อัปเดตล่าสุด 2022-02-22 18:30:37

ตอนที่ 5 ผู้ช่วย ผู้เชือด

     “เฮ้ย! ไอ้เชิดหมูตัวที่เท่าไหร่แล้ววะ ?” ใช้จับมีดปังตอเล็งไปที่คอของหมูตัวที่ถูกเชือกมัด เชิดเพื่อนสนิทได้ทำหน้าที่ช่วยจับร่างของหมูตัวนี้ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง

“ตัวสุดท้ายแล้ว แกเชือดไปหกตัวแล้วไอ้ใช้ ตัวนี้เป็นตัวที่เจ็ด” เชิดตอบคำถามใช้พลางมองไปที่เพื่อนชายซึ่งกำลังเล็งหั่นมีดปังตอเตรียมสังหารหมูตัวนี้

“ตัวที่เจ็ดใช่หมูตัวเมียหรือเปล่า ?”

“ใช่ แกจะทำไมไอ้ใช้”

“ไอ้เชิดมึงอยากลองทำอะไรที่ไม่ผิดกฎหมายไหมวะ ได้อารมณ์เป็นอะไรที่แปลกใหม่”

“อะไรของมึงไอ้ใช้”

“อยากลองฆ่าข่มขืนไหม!? กูหมายถึงกับอีหมูตัวนี้ไง”

“เฮ้ย! มึงจะบ้าเหรอนั่นมันหมูนะ เราเป็นคน”

“หึ หึ ก็แค่ลองดูไม่เห็นเสียหาย พอเราทำกันเสร็จค่อยเชือดมันทิ้ง มึงไม่พูด กูไม่พูด แล้วใครจะรู้ ?” ใช้พูดพลางวางมีดปังตอลงไปบนเขียง ชายวัยกลางคนทำจริงตามที่ตนเองพูดไว้ เขากำลังเสพสังวาสกับหมูตัวเมียตัวที่เจ็ด เชิดดวงตาเบิกโพลงแต่เขาก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร

ชายวัยกลางคนเปลี่ยนความคิดเขาอยากลองทำอะไรแปลกๆวิตถารตามใช้เพื่อนชายคู่ใจ เชิดช่วยใช้จับตัวหมูตัวเมียไว้มั่นเขาไม่สนใจเสียงร้องขอความเมตตาของหมูตัวนี้ หมูตัวเมียมันร้องดังกว่าปกติ บางทีมันก็ร้องดังกว่าตอนถูกเชือดเสียอีก

“อู๊ด อู๊ด อู๊ด อู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”

“ไอ้ใช้เป็นไงบ้างวะ เดี๋ยวมึงมาจับมันนะ กูจะลองบ้างท่าจะสนุกโว้ย!” เสียงพูดผสมกับเสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วโรงเชือดหมู ชายวิปริตจิตวิตถารทั้งสองเขาทำอะไรลงไปโดยไม่สนใจเมตตาในสัตว์ร่วมโลกเลย กามกิจเสพสังวาสได้จบลงต่อมาคมมีดจึงหั่นเชือดไปที่ลำคอหมูตัวเมียตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอีกครั้งหนึ่ง!

“อู๊ด อู๊ด อู๊ด อู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”

ภาพที่มะนาวเห็นเด็กสาวมองมันจากตรงประตูทางเข้าโรงเชือด ประตูได้ถูกเปิดอ้าไว้มะนาวจึงเดินเข้าไปดูและเธอก็เห็นภาพที่แสนจะอุบาทว์ทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ช่วงตอนที่หมูตัวเมียถูกใช้กับเชิดผลัดกันเสพสังวาส เด็กสาวเห็นมันจากระยะห่างไกลตนเอง ถึงแม้มันจะอยู่ระยะไกลแต่มะนาวก็รู้เห็นทุกอย่างจากการกระทำที่แสนโสโครกของใช้กับเชิด

“เอาเร็ว! แย่งตุ๊กตาหมูของยัยมะนาวมาเลยชะเอม” พาสต้ากับพรรคพวกราวห้าคนจู่ๆก็มาปรากฏตัวภายในห้องเรียนตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เมื่อเข้ามาได้พวกเด็กสาวก็รีบเข้าไปกลั่นแกล้งเพื่อนใหม่ในทันที

“เอาของเรามานะชะเอม” มะนาวพูดในขณะที่นั่งอยู่ เด็กสาวสีหน้าอ้อนวอนชะเอมเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงมือขวาของพาสต้า

“อยากได้คืนเหรอ! ไม่ให้” ชะเอมพูดพลางขว้างส่งตุ๊กตาลูกหมูไปให้พาสต้ารับไว้ เด็กสาวถือมันไว้และเธอก็ส่งต่อให้เพื่อนเด็กนักเรียนหญิงคนต่อไป ตุ๊กตาลูกหมูตัวน้อยถูกกลุ่มของพาสต้าผลัดกันแกล้งส่งต่อไปมาวนเป็นวงกลม มะนาวซึ่งติดอยู่ในวงกลมเมื่อเธอลุกขึ้นยืนเด็กสาวก็พยายามวิ่งไล่เอาของตนเองคืน

“เอาคืนมานะพาสต้า เอามานะชะเอม พวกเธอทำไมต้องแกล้งเราด้วย! ขอเราคืนเถอะนะ” มะนาวพยายามพูดขอร้องวิงวอนอยู่ตลอดเวลา เด็กสาวพยายามวิ่งไล่เอาตุ๊กตาลูกหมูมาให้ได้ แต่เธอก็ทำไม่ได้เพราะมีเพียงคนเดียว

“โธ่! ตุ๊กตาลูกหมูกระจอก ไม่เห็นจะสวยเลย น่าเกียจมาก!” พาสต้าพูดพลางจะขว้างตุ๊กตาลูกหมูออกไปให้เพื่อนต่อ เธอง้างถือและจะขว้างเต็มแรงแต่แล้วก็ต้องหยุดเพราะ

“โอ๊ย! อะไรกัดข้อมือเรานะ โอ๊ย!เจ็บ!” พาสต้าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เด็กสาวทิ้งตุ๊กตาลูกหมูลงกับพื้นห้องเรียน มะนาวเห็นเป็นโอกาสเธอจึงรีบวิ่งไปเก็บตุ๊กตาลูกหมูมาไว้แนบกับหน้าอกตัวเอง

“เป็นอะไรหรือเปล่าพาสต้า ?” ชะเอมพูดพลางเดินเข้าไปดูเพื่อน เด็กนักเรียนหญิงอีกสามคนก็เข้ามาดูด้วย สายตาของเด็กสาวทั้งห้าต่างหันไปมองที่ข้อมือของพาสต้า ที่ข้อมือขวามีรอยคมเขี้ยวกัดอยู่ตรงนั้นลักษณะมันไม่เหมือนกับรอยเขี้ยวของมนุษย์ทั่วไป

รอยปริศนาที่เกิดบนข้อมือของพาสต้าสร้างความฉงนให้กับเพื่อนเด็กนักเรียนที่มองอยู่ ร่องรอยบางอย่างของรอยเขี้ยวก็ดูแปลก โดยปกติถ้าเป็นรอยเขี้ยวของคนหรือสัตว์อย่างไรต้องมีน้ำลายปะปนอยู่ที่บาดแผล แต่นี่ที่ข้อมือของพาสต้ากลับไม่มีคราบน้ำลายอยู่ที่ข้อมือของตัวเธอเลย

“ฉันจะไปฟ้องครูพวกเธอทุกคนต้องเป็นพยานให้นะ ยัยมะนาวกัดเรา เธอต้องมีความผิดถูกครูชมพูพรรณทำโทษแน่ๆ” พาสต้าพูดพลางส่งสายตาของเธอมองค้อนไปที่มะนาว เด็กสาวแสดงสีหน้าเจ้าเล่ห์เกินวัยของตนเองออกมา ตัวเธอเองชอบกลั่นแกล้งมะนาวอยู่ตลอดทุกครั้งที่มีโอกาส เมื่อพลาดถูกคมเขี้ยวปริศนากัดเข้าที่ข้อมือ พาสต้ายังมีแก่ใจที่จะแสร้งป้ายความผิดให้กับมะนาวอีก เด็กสาวคนนี้เธอเป็นคนร้ายกาจจริงๆ

“มีอะไรกันเด็กๆ ครูได้ยินนะเมื่อกี๊มีใครเอ่ยเรียกชื่อครู” ครูประจำชั้นชมพูพรรณเดินถือสมุดแนบไว้ที่หน้าอก หญิงสาวเดินเข้ามาถึงยืนอยู่ตรงกลางห้องเรียนในชุดครูสีกากี

ในขณะที่เธอยืนอยู่เด็กนักเรียนชายหญิงก็รีบเข้าไปนั่งประจำโต๊ะเก้าอี้ของตนเอง มะนาวไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าพวกเพื่อนเด็กนักเรียนชายกับหญิง จู่ๆก็เข้ามาอยู่ภายในห้องเรียนตั้งแต่ตอนไหน เด็กสาวมัวแต่คิดที่จะเอาตุ๊กตาลูกหมูคืน เธอจึงไม่ทันมองสังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัว

“ครูชมพูพรรณคะ มะนาวกัดที่ข้อมือขวาหนูค่ะ” พาสต้าเริ่มทำตามแผนการที่เตรียมไว้ เด็กสาวพูดจบเธอก็รีบเดินไปยื่นข้อมือขวาส่งให้ครูชมพูพรรณดูอย่างตั้งอกตั้งใจ

“มะนาวออกมาหาครูหน่อย” ครูชมพูพรรณพูดพลางนั่งลงที่โต๊ะเก้าอี้ด้านข้างริมหน้าต่าง หญิงสาวเอ่ยเรียกมะนาวคู่กรณีให้เดินออกมาหาที่โต๊ะครูผู้สอน มะนาวรีบลุกจากเก้าอี้เดินไปหาครูชมพูพรรณตามที่เธอได้ยิน

“เธอทำจริงอย่างที่พาสต้าพูดไว้หรือเปล่า ?”

“หนูไม่ได้ทำค่ะครู หนูพูดจริงๆนะคะ”

“โธ่ไม่ทำได้ยังไง เธอจะบอกครูชมพูพรรณว่าเรากัดข้อมือตัวเองอย่างนั้นเหรอ ?”

“หนูไม่ได้ทำจริงๆค่ะ หนูพูดความจริง พาสต้าเค้า...พูดโกหก”

“นี่เธอกล้าว่าเราโกหกเหรอ ได้มะนาวถ้าเธอไม่ยอมรับ ครูคะหนูมีพยานค่ะ ชะเอมทุกคนออกมาหน่อย” จบคำพูดของพาสต้าชะเอมกับเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงอีกสามคน พวกเธอได้ก้าวขาเดินออกมาจากโต๊ะนักเรียนของตัวเอง

“ชะเอมเธอเห็นมะนาวกัดข้อมือของเราใช่ไหม ?” พาสต้าพูดพลางทำสีหน้ายิ้มเยาะเย้ยใส่มะนาวที่ยืนอยู่ข้างตนเอง มะนาวสีหน้านิ่งเรียบเด็กสาวไม่รู้จะทำอย่างไร ฝั่งของเธอไม่มีพยานรู้เห็นจะมีเพียงตัวของเธอคนเดียว ถ้าเกิดเอาตนเองเป็นพยานมันก็คงไม่มีความหมาย คำพูดเหตุผลดูจะไม่มีน้ำหนักสักเท่าใดนัก

“จริงๆค่ะครู พวกหนูเป็นพยานให้ได้ มะนาวกัดที่ข้อมือของพาสต้าจริงๆ” ชะเอมพูดพร้อมกับเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงที่ยืนอยู่ข้างกาย เพื่อนของเธอได้แต่พยักหน้าเออออไปตามคำพูดโกหกของเด็กสาว

ชะเอมเตรียมแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็คงไม่มีใครเป็นพยานให้มะนาวเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเรียนเป็นแน่ มะนาวยืนนิ่งไม่รู้จะพูดอะไรต่อเธอจำต้องยอมรับความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อไว้เป็นแน่ พยานแวดล้อมเป็นองค์ประกอบสำคัญ มะนาวไม่มีใครเป็นพยานให้เธอกำลังตกที่นั่งลำบากอยู่ในขณะนี้

“ครูชมพูพรรณคะ มะนาวกับชะเอมแล้วก็เพื่อนอีกสามคนโกหกค่ะ” เด็กสาวคนหนึ่งเธอนั่งโต๊ะนักเรียนอยู่คนละแถวกับมะนาวแต่เก้าอี้ได้นั่งอยู่ใกล้กัน เด็กสาวพูดพร้อมเดินออกมากับเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงอีกสี่คน

“เรื่องมันเป็นยังไงกระรอกเธอเล่าให้ครูฟังหน่อยสิ ?” ครูชมพูพรรณพูดพลางยิ้มให้เด็กสาว ครูสาวพอจะเดาอะไรเป็นอะไรออก มะนาวไม่ได้เป็นคนผิดแต่แรก เรื่องนี้มันมีอะไรที่เป็นช่องโหว่อยู่หลายจุด พยานเพื่อนของพาสต้าที่เอาแต่เข้าข้างเพื่อนตัวเอง ครูสาวมองดูมันมีอะไรที่เป็นเงื่อนงำมากกว่าการฟ้องครูทั่วไป

“หนูเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี คือ...พาสต้ากับชะเอมแล้วก็เพื่อนนักเรียนหญิงอีกสามคน พวกเค้าเข้าไปแกล้งมะนาวก่อนค่ะ มะนาวนั่งอยู่ดีๆที่โต๊ะจู่ๆทั้งห้าคนนำโดนพาสต้าก็เข้ามาหามะนาว พาสต้าบอกให้ชะเอมแย่งตุ๊กตาลูกหมูไว้ จากนั้นพวกเค้าก็จับตุ๊กตาลูกหมูโยนไปมาให้มะนาวต้องเข้าไปแย่งคืน!”

“ พอมะนาวแย่งไม่ได้พาสต้าก็ได้ใจจะขว้างตุ๊กตาลูกหมูส่งต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็เรื่องที่พาสต้าถูกรอยเขี้ยวกัด กระรอกกับเพื่อนอีกสี่คนเป็นพยานได้นะคะ มะนาวไม่ได้กัดข้อมือของพาสต้าอย่างแน่นอนค่ะ!” กระรอกย้ำชัดในทุกคำพูดที่เธอเล่ารายละเอียดออกมาเป็นฉากๆ เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบพูดราวกับเธอเป็นทนายความอย่างไรอย่างนั้น

แววพรสวรรค์คงเริ่มฉายให้เห็นเด่นชัดตั้งแต่เด็กๆ เด็กสาวพูดจบสีหน้าของพาสต้ากับชะเอมและเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงอีกสามคน พวกเธอได้แต่จ้องมองมาที่กระรอกกับเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงอีกสี่คนด้วยความโกรธแค้น เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระรอกและเพื่อนที่เหลือเลย จู่ๆเด็กสาวคนนี้เธอเอาตัวเองเข้ามาขวางทางพาสต้าทำไมกัน

“กระรอกพูดโกหกค่ะ เธอจะบอกว่าเราแกล้งมะนาวอย่างนั้นเหรอ ? เราไม่ได้แกล้งที่แย่งตุ๊กตาลูกหมูเรากับชะเอมและเพื่อนอีกสามคนขอดูตุ๊กตาจากมะนาวแล้ว เธอกับเพื่อนอีกสี่คนโกหกค่ะครูชม!” พาสต้าไม่ยอมจำนนแต่โดยง่าย เด็กสาวยังคงพูดโต้แย้งต่อโดยที่มีชะเอมกับกองหนุนอีกสามคนเป็นกำลังช่วยเหลือ

“เธอว่าเราโกหกอย่างนั้นเหรอ! ถ้าเราโกหกเธอก็ต้องโกหกตัวเองแล้วล่ะ อีกเรื่องค่ะครูชมเมื่อวานพาสต้ายืมยางลบของมะนาว แล้วแกล้งขว้างไปใส่หลังครูชม หนูเป็นพยานได้” กระรอกได้จังหวะพูดบอกเรื่องที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นวีรกรรมที่แสนร้ายกาจของเด็กหญิงพาสต้า

“หน็อยแน่! เธอกล้าเป็นศัตรูกับเราอย่างนั้นเหรอยัยกระรอก” พาสต้าพูดพลางเดินเข้าไปประจันหน้ากับกระรอก และกลุ่มเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม

“แล้วจะทำไมเราพูดความจริง เธออย่าคิดนะว่าเราจะยอมเธอพาสต้า ที่เราไม่พูดเวลาเธอทำอะไรผิด มันเป็นเพราะเราไม่อยากมีเรื่อง แต่นี่ตอนนี้เธอทำเกินไปมะนาวเป็นเพื่อนใหม่ เธอจะแกล้งเค้าไปถึงไหน”

“เราไม่ได้แกล้ง เธอพูดโกหก!”

“เธอนั่นแหละที่แกล้ง ยัยพาสต้า!”

“เราไม่ได้แกล้งเธอต่างหากที่พูดโกหก!”

“เราไม่ได้โกหก เราพูดความจริง”

“เราก็ไม่ได้พูดโกหก เราก็พูดความจริงเหมือนกัน”

“ไม่จริง เธอพูดโกหก!”

“ก็บอกว่าไม่ได้โกหกยังไงยัยกระรอก!”

“ยัยพาสต้า!”

“พอแล้วทุกคน หยุด! เงียบเดี๋ยวนี้!” ครูชมพูพรรณเห็นว่าเหตุการณ์น่าจะบานปลายเป็นแน่ ครูสาวจึงพูดห้ามด้วยน้ำเสียงที่ดุดันกำชับสั่งให้พวกเด็กนักเรียนหญิงหยุดเถียงกัน

“พอได้แล้วนะคะ พวกเธอทุกคนกลับไปนั่งที่ได้แล้ว นี่เป็นคำสั่งเร็ว!”

“ครูชมคะ แล้วแผลที่ข้อมือของหนูจะทำยังไง ?”

“ข้อมืออะไรเหรอพาสต้า เธอดูให้ดีๆก่อนจะพูดด้วยนะ” ครูชมพูพรรณก้าวขาเดินไปยกข้อมือขวาของเด็กสาวชูขึ้นให้ใกล้สายตาของคนเป็นเจ้าของ พาสต้ามองไปที่ข้อมือของตัวเองและเธอก็ต้องตกตะลึงที่จู่ๆข้อมือเธอก็หายเป็นปกติ แผลรอยเขี้ยวที่เกิดขึ้นมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย ข้อมือของเด็กสาวเป็นปกติไม่มีอะไรปรากฏอยู่เลยในขณะนี้

“ครูเห็นแต่ข้อมือขวาเปล่าๆไม่เห็นจะมีอะไรตั้งแต่แรกแล้ว เธอเป็นอะไรเหรอพาสต้า ? พอเถอะครูชมขอให้ทุกคนหยุดและกลับไปนั่งได้แล้ว เดี๋ยวนี้! ตอนนี้ด่วนเลยครูจะสอนแล้วเร็วเข้า!” ครูชมพูพรรณพูดพลางดันร่างของพาสต้ากับเด็กนักเรียนหญิงที่ยืนอยู่รายล้อมโต๊ะครูประจำชั้น

หญิงสาวพูดตัดบทให้ทุกอย่างจบสิ้นลงด้วยคำพูดของเธอ พาสต้ากับชะเอมและเพื่อนที่เหลือได้แต่ฉงน ในรอยแผลลึกลับที่เกิดขึ้นและหายไปราวกับเป็นภาพลวงตา พวกเธอจำใจเดินกลับไปนั่งที่ของตนเอง มะนาวเดินกลับไปที่นั่งตามคำสั่งของครูชมพูพรรณ เด็กสาวเดินกลับเข้าไปพร้อมกับกระรอกและเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงอีกสี่คน

ตอนนี้เธอมีเพื่อนใหม่แล้วเพื่อนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มะนาวยิ้มให้เพื่อนใหม่ทั้งห้าคนเธอกล่าวขอบคุณเบาๆและนั่งลงที่เก้าอี้ ซึ่งมีร่างของพาสต้าอยู่ตรงนั้น กระรอกกับเพื่อนของเธอทั้งสี่คนยิ้มตอบมะนาว พวกเธอเดินกลับไปนั่งประจำที่ เพราะตอนนี้ครูชมพูพรรณกำลังจะสอนต่อ

“เธออย่าคิดนะเรื่องนี้มันจะจบลงง่ายๆ เธอต้องเจออะไรอีกแน่มะนาว!” พาสต้าหันไปพูดบอกมะนาวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่เน้นใจความสำคัญ เด็กสาวตัวเล็กแค่นี้เธอร้ายกาจเกินวัยตนเองจริงๆ มะนาวไม่พูดอะไรต่อเด็กสาวส่ายหน้าและหันไปมองกระรอก เธอยิ้มให้กระรอกอีกครั้งจากนั้นก็ตั้งใจเรียนตามที่ครูชมพูพรรณสอน

 

ช่วงเย็นของวันได้เข้ามาเยือนอีกครั้งใช้กับเชิดนั่งพักรอรับออเดอร์ชิ้นงานจากเฮียเฮง ชายวัยกลางคนทั้งสองได้แต่มองจ้องหน้ากันไปมา การรอเชือดชำแหละหมูยังไม่เกิดขึ้นเพราะเฮียเฮงเจ้าของโรงเชือดหมูชื่อ ฮวด เฮง ทรัพย์ ได้สั่งเบรกงานไว้ก่อน

“เบื่อเว้ยไอ้เชิด มึงเบื่อหรือเปล่าวะ ?”

“เบื่อสิวะ กูไม่มีอะไรทำเหมือนมึง ทำไมจะไม่เบื่อ”

“ทำไมเฮียเฮงเค้าถึงยังไม่มีหมูมาให้เรานะ ไอ้เชิด”

“มึงถามกู แล้วกูจะรู้ไหมก็กูนั่งอยู่กับมึงเนี่ย ไอ้ใช้”

“เซ็งโว้ย หาอะไรทำดีวะ จะกินเหล้าก็กลัวจะถูกเฮียเฮงจับได้” ใช้พูดพลางลุกจากเก้าอี้ที่นั่ง ชายวัยกลางคนเดินไปมาและก็ต้องหยุดเดินเพราะมีเสียงหนึ่งเอ่ยดังขึ้น

“เล่าอะไรกันเหรอ ? มีอะไรให้เล่า เล่าเรื่องหรือกินเหล้า พูดให้มันชัดๆด้วยนะ ใช้ เชิด” เฮียเฮงเจ้าของโรงเชือดหมูฮวด เฮง ทรัพย์ คนปัจจุบัน ชายวัยกลางคนบุคลิกผอมสูงดวงตาตี่ผมรองทรง

เขารับหน้าที่ช่วงต่อในการบริหารกิจการของทางครอบครัวต่อจากคนเป็นพ่อ ที่สมาชิกภายในครอบครัวจะเรียกว่า “ป๊า” เฮียเฮงเป็นลูกชายคนโตเขาเป็นพี่ของบรรดาน้องชายกับน้องสาวอีกสองคน ด้วยความเป็นพี่ชายคนโตภาระการสานต่อธุรกิจจึงเกิดขึ้น เฮียเฮงเต็มใจรับสานต่อบริหารกิจการต่อจากคนเป็นพ่อ

ชายวัยกลางคนต่อสู้และพยายามพยุงกิจการมานานหลายสิบปี มาถึงตอนนี้เขากำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะฝืนสู้กับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และโรงฆ่าหมูที่ใหญ่กว่าไม่ได้ เจ้าของโรงเชือดพยายามสู้กับมันเขาสู้จนให้ถึงที่สุด เย็นนี้จึงรับคนเชือดหมูคนใหม่มาหนึ่งคน ชายคนที่เป็นคนงานใหม่ในโรงเชือดหมูได้เดินตามมาที่ด้านข้างซ้ายมือของเฮียเฮง

“ใช้กับเชิด แกสองคนมาทางนี้หน่อยสิ” เฮียเฮงพูดพลางกวักมือเรียกคนงานทั้งสองให้เดินเข้ามาหาตนเอง ใช้กับเชิดรีบก้าวเดินไปหาตามคำบอกของคนเป็นเจ้านายอย่างถ่อมตน มือแนบชิดลำตัวพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้เจ้าของโรงเชือดที่ยืนหยุดอยู่ตรงกลางโรงชำแหละร่างหมู

“เฮียเฮงมีอะไรให้ผมสองคนรับใช้ครับ” ใช้เป็นคนเอ่ยแทนเชิดที่ยืนขนาบข้างอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นกันเอง ชายวัยกลางคนรายนี้ตั้งใจทำน่าดูเพื่อให้เจ้านายไว้ใจในตัวเขากับเพื่อนอีกคน

“ไม่มีอะไรมากหรอกใช้ คือวันนี้ฉันมีคนงานใหม่มาแนะนำ เค้ามาสมัครงานกับฉันที่บ้าน บอกว่าอยากทำงานตรงนี้มาก ให้เงินเดือนเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยง คนตกงานนะฉันก็เลยอยากจะช่วยไว้ นี่ใช้นะส่วนนี้ก็เชิดเพรียวต้องทำงานกับสองคนนี้นะ” เฮียเฮงอธิบายร่ายยาวถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ ชายวัยกลางคนพูดพลางแตะไปที่ไหล่ซ้ายของคนงานคนใหม่

“สวัสดีครับพี่ใช้ แล้วก็พี่เชิด ผมเพรียวนะครับ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย พี่สองคนมีอะไรให้ผมทำ ไม่ต้องเกรงใจเลยนะครับใช้มาได้เต็มที่เลย” เพรียวชายร่างสูงโปร่งใบหน้าสะอาดขาวใส เขาดูเป็นคนหนุ่มที่ทะมัดทะแมงคล่องตัวช่างพูดช่างเจรจาหน้าตาไม่ขี้เหร่ออกจะหล่อเหลาเสียด้วยซ้ำ

“เพรียวเคยทำงานแบบนี้มาก่อน ฉันเห็นว่านายสองคนคงต้องการผู้ช่วย ยังไงก็สอนน้องมันหน่อยนะ เริ่มงานเชือดหมูคืนนี้เลย ฝากน้องใหม่ด้วยนะ ใช้ เชิด ฉันไปก่อน” เฮียเฮงพูดกล่าวทิ้งท้ายจบชายวัยกลางคนเจ้าของโรงเชือดก็ปลีกตัวเดินออกมาทันที เขาเดินผ่านประตูโรงเชือดไปโดยไม่เหลียวมามองดูร่างของลูกน้องสามคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“เฮ้ย! มึงเคยทำงานแบบนี้มาก่อนเหรอวะไอ้เพรียว ? ทำที่ไหนแล้วทำไมถึงออกวะ ?” ใช้เห็นคนเป็นเจ้านายเดินพ้นบานประตูออกไปชายวัยกลางคนก็ไม่รอช้า เขาไม่จำเป็นต้องแสร้งแสดงกิริยาสำรวมอะไรอีกแล้ว ทาสแท้การพูดจาหยาบๆจึงเกิดขึ้นทันที

“นั่นสิวะ กูถามมึงจริงๆนะ มึงโง่หรือฉลาดวะที่ออกมาจากงานเก่า กูว่ามึงต้องเป็นคนโง่แน่ๆไอ้เพรียว ถ้าคนอย่างมึงฉลาดคนตกงานก็คงไม่มี เห็นไหมมึงตกงานจนต้องมาขอสมัครกับเฮียเฮงเค้า ไอ้ควายเอ้ย!” เชิดก็เป็นอีกคนที่ไม่ต้องสำรวมอะไร ชายวัยกลางคนได้ทีพูดจาข่มเหงจิตใจของเพรียวอย่างไม่ถนอมในความรู้สึกของคนฟังเลย

“มานี่ๆไอ้เพรียว ตอนนี้ยังไม่มีหมูเข้ามา มึงไปล้างเขียงนะ แล้วก็ล้างถังเลือด เสร็จแล้วก็ไปล้างส้วมที่ด้านหลัง อ้อเดี๋ยวๆเกือบลืม มึงแบมือหน่อยสิ” ใช้แตะไปที่ไหล่ของเพรียวพร้อมกับบอกให้ชายหนุ่ม ที่ยืนความสูงมากกว่าตนเองกางมือออก

“มีอะไรเหรอครับพี่ใช้ ?”

“มึงไปซื้อเหล้ามาให้กูกินหน่อย เอาเหล้าขาวนะ หนึ่งกลมปฏิบัติ”

“แต่เฮียเฮงเค้าบอกห้ามดื่มนะครับพี่”

“เฮ้ย! เฮียเฮงเค้าเป็นพ่อมึงเหรอ!? ไม่ต้องพูดมากมึงเอาเงินของมึงไปซื้อเหล้ามา ถือว่าเป็นการรับน้องนะไปเร็ว”

“ผมไม่มีเงินครับ คือ...ไม่มีจริงๆ”

“โธ่ไอ้โง่มึงก็ไปเชื่อเค้าสิวะไอ้เพรียว มึงไปบอกร้านเค้าว่าเชื่อไว้ก่อน ถ้ามีค่อยเอามาให้เข้าใจ!” ใช้พูดพลางชี้หน้าเพรียวพร้อมกับหัวเราะร่วนออกมาดังๆ

เชิดเพื่อนคู่หูก็หัวเราะตามด้วยความสะใจ เพรียวที่ตอนนี้ใบหน้าสลดเศร้าใจเป็นที่สุด ชายหนุ่มใบหน้าสลดเหลือเพียงสองนิ้วเขาเดินคอตกไปซื้อเหล้าตามที่รุ่นพี่ทั้งสองต้องการ นี่มันเพิ่งเริ่มต้นอย่างไรก็ต้องทนกันต่อไป ชายหนุ่มพยายามมองโลกในแง่ดีไว้ บางทีมันอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิดเสมอไปก็เป็นได้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น