อัปเดตล่าสุด 2022-08-27 10:50:12

ตอนที่ 7 เศียรปู่บรมครูผู้สร้างหนัง ปฐมฤกษ์

บทที่ 7

เศียรปู่บรมครูผู้สร้างหนัง ปฐมฤกษ์

 

               ฝีเท้าที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะสวนกระแสแห่งความเงียบ ทั้งแน่นหนักและคงที่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปยังอาคารหลังใหม่อย่างภาคภูมิ  เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่อดกลั้นพากเพียรพยายามโดยปราศจากการช่วยเหลือจากครอบครัว คนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองและมีครอบครัวคอยช่วยเหลืออาจจะไม่เข้าใจ เขาเริ่มต้นจากศูนย์ และสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนซื้อตึกนี้ได้ก็ต้องใช้ทั้งความสามารถและผู้ช่วยเหลือ...ซึ่งไม่ใช่คน

               อาคารสำนักงานสี่ชั้นย่านสุขุมวิทถูกครอบครองโดยชายหนุ่มที่เพิ่งกลับจากอเมริกา เขาซื้อตึกนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรงผสมกับเศษเงินมรดกที่ได้จากพ่อ ผู้ไม่เคยเหลียวแลแต่อุตส่าห์เหลือตัวเลขในบัญชีไว้ให้ดูต่างหน้า และเพื่อสานฝันในอาชีพที่เขาปรารถนา เงินทั้งหมดถูกใช้เพื่อเปิดบริษัทโพรดักชันเฮาส์สำหรับสร้างงานภาพยนตร์ 

               การไปเรียนต่อยังสาขาภาพยนตร์ทำให้เขาได้รู้จักนักเรียนไทยฝีมือดีในสายการผลิตสื่อทั้งโทรทัศน์และภาพยนตร์ การดึงตัวคนมีความสามารถเหล่านี้กลับมาร่วมงานในบริษัทนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และวันนี้ก็เป็นวันเปิดบริษัทวันแรก โดยมีเขานั่งตำแหน่งประธานบริษัท

               “ยินดีต้อนรับค่ะ บอส” เสียงปรบมือดังเกรียวกราวต้อนรับชายหนุ่มเจ้าของบริษัท ลูกน้องทุกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของเครื่องใช้สำนักงานถึงกับต้องหยุดทำทุกสิ่งเพื่อลุกขึ้นต้อนรับเขา

               “ออฟฟิศใหม่เป็นไงบ้าง” บอสสอดส่ายสายตาถามพนักงานทุกคน

               “ออฟฟิศกว้างมากค่ะ มีสตูดิโอสำหรับถ่ายงานที่ชั้นบนด้วย” พนักงานหญิงคนหนึ่งตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม

               “พี่เอกล่ะ อยู่ไหน” บอสถามถึงเลขาของเขาซึ่งควรจะมาถึงออฟฟิศตั้งนานแล้ว

               “พี่เอกอยู่ในห้องบอสค่ะ เอ่อ...คือพี่เอกห้ามใครเข้าไปค่ะ...” พนักงานหญิงคนเดิมถูกยั้งไว้ มีเสียงซุบซิบจากคนที่ห้ามเธอไม่ให้พูด ได้ยินเพียงประโยคหนึ่งที่ดังชัดว่า “เธอพูดมากเกินไปแล้ว

               บอสหนุ่มไม่ยี่หระกับท่าทีมีลับลมคมในของพวกเธอ เขาเร่งเดินไปยังห้องทำงานส่วนตัวของตนเอง ซึ่งสุดทางเดินที่ต้องเดินผ่านโต๊ะพนักงานทุกคน ปลายสายตาเหลือบเห็นท่าทีของพนักงาน และหูก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ บอสหนุ่มรู้สึกหวาดหวั่น เขาหวังเพียงว่าเลขาฯ ส่วนตัวจะไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อ เพราะสิ่งที่เขาฝากมาด้วยนั้นมีฤทธิ์มากกว่าคนธรรมดาจะควบคุมมันได้

ทันทีที่เปิดประตูกระจกเข้าไป เสียงบริกรรมคาถาก็ดังระงมจนน่าขนลุก ก่อนประโยคสุดท้ายจะหยุดลง บอสทันได้เห็นว่าเลขาฯ ของเขากำลังทำอะไรอยู่

               เอก เป็นเลขาฯ ที่จ้างมาเฉพาะกิจ การรู้จักกับเอกเป็นเรื่องบังเอิญมาก ขณะที่กำลังเดินทางกลับจากอเมริกา เขาเจอเอกนั่งติดกับเขาบนเครื่องบิน ชายหนุ่มถูกชวนคุยจนได้รู้ว่าเอกเป็นพวกสะสมของเก่าของหายาก เอกนำเสนอตัวเองด้วยการเล่าการประสบความสำเร็จของนักธุรกิจใหญ่และดาราดัง โดยมีวัตถุมงคลของเอกเป็นตัวช่วย ในตอนแรกบอสไม่เชื่อ หากแต่การมีเพื่อนเพิ่มอีกสักคนในไทยก็เป็นเรื่องดี และที่สำคัญเพื่อนอย่างเอก คงช่วยได้มากในเรื่องธุรกิจ

               และนี่คือเหตุผลที่เอกใส่ชุดขาวยืนสวดบริกรรมคาถาอยู่หน้าศีรษะที่นำมาทำซึ่งเป็นเศียรฤๅษีซึ่งวางอยู่บนตู้เอกสาร

               เศียรฤๅษีดวงตาสีแดงก่ำนี้ เอกบอกว่าเป็นของหายาก กว่าจะได้มานั้นต้องบินไปเช่าถึงอเมริกา เพราะมีมหาเศรษฐีชาวอเมริกันบินมาประมูลซื้อไปจากเมืองไทย แต่ดูเหมือนว่ามหาเศรษฐีคนนั้นจะบูชาไม่ถูกวิธี ร่างกายจึงทรุดโทรมและตายหมดลมหายใจลงในที่สุด ทางครอบครัวจึงเร่งประมูลในราคาที่ถูกลง และเลขาเอกก็ได้สิ่งนี้มาอย่างง่ายดาย เป็นเศียรของฤๅษีที่ให้ความมั่งคั่งทั้งเงินทองและฐานะ ที่เห็นอยู่ไม่ใช่เศียรที่แกะสลักด้วยไม้หรือทำขึ้นด้วยวัสดุอื่นตามธรรมชาติ หากแต่เป็นเศียรของคนจริง ๆ ที่ถูกตัดขณะกำลังทำการฟ้อนรำ

               ตามตำนานเล่าว่า น้องสาวของพ่อปู่ท่านนี้ถูกจัดให้เป็นนางรำในสมัยโบราณ เก่าแก่จนไม่อาจทราบได้ว่ายุคไหนหรือสมัยใด ในสมัยก่อนนางรำจะถูกคัดเลือกจากสาวงามทั่วทั้งอาณาจักร คัดตัวเป็นพิเศษเพื่อรำต่อหน้าพระพักตร์ราชัน หากราชันมีพระประสงค์จะเลือกนางรำคนใดเข้ารับใช้ในวังก็เพียงมีรับสั่ง พ่อปู่เห็นว่าน้องสาวของตนยังเล็กนัก ไม่ควรจะต้องถูกเลือกให้ไปรับใช้ราชันผู้มีสตรีมากมายอยู่แล้วในวัง ท่านจึงแอบปลอมตัวเป็นนางรำแทนน้องสาวตัวเอง แกล้งรำด้วยท่าทางแข็งกระด้างไร้ความงดงาม หากแต่ความลับนี้กลับล่วงรู้ไปถึงราชองครักษ์ เมื่อกราบทูลฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้ชายผู้นี้รำต่อหน้าพระพักตร์และให้ราชองครักษ์บั่นคอทันที ด้วยความแค้นนั้นทำให้ร่างไม่ไหม้แม้จะถูกเผาไฟกลายเป็นเศียรคนที่ยังมีสภาพสมบูรณ์จนถึงทุกวันนี้

                เจ้าของบริษัทมองไปที่เศียรแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง ขนที่ลุกขึ้นเพราะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ตามมาด้วยความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก หัวของคนโบราณนั้นออกจะดูใหญ่กว่าหัวของคนในยุคนี้ เขาเลื่อนตาลงมาเทียบกับหัวของเอกที่กำลังยืนท่องคาถา แล้วก็คะเนได้ว่าเศียรนี้น่าจะใหญ่กว่าครึ่งเท่า ดวงตาที่ลึกโบ๋เป็นร่องดำไร้ตาขาว มันดูคล้ายกระจกใสสีดำที่ถูกแปะไว้ พอจ้องมองลึกลงไปก็คล้ายว่าถูกดูดให้เข้าหา กว่าบอสหนุ่มจะรู้ตัวว่ากำลังเดินก้าวไปข้างหน้า เขาก็ถูกผลักให้กลับไปยืนที่เดิม มือของเอกยื่นมาทั้งที่กำลังบริกรรมคาถาอยู่

                “ใกล้เสร็จหรือยัง” ชายหนุ่มถามเพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถเข้าไปในพื้นที่ทำงานของตัวเองได้เมื่อไร

                เอกไม่พูดอะไรแค่หันกลับมามองเขาพร้อมส่ายหน้าบอกให้รู้ว่าพิธียังไม่เสร็จ คราวนี้บอสหนุ่มจำเป็นต้องยืนสงบนิ่งแล้วจ้องไปที่พื้นแทน เพื่อไม่ให้สบตาเศียรที่วางอยู่ชั้นบนสุดของตู้เอกสาร เจ้าของบริษัทเพิ่งรู้ตัวว่าเหงื่อออกมากขนาดไหนก็เมื่อตอนได้เห็นเสื้อเชิ้ตข้างในสูทเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่ห้องนี้เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจัด

                เสียงบริกรรมคาถาหยุดลงแล้ว เลขาของเขายกมือขึ้นไหว้ เขารีบทำตามทันที

               “บอสต้องยกเศียรปู่ขึ้นไว้บนหิ้งแล้วจุดธูปดอกเดียวด้วย” เหมือนเอกจะให้เกียรติด้วยการเรียกเขาว่าบอส แต่ท่าทางเหมือนออกคำสั่งมากกว่า หิ้งที่เอกพูดถึงคล้ายหิ้งพระ แต่ตั้งอยู่สูงที่สุดเหนือตู้เอกสารขึ้นไปอีก ต้องปีนขึ้นเก้าอี้ถึงจะยกวางได้

               ด้วยท่าทางเคร่งขรึมและนิ่งสงบของเอกทำให้บอสไม่อยากตำหนิเรื่องมารยาทการปฏิบัติต่อเจ้านายมากนัก จึงรีบทำตาม เขาลากเก้าอี้หัวโล้นที่ตั้งไว้แต่แรกเข้าหาตัว เหยียบยืนขึ้นไปแล้วยกมือไหว้ จังหวะที่กำลังจะยกเขาเผลอสบตาเข้ากับเบ้าตาสีดำสนิท เสียงกรีดร้องโหยหวน และน้ำตาร่วงหล่นของชายผู้หนึ่งสะท้านสะเทือนไปถึงเบื้องลึกจิตใจชายในโลกปัจจุบัน บอสหนุ่มไม่ได้จับที่ใต้เศียรหากแต่เขากลับกางมือออก และร่ายรำอย่างควบคุมไม่ได้

                “บอสครับ! บอสได้ยินผมไหม!” บอสหนุ่มได้ยินเอกเรียก แต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ รู้ตัวอีกทีเขาก็ทรงตัวด้วยขาข้างเดียว ขาอีกข้างยกขึ้นและสองแขนกำลังทำท่าฟ้อน

                “บอส!” เจ้าของบริษัทได้ยินเสียงเรียกและเสียงสวดด้วยภาษาแปลก ๆ ก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นว่าเอกกำลังคุกเข่าหมอบกราบ จากนั้นเขาก็ร่วงกระแทกพื้น

                โชคดีที่เลขารับร่างเขาไว้ได้ทัน บอสหนุ่มไม่เป็นอะไร เขาสูดอากาศหายใจถี่รัวอย่างคนเพิ่งพ้นจากน้ำ

                “ขอเวลาผมสักห้านาทีนะครับ คงจะไม่มีใครบวงสรวงท่านมานานก็เลยเป็นแบบนี้” เอกพยุงร่างเขาขึ้นนั่งบนเก้าอี้อีกตัว เป็นเก้าอี้ใหม่สำหรับตำแหน่งประธานบริษัท ชายหนุ่มหย่อนตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง เปลือกตาเปิดขึ้นพยายามมองว่าเลขาฯ ของเขาขอเวลาเพื่อจะทำอะไรกันแน่

                เอกยืนขึ้นบนเก้าอี้ยกมือขึ้นพนมหน้าเศียรปู่ เลขาฯ ของเขาเอามีดพกออกมากรีดบนฝ่ามือตัวเองและหยดลงบนเศียร เจ้าของบริษัทคิดว่าตัวเองตาฝาด เลือดที่หยดลงค่อยจางหายไปทีละนิดคล้ายถูกดูดกลืนไปด้วยอำนาจลึกลับ ที่แปลกประหลาดไม่ได้มีเพียงแค่นั้น จากร่างที่อ่อนเปลี้ยบอสหนุ่มกลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง เสมือนว่าสิ่งที่สูบพลังแรงกายของเขาถูกปลดเปลื้องเป็นที่เรียบร้อย แวบหนึ่งในหัวของบอสเหมือนเห็นเงาสีดำแลบลิ้นอยู่ข้างหน้าแล้วกระโดดออกจากร่างกายเขา

                “เรียบร้อยครับ พ่อปู่ท่านน่าจะเย็นลงสักพัก เดี๋ยวผมจะไปหาเลือดคนมาเซ่นท่าน” เอกพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่คนฟังไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เศียรฤๅษีที่ว่าเย็นลงไปแล้วคงหมายถึงใจเย็นลงแล้วนั้น ถ้าใจร้อนขึ้นมามีหวังคงจะกระโดดลงมาจากหิ้งแล้วสูบเลือดสูบเนื้อเขาเป็นแน่

                “เลือดคน เลือดใคร ?” ที่เขาตั้งใจจะถามคือไม่ต้องใช้เลือดของบอสใช่หรือไม่ แล้วใช้เลือดของพนักงานแทนเขาได้หรือไม่

                “ผมพอมีเส้นสายตามโรงพยาบาลอยู่บ้าง” เอกตอบแค่นั้น แค่ไม่มีทัศนัยอยู่ในรายชื่อคนที่ต้องให้เลือดก็พอแล้ว ถ้าตอนนี้เงินในบัญชีไม่เหลือเพียงหลักล้าน เขาก็คงไม่เช่าสิ่งน่ากลัวแบบนี้มาบูชา

                “แต่บอสต้องมายกเศียรพ่อปู่ขึ้นหิ้งนะครับ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้”

บอสหนุ่มแหงนหน้ามองเศียรบนตู้ คราวนี้ไม่มีแรงดึงดูดประหลาดกระทำต่อตัวเขาอีกแล้ว เจ้าของบริษัทได้แต่คิดว่าที่ชั้นบนสุดของตู้ก็สูงพอแล้ว ยังจะอยากให้สูงติดเพดานหรืออย่างไรกัน แต่หิ้งที่ว่าก็อยู่สูงเกือบติดเพดานพอดี

“ได้สิ” บอสหนุ่มลุกขึ้น เขาต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ เกิดทำผิดขั้นตอนแล้วเขาฟ้อนรำแบบเมื่อครู่ คนในบริษัทจะได้ลือกันจนเป็นข่าว ทีนี้ดารานักแสดงที่เขาอยากจะร่วมงานด้วยก็คงไม่กล้ามา

ทันทีที่ยกเศียรปู่ฤๅษีขึ้น บอสสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบไปตามแขน เมื่อสบร่องลึกโบ๋สีดำตำแหน่งดวงตา เขากลับเห็นมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เขารู้สึกเหมือนว่าเศียรนี้ควรจะอยู่บนหัวของเขามากกว่าที่จะวางอยู่บนหิ้ง บอสยกเศียรสูงกว่าที่ควรจะเป็น ก่อนที่จะได้ลองทำตามใจสักครั้งกลับถูกขัดขวางไว้ก่อน

               “อย่านะครับบอส อย่าลืมสิ่งที่ผมเคยบอก” เอกห้ามไว้ได้ทัน เลขาฯ หนุ่มกำแขนเขาแน่นจนรู้สึกเจ็บ

               “อะ...อ่า นายว่าอะไรนะ ?”

            “วางเศียรพ่อปู่ไว้บนหิ้งก่อนครับ” เอกออกคำสั่ง บอสรีบทำตามทันที เขารีบจุดธูปแล้วปักบนกระถางที่วางอยู่ก่อนแล้วบนหิ้ง ทันทีที่ไหว้เสร็จเอกก็รีบพูดทันที

                “อย่าเอาเศียรนี้มาครอบเล่นเด็ดขาด เพราะจะครอบได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วบอสก็เคยครอบไปแล้วตอนที่เราถึงสนามบิน” ทันทีที่ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเอกก็ให้เขาครอบเศียรปู่ฤๅษีนี้ในรถตู้ ในตอนนั้นบอสหนุ่มรู้สึกว่าเศียรปู่ฤๅษีมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่จริง ทันทีที่ครอบเขากลับสดชื่นแล้วมีพลังอยากเปิดบริษัท จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจซื้อตึกนี้ แต่เมื่อครู่เขากลับรู้สึกถึงพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ มันเป็นแรงสูบทำให้พลังชีวิตค่อยลดลงไป

               “นายหมายความว่ายังไง ?” คำถามนี้เอ่ยออกไปด้วยใจหวาดหวั่น จากเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ภาพยนตร์สยองขวัญมากมายเข้ามาในศีรษะ แล้วบอสก็ตัดสินไปแล้วว่าเศียรปู่ฤๅษีนี่ก็ไม่ต่างจากศีรษะของแดร็กคูลา

             “ครอบครั้งแรกพ่อปู่ท่านอาจจะทำให้เราสำเร็จในหน้าที่การงาน เจริญรุ่งเรืองเกินกว่าที่เราต้องการถึงร้อยเท่าพันเท่า” เอกอธิบายต่อไป ในขณะที่เขาเงียบฟังอย่างตั้งใจ “แต่หากครอบครั้งที่สองแล้วล่ะก็...”

               เอกเว้นวรรคนานเกินจนเขาอึดอัด จึงชิงถามออกมาก่อน “ถ้าครอบซ้ำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”

                “พ่อปู่อาจจะเรียกคืนทั้งหมด...ด้วยความตาย!”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น