อัปเดตล่าสุด 2022-08-29 22:54:40

ตอนที่ 6 .. “ ต่างคนต่างใจ ”

เส้นทางรัก - บรั่นดี

นิยาย แนว สืบสวนสอบสวน (Suspense) / Action

ตอนที่ 6 .. “ ต่างคนต่างใจ ”

    ลูกน้องทั้งหมดได้โอกาสปาระเบิดควันและรีบหนีกันออกไปเลยเช่นกัน บางคนไปทางน้ำขับเรือหนี บางคนไปทางบกขับรถตู้หนีไป ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง วิหคขาวและพิราบเทารีบมาดึงเนเน่และดลออกไปจากตรงนั้นทันทีก่อนที่ตำรวจกองปราบโดยการนำของวิทย์จะมาถึง แล้วจะซวยไปตามๆกัน

“ไหวไหมเน่” ทับทิมถาม เนเน่พยักหน้า

“น้องไหวไหม” ปูนถามดล

   ดลจ้องหน้าปูนอยู่นานด้วยสายตาอาฆาต แต่ต้องเก็บความพยาบาทนั้นไว้ก่อน สักพักดลพยักหน้า

“งั้นแข็งใจกันหน่อยนะ” ทับทิมรีบประคองเนเน่ออกไปทันที

“ขอบคุณมากครับพี่” ดลแกล้งนอบน้อมขอบใจปูนเพื่อให้เธอตายใจ

“ไม่เป็นไร เอาไว้ให้พ้นไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยมาขอบใจ”

    ปูนกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้แล้วก็ดึงดลขึ้นมา พอวิทย์นำกำลังเข้ามา ก็ไม่เจอใครในที่แห่งนี้อีกแล้วนอกจากศพที่เกลื่อนกราดกว่า 10 คน ก่อนที่เนเน่จะออกไปได้ทิ้งสัญลักษณ์บางอย่างเอาไว้ให้กับวิทย์ เพื่อที่จะสามารถตามต่อได้ ไม่มีใครรู้ นอกจากคนในทีมของเผด็จ วิทย์เคยร่วมงานจึงรู้ วิทย์เห็นสัญลักษณ์ของเนเน่ จึงหยิบขึ้นมาดูและพลิกดูด้านหลัง

“ไปที่ประตูโกดัง”

  วิทย์เดินไปตามที่เนเน่บอก และมองดูสัญลักษณ์ที่ทิ้งไว้ให้อีกอัน วิทย์ดึงสัญลักษณ์ออกมา แล้วเอามือล้วงเข้าไปด้านใน ก็เจอจดหมายเล็กๆฉบับหนึ่งซ่อนเอาไว้ จึงเปิดอ่านดู

“กงจักรทอง ออกอาละวาดแล้ว ระวังตัวด้วย” วิทย์ฉีกจดหมายฉบับนั้นทิ้งทันที

“กงจักรทอง เป็นแกอีกแล้วเหรอ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ทำไมนะ คนชั่วถึงกวาดล้างไม่หมดไปจากโลกนี้สักที” แล้วก็หันไปออกคำสั่งกับลูกน้อง

“เก็บหลักฐานให้หมด”

     จ่าคนหนึ่งวิ่งมารายงาน เพราะเจอสิ่งผิดกฎหมายมากมาย

“สารวัตรครับ พวกเราเจออาวุธสคราม เต็มโกดังนี้ไปไหมด ทั้งระเบิด ปืนและกระสุนนับร้อยๆลัง ตามที่ผู้หวังดีแจ้งบอกมาครับ”

      วิทย์รับรู้ และรีบสั่งการทันที รีบจัดการขนย้ายหลักฐานพวกนี้ให้ไวที่สุด

“ดีมากจ่า พวกอาวุธสงครามทั้งหมดพวกนี้ นำกลับไปไว้ที่กองปราบ หมวดตรวจสอบดูซิว่า โกดังนี้เป็นของใคร แล้วรีบรายงานผมด่วน ผมอยากจะรู้นักว่า พวกมันจะลอยนวลอยู่ได้อีกนานสักเท่าใด เสร็จแล้วรีบกลับฐาน ผมขอเรียกทีมประชุมด่วน แจ้งพวกเราด้วย เพราะผมได้เบาะแสบางอย่างแล้ว คืนนี้คงต้องลำบากกันแล้ว ตามนี้นะ” หมวดรับคำสั่งแล้วรีบไปดำเนินการตามที่บอกทันที

“กงจักรทอง ถ้าแกอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดจริงๆ ฉันไม่ปล่อยแกแน่ ไอ้นรก”

    วิทย์โมโหมากที่จับพวกนี้ไม่ได้เสียที แล้วก็จ้องสัญลักษณ์ของเนเน่ที่ถืออยู่ในมือ <ตัว N ปลายแหลมสี่ด้าน> จากนั้นก็รีบกลับไปยังศูนย์ทันที

----- ***** -----

   หลังจากที่ช่วยเนเน่กับดลออกมาได้ ปูนกับทับทิมจึงพาทั้งสองคนมายังสถานที่ลับตาคนแห่งหนึ่ง ซึ่งไกลพอประมาณ เมื่อคิดว่าปลอดภัยแล้วจึงนั่งพัก

“ขอบใจพี่ทั้งสองคนมากเลยนะที่มาช่วยหนู” ทับทิมห้ามให้เนเน่พูดดังไป

“จุ๊ๆอย่าพูดเสียงดังเดี๋ยวพ่อหนุ่มนั่นจะรู้ว่าเรารู้จักกัน”

     เนเน่รีบถามเพราะอยากรู้ว่า ปูนกับทับทิมมาช่วยเธอได้ยังไง

“พี่รู้ได้ยังไงว่าหนูอยู่ที่นั่น และมาช่วยทัน”

        ดลยังคงไม่ไว้ใจวิหคขาวและพิราบเทาอยู่ดี เพราะมีความหลังที่ฝังใจอยู่

“มันน่าตีนัก” ปูนรีบชี้หน้าเนเน่

“ถ้าพี่ไม่เอะใจ สะกดรอยตามแกมาจากบ้าน ปาดนี้แกตายไปแล้วไอ้เน่”

        ปูนโกรธน้องสาว “หนูขอโทษพี่ปูน หนูรู้ว่าพี่รักและเป็นห่วงหนูมาก” เนเน่ยังคงทำทะเล้นใส่ปูน

“ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อฝากหนูไว้กับพี่ พี่คงไม่โกรธหนูถึงขนาดนี้ใช่ม๊า คุณแม่ขา”

    ปูนยังคงหน้ามุ่ยและจ้องหน้า แถมเนเน่ยังมาพูดแทงใจดำปูนอีก เพราะเนเน่รู้ว่าปูนยังคงรักและคิดถึงเผด็จ พ่อของเธออยู่เสมอตลอดเวลา ไม่งั้นพ่อคงไม่ไว้ใจให้ปูนดูแลเธอหรอกตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะยอมแต่งงานมีลูกกับแตงโมไปแล้วก็ตาม แต่ลึกๆแล้วปูนยังไม่ลืมความรักครั้งแรกกับเผด็จ

“แก ไอ้เน่” ปูนยกมือจะฟาดเนเน่ เพราะบังอาจพูดจี้จุดซึ่งเป็นบาดแผลลึกของเธอ ทับทิมรีบจับมือขวานั้นทันที

“ไม่เอาน่าไอ้ปูน เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว จะเอาอะไรกับเด็กมัน ไอ้เน่ แกก็เหมือนกัน ทำไมชอบไปยั่วโมโหให้พี่เค้าโกรธ ก็รู้ๆกันอยู่ว่าไอ้ปูนมันมีปมด้อยเรื่องนั้น ยิ่งถ้าพี่โมรู้เข้า มันจะเกิดอะไรขึ้น แกนี่เล่นไม่เข้าเรื่อง คราวหลังห้ามพูดอีกเข้าใจไหม” เนเน่รีบขอโทษทันที เมื่อรู้ตัวว่าผิดขึ้นมาจริงๆ

“ก็ได้ หนูขอโทษ” ปูนอารมณ์เสียเดินหลบไปนั่งอีกด้านนึง

    และเธอก็ได้สังเกตุว่า ดลจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลาเสมอ จึงหันไปถามทันที

“มองอะไรไอ้หนู ฉันสังเกตุมาตั้งนานแล้วนะ ตั้งแต่ออกมาจากโกดังนั่น มีอะไรทำไมถึงไม่พูดไม่ถาม จ้องอยู่ได้ มีอะไร ข้องใจอะไร”

  ดลไม่อยากที่จะเก็บความสงสัยจึงโพร่งออกมาเลยทันที เพราะมันอึดอัดมานานแล้ว ยกมือขวาชี้หน้าปูนทันที

“ไอ้ฆาตกร แกฆ่าพ่อฉัน” ทั้งสามคนตกใจมากที่ดลพูดออกมาแบบนั้น

“นายพูดอะไรออกมา ทำไมถึงกล่าวหาวิหคขาวแบบนั้น เอ้ยสมองนายเพี้ยนไปแล้วเหรอหรือว่าถูกไอ้นั่นโดนหัวเข้าไปเมื่อกี้เลยเพ้อเจ้อ”เนเน่ยิงคำถามออกไป

“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฉันจำได้ แก วิหคขาว แกฆ่าพ่อฉันต่อหน้าต่อตาในวันสงกรานต์ และแก พิราบเทา แกก็อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วย ถึงแกจะไม่ได้เป็นคนฆ่า แต่แกก็ต้องรับผิดชอบ เพราะแกมาด้วยกัน”

     ปูนกับทัมทิมงงมาก ปูนจึงถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ

“เดี๋ยวไอ้น้องนายเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า ฉันเนี่ยนะฆ่าพ่อของนาย ฉันกับเพื่อนไม่เคยฆ่าใคร นอกจากคนชั่ว” ตอนนนี้ดลไม่สนใจอะไรแล้วทั้งนั้น

“อย่ามาตอแหล แล้ววันนั้นที่ร้านทองในห้าง ใครกันที่เป็นคนปล้น ใครกันที่เป็นคนฆ่าตำรวจแก่ๆคนหนึ่งที่เฝ้าร้านทอง คนที่แกใช้มีดแทงเค้า เข้าที่ขั้วหัวใจอย่างไม่ปราณี ผู้ชายคนนั้นคือพ่อของฉัน แกได้ยินไหม ว่านั่นคือพ่อของฉัน แกมันสมควรตาย ไอ้ชั่ว”

     ดลดึงมีดสั้นที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมา แล้ววิ่งโถมเข้าใส่วิหคขาวทันที จนลืมความเจ็บปวดของร่างกายในตอนในนั้น ปูนยกมือขวามากันไว้และป้องกันตัว โดยดันมีดออกไปทางซ้ายมือดล เพื่อให้พ้นตัวเธอ แล้วใช้มือซ้ายตบไหล่ขวาดลอย่างแรง จนดลเซไปทางซ้าย ดลพอตั้งหลักตั้งตัวได้ก็หันมีดชูมาที่หน้าของปูนและวิ่งเข้ามาใหม่ ทั้งสองคนต่อสู้กันแบบประชิดตัวอยู่นาน

    ปูนพยายามไม่โต้ตอบ ได้แต่หนีและรับอย่างเดียว ป้องกันตัวพยายามจะหยุดดลให้ได้ก่อน แล้วค่อยพูดจาหาความจริง ต่างคนต่างใจคิดไปไม่เหมือนกัน ในตอนนี้ดลไม่สนและไม่ฟังใครทั้งนั้น เพราะความแค้นสุมอกบังตาเขาอยู่ เนเน่กับทับทิมได้แต่ยืนดูทำอะไรไม่ได้ เนเน่จะเข้าไปห้ามแต่ทับทิมห้ามไว้

“อย่าไอ้เน่ ปล่อยไปก่อน ดูท่าทีก่อนว่าเด็กหนุ่มคนนี้เขาจะใจเย็นลงเมื่อใด แล้วค่อยว่ากัน ยังไงเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่สามารถเอาชนะไอ้ปูนได้หรอก ฝีมือมันต่างกัน เชื่อพี่ ไปเรามีเรื่องที่จะต้องพูดกันอีกเยอะ ไปนั่งทางโน้นเลย ไอ้ตัวแสบ”

     จริงอย่างที่ทับทิมพูด ดลไม่สามารถเอาชนะปูนได้ ไม่ว่าจะสู้แบบใด ปูนเมื่อเห็นว่าถ้าจะรับอย่างเดียวไม่โต้ตอบกลับบ้างคงจะยืดเยื้อแน่ จึงตัดใจสู้กลับ เพื่อที่จะหยุดความบ้าของดลให้ได้ในตอนนี้ จึงตัดใจซัดหมัดใส่หน้าอกดลไปสามครั้ง และเตะยอดอกไปจังๆหนึ่งที จนดลกระเด็นไปติดต้นไม้แถวนั้น หลังจากที่ดลลงไปนอนกอง ปูนจึงรีบวิ่งเข้าประคองตัวขึ้นมา

“เป็นไงบ้าง ฉันขอโทษ”

     ดลสะบัดมือของปูนออก แล้วหันไปมองหน้าและพูดใส่หน้า

“จะฆ่าก็ฆ่า ไม่ต้องทำมาเป็นคนดี ฉันแพ้แล้วนี่”

     ปูนผลักอกของดลด้วยความโมโห แล้วลุกขึ้นยืน

“นายกำลังเข้าใจฉันผิดอยู่นะ ฉันไม่รู้เรื่อง ปล้นบ้าบออะไร ฆ่าใคร นายต้องใจเย็นๆและพูดจากันให้รู้เรื่องก่อน อีกอย่าง พวกเราไม่เคยทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมที่ไหน ทำแต่สิ่งดีๆ ช่วยเหลือพวกที่ถูกทำร้ายและผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่เคยทำร้ายคนแก่ที่ไหนเลย” ปูนพยายามจะไกล่เกลี่ยแต่ตอนนี้ดลไม่ฟังใครทั้งนั้น รีบลุกขึ้นและชี้หน้าปูนอีกครั้งก่อนที่จะวิ่งหลบหน้าไป

“แล้วแกจะเสียใจที่ไม่ฆ่าฉันในวันนี้” ดลมีอาฆาตอีกด้วย

“จำไว้ สักวันฉันจะกลับมาแก้แค้นแกให้ได้วิหคขาว แล้วแกจะเสียใจที่ปล่อยฉันไปในวันนี้”

   แล้วดลก็วิ่งหนีหายไปจนลับสายตาของปูนทันที ปูนหันหลังและเดินกลับมาหาทับทิมกับเนเน่ ทับทิมเอามือตบไหล่เพื่อน พอไม่มีใครแล้ว ทั้งสองคนก็เปิดหน้ากากออก

“ใจเย็นๆไอ้ปูน ฉันคิดว่าวิหคขาวคนนั้นคงเป็นตัวปลอมที่พวกเราได้กำจัดมันไปแล้ว”

“ใช่พี่ หนูฟังแล้วน่าจะใช่ พี่จำได้ไหมวันนั้น หลังจากที่เกิดเรื่อง รุ่งขึ้นเราก็เปิดศึกกันกับพวกมันที่กลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไง”

    เนเน่พยายามทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้น ทับทิมก็คิดเช่นนั้น

“ใช่ ฉันจำได้ วันนั้นข่าวออกครึกโครมมาก ที่พวกตัวปลอมออกปล้น และทำให้ประชาชนเสียขวัญ พวกเราทั้งหมดจึงต้องเก็บกวาดสะสาง ปูน แกต้องหนักแน่นนะ ยังไงก็ขอบใจนะที่วันนี้แกไม่ทำอะไรรุนแรงไปกับเด็กคนนั้น ไป เรากลับกันก่อนเถอะฉันอยากเปลี่ยนชุดแล้ว นานๆใส่ที คันเหมือนกันหวะเวลาที่เหงื่อออก”

“เออ ขอบใจ ไป” แล้วทั้งสามคนก็กอดคอกันกลับสำนักงาน พร้อมกับเดินหยอกล้อกันไปตามประสาสาวๆ

***** ..... *****

 เผด็จตามรอยของจุ๊บแจง มาจนถึงที่หลบซ่อนสุดท้าย หลังจากที่ตำแหน่งสุดท้ายของเธอได้หายไป คือห้องเช่าเล็กๆแถวชานเมืองแห่งหนึ่ง เผด็จแอบเข้ามาในห้อง ได้เสียมารยาทรื้อค้นหาเบาะแสเท่าที่จะทำได้ ก็ได้พบกับอัลบัมล์ภาพเก่าๆเล่มหนึ่ง เผด็จเปิดไปเปิดมา เป็นภาพของจุ๊บแจงตั้งแต่สมัยเด็ก วัยรุ่น จนปัจจุบัน และไม่ผลาดที่จะเห็นชื่อสวนจากป้ายด้านหลัง

“อะไรหนะ” จุดเล็กๆที่ไม่น่าจะเป็นเบาะแสได้

“ป้าย อ.บางใหญ่ นี่มันสวนแถวๆเมืองนนท์นี่ ไม่ยักกะรู้ว่าเนตรมีบ้านอยู่แถวนี้ด้วย นี่มันชื่อสวนนี่นา” เผด็จถ่ายรูปนั้นด้วยมือถือและพยายามถ่างดูชื่อเล็กๆนั้น

“สวนสมุนไพร ไทรงาม”

   พอได้เบาะแส เผด็จจึงรีบออกจากที่นั่น และตรงไปยังจุดหมายใหม่ทันทีโดยไม่รอช้า เพราะหวังว่าคงจะได้เจอเนตรอัปสรที่นั่นหลังจากที่เสาะหามานาน แล้วพาเธอกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้ง โดยมีความหวังว่าอีกว่า คงจะได้เจอโบว์อีกด้วย เผด็จคิดอย่างนั้นจริงๆ

“รอพี่ก่อนนะเนตร โบว์ พี่กำลังจะไปหา ลูกจ๋าลูกทั้งสองคนของพ่อ พ่ออยากเจอเจ้าทั้ง 2 คนนะ”

xxxxx ===== xxxxx

    (22 พ.ค.) มาดามโมโหบิงซูมากที่ทำให้เสียสถานที่เก็บสินค้าอาวุธสงครามโกดังสำคัญไป

“ทำไมแกถึงไม่รอบคอบห๊ะบิงซู”

     มาดามอารมณ์เสียมาก เมื่อเสียสถานที่เก็บสำคัญไปอีก 1 แห่ง

“ฉันอุตส่าห์ให้ตำแหน่งสำคัญในกงจักรทองกับแก ตอนที่แกมาขอทำงานกับฉัน แกรับปากกับฉันว่ายังไง นายครับผมยินดีที่จะรับใช้นายอย่างถวายชีวิต ไม่ทำให้นายผิดหวัง ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสนับสนุน แกขอ ฉันก็ให้ 2 ปีที่ผ่านมาฉันยังไม่เห็นว่าแกจะมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันให้กับฉันเลย มิหนำซ้ำเมื่อวานแกก็ทำให้คลังอาวุธของฉันฉิบหาย เงินหลายล้านบาทของฉันสูญหายไปในพริบตา เพราะความประมาทเลินเล่อของแก”

    บิงซูรีบก้มลงน้อมรับความผิด เพราะเป็นความผิดจริงๆ ไม่แก้ตัวซะด้วย แมนจริงๆ

“นายครับ ข้าน้อยขอโทษ ต่อไปข้าจะรอบคอบให้มากกว่านี้ ข้าน้อยไม่รู้จริงๆว่าไอ้สารวัตรนั่นมันรู้ที่เก็บสินค้าของเราได้ยังไง สำหรับงานคืนนี้ ข้าน้อยจะทำให้ดีที่สุด ถ้าผิดพลาดอีก ข้าน้อยขอชดใช้ด้วยชีวิต และขอสัญญาว่า จะนำอาวุธที่หายไปมาคืนให้กับนายโดยเร็วที่สุด”

     บิงซูเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยคราวนี้ เพราะต้องการที่จะทำคุณไถ่โทษ

“ได้ ฉันจะให้โอกาสแกอีกครั้ง ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน แล้วนี่ ไอ้ตุ้มกับไอ้กวงหละมันหายหัวไปไหนเนี่ย ตั้งแต่เกิดเรื่องฉันยังไม่เห็นหัวมันทั้งสองคนเลย”

     มาดามอยากรู้ความคืบหน้าของเรื่องธนบัตรปลอม

“โจ้ แล้วนี่นังแจงมันหายหัวไปไหนอีกคน เกือบ 2 อาทิตย์แล้วนะ ไปตามมันมา ฉันมีงานสำคัญให้มันทำ”

“ครับนาย” แล้วโจ้ก็รีบออกไปตามหาน้องสาวทันที จากนั้นมาดามก็หันมาพูดต่อถึงเรื่องที่ค้างไว้

“ว่าไง บิงซู ลูกน้องแกสองคนไปไหน” บิงซูรีบรายงานทันที

“ไอ้ตุ้ม รีบจัดการเรื่องธนบัตรปลอมจำนวน 12 ลังที่จะส่งในคืนนี้ให้เรียบร้อย ส่วนไอ้กวงแยกไปรวบรวมเด็กสาวให้ครบ 30 คนตามที่มาดามต้องการครับ”

    มาดามยิ้มออกบ้าง อย่างน้อยก็มีเรื่องดีๆเข้ามาบ้าง

“ดีมาก อย่างน้อย เรื่องเหล่านี้แกก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง จัดการให้เรียบร้อยก็แล้วกัน หวังว่าคืนนี้คงจะไม่เหมือนคืนนั้นอีกนะบิงซู”

    มาดามหวังเอาไว้มากเลยทีเดียว กับสินค้าทั้งสองในคืนนี้

“ครับนาย วันนั้นข้าไม่ได้ไปคุมด้วยตัวเอง จึงทำให้เกิดการผิดพลาด แต่สำหรับครั้งนี้ ข้าจะไปคุมด้วยตัวเองเลย นายสบายใจได้” บิงซูรับปากอย่างหนักแน่น

“ขอบใจที่ยืนยันหนักแน่นขนาดนี้” มาดามลองเชื่อใจดูอีกสักครั้ง

“ไปไป แยกย้ายกันไปทำงาน ฉันมีนัดตีกอล์ฟกับท่านรองฯช่วงบ่าย เส้นทางจะได้ราบลื่น”

 บิงซูก้มหัวลงคำนับมาดามแล้วก็หันหลังเดินออกไป จากนั้นมาดามก็ยกหูโทรศัพท์ เพื่อติดต่อใครบางคนสำหรับเส้นทางในคืนนี้

“สวัสดีค่ะท่าน..”

    จากนั้นมาดามก็เริ่มกรุยทาง เพื่อให้งานของเธอสะดวกมากยิ่งขึ้น

+++++ ***** +++++

  วิทย์เรียกประชุมทีมอย่างเร่งด่วนเมื่อรู้ว่าเบาะแสแรกคือกงจักรทอง เพราะเนเน่ได้ทิ้งหลักฐานที่สำคัญไว้ให้ วิทย์จึงได้ขยายผลต่อในทันที โดยรีบค้นหาคดีและประวัติเก่าๆของกงจักรทองมาอ้างอิง

    เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นมามากพอจำนวนหนึ่ง จึงนำมาประกอบในการประชุม

“นี่คือกงจักรทอง 1 ในองค์กรร้ายที่หายตัวไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เท่าที่ผมสืบหาข้อมูลมาได้ในตอนนี้ ผมมั่นใจว่าเรื่องธนบัตรปลอมที่ระบาดอยู่ในตอนนี้ มันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องหงส์ฟ้า มนุษย์หน้ากากที่ออกอาละวาดทำให้ประชาชนหวาดกลัวในตอนนี้นั้น ผมยังสรุป และฟันธงไม่ได้ว่าเป็นใครมาจากไหน คงต้องใช้เวลาสักพัก และเธอเป็น 1 ในกำลังสำคัญขององค์กรนี้ด้วย”

   ผู้กำกับจักรพันธ์ ขอเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย มีความข้องใจและข้อสงสัยเบื้องต้นจึงถามแทรกขึ้นมาก่อน

“แล้วสารวัตรมั่นใจได้ยังไงหละ ว่าเป็นองค์กรลับนี้ ไม่ได้มั่ว หรือเมคขึ้นมาเองเพื่อให้งานจบๆไป บทจะมีข้อมูลหรือเบาะแส ทำไมมันช่างง่ายดายซะเหลือเกินหละสารวัตร ผมจำได้ว่าเมื่อก่อน ไม่เห็นจะกระตือรือร้นแบบนี้เลย แถมยังอิดออดไม่อยากจะทำด้วยซ้ำ พอมาวันนี้ ทำไมข้อมูลถึงได้แน่นปึ๊กขึ้นมาแบบนี้หละ เมคป่าว”

   หมวดบริบูรณ์และจ่าสมนึก สองคู่หูคนสนิทของอัธวิทย์ไม่ค่อยพอใจที่ผู้กำกับจักรพันธ์ถามอะไรแปลกๆเหมือนจะหาเรื่อง ทั้งสองมองหน้ากัน และกระซิบกันนิดหน่อย ต่างคนต่างใจคิดกันไป อีกคนขยันหาเรื่อง แต่อีกคนทุ่มเทแทบตาย

  แต่อัธวิทย์ก็ไม่เคยถอดใจ จึงกลั้นใจตอบกลับเจ้านายไปแบบหน้าชื่นตาบาน เพราะยังไงๆ ข้อมูลและเบาะแสที่ได้มานั้น มันถูกต้องมากกว่าร้อย% เสียอีก ถ้าคนที่ไม่เคยทำงานมาอย่างจักรพันธ์ จะรู้อะไร

“ผมมั่นใจเกิน 100% ครับท่าน เพราะผมมีแหล่งข่าวที่ไม่อาจเปิดเผยได้แจ้งมา และข้อมูลบางอย่างที่ค้นหามาได้ในอดีตมาประกอบครับ ยังไงแล้วผู้กำกับช่วยอดทนฟังรายละเอียดจากผมสักนิดนะครับ”

  วิทย์พยายามจะสร้างความมั่นใจให้กับหัวหน้าตัวเอง จากนั้นก็หันไปที่จ่าสมนึก

“จ่า เอาสไลด์ขึ้นได้เลย” หลังจากที่วิทย์ได้บอกและเจาะจงไปยังชื่อบนกระดานในครั้งแรกแล้วนั้น ก็ให้จ่านำสไลด์จริงขึ้นมาทันที

  หมวดบูรณ์ดับไฟทันที จากนั้นอัธวิทย์ก็อธิบายต่อ

“เมื่อ 3 ปีก่อน กงจักรทอง เป็นองค์กรลับที่ปรากฏขึ้นมาไล่ๆกับองค์กรนักฆ่าลึกลับ ที่มีชื่อว่า จันทร์เสี้ยว ที่มีฉัตรเทพเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง ระหว่างที่ลุงของผม พลตำรวจเอก เผด็จ  รุจินานนท์ ได้บุกทำลายร้างจนย่อยยับลงไปในตอนนั้น องค์กรกงจักรทอง ก็ได้หายสาญสูญไปจากบ้านเมืองของเรา ไม่มีข่าวคราวอีกเลย”

   หมวดบริบูรณ์และจ่าสมนึกสองตำรวจคู่หู ยกนิ้วให้กับอัธวิทย์ทันที ที่สามารถทำให้จักรพันธ์นั่งฟังได้แบบนิ่งและเงียบสงบ ไม่ป่วนอะไรอีกเลย

“พอมาถึงปัจจุบัน อยู่ดีๆกงจักรทองก็ได้กลับมาอีก จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่า ใครเป็นหัวหน้า ตัวการใหญ่หรือผู้ชักใยที่แท้จริงอยู่เบื้องหลัง รู้แค่เพียงลูกน้องและทุกคนจะเรียกว่า มาดามเท่านั้น สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นผู้หญิง เท่าที่ผมสืบรู้มา และสามารถเขียนโครงสร้างของมันได้ดังนี้

   คนแรก มันชื่อบิงซู อดีตเป็นคนขับรถคนสนิทของฉัตรเทพ พอนายเก่าตายไป มันก็หันไปซบอกกับบ้านใหม่นายใหม่ นั่นก็คือกงจักรทอง โดยได้ตำแหน่งที่ถือว่าสูงมากเลยทีเดียวในที่ใหม่แห่งนี้ ตำแหน่งที่ได้ เป็นถึง รองหัวหน้า มีอำนาจสั่งการรองลงมาจากมาดามเลยทีเดียว ดูแลเรื่องผลประโยชน์ทั้งหมดขององค์กร และสามารถสั่งการแทนได้ในบางโอกาส ถ้าจำเป็นเมื่อมาดามไม่อยู่

   คนที่สอง จิงโจ้ หรือ โจ้ เป็นลูกน้องคนสนิทของมาดาม เมื่อก่อนมีตำแหน่งเป็นถึงเลขาฯ ไอ้นี่จะเรียกว่าเป็นเสฯขององค์กรก็ว่าได้ มีอำนาจพอๆกับบิงซู ดูแลเรื่องการหาคนและวางแผนต่างๆในการทำงาน ทำงานอยู่กับมาดามมาตั้งแต่แรกเริ่ม มีสถานะเป็นหัวหน้าหน่วยดิน

   คนที่สาม เสี่ยกวง ไอ้คนนี้เคยทำงานอยู่กับฉัตรเทพได้พักใหญ่ แต่เกิดการขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์บางอย่าง ไม่พอใจจึงหนีออกมาซบอกกับกงจักรทอง โดยได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกติดต่อลูกค้า คอยติดต่อประสานงานทั่วไป ควบหัวหน้าหน่วยลม

    คนที่สี่ เสี่ยตุ้ม ส่วนคนนี้ก็เช่นกันเป็นเพื่อนสนิทกับเสี่ยกวง ออกมาพร้อมๆกันกับกวง ไอ้นี่เป็นเสือผู้หญิง ขัดแย้งกับฉัตรเทพ เพราะชอบแหกกฎ ไม่ค่อยจะทำตามกฎเกณฑ์สักเท่าใด ปัจจุบันได้รับตำแหน่งคุมบ่อน และซ่องทั่วไปขององค์กร ควบหัวหน้าหน่วยไฟ .. ไอ้สองคนนี้ขึ้นตรงกับบิงซู

   นี่คือ 4 กำลังหลักของกงจักรทอง และถ้ารวมหงส์ฟ้า หัวหน้าหน่วยน้ำอีกคนก็ 5” แล้วหมวดบูรณ์ก็เปิดไฟ

“ถ้าพวกเราจับตาและรวบไอ้เจ้า 5 คนนี้ได้ ผมเชื่อได้ว่า กงจักรทองคงต้องล่มสลายอย่างแน่นอนครับผู้กำกับ”

“ดี ถ้าคุณมั่นใจ ก็เดินหน้าทำตามแผนที่คุณวางไว้ได้เลย ลุงคุณเก่งยังไง ผมเชื่อในความสามารถของคุณ ว่าต้องไม่ทำให้ผมผิดหวัง”

  ผู้กำกับจักรพันธ์ยิ้มออกมาได้เลยคราวนี้ และไม่ยักจะเบรกเหมือนตอนเริ่มแรก แปลกดี เพราะดูจากข้อมูลที่วิทย์มานำเสนอแล้ว เขาคิดว่ามีโอกาสที่จะกำจัดองค์กรนี้ได้อย่างแน่นอน

“สมแล้วที่เป็นหลานของ ท่านรองฯเผด็จ เก่งมากไอ้น้อง ฉันฝากด้วยนะ เอาหละฉันคงต้องไปแล้วหละ พอดีมีประชุมกับท่าน ผบ.”

 พูดจบผู้กำกับจักรพันธ์ ก็เดินเอามือไผล่หลังออกไปอย่างมีความสุข เพราะอย่างน้อย วันนี้ก็มีความดีความชอบไปเลีย ไปรายงานนาย ไปป้อนความปังเข้าตัวบ้างแล้วหละ ไม่เสียแรงที่มานั่งฟังอยู่นาน

“คนอย่างนี้ก็มีด้วย”

    จ่าสมนึกบ่นออกมาเบาๆ แต่หมวดบูรณ์ได้ยินเพราะอยู่ใกล้ที่สุด

ต่างคนต่างใจน่าจ่า อย่าคิดมาก ตำแหน่งเขาสูงกว่าเรา ทำไงได้ สงสารแต่สารวัตรนั่นแหละ ดูซิอุตส่าห์อดตาหลับขับตานอน 2 วันที่ผ่านมาแกแทบไม่ได้กลับบ้านเลย เพราะค้นหาข้อมูลของกงจักรทองนี่แหละ ไป เราไปช่วยแกกัน ทีมเราต้องสามัคคีกัน จริงไหม” วิทย์ได้แต่ยืนจ้องไปที่มาดาม รูปคนสีดำที่อยู่ในวงกลมและมีรูปเครื่องหมายคำถามติดอยู่

“แกเป็นใครนะมาดาม ฉันต้องกระฉากหน้ากากของแกออกมาให้จงได้ ฉันสัญญาว่าต้องลากแกมาเข้าตารางให้จงได้ มาดาม”

    วิทย์กำมือขวาแน่นแล้วทุบลงไปที่โต๊ะทำงานอย่างแรง แล้วหันไปสั่งงานลูกน้องในทีมทันที เพื่อที่จะแยกย้ายกันทำงาน

“หมวดบริบูรณ์ จ่าสมนึก เริ่มงานของเราได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ ไป แยกย้ายกันไปดำเนินการตามที่ผมบอก” ทั้งสองคนรับคำสั่ง

“ครับ” แล้วรีบแยกย้ายทันที

%%%%% ----- %%%%%

   หลังจากสอนนักเรียนเสร็จ ทับทิมและปูนเรียกเนเน่มาหา เพื่อที่จะตกลงกันกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทับทิมยื่นกระดาษใบหนึ่งให้

“เอานี่ไอ้เน่ ตารางการทำงาน ตารางสอนใหม่ของแก”

     เนเน่มองหน้าทับทิม แต่ยังไม่รับ

“ฉันปรับเปลี่ยนให้แล้ว และแกอย่าทำอะไรแผลงๆแบบเมื่อวานอีกนะ ฉันไม่ชอบ ถ้าอาเด็จรู้ว่าแกเป็นอะไรไป ฉันจะตอบเค้ายังไง”

     เมื่อได้ยินแบบนั้น เนเน่จึงหยิบกระดาษแผ่นมาเปิดดู แล้วอ่านเบาๆ

“เสาร์,อาทิตย์,อังคาร,พฤหัสฯ ทั้งวัน และจันทร์ครึ่งเช้า วันหยุด พุธ,ศุกร์ และจันทร์ช่วงบ่าย” พออ่านจบก็มองหน้าทับทิม

“นี่มันอะไรกันเนี่ยพี่ทิม ทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าหนูไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลยซิ ที่ตกลงกันครั้งแรกมันไม่ใช่แบบนี้นี่ แล้วหนูจะเอาเวลาไหนไปหาร่องรอยของแม่หละ” เนเน่ไม่พอใจมาก

“ไม่ หนูไม่เอา” เนเน่ขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งต่อหน้าทั้งสองคนทันที

     ปูนรีบอธิบายให้เนเน่ฟังทันที เพราะรักและเป็นห่วงเนเน่มาก เนื่องจากในทีมพญายม ปูนสนิทกับเนเน่มากที่สุด รองลงมาจากเนตรอัปสรและเทียนหอม ปูนจึงกล้าที่จะพูดและเข้าหาเนเน่มากกว่าทับทิม

“เน่ แกฟังพี่นะ ที่เราสองคนทำแบบนี้ ก็เพื่อตัวแกเองนะ”

     ปูนพยายามอธิบายเพื่อให้เนเน่เข้าใจ

“เรื่องแม่แก เราสองคนบอกแล้วว่าจะช่วยอย่างเต็มที่”

     ปูนแสดงความจริงใจออกมาอย่างเด่นชัดที่สุด

“แต่ไม่ใช่ให้แกกล้าบ้าบิ่นแบบเมื่อวาน” ปูนจ้องหน้าเนเน่แบบจริงจัง

“ถ้าอาเด็จรู้ว่าพี่ดูแลแกไม่ดี พี่จะตอบอาเด็จยังไง”

     ปูนพูดออกมาโดยใช้อารมณ์นิดหน่อย

“ในเมื่อเขาไว้ใจให้พี่ดูแลแก ให้พี่เป็นผู้ปกครองแกแทนเขา”

     ปูนพยายามดึงความสำคัญออกมา

“ถ้าแกเป็นอะไรไป แล้วพี่จะมีหน้าไปเจออาเด็จได้ยังไง”

     ปูนเริ่มระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่แล้ว

“ถือว่าเห็นใจพี่เถอะนะเน่” ที่ปูนพูดออกไปอย่างนั้นเพราะอยากจะให้เนเน่เข้าใจ และหยุดความดื้อรั้น

“เสียอะไรพี่เสียได้ แต่ขออย่าให้เสียแกไปเลย แกเข้าใจพี่ไหม ไอ้เน่”

    แต่สิ่งที่ปูนพูดออกไปนั้น ไร้ความหมาย

“ไม่ ตราบใดที่หนูยังสืบหาไม่ได้ ว่าใครเป็นคนทำให้ชื่อเสียงแม่เสื่อมเสีย หนูจะไม่หยุด” เนเน่ดื้อมาก

“ในเมื่อพึ่งพ่อไม่ได้ พวกพี่ๆก็ไม่ได้ช่วยอย่างจริงใจ หนูก็คงไม่รอที่จะต้องให้ใครมาช่วย” เนเน่ไม่ยอมท่าเดียว

“ในเมื่อหนูพึ่งพาใครไม่ได้ หนูต้องเสี่ยงทำเอง ถึงตายยังไง หนูก็ไม่หวั่น”

    เนเน่ยังคงต้องการทำแบบนั้น

“ไอ้เน่ ที่พี่เตือนแก เพราะพี่รักและเป็นห่วงแกจริงๆนะ”

    ปูนพยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง

“แกอย่าลืมซิว่า พอแกเรียนจบแล้ว ปีหน้าแกต้องไปเรียนต่อที่อเมริกา ตามคำสั่งของพ่อ” ปูนบอกความจริง

“พี่กำลังเตรียมทำวีซ่าและพาสปอตให้แกอยู่นะ อีกไม่กี่เดือน ก็จะเสร็จแล้ว”

    ปูนพยายามโน้มน้าวใจ

“แกไปเรียนอย่างสบายใจได้เลย งานทางนี้เราสองคนและคุณวิทย์จะจัดการสานต่อให้เอง” ปูนขอให้เชื่อ

“นะคนดี เชื่อพี่ เน่ พี่กับปูนรักและหวังดีกับแกเสมอนะ วางมือซะแล้วเตรียมตัวไปเรียน” ทับทิมพูดเสริมอีกคน

    เนเน่นั่งก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมพูดจาอะไรเลยอยู่พักใหญ่ สักพักบทจะพูด ก็พูดออกมาแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

“อะไรๆก็พ่อ พี่อย่าเอาพ่อมาอ้างหน่อยเลย ถ้าหนูไม่ใช่ลูกพ่อ พี่จะมาห่วงและดูแลหนูอย่างนี้ไหม” ปูนงงมาก

“หนูรู้นะที่พี่ยอมทำตามที่พ่อขอเพราะพี่ยังตัดใจจากพ่อหนูไม่ได้ใช่ไหมหละ” ทับทิมเอามือปิดปากตัวเองทันที

“โธ่..อยากให้พ่อกลับมารัก กลับมาชอบพี่เหมือนเดิมเหมือนเมื่อก่อนใช่ไหม” ปูนไม่คิดว่าเนเน่จะพูดเรื่องนี้

“พี่ไม่ได้รักหนูและเป็นห่วงหนูจริงๆหรอก แค่อยากให้พ่อกลับมา และอยู่ใกล้ๆพ่อก็เท่านั้น” ปูนตกใจมาก

“อย่าคิดว่าหนูไม่รู้นะ ว่าสองปีที่ผ่านมานี้ พี่แอบหลบน้าโม และโทรหาพ่อหนูแล้วนัดเจอกันบ่อยแค่ไหน” ปูนไม่คิดว่าเนเน่จะกล้าพูดเรื่องนี้ออกมา

“คิดว่าหนูโง่หละซิท่า ไม่งั้นพี่คงจะไม่ออกตัวแรงขนาดนี้หรอก”

   เนเน่พูดแรงมากไม่รู้ว่าเท็จจริงแค่ไหน จึงทำให้ปูนไม่พอใจขึ้นมาทันทีที่เนเน่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

“เออ ฉันยอมรับว่ายังรักพ่อแกอยู่ แล้วจะทำไม รักก็คือรัก แต่ไม่เคยคิดที่จะเอามาครอบครอง เราสองคนรักกันแบบบริสุทธิ์ใจ แค่ได้คุยกันได้ยินแค่เสียงกัน แค่นี้มันก็มีความสุขแล้ว ฉันไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้”

    เนเน่สะแหยะยิ้ม เอียงหน้าขึ้นมา แล้วพูดอย่างดัง

“ร่าน” ปูนโมโหมากที่เนเน่พูดแบบนั้น จึงเผลอตบหน้าเนเน่อย่างแรงแบบไม่ตั้งใจ แล้วชี้หน้าเนเน่แบบไม่พอใจเป็นอย่างมาก

“มันจะมากแล้วนะ ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ ไอ้เน่” ทับทิมรีบวิ่งเข้าไปดึงตัวปูนออกมาทันทีก่อนที่อะไรๆมันจะบานปลายไปมากกว่านี้

“ไม่ ไม่ขอโทษ ก็มันเป็นความจริง หนูไม่ขอโทษ”

    เนเน่ลอยหน้าลอยตาแบบไม่เกรงใจ

“ถ้าไม่เป็นความจริงพี่ก็แก้ตัวมาซิ ว่าที่หนูพูดมา มันโกหกตอแหลทั้งหมด”

“ไอ้เน่ ขอโทษพี่ปูนเดี๋ยวนี้”

   ทับทิมรีบไกล่เกลี่ย เพราะดูแล้วเหมือนว่าจะบานปลายแล้ว เนเน่ส่ายหน้า ปูนเลยพูดต่อ เพราะตอนนี้ไฟเริ่มติด หยุดไม่ได้ซะแล้วงานนี้

“นี่แกกำลังคิดอะไรอยู่ แกคิดว่าฉันกำลังนอกใจพี่โม แล้วแอบไปเป็นชู้กับพ่อแกอย่างนั้นเหรอไอ้เน่” ปูนโมโหมากที่เนเน่คิดแบบนั้น

“แกพูดให้ดีๆนะ อีเด็กเวร อีเด็กนรก อึ๊ย”

“หน้าด้าน หน้าไม่อาย สุดท้ายก็เผยความจริงออกมาแล้ว”

     เนเน่ยิ่งสาดน้ำมันเข้าไปเพิ่มอีกจนได้ งานนี้จบยากหละซิครับ

“ผิดหวัง หนูผิดหวังจริงๆ ที่ผ่านมาหนูคิดอยู่เสมอว่า พี่รักหนูจริงๆ”

“ฉันรักแกและหวังดีกับแกจริงๆ ไม่ได้ปด”

     ปูนพยายามเก็บอารมณ์ ลดเพดานความแรงลงมาก่อน

“ถ้าอาเด็จไม่ขอร้อง สายตาสักนิด ฉันก็จะไม่อยากจะแล และจะไม่แยแสอะไรแกเลยจะบอกให้”

“เออ ไม่อยากจะแลก็ไม่ต้องมาแล” เนเน่ตอบออกมาแบบไม่ต้องคิดเลย เพราะไม่อยากที่จะเป็นหนี้บุญคุณใคร

“ต่อไปนี้ไม่ต้องมาแยแสอะไรหนูอีก ไม่รักก็ไม่ต้องรัก”

    เนเน่ตอบออกไปแบบน้อยใจสุดๆ

“หนูเกลียดพี่ หนูเกลียดพ่อ เพราะพ่อไม่เคยรักแม่เนตรเลยรักแต่คนอื่น ไปเลย”

   เนเน่ร้องไห้ออกมา และระเบิดอารมณ์ออกมา ตอนนี้ต่างคนต่างอารมณ์ปั่นป่วนไปหมดแล้ว

“ไอ้เน่” ทับทิมพยายามให้เนเน่ใจเย็นลง

  เข้าใจว่า ต่างคนต่างใจ ต่างจุดมุ่งหมายกัน ต่างคนก็ต่างเอาแต่ใจตัวเอง ทับทิมซึ่งเป็นคนกลางเวียนหัวมาก ไม่รู้จะช่วยทางไหนดี

“จำใส่กะลาหัวขี้เลื่อยของแกไว้ด้วยนะไอ้เน่” ปูนก็เลยไม่ทนที่จะพูดดีๆกับเนเน่อีกแล้ว ในเมื่อไม่ฟังกัน

“ถ้าอาเด็จไม่ขอร้อง ฉันก็ไม่ยอมมาเป็นผู้ปกครองให้แกหรอก อีเด็กดื้อ อีเด็กเอาแต่ใจ” ปูนชี้หน้าเนเน่อีกครั้ง เนเน่นั่งเอามือซ้ายจับแก้มซ้ายของเธอที่โดนปูนตบเมื่อกี้ไว้

“ทำไม หนูจะพูด หนูจะพูด ถ้าไม่เป็นความจริง แล้วพี่จะร้อนตัวทำไม” เนเน่พูดไปก็ร้องไห้ไปด้วย

“ที่พี่ปูนยอมแต่งงานกับน้าโมในตอนนั้นก็เพราะประชดพ่อ”

    เนเน่รู้หมดว่าปูนทำอย่างนั้นทำไม

“อยากจะให้พ่อมาง้อแต่ดันผิดแผน ตอนนั้นพ่อกลับไปรักพี่โบว์มากกว่าใครๆก็รู้”

    เนเน่แฉจนหมดเปลือก

“พอพ่อไม่มาง้อก็เลยประกาศแต่งงานทันที” ทับทิมไม่อยากจะเชื่อกับคำที่เนเน่พูดออกมาเลย

“ไม่นาน พอรู้ว่าแม่เนตรกับพี่โบว์ตายไปแล้วจึงคิดหวนกลับมาอีก จริงไหมหละ”

“ไอ้เน่ แกหมายความว่ายังไง” ทับทิมตกใจมากที่เนเน่พูดแบบนั้นออกมา

    จึงรีบหันไปมองหน้าปูนเพื่อนรัก เพราะอยากรู้ความจริง ว่าจริงหรือไม่ที่เนเน่พูดออกมาอย่างนั้น

“ไม่จริง ไอ้ทิม แกอย่าไปเชื่อมัน มันไม่จริง มันโกหก ไม่จริง แกอย่ามองฉันแบบนั้น แกต้องเชื่อฉัน มันพูดไปเรื่อย ไม่จริงนะแก”

    ปูนพยายามโน้มน้าวใจเพื่อน เพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่ทับทิมเริ่มสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่รู้จะเชื่อใครดี

“ทำไมจะไม่จริง” เนเน่จึงรีบพูดต่อ เพื่อให้ทับทิมรับรู้

“พี่ปูนคิดหวนกลับมาหาพ่อ ก็เพื่อหวังว่าจะได้อยู่ด้วยกันอีกสักครั้ง”

    ทับทิมตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ

“หลังจากที่แม่เพ็ญคลอดน้องแล้ว และต่อจากนั้นอีก 2 วัน ก่อนที่พ่อจะไปเกาะ หนูเห็นนะว่าพี่แอบมาหาพ่อที่บ้าน แต่ไม่รู้นะว่าแอบไปพูดอะไรกันอยู่สองคนที่สวนข้างบ้าน เพราะพอดีพี่ดันท้องซะก่อนก็เลยทำอะไรไม่ได้”

    ปูนตกใจมากที่เนเน่รู้เรื่องนี้ “พอคลอดลูกคนแรกออกมาแล้วทำไมถึงไม่มีต่ออีก ทั้งๆที่น้าโมเองก็บอกแล้วว่าอยากมีคนที่สองคนต่อเลยทันที แต่พี่ก็อิดออดบอกไม่อยากมี และบ่ายเบี่ยงมาตลอด”

     ปูนรีบพูดแทรกออกไปทันที เพราะยิ่งพูด มันก็ยิ่งลึก ยิ่งพูดก็ยิ่งเกิดรอยร้าว

“ไม่จริง ช่วงนั้นพี่โมมีงานเข้ามาเยอะมาก ไม่ค่อยจะได้กลับบ้าน อีกอย่างที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่ ฉันไม่อยากที่จะอยู่คนเดียว ต่างหาก” แต่เนเน่ไม่เชื่อ ทับทิมเองก็เริ่มคิด และเอนเอียงที่จะไปเชื่อเนเน่เสียแล้วในตอนนี้

“เกือบปีที่ผ่านมา หลังๆพี่กับน้าโมแทบจะไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย อยู่ดีๆพี่ก็มาดูแลหนูบอกว่าพ่อขอร้องมา หนูก็ยังแปลกใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนูก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพ่อคิดอะไรอยู่ ถึงให้หนูยอมกลับมาอยู่บ้านเก่าได้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนพ่อก็ไม่ยอมให้อยู่ ถึงกับยอมบอกเลิกคนที่มาขอเช่าบ้าน ทั้งๆที่รายได้ค่าเช้าบ้านก็ดีออกอย่างนั้น หนูยังเสียดายแทนเลย แต่พ่อกลับไม่เสียดาย หนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”

“ก็เพราะว่าแกขอพ่อไง ว่าไม่อยากเดินทางไกล บ้านเพ็ญกับมหาลัยแกมันไกลกันมากคนละทางเลย พอแกอ้อนมากๆพ่อแกก็เลยตามใจ ยอมให้แกกลับมาอยู่บ้านเก่า อาเด็จเขาก็เลยมาขอร้องให้ฉันช่วย เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไอ้ทิมมันก็กำลังท้องคงไม่สะดวก ตอนนั้นเหลือฉันคนเดียวในทีมที่ว่างที่สุด พออาเด็จมาขอร้องให้ฉันดูแลแก ก็เลยรับปากมันก็เท่านั้น ฉันเต็มใจ แล้วมันผิดตรงไหน วันๆพ่อแกได้แต่เมา งานการก็ไม่ทำ แล้วจะเอาเวลาไหนมาดูแก ไหนยัยเพ็ญก็พึ่งจะคลอดลูก ฉันก็เลยช่วยไง ฉันหวังดีต่างหาก”

“หวังดี หวังดีเหรอพี่ หวังพ่อหนะไม่ว่า” เนเน่ตอกกลับเข้าให้

        จนทับทิมสับสนไปหมดแล้ว เนเน่พูดต่ออีก ไหนๆก็ไหนๆแล้ว

“มีอยู่วันหนึ่งที่หนูกลับมาจากมหาลัยเร็ว เพราะจะกลับมาเอารายงานที่ลืมไว้ไปส่งอาจารย์ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่ในครัวจึงค่อยๆย่องเดินไปแอบดู หนูก็เห็นพี่กับพ่อนั่งโอบกอดหยอกล้อกันอยู่บนพื้นห้องครัวกันเพียงสองคน เสื้อผ้าก็ไม่ได้ใส่ทั้งคู่ มีแต่ผ้าเช็ดตัวกับผ้าขาวม้า แล้วมันหมายความว่ายังไง บอกมาซิ อธิบายมา หนูก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าวันนั้นพี่กับพ่อ กำลังทำเลวอะไรกันอยู่ หรือจะบอกว่าไม่จริง”

“อีเน่” ปูนชี้หน้าด่าเนเน่ เพราะฟิวส์ขาดแล้ว เนเน่ดันไปสะกิดถูกแผลของปูนจนอักเสบจนได้ เลยทนไม่ไหว

“แกดูถูกฉัน แกหาว่าฉันกับพ่อแกมีอะไรกันเหรอในวันนั้น แกคิดว่าเราสองคนคบชู้กันงั้นเหรอ นั่นพ่อแกนะ ทำไมแกถึงได้คิดชั่วแบบนั้น เพราะแบบนี้ใช่ไหม ที่แกกับพ่อถึงไม่ยอมมองหน้ากันตั้งแต่นั้นมา”

    เนเน่ยืนจ้องหน้าปูนแบบไม่เกรงใจ

“ใช่..ทำไม หนูพูดความจริงแล้วรับไม่ได้หรือไงพี่ปูน อย่าคิดนะว่าหนูไม่รู้อะไรหนะ ว่าพี่แอบพบพ่อหนูกี่ครั้งแล้ว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว”

    ทับทิมเอามือปิดปากอีกแล้ว

“ปีกว่าที่ผ่านมาหลังจากคลอดลูกคนแรก 3 เดือน หลังจากนั้น ทุกวันอาทิตย์พี่ไปไหน” เนเน่ยิงคำถามไป

“ธรรมดาพ่อจะมาหาหนูที่บ้าน แต่พ่อก็ไม่มา ใช้วิธีโทรมาแทน อ้างว่ามีธุระบ้าง ไปเกาะบ้างหนูก็เชื่อ” เนเน่พูดไม่หยุดเลยคราวนี้

“พอผิดสังเกตุขึ้นบ่อยครั้ง หนูก็เริ่มเอ๊ะใจ เพราะพ่อไม่เคยผิดสัญญากับหนู เลยแอบติดเครื่องติดตามสัญญานไว้ที่โทรศัพท์พี่ปูน พ่อกับพี่ไม่รู้หรอกว่าหนูแอบตามพี่ปูนไปทุกครั้งที่มีโทรศัพท์เข้ามาหา หนูถึงรู้ไงว่าพี่กับพ่อแอบไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง”

    ทับทิมอ้าปากค้างเลยเมื่อได้รู้กับความจริงบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน จะจริงจะเท็จอันนี้ไม่รู้

“แก นี่แกทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไงไอ้เน่ ไอ้เด็กนรก ไอ้เด็กผี ไอ้เด็ก..” จนปูนไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาว่าอีก

    ปูนตะโกนด่าเนเน่แบบไม่เกรงใจแล้ว อยู่ดีๆเนเน่ก็พูดออกมา

“หนูถามจริงๆเถอะ ไอ้เด็กที่นอนอยู่ในเปลคนนั้นหนะ ลูกใคร”

    เนเน่ถามคำถามที่สำคัญมาก โดยที่ปูนตอบได้ยากและลำบากมากจริงๆ

“ลูกน้าโมหรือพ่อหนู เด็กคนนั้นหนะน้องหนูใช่ไหม เค้าเป็นน้องหนูใช่ไหม”

“อะไรนะ แกว่าอะไร ไอ้เน่ แกพูดใหม่อีกทีซิ”

     ทับทิมตะโกนถามเนเน่ เพราะสิ่งที่ได้ยินนั้นมันช่างเจ็บปวดใจเสียจริงๆ

“ไม่ใช่นะทิม เค้าเป็นลูกพี่โมกับฉันจริงๆ”

  ปูนพยายามอธิบายให้เพื่อนฟัง เมื่อได้ฟังความจริงบางอย่างจากปากของเนเน่ในวันนี้ ก็รับไม่ได้กับสิ่งที่ได้ยิน จึงเกิดความไม่สบายใจขึ้นในใจของเธอทันที

“ไอ้เด็กเวร อีตอแหล ทำไมแกถึงคิดอย่างนั้น พูดออกมาได้ยังไง ว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกฉันกับพี่โม เลว จริงๆ”

    ความขัดแย้งเริ่มเกิดแล้วระหว่างปูนกับเนเน่ เนเน่รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากฟิตเนตและหายไป ไม่กลับมาอีกเลยในวันนี้

“กลับมานะ ไอ้เน่ แกกลับมา กลับมาพูดกันให้รู้เรื่อง ไม่จริงนะ แกใส่ร้ายฉัน แกพูดไม่จริง เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของฉันกับอาเด็จ” ทับทิมรีบเดินเข้ามาหาปูน

“ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ปล่อยมันไปก่อน ร้อนด้วยกันทั้งคู่ สงบไว้เพื่อน” และต่อว่าเพื่อนเล็กน้อย

“แกก็พูดกับมันแรงไปหวะไอ้ปูน แกก็รู้ว่าไอ้เน่มันรักแม่มันแค่ไหน แล้วไหนจะเรื่องพ่อมันอีกที่หายเงียบไปไม่ยอมมาช่วยมัน” ทับทิมเอามือลูบไหล่เพื่อนเบาๆ

“ขอโทษ ฟิวส์มันขาด ก็มันเล่นพูดแบบนั้นออกมา เป็นใคร จะไม่โกรธวะ”

“ฉันเข้าใจๆ” แล้วทับทิมก็มองหน้าเพื่อน และหันไปถามเพราะยังติดใจกับสิ่งที่เนเน่พูดมาเมื่อกี้

“จริงหรือเปล่าวะแก ที่ไอ้เน่มันพูดเมื่อกี้หนะ” ปูนหันไปมองหน้าเพื่อน

“อะไร ตรงไหน ฉันกับมันพูดกันหลายเรื่องมาก แกถามฉันเรื่องไหน”

    ปูนถามกลับแบบเซ็งๆ

“ก็เรื่องที่แกแอบนัดเจอกับอาเด็จลับหลังพี่โมบ่อยๆหนะ”

    ปูนไม่อยากปิดบังเพื่อนจึงพยักหน้าตอบไปแบบตรงๆว่าใช่

“ไอ้ปูน นี่แก..”

“ใจเย็นๆก่อนไอ้ทิม” ปูนยกมือขึ้นห้ามเพื่อน ยังไม่อยากที่จะตอบอะไรเพื่อนในตอนนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง มันพูดยาก

“แล้วไหนจะเรื่องลูกคนที่สองคนนี้ของแกอีก”

    ทับทิมเข้าใจเพื่อน แต่ความรู้สึกมันกลับขัดแย้ง

“ปูน ตอนนี้ฉันว่าแกคงต้องรีบหาคำตอบให้กับพวกเราแล้วหละ ถึงฉันจะได้ยินอะไรมา แต่ก็ยังไม่อยากจะปักใจเชื่อสักเท่าใดนักหรอกนะ ว่าสิ่งที่ไอ้เน่พูด มันจริงเท็จแค่ไหน ฉันเชื่อใจแกนะ” ทับทิมมองโลกในแง่ดี

“แต่ในความเป็นจริงแล้ว แกคงยังจะหลงลืมไม่ได้ว่า ความจริงอยู่ตรงไหน ยังไงฉันก็อยากให้แกไม่มีอะไรติดค้างค้างในใจอีก ถ้าแกคิดว่าไม่ได้ทำผิดกับใคร”

   ปูนทำหน้ากับเพื่อนไม่ถูกเลยวันนี้ ในเมื่อความลับที่ปิดมานานถูกเปิดเผยแล้ว จึงเดินหนีทันที เพื่อไปเปลี่ยนชุดสอนแทนเนเน่อีก เพราะได้เวลาที่จะสอนแล้ว ทับทิมก็ทำหน้าไม่ถูกเช่นกัน เดินกลับไปนั่งที่เคาน์เตอร์ เพราะพึ่งรู้วันนี้เหมือนกันว่าปูนกับเผด็จแอบกลับมาคบกันอีกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

   เธอคิดไปไกลถึงเรื่องลูกคนที่สองของปูนทันที ว่าที่แท้แล้ว เด็กคนนี้แท้จริงแล้วเป็นลูกของใครกันแน่ จะเชื่อเนเน่ไหม หรือต้องรอความจริงจากปากเพื่อน ต่างคนต่างใจจริงๆ

  แตงโมเดินลงมาพอดีขณะที่สองคนกำลังทะเลาะกัน จึงแอบฟังอยู่อย่างเงียบๆแถวนั้น เมื่อได้ยินและรับรู้เรื่องนี้เข้า เลยทำให้เขาไม่สบายใจเช่นกัน จึงเกิดความสับสนขึ้นมาทันที หันหลังเดินกลับขึ้นไปบนออฟฟิตชั้น 3 ทันที โดยที่ปูนเองก็ไม่รู้ว่าแตงโมเดินลงมา แตงโมกลับมานั่งคิดพอๆกับทับทิมเช่นกัน ว่าลูกคนที่สองของเขานั้น เป็นเด็กที่เกิดมาจากเขากับปูนจริงหรือไม่ หรือว่าไม่ใช่ ทำให้ในวันนี้แตงโมไม่มีสมาธิในการทำงานเลย

>>>>> @@@@@ <<<<<

  ด้วยความโมโห เนเน่จึงขับรถตรงไปยังสำนักพิมพ์ที่ดลทำข่าวอยู่หงุดหงิดไม่รู้ว่าจะไปไหน เธอกะว่าจะมาตามข่าวเรื่องแม่ เพราะได้คุยติดต่อกับเบิ้มอยู่เป็นประจำ ถึงความคืบหน้าของหงส์ฟ้า วันนี้เลยมาโดยไม่ได้นัดหมาย เมื่อมาถึง จึงตรงยังประชาสัมพันธ์ทันที

“พี่เบิ้มอยู่ไหม หนูขอพบหน่อย เมื่อวานโทรคุยและนัดกันไว้ตอน 6 โมงเย็น พอดีหนูเสร็จธุระเร็วเลยมาก่อน”

“รอสักครู่นะ เดี๋ยวจะโทรตามให้ อ้าวนั่นไง พี่เบิ้มมาพอดี พี่เบิ้มๆ เชิญทางนี้หน่อยค่ะ” เบิ้มพึ่งกลับมาจากการทำข่าวช่วงเช้า

“มีอะไรเหรอจอย” เบิ้มถามประชาสัมพันธ์สาว

“น้องคนนี้เขาบอกว่า เขานัดพี่ไว้ หนูก็เลยเรียกให้มาพบกันเลยไม่ต้องเสียเวลาโทรตาม” จอยบอกเช่นนั้น

“น้องค่ะ นี่พี่เบิ้ม คนที่น้องต้องการพบค่ะ” เบิ้มมองหน้าเนเน่แล้วงง เลยยิงคำถามแบบตรงๆ เพราะสับสนว่าไปนัดตอนไหน

“เออ..เรา รู้จักกันเหรอครับ และพี่นัดน้องมาหาเหรอ” เบิ้มทำท่างง

“พี่จำได้นะว่าไม่เคยนัดใครมา น้องเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า”

“ไม่นะคะพี่ ก็เมื่อวานตอนค่ำๆเรายังคุยกันอยู่เลย พี่ยังนัดให้หนูมาพบที่นี่ตอน 6 โมงเย็นเลยนี่” เนเน่เลยอธิบายให้ฟัง

“อีกอย่าง เราก็คุยกันมาเกือบ 2 อาทิตย์แล้วนะ กับเรื่องเบาะแสของหงส์ฟ้า พี่จำไม่ได้เหรอ เอ๊ะ แต่เสียงที่หนูได้ยิน ไม่ใช่เสียงนี้นี่นะ ถ้าไม่ใช่พี่แล้ว จะเป็นใครไปได้หละ”

    ขณะนั้นดลกำลังขนของและอุปกรณ์จากรถโอบีเดินลงมาพอดี สายตาเหลือบไปเห็นเนเน่เข้า กำลังจะหลบ เบิ้มหันไปเห็นเข้า จึงกวักมือเรียกดลเพื่อจะมาถามอะไรบางอย่าง ดลหลบไม่ทันเสียแล้ว ช้าไป จึงต้องเดินอุ้มกล้องอุปกรณ์นั้นบังหน้ามาหาเบิ้มทันที

“มีอะไรเรอครับพี่”

    ดลบังคงหลบหน้าเนเน่ด้วยกระเป๋ากล้องวีดีโอ ขณะที่อุ้มถืออยู่

“เอาของลงก่อนจะได้ไหม ข้ามีอะไรจะถามเอ็งหน่อย”

>>>>>>>>> ********** <<<<<<<<<<

โปรดติดตามตอนต่อไปใน  ตอนที่ 7 .. “ ขัดแย้ง ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น