อัปเดตล่าสุด 2022-04-21 16:34:41

ตอนที่ 14 เราก็แค่คนเคยรักกัน

     มะนาวสีหน้าแลดูเศร้าใจไม่มีความสุขมาตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้ว เด็กสาวสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ปกติเธอจะเป็นเด็กร่าเริงมองโลกในแง่ดีและมีความสุขที่ได้อยู่กับพ่อแม่ นั่นคือเมื่อก่อนไม่ใช่บุคลิกใบหน้าในเช้านี้กับชั่วโมงเรียนแรกที่ครูผู้สอนไม่ได้เป็นครูชมพูพรรณ

เขาเป็นครูผู้ชายใบหน้ามีหนวดเคราเล็กน้อยอายุก็ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ครูบรรเจิดชายหนุ่มครูผู้สอนวิชาศิลปะ ชีวิตของเขาจะมีอารมณ์ศิลปินและช่างสังเกตอยู่ตลอดเวลา ครูบรรเจิดสังเกตสีหน้าของมะนาวได้สักพักหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มมองแวบเดียวก็รู้ว่าลูกศิษย์สาวน้อยคนนี้กำลังมีเรื่องทุกข์ใจอยู่

โต๊ะนักเรียนที่นั่งถัดไปเพื่อนของมะนาวสีหน้าของเธอก็แลดูไม่แตกต่างกัน พาสต้าก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้นำความสดชื่นสดใสพกติดตัวมาเรียนหนังสือด้วยกันในชั่วโมงเรียนเช้าวันนี้

“พาสต้า มะนาว เธอสองคนวาดรูปที่ครูสั่งไว้เสร็จหรือยัง ?” น้ำเสียงครูบรรเจิดค่อยๆพูดพร้อมกับก้าวขาเดินไปหานักเรียนหญิงทั้งสองคน ในขณะที่เขาเดินไปพาสต้ากับมะนาวยังคงนั่งนิ่งราวกับไม่ได้ยินในคำถามของครูผู้สอน

“เป็นอะไรหรือเปล่า ? ครูหมายถึงเธอสองคนนั่นแหละ ?”

“เปล่าค่ะ” มะนาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆสายตาเลื่อนลอย เธอยังตอบคำถามครูบรรเจิด แต่พาสต้ายังคงเงียบ ครูศิลปะจึงพูดถามต่อพร้อมกับนั่งลงไม่เต็มก้นไปที่โต๊ะนักเรียน

“พาสต้าหนูมีอะไรทุกข์ใจ เครียดมีอะไรไม่สบายใจเล่าให้ครูเจิดฟังได้นะลูก คิดว่าครูเป็นเพื่อนเธอคนหนึ่งก็ได้”

“ไม่มีค่ะครู”

“ไม่เป็นไร เอาแหละนักเรียนครูให้เวลาอีกสิบนาที วาดรูปครอบครัวในดวงใจของฉันให้เสร็จด้วย ครูจะเอาไปตรวจและให้คะแนนที่บ้าน เธอสองคนมะนาว พาสต้า เหลืออีกสิบนาทีนะวาดรูป พ่อ แม่ พี่ น้อง สมาชิกในบ้านทุกคน ระบายสีพร้อมคำบรรยายใต้ภาพสามบรรทัด” คำพูดของครูบรรเจิดชายหนุ่มไม่รู้ว่าภายในจิตใจของลูกศิษย์สาวน้อย กำลังคิดอะไรอยู่

เขาบอกพูดสอนไปตามครูสอนลูกศิษย์เจตนาไม่ได้พูดเพื่อแทงใจลูกศิษย์แต่อย่างใด พาสต้าหลุดน้ำตาไหลออกมาเล็กน้อยเธอได้ยินคำว่าครอบครัว เด็กสาวก็รู้สึกสลดหดหู่จิตใจซึมเศร้าขึ้นมาในทันที เพื่อนเด็กนักเรียนชายหญิงไม่มีใครสนใจพาสต้ากับมะนาวมากนัก นั่นเป็นเพราะในชั่วโมงเรียนพวกเขาและเธอควรตั้งใจฟังครูผู้สอนมากกว่า ดังนั้นจึงมีเพื่อนน้อยคนนักที่ตอนนี้จะสังเกตได้ถึงความผิดปกติของ พาสต้ากับมะนาว

ชั่วโมงเรียนวิชาศิลปะได้จบลงไปพร้อมกับเสียงออดกระดิ่งตามสายก็พลันดังขึ้นในทันที

กริ๊งงงงงงงงงงง!

เด็กนักเรียนหลายชั้นเรียนได้ทยอยกันเดินออกมาจากห้องของพวกเขาและเธอ หนึ่งชั่วโมงนับจากนี้คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่เหล่าบรรดาเด็กนักเรียนทุกคนจะต้องเก็บเกี่ยวกันให้ได้มากที่สุด มันควรจะเป็นอย่างนั้นสำหรับเด็กนักเรียนทุกคน แต่ไม่ใช่กับพาสต้าและมะนาว

เด็กสาวทั้งสองคนขอปลีกตัวจากเพื่อนร่วมห้องเรียน เธอสองคนเลือกที่จะมารับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ซึ่งมันก็น่าจะดีเพราะอย่างน้อยเด็กที่กำลังเศร้าทุกข์ใจ ถ้าไม่เก็บตัวอยู่เพียงลำพังก็ถือว่าดีมากแล้ว คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย แล้วถ้าเพื่อนสองคนที่เศร้าทั้งคู่มาอยู่ด้วยกันมันจะเป็นอย่างไร

“เรากินอะไรไม่อร่อยเลยพาสต้า กินได้ครึ่งจานมันก็ไม่อยากจะกินต่อแล้ว” มะนาวพูดพลางวางช้อนส้อมลงไปบนจานข้าว เด็กสาวส่ายหน้าเศร้าทุกข์ใจอาหารกลางวันที่รับประทาน แท้จริงแล้วมันมีรสชาติเอร็ดอร่อยเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่วันนี้เที่ยงนี้อาหารรสชาติไม่อร่อยมันเป็นเพราะคนรับประทานไม่สดใสจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของตนเอง

“เราไม่อยากกินอะไรแล้วมะนาว เราไม่อยากกลับบ้าน อยากไปที่ไหนก็ได้ ที่ๆมีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์ เราอยากอยู่แบบนั้น” พาสต้ารำพันเรื่องตนเองให้มะนาวฟังเด็กสาวไม่ยอมรับประทานอาหารกลางวัน เธอดื่มเพียงน้ำเปล่ารองท้องเพียงเท่านั้น

“พาสต้ามีอะไรหรือเปล่าเล่าให้เราฟังได้นะ ?” มะนาวนั่งอยู่ตรงข้ามพาสต้าเด็กสาวรู้สึกห่วงใยเพื่อน เธอจึงถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความสงสัย แม้มะนาวจะแลดูเศร้าแต่ความเศร้าของเธอมันก็ยังดูน้อยกว่าพาสต้าอยู่มากโข

“พ่อกับแม่เรา...จะเลิกกันมะนาว แม่เราขอหย่าขาดจากพ่อ ต่อไปเราจะไม่มีแม่แล้ว ฮือ ฮือ ฮือ” เด็กสาวปล่อยโฮลั่นในทันทีเมื่อพูดจบ เธอไม่สนใจเด็กนักเรียนที่นั่งอยู่รายล้อมตนเองเลย นั่นเป็นเพราะพาสต้าไม่สนใจอะไรอีกแล้ว มะนาวรีบเข้าไปปลอบใจเพื่อนสาวเธอค่อยๆพูดบอกให้พาสต้าหยุดร้องไห้

“ใจเย็นๆนะพาสต้า จริงๆแล้วเธอไม่ได้มีปัญหาครอบครัวคนเดียวหรอก เราเองก็เหมือนกันกับเธอพ่อแม่ของเราเพิ่งบอกเลิกกันเมื่อตอนเช้า” น้ำเสียงสั่นเครือของมะนาวพูดออกมาพร้อมเสียงสะอื้นอยู่ในลำคอ เด็กสาวใช้มือขวาแตะไปที่แขนซ้ายของพาสต้าพร้อมกับปล่อยโฮออกมาอีกคน

“เรื่องจริงเหรอเป็นไปได้ยังไงมะนาว ?”

“มันเป็นไปแล้วพาสต้า เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าวันนี้เอง” มะนาวเริ่มเล่าเรื่องของเธอให้พาสต้าฟัง เด็กสาวจำเหตุการณ์เมื่อช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี แม้มันจะเกิดขึ้นมาแล้วหลายชั่วโมง แต่สำหรับมะนาวมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้

“คุณจะเอายังไงคุณศรี ลูกตกลงใครจะเลี้ยงดี ?” สุนันท์เรียกคนเป็นสามีผิดเพี้ยนไปจากเดิม ปกติสรรพนามจะเรียกพี่นำหน้าชื่อเสมอ แต่ครั้งนี้สรรพนามแลดูเปลี่ยนไปจากเดิม คำว่า คุณ มันดูไม่คุ้นเคยอย่างไรชอบกล

“ก็ไม่เอายังไงหรอก แต่ผมเบื่อ เบื่อๆมานานแล้ว เธอมันน่าเบื่อ ขี้เหนียว ขี้งก ชอบดุด่าสามี ด่าตลอดผัวตัวเอง ถามจริงๆเถอะพูดเพราะแบบเมียคนอื่นเป็นบ้างไหม ?”

“อ้าวทำไมแกพูดแบบนี้ ด่าอะไร ด่าแบบไหน ฉันไม่เคยไปด่าอะไรคุณเลยนะศรีอุบล คุณนั่นแหละขี้งก โกหกชอบเอาเปรียบครอบครัว เอาเปรียบเมีย ฉันเลี้ยงเด็กมะนาวอยู่งกๆลำพังเหนื่อยใจแทบขาด เฮ้อ!”

“ใจแทบขาด มันเป็นยังไงเหรอใจแทบขาด ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ ?”

“นี่แกกล้าย้อนฉันเหรอศรีอุบล ?”

“ทำไมจะพูดมีอะไรหรือเปล่า มีปัญหาอะไร ?”

“มีก็แบบนี้ไงเอาไอ้นี่ไปกินซะ!” จบคำพูดของสุนันท์หญิงสาวก็ประเคนหมัดเท้าเข่าศอกใส่ไปที่คนเป็นสามีไม่ยั้งมือ เธอทำราวกับว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นกระสอบทรายให้ระบายอารมณ์

“โอ๊ย เจ็บนะโว้ย!”

“เจ็บใช่ไหมเอากำปั้นฉันไปกินอีก!”

“พอแล้ว มะนาวถ้าเธออยากจะเลี้ยงก็เอาไป ฉันไม่ขอยุ่งด้วย แค่นี้นะจะไปรอที่รถ” ศรีอุบลพูดจบเขาก็รีบก้าวขาเดินหนีไปที่รถกระบะในทันที ชายวัยกลางคนทะเลาะกับคนเป็นภรรยาจนหนำใจเรียบร้อยแล้ว ข้อตกลงบทสรุปจบลงตรงที่มะนาวต้องอยู่กับสุนันท์คุณแม่วัยสาว

 

“เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละพาสต้า พ่อแม่เราทะเลาะกัน เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยังไง สุดท้ายเค้าสองคนก็ตกลงกันจะให้เราอยู่กับแม่ เราไม่อยากให้ครอบครัวต้องเป็นแบบนี้ ทำไมพ่อแม่ต้องทะเลาะกันด้วย ทำไมต้องเลือกให้เราอยู่กับใครพ่อหรือแม่ เราไม่อยากจะเลือกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง เราอยากอยู่ด้วยกันทั้งสองคน พ่อ แม่ และเรา” มะนาวรำพันพร้อมกับปล่อยโฮออกมาเล็กน้อย เด็กสาวน้อยใจที่ชีวิตของเธอต้องบ้านแตกสาแหรกขาดกะทันหันไม่ทันตั้งตัว

มะนาวเล่าเรื่องชีวิตของตนเองให้พาสต้าฟังเธอเองก็ฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงอยู่พ่อแม่ทะเลาะกันแต่มันก็แปลกพอเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าบนรถก่อนมาส่งเธอที่โรงเรียน ทำไมภาพการทะเลาะกันมันจึงพลันหายไปเปลี่ยนเป็นคุณพ่อคนเดิมคุณแม่คนปกติ สีหน้าแววตาท่าทางดูไม่ออกเลยว่าครั้งหนึ่งศรีอุบลกับสุนันท์เคยทะเลาะกันมาก่อน

“ครอบครัวของเราเป็นเหมือนกันเลยนะมะนาว เราหัวอกเดียวกัน เอาแบบนี้ไหมมะนาวในเมื่อผู้ใหญ่เค้าไม่ต้องการเราแล้ว เค้าเลือกแยกทางจากกัน เราสองคนหนีไปจากชีวิตแบบนี้ หนีออกไปตามหาชีวิตที่ดีกว่า” พาสต้ามีความคิดที่ผิดแปลกไปจากเด็กปกติ เธอกำลังชักชวนมะนาวให้ไปทำอะไรที่มันเป็นเรื่องไม่สมควรจะทำ

“หนีแล้วเราจะหนีไปที่ไหน ? หนีไปแล้วพ่อแม่พวกเราจะกลับมารักกันได้เหรอพาสต้า ?” เด็กสาวฉุกคิดขึ้นมาบ้างมะนาวแม้จะเศร้าใจทุกข์อยู่เต็มอก แต่เธอก็ไม่ลืมว่าเรื่องที่จะไปทำบางทีถ้ามองในมุมกว้างคิดก่อนทำ เราจะมองเห็นความทุกข์ใจมากกว่ารออยู่ พาสต้าชวนมะนาวหนีออกจากบ้านด้วยการเริ่มหนีออกไปจากโรงเรียนก่อน

“กลับมารักกันแน่เชื่อเราสิมะนาว พ่อแม่ต้องออกตามหาเรา เธอไม่อยากให้พ่อแม่กลับมาอยู่ด้วยกันเหรอ ?” พาสต้าพยายามพูดหว่านล้อมให้มะนาวเคลิ้มตามความคิดของตนเอง ความคิดของคุณหนูพาสต้าจะชอบเรียกร้องความสนใจเพื่อให้เธอได้อะไรตามใจตนเอง พาสต้ามักจะทำแบบนี้เป็นประจำและสุดท้ายเธอก็จะได้อะไรตามที่ใจปรารถนา

“เราจะหนีไปที่ไหน ? แล้วเราจะหนีไปอยู่กับใครพาสต้า ?”

“ตอนนี้ยังพักเที่ยงอยู่ประตูหน้าโรงเรียนลุงยามคงกินข้าวเหมือนกัน เราสองคนอาศัยจังหวะที่แกเผลอ แล้วหนีออกไปจากโรงเรียน”

“เดี๋ยวก่อนสิพาสต้า เธอยังไม่ตอบเราเลยเราจะหนีไปที่ไหน ?”

“หนีออกไปจากโรงเรียนให้ได้ก่อนเถอะมะนาว แล้วเรื่องเราจะหนีไปที่ไหนมันไม่ยากหรอก นี่เธอเห็นหรือเปล่าเรามีเงินเยอะเลย” พาสต้าควักเงินเป็นธนบัตรคละกันหลายใบมีตั้งแต่หนึ่งพันไปจนถึงยี่สิบบาท เด็กสาวเอาเงินพวกนี้มาจากกระปุกออมสินหมูตัวใหญ่

พาสต้าเตรียมแผนการนี้มาตั้งแต่ก่อนออกมาจากบ้านแล้วเธอจะต้องทำมันให้สำเร็จ พ่อแม่ต้องกลับมารักกันเพราะกลัวเธอหนีออกจากบ้าน นั่นคือความคิดของเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาคนหนึ่ง มะนาวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งเด็กสาวลังเลสองจิตสองใจแต่สุดท้ายเธอก็บอกพาสต้ากลับไปทั้งที่ใจก็ยังลังเล

“ตกลงพาสต้า เพื่อพ่อแม่ของเราจะได้กลับมารักกัน เราสองคนจะหนีออกจากบ้าน เอ้ยไม่ใช่หนีออกจากโรงเรียน”

แผนการของเด็กสาวทั้งสองคนได้ดำเนินไปตามประสาเด็กวัยเจ็ดขวบ เด็กวัยนี้ความคิดเริ่มจะเป็นตัวของตัวเองแล้ว แต่มันเป็นความคิดที่บางทีผู้ใหญ่ก็ต้องคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด เด็กคิดมากและทำอะไรผิดแปลกไปผู้ปกครองจะต้องสังเกตไม่ควรปล่อยละเลย ในกรณีของพาสต้ากับมะนาวทั้งพ่อและแม่ของทั้งสองคนต่างก็ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูกเต็มที่ ผลจึงทำให้เด็กสาวมีความคิดและทำอะไรที่ไม่เข้าท่า

พาสต้าเป็นเด็กฉลาดส่วนมะนาวก็เป็นเด็กฉลาดเช่นเดียวกัน เด็กฉลาดกับฉลาดมาอยู่ด้วยกันโดยไม่เฉลียวใจ ผลก็คือในเวลาต่อมาพาสต้าพามะนาวหนีออกไปจากประตูหน้าโรงเรียนได้เป็นผลสำเร็จ ในช่วงเวลาที่ลุงยามเผลอเดินไปล้างชามข้าวใส่อาหาร

“พาสต้าเราจะไปที่ไหนกันดี ?”

“เรายังไม่ได้กินข้าวเลย เอาแบบนี้ไหมมะนาวเราสองคนไปหาอะไรกินกัน”

“จริงๆเราก็หิวอยู่นะ ตอนอยู่ในโรงอาหารเราก็กินข้าวเที่ยงไปได้แค่ครึ่งจาน เราจะไปกินอะไรกันดีพาสต้า”

“ก๋วยเตี๋ยวไหมเราอยากจะกินมากเลย จังหวะพอดีมีรถแท็กซี่ผ่านมา” พาสต้าโบกเรียกรถแท็กซี่ให้หยุดจอดที่ริมฟุตบาทเลยหน้าประตูโรงเรียนออกมาราวหนึ่งร้อยเมตร คนขับรถแท็กซี่หนุ่มหยุดรถและรอให้เด็กสาวทั้งสองคนเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะหลัง ประตูรถถูกปิดโดยมะนาวพาสต้ารีบพูดบอกทางเพื่อไม่ให้คนขับรถแท็กซี่สงสัย

“ไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไกลจากโรงเรียนหน่อยค่ะพี่”

“ได้ครับ” คนขับรถแท็กซี่พูดจบเขาก็บังคับพวงมาลัยขับรถพาเด็กสาวทั้งสองคนไปตามที่ต้องการ สีหน้าของชายหนุ่มคนขับรถเริ่มสงสัยในเด็กนักเรียนหญิงทั้งสอง

เขาสงสัยแต่ไม่กล้าถามเพราะเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของลูกค้า จะลูกค้าวัยใดอายุขนาดไหนขอให้จ่ายเงินค่าโดยสารครบถ้วนแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับอาชีพคนขับรถแท็กซี่อย่างเขา ชายหนุ่มคนขับรถบังคับพวงมาลัยพร้อมกับเหยียบคันเร่งพาลูกค้าเด็กสาวไปส่งยังที่หมายซึ่งตกลงกันไว้ เขาทำแค่นี้ก็พอเรื่องส่วนตัวของลูกค้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของตนเอง

 

ชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษยามบ่ายได้เข้ามาถึงครูชมพูพรรณก้าวขาเดินเข้าไปภายในห้องเรียน หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบห้องเธอรู้สึกเอะใจอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงหน้า ครูสาวครุ่นคิดถึงสิ่งที่เธอกำลังเอะใจ เธอคิดอยู่นานจนในที่สุดเธอก็คิดไม่ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไร

“นักเรียนเอาแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษขึ้นมาทำนะ ถ้าทำเสร็จแล้วก็รวมกลุ่มปรึกษากันได้ ครูจะให้พวกเธอท่องบทสนทนาเล่านิทานภาษาอังกฤษ กลุ่มใครกลุ่มมันนะ”

“ครูคะมีเพื่อนสมาชิกไม่ครบค่ะ” กระรอกค่อยๆยกมือและพูดบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนในขณะนี้

“มีอะไรใครไม่ครบแล้วมีเพื่อนไม่มาเรียนหนังสือเหรอกระรอก ?”

“เปล่าค่ะ วันนี้มีเพื่อนมาเรียนหนังสือครบ แต่ครบเฉพาะตอนเช้านะคะ ส่วนตอนบ่ายไม่ครบ”

“ไม่ครบยังไง ใครขาดใครหาย ?”

“มะนาวกับพาสต้าค่ะครู เมื่อเช้ายังนั่งอยู่เลยตอนนี้หายตัวไปแล้ว”

“เอ๊ะ มีใครมารับสองคนนี้กลับบ้านไปหรือเปล่า ?”

“ไม่มีนะคะกระรอกเห็นพาสต้ากับมะนาว ครั้งล่าสุดก็เมื่อตอนที่ทั้งสองคนนั่งกินข้าวเที่ยงอยู่ที่โรงอาหาร จากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย” กระรอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนให้ครูประจำชั้นฟัง เด็กสาวพูดจบเธอก็ทำแบบฝึกหัดต่อไปตามที่ครูสั่งไว้

เธอจบเรื่องที่ตนเองต้องรายงานครูแล้วไม่มีอะไรต้องค้างคาใจ กระรอกจบแล้วแต่ครูชมพูพรรณซึ่งเป็นครูประจำชั้นคงยังไม่จบและจบไม่ได้ ครูสาวเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว เด็กนักเรียนหญิงหายตัวไปถึงสองคนโดยที่ครูประจำชั้นไม่รู้ มันเป็นเรื่องผิดปกติครูชมพูพรรณรีบออกไปจากห้องเรียน เธอกำลังไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้มันหายคาใจหรือจะทุกข์ใจเพิ่มก็คงจะเป็นไปได้

“นักเรียนครูขอไปทำธุระหน่อยนะ อยู่ในห้องเงียบๆอย่าส่งเสียงดัง” จบประโยคคำพูดของครูชมพูพรรณ หญิงสาวก็รีบปลีกตัวก้าวขาเดินไปที่ห้องธุรการในทันที

เธอพยายามพูดถามเพื่อนครูชายหญิงว่ามีใครเห็นพาสต้ากับมะนาวหรือไม่ ผลก็คือไม่มีใครเห็นครูสาวใจคอไม่สู้ดีเธอเลือกทำในสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการโทรศัพท์ไปสอบถามผู้ปกครองของเด็กนักเรียนหญิงทั้งสองคน และมันก็ทำให้เธอรู้ว่าในขณะนี้พาสต้ากับมะนาวได้หายตัวไปจากโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว

 

“กินก๋วยเตี๋ยวอิ่มแล้วพวกเราจะไปที่ไหนต่อพาสต้า ?” มะนาวพูดถามในขณะที่เดินอยู่บนริมฟุตบาทข้างถนน รถวิ่งสวนกันไปมาคนละฝั่ง ถนนสายนี้มีอยู่แปดเลนให้รถวิ่งเส้นทางแยกออกไปสู่ถนนหลายสาย มองดูแล้วปวดสายตาเป็นอย่างมาก เด็กสาวสองคนเมื่อพวกเธอมองไปบนท้องถนนพาสต้าซึ่งเป็นคนต้นคิด เด็กสาวก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินทางไปไหนที่ใดต่อดี

“เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เงินยังมีเมื่อกี๊กินก๋วยเตี๋ยวอิ่มแล้ว มันต้องมีอะไรปิดท้ายนะ จริงด้วยไอติมเราไปหาติมกินกันต่อไหมมะนาว ?” พาสต้าหันไปบอกมะนาวพร้อมกับมองไปที่ทางขึ้นสะพานลอยที่อยู่ตรงหน้า เด็กสาวคิดว่าเธอกับเพื่อนคงจำเป็นต้องใช้งานมัน

พาสต้าจับข้อมือขวาของมะนาวเด็กสาวกำลังจะชวนเพื่อนเด็กนักเรียนหญิง เดินขึ้นสะพานลอยไปอีกฝั่งฝากถนน เด็กสองคนกำลังจะก้าวขาขึ้นบันไดสะพานลอย ทั้งสองคนกำลังจะทำแบบนั้นแต่แล้วก็ต้องหยุดเพราะมีเสียงหนึ่งพูดออกมาห้ามไว้จากด้านหลัง

“สวัสดีครับน้องๆ กำลังจะไปที่ไหนกันเอ่ย ? เอ๊ะใช่ทางเดียวกันกับพี่หมูอู๊ดอู๊ดหรือเปล่านะ ?” พี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้ายจู่ๆก็โผล่เข้ามาในช่วงเวลานี้พอดิบพอดี

“เรากำลังจะไปหาไอติมกิน พี่หมูจะไปที่ไหนคะ ?” พาสต้าเป็นคนพูดสนทนากับพี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้าย เด็กสาวไม่ปกปิดกิจกรรมอะไรของเธอกับเพื่อนเด็กนักเรียนเลย พาสต้าดูจะไว้ใจพี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้ายมากจนเกินไป

“โอ้ ทางเดียวกันพอดีเลย พี่หมูอู๊ดอู๊ดกำลังจะไปขายไอติมอยู่พอดี ถ้าน้องๆสองคนไม่รังเกียจจะติดรถพี่หมูไปด้วยกันก็ได้นะครับ พี่หมูยินดีและจะให้รับประทานไอติมฟรีๆด้วยครับ” พี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้ายเริ่มทำตามนิสัยร้ายกาจของตนเอง หลอกให้ตายใจแล้วค่อยจัดการทีหลัง โดยไม่ต้องออกแรงวิธีนี้มันง่ายและไม่เหนื่อยถูกใจคนร้ายในชุดพี่หมูอู๊ดอู๊ดเสียจริงๆ

“จริงเหรอคะ ไปมะนาวเราไปกับพี่หมูกันเถอะ” พาสต้าดึงข้อมือมะนาวเธอยิ้มและกำลังจะเดินไปหาพี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้าย มะนาวรู้สึกอะไรบางอย่างเด็กสาวฉุกคิดดึงข้อมือกลับ เธอส่ายหน้าเล็กน้อยไม่เห็นด้วยที่พาสต้าตัดสินใจแบบนี้

“พาสต้าเราว่าอย่าไปกับพี่หมูเค้าจะดีกว่า ตอนนี้กลับบ้านกันเถอะ เรากลัวพ่อแม่เป็นห่วง” เด็กสาวเริ่มคิดได้มะนาวรู้แล้วว่าการหนีออกจากบ้าน มันไม่ใช่การแก้ปัญหาเธอจึงเอ่ยชวนพาสต้าให้เปลี่ยนใจกลับบ้าน จะดีกว่าดันทุรังไปต่อโดยไร้จุดหมาย

“ไปเถอะมะนาว เราแค่ไปเพื่อกินไอติม ถ้ากินอิ่มแล้วค่อย...กลับบ้านกัน” พาสต้ายังคงดึงดันที่จะไปกับพี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้าย เด็กสาวไว้ใจคนมากจนเกินไป มะนาวไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเธอจำต้องไปกับพาสต้า เด็กสาวสองคนเข้าไปนั่งที่เบาะหลังของรถตู้คนร้าย

ประตูถูกปิดจากนั้นพี่หมูอู๊ดอู๊ดคนร้ายก็เข้าไปนั่งที่เบาะคนขับรถและบังคับพวงมาลัยขับเคลื่อนออกไป เวลาต่อมาเป็นไปตามแผนที่คนร้ายวางไว้ ยาสลบที่ออกฤทธิ์ตรงช่องแอร์ได้ทำงานตามที่คนร้ายลงมือ พาสต้ากับมะนาวเผลอนอนหลับไปในที่สุด หลับไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อตื่นมาแล้วหายนะกับชีวิตกำลังเข้ามาเยือน

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น