อัปเดตล่าสุด 2022-08-27 10:46:37

ตอนที่ 6 หอหนังเก่า ตอนจบ

บทที่ 6

หอหนังเก่า ตอนจบ

 

26 พฤศจิกายน พ.ศ.2555

        วิรัชไม่อาจข่มตาหลับได้ ชายสูงวัยนอนอยู่ในห้องพิเศษ และยังมีแม่บ้านมานอนเฝ้าคอยรับใช้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าของห้องรู้สึกสบายใจเลย ตรงกันข้ามเขากลับร้อนรุ่มเหมือนไฟแผดเผาอยู่ในใจ

         “กูไม่ใช่ลูกมึง” ภาพในอดีตกลับมาให้หวนคิดอีกครั้ง วิรัชจำแววตานั้นได้ มันเป็นแววตาอาฆาตแค้นที่กำลังซ้อนทับลูกชายตัวเอง แววตาของต้นตระกูลหุ้นส่วนที่ฆ่าตัวตายตามลูกชายของเขา “กูจะให้มึงต้องชดใช้อย่างสาสม”

          “แก! อย่าทำอะไรเจ้าทัดนะ ออกจากร่างลูกชายของฉันเดี๋ยวนี้!” วิรัชแทบคลั่งเมื่อรู้ว่าเป็นวิญญาณของใครที่สิงอยู่ในร่างลูกชาย

         “มึงคงรักลูกชายมากเหมือนที่กูก็รักลูกชายของกู” ผีต้นตระกูลทำตาขวางใส่ แต่แล้วมันก็ลุกขึ้นพาร่างของทัดยืนขึ้นแล้วหันหลังให้ “กูจะให้มึงทรมานเหมือนที่มึงทำไว้กับกู!” 

           ต้นตระกูลพาร่างทัดวิ่งออกไปยังหน้าประตูบ้าน คนรับใช้ทั้งหลายรีบวิ่งตามไป ขณะเดียวกันก็มีรถเก๋งแล่นเข้ามาถึงหน้าบ้านพอดี 

            วิรัชรู้ว่ามันจะทำอะไร มันจงใจจะให้ร่างของทัดถูกรถของหลานสาวชน สัญชาตญาณของความเป็นพ่อนำพาให้เขาแลกกับทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก

           โครม!

            วิรัชวิ่งอย่างรวดเร็วเข้าไปผลักร่างลูกชายให้พ้นจากวิถีรถยนต์ที่จะพุ่งชน และเป็นตัวของวิรัชเองที่รับทุกแรงกระแทกจนกระเด็นล้มลง หลังจากนั้นวิรัชก็ลืมตาตื่นขึ้นที่โรงพยาบาล 

 

              “ขอให้แกรอดจากพวกมันก็พอ พ่อขอแค่นั้น” ชายสูงวัยพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วไฟก็ดับลงจนสนิท ความมืดมิดคืบคลานมาพร้อมร่างสีแดงฉานที่สัมผัสได้ถึงความอาฆาตแค้น

          “ต้นตระกูล แกจะฆ่าฉันก็ได้ แต่อย่ายุ่งกับลูกของฉัน” วิรัชร้องขอความเห็นใจต่อวิญญาณผู้ตาย เสียงลอดผ่านอากาศไปเฉย ๆ หวังแต่เพียงว่าจะมีดวงวิญญาณของต้นตระกูลยืนฟังคำร้องขอนี้อยู่

            ฉับพลันคล้ายสิ่งที่คิดเป็นไปตามปรารถนา เบื้องหน้าซึ่งเคยว่างเปล่ากลับเกิดกลุ่มควันลอยคว้างอย่างไร้ที่มา มันลอยสูงขึ้นปั้นตัวเองจนเป็นรูปร่างคน และร่างนั้นก็คือวิญญาณที่นายวิรัชเพิ่งกล่าวถึง

              ผีต้นตระกูล!

            ชายสูงวัยเส้นผมขาวโพลนในชุดสูทสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้น แม้ทั้งร่างจะดูโปร่งใส แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือดวงตาสีแดงก่ำที่จ้องมองมา วิรัชสะดุ้งสุดตัว กระถดถอยชิดหัวเตียงคนไข้ พยายามกดปุ่มเรียกพยาบาลครั้งแล้วครั้งเล่าหวังจะให้มีคนช่วย แต่ดูท่าจะไร้วี่แวว

             “ฉันไม่ยุ่งกับแกอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเจ้าต้องตระการก็ไม่แน่...” วิญญาณที่ยืนอยู่ปลายเตียงยิ้มเยาะอย่างผู้มีแผนการ นั่นทำให้คนเจ็บขนลุกไปทั้งตัว หวาดกลัวในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับลูกชายตัวเอง

               “แกหมายความว่าไง ต้น ?” นายวิรัชรวบรวมความกล้าถามวิญญาณอาฆาต อีกฝ่ายหัวเราะคล้ายคนเสียสติ

               “ก็ลูกชายแกไม่ใช่เหรอทำให้ต้องตระการต้องตาย มันก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต” ประโยคนี้ไม่ควรหลุดออกจากปากใครทั้งสิ้น ทุกอย่างควรเป็นความลับ ความลับที่ผู้เป็นพ่อยอมเป็นคนบาปเพื่อปกป้องลูก

                นายวิรัชยกมือไหว้ทั้งน้ำตา อยากอ้อนวอนขอร้องให้วิญญาณของเพื่อนช่วยหยุดสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้เท่าทัน จึงหายไปทันทีก่อนที่ชายสูงวัยจะเอ่ยปาก

                เจ้าของห้องพักน้ำตาตก พยายามดิ้นรนเพื่อติดต่อกับคนภายนอกเพื่อขอโทรศัพท์มือถือโทรหาลูกชาย แต่กลับเหมือนมีกรงขังที่ตะโกนเท่าไหร่ก็ไม่มีใครวิ่งเข้ามา ชายสูงวัยกรีดร้องด้วยเสียงแหบพร่า ก่อนภาพตรงหน้าจะเลือนหาย กลายเป็นฉากสีดำสนิทที่กำลังกลืนกิน

 

              ทัศนัยนอนตาเหลือกร่างกระตุกไม่เป็นจังหวะอยู่ในจอภาพฉาย ไม่นานนักร่างกายของชายหนุ่มก็สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เดือนดาราจนปัญญาจะหาทางช่วย นี่เธอจะต้องดูเจ้านายของตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ

               “ไม่นะคะบอส ฉันต้องทำยังไง ฉันจะทำยังไงดี!”

               เดือนดาราทำได้เพียงวิ่งไปยังประตูทางออกด้านล่างใกล้กับจอภาพฉาย เธอกำลังจะไปตามลุงสว่างคนดูแลโรงหนังที่หายตัวไปตั้งแต่หนังเริ่มฉาย ทว่าประตูทางออกกลับล็อกเปิดไม่ได้ หญิงสาวทุบประตูจนมือเจ็บก็ไม่มีท่าทีว่ามันจะเปิดออก เธอจึงตัดสินใจทุบที่จอภาพแทน

                ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ!

              “บอสคะ ตื่น บอสคะตั้งสติค่ะ” เดือนดาราพยายามทำให้ทัศนัยตื่นขึ้น แต่เขายังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เธอพยายามใช้เล็บข่วนที่จอภาพหวังว่าสัมผัสจากเธอจะส่งเข้าไปถึงชายหนุ่มที่ถูกกักขัง จอภาพยนตร์เริ่มเป็นรอยยุบตัว แต่คนที่ถูกขังอยู่ภายใน ยังคงร่างกระตุกไม่หยุด

             “บอส! ได้ยินฉันไหม!” ในขณะที่ร้อนรนอยู่นั้น หญิงสาวก็สัมผัสได้ถึงมือเย็นเฉียบที่ทะลุออกมาจากจอรับภาพ มือนั้นปัดมือเธอแล้วผลักจนล้มหงายหลัง เงาดำเลื่อนปรากฏบนจอภาพยนตร์ ใบหน้าไหม้เกรียมค่อยโผล่เห็นเป็นดวงตาสีแดงก่ำ มันพยายามกอดทัศนัยไว้จนเห็นลำแขนสีดำสนิท

                “พอเถอะนะ อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย” เดือนดาราตะโกนใส่จอภาพยนตร์หวังเพียงให้เจ้าของร่างไหม้เกรียมยอมปล่อยให้เจ้านายของเธอได้มีชีวิตต่อไป

               “ทำแบบนี้ต่อไปก็ไม่ทำให้บอสรักคุณได้หรอก” เงาดำพยายามกอดร่างทัศนัยที่ตอนนี้ลดการกระตุกลง และภาพที่เธอเห็นยังฉายชัดอยู่บนจอภาพยนตร์

               เดือนดาราสัมผัสได้ถึงความเสียใจ ร่างไหม้เกรียมนั้นมีน้ำเหลืองไหลออกจากตา เธอรู้ดีว่าสิ่งที่ทัศนัยเคยทำนั้นทำให้วิญญาณดวงนี้เจ็บปวดเพียงใด เพราะเคยดูหนังเรื่องนี้จนจบ และตอนท้ายมันก็เฉลยปมของทุกตัวละคร

               ภาพบนจอถูกตัดไป เปลี่ยนเป็นฉากที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งโดดเดี่ยวอยู่ในโรงภาพยนตร์

               ต้องตระการกำลังกดโทรศัพท์ฝ่าความมืดเพื่อโทรหาใครบางคน แม้ในโรงภาพยนตร์จะห้ามใช้โทรศัพท์ แต่เด็กหนุ่มก็อยากฝืน เพราะอยากได้ยินเพียงเสียงของอีกฝ่าย ต้องตระการทำได้เพียงใช้มือป้องปากขณะคุยโทรศัพท์ เพื่อลดการรบกวนคนรอบข้าง

               “ยังไม่มาอีกเหรอทัด หนังใกล้จะฉายแล้วนะ” ต้องตระการคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

               “ขอโทษนะแต่เราคงไม่ไป” เสียงทัศนัยลอดออกมาจากปลายสาย

               “ทำไมล่ะ ก็เรานัดกันแล้วนี่ นายจะผิดนัดแฟนเหรอ”

               “ขอโทษนะต้อง ที่ผ่านมาเราสับสน แต่ตอนนี้เรารู้แล้วล่ะว่าเราชอบผู้หญิง เราไม่ได้ชอบนาย” เสียงของทัศนัยทำอีกฝ่ายร้อนรนจนเริ่มพูดดังขึ้น คนที่นั่งห่างออกไปเริ่มส่งสายตาไม่พอใจ

               “แต่นายจูบกับฉันแล้ว นายจะไม่ชอบผู้ชายได้ยังไง ยอมรับความจริงเถอะทัด ว่านายชอบผู้ชาย” ต้องตระการพยายามพูดให้เสียงเบาลง ทว่าไม่อาจข่มความรู้สึกเจ็บปวดนี้ไหว น้ำตาจึงถูกระบายแทนทุกความรู้สึกที่อัดอั้น

               “พอแค่นี้เถอะต้อง จูบวันนั้นเราไม่ได้รู้สึกอะไร เรารู้สึกกับเดือนมากกว่า แค่นี้นะ เราติดธุระอยู่” เดือนดาราได้ยินเสียงทัศนัยเล็ดลอดจากโทรศัพท์ เธองงกับไดอะล็อกที่เปลี่ยนไป ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ เธอไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ เธอไม่เคยเกี่ยวข้องกับอดีตของทัศนัยและต้องตระการ ต้องมีพลังงานบางอย่างที่แทรกบทพูดนี้เพิ่มเข้ามา

               “เดี๋ยวก่อนทัด ทัด!” เสียงต้องตระการพยายามพูดผ่านโทรศัพท์ และใบหน้าของต้องตระการก็หันมาจ้องเธอแทน ดวงตาแดงก่ำบอกถึงแรงอาฆาต

                กรี๊ด!

                เสียงกรีดร้องดังลั่นจนเธอต้องเอามืออุดหู เดือนดาราเห็นร่างไหม้เกรียมพยายามบีบคอทัศนัยในจอภาพยนตร์ ชายหนุ่มสำลัก เดือนดาราพยายามทุบฉากรับภาพอีกครั้งปลุกให้ทัศนัยตื่น แต่ก็ไร้ประโยชน์

               ชายหนุ่มเหมือนคนขาดอากาศหายใจ แล้วในที่สุดเขาก็...

               “ออกไป!”

               ร่างเรืองแสงสีขาวสว่างวาบกระแทกร่างดำทมิฬนั้นกระดอนไป มันเลือนหายไม่อาจสู้พลังที่เพิ่งปรากฏได้ เดือนดาราพยายามมองใบหน้านั้น และเธอรู้ทันทีว่าวิญญาณดวงนี้คือคุณวิรัชอดีตเจ้าของหอภาพยนตร์แห่งนี้ ทว่าร่างที่ปรากฏนั้นคล้ายร่างคนปกติ ที่เธอเห็นคือร่างชายชราผมขาวโพลน ไม่มีร่องรอยช้ำเลือดช้ำหนองดังเช่นร่างที่ไหม้เกรียม สีหน้าเรียบเฉยมองมาด้วยสายตาเป็นห่วง

                “คุณลุงเจ้าของหอภาพยนตร์!” เดือนดาราเผลออุทานออกมา

                “หนูเดือน ฉันขอบใจนะที่พยายามช่วยเจ้าทัดไว้ มันไม่น่ากลับมาเลย เกือบตายคาโรงหนังแล้ว” เสียงของวิญญาณนายวิรัชแหบพร่าและมีเสียงสะท้อนก้องไปมา

               “ไม่น่ากลับมาเลย คุณลุงหมายความว่ายังไงคะ ก็คุณทัดบอกว่าคุณลุงวิรัชเป็นคนเรียกเขากลับมา” พนักงานสาวสงสัย สิ่งที่เธอเพิ่งได้ยินมันดูย้อนแย้งกับข้อมูลที่เธอรู้มา

               “หนูเดือน ลุงไม่เคยโทรไปหาเจ้าทัด คนนอนอยู่ห้องไอซียูจะโทรหาใครได้ยังไง”

               เดือนดาราสับสน เธอกำลังจะเอ่ยถาม หากแต่ภาพบนจอนั้นเป็นผู้เล่าเรื่องแทน

                ภาพยนตร์กำลังถูกฉายต่อ ภาพที่อยู่บนจอคือชายสูงวัยที่นอนอยู่บนเตียงอย่างสิ้นสติ ตามด้วยเสียงเตือนหัวใจกำลังหยุดเต้น หมอและพยาบาลรีบกรูกันเข้ามาเพื่อปั๊มหัวใจให้นายวิรัช ชีพจรของชายชรากลับมา แต่สุดท้ายก็ถูกส่งตัวเข้าห้อง ICU อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาหัวใจของชายสูงวัยก็หยุดเต้นอีก ในครานี้หมอได้ทำสุดความสามารถแล้ว แต่นายวิรัชก็เสียชีวิตในเย็นวันนั้น โดยที่เขาไม่เคยต่อสายโทรศัพท์ไปหาลูกชายที่อเมริกาเลย

และที่สำคัญ คนที่โทรเรียกนายทัศนัยให้กลับเมืองไทยไม่ใช่ผู้เป็นพ่อ แต่มันคือดวงวิญญาณที่กำลังรอให้ทัศนัยกลับมาชดใช้ในสิ่งที่เคยทำ...

               “แกจะรอให้ฉันตายก่อนใช่ไหมถึงจะกลับมา” เสียงนั้นเหมือนนายวิรัช แต่ร่างที่กำลังดัดเสียงพูดกลับเห็นเป็นใบหน้าของผีนายต้นตระกูล

               ภาพบนจอพยายามทะลุออกมา คืบคลานเข้ามาใกล้ผู้ชม แต่ถูกแสงสีขาวจากลุงวิรัชซัดหายกลับไปก่อน

               “คุณลุงทำไมเพิ่งมาล่ะคะ รู้ไหมว่าบอสลำบากมากที่จะรักษาที่นี่ไว้” เดือนดาราตัดพ้อแทนเจ้านาย ในขณะที่ร่างทัศนัยเหมือนคนนอนหลับปกติ

               “เธอคิดว่าฉันจะยกหอภาพยนตร์อาถรรพ์ให้ลูกชายงั้นเหรอ ถึงฉันจะทำผิดต่อเจ้าทัดไว้มาก แต่เธอคิดเหรอว่าฉันจะอยากให้ลูกชายเหมือนตายทั้งเป็นแบบนี้”

                เดือนดาราพยายามปะติดปะต่อเรื่อง ถ้าคุณลุงวิรัชไม่ใช่คนยกมรดกให้บอสแล้วใครกันที่ทำแบบนี้

               “พินัยกรรมพวกนั้นถูกปลอมขึ้นมา” เสียงของวิญญาณเอ่ยขึ้นให้พอคลายความสงสัย

               “คุณลุงหมายความว่า...”

              “ที่จริงหลังจากเจ้าทัดหนีไปอยู่อเมริกา ฉันก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งเธอชื่อแพรวธิดา”

            นายวิรัชเล่าว่า แพรวธิดาเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ความร่าเริงสดใสของเธอทำให้ท่านกลับมาร่าเริงอีกครั้ง ที่จริงวิรัชอยากตามทัศนัยกลับมา แต่แพรวธิดาห้ามเขาเอาไว้ เธออ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา แล้วในที่สุดผ่านไปเพียงเดือนเดียวธาตุแท้ของผู้หญิงคนนี้ก็งอก แพรวธิดาต้องการหอภาพยนตร์วิรัชทัศนศิลป์

         วิรัชไม่อยากให้หอภาพยนตร์อาถรรพ์นี้กับใครไป จึงปฏิเสธความต้องการของเธอ แทนที่เรื่องจะเงียบแต่ปัญหาใหม่กลับเกิดขึ้น แพรวธิดาแอบเข้าไปดูภาพยนตร์รอบเที่ยงคืน รอบอาถรรพ์ที่มักจะฉายภาพยนตร์เองอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะเธอเคยได้ยินคนรับใช้ในบ้านเล่ากันปากต่อปากว่าถ้าใครเข้าไปดูภาพยนตร์รอบนี้จะขออะไรก็ได้ แต่เธอเข้าไปได้เพียง 10 นาทีก็รีบเผ่นออกมาด้วยความกลัว หลังจากแพรวธิดากลับมาบ้านก็เกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้น เธอเริ่มนอนไม่หลับ มีอาการหวาดผวา กลัวคนจะมาทำร้าย เธอร้องโวยวายทุกคืน จนกระทั่งมีครั้งหนึ่ง ขณะที่นายวิรัชกำลังลงมาจากชั้น 2 เธอก็ผลักเขาจนตกบันไดและหลังจากนั้นผู้เป็นสามีก็เสียชีวิต เท่านั้นยังไม่พอด้วยอาการเสียสติของแพรวธิดา เธอถึงขนาดแบกร่างสามีมาที่ลานหน้าบ้าน แล้วขับรถทับจัดฉากให้เหมือนว่าเกิดอุบัติเหตุ

              “ต้นตระกูลสิงอยู่ในร่างแพรวธิดา ฉันจำแววตามันได้”

คุณลุงวิรัชเล่าว่า วันที่คุณลุงถูกแพรวธิดาผลักลงมาหัวกระแทกพื้น คุณลุงเห็นร่างนายต้นตระกูลซ้อนทับแพรวธิดา และท่านก็รู้ทันทีว่าอันตรายกำลังจะเกิดกับลูกชายของเขา แพรวธิดาปลอมพินัยกรรมยกหอภาพยนตร์วิรัชทัศนศิลป์ให้เป็นของทัศนัย ก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ต้นตระกูลและลูกชายต้องการให้ทัศนัยกลับมาเพื่อจะฆ่าเขา!

               “ที่ลุงออกมาได้เพราะพวกเธอดูหนังเรื่องแรกจบ” วิญญาณนายวิรัชพยายามอธิบาย

               “แต่หนูก็เคยดูจนจบยังไม่เคยเห็นคุณลุงเลย”

               “หนูไม่เหมือนเจ้าทัด มันถูกคำสาป ลุงจะออกมาก็ต่อเมื่อเจ้าทัดยอมมาดูว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้บ้าง” แสงสีขาวจากวิญญาณวิรัชเริ่มหรี่ลง คงถึงเวลาที่วิญญาณดวงนี้ต้องไปแล้ว

               "ถ้าอย่างนั้นผีที่หนูเห็นเมื่อกี้ก็คือ ?“

               “เจ้าทัดมันรักสนุกจนไม่รู้จักที่จะรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ ต้องตระการอยากเอาเจ้าทัดไปอยู่ด้วย”

             ร่างไหม้เกรียมที่พยายามกักขังทัศนัยไว้ในจอภาพยนตร์หายไปแล้ว เกิดเป็นประกายสีขาวสว่างวาบขึ้นบนจอ แล้วร่างของทัศนัยก็ค่อยหลุดออกมาจากฉากรับภาพ วิรัชโบกมือครั้งหนึ่ง ทั้งเดือนดาราและทัศนัยก็ลอยกลับไปยังที่นั่งตามเดิม

               “ฝากเจ้าทัดด้วยนะหนู ที่มันรอดก็เพราะมีหนูคอยช่วยถ่วงเวลา ลุงคงช่วยได้แค่นี้ ที่เหลือมันต้องให้หนูเดือนช่วย ลุงต้องไปแล้ว”

               เดือนดาราส่งเสียงเรียก หากแต่ร่างสว่างใสหายลับในทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่ทัศนัยสะดุ้งตื่นร้องโวยวาย บอกแต่ว่าตัวเองกำลังถูกไฟเผาและกำลังจะลุกหนี หากแต่ถูกหญิงสาวดึงให้นั่งลง

               “ปล่อยฉัน ฉันไม่อยากดูแล้ว ที่นี่มันมีแต่ผี” ทัศนัยดีดดิ้น ร้องอาละวาดดังทั่วโรง

               “ไม่ได้ค่ะ คุณทัดต้องอยู่ดูต่อ ถ้าออกไปตอนนี้อาจตายเพราะคำสาปได้เลยนะคะ”

               “คำสาปอะไรฉันไม่สนแล้ว ฉันกลัวฉันจะออกไป” ชายร่างใหญ่กำลังจะหนี เดือนดาราต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีกระชากเขากลับมานั่งที่เดิม

               “ไม่ต้องกลัว ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณเอง” คำพูดของเดือนดาราทำให้ทัศนัยสงบลงอย่างประหลาด ก่อนจะพักหายใจ ภาพบนจอก็เริ่มฉายอีกครั้ง

               “เรื่องที่สองมาแล้วค่ะ!”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น