อัปเดตล่าสุด 2022-08-27 10:18:03

ตอนที่ 2 หอหนังเก่า ตอนที่ ๒

บทที่ 2

หอหนังเก่า ตอน 2

 

            ทัศนัยไม่เคยคิดว่าการวางสายครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้คุยกับพ่อ เพราะหลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ข่าวการตายของนายวิรัชเจ้าของหอวิรัชทัศนศิลป์ก็แพร่สะพัด พาดหัวข่าวว่าถูกรถชนเสียชีวิต ความกลวงโบ๋ของการสูญเสียเสาหลักมันเป็นเช่นนี้เอง ชายผู้เป็นทุกอย่างให้เขา ทัศนัยไม่เคยได้เห็นหน้าแม่ซึ่งจากไปตั้งแต่คลอดเขา ญาติหัวโบราณพร่ำใส่ความเขาตั้งแต่เด็กจนโต ป้าพร่ำบอกว่าแม่ตกเลือดหลังคลอดเขาได้ไม่ถึงวัน ทัศนัยจึงเป็นเหมือนมารหัวขนที่พรากชีวิตแม่ตัวเอง ส่วนพ่อไม่ทำอะไรนอกจากไล่ป้าออกจากบ้าน พ่อบอกแค่ว่าป้าอิจฉาที่พ่อได้มรดกจากปู่เป็นบ้านหลังใหญ่ ความอิจฉาทำให้พี่สาวที่เกิดมาจากท้องเดียวกันทำกับหลานได้อย่างทุเรศเกินทน นั่นเป็นเพียงความทรงจำเสี้ยวเดียวที่ทำให้เขานึกเสียใจ และร้องไห้ไปกับการจากไปของพ่อ ความดีเพียงเรื่องเดียวที่คนเป็นลูกอย่างเขาจดจำได้

                ปลายสายควรโทรมาปรึกษาเขาว่าจะจัดงานศพของพ่ออย่างไร แต่แม่บ้านกลับโทรมาบอกเรื่องพิลึกพิลั่นที่ทัศนัยฟังแล้วขบขัน

                “คุณท่านถูกอาถรรพ์ผีเที่ยงคืนค่ะ” แม่บ้านโทรทางไกลข้ามประเทศจากไทยมาถึงสหรัฐอเมริกา เสียงสั่นเครือและร้องห่มร้องไห้นั้นทำให้ทัศนัยเริ่มหงุดหงิดกับเรื่องเหลวไหล

                “ป้า มันไม่มีจริงหรอกนะ คนดูหนังในโรงแล้วตาย มีแต่ในหนังในละครเท่านั้นแหละ” มันไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อ ยิ่งพูดถึงผียิ่งแล้วใหญ่ คนที่ดูหนังทำผิดอะไรทำไมต้องโดนฆ่าล่ะ เอาอะไรมาเชื่อมโยงกันไม่เห็นเข้าท่าเลยสักนิด

                “จริง ๆ นะคะคุณหนู ก่อนไปคุณผู้หญิงยังห้ามไว้เลย แต่คุณท่านบอกว่าฝันเห็นคนมาบอกว่าถ้าเข้าไปดูจะขออะไรก็ได้ ตอนนั้นทุกคนในบ้านก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สุดท้ายก็ปล่อยคุณท่านเข้าไปดูหนังรอบเที่ยงคืนเพียงคนเดียว”

 แม่บ้านลงท้ายด้วยเสียงสะอื้นแบบที่คุมไม่อยู่ ตอนแรกทัศนัยสงสัยว่าคุณผู้หญิงที่ป้าแม่บ้านพูดถึงนั้นเป็นใคร แต่เจ้าตัวก็พูดแทรกเข้ามาเพื่อแสดงตัว

“อยู่ที่นั่นให้สบายนะลูกรัก อยากได้อะไรก็บอก” เสียงพูดเหมือนสาวแรกรุ่นเสียด้วยซ้ำ

“นี่คุณเป็นใคร” เขาพูดสั้น แต่พอจะเดาได้ว่าใครกันที่แย่งไปรับสาย

                “ฉันชื่อ แพรวธิดา เป็นแม่เลี้ยงของเธอ เสียดายจัง แม่เพิ่งแต่งงานกับพ่อได้ปีเดียว อดทำความรู้จักลูกเลย” เสียงเหมือนนางร้ายในละครมากกว่าจะญาติดีด้วย ทัศนัยจึงตัดรำคาญด้วยการจี้ไปยังสิ่งที่เธอต้องการ เขารู้ว่าเธอมาพูดสายด้วยทำไม

                “นี่คุณแพศยา”

                “ว้ายตายแล้ว ผีเจาะปากมาหรือไง” ปลายสายพูดโพล่งออกมาทันควัน

                “คุณอยากได้มรดกอะไรของพ่อคุณก็เอาไปเลย ส่งเอกสารมา เดี๋ยวผมเซ็นยกให้” เขาพูดจริง แล้วหลังจากนั้นเสียงของแม่เลี้ยงก็เปลี่ยนเป็นหวานเลี่ยน พูดคะขาแบบที่เขาอยากจะอ้วก บทสนทนาจบลงด้วยการที่อีกฝ่ายส่งเอกสารการโอนมรดกมาทางอีเมลทันที ก่อนวางสายทัศนัยเรียกแม่บ้านมาคุยอีกครั้ง เขายังอยากรู้ในอีกหลายประเด็น

                ชายหนุ่มรอจังหวะให้เสียงร้องไห้เบาลงจึงเริ่มถาม “แล้วคุณพ่อเข้าไปดูหนังรอบเที่ยงคืนเพื่อขออะไร ?”

               “คุณท่านขอให้คุณหนูกลับมาค่ะ”

               หึ! นิทานหลอกเด็ก ทุกคนคงเล่นละครตบตาอยากให้เขากลับไปรับช่วงต่อหอภาพยนตร์ผีสิงนั่นเต็มที หาตัวตายตัวแทนเหมือนในหนังผีไทยล่ะสิ ฝันไปเถอะว่าเขาจะกลับไป ไม่มีทาง!

               “แค่นี้นะป้า ผมมีงานต้องทำต่อ”

                “คุณหนูจะไม่กลับมาเผาศพคุณท่านเหรอคะ ?”

               “กลับแน่ ผมต้องทำหน้าที่ลูกเป็นครั้งสุดท้ายอยู่แล้ว แต่แค่กลับไปจัดการศพพ่อนะ งานศพเรียบร้อยเมื่อไหร่ผมก็จะบินกลับเลย” ทัศนัยวางแผนไว้ตั้งแต่แรก บอกให้คนที่เมืองไทยจัดการเรื่องงานศพ ส่วนตัวเขาออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วก็จะกลับไปเพียงแค่วันเผาเท่านั้น

                พอจัดการงานที่สหรัฐอเมริกาเสร็จ เขาก็ต้องรีบเก็บกระเป๋าเตรียมบินกลับไปเผาศพพ่อ สิ่งที่กวนใจไม่ใช่การกลับไปเจอพ่ออีกครั้งในร่างคนตาย แต่กลับเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวแบบที่สลัดทิ้งไปไม่ได้

                อาถรรพ์หนังรอบเที่ยงคืน!

                “เพ้อเจ้อสิ้นดี!” ทัศนัยเดินทางถึงสนามบิน สัญญาณเตือนแรกที่เขาสัมผัสได้คือเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดเปิดไม่ได้ เขาตั้งใจจะสั่งงานคนในทีมเขียนบทเป็นครั้งสุดท้าย แต่ดูเหมือนว่ามันจะติดขัดไปหมด ระหว่างที่เช็กอินขาออกพนักงานต้อนรับของสายการบินกลับพูดจาอะไรแปลก ๆ กับเขา

                “ไม่ต้องจองตั๋วกลับก็ได้นี่ครับ ยังไงก็ไม่ต้องกลับมาอยู่แล้ว”

                “อะไรนะครับ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไร ?” ทัศนัยถามเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่อีกฝ่ายก้มหน้าแล้วหัวเราะ

                “กลับไปตายที่เมืองไทยซะ”

                “นี่มึงพูดอะไรวะ!” เขากระชากคอเสื้อพนักงานของสนามบิน อีกฝ่ายกลับหัวเราะใส่หน้า

                “ฮะ ฮะ ฮ่า!”

                เขาเกือบจะต่อยหน้าไอ้คนหัวเราะ ถ้าไม่ได้ยินเสียงเรียกก่อน

                “เดินทางปลอดภัยนะครับ” พนักงานต้อนรับผายมือเป็นการเชิญให้เข้าประตูผู้โดยสารขาออก และที่สำคัญเขาไม่ได้กระชากคอเสื้อ และพนักงานของสายการบินก็ไม่ได้ไร้มารยาท

เขาหลอนไปเองงั้นเหรอ...

               แต่พอเครื่องบินลงจอดที่ประเทศไทย แผนการทุกอย่างก็พังทลาย ทั้งภาพยนตร์ที่เขาเป็นผู้กำกับถูกห้ามฉาย และมีข่าวการล้มละลายของบริษัทที่เขาทำงานอยู่ เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นจากอาถรรพ์ก็ส่อเค้าว่าจะเป็นเรื่องจริง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดรวมถึงการตายของพ่อก็เพื่อให้เขากลับเมืองไทยและไม่ได้กลับไปสหรัฐอเมริกาอีก มันเหมือนกับความปรารถนาของพ่อกลายเป็นจริง

               “มึงไม่ต้องกลับอเมริกาหรอก พวกกูกำลังจะกลับไทยอยู่พอดี ถูกเลิกจ้างว่ะ” เสียงผู้กำกับคนที่พาเขาไปต่างประเทศฟังดูแล้วเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก

               “ทำไมล่ะพี่ ทำไมถึงถูกห้ามฉาย” ทัศนัยฟังเรื่องราวจากผู้กำกับ ภาพยนตร์ที่เขาเป็นเจ้าของโปรเจกต์ถูกห้ามเข้าฉายกะทันหันทั้งที่ก่อนหน้านี้มันไม่เคยมีปัญหา

                “ก็เรื่องที่มึงกำกับพล็อตมันเกี่ยวข้องกับความรักผิดบาปในศาสนา มันเป็นประเด็นอ่อนไหวว่ะ เลยห้ามฉาย แล้วก็มึงควรรู้อีกเรื่องนึงว่ะ...บอสยิงตัวตาย” ประโยคหลังทำเขารู้สึกขนลุก

               ทัศนัยไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาช็อกที่นายจ้างชาวต่างชาติผู้ร่ำรวยเกิดล้มละลาย และตัดทุกช่องทางของตัวเอง

               “มึงอยู่ที่นั่นแหละ พวกกูกำลังจะขึ้นเครื่อง แค่นี้นะ” เขาถูกตัดการสนทนาไปแค่นั้น ความกลัวเรื่องอาถรรพ์เริ่มเข้ามาในหัว แต่เขายังไม่อยากเชื่อ ชายหนุ่มเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจว้าวุ่น เขาไม่มีที่ไปแล้ว งานที่สหรัฐอเมริกาก็พังพินาศ แถมในมือยังถือเอกสารโอนมรดกของพ่อให้แม่เลี้ยงไปอีก ในขณะที่กำลังกลัวว่าตนกำลังจะไม่ได้อะไรจากบ้านหลังนี้ กลับมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น

                “คุณหนูคะ แย่แล้วค่ะ” ป้าแม่บ้านเดินหน้าตาตื่นออกมาจากในบ้าน รีบวิ่งเข้ามาหาเขาที่ยืนรออยู่หน้าประตู ร้อนรนจนเกือบสะดุดล้ม ดีที่เขาคว้าแขนไว้ได้ทัน

                “มีอะไรป้า วิ่งมาซะหอบเชียว”

                “คุณผู้หญิง...” ป้าแม่บ้านเว้นวรรคหายใจ พอสูดอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่ก็รีบตอบเขากลับทันที “คุณผู้หญิงหายตัวไปในบ้านผีสิงค่ะ”

                “ที่ไหนนะ ?”

                “บ้านท้ายซอยถัดจากซอยบ้านเราไปนี่เองค่ะ” เธอชี้ไปทางทิศด้านหลังเขา นั่นจะว่าเป็นข่าวดีก็ไม่ใช่ข่าวร้ายก็ไม่เชิง ตัวหารมรดกของพ่อตายไปอีกคน สมบัติทั้งหมดก็ตกเป็นของเขา ทัศนัยขยำเอกสารในมือทิ้ง เป็นอันว่าจดหมายเซ็นยกมรดกยังไม่ถึงมือผู้รับกรรมสิทธิ์ เขายังคงมีอำนาจเหนือทุกคนในบ้านหลังนี้ นาทีนั้นเขานึกขอบคุณพ่อขอบคุณผีสางนางไม้และเทวดาที่ยังทำให้เขาเจอทางรอด “มีคนเห็นคุณผู้หญิงเดินเข้าไปในนั้น แต่ไม่กลับออกมา จนป่านนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอเลยค่ะ”

“ให้ตำรวจจัดการ ผมต้องจัดการเรื่องของพ่อก่อน ป้าให้คนมายกกระเป๋าผมขึ้นห้องด้วย” ป้าแม่บ้านพยักหน้ารับตามคำสั่ง ไม่นานนักชายร่างกำยำที่เป็นคนรับใช้ ก็มายกกระเป๋าเดินทางของเขาขึ้นไปบนห้อง

ทัศนัยเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจลิงโลด เขาขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวในชุดสีดำสนิท ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เดินทางถึงวัดเรียบร้อย ชายหนุ่มปรับอารมณ์ทำทีเป็นเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อหน้าแขกที่มาร่วมงานศพ แม้จะเสียน้ำตาทว่าในใจกลับแช่มชื่นเพราะคิดหาวิธีได้เงินก้อนใหญ่มาใช้แบบง่าย ๆ เขาจะขายหอภาพยนตร์เก่าน่าขยะแขยง มรดกที่พ่อแลกมาด้วยเลือดและชีวิตของคนที่ตายในนั้นทิ้งไปให้หมด อย่างน้อยก็ถือเสียว่าพ่อได้ล้างบาปและชะล้างความโสโครกของวงศ์ตระกูล

“ผมขอทำเพื่อพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของคุณพ่อวิรัชด้วยนะครับ” นั่นเป็นคำเสแสร้งที่เขาแกล้งแสดงต่อหน้าผู้มาร่วมงานศพ เพราะในบรรดาแขกที่มาร่วมไว้อาลัย มีหลายคนที่เป็นผู้กำกับ บางคนเป็นดารานักแสดง และผู้จัดที่เขาพอจำหน้าได้ อาจจะมีใครสักคนสืบประวัติเขาจนรู้ว่าเคยเป็นผู้กำกับมาก่อน และนั่นอาจนำมาซึ่งคอนเนกชันในการกลับเข้าสู่วงการบันเทิง เขาอาจจะไม่ได้กลับไปเป็นดารานักแสดง แต่อาจจะได้กลับมากำกับภาพยนตร์สักเรื่อง มีหลายคนเข้ามาทักทายเขาและแสดงความเสียใจ ทัศนัยขุดศาสตร์ทางการแสดงสมัยก่อนขึ้นมาใช้ เขาจะยืนร้องไห้เรียกคะแนนสงสารอยู่หน้าเมรุ

กริ๊ง!

               เสียงกริ่งสัญญาณบนเมรุดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ควันดำกระจายขี้เขม่าลอยคว้างในอากาศ ร่างของพ่อลอยสู่ด้านบนเหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์ แต่ร่างของลูกชายกำลังยืนหลั่งน้ำตา เพราะเหมือนได้หลุดออกจากขุมนรก

                “ถ้าแกกล้าเกินออกไป ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ!” ทัศนัยมองรูปหน้าศพ มีแต่ความทรงจำกับคำพูดแย่ ๆ ที่หลุดออกมา           

“ไงครับ ผมกลับมาแล้ว กลับมาในวันที่พ่อทำอะไรไม่ได้ มันสะใจจริง ๆ” เขากระซิบเบา ๆ แทนการสวดส่งวิญญาณครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของคนตายจะกลายเป็นผงธุลี

               “ผมเกลียดพ่อครับ!  คอยดูวันที่มันถูกทุบทิ้งได้เลย!” ทัศนัยรู้สึกว่าตัวเองกำลังตะโกนในความมืด ชายหนุ่มนึกถึงวันที่หอภาพยนตร์จะถูกขายทิ้งกลายเป็นของคนอื่น แล้วก็คงจะไม่มีใครเก็บไว้เพราะเก่าจนใช้งานไม่ได้ เขาได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเองดังวนจนแสบหู เมื่อเขาคืออีกร่างที่เคว้งคว้างในความฝัน ไม่เห็นอะไรแม้แต่แสงไฟหรือทัศนียภาพ มันมืดมิดจนน่ากลัว

                นี่เขากำลังฝันอยู่เหรอ ทัศนัยได้แต่ถามตัวเอง เพราะภาพเมรุและบรรยากาศงานศพหายไปเพียงชั่วพริบตา เขาหลงอยู่ในความมืดดำที่พอยื่นมือออกไปก็ไร้ซึ่งสิ่งยึด ทัศนัยเหมือนถูกแรงดูดมหาศาลให้จมดิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย เขาลอยละลิ่วคล้ายกำลังจมดิ่งในหลุมดำที่ไม่มีปลายทาง

 

                “บอสคะ ตื่นค่ะ” เสียงหญิงสาวปลุกเขาให้หลุดจากห้วงดำมืด ทัศนัยลืมตาขึ้นในแสงไฟสลัว พอปรับสายตาได้ก็เห็นตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดง เดือนดารานั่งอยู่ข้าง ๆ เธอกินพ็อปคอร์นอย่างสบายใจ 

                “เดือนดารา นี่ฉันเป็นอะไรไป” ชายหนุ่มขยับตัวนั่งหลังตรง เพ่งพินิจด้วยความสงสัย ความมืดมิดและอาการดำดิ่งของเขาหายไปแล้ว เบื้องหน้ามีเพียงจอภาพยนตร์สีขาวนวล

"แอร์เย็นแบบนี้เป็นใครก็หลับค่ะ” เดือนดาราทำหน้าระรื่น หย่อนพ็อปคอร์นเข้าปากดูไม่กลัวที่ได้นั่งในโรงภาพยนตร์อาถรรพ์แห่งนี้ ในขณะที่เขาทั้งหวาดกลัว เต็มไปด้วยเหงื่อโทรมกาย ทัศนัยมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยเคยได้ยินว่าผู้หญิงคนนี้เป็นผู้ชมเพียงคนเดียวที่แม้จะดูหนังไม่จบแต่เธอก็ไม่ตาย มันเป็นเพราะอะไรกัน

                “ทำไมเธอถึง...”

               “ไม่ต้องห่วงค่ะบอส ฉันยังนั่งดูหนังเป็นเพื่อนบอสแน่นอนค่ะ จะได้ช่วยกันดูให้จบ เรื่องท้าย ๆ น่ากลัวมากเลย อย่ากรี๊ดดังนะคะ เดี๋ยวผีตกใจ” เดือนดาราชอบเรียกเขาว่าบอส เธอบอกว่าหนังฝรั่งชอบเรียกหัวหน้าว่าบอส เห็นว่ามันเท่ดี จึงเรียกเขาว่าบอสตาม

               “ฉันหมายความว่าทำไมเธอดูหนังรอบนี้กี่ครั้งก็ไม่เป็นอะไรเลย มีของดีอะไรใช่ไหม ขอฉันมั่งสิ” ทัศนัยแบมือทำท่าจะขอของขลัง แต่เดือนดาราส่ายหน้าปฏิเสธ เขาจึงแย่งพ็อปคอร์นในมือเดือนดารามาเคี้ยวระบายอารมณ์หงุดหงิด ผู้หญิงคนนี้มีของขลังอะไรก็ไม่ยอมบอก พอถามว่าห้อยพระอะไร ก็บอกแต่เพียงว่า ไม่รู้ ไม่มี ไม่เห็น

                แสงไฟสีส้มในโรงหนังเริ่มหรี่ลง ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัด ความมืดทำให้เขาหวาดระแวง ภาพฉากในภาพยนตร์ผีฝรั่งพรั่งพรูออกมาเต็มไปหมด

               “เดี๋ยวค่อยคุยกันนะคะบอส เรื่องแรกมาแล้ว ตั้งใจดูค่ะ”

               ภาพยนตร์โฆษณาถูกตัดไป เหลือเพียงจอดำมืด เสียงฝีเท้าคล้ายคนกำลังกรูเข้ามาทั้งที่ก่อนไฟดับในโรงภาพยนตร์นั้นว่างเปล่า เสียงขยับเบาะบนเก้าอี้ พร้อมเสียงลงน้ำหนักดังทั่วโรง ร่างกายที่เคยชุ่มเหงื่อเริ่มแห้งและอากาศนั้นเย็นยะเยือกจนทัศนัยต้องเอามือกอดอก

                ความอุ่นพร้อมสัมผัสที่กำลังขยับไปมาจัดระเบียบผ้าที่เพิ่งคลุมลงบนตัวเขา เป็นสัมผัสจากฝั่งที่เดือนดารานั่งอยู่

               “ขอบใจ”

                “ยินดีค่ะบอส”

               เสียงฝีเท้านั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคนเหยียบใบไม้ ภาพที่ฉายบนจอค่อยปรากฏเป็นพื้นหญ้ายามค่ำคืน เลื่อนขึ้นเห็นร่างชายคนหนึ่งกำลังยืนเงยหน้ามองอาคารแบบเก่า มันกว้างใหญ่เวิ้งว้างและน่าขนลุก หญ้ารกชัฏแผ่ขยายไปรอบอาคาร ปกคลุมทั่วผืนกำแพงสีเทา เหลือพื้นที่ไว้ให้พอเห็นป้ายสีแดงเกรอะกรังหน้าทางเข้า นักแสดงหนุ่มใช้ขวานจามก่อนจะถีบประตูไม้เข้าไป พอตัวละครหายลับป้ายก็ร่วงหล่นกระแทกพื้น

            โรงภาพยนตร์ต้องตระการ

            ทัศนัยขนลุกกับชื่อโรงภาพยนตร์ในหนังที่กำลังฉายอยู่ ภาพผีเด็กหนุ่มที่โยนไม้ขีดแล้วจุดไฟเผาตัวเองยังติดตา เขาไม่น่าไปจุดธูปกลางป่าช้าในคืนนั้นเลย

               ตัวละครในภาพยนตร์เดินเข้าไปในอาคารผ่านที่รกร้าง แต่พอก้าวผ่านพ้นบานประตูทางเข้า สิ่งที่ควรเป็นห้องโถงใหญ่กลับหายไปหมด ข้างในเหลือแต่ซากเหล็กยื่นแหลมที่ประกอบเป็นโครงสร้างอาคาร จากที่เคยเห็นเป็นอาคารทางเข้าโรงภาพยนตร์ ห้องฉายหนังนั้นเหลือแต่โครงเหล็กขึ้นสนิม เป็นซากขี้เถ้าที่ถูกไฟไหม้ ชายหนุ่มเดินเข้าไปถึงที่เวิ้งว้างสีดำมืด บริเวณนี้เป็นลานดินว่างเปล่า เขาจุดไฟแช็กขึ้นแล้วจุดธูปปักลงดิน

                ถึงฉากนี้ทัศนัยเริ่มรู้สึกร้อนจนเหงื่อแตก ทั้งที่แอร์เย็นจัด

            คงไม่ใช่ว่าจะมีคนแสดงเป็นต้องตระการออกมาจุดไฟเผาตัวเองหรอกนะ

            “มึงพอเหอะว่ะไอ้ทัด” เสียงชายปริศนามาพร้อมเสียงฝีเท้า ตัวละครที่เพิ่งจุดธูปหันกลับไปทันที ชายร่างสูงใหญ่ผิวสีน้ำตาลเข้ม สวมชุดดำทั้งชุด ภายใต้ความมืดชายผู้มาใหม่ทำสิ่งไม่ที่คาดคิด เขาเหยียบธูปที่เพิ่งปักจมดิน

               ทัศนัยเริ่มอยู่ไม่สุข มีตัวละครใช้ชื่อว่า ทัด มันชวนให้เขาคิดไปต่าง ๆ นานา ที่ชื่อคล้ายกันกับเขา

                “เลิกทำแบบนี้สักที มึงจะให้กูเป็นตัวตายตัวแทนพวกมันหรือไงวะไอ้ทัด” ชายผู้มาใหม่ผลักอกคนปักธูปลงดิน ชายที่ชื่อทัดมองมาด้วยสายตาเคืองแค้น

               “แต่หนังมันต้องถ่ายให้จบมันถึงขายได้ไม่ใช่เหรอวะ ไอ้พอร์ช” ทัดพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง แต่ พอร์ช ทำตาขวางใส่ทั้งยังเร่งฝีเท้าเข้ามาประชิดตัว ทัดซึ่งเป็นคนตัวเล็กกว่า สูงเพียงไหล่ของเพื่อนได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าตอบโต้

               “เพื่อนเราตายไปสองคนแล้ว อีกคนร่อแร่อยู่โรงพยาบาลตั้งแต่มึงมาจุดธูปขอพล็อตผีที่นี่ ถ้ามึงคิดจะถ่ายต่อ ไม่มึงก็กูหรือไม่ก็ไอ้เมฆ ต้องตายเซ่นผีที่นี่แน่” พอร์ชหันไปมองทางชายอีกคนที่เพิ่งเดินมาสมทบ ชายที่กำลังเดินอุ้ยอ้ายมานั้นเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างทุลักทุเล อาจเป็นเพราะรูปร่างที่เกิดจากน้ำหนักที่มากเกินพอดี กว่าจะเดินมาถึงก็ต้องอดใจรอหลายนาที “มึงมาแล้วเหรอ ไอ้เมฆ มึงช่วยพูดให้ไอ้ทัดมันเลิกความคิดบ้านี่สักที”

ชายร่างอ้วนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวหยุดยืนดูเพื่อนทั้งสองคนด้วยสายตาครุ่นคิด เขาถอนหายใจก่อนจะยอมเอ่ยปากพูด

               “มึงฟังกูนะ...หยุดตอนนี้ยังทันนะไอ้ทัด อย่าถ่ายต่อเลย เราไปทำหนังผีพล็อตคลิเช[1]เรื่องอื่นก็ได้ หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นแม่งเลย กูไม่ทำหนังแล้ว หนังเชี่ยอะไรถ่ายทำแล้วต้องตายไปทีละคน” เมฆหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อที่เปียกชุ่ม มองหน้าทัดด้วยสายตาขอร้อง

               “อีกแค่คนเดียว” คำที่ทัดเอ่ย ทำเพื่อนทั้งสองขมวดคิ้วมุ่น

               “อะไรนะ ? มึงพูดอะไรวะไอ้ทัด” พอร์ชเริ่มตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าของชายผิวสีแทนเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตานั้นโปดปูดเห็นเด่นชัด

               “ท่านบอกกูว่าขออีกแค่คนเดียว สังเวยให้ท่านแล้วหนังเรื่องนี้จะดัง เราจะรวยเละ หนังของเราจะทะลุร้อยล้าน ท่านบอกกูอย่างนั้น” ทัดพยายามโน้มน้าว

               “ไอ้เชี่ย!” เมฆ ซัดหมัดเข้าเต็มหน้า ร่างของทัดกระเด็นไปนอนกองที่พื้น “มึงยังจะมีหน้ามาถ่ายต่ออีกเหรอ จะเอาชีวิตพวกกูไปแลกเงินร้อยล้านเนี่ยนะ กูไม่น่าร่วมโปรเจกต์กับมึงตั้งแต่แรก” เมฆหัวเสีย ทำท่าเหมือนอยากกระทืบทัดอีกรอบ แต่พอร์ชห้ามไว้

                “มึงอย่าทำมันเลย กูสงสารมัน แค่นี้มันก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว” พอร์ชพยายามห้ามไม่ให้เมฆฆ่าเพื่อนตัวเองกลางซากโรงภาพยนตร์

                “กูขอร้อง มันเหลืออีกแค่ฉากเดียวเท่านั้น แล้วท่านก็บอกกับกูว่าขออีกแค่คนเดียวมาเป็นเครื่องเซ่น แล้วหนังที่เราทำมันก็จะดังเราจะรวย” ทัดถุยเลือดทิ้ง ก่อนจะพยายามพูดทั้งที่ยังนอนกองที่พื้น

               “มึงบ้าไปแล้วจริง ๆ” เมฆเริ่มระอา ทั้งสองคนกำลังจะเดินหนี

               “กูขอร้อง กูไม่เหลืออะไรแล้ว พ่อแม่กูตาย กูก็เป็นหนี้ ถ้าหนังเรื่องนี้ดังกูก็จะตั้งตัวได้ พวกมึงก็จะรวยไม่ต้องกลับไปลำบากอีก กูขอล่ะ ช่วยกูสักครั้งเถอะนะ พวกมึงสองคนก็มีเรื่องต้องใช้เงิน แม่ของมึงก็ต้องทำคีโมไม่ใช่เหรอวะไอ้พอร์ช” ทัดพยายามลุก แค่เดินยังโซซัดโซเซ ในที่สุดก็ล้มลงใช้มือกอดขาเพื่อน

                พอร์ชที่พยายามกระชากขาตัวเองออกก็ต้องหยุดเพราะเสียงสะอื้นไห้ของทัดที่กำลังทำท่าจะกราบบนเท้าของเขา พอร์ชเริ่มมีสีหน้าลังเลเหมือนคนกำลังครุ่นคิด

               “ไอ้เมฆ มึงว่าไง ?”

               “ว่าไงเหี้ยอะไร มึงจะบ้าตามมันเหรอไอ้พอร์ช มึงจะฆ่าคนเพื่อให้ตัวเองมีกิน มึงเป็นสัตว์นรกมาเกิดหรือไง” เมฆมองพอร์ชด้วยสายตาผิดหวัง

                “แต่ผีมันบอกว่าให้เลือกคนมาสังเวยได้ มึงเอาไง ถ้าคนที่ต้องตายไม่ใช่มึง ไม่ใช่กู ไม่ใช่ไอ้ห่านี่...” พอร์ชกระแทกเสียงใส่คนที่กำลังกอดข้อเท้าเขาไว้ ทัดตัวสั่นเทาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเมฆที่กำลังใช้ความคิด

                “กูไม่เอาด้วยหรอก มึงอยากจะเลือกใครก็เชิญ” เมฆหันหลังกลับ เขาเดินจากไปทิ้งเพื่อนทั้งสองไว้เบื้องหลัง แต่แล้วก็ต้องหยุดเดินด้วยสีหน้าหวาดผวา

                “งั้นมึงนั่นแหละไอ้เมฆ มึงคือรายต่อไป!”

 

 

[1] คลิเช ทับศัพท์มาจากคำว่า cliché แปลว่า ถ้อยคำที่ซ้ำจนเบื่อ ถ้าเป็นในบริบทนี้จะหมายถึงเนื้อเรื่องที่ซ้ำแบบเดิมจนน่าเบื่อ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น