อัปเดตล่าสุด 2022-02-15 22:06:53

ตอนที่ 1 เด็กใหม่ใจกลางห้องเรียน

     สี่แยกไฟแดงบนถนนสี่เลนใจกลางเมืองในขณะนี้บรรยากาศโดยรอบดูวุ่นวายเป็นปกติ ศรีอุบลหัวหน้าครอบครัวนั่งกุมมืออยู่บนพวงมาลัยรถเขาส่ายหน้าดูเป็นกังวล ที่ข้างกายด้านซ้ายมือมีร่างของสุนันท์ภรรยานั่งอยู่สีหน้าแววตาไม่แตกต่างจากคนเป็นสามีมากนัก

“เอาไงดีพี่ศรีรถติดขนาดนี้ เราจะไปส่งมะนาวทันเข้าเรียนวันแรกได้หรือเปล่า ?” สุนันท์เริ่มบ่นเปรยออกมาอย่างกังวล นี่ขนาดเธอกับครอบครัวตั้งใจเอารถออกมาตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว แต่มันก็ยังมีอุปสรรคที่จะส่งลูกสาวไม่ทันเข้าเรียน

“ใจเย็นสุ อย่างมากเราก็ยังได้ส่งลูกทันเข้าเรียนแปดโมงแน่ พี่มั่นใจยังไงก็ไม่สายไปกว่านี้หรอก” ศรีอุบลเป็นคนมั่นใจในตัวเองและใจเย็นกว่าศรีภรรยาของเขา ชายวัยกลางคนยังคงมั่นใจในการไปส่งลูกสาวถึงที่หมาย

“พ่อ ไฟเขียวแล้ว” มะนาวซึ่งนั่งอยู่หลังรถปิกอัพสี่ประตูด้านหลัง เด็กสาวรีบบอกคนเป็นพ่อให้รีบหักพวงมาลัยหลุดไปให้พ้นสี่แยกไฟแดงแห่งนี้

“ขอบใจลูก พ่อก็มัวหันไปบอกแม่ ดีนะที่รถคันหลังไม่บีบแตรไล่รถเรา” ศรีอุบลรีบเข้าเกียร์พร้อมกับเหยียบคันเร่งส่ง รถเป็นเกียร์อัตโนมัติมันจึงทำหน้าที่ของมันตามคนขับที่ควบคุม คนเป็นพ่อยิ้มมั่นใจเพราะถ้าพ้นสีแยกไฟแดงนี้ไปได้ อีกไม่ไกลก็ถึงโรงเรียนของลูกสาว

“เห็นไหมสุ พี่บอกแล้วว่ายังไงพี่ก็ต้องพาลูกไปส่งทัน”

“ให้มันจริงเถอะ สุกลัวไอ้พวกที่ชอบขับรถมารยาททราม ถ้ามันไม่...” สุนันท์พูดยังไม่ทันขาดคำจู่ๆคนเป็นสามีก็ดันเหยียบเบรกรถกะทันหัน ทำเอาทั้งสามชีวิตในรถหน้าทิ่มไปข้างหน้าพร้อมๆกันทั้งพ่อแม่และลูกสาว

“ไอ้...อะไรดีนะ เป็นไงบ้างนาวลูก” สุนันท์รีบหันไปดูที่เบาะด้านหลังเธอเป็นห่วงลูกสาว หญิงสาวกลัวว่ามะนาวจะไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย

“ไม่เป็นไรค่ะแม่ นาวคาดเข็มขัดไว้”

“เก่งมากลูกแม่ เป็นไงล่ะพี่ ชอบมองโลกในแง่ดีนัก เป็นไงดีนะที่เบรกทัน”

“โธ่สุ! ก็รถคันนั้นจู่ๆมันก็แซงซ้ายปาดขวาทะลึ่งมาแซงหน้าเราวิ่งข้ามไฟแดง พี่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ถ้าเมื่อกี้พี่ไม่เบรกเราก็น่าจะชนท้ายมัน ช่างมันเถอะปล่อยให้มันไปก่อน”

“พี่ก็เป็นแบบนี้ชอบบอกว่าช่างมัน แล้วเป็นไงเราก็ถูกเค้าเอาเปรียบ”

“ใจเย็นๆน่าสุ นี่เราก็อยู่เลนหน้าแล้ว ถ้าไฟเขียวเราก็ไปทันไม่ต้องกังวลหรอก”

“ถ้าเราไม่ไปติดซื้อลูกชิ้นหมูที่สั่งไว้ สุว่าเราน่าจะไปทันนะ”

“เอาน่าไว้วันพรุ่งนี้ เราออกเช้าหน่อยหรือไม่ก็ไปส่งลูกก่อนแล้วค่อยไปรับของที่สั่ง”

“เอาก็เอา พี่ศรีว่ายังไงสุก็เห็นด้วย ยังไงพี่ก็อย่าโกรธสุนะ สุชอบพูดว่าพี่ศรี เค้าขอโทษนะพ่อ”

“ไม่เป็นไรจ้ะแม่ พ่อให้อภัยแม่อยู่แล้ว” บทสนทนาของพ่อกับแม่ได้พูดโต้ตอบกันไปมาอยู่สักพัก ทุกอย่างลงตัวตรงชายกับหญิงเข้าใจกัน จากเมื่อครู่ที่หน้าบึ้งทั้งคู่ตอนนี้ได้กลายเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่มองและส่งให้กัน

“พ่อไฟเขียวแล้ว ขับไปเร็วเดี๋ยวนาวไปโรงเรียนไม่ทัน” ลูกสาวรีบพูดบอกพ่อของเธอให้ออกรถด่วน ศรีอุบลมองไปที่สัญญาณไฟชายวัยกลางคนก็รีบบึ่งรถไปโดยเร็ว คราวนี้เขาไม่พลาดเพราะรถอยู่คันแรกจากเสาสัญญาณไฟ

 

ที่ด้านหน้าโรงเรียนในขณะนี้หญิงสาวในชุดครูสีกากีเต็มยศตามระเบียบของกระทรวง เธอยืนยิ้มรับไหว้และสวัสดีเด็กนักเรียนที่ต่างก็รีบเดินกันเข้ามาภายในประตูโรงเรียน

ครูชมพูพรรณครูผู้ช่วยที่สอบบรรจุได้เมื่อหกเดือนก่อน หญิงสาวสอบได้เป็นครูของโรงเรียนชื่อดังใจกลางเมืองย่านนี้พอดี เธอรู้สึกดีใจมากเนื่องจากหญิงสาวไม่ต้องการไปไกลจากเมืองนี้เธอเป็นห่วงคนเป็นแม่ที่ต้องอยู่กับน้องสาวเพียงสองคน

“สวัสดีนักเรียนเดินเข้าไปข้างในเลยเพื่อนๆรออยู่ อีกไม่กี่นาทีก็จะเข้าแถวแล้ว รีบเลยจ้ะ” น้ำเสียงของครูสาวผิวพรรณขาวผ่องใสใบหน้าเกลี้ยงกลมหุ่นระหงผมยาวประบ่ารวบเรียบร้อย เธอเอ่ยบอกเด็กนักเรียนหลายๆคนที่ต่างก็รีบเข้ามาภายในโรงเรียน เด็กนักเรียนมีตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงหก พวกเขาและเธอรีบยกมือไหว้และก้าวเดินเข้าไปข้างใน

“เอ๊ะ ที่เกาะกลางน่าจะเป็นคุณแม่กับเด็กนักเรียนใช่ไหม ?” ครูชมพูพรรณเอ่ยถามเพื่อนครูผู้หญิงที่ยืนอยู่ใกล้กัน หญิงสาวสงสัยและเป็นห่วงแม่กับเด็กนักเรียนหญิงที่กำลังจะข้ามมาฝั่งโรงเรียน ทั้งสองคนยืนรอให้รถชะลออยู่ตรงเกาะกลางถนน

“น่าจะใช่นะ ถนนก็สี่เลนด้วย น่าเป็นห่วง”

“เธออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันข้ามไปดูหน่อย”

“ระวังรถด้วยนะครูชม รถชอบวิ่งเร็ว”

“จะระวังจ้ะครูบี” จบประโยคสนทนาครูชมพูพรรณก็รีบเดินข้ามถนนไปที่เกาะกลางทันที เนื่องจากตรงบริเวณนั้นเป็นหน้าโรงเรียนรถก็จะชะลอบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ชะลอทุกคันเสมอไป ทางม้าลายที่ตีเส้นสีขาวตรงหน้าโรงเรียนครูชมพูพรรณใช้มันให้เป็นประโยชน์ เธอค่อยๆเดินด้วยความระมัดระวังมือขวาก็ชูโบกขึ้นเพื่อขอให้ตนเองข้ามไปที่เกาะกลางถนนได้ ครูสาวทำได้รถส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเธอเดินไปถึงที่ตรงเกาะกลางถนนพร้อมกับพูดถามแม่กับลูกสาวทันที

“คุณแม่ไม่ต้องไปส่งก็ได้นะคะ เดี๋ยวครูชมพาไปเอง”

“ขอบคุณมากค่ะครู ฝากลูกสาวด้วยนะคะ”

“แม่ไปทำงานก่อนนะ”

“ไปนักเรียนจับมือครูไว้เราจะข้ามถนนด้วยกัน” ครูชมพูพรรณเอื้อมมือจะไปจับข้อมือเด็กนักเรียนหญิง แต่เธอก็ต้องหยุดไว้ก่อน

เพราะเด็กนักเรียนกำลังยกมือไหว้พนมขอบคุณแม่ของตนเอง เด็กสาวไหว้คนเป็นแม่เสร็จเธอจึงหันมาไหว้ครูชมพูพรรณ ครูสาวยิ้มรับไหว้พร้อมกับยื่นมือไปจับที่ข้อมือของเด็กนักเรียนหญิง ครูกับนักเรียนจับมือกันก้าวขาเดินมาจากเกาะกลางเลนขวาสุดได้เพราะช่วงนั้นรถไม่มี

ทั้งสองคนเดินมาถึงตรงเลนซ้ายสุดใกล้จะถึงฟุตบาทริมทางเดินเข้าโรงเรียน ครูชมพูพรรณมองไปที่ข้างกายด้านซ้ายมือ เธอเห็นรถคันหนึ่งซึ่งจู่ๆก็เลี้ยวมาจากมุมหัวโค้งพร้อมกับเร่งความเร็วแบบไม่ยั้ง ครูสาวเห็นว่าเธอกับเด็กนักเรียนคงหลบไม่พ้นรถคันนี้เป็นแน่ การตัดสินใจทำอะไรบางอย่างจึงเกิดขึ้น ครูชมพูพรรณตัดสินใจเอาร่างตนเองเข้าไปสวมกอดร่างของเด็กนักเรียนไว้ เธอเลือกให้รถเก๋งหรูวิ่งชนเธอก่อนจะถึงร่างของลูกศิษย์

เอี๊ยด!

เสียงเบรกรถเก๋งดังขึ้นตรงบริเวณทางม้าลายหน้าประตูทางเข้าโรงเรียน จบเสียงเบรกผู้คนทั้งหญิงชายผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่อยู่ตรงบริเวณนั้น สายตาทุกคู่ต่างหันมามองที่ครูชมพูพรรณกับลูกศิษย์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

“ฮือ ฮือ ฮือ ครูคะหนูกลัวรถชนคุณครูหรือเปล่าคะ ?” น้ำเสียงสะอื้นในลำคอของเด็กสาวเธอเอ่ยออกมาในขณะที่อยู่ในอ้อมกอดของครูชมพูพรรณ

“ไม่เป็นไรจ้ะ ครูไม่ถูกรถชน เธอไม่ต้องตกใจนะ ไม่ต้องกลัว เราปลอดภัยแล้ว” ครูชมพูพรรณยิ้มหวานปลอบใจให้ลูกศิษย์ไม่เครียดและร้องไห้ การปลอบประโลมไม่ให้เด็กสาวตกใจคือสิ่งที่เธอต้องทำในเวลานี้

“นี่อยากตายอย่างนั้นเหรอ!? เดินข้ามถนนยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือ อยากถูกรถชนตายพร้อมกันกับเด็กเหรอ!?” น้ำเสียงที่ฟังแล้วไม่เป็นมิตรของชายวัยกลางคนรายหนึ่งดังขึ้น หลังจากที่เขาเปิดประตูรถก้าวขาเดินออกมาชี้หน้าต่อว่าครูชมพูพรรณกับลูกศิษย์

“ไม่ได้อยากตายหรอกค่ะ แต่คุณขับรถยังไงตรงนี้เป็นทางม้าลายและที่สำคัญเป็นเขตโรงเรียน มีเด็กนักเรียนเข้าออกตลอด” ครูชมพูพรรณหันไปประจันหน้ากับคู่กรณีที่ทำตัวกร่างแบบโง่เง่าเป็นที่สุด ปากพูดมาได้ว่าขวางทางทั้งที่จริงๆแล้วเธอกับลูกศิษย์แค่ต้องการข้ามถนน และเดินอยู่ในจุดที่ถูกต้องตามกฎหมายจราจร

“ทางม้าลาย คุณพูดอะไรนะคุณครู ประเทศนี้มีที่ไหนทางม้าลาย เขามีแต่ทางให้คนรวยมีฐานะขับรถหรูแบบผมวิ่งเท่านั้น ใครกระจอกไม่มีเงินไม่มีปัญญาซื้อรถขับ ก็อย่ามาเสือกเดินบนท้องถนน ถนนเป็นของคนรวยเข้าใจหรือเปล่า ?” ชายวัยกลางคนบุคลิกภูมิฐานใบหน้าตี๋ขาวเกลี้ยงเกลา เขาพูดออกมาอย่างไม่ละอายในคำพูดของตนเองเลย ประเทศเป็นของทุกคนคนรวยจนมีสิทธิ์ใช้เท่าเทียมกัน

“ทำไมคุณถึงไม่เบรกรถแต่แรกคะ ? ทำไมจะต้องมาเบรกเอาในระยะกระชั้นชิดแบบนี้ คุณเห็นไหมเด็กนักเรียนร้องไห้ตกใจกลัว!” ครูชมพูพรรณพูดพร้อมกับกอดร่างของเด็กนักเรียนไว้แน่นแนบอก เด็กสาวยังดูตกใจอยู่ยิ่งมีคนรวยเห็นแก่ตัวมายืนด่าว่าแบบนี้ มันยิ่งทำให้เธอต้องตกใจกลัวไม่กล้าลืมตาหันไปมองสิ่งที่อยู่รอบตัว

“แล้วคุณจะเอายังไงคะคุณคนรวย ?”

“ก็ไม่เอายังไงหรอก ผมแค่เปิดประตูรถลงมาดู ผมไม่ผิด คุณครูกับเด็กต่างหากที่ผิด คุณผิดที่มาขวางทางรถวิ่งของผม นี่ถ้าผมเบรกไม่ทันรถไปชนคุณครูกับลูกศิษย์ รถเกิดเป็นริ้วรอย คุณครูจะรับผิดชอบยังไง!?” คำพูดเห็นแก่ตัวยังคงเปรยออกมาให้ผู้คนสาธารณชนทั่วไปได้ยิน นี่หรือคนรวยที่มีอันจะกินทำไมนิสัยถึงได้สวนทางกับเงินในกระเป๋าเสียจริงๆ ความเห็นแก่ตัวมองว่าตนเองถูกต้องยังคงพูดออกมาอย่างหน้าด้านๆ

“คุณต้องขอโทษผมที่ทำให้เสียเวลา คุณครูเป็นคนผิด คุณต้องทำ”

“ฉันไม่ทำคุณควรไปพบจิตแพทย์บ้างนะคะ มีเงินเสียเปล่าความคิดทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ ฉันไม่ผิด คุณต่างหากที่ผิดสมควรขอโทษฉันกับเด็กนักเรียน เช้านี้ถือว่าเป็นความซวยของครูอย่างดิฉันก็แล้วกัน ฉันขอตัวก่อน” ครูชมพูพรรณไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนพรรค์นี้ การเดินหลีกหนีจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำ หญิงสาวกอดสวมเด็กสาวพาเดินขึ้นไปบนทางฟุตบาทซึ่งตอนนี้มีครูผู้หญิงเพื่อนของเธอยืนรออยู่แล้ว

“เดี๋ยว! ฉันบอกให้แกขอโทษ แกต้องทำ!” ชายวัยกลางคนถือวิสาสะเข้าไปดึงแขนของครูชมพูพรรณโดยพลการ ครูสาวจึงตกใจและหันไปสลัดแขนพร้อมกับถอยหนีขึ้นไปบนฟุตบาท

“บอกให้ขอโทษ ก็ต้องขอโทษสิวะ จะหนีไปไหน” ชายวัยกลางคนพูดจบเขาก็ก้าวขาเดินไปหมายจะจับแขนครูชมพูพรรณอีกครั้ง

“หยุด! จ่าควบคุมตัวชายคนนี้ไว้” นายตำรวจสัญญาบัตรยศร้อยตำรวจเอกแต่งเครื่องแบบเต็มยศ เขาเข้าไปยืนแทรกกลาง ระหว่างครูชมพูพรรณกับชายวัยกลางคนที่น่าจะไม่ปกติ

“อะไรวะ นี่ลื้อเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมาจับตัวอั๊ว!”

“มีสิทธิ์อะไรเหรอครับ ก็สิทธิ์ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้รักษากฎหมาย คุณกำลังทำผิดกฎหมายและเข้าไปละเมิดคุณครูคนนี้ เหตุผลแค่นี้ควบคุมตัวคุณได้ไหมครับ ?” ผู้กองใบหน้าหนุ่มหล่อเหลาตัดผมรองทรงเรียบร้อย เขาเอ่ยอธิบายเรื่องทุกอย่างให้ชายวัยกลางคนรายนี้ได้รับรู้และเข้าใจ

“แล้วลื้อจะเสียใจ อั๊วจะสั่งย้ายทั้งโรงพักเลย ผู้กำกับยันตำรวจล่างพวกลื้อเดือดร้อนแน่!”

“จ่ารีบเอาตัวไปที่รถ ผมจะตั้งข้อหาชายคนนี้เพิ่มอีกหนึ่งกระทง ข้อหาข่มขู่เจ้าพนักงาน!” ผู้กองสีหน้าจริงจังมองตรงไปที่ใบหน้าของชายวัยกลางคน จ่าสิบตำรวจพยักหน้าขานรับคำสั่งเขาควบคุมตัวชายผู้เห็นแก่ตัวรายนี้ไปสงบสติอารมณ์ที่รถ และต่อไปก็จะพาไปที่โรงพักสถานีตำรวจ

“คุณครูไม่เป็นอะไรนะครับ พอดีผมขับรถตรวจพื้นที่ผ่านมาทางนี้เลยแวะมาดู ผมเห็นเหตุการณ์นานแล้ว แต่อยากจะดูต่อไปว่าชายคนนี้จะทำอะไรต่อ” ผู้กองพูดบอกครูชมพูพรรณด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา แม้เรื่องที่เขาจะต้องเผชิญจะค่อนข้างมีปัญหาและทำให้เสียสุขภาพจิต แต่หน้าที่คือสิ่งที่ต้องยึดปฏิบัติทำงานไปด้วยพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตรมันทำให้บรรยากาศโดยรอบดูผ่อนคลายลงไปเยอะ

“ชมไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ขอบคุณผู้กองมากเออ...?”

“ผมชนแดน พิทักษ์สันติครับ”

“ดิฉันชมพูพรรณ ใจเกสรค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ชายหนุ่มกับหญิงสาวรับราชการต่างอาชีพ พวกเขาและเธอได้เอ่ยแสดงความรู้จักกันโดยมิได้นัดหมาย

“คุณครูชมจะเรียกผมว่าผู้กองแดน หรือแดนเฉยๆก็ได้นะครับ”

“ชมขอเรียกว่าผู้กองแดนดีกว่าค่ะ”

“ถ้ายังไงไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับ ไว้ผมจะมาตรวจพื้นที่แถวโรงเรียนบ่อยๆ ผมเพิ่งย้ายมาที่นี่ได้หนึ่งสัปดาห์ครับ เผื่อถ้ามีอะไรที่ต้องขอคำแนะนำครูชม อาจต้องรบกวนบ้าง”

“ด้วยความยินดีค่ะ”

“ขอบคุณครับ คือ...นี่เป็นนามบัตรที่อยู่เบอร์ติดต่อ ถ้ายังไงครูชมอยากจะขอความช่วยเหลืออะไร ผมยินดีรับเรื่องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ”

“ขอบคุณนะคะ” ครูชมพูพรรณมองไปที่นามบัตรของผู้กองชนแดนเธอยื่นมือไปรับ หญิงสาวไม่ได้เป็นคนไร้เดียงสาหรืออ่อนต่อโลก เธอรู้ว่าผู้กองหนุ่มหน้าตาดีที่มีนามว่า ชนแดน คนนี้ตอนนี้เขากำลังขายขนมจีบให้กับเธอแบบอ้อมๆมาในลักษณะเอาเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง สายตาของชายหนุ่มที่มองชม้ายมาหาเธอ หญิงสาวรับรู้ได้ในสัมผัสของความเป็นมิตร

“เจอหน้ากันครั้งแรกก็แจกนามบัตรแล้วนะครูชม ผู้กองคนนี้ฉันว่าเค้าคงจะ...ไม่เอาไม่พูดดีกว่า” ครูบีได้จังหวะพูดบ้างหลังดูเหตุการณ์ทุกอย่างมาตลอด เธอรู้สึกสบายใจที่สถานการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี ที่เป็นแบบนี้ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้กองชนแดนเข้ามาช่วยคลี่คลายให้ดีขึ้น

“จริงสิครูบี อีกหนึ่งนาทีจะได้เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ เรารีบไปเข้าแถวกันเถอะจวนได้เวลาแล้ว” ครูชมพูพรรณมองไปที่นาฬิกาข้อมือหญิงสาวกุลีกุจอรีบก้าวขาเดินไปตามที่เธอพูดไว้

“เดี๋ยวก่อนค่ะครู หยุดก่อน” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียงนั้นดังแว่วมาจากทางด้านหลังของครูชมพูพรรณ หญิงสาวหยุดเดินพร้อมกับครูบี ครูสาวทั้งสองคนหันไปมองและพวกเธอก็เห็นร่างของผู้ปกครองเป็นแม่กับลูกสาว

“ยังทันใช่ไหมคะ ? ถ้ายังไงสุขอฝากลูกสาวน้องมะนาวไปด้วยกับคุณครูได้ไหมคะ ?” สุนันท์ยืนจูงมือมะนาวและพาเดินเข้าไปใกล้ครูสาวทั้งสองคน เด็กสาวยกมือพนมไหว้ด้วยความนอบน้อม ครูชมพูพรรณยิ้มและยื่นมือไปแตะที่ไหล่ของมะนาวพร้อมกับพูดออกมาด้วยความเอ็นดู

“เธอชื่ออะไรอยู่ชั้นไหนจ๊ะคนสวย ?”

“ชื่อมะนาวอยู่ป.1/1ค่ะ”

“พอดีเลย ห้องป.1/1ครูประจำชั้นคือครูเอง ครูชื่อชมพูพรรณนะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ครูบีเราไปกันเถอะ”

“ฝากลูกสาวด้วยนะคะ มะนาวแม่ไปก่อนนะลูกไว้ตอนเย็นจะมารับ” สุนันท์ยิ้มและเอามือลูบไปที่หัวของลูกสาว มะนาวยกมือไหว้คนเป็นแม่ จากนั้นเธอก็เดินไปเข้าแถวพร้อมกันกับครูสาวทั้งสองคน

 

เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติได้ผ่านพ้นไปครูชมพูพรรณกับมะนาวเด็กสาวนักเรียนคนใหม่ เธอเข้ามาเรียนกลางเทอมจากการขออนุญาตผู้อำนวยการผู้หญิง สุนันท์เป็นคนพามะนาวมาขอร้องผู้อำนวยการด้วยตนเอง เธอพยายามพูดหว่านล้อมจนคนเป็นผู้อำนวยการเข้าใจ สุดท้ายจึงได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้

“นักเรียนทำความเคารพ สวัสดีครับ สวัสดีค่ะคุณครู” หัวหน้าห้องเห็นครูชมพูพรรณเดินเข้ามาพร้อมกับมะนาว เด็กชายจึงบอกเพื่อนเด็กนักเรียนให้ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ

“สวัสดียามเช้านะเด็กๆ เช้านี้เราจะเรียนอะไรกันดี ดนตรี คณิตศาสตร์หรือภาษาอังกฤษ” ครูชมพูพรรณพูดบอกเด็กนักเรียนทั้งชายหญิงที่มีจำนวนราวยี่สิบกว่าคน

พวกเขาและเธอฟังและต่างก็เงียบไม่มีความคิดเห็นอะไรออกมาให้ได้ยิน มะนาวที่ยืนข้างกายเธอมองไปที่ร่างของครูประจำชั้น เด็กสาวอยากจะให้ครูชมพูพรรณอนุญาตให้เธอไปนั่งได้เสียที เพราะตอนนี้เธอไม่อยากเป็นจุดสนใจในสายตาของเพื่อนเด็กนักเรียนทั้งชายหญิง พวกเขาและเธอต่างก็จ้องมองมาที่เธอเพียงคนเดียว

“จริงสิ เกือบลืมไปนี่เพื่อนใหม่ของพวกเธอ เพื่อนชื่ออะไรเดี๋ยวให้แนะนำตัวให้ฟัง แนะนำตัวกับเพื่อนหน่อยนะคนเก่งของครู” ครูชมพูพรรณมองไปที่มะนาวเธอใช้มือซ้ายแตะไปที่ไหล่ของลูกศิษย์เบาๆ เป็นสัญญาณให้พูดแนะนำตัว

“สวัสดีทุกคนเราชื่อ มะนาวนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” มะนาวเอ่ยแนะนำตัวเสร็จความเงียบภายในห้องเรียนก็บังเกิดขึ้น ครูชมพูพรรณเห็นว่าไม่เข้าท่าเธอจึงพูดออกมาเพื่อทำลายความเงียบสงัด

“เงียบไม่ได้นะคะเด็กๆ เพื่อนแนะนำตัวแล้ว ปรบมือต้อนรับหน่อยค่ะ” ครูชมพูพรรณพูดจบเธอก็ปรบมือนำร่องเป็นคนแรก การกระทำของเธอทำให้เด็กนักเรียนทั้งชายหญิงได้ทำตาม หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อยเธอโล่งอกที่เด็กนักเรียนได้ทำตาม เด็กนักเรียนวัยนี้เหมือนปูที่ต้องจับใส่กระด้ง ต้องใช้ความพยายามในการสอนพอสมควร

“เอาแหละทุกคนรู้จักเพื่อนใหม่แล้ว มะนาวเธอเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้น พาสต้าโต๊ะด้านข้างไม่มีใครนั่งนะ มะนาวเธอไปนั่งตรงนั้นเลย” ครูชมพูพรรณบอกให้มะนาวไปนั่งที่โต๊ะนักเรียน เด็กสาวพยักหน้าและเดินไปตามคำบอกของครูประจำชั้น

มะนาวมองไปที่พาสต้าเด็กสาวเพื่อนร่วมชั้นเรียน เธอยิ้มให้เพื่อนใหม่ที่นั่งโต๊ะติดกัน พาสต้าเมินเฉยเด็กสาวทำเป็นมองไม่เห็น เธอทำราวกับมะนาวเป็นเพียงอากาศธาตุลอยมานั่งใกล้ตนเองเพียงเท่านั้น มะนาวนั่งที่เก้าอี้เธอหยิบอุปกรณ์การเรียนหนังสือสมุดขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ ดินสอ ยางลบ ได้ถูกวางไว้ตรงจุดที่ถนัดมือของเด็กสาว

“ขอยืมยางลบได้เปล่า ?” พาสต้าเอ่ยถามมะนาวด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

“ได้สิ เธอยืมไปเลย” มะนาวหยิบยางลบส่งให้เธอยังคงยิ้มให้เพื่อนที่นั่งข้างกายอยู่ตลอด พาสต้ารับยางลบมาถือไว้ในกำมือเด็กสาวกระหยิ่มยิ้มย่องและเธอก็ทำอะไรบางอย่าง สิ่งที่พาสต้าทำมะนาวที่นั่งข้างกายถึงกลับใบหน้าถอดสี

“อุ๊ย นักเรียนใครขว้างยางลบใส่หลังครูชมคะ ?” ครูชมพูพรรณหันไปมองยางลบที่ตกอยู่ข้างกาย เธอไม่สบอารมณ์เล็กน้อย การหันหลังและเขียนตัวหนังสือสอนเด็กนักเรียนเพียงชั่วครู่บนกระดานดำ มันทำให้ครูสาวถูกเด็กนักเรียนภายในห้องแกล้งในแบบจับมือใครสัมผัสไม่ได้

“ครูถามว่าใคร ? ถ้าไม่มีใครรับครูจะทำโทษยกห้องนะ”

“หนูเองค่ะ หนูเป็นคนขว้างใส่คุณครูเอง”

“ทำไมเธอถึงทำอย่างนั้นมะนาว ?”

“หนูอยากจะทดสอบดูว่าครูจะโกรธหนูรึเปล่า ถ้าหนูเกิดทำตัวไม่ดี ครูจะรู้สึกอย่างไรถ้าเด็กนักเรียนอย่างหนูแกล้งครูค่ะ”

“ครูไม่โกรธเธอหรอกนะ แต่อย่าทำแบบนี้อีก เธอเดินมาเก็บยางลบของตัวเองไปมะนาว แล้วก็เขียนคำตอบบนกระดานดำด้วย ภาษาอังกฤษ Men ความหมายคืออะไร?” ครูชมพูพรรณพูดจบมะนาวก็ก้าวขาเดินออกมาจากโต๊ะนักเรียน เด็กสาวบรรจงเขียนคำตอบที่ถูกต้องลงไปบนกระดานดำ

ความหมายของ Men คือ ผู้ชายหลายคน เพื่อนเด็กนักเรียนทั้งชายหญิงต่างอึ้งในความสามารถของมะนาว เด็กวัยเจ็ดขวบอาจยังไม่ค่อยเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากนัก มะนาวสร้างความตะลึงให้เพื่อนเด็กนักเรียนทั่วไปภายในชั้นเรียน เธอตอบคำถามครูชมพูพรรณถูกต้อง

“เก่งมากมะนาว เอาแหละเธอกลับไปนั่งที่ได้”

“ขอบคุณค่ะ” มะนาวยกมือไหว้ครูชมพูพรรณพร้อมกับก้มหยิบยางลบมากำไว้ เธอเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้สายตามองไปที่พาสต้าเพื่อนเด็กสาวตัวดี มะนาวสีหน้านิ่งเรียบคราวนี้เธอไม่ยิ้มให้เพื่อนเด็กนักเรียนคนนี้เหมือนเมื่อสักครู่

“เก่งนะ แต่เธออย่าคิดว่าจะเก่งไปได้ตลอด นี่แค่เริ่มต้นฉันพาสต้าลูกสาวนายห้างดังยังมีอะไรให้เธออีกเพียบ ระวังตัวไว้เถอะ!” พาสต้าดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เด็กสาวรับเพื่อนใหม่ที่เข้าเรียนกลางเทอมอย่างน่ากลัว มะนาวสับสนแค่เจอหน้ากันครั้งแรกทำไมเพื่อนเด็กสาวรายนี้ถึงได้เกลียดเธอนัก เด็กสาวนั่งลงและเธอก็มองไปที่กระดานดำ ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตั้งใจเรียนตามที่ครูชมพูพรรณสอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น