉายขนาดเล็กและปืนสั้นไปด้วย เนื่องจากคนที่อยู่แทนเผด็จนั้น ไม่ได้ตั้งตัว ไม่นึกว่าเพ็ญจะบุกมาแบบนี้จึงไม่ทันตั้งตัว ถอดหน้ากากยางออกแล้วเข้าไปอาบน้ำ เพ็ญค่อยๆย่องๆขึ้นมาอย่างเงียบๆ ใช้ไฟฉายส่องเพื่อดูทางและค่อยๆใช้กุญแจไขลูกบิดเข้าไปในห้องนอน คนที่อยู่แทนเผด็จกำลังอาบน้ำอยู่อย่างเพลินใจพร้อมกับร้องเพลงอย่างเสียงดังแบบสบายใจ

 เพ็ญฉายไฟไปมา เห็นหน้ากากยางอันหนึ่งวางอยู่บนที่นอน มองดูใกล้ๆมันคล้ายกับเผด็จผัวตัวเองมาก เพ็ญกำลังจะเอื้อมมือจับหน้ากากยางนั้นขึ้นมาดู ไม่นานคนนั้นพออาบน้ำเสร็จก็เปิดประตูออกมา แต่งตัวเสร็จในห้องน้ำอย่างดี ใส่ชุดกางเกงนอนขาสั้นแบบสบายๆ เพ็ญถอยหลังหลบข้างเตียง เท้าข้างหนึ่งไปโดนโต๊ะที่ตั้งอยู่ กระป๋องแป้งเย็นกระป๋องหนึ่งเข้า กระป๋องแป้งเลยหล่นลงมาเสียงดังลั่น

“ใครอยู่ตรงนั้นหนะ” คนที่มาแทนเผด็จ ตะโกนถามไป แล้วรีบวิ่งไปเปิดไฟใหญ่ พร้อมกับหยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ติดมือไปด้วย

“แกเป็นใคร ทำไมถึงปลอมตัวมาเป็นผัวฉัน”

  เพ็ญชูปืนถามไป แต่ไม่ทันได้ฟังคำตอบ ชายคนนั้นรีบกระโจนหนีทางหน้าต่างทันที เพ็ญยิงตามไปไม่นับ วิ่งไปดูที่หน้าต่าง เนื่องจากมันมืดจึงมองไม่เห็นอะไรเลย จึงต่อสายไปหาทับทิมทันที

“ไม่ใช่อาเด็จจริงๆอย่างที่แกคิดหวะ ตัวปลอม ฉันเจอหน้ากากยาง แสดงว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉันถูกผัวหลอกมาตลอดเลยเหรอนี่” เพ็ญกับทับทิมได้คำตอบที่แคลงใจมานานแล้วพร้อมกัน จึงเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น

“ขอบใจมากเพ็ญ แค่นี้แหละ ขอบใจมาก”

   แล้วทับทิมก็วางสาย และคิดอะไรในใจสักอย่าง

“ทำไมอาเด็จต้องทำแบบนี้นะ” ลูกน้องของเผด็จที่ปลอมตัวมาอยู่แทน หลบอยู่ในพุ่มไม้ที่ปลอดภัย รีบโทรรายงานเผด็จทันที ขณะนั้นเผด็จกำลังขับรถไล่ตามแจงอยู่อย่างไม่ลดละด้วย

“นาย แผนแตกแล้ว คุณเพ็ญย่องมาแบบกระทันผมหนีแทบไม่ทัน จะเอายังไงต่อครับ”

“พรุ่งนี้เช้าแกรีบกลับมาสมทบกับภณที่ Save House ก่อนเลยแล้วกัน ทางนั้นปล่อยมัน ตอนนี้ฉันกำลังต้องการคนช่วย เงินเดินทางฉันโอนให้แล้วนะพรุ่งนี้รีบจับเครื่องบินกลับได้เลย ส่วนคืนนี้แกก็หาทางช่วยตัวเองไปก่อน แค่นี้นะ”

   ลูกน้องเข้าใจ “ไม่เป็นไรครับ นาย ผมเข้าใจ เรื่องแค่นี้สบายมาก ผมมีที่หลบ แล้วเจอกันที่ กทม.ครับ”

  หลังจากที่วางสายกับเผด็จ คนนั้นก็รีบวิ่งไปยังที่ซ่อนตัวอีกแห่งหนึ่งที่เตรียมเอาไว้ กลับไปยังบังกะโลหลังนั้นไม่ได้อีกแล้ว เพราะเพ็ญยังคงยืนคุมเชิงตรวจสอบอะไรบางอย่างอยู่ เพ็ญหยิบหน้ากากยางหน้าเผด็จขึ้นมาดูและบ่นออกมา

“อาเต๋า อากำลังทำอะไรของอาอยู่นะ ถึงกับต้องลงทุนหาคนมาปลอมแบบนี้ ฉันต้องรู้ให้ได้”

  เพ็ญถือหน้ากากยางติดมือไปด้วย และเดินกลับขึ้นบ้านไป ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดี เปิดเครื่อง Pc พร้อมกับเปิด Internet ลอง Search หาข่าวที่เกิดขึ้นในรอบสองเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่เธอไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มานานแล้ว และเธอก็ไปสะดุดกับข่าวที่คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตผัวเธอ

“ข่าวดังในรอบ 3 ปี หงส์ฟ้า คนเก่งในทีมพญายม ยังไม่ตาย มีชีวิตออกมาอาละวาดสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมไทย” แล้วเพ็ญก็เลื่อนไปอีก

“ข่าวการระบาดของแบ็งค์ปลอมที่กำลังกระจายอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ มีทั้งแบ็งค์ 100,500 และ 1,000 บาท” และลองเลื่อนไปอีก

“ข่าวการค้ากาม เด็กสาววัยรุ่นอายุประมาณ 14-16 หายตัวไปอย่างลึกลับจำนวนมาก พบว่าถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศ โชคดีที่มีเหยื่อในครั้งนี้ หลุดลอดจากการส่งออกได้ถึงสองคน.. นี่มันอะไรกันเนี่ย แค่ฉันไม่เปิดหู เปิดตา รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอก โอยๆ มิน่าหละ”

  เพ็ญนั่งก้นไม่ติดแล้ว รีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ กทม.ด่วน อย่างไวที่สุด รีบเรียกคนรับใช้ และพี่เลี้ยงเด็ก ให้จัดกระเป๋าให้กับลูกชายตัวเองทันที

“ไม่ต้องถาม พรุ่งนี้เช้า ฉันจะกลับ กรุงเทพ”

   คำสั่งสายฟ้าแล่บทุกคนรีบทำตามทันที

\\ +++++ \\

   เนเน่ขับรถมาตามสัญญานที่ปรากฏ

“พ่ออยู่ไหนเนี่ย ถ้าสัญญานนี้พ่อเป็นคนเปิด เราต้องเจอพ่อแล้วซิ”

   ไม่นานเนเน่ก็เจอเข้ากับแจงโดยไม่คาดคิด

“นี่สัญญานมันมาจากรถคันนั้นนี่ เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ใส่ชุดดำทมึนแบบนั้น หมวกปิดขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่พ่อ ก็ช่างหัวมัน ลองพ่อเปิดสัญญานตาม ก็แสดงว่ามันต้องผิดปกติแน่”

   เนเน่ขับรถเข้าไปประกบชิดทันที แจงหันหน้าไปดูว่าใครกันที่ขับรถมาคู่กับเธอ หมวดกันน๊อคดำเหมือนกัน เนเน่ทำมือให้เธอจอด แต่แจงจะจอดทำไมหละ จอดก็โง่นะซิ ยิ่งทำให้แจงบิดหนีทันที เนเน่รีบตบเกียร์ตามแบบไม่ลดละ เผด็จตามมาอยู่ห่างๆ

“ใครวะหนะรถมันคุ้นๆ ไอ้เน่นี่หว่ารถคันนี้ฉันซื้อให้มันเอง มาทำไมวะ ยุ่งแล้ว”

   เผด็จรีบขับตามไปอย่างไม่ลดละเช่นกัน

“ไอ้เน่ ยุ่งอีกแล้วแก แผนฉันเสียหมด เอาวะ มาถึงขึ้นนี้แล้ว ไม่หมู่ก็จ่าหละวะ เอาไงเอากัน แต่อย่าพึ่งเกิดเรื่องใหญ่เลยนะ ถ้าจะไม่ค่อยดีหละมั้งงานนี้”

   ตอนนี้แจงขับรถหนีเนเน่ เนเน่ก็ตามแบบไม่ลดละ จนออกนอกเมือง เผด็จยังคงขับตามทั้งสองคนไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าแจงจะบิดหนีไปถึงไหนกันแน่ ยังไงก็ต้องตามให้ถึงที่สุด ไม่นานแจงก็ขับรถมาถึงองค์พระที่พุทธมณฑลสาย 4 แจงจอดรถใกล้บึงน้ำข้างทาง ถอดหมวกกันน๊อคออก และตะโกนถามเนเน่

“แกตามฉันมาทำไม” เนเน่ถอดหมวกกันน๊อคเช่นกัน แล้วเดินออกมาจากรถมายืนตะหง่านปนะจัญหน้ากับแจง

  แสงจันทร์สาดส่องมาเป็นระยะๆ จนเนเน่เห็นหน้าแจงอย่างชัดเจน และเผลอหลุดปากออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“แม่” แจงงงมากที่เห็น เนเน่กล่าวเช่นนั้น

“แม่เม่อที่ไหน ฉันยังไม่ได้แต่งงาน”

 เนเน่ค่อยๆเดินเข้าไปหาแจงใกล้ๆ และเดินรอบตัวแจงอย่างช้าๆ มองทุกสัดส่วน ยังไงก็ใช่ แต่ทำไมถึงบอกว่าไม่ใช่

“แม่ แม่จำ หนูไม่ได้เหรอ หนูเนเน่ ลูกสาวแม่ไง” คือตอนที่ใส่หน้ากากกับถอดออก ความรู้สึกมันต่างกัน

  หน้ากากใครที่ไหนก็ใส่ได้ แต่หน้าสดๆแบบนี้คงยากที่จะปลอมแปลง ถ้าไม่ได้สังเกตุแบบจริงจังจริงๆ แต่เนเน่มองแล้ว ยังไงก็ไม่ใช่หน้ากากยาง ไม่หมู่ก็จ่าหละวะทีนี้ เนเน่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้เป็นใครกันแน่ แม่ที่ความจำเสื่อมหรือคนหน้าเหมือนกันแน่ เนเน่ลองคิดกลับกันถ้าไม่ใช่แม่เนตร แล้วเธอเป็นใคร ทำไมหน้าตาถึงได้เหมือนกันยังกะแกะ ยังกะฝาแฝด

“แม่ไม่มีฝาแฝดนี่ นอกจากจะความจำเสื่อม”

“จะมองอีกนานไหมนังหนู ถ้าไม่มีอะไรฉันขอตัว” แจงเดินไปที่รถ เนเน่เรียกไว้

“เดี๋ยว” แจงหันไปมองหน้าเนเน่

“อะไร ตื้อจริงโว๊ย คนยิ่งมีธุระ”

 เนเน่มองไปที่รถมอเตอร์ไซด์ยิ่งมอง ก็ยิ่งนึกว่าเคยเห็นรถคันนี้ที่ไหนมาก่อน มันดูคุ้นตามาก

“เรียกแล้วไม่พูด น่าเบื่อ น่ารำคาญ เสียเวลาจริงๆ”

   แจงไม่สนใจรีบขึ้นรถแล้วสตาร์ททันที

“ฉันนึกออกแล้ว แกนั่นเอง อีหงส์ฟ้าปลอม ฉันจำแกได้แล้ว แกไม่ใช่แม่ฉัน แกบังอาจมากที่ปลอมตัวมาเป็นแม่” เนเน่ชี้หน้าแจง

“อีเด็กเวร คนที่ใส่หน้ากากก็คือแกนี่เอง ที่คอยตามจองล้างจองผลาญฉันมาตลอด” แจงจำได้เช่นกัน

“อย่าอยู่เลยมึง” แจงไม่ฟังเสียง ชักปืนขึ้นมาแล้วยิงเนเน่ไม่นับ เนเน่วิ่งหลบแทบไม่ทัน จากนั้นแจงรีบบิดรถออกไปเลยทันทีขณะที่เนเน่กำลังเผลอ

“เอาแล้วไง จนได้” เผด็จแอบดูอยู่ห่างๆ รีบบิดรถตามแจงทันที เผด็จรีบปิดสัญญานเพราะเข้าใจว่าที่เนเน่ตามมาได้ก็เพราะสัญญานจากเครื่องนี้นี่เอง

“นี่แสดงว่าไอ้เน่มันใช้เครื่องสัญญานจิ๋วพิเศษด้วยเหรอนี่ มันเอามาจากไหน เราไม่ได้ให้มันไว้ใช้นี่หว่า” เนเน่วิ่งไปที่รถ สตาร์ทรถแล้วมองไปที่มือถือ

“อ้าวติดซิ สัญญานหายไปไหนแล้วหละ โธ่โว๊ย จะปิดเครื่องทำไมเนี่ย เจ็บใจชะมัด พ่อนะพ่อ จำไว้เลย อย่าให้หนูเจอตัวก็แล้วกัน น่าดู พ่อก็พ่อเถอะ อย่าคิดว่าหนูไม่กล้าโกรธพ่อนะ ทำแสบจริงๆ”

 เผด็จขับตามแจงไปติดๆ แจงรู้สึกได้ว่ายังมีคนตามเธออยู่อีก เธอสังเกตุจากกระจกมองหลัง มองไปมองมา มีจริงๆเธอไปทางไหน คันนั้นก็ตามไปทางเดียวกัน แจงตัดใจเลี้ยวเข้าสาย 3 ฝั่งศาลาธรรมสพน์ทันที เผด็จขับรีบตาม คิดว่าแจงคงรู้ตัวแล้ว แจงตีซ้ายเลี้ยวเข้าถนนเส้นศาลาธรรมสพน์ ที่เป็นทางลัดระหว่างศาลายากับสาย 2

  แจงขับมาถึง 3 แยก แล้วเลี้ยวขวาขับข้ามทางรถไฟที่เป็นทางแบ่งเขตระหว่าง กทม.กับเมืองนนท์ พอลงสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ทางจะเป็นสามแพร่งเยื้องๆกัน ถ้าคนที่ไม่เคยมาจะงงว่าจะออกทางไหนได้บ้าง

 โชคยังเป็นของแจงอยู่ในวันนี้ พอแจงข้ามทางรถไฟไปแล้ว รถไฟมาพอดี เผด็จจึงไม่สามารถตามแจงได้ทัน เผด็จก็ได้แต่มอง สายตาจับจ้องแต่ด้านหน้า พอรถไฟไปหมดที่กั้นเปิดออก ปรากฏว่าแจงได้หายไปเสียแล้ว

  เผด็จขับรถมาหยุดอยู่ที่ทางแยก 3 แพร่งนั้น ไม่รู้ว่าแจงไปทางไหน จะเปิดสัญญานตามก็คงทำอะไรไม่ได้เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังมีงานที่ต้องสะสางอีก “เจ็บใจจริงๆ ถือว่าเธอดวงดีนะเนตร หลบได้หลบไป”

  แล้วเผด็จก็เลี้ยวขวาขับรถกลับที่พักทันที..แจงหลังจากที่หลุดจากการติดตามของเผด็จ เมื่อมองดูจากกระจกหลังแล้วว่าปลอดภัย จึงหาที่สว่างๆแล้วจอดรถ เธอคิดว่ามันต้องมีอะไรที่ผิดปกติแน่ ไม่งั้นเนเน่กับเผด็จจะตามเธอมาได้ยังไง แจงเดินสำรวจรอบรถของเธอ ก้มดูทั้งหน้าและหลังอย่างคร่าวๆ ครั้งแรกหาไม่เจอ แจงยืนคิดและใช้สติอยู่พักใหญ่ สักพักไฟข้างทางดวงนั้นเกิดดับๆติดๆขึ้นมาและดับไป ตรงนั้นเลยมืด แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นมา กลับเป็นแสงแดงๆวาบๆขึ้นมาแทน โผล่มาจากใต้บังโกรนใต้เบาะของเธอ แจงจึงเดินตรงไปนั่นแล้วเอามือล้วงเข้าไปดึงมันออกมา

“อย่างนี้นี่เอง มิน่าหละ ถึงรู้ตำแหน่งว่าฉันอยู่ที่ไหน ไอ้แก่ ต้องเป็นแกอย่างแน่นอน ไม่ว่าแกจะแอบมาติดไว้ตอนไหน ฉันจะเอาคืนให้ถึงที่สุด”

   ในทีแรกแจงคิดจะปาเครื่องตามสัญญานนั้นทิ้ง ไปไปมามา เปลี่ยนใจ

“อยากตามฉันนักใช่ไหมไอ้แก่ ได้ เรามาเล่นเกมส์กัน ว่าแกกับฉัน ใครจะชนะ มาลองดูกันสักตั้ง ไม่หมู่ก็จ่าหละวะเกมส์นี้ เจอกัน”

  คิดได้ดังนั้น แจงก็เก็บเครื่องตามสัญญานไว้กับตัวทันที แล้วรีบขับรถไปยังที่หลบภัยอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ใช่บ้านที่เมืองนนท์หลังเดิมอีกแล้ว เพราะที่นั่น มันไม่ปลอดภัย

>>>>> ***** <<<<<

  รุ่งเช้าวันใหม่ (30 พ.ค.) เพ็ญและลูกพร้อมผู้ติดตาม ก็เดินทางออกมาจากรีสอร์ททันที คนสนิทของเผด็จก็เช่นกัน ขึ้นเรือออกมาพร้อมกัน คนสนิทต้องพรางตัวกลัวเพ็ญจับได้ พอขึ้นฝั่งแล้ว ก็เดินทางกลับต่างกัน คณะของเพ็ญขึ้นเครื่องบิน ส่วนลูกน้องเผด็จขึ้นรถทัวส์ ไม่อยากให้เป็นที่สังเกตุและเป้านิ่งของใครบางคน ตามที่เผด็จแจ้งมา ระหว่างให้สืบข่าวเรื่องของมังกรดำด้วย จึงทำให้การเดินทางต้องล่าช้าไปนิดหน่อย

  ประมาณเที่ยง เพ็ญและคณะก็กลับมาถึงบ้านพ่อของเธอที่กทม. เชี่ยวแปลกใจมากที่เพ็ญกลับมาแบบหน้าตายุ่งๆ ด้วยความเป็นห่วงจึงรีบถามทันที เพราะไม่เคยเห็นลูกสาวเป็นแบบนี้มาก่อน

“เกิดอะไรขึ้นหรือลูกทำไมถึงหอบกระเป๋าเสื้อผ้ากลับมาแบบนี้ บอกพ่อได้ไหม”

“อาเด็จมาหาพ่อบ้างไหม” เชี่ยวส่ายหัว

“มีอะไรกับมันเหรอ” ป้าแม้นแม่นมของเพ็ญเดินกลับเข้ามาจากตลาดพอดี

“ยัยเพ็ญ โอ๋ คนดีของนม” แม้นเดินมากอดและหอมแก้มเพ็ญ

“คุณย่าขา หนูคิดถึงคุณย่ามากๆเลยค่ะ” เพ็ญไม่ลืมที่จะเก็บอาการ

“หนูก็คิดถึงพ่อด้วยนะจ๊ะ ดูทำหน้าเข้าซิ”

 เพื่อไม่ให้ทุกคนมองดูแล้วเป็นการผิดสังเกตุ กลัวแผนจะเสีย จึงต้องทำเป็นร่าเริงไว้ก่อน

“นมก็เหมือนกัน ว่าแต่กลับมาครั้งนี้จะอยู่นานไหม”

   เพ็ญพยักหน้า แม้นดีใจมากที่เพ็ญตอบแบบนั้น

“ว่าไงลูก ถามถึงไอ้เต๋ามันทำไม เอ้อ เมื่อต้นเดือนเจ้าเน่มันก็มาถามหาพ่อมันที่นี่เหมือนกัน เจอกันไหมหละ รู้สึกว่ามันจะตามไปที่เกาะด้วยนะ ตกลงมันมีอะไรเหรอ พอจะบอกพ่อได้ไหม”

   เพ็ญกำลังจะตอบพ่อ นมแม้นเดินเข้ามาขัดจังหวะพอดี

“มาทานอะไรกันก่อนมาค่ะ เดินทางมาถึงเหนื่อยๆ”

“เอาไว้ทีหลังนะพ่อ หนูไม่อยากให้คุณย่ารู้เรื่องพวกนี้ ขอตัวก่อน แล้วหนูจะเล่าให้พ่อฟังคราวหลังเอง หนูขอตัวไปดูลูกก่อน..ไปแล้วค่ะคุณย่า” แล้วเพ็ญก็เดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนตัวเอง จากนั้นก็โทรไปหาทับทิมทันที

“ฉันมาถึงแล้วนะแก” ทับทิมรับสาย แล้วก็นัดเจอกับเพ็ญทันที

“ดี แล้วแกเอาหน้ากากยางนั้นมาด้วยหรือเปล่า”

   ทับทิมไม่ลืมที่จะถามหาหลักฐาน

“เอามา แล้วเจอกัน” หลังจากวางสาย เพ็ญก็หันไปดูลูกชาย และสั่งพี่เลี้ยงเด็ก

“จำไว้นะ ถ้าใครถามถึงฉัน บอกไม่รู้ไม่เห็น ถ้าใครโทรมา บอกว่าฉันไม่ได้อยู่ที่นี่เข้าใจไหม โดยเฉพาะผัวฉัน เข้าใจไหมเนี่ย” พี่เลี้ยงเด็กพยักหน้ารับคำสั่ง

“เข้าใจค่ะคุณผู้หญิง” เพ็ญสั่งกำชับพี่เลี้ยงเด็กคนนั้น

“ดี เอ้านี่รางวัลฉันให้ ดูแลลูกฉันให้ดี ฉันจะออกไปธุระข้างนอก ถ้าพ่อฉันถาม ก็ไม่ต้องบอกอะไรมาก ไม่รู้อย่างเดียวพอ ตามนี้นะ ฉันไปหละ รีบไปรีบมา ถ้าน้องร้องก็นี่ นม ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว”

  หลังจากสั่งงานพี่เลี้ยงจบ เพ็ญก็รีบขับรถออกจากบ้านไปเลยทันที เชี่ยวยังสับสนว่า เพ็ญกลับมาคราวนี้ มีเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ดูลุกลี้ลุกลน ซึ่งต่างจากครั้งก่อนๆมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเพ็ญไม่บอก

***** >>><<< *****

   ดลรีบหาเบาะแสเรื่องของแบ็งค์ปลอมต่อ ว่ามันหลุดและกระจายไปที่ใดบ้างในตอนนี้ เขาจึงพยายามที่จะทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะให้สังคมและเศรษฐกิจสงบสุข โดยเบื้องต้น ได้ปรึกษากับเบิ้มว่า ควรจะออกข่าวเพื่อลวงให้คนที่ใช้แบ็งค์พวกนั้นปรากฏกาย และออกมาจากแหล่งที่ซ่อนในเร็ววัน เพื่อดูว่าแบ็งค์พวกนี้มีอยู่มากเท่าใด

“พี่เบิ้มพี่ว่าดีไหม ออกข่าวแบบนี้ไป เพื่อลวงให้พวกนั้นเสียขวัญ ตอนนี้ผมกำลังประสานงานกับตำรวจคนหนึ่งอยู่ ถ้าเราออกข่าวไป อย่างน้อยก็ทำพวกนั้นเต้นได้บ้างหละ พี่ว่าดีไหม งานนี้ไม่หมู่ก็จ่าหละ อย่างน้อย เราจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดเราทำ มันมาถูกทาง” ดลมั่นใจในแผนนี้

“ได้ ฉันจะนำเสนอข่าวให้เลยคืนนี้” เบิ้มเอาด้วย

“ขอบใจมากที่แก ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนแบบนี้ ฉันมองแกไม่ผิดเลยหวะไอ้ดล ขอบใจมากนะไอ้น้อง”

***** ----- *****

  เพ็ญกับทับทิม แอบมาพบกันที่ร้านกาแฟในห้างแห่งหนึ่ง เนเน่ออกมาหาข่าวของหงส์ฟ้าปลอมและเด็กสาวที่หายไป เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดจึงทำตัวแบบสบายๆชิว ขณะที่เธอกำลังเดินปล่อยตัวตามสบายอยู่นั้น สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นเพ็ญนั่งคุยกับใครคนหนึ่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งนั้น

   เนื่องจากมีสิ่งของบังอยู่จึงมองอีกคนไม่ชัด เลยพลางตัวเข้าไปนั่งฟังแบบใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้

“นั่นแม่เพ็ญนี่ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง กลับมาจากเกาะแล้วเหรอ แล้วนั่นใครไม่ได้การ ต้องขอเผือกสักหน่อยแล้วหละ”

 เนเน่เข้ามาในร้าน และหาที่นั่งแบบใกล้ที่สุด สั่งกาแฟมา 1 แก้วเป็นการอำพรางไปในตัว และดึงเครื่องช่วยฟังออกมาช่วย เพื่อที่จะได้ยินเสียงชัดที่สุด

“นี่ฉันได้มาแล้ว นี่ไงหน้ากากยางที่แกสงสัย เจ็บใจจริงๆ ไม่น่าทำกันได้ ผัวนะผัว ไม่ดูลูกไม่ดูแลกันฉันไม่ว่า นี่อะไร แอบไปทำงานเสี่ยงอีกแล้ว เคยรับปากฉันตั้งหลายครั้ง ฉันก็เชื่อ ล่าสุดทำตัวเป็นขี้เมา ตาแก่หยำเป หลอกกันได้ เจ็บใจจริงๆ”

“ฉันบอกแกแล้วเพ็ญ ฉันเคยเตือนแกไปหลายครั้งแล้ว แกก็ไม่เชื่อฉัน ถ้าจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ก็อย่าหวังที่ผัวแกจะรับเลย อาเด็จหนะไว้ใจไม่ได้ ผัวแกมันไม่ซื่อ กะล่อนยังกะอะไรดี เรื่องที่แอบมีอะไรกับไอ้ปูนก็คงจะจริง ไม่รู้ว่าแอบกลับไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่” ทับทิมหละหัวเสียเลยเมื่อเจอหลักฐานแบบนี้เข้า

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันต้องหาเวลาคุยกับไอ้ปูนมันแล้วหละ ทำอย่างนี้ได้ยังไง ผัวเพื่อนแท้ๆ ยังกล้า นี่แสดงว่า มันไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนแล้วหละมั้ง”

   เพ็ญทำหน้าไม่พอใจเมื่อพูดถึงปูน

“ไอ้เพ็ญ แกอย่าลืมนะว่าไอ้ปูนมันไม่ชอบแกเป็นทุนอยู่แล้ว ที่วางแผนจนได้อาเด็จไปครอบครอง และมีลูกด้วยกันหนะ” แต่เพ็ญพยายามคิดในทางที่ดี

“ฉันรู้” ทับทิมจึงมองหน้าเพ็ญแบบไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว

“แต่มันเคยบอกกับฉันแล้วนี่ว่ามันให้อภัยและเข้าใจฉันแล้วนี่ จะให้ฉันทำยังไงหละ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วตั้ง 4 ปีมันยังไม่ยอมจบอีกเหรอ”

   เพ็ญไม่สบายใจทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

“เรื่องนี้ฉันไม่รู้จริงๆว่าไอ้ปูนมันคิดอะไรของมันอยู่ ฉันเข้าใจมันนะ อาเด็จเป็นรักแรกของมัน มันคงจะลืมยาก ก็พอๆกับแกนั่นแหละ แกลืมได้ไหมหละ”

   เจอทับทิมถามกลับเข้าให้ เพ็ญส่ายหน้ายอมรับความจริง

“ไม่งั้นแกก็คงจะไม่ลงทุน ที่ทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะได้อาเด็จมาครอบครองหนะ จริงไหมหละ”

“เออๆ อาเต๋าก็เป็นรักแรกของฉันเหมือนกัน ฉันไม่โกรธมันก็ได้ พอใจรึยัง”

  เพ็ญไม่รู้จะหาทางออกยังไงเหมือนกัน เจอคำถามแบบนี้เข้าไป จึงตอบออกไปแบบไม่พอใจเท่าใดนัก

“อืม..ทำไมฉันไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยนะเนียนจริงๆ เกือบสองปี สองคนนี้ปิดได้เงียบมาก นี่ถ้าไอ้เน่มันไม่หลุดปากออกมา ปาดนี้ฉันก็คงจะต้องโง่ไปอีกนานเลย นี่แสดงว่าไอ้เน่มันต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมันแน่เลย รวมถึงเรื่องของต่างๆของไอ้ปูนด้วย” ทับทิมมั่นใจแบบนั้น

“แกมั่นใจอย่างนั้นเหรอไอ้ทิม ฉันก็เคยคิดแบบแกเหมือนกันนะ เพราะเวลาที่ฉันพูดถึงพ่อมันทีไร ไอ้เน่มันเป็นต้องเฉไฉเปลี่ยนเรื่องพูดเป็นเรื่องอื่นหรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ยังไงก็รู้เสมอเลย พ่อลูกคู่นี้ มันต้องมีความลับอะไรซ่อนไว้แน่เลย แกว่ายังงั้นไหมทิม” เพ็ญเริ่มใสบายใจขึ้นมาทันทีในตอนนี้

“เพ็ญ ฉันว่าถึงเวลาแล้วนะ ที่แกควรจะรีดเอาความจริงบางอย่างกับลูกเลี้ยงแกบ้างแล้วหละ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ฉันว่ามันต้องไม่เป็นผลดีกับครอบครัวของเราสองคนแน่ ฉันไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย”

   ทับทิมพยายามหาทางออกที่ดีให้กับทั้งสองฝ่าย

“ฉันรู้ ฉันเข้าใจ แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง แกก็รู้นี่ว่า 3 ปีที่ผ่านมานี้ หลังจากที่ฉันคลอดลูกออกมา อาเต๋าไม่เคยที่จะมายุ่งหรือแตะเนื้อต้องตัวฉันเลย เมาแม่งทุกวัน ยังดีที่ยังมีสมองจำได้ว่ามีลูกอยู่ 1 คน แล้วแกจะให้ฉันทำยังไงทิม อาเต๋าเขาไม่เคยรักฉันเลย”

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้คิดจะบ่งหนองของแกตรงนั้นนะเพ็ญ”

   เพ็ญระบายความอัดอั้นให้เพื่อนอย่างทับทิมฟัง

“ฉันได้เขาแต่ตัวจริงๆ แต่ใจ..ฉันไม่เคยได้มาครองเลย ทิม ฉันยังเคยคิดเลยนะ ว่าถ้าวันนั้นคนที่ถูกระเบิดตายไปเป็นฉัน มันก็คงจะดีกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ เวลาที่เขาเมาเขาจะเอ่ยชื่ออยู่แค่ สองคนเท่านั้น คือโบว์กับเนตร เป็นแก แกจะทนได้ไหม 3 ปี 3 ปีกับสิ่งที่ฉันต้องทนฟังชื่อสองชื่อนี้ มันก้องอยู่ในหัวสมองของฉันมาตลอด มันเจ็บนะแก แกเข้าใจฉันไหม แกเข้าใจฉันไหมไอ้ทิม”

   เพ็ญได้โอกาสที่จะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาบ้างสักที

“เออ รู้แล้วๆ เบาๆใจเย็นๆ คนอื่นเค้าหันมามองแกเป็นสายเดียวหมดแล้ว”

 ทับทิมเอื้อมมือไปแตะไหล่เพื่อน เพื่อให้เพ็ญใจเย็นลง เนเน่ได้ยินแบบนั้นก็แอบร้องไห้ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน แต่ก็ดีใจที่เผด็จยังไม่ลืมแม่เนตรของตัวเอง นี่แหละเป็นสิ่งที่เนเน่มิอาจทิ้งพ่อคนนี้ได้ เพราะก่อนที่เนตรจะตาย เธอได้ฝากให้เนเน่ดูแลเผด็จแทนเธอ ด้วยความที่เนเน่รักแม่เนตรมาก จึงต้องทำตามคำขอที่ได้สั่งเสียไว้ก่อนที่จะตายให้ลุล่วงไปด้วยดี จากนั้น เนเน่ก็แอบฟังต่อ ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป สองคนนั้นจะทำอะไรต่ออีก

“ตอนนี้พี่โมยังไม่รู้อะไรมากกว่าการเสียใจเรื่องลูกคนที่สองของเขาที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ เรื่องตรวจ Dna ฉันคิดว่าน่าจะเป็นทางออกสุดท้าย ฉันอยากให้ไอ้ปูนมันพูดออกมาจากปากของมันเอง และที่สำคัญ ฉันต้องการให้มันไปรับผิดกับพี่โมด้วยตนเอง ส่วนเรื่องอื่นที่จะตามมานั้น ฉันไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ ฉันกลัว บอกตามตรง”

   ทับทิมทิ้งท้ายเอาไว้จนน่ากลัวเหมือนกัน

“เอาเถอะ แล้วเรื่องนั้น ฉันจะลองหาทางดูนะ แกก็รู้ว่าไอ้เน่มันรักพ่อมันขนาดไหน คงจะกล้าปริปากบอกฉันหรอก เกลียดนักพ่อลูกคู่นี้ ชอบมีความลับกับฉัน คอยดู ตามตัวเจอเมื่อไหร่จะเอาคืนซะให้เข็ด” เพ็ญพูดออกมา

“เอาหละนี่ก็ออกมานานแล้ว เดี๋ยวทางบ้านแกจะสงสัยเอา ฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกัน ถ้ามีอะไรคืบหน้าอย่าลืมโทรบอกฉันนะ ส่วนทางฉัน ที่เหลือจะสานต่อเอง ช่วยกันคนละทาง เราต้องรู้ความจริงเข้าสักวัน” เพ็ญหวังไว้

“อย่างน้อยฉันก็รู้เรื่องหนึ่งแล้วหละว่าผัวฉันหายไปไหน ต้องเป็นเรื่องของหงส์ฟ้าปลอมอย่างแน่นอน ฉันฝากแกสืบเรื่องนี้ด้วยนะ เพราะแกหูตากว้างกว่าฉัน ฉันไปหละ”

  พูดจบเพ็ญก็ลุกขึ้นพร้อมกับถือหน้ากากยางติดมือกลับไปด้วย เนเน่หลบแทบไม่ทัน เพราะอยู่ตรงทางผ่านของเพ็ญที่จะเดินออกพอดี เนเน่กำลังจะเดินออกไป ทับทิมก็เดินตามออกมา เนเน่หาที่หลบแทบไม่ทัน ทับทิมหันกลับไปดูว่าใครกันที่ทำลับๆล่ออยู่นานแล้ว แต่เมื่อมองดูแล้ว หาไม่เจอ ก็รีบเดินกลับสำนักงานทันที

  เนเน่หายใจไม่ทั่วท้องเลยกับเหตุการณ์เมื่อกี้ ยังคงนั่งหลบอยู่ตรงข้างกระจก เนเน่ไม่ได้สงเกตุว่ามีใครแอบจ้องมองเธอยู่ที่กระจกด้านนอกเป็นเวลานานแล้ว

“ไอ้เน่ เป็นแกจริงๆด้วย” ทับทิมเดาไม่ผิด แต่ยังไม่คิดจะทำอะไรในตอนนี้ จึงปล่อยเนเน่ไปก่อน

  นอกจากทับทิมแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คอยสะกดรอยเนเน่มาเช่นกัน โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลย เพราะไม่คิดว่าเธอจะมีศัตรูแบบไม่ตั้งใจ หลังจากที่แจงรู้ตัวตนของเนเน่แล้ว จึงสั่งให้ลูกน้องทั้งหมดแยกกันควานหาตัวของเนเน่ให้ได้ เพื่อที่จะเก็บเนเน่ให้พ้นทางซะ ไม่นานเนเน่ก็เดินออกมาจากร้านนั้น ขยับเสื้อผ้า แล้วเดินกลับไปยังรถของตัวเอง แต่ด้วยสัญชาตญานของนักสู้ อย่าลืมว่าหูของเธอนั้นดีกว่าใคร จึงไม่พลาดในเรื่องนี้

  เนเน่รู้ว่ามีคนคอยสะกดรอยตามเธอมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว จึงแกล้งเดินหลบไปอีกทางซึ่งเป็นเหมือนห้องเก็บของร้าง เพื่ออยากจะรู้ว่าใครกันที่แอบตามเธอมา คนกลุ่มนั้นเมื่อเห็นว่าเนเน่หายวับไปกับตา หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“เฮ๊ย ไอ้เด็กนั้น มันหายไปไหนแล้ววะ” ชายคนหนึ่งถามเพื่อนที่มาด้วยกัน

“ไม่รู้ ก็มาด้วยกัน ไม่น่าถาม” อยู่ดีๆลูกน้องสองคนที่ตามมาก็ร้องเสียงหลงและล้มลงต่อหน้า เพราะถูกอาวุธลับของเนเน่เข้าที่แขนคนหนึ่งและที่ขาคนหนึ่ง

“นี่มันอะไรวะ หามันให้เจอ คนเยอะแยะ แน่จริงก็ออกมา อย่าลอบกัดกันแบบนี้ คนเก่งเขาไม่ทำกัน” สักพักเนเน่ก็ตะโกนถามออกมา

“หาฉันอยู่เหรอไอ้ฟาย ใครกันแน่ที่ควรจะถามคำถามนี้”

   พร้อมกับเดินออกมาจากที่มืด

“พวกแกสะกดรอยตามฉันมาทำไม” เนเน่ยืนกอดอกถาม

“อย่าบอกนะว่า ชอบฉันเข้าให้ เพราะฉันสวย จะฉุดฉันไปทำแม่พวกแกใช่ไหม”

“ปากดีนักอีนี่ เฮ๊ย พวกเราเอามัน ฉันจะเอามันมาทำเมียแก้ขัด หุ่นแบบนี้ท่าทางจะเด้งดีหวะ ใครเอามันมาให้ฉันได้ ฉันมีรางวัลให้” ไม่ทันขาดคำ พวกลูกน้องนับสิบก็กรูเข้าหาเนเน่ทันที

  เนเน่รีบดึงกระบอกคู่ อาวุธคู่ใจออกมาจากเป้อย่างไว แล้วก็ต่อสู้ป้องกันตัวเองจากพวกเหล่าร้ายนับสิบอย่างไม่คิดชีวิต ชายฉกรรจ์ทั้งนั้น เนเน่จะไหวหรือกับเกมส์นี้ ไม่หมู่ก็จ่าหละวะ ไม่รู้หละเจอแบบนี้ยังไงก็ต้องสู้

  เนเน่ต่อสู้กับพวกนั้นอยู่นานพอสมควร ถึงจะเก็บได้ไปบ้างแล้ว 4 คน แต่ก็เหลืออีกเยอะ เนเน่วิ่งหนีออกมายังที่โล่งจากห้องนั้น ร่างกายยังอิดโรยอยู่ ยังไม่หายดีจากศึกครั้งที่แล้ว จึงเริ่มทรุดอีกครั้ง แรงแทบจะไม่มี

  เนเน่ทรุดตัวนั่งชันเข่า เอากระบองดันพื้นประคองตัวเองเอาไว้ แล้วมองไปรอบๆเหงื่อเริ่มหยดเต็มหน้า ไหลเข้าตา เนเน่กัดฟันสู้กับแรงเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่

“ย๊าก” เนเน่ลุกขึ้นเข้าประจัญบานกับชายกลุ่มนั้น อยู่ดีๆชายกลุ่มนั้นก็ล้มลงต่อหน้าไปอีก 3 คน เนเน่หันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ใครมาช่วยเธอ เนเน่ค่อยๆหันไปดู

   ไม่ใช่ใคร ดลนั่นเอง ดลหยิบไม้ไผ่แถวนั้น ถือไว้และยิ้มให้กับเนเน่ ยังไม่มีการพูดจาอะไรกันทั้งสิ้น อีก 3 คนที่เหลือ ไม่ยากเท่าใด ดลเก็บ 2 คน ส่วนอีก 1 ยกให้เนเน่ ไม่นานทั้งหมดก็ต้องหนีหายไป รวมทั้งหัวหน้าขี้ขลาดในครั้งนี้ด้วย หลังจากจบการต่อสู้ ดลก็มานั่งคู่อยู่ข้างๆกับเนเน่ที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงนั้น

   เนเน่เอามือดันดลออกไปให้ห่างตัวเองทันที

“ถอยไป ห่างๆก็ได้ ไม่ต้องเลย ไม่พิศวาส ขอบใจที่มาช่วยนะ”

   เนเน่ไม่ลืมที่จะขอบคุณดล

“ขยันหาเรื่อง หาตีนใส่ตัวเองเหลือเกินนะน้อง ถามจริงๆเถอะ วันไหนไม่ถูกตีนชาวบ้านเขา นอนไม่หลับรึไง”

“ปากดีนักนะ ไอ้ปากแบบนี้สักวันจะกินน้ำพริกไม่ได้”

   เนเน่เอากระบองชี้ไปที่หน้าดล ดลเอามือปัดออก

“ล้อเล่น ถามจริงๆ ไอ้พวกนั้นมันตามเธอมาทำไม”

   ดลเลิกเล่นและถามแบบจริงจัง

“ไม่รู้ซิ โจทย์ฉันมีเยอะ ว่าแต่นายเถอะมาช่วยฉันได้ยังไง ยังไม่ตอบเลย”

   ดลนั่งอมยิ้มและก็นั่งแผ่หลากางขาออกกับพื้นดิน

“เดี๋ยวเหนื่อย ขอนั่งพักหน่อย..คืองี้ พอดีฉันมาหาข่าวเรื่องแบ็งค์ปลอม เพราะเรื่องเคยเกิดขึ้นที่นี่ กำลังจะกลับก็เห็นเธอเดินมาทางนี้ และไอ้พวกนั้นก็เดินตามเธอมากลุ่มใหญ่ ฉันก็เลยแอบตามมาดูว่าพวกนั้นมันตามเธอมาทำไม”

   เนเน่มองหน้า “แล้วทำไมไม่ออกมาช่วยซะตั้งแต่ทีแรกหละ” เนเน่เอามือต่อยไปที่แขนดลเบาๆ

“ปล่อยให้ฉันสู้กับพวกมันอยู่คนเดียวอยู่ได้”

   เนเน่ไม่ค่อยพอใจ เลยต่อว่าเล็กน้อย

“ก็ว่าจะออกไปช่วย พอดีเกิดปวดท้อง ท้องเสียขึ้นมาพอดีหงะ”

   ดลทำตลก เพื่อให้เนเน่หายไม่พอใจ

“ก็เลยต้องไปหาที่ปล่อยทุ่นระเบิดก่อน พอเสร็จก็รีบย้อนกลับมาช่วยเลยนี่ไง”

“หรา ขอบใจนะที่ยังมีกระจิตกระใจมาช่วย”

   พูดจบเนเน่ก็ลุกขึ้น ปัดเนื้อปัดตัวแล้วเดินไปทันที ดลเรียกเนน่ไว้

“เดี๋ยวซิสาวน้อย” เนเน่หันหน้ามามอง

“อะไรอีก” ดลนั่งส่งยิ้มให้กับเนเน่

“ช่วยถึงขนาดนี้แล้วจะไปดื้อๆเฉยๆอย่างนี้หรา ไม่ดีมั้ง ถ้าเป็นคนจีน เขาจะพูดว่า แล้งน้ำใจ ไม่มีน้ำใจเลยจอมยุทธ” เนเน่เก็บพลองใส่เป้แล้วสะพายที่ไหล่

“แล้วนายต้องการอะไร” ดลยิ้มให้ คราวนี้ส่งสายตาแบบเยิ้มเชียว

“ทานข้าวกัน มื้อนึง” เนเน่อมยิ้มแล้วพูดเบาๆ

“ที่แท้ก็ต้องการหลีสาวว่างั้น” เนเน่ยิงคำถามไปตรงๆ

จะจีบฉันหละซิท่า บอกมาตรงๆเถอะ”

   ดลรีบปฏิเสธก่อนในตอนนี้ทั้งๆที่ใจคิด แต่ยังไม่อยากหน้าแตก

“เปล่านะ ฉันก็แค่ต้องการเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆเท่านั้น”

   เนเน่เห็นว่าดลมาดีจึงยิ้มให้ไม่ทำหน้าบึ้งใส่

“ได้ ฉันจะเลี้ยงนาย 1 มื้อ” ดลยิ้มให้ แล้วชูมือซ้ายให้เนเน่

“ทำอะไร” เนเน่ไม่เข้าใจ

“ดึงหน่อย เส้นมันยึด น่านิดเดียวเอง ฉันไม่ได้คิดจะแต๊ะอั๋งเธอเลยสักนิดนะ ด้วยความสัตย์จริง”

 แต่มือขวาที่อยู่ข้างหลัง นิ้วกากบาทไว้ อิอิ จริงๆแล้วดลแอบชอบเนเน่ จึงเริ่มแผนการจีบแบบจริงจังนั่นเอง เมื่อมีโอกาสใครบ้างหละที่จะรอช้า หลังจากที่ดึงดลขึ้นมา เนเน่ก็พาดลไปเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อตามสัญญา และระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้น ดลก็เริ่มจีบเนเน่ไปด้วยในตัวไม่ให้เนเน่รู้ตัว ต้องใช้แผนเพื่อนไปก่อนถึงจะเนียน

“เธอนี่ดูๆแล้วก็สวยและน่ารักนะ”

   นานๆเนเน่จะถูกชายหนุ่มชมสักที ถึงกับเขิน หน้าแดงและอายม้วนไปเลย ถึงจะเก่งและแกร่งยังไง เธอก็คือเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง โดนคนชมขนาดนี้ มีเหรอที่จะไม่เขินและลืมตัวไปบ้างชั่วขณะเป็นครั้งคราวก็ไม่ว่ากัน

“บ้าน่า คนอะไร ชอบเอาความจริงมาพูด มันก็ประมาณนั้นแหละตะเอง”

   นานๆเนเน่จะมีรอยยิ้มหวานออกมาสักที ดลแอบมองและแอบถ่ายรูปเนเน่ตอนที่เธอเผลอไว้ได้หลายรูปเลยทีเดียว ดลเริ่มชอบเนเน่ตอนไหนก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน มารู้ตัวอีกที ก็ขาดเนเน่ไม่ได้เสียแล้ว

   ดลได้แต่นั่งมองหน้าเนเน่ จนเนเน่เขินไปเลย

“มองอยู่ได้ หน้าฉันมีอะไรแปลกไปจากผู้หญิงคนอื่นเหรอ นายสับปะดน”

   ดลอมยิ้มและยอมให้เนเน่เรียกเขาชื่อนั้นคนเดียว

“ถ้าเป็นคนอื่นฉันไม่ยอมนะ กับชื่อนี้ แต่นี่เป็นเธอ ฉันยอมยกให้คนเดียวเท่านั้น”

   ดลพูดและจ้องหน้าเนเน่แบบตาไม่กระพริบ

“บ้า” เนเน่พูดออกมาเบาๆ

“บ้า แต่ก็น่ารักนะ ซิบอกให้” เนเน่อมยิ้มและไม่พูดอะไร ยิ้มจนแก้มแดงหน้าแดงออกมาโดยไม่รู้ตัวเลย

 ดลเผลอตัว เอื้อมมือขวาไปจับมือซ้ายเนเน่เอาไว้ แล้วจ้องหน้าไม่พูดอะไร เนเน่เหมือนโดนมนต์ตราสะกดแล้วในตอนนี้ ดลค่อยๆดึงมือน้อยๆของเนเน่นั้นเข้ามาที่หน้าของเขา และกำลังจะหอมมือนั้น เนเน่รู้สึกตัวพอดี จึงดึงมือกลับมาทันที “นายจะทำอะไร”

   ดลไม่รู้จะแก้ตัวยังไง จึงแกล้งพูดขอโทษเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน

“ต้องขอโทษด้วย ลืมตัวไปหน่อย จะดูว่ามือเจ็บไหม เมื่อกี้ต่อสู้กับพวกนั้นคงจะเจ็บ ก็เท่านั้นไม่มีอะไรจริงๆ”

 เนเน่เชื่อที่ดลบอก แล้วก็ก้มหน้าทานข้าวต่อแบบเขินๆ ดลรู้ว่าเนเน่กำลังคิดอะไรอยู่ เพราะตอนที่เขาสัมผัสมือของเนเน่เมื่อกี้ ดลเผลอใช้พลังพิเศษของเขาที่มีอยู่ แอบอ่านใจเนเน่โดยไม่ได้เจตนา จึงรู้ว่าเนเน่มีเรื่องที่ทุกข์ใจค่อนข้างเยอะและหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของเนตรอัปสรแม่ของเธอ

  ดลจึงยอมช่วยเหลือ และให้กำลังใจคนที่เขารัก โดยไม่รีรออีกแล้ว ดลเลยเอ่ยปากถามเนเน่เพื่อที่จะลองดูว่า เขาคิดถูกไหม ถ้าเขาคิดถูก สิ่งที่เขารู้มาคงจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่เขารักแน่นอน

“เน่” เนเน่กำลังก้มหน้าทานข้าวอยู่ หันมาตอบเสียงหวานแบบลืมตัว

“ขา” ดลหันมายิ้มให้

“ฉันมีเบาะแสและร่องรอยของแม่เธอ เธอยังสนใจหรือต้องการที่จะรู้อยู่อีกไหม”

“จริงดิ สนสน ฉันสนใจ นายไม่หลอกฉันนะ” ดลยิ้มและพยักหน้าให้

“จริง แต่สิ่งที่ฉันรู้และได้มา ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหน เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปพบกับคนๆนึง เขาอาจจะบอกอะไรให้เธอได้รู้บ้างก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากนะว่าผลมันจะออกมายังไง” เนเน่พยักหน้า แต่ยังมีข้อข้องใจ

“แล้วทำไมไม่ไปวันนี้เลยหละ นี่ก็ยังไม่เย็นมากพึ่ง 5 โมงเย็นเอง ไปวันนี้เลยไม่ได้เหรอ ฉันใจร้อน อยากรู้เรื่องแม่แล้ว” ดลต้องเบรกไว้ก่อน

“น่า รอมาได้ตั้งหลายวัน รออีกแค่คืนเดียว จะเป็นไรไป” ดลออกตัวแบบนั้น

“ทำไมจะรอไม่ได้ พอดีวันนี้ฉันมีธุระ ต้องกลับไปทำงานต่อ พรุ่งนี้ฉันถึงจะว่าง”

“ว๊า แต่ฉันไม่ว่าง พรุ่งนี้วันศุกร์ ฉันต้องทำงาน เอาเป็นวันเสาร์เลยได้ไหม เสาร์อาทิตย์ฉันหยุด ว่าง”

“ได้ ยังไงก็ได้ วันเสาร์ก็วันเสาร์ อืม ว่าจะถามตั้งหลายครั้งแล้ว”

“อะไรเหรอ” เนเน่พูดไปด้วย ทานไปด้วย

“เธอทำงานอะไร ที่ไหน ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย เอาเปรียบกันนี่”

“ก็นายไม่ถามเองนี่ แล้วจะมาบอกว่าฉันเอาเปรียบได้ยังไง”

   เนเน่เงยหน้าขึ้นมา แล้วเอาช้อนชี้ไปที่ดล

“ฉันไม่ได้ห้ามให้นายถาม ก็นายไม่ถามเองนี่ งานนี้ฉันไม่ผิดนะ จริงไหม ก็ไม่ถามเองนี่หว่า ชิ”

   เนเน่เริ่มเล่นลิ้นและแหย่ดลแล้วเหมือนจะเริ่มสนิทกันมากขึ้น

“คร๊าบสาวน้อย ข้าน้อยผิดเอง” ดลยอมรับผิด

>>>>>>>>> ********** <<<<<<<<<<

โปรดติดตามตอนต่อไปใน  ตอนที่ 10 .. “ อสรพิษ ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น