อัปเดตล่าสุด 2022-02-15 22:13:49

ตอนที่ 4 เด็กหายปริศนา

     สถานีตำรวจที่ผู้กองชนแดนประจำทำงานรับราชการอยู่ในขณะนี้ บรรยากาศมันดูเงียบสงัดไร้ผู้คนประชาชนเดินไปมาให้พลุกพล่านเนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากลางดึก นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเขาปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรประจำสถานี คืนนี้ถ้ามีเรื่องเหตุการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นที่ไหน ร้อยเวรผู้กองชนแดนกับตำรวจผู้ช่วยคู่หูจะต้องเข้าไประงับเหตุเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน

“นี่ก็ดึกมากแล้วผู้กองจะรับกาแฟร้อนๆสักถ้วยไหมครับ ? เดี๋ยวผมไปชงมาให้” จ่าสิบตำรวจวิกรมในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ชายหนุ่มสอบถามผู้บังคับบัญชาที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะร้อยเวร ชายคนที่ถูกถามเขานั่งตัวตรงนิ่งไม่แสดงอาการง่วงหาวนอนให้เห็นแต่อย่างใด นั่นเป็นเพราะเขาเก็บซ่อนงำอาการไว้อยู่

“ก็ดีจ่ากรม รู้ใช่ไหมว่าผมดื่มกาแฟชงขนาดเท่าไหร่ ถ้ารู้ก็อย่าช้าครับ ผมสารภาพเลยตาผมมันเริ่มหย่อนแล้ว ขอบคุณครับ” ผู้กองชนแดนยิ้มเป็นกันเองให้กับจ่าวิกรมชายหนุ่มพูดจบเขาก็เอาฝ่ามือขวามาป้องปากของตนเอง จากนั้นก็หาวออกมาหนึ่งครั้ง

“ผู้กองไหวแน่นะครับ เอาตรงๆนะครับจะผลัดกันอยู่หน้าโต๊ะรับเรื่องก็ได้ ผู้กองชนนอนพักสักหน่อย พอนอนหายง่วงแล้ว ผมก็จะขอซ่อนตาดำบ้าง ฮ่า ฮ่า” จ่าวิกรมพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆเล็กน้อย สิ่งที่เขาพูดมันเป็นเพียงการหยอกล้อผู้กองชนแดนเพียงเท่านั้น อย่างไรเรื่องที่เขาพูดผู้กองหนุ่มใจเต็มร้อยรายนี้คงไม่เห็นด้วย เอาเวลางานรับราชการไปนอนใครรู้เข้ามันจะดูไม่ดี

“ล้อผมเล่นอีกแล้วนะ ไปเร็วๆผมง่วงมากแล้ว ด่วน!” ผู้กองชนแดนพูดกำชับจ่าวิกรมชายหนุ่มค่อยๆลุกจากเก้าอี้ที่ตนเองนั่ง เขาบิดตัวไปมาซ้ายขวาเพื่อปัดคลายความง่วงให้หายไปจากร่างกาย

“คุณตำรวจค่ะ ช่วยเราสองคนด้วยนะคะ!” เสียงหนึ่งพูดออกมาพร้อมกับท่าทางที่สะอื้นร้องไห้อยู่ในลำคอ หญิงคนที่พูดเธอเดินเข้าไปภายในสถานีตำรวจพร้อมกับคนเป็นสามี และพี่เลี้ยงเด็กเป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆ

“มีอะไรเหรอครับ เชิญนั่งก่อนครับ” ผู้กองชนแดนเห็นที่มาของเสียงคือหญิงอายุราวสามสิบปีกับสามีของเธอที่อายุใกล้เคียงกัน คนทั้งคู่เดินมาที่โต๊ะของผู้กองชนแดนพร้อมกับพี่เลี้ยงเด็ก สีหน้าท่าทางของทุกคนแลดูวิตกเศร้าเครียดเป็นที่สุด เรื่องที่พวกเขาทั้งสามคนต้องการขอความช่วยเหลือมันต้องเป็นเรื่องที่หนักใจไม่น้อย

“เกิดอะไรขึ้นคุณใจเย็นๆนะครับ ค่อยๆเล่าเรื่องที่จะแจ้งความกับผม ใจเย็นๆครับอยู่ตรงนี้ผมกับตำรวจผู้ช่วยจะช่วยเหลือพวกคุณเอง” ผู้กองชนแดนนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะทำงานของตนเองพร้อมกันกับสองสามีภรรยา พี่เลี้ยงเด็กเธอแยกปลีกตัวไปนั่งเก้าอี้โต๊ะถัดไป สีหน้าของคนทั้งสามยังคงวิตกเครียดอยู่ตลอด

“คือ...คุณบอกคุณตำรวจเค้าไปดีกว่า ฉันพูดอะไรไม่ออก ฮือ ฮือ” หญิงสาวคนเป็นภรรยาพูดอะไรไม่ออกเธอบอกให้คนเป็นสามีพูดเรื่องราวแทนตัวของเธอ

“ถ้าตอนนี้ผมจะขอแจ้งความเรื่องคนหาย คุณตำรวจจะรับเรื่องไหมครับ ? คือ...ลูกสาวเจ็ดขวบชื่อหวานตาหายตัวไปจากโรงเรียนครับ พี่เลี้ยงเด็กที่จ้างไว้ไปรับที่โรงเรียนไม่เจอ ผมกับภรรยาติดทำธุระเรื่องธุรกิจที่ต่างจังหวัด เดิมทีกำหนดกลับของผมกับแฟนจะต้องกลับอีกสองวัน แต่พี่เลี้ยงโทรไปผมใจคอไม่ดี ก็เลยรีบขับรถกลับมาและก็ไปหาที่โรงเรียนตั้งแต่เมื่อช่วงหัวค่ำ”

“ถามใครก็ไม่มีใครรู้ นี่ผมก็โทรไปคุยกับครูประจำชั้นแล้ว เค้าบอกว่าไม่เห็นลูกสาวผมตั้งแต่เมื่อช่วงบ่าย ครูประจำชั้นคิดว่าหวานตาลูกสาวของผมไปนอนพักที่ห้องพยาบาลครับ คุณตำรวจช่วยจัดกำลังตามหาลูกสาวผมด้วยนะครับ ผมกับเมียใจคอไม่ดีแล้ว เรากลัวลูกจะเป็นอันตราย!” คนเป็นพ่อละล่ำละลักพูดออกมาด้วยจิตใจเป็นกังวลที่สุด ลูกสาวหายตัวไปไหนไม่มีใครให้คำตอบตรงจุดนี้ได้

“ใจเย็นๆนะครับ ผมต้องการทราบโรงเรียนที่เกิดเหตุ เดี๋ยวผมจะประสานงานตำรวจสายตรวจให้ไปดูที่นั่น” ผู้กองชนแดนพูดบอกคนเป็นพ่อแม่สองสามีภรรยา ชายหนุ่มมองไปที่คนทั้งคู่เขาสีหน้าถอดสีวิตกกังวลตามไปด้วย

เด็กหายปริศนาส่วนมากโอกาสพบเจอจะค่อนข้างน้อยมาก ชายหนุ่มเข้าใจตรงจุดนี้ดีแต่ถึงอย่างไรก็อาจมีโอกาสได้พบเจอ คดีนี้ไม่ถึงกลับหมดความหวังผู้กองชนแดนลงบันทึกรับเรื่องแจ้งความร้องทุกข์ของสามีภรรยาไว้โดยละเอียด นี่คืองานสืบสวนคดีชิ้นแรกของเขาตั้งแต่ย้ายมาประจำการรับราชการที่สถานีตำรวจแห่งนี้ ถ้วยกาแฟได้ถูกวางไว้จ่าวิกรมเอ่ยบอกให้ผู้บังคับบัญชาดื่มมัน ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยังต้องทำงานกันต่อ

 

แสงแดดในช่วงยามเช้าดูไม่เจิดจ้ามากนักเพราะดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้น ครอบครัวของศรีอุบลกุลีกุจอทำกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนในช่วงเวลานี้ พ่อแม่และลูกสาวสมาชิกทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนเอง มะนาวตื่นนอนเธอก็รีบเก็บพับที่นอนผ้าห่มให้เรียบร้อย ศรีอุบลกับสุนันท์สามีภรรยาจอมขยันทั้งสองคนได้จัดเตรียมข้าวของเพื่อไปขายลูกชิ้นที่ตลาดนัดสัญจร

“มะนาวพ่อกับแม่เสร็จแล้วนะลูก หนูทำอะไรเสร็จหรือยัง ? ถ้าเสร็จแล้วลงมากินข้าวต้มกุ้งของโปรดของหนูได้เลยนะ” สุนันท์พูดบอกตะโกนจากชั้นล่างเรียกให้ลูกสาวลงมานั่งรับประทาอาหารเช้า เช้านี้เธอเตรียมความพร้อมกับสามีมาอย่างรัดกุม เรื่องไปส่งลูกสาวช้าอย่างไรก็ไม่เกิดขึ้นได้เป็นแน่

“ค่ะแม่ มะนาวแต่งตัวเสร็จแล้ว กำลังจะลงไปค่ะ” มะนาวตอบกลับคนเป็นแม่พร้อมกับหยิบกระเป๋าเป้มาสะพายไว้ที่แผ่นหลังของตนเอง เธอมองกระจกส่องใบหน้าอีกครั้งเด็กสาวตรวจดูเครื่องแต่งกายของตนเองว่ามีอะไรขาดเกินหรือไม่ ประตูห้องได้ถูกเปิดและปิดมะนาวค่อยๆเดินด้วยความระมัดระวังลงจากบันไดมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร

“ข้าวต้มน่าอร่อยนะคะ กลิ่นหอมมากเลย” มะนาวพูดพลางหยิบจับช้อนคนไปมาและใช้ปากเป่าเพื่อให้มันเย็น

“อร่อยก็กินให้เยอะๆนะลูก กินเสร็จแล้วเราจะได้รีบไปโรงเรียน” ศรีอุบลพูดบอกลูกสาวชายวัยกลางคนรับประทานอาหารเช้าหมดพอดี

“พี่ศรีเอากาแฟไหม ?” สุนันท์พูดพลางตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากคำเล็กๆ เธอถามตามหน้าที่ของคนเป็นแม่บ้านศรีภรรยา

“ก็ดีจ้ะ กำลังอยากอยู่พอดีเลย กาแฟหลังข้าวต้มกุ้ง พี่ว่ามันดูเข้ากันนะ”

“อยากดื่มกาแฟ พี่ก็เดินไปชงเองคนเดียวเลย”

“อ้าวทำไมล่ะ ? ก็สุเป็นคนถามพี่ แล้วถ้าอย่างนั้นสุจะถามทำไม ?”

“นั่นสินะ พี่ไปคุยกับคนงานในโรงเชือดหมูยังไง ทำไมเมื่อคืนถึงยังมีเสียงดังอยู่!?” สุนันท์ได้จังหวะพอดีหญิงสาวจึงพูดเรื่องเมื่อคืนที่มันคาราคาซัง คนเป็นภรรยาใช้วิธีการงอนผ่านการไม่ยอมชงกาแฟให้คนเป็นสามี เธอรับประทานข้าวต้มกุ้งอิ่มเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ท่าทีท่าทางของเธอยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมไปชงกาแฟให้หัวหน้าครอบครัว

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปชงกาแฟเองก็ได้ เรื่องเมื่อวานพี่พยายามแล้วสุ พี่ว่าพวกเค้าเป็นคนพูดยาก พวกเราคงต้องทนๆกันไปก่อน”

“ขนาดนั้นเลยเหรอพี่ศรี ถ้ายังไงสุขอโทษนะที่ว่าพี่ศรี สุก็คิดว่าพี่ไม่ยอมไปบอกเสียอีก พี่นั่งเฉยๆรอเดี๋ยว คือ...สุชงกาแฟไว้ให้แล้ว” สุนันท์พูดพลางยกแก้วน้ำมาดื่มหญิงสาวคุณแม่ลูกหนึ่ง

เธอเดินไปหยิบถ้วยกาแฟที่ชงไว้มาให้คนเป็นสามี ศรีอุบลไม่พูดบอกอะไรต่อชายวัยกลางคนรีบดื่มกาแฟจากถ้วยให้หมด เขาดื่มมันหมดแล้วสายตาก็มองไปที่มะนาวลูกสาวของตนเอง ตอนนี้มะนาวได้รับประทานข้าวต้มกุ้งอิ่มเรียบร้อยแล้ว

เด็กสาวยกแก้วน้ำดื่มจนหมดแก้วเธอพยักหน้าและบอกคนเป็นพ่อถึงความพร้อมไปโรงเรียน ครอบครัวของศรีอุบลจึงออกเดินทางไปจากบ้าน ในขณะที่พวกเขาและเธอได้เดินออกไปจากบ้านเช่า ทุกคนพ่อแม่ลูกสาวไม่ได้สังเกตเลยว่าในตอนนี้มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ สายตาคู่นี้มองจ้องจากมุมมืดมุมหนึ่งเป็นสถานที่ลับตาคน

 

รถตำรวจถูกจ่าวิกรมบังคับพวงมาลัยขับเคลื่อนเข้าไปภายในโรงเรียนที่เกิดเหตุ ที่ข้างกายด้านซ้ายตรงเบาะนั่งมีผู้กองชนแดนนั่งอยู่ตรงนั้น ตำรวจทั้งสองนายถึงจะออกเวรแล้วในช่วงเช้า แต่ด้วยหน้าที่ซึ่งรับแจ้งเหตุไว้เมื่อคืนผู้กองชนแดนกับตำรวจผู้ช่วยได้เข้ามาเก็บรายละเอียดตามหน้าที่ของตนเอง

ผู้กองชนแดนเปิดประตูรถออกไปพร้อมกันกับจ่าวิกรม ตำรวจทั้งสองนายก้าวเดินไปสำรวจที่เกิดเหตุพร้อมกันกับพ่อแม่ของหวานตา ครูประจำชั้นกับผู้อำนวยการชายวัยกลางคนได้ยืนรอผู้กองชนแดนอยู่แล้ว ทั้งสองคนได้เดินไปสมทบกับพ่อแม่ของหวานตาซึ่งขับรถตามผู้กองชนแดนมาจากสถานีตำรวจ

“สวัสดีครับผอ.ที่โรงเรียนมีกล้องวงจรปิดตรงไหนบ้าง ? พาผมกับจ่าวิกรมไปดูหน่อยครับ” ผู้กองชนแดนยกมือขวาจรดที่ปลายหมวกตำรวจ ชายหนุ่มบอกรายละเอียดถึงช่องทางในการตามหาตัวเด็กหาย

“เชิญที่ห้องผมเลยครับ กล้องวงจรปิดอยู่ที่นั่น” ผู้อำนวยการพูดพลางผายมือบอกให้ผู้กองชนแดนเดินตามตนเองไป ครูประจำชั้นเข้าไปปลอบใจคนเป็นแม่เธอพยายามพูดบอกให้มองโลกในแง่ดีไว้ หญิงสาวครูประจำชั้นรู้สึกไม่ดีกับตนเองอยู่บ้าง เธอไม่สามารถดูแลเด็กนักเรียนได้จนทำให้หวานตาหายตัวไป

“ครูต้องขอโทษคุณแม่กับคุณพ่อด้วยนะคะ ครูไม่รู้จริงๆคิดว่าหวานตาไปอยู่ที่ห้องพยาบาล ครูขอโทษนะคะ”

“อย่าเพิ่งโทษตนเองเลยครับ ผมไม่โทษคุณครูหรอก ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้” พ่อของหวานตาพูดในลักษณะเป็นกลางไม่กล่าวโทษให้ความผิดใคร เรื่องนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยไม่มีใครอยากจะให้มันเกิด ในเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้วก็ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป

“พ่อ เราจะเจอลูกไหมแม่กลัวลูกจะเป็นอันตราย” แม่ของหวานตาน้ำตาไหลออกมาจนดวงตาแดงก่ำ หญิงสาวยังคงรู้สึกเศร้าใจที่หาตัวลูกสาวไม่เจอ

“ใจเย็นๆนะแม่ ทำใจให้สบายอย่าเศร้า ถ้าเศร้าเราจะเครียด พ่อก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยไปกว่าแม่หรอก เราต้องเข้มแข็งนะ”

“เข้มแข็งแล้วลูกจะกลับมาได้หรือเปล่า ฮือ ฮือ ฮือ”

“เอาน่าตำรวจต้องช่วยเราได้ ผู้กองเค้ามาดูที่เกิดเหตุแล้ว ใจเย็นๆนะไม่ต้องร้องไห้” คนเป็นพ่อปลอบใจภรรยาของเขา หัวหน้าครอบครัวคุณพ่อคนนี้เป็นคนเข้มแข็งมาก เรื่องที่เจอมันเป็นอะไรที่สาหัสสำหรับคนเป็นพ่อแม่คน เมื่อเจอเรื่องราวแบบนี้อย่างไรก็ต้องเข้มแข็งให้กำลังใจกับตนเองไว้ก่อน

“เราเข้าไปดูที่กล้องวงจรปิดกันก่อนนะคะ” ครูประจำชั้นพูดพลางเดินนำพ่อกับแม่ของหวานตาไปในระยะไม่ห่างตัวเองมากนัก ในขณะที่เดินนำครูประจำชั้นก็คอยหันไปมองแม่ของหวานตาอยู่ตลอดเวลา คนทั้งหกได้เดินมาถึงห้องผู้อำนวยการโรงเรียน กล้องวงจรปิดได้แยกออกจากห้องทำงานของผู้อำนวยการ ชายวัยกลางคนหัวหน้าครูได้เดินไปที่กล้องวงจรปิด เขาเปิดกล้องทุกตัวตามคำบอกของผู้กองชนแดน

“เท่าที่ให้ดูก็มีทั้งหมดเท่านี้ครับ เมื่อวานผมไม่อยู่ไปราชการที่สำนักงานเขตการศึกษา ถ้าย้อนกล้องไปดูก็จะเห็นความเป็นไปตามที่ผู้กองเห็นครับ” ผู้อำนวยการอธิบายรายละเอียดพื้นที่ภายในโรงเรียน ชายวัยกลางคนบอกรายละเอียดไปสีหน้าของเขาก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก เด็กหายตัวไปจากโรงเรียนคนเป็นผู้อำนวยการจะนิ่งเฉยได้อย่างไร

“ผมล่ะเครียดจริงๆ ไม่น่าเกิดอะไรแบบนี้ที่โรงเรียนเลย” ผู้อำนวยการพูดพลางก้าวเดินถอยให้ผู้กองชนแดนกับจ่าวิกรมเดินเข้าไปใกล้หน้าจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด สายตาของทุกคนพ่อแม่ของหวานตาครูประจำชั้น ทุกคนช่วยกันมองดูจับผิดสังเกตในการหายตัวไปของเด็กนักเรียนหญิง

ภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นภาพมุมสูงและบางจุดก็ซูมขยายไม่ได้หมดทุกพื้นที่ การจ้องจับผิดถึงการหายตัวไปของหวานตาจึงดูมืดมนหาทางออกไม่ได้ ผู้กองชนแดนมองกล้องทุกตัวด้วยสายตาอย่างละเอียดอีกครั้ง คราวแรกเขามองแค่ผ่านๆหาที่มาของความผิดปกติ ซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถสืบหาเบาะแสได้

การมองจ้องโดยละเอียดอีกครั้งและคิดวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่เด็กหายตัวไปจึงต้องทำโดยละเอียด ผู้กองชนแดนนั่งลงที่เก้าอี้ ที่ข้างกายมีจ่าวิกรมยืนดูปากกาเขียนสมุดจดรายละเอียดอยู่ จ่าวิกรมส่ายหน้าเล็กน้อยเขาหาสิ่งที่ผิดปกติภายในภาพไม่ได้ ความหวังตอนนี้จึงอยู่ที่ผู้กองชนแดนแต่เพียงคนเดียว

“ผู้กองแดนครับ มองดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดสังเกตนะครับ ตรงห้องน้ำหลังโรงเรียนก็ไม่มีกล้อง ถ้าเด็กถูกลักพาตัวไป ผู้กองว่าเป็นไปได้ไหมครับที่คนร้ายจะจับตัวและพาออกไปที่ด้านหลังโรงเรียน” จ่าวิกรมพูดบอกผู้กองชนแดนพลางถอนหายใจเล็กน้อย เรื่องนี้มันละเอียดยากจริงๆมองจากกล้องซ้ำไปมาก็ยังหาอะไรผิดปกติไม่ได้

“ไม่น่าจะใช่นะจ่า ถ้าเป็นอย่างนั้น จ่าดูตรงนี้เห็นไหมเมื่อช่วงเที่ยง เด็กหญิงหวานตาได้เดินเข้าไปที่โรงอาหาร กล้องตัวต่อมาเธอเดินออกไป และนี่กล้องจากหน้าห้องพยาบาล ถ้านับเวลาแล้วไล่เรียงกัน ผมว่าน้องหวานตาไม่น่าจะถูกลักพาตัวไปที่ด้านหลังโรงเรียน”

“นี่ไงกล้องจากด้านหลังโรงเรียน ถึงซูมขยายไม่ได้แต่เห็นไหมจ่า หลังจากพักเที่ยงไปแล้วน้องหวานตาไม่ได้เดินมาตรงนี้ เธอทิ้งระยะห่างไปราวเกือบหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงค่อยเดินมาแต่...ผมไม่รู้ว่าเธอเดินมาที่หลังโรงเรียนทำไม” ผู้กองชนแดนวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ความเป็นไปได้อย่างละเอียด สีหน้าของชายหนุ่มแลดูมีความหวังและพอจะได้เบาะแสขึ้นมาบ้าง

“น่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ครูก็บอกไม่ได้ว่าเธอไปจริงหรือเปล่า ตรงนั้นไม่มีกล้องด้วยมันเป็นหน้าห้องน้ำ ถ้าติดกล้องไว้จะดูไม่ดี” ครูประจำชั้นสาวพูดบอกวิเคราะห์ตามที่เธอพอจะคิดอะไรได้ การช่วยกันเป็นเรื่องที่ดีในสถานการณ์แบบนี้

“หลังโรงเรียนไม่มีประตูและเป็นรั้วสูง ถ้าคนร้ายจะพาน้องหวานตาไปตรงนั้น ยังไงต้องลำบากแน่ ถ้าไล่เวลาให้ละเอียด ผมสันนิษฐานว่าน้องหวานตาน่าจะถูกลักพาตัวไปเมื่อตอนเข้าห้องน้ำ เสียดายที่ตรงจุดนั้นไม่มีกล้อง ถ้ามีเบาะแสน่าจะกระจ่างชัดมากกว่านี้” ผู้กองชนแดนวิเคราะห์รายละเอียดเบาะแสอย่างจริงจัง ชายหนุ่มมองไล่ภาพจากกล้องวงจรปิดไปเรื่อยและเขาก็ไปสะดุดเข้ากับภาพหนึ่งบนหน้าจอมอนิเตอร์

“เอ๊ะ นี่มันพี่หมูอู๊ดอู๊ดใช่ไหม ? เขาแบกถังไอศกรีมไว้บนบ่า แล้วเค้าแบกไปทำไม ดูจากท่าทางนี่กำลังขนไอศกรีมกลับ” ผู้กองชนแดนอุทานและมองภาพอย่างมีความหวัง

“คือ พี่หมูอู๊ดอู๊ดเค้าไปเสริฟไอศกรีมให้เด็กๆที่ไม่ได้ค่ะ ครูก็เลยให้เค้าเดินไปทั่วโรงเรียน” ครูประจำชั้นพูดบอกอธิบายถึงที่มาที่ไปของพี่หมูอู๊ดอู๊ด ผู้กองชนแดนฟังและเขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมา

ภาพตรงจุดนี้แม้จะมองดูไม่เกี่ยวอะไรกับการหายตัวไปของหวานตา แต่มันก็เป็นเบาะแสหนึ่งที่ทำให้ผู้กองชนแดนฉุกคิด ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้และขอตัวกลับไปพร้อมกับจ่าวิกรม เขากับจ่าตำรวจผู้ช่วยจะไปหาเบาะแสเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะหาที่ไหนนั่นเป็นเพราะกลัวจะเสียรูปคดี

 

ช่วงเวลาพักเที่ยงมาถึงอีกครั้งสำหรับกลางวันนี้ที่โรงเรียนของมะนาว บรรยากาศโดยรอบก็เหมือนกับโรงเรียนอื่นๆทั่วไป เสียงเด็กร้องดีใจรีบไปพักเที่ยงรับประทานอาหาร เด็กนักเรียนบางกลุ่มจัดทีมเล่นกีฬาฆ่าเวลาในช่วงนี้ เด็กบางกลุ่มบางคนพวกเขาและเธอเลือกที่จะเข้าไปค้นหาความรู้ภายในห้องสมุด

ทั้งหมดทั้งมวลส่วนใหญ่จะไปกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม จะกลุ่มชายล้วนหรือหญิงล้วนหรือทีมผสมมันก็แล้วแต่เด็กนักเรียนจะเป็นเพื่อนกัน นั่นมันสำหรับเด็กนักเรียนที่อยู่เรียนหนังสือมานานแล้ว พวกเขาและเธอจึงทำตัวเป็นปกติตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง มะนาวหลังจากเข้าไปที่โรงอาหารซื้อข้าวเที่ยงรับประทานอิ่มเป็นที่เรียบร้อย

เด็กสาวไม่รู้จะไปที่ไหนเธอเพิ่งมาเรียนสองวัน ดังนั้นจึงยังไม่มีเพื่อนครั้นจะไปกับกลุ่มเพื่อนเด็กหญิงภายในห้อง เธอก็ทำอย่างนั้นไม่ได้นั่นอาจเป็นเพราะอิทธิพลของเด็กสาวพาสต้า มะนาวไม่อยากจะคิดมากและมองโลกในแง่ร้ายแต่จากความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้ พาสต้ามักจะกีดกันไม่อยากให้เธอเป็นเพื่อนกับเด็กนักเรียนหญิงคนไหนในห้อง

เด็กนักเรียนหญิงภายในห้องมีอยู่เพียงสิบคน ถ้านับรวมมะนาวก็จะเป็นคนที่สิบเอ็ด เพื่อนเด็กนักเรียนหญิงทั้งหมดทุกคนล้วนยอมสวามิภักดิ์ อยู่ใต้อำนาจพาสต้าแต่เพียงผู้เดียว มะนาวนั่งนิ่งมองกระดานดำและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเด็กสาวคิดอะไรไปเพลินๆและเธอก็คิดว่า

สิ่งที่สมควรทำในขณะที่นั่งอยู่คือการอ่านทบทวนตำราเรียนจะดีที่สุด เธอเพิ่งมาเข้าเรียนการขยันจึงจำเป็นต้องทำให้มากๆ มะนาวคิดได้เธอจึงเอื้อมมือไปเปิดกระเป๋าเป้เพื่อหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เด็กสาวเปิดซิปและรูดมันออก เธอเอามือล้วงเข้าไปและก็ต้องตกใจ

“เอ๊ะ ตุ๊กตาลูกหมูทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้นะ เราจำได้ว่าเมื่อวานไม่ได้ใส่กระเป๋าเป้ไว้” เด็กสาวอุทานและเธอก็มองจ้องไปที่ตุ๊กตาลูกหมูสี่ขาน่ารัก

มะนาวรู้สึกแปลกประหลาดกับตนเองเธอมีความรู้สึกเอ็นดูตุ๊กตาตัวนี้เป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้เธอก็เล่นและกอดมันอยู่เป็นประจำ ความรู้สึกมันก็สนุกและมีความสุข แต่ครั้งนี้ตอนนี้ความรู้สึกกับตุ๊กตาลูกหมู มันดูเปลี่ยนไปอย่างไรชอบกล มะนาวมองจ้องไปที่ดวงตาตุ๊กตาลูกหมูเธอสังเกตเห็นมีคราบน้ำตาไหลออกมา

เด็กสาวมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่เธอก็บอกไม่ถูก ดวงตาตุ๊กตาลูกหมูมันจ้องมองเธอกลับและเข้าไปอยู่ภายในความคิดของตัวเธอ มะนาวเข้าไปสู่มิติแห่งหนึ่งมิตินี้มันมีภาพและเสียงทุกอย่างอยู่รอบตัว สถานที่ซึ่งเด็กสาวเข้าไปอยู่ที่นั่นมันคือ...โรงเชือดหมู

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น