อัปเดตล่าสุด 2022-08-27 10:14:31

บทนำ ปิดโรงเท่ากับตาย

บทนำ

 

                ในเวลานี้ชายหนุ่มรู้สึกง่วงและอ่อนเพลีย นี่น่าจะเป็นเพราะการตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อาการครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนนอนอยู่บนกองหมามุ่ยนั้นทำให้รู้สึกไม่อยากจะลุกออกไปไหน แต่การนอนจมบนเตียงนุ่มในยามนี้ไม่ได้ช่วยอะไร เขามีความกังวลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องรีบไปจัดการ อากาศตอนนี้เย็นจัดทั้งที่ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ แต่ที่เยียบเย็นยิ่งกว่าคือสัมผัสจากปลายนิ้วที่กำลังลูบไล้ใบหน้า เขาจ้องมองใบหน้าตัวเองผ่านกระจกบนตู้เสื้อผ้า ยามนี้ริ้วรอยย่นยับที่ปรากฏอยู่กลางหน้าผากบอกให้รู้ว่าความชรามาไวกว่าที่คิด เขาจะอายุครบ 30 ในปีนี้แต่ผิวหน้านั้นนำไปก่อนแล้ว สาเหตุทั้งหมดทั้งมวลของความแก่ชราอาจจะมาจากความสามารถของเขา ที่มันไม่ได้เรื่องได้ราวทั้งที่ตนเป็นคนเชื่อมั่นและออกจะอวดดี ความอวดดีที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ และมันทำให้เขานอนหลับตาไม่สนิททุกคืนตั้งแต่กลับมาถึงเมืองไทย ที่จริงต้องบอกว่าเขานอนไม่หลับเพราะผลประกอบการของหอภาพยนตร์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของลดฮวบ แม้ค่าบัตรเข้าชมจะราคาถูกแสนถูกเพียง 99 บาท ทุกเรื่อง ทุกรอบ ก็ยังไม่มีคนดู

            ทัศนัย วิรัชทัศนศิลป์ เจ้าของหอภาพยนตร์วิรัชทัศนศิลป์คนปัจจุบัน เดินทางมาถึงที่หมายภายในเวลาครึ่งชั่วโมงด้วยการวิ่ง หวังว่าอะดรีนาลีนจะช่วยให้เขาลดความเครียดลงเมื่อต้องแจ้งข่าวร้ายกับพนักงาน ชายหนุ่มหยุดวิ่งเมื่อเห็นอาคารสูงใหญ่ซึ่งตัวเองเป็นเจ้าของอยู่ห่างออกไปอีกแค่ 100 เมตร เขาเดินช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายเย็นลงจนในที่สุดก็มาถึงสถานที่ที่ไม่อยากมามากที่สุด

ชายหนุ่มยืนดูนาฬิกาข้อมือด้วยความรู้สึกอึดอัด ที่จริงเขาควรใช้มันแค่ดูเวลา แต่สิ่งที่สายตาถูกตรึงไว้ไม่ให้เคลื่อนไปไหนคือตัวเลข 26.06 มันเป็นเลขบอกวันที่ 26 มิถุนายน และปีนี้คือปี พ.ศ.2565 ชายหนุ่มคิดคำนวณเป็นตัวเลขนับไปนับมาหอภาพยนตร์เก่าที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าก็จะมีอายุครบ 100 ปีพอดี มรดกตกทอดที่ได้รับมาเมื่อปีที่แล้วเพราะพ่อประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต เขาไม่เคยคิดเลยว่าต้องกลับมาบริหารหอภาพยนตร์เก่าคร่ำครึนี่ ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มเคยลองขายทิ้งดูแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครเอา มรดกต้องสาปเป็นชนักติดหลังเพราะภาระหนี้ที่ต้องใช้ซ่อมบำรุง นั่นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองช่างโง่สิ้นดีที่ยอมทิ้งความฝันที่อเมริกาแล้วกลับมาตายรังที่เมืองไทย

              ก่อนจะกลับมาเมืองไทยเขาใช้ชีวิตเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกา ผลงานของเขาจะเน้นแนวรักโรแมนติกยุคเก่า แต่เพราะสถานการณ์โรค COVID-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ผู้คนเสียชีวิตมากมาย แม้จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันจนผู้คนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ แต่คนดูก็ลดความนิยมในการดูภาพยนตร์ในโรงลง ประกอบกับตลาดภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไป งานแนวรักโรแมนติกสะท้อนภาพยุค 80 ของเขาไม่ค่อยเป็นที่สนใจนัก จนในที่สุดก็เจ๊งไม่เป็นท่า บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่เขาทำงานอยู่ไม่เคยจ่ายงานให้อีกเลย

         ทัศนัยจึงจำใจต้องกลับมารับมรดกที่เขาไม่ชอบ ภาพยนตร์ไทยในภาพจำของไม่เคยเข้าตาเลยสักนิด มีแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของวัยรุ่น ไม่โรแมนติกเท่าภาพยนตร์ฝรั่ง แต่จะทำอย่างไรได้ เขาไม่มีทางเลือก เงินกำลังจะหมดและเขาก็ไม่มีคนรักให้ต้องรับผิดชอบดูแลที่สหรัฐอเมริกา

                พอกลับเมืองไทยการใช้ชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากคนที่ไม่เคยตื่นเช้า เขากลับตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางโดยอัตโนมัติ ใช่ว่าจะลุกออกมาใส่บาตร เพราะเขาไม่สนใจเรื่องบุญบาปอะไรทั้งนั้น แต่เพราะไม่มีอะไรให้ทำ การแวะมาดูธุรกิจที่กำลังจะเจ๊งหลังวิ่งออกกำลังการยามเช้าเสร็จจึงถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง ที่จริงเขาแค่ขอให้พนักงานส่งข้อความรายงานยอดคนซื้อบัตรชมภาพยนตร์ไปให้ก็ได้ แต่เพราะวันนี้เขามีเรื่องต้องแจ้งพนักงานทุกคน การเดินมาบอกด้วยตัวเองจึงถือเป็นการเอาใจใส่เป็นครั้งสุดท้าย

                หอภาพยนตร์วิรัชทัศนศิลป์เป็นอาคารชั้นเดียวแต่ยกพื้นสูงจนเกือบจะเทียบเท่าตึกสองชั้น ชั้นล่างที่ติดกับพื้นเคยมีร้านค้าเรียงรายตั้งขายอาหารและเครื่องดื่ม แต่เพราะผลพวงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019ทุกร้านจึงเหมือนถูกทำให้ล้มหายไปจากที่แห่งนี้ ทัศนัยเดินขึ้นบันไดสูงชันซึ่งเป็นทางเข้าสู่หอภาพยนตร์ แต่ละก้าวทำชายหนุ่มสั่นสะท้าน เขาเตรียมใจมาสักพักแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงมันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ที่นี่มีอดีตที่เขาย้ายมันลงถังขยะแห่งความทรงจำ ความหลังที่เจ็บปวดก่อตัวที่นี่ภายใต้ซากแห่งเพลิงไหม้ที่ถูกกลบทับด้วยตึกใหม่ที่พ่อเขาสร้างขึ้น หอหนังเก่าแห่งนี้เคยถูกเพลิงไหม้จนเหลือเพียงซาก แต่ก็ถูกปั้นแต่งและปิดบังข่าวด้วยอิฐและปูนอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ภาพข่าวอัคคีภัยค่อยสลายหายไปตามเม็ดเงินที่ยอมจ่ายเพื่อให้เรื่องราวมันเงียบที่สุด แต่สิ่งที่ยังก้องกังวานในคืนนั้นน่าจะมีเขาเพียงคนเดียวที่ได้เห็น ทัศนัยรู้สึกได้ถึงเสียงกรีดร้องโหยหวนทุกย่างก้าวที่เขาเดิน โถงอาคารใหญ่โตยังคงรักษาสภาพบรรยากาศในยุค 90 และบรรยากาศอันเก่าคร่ำครึน่าสะพรึงกลัว

                “วันนี้เป็นไงบ้าง” ทัศนัยถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นร่างบางกำลังเดินออกมาจากหน้าหอภาพยนตร์ สวนกับเขาที่กำลังจะเดินเข้าไป อีกฝ่ายยิ้มเบิกบานแบบนี้ทุกครั้งที่เจอ จนเขาสงสัยว่าเธอไม่เคยเจอผีในที่แห่งนี้บ้างหรืออย่างไร

                “มีคนดูแค่คนเดียวค่ะ” พนักงานขายบัตรชมภาพยนตร์รอบสุดท้ายของวันยื่นกระดาษจดที่นั่งผู้ชมมาให้ มีเพียงขีดหมึกสีน้ำเงินแค่ขีดเดียว ส่วนที่เหลือเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเล็กมีตัวอักษรเขียนไว้ไม่ได้ถูกขีดทับแต่อย่างใด นั่นก็แปลว่าภาพยนตร์ทุกรอบของเมื่อวานมีคนซื้อบัตรเพียงคนเดียว และก็น่าจะเป็นพนักงานสาวคนนี้แหละที่สงสารเขา ยอมสละเงินส่วนตัวเป็นกำลังใจให้หอภาพยนตร์แห่งนี้

                เดือนดารา พนักงานสาวสวยที่แปลกที่สุดที่เขาเคยเจอมา ใบหน้ารูปไข่และการแต่งหน้าบางทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงออกหวานใสน่าทะนุถนอมและดูออกจะอ่อนแอ แต่จิตใจของเธอนั้นตรงกันข้าม เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่กลัวอะไรเลย ไม่กลัวความเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาของพื้นที่โรงภาพยนตร์เก่า ไม่กลัวความมืด และที่สำคัญเธอไม่กลัว...ผี

                “ขอตัวกลับก่อนนะคะ วันนี้ฉันมีเรียนตอนบ่ายโมง” หญิงสาวเดินหาวไปตลอดทาง ก็แน่ล่ะรอบสุดท้ายของหอภาพยนตร์แห่งนี้ก็คือเที่ยงคืน และเธอก็ยังรับทำความสะอาดทั่วทุกพื้นที่ของโรงหนังเพียงคนเดียว ขอแค่ค่าแรงเพิ่มอีก 50 เปอร์เซ็นต์ มีหรือทัศนัยจะไม่ยอม กว่าหนังรอบสุดท้ายจะจบก็ปาเข้าไปตีสามและกว่าจะทำความสะอาดเสร็จก็เกือบจะตีห้าแล้ว โชคดีที่วันนี้เขามาทันพบเธอก่อน

                “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้วนะ ฉันคงไม่ทำต่อแล้ว” นี่คือจุดประสงค์หลักของการแวะมาที่นี่ ชายหนุ่มหันไปบอกลูกจ้างที่กำลังเดินห่างออกไป หากแต่ทันทีที่พูดจบลูกจ้างสาวก็รีบวิ่งกลับมาจนแทบจะพุ่งชนเขา

               “ฮะ! ไม่ได้นะคะ” อีกฝ่ายร้องโวยวายจนดังก้องไปทั่วพื้นที่เวิ้งว้างหน้าหอภาพยนตร์

               “ไม่ได้นะครับคุณหนู” แทนที่จะเป็นเสียงของหญิงสาวที่บ่นต่อ กลับเป็นเสียงแหบพร่าของชายชรา เจ้าของเสียงปรากฏตัวพร้อมใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัย ผมขาวโพลนนั้นเด่นมาแต่ไกล เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าภายใต้ชุดเสื้อกั๊กสีดำสนิทมีตราของหอภาพยนตร์ ทัศนัยได้แต่สงสัยว่าลุงคนนี้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่เขาควรจะเห็นตั้งแต่แรก

                ลุงสว่าง คนเก่าคนแก่ประจำตระกูลวิรัชทัศนศิลป์ เป็นพ่อบ้านสมัยที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ ลุงสว่างเคยขอเกษียณออกไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดซึ่งอยู่ต่างจังหวัด แต่ทัศนัยกลับได้เห็นลุงคนนี้อีกครั้งในงานศพของพ่อและแม่

ลุงสว่างอาสาขอมาทำหน้าที่เป็นคนดูแลหอภาพยนตร์รอบกลางวันสลับกับเดือนดาราที่คอยดูแลรอบกลางคืน ซึ่งความพิเศษของลุงสว่างที่ทัศนัยไม่อยากพูดถึงนั่นก็คือ...สัมผัสที่ 6

                ภายในเขตพื้นที่หอภาพยนตร์เก่าแบบนี้ หากชี้ไปตรงไหน ตรงนั้นจะมีชื่อของผีออกจากปากลุงสว่างเสมอ ตรงนี้เป็นผีหัวขาดครับ มีผีผูกคอยตายอยากดูหนังด้วย ผีถูกไฟคลอกตายกำลังเลียนแบบตัวพระเอกอยู่ครับคุณหนู ถ้าเขาไม่พูดว่า “พอได้แล้วลุง” ดัง ๆ ลุงแกคงไม่หยุดสาธยายถึงผู้ชมที่ไม่ได้รับเชิญพวกนี้

“คุณหนูก็รู้นี่ครับ ถ้าเราไม่เปิดฉายรอบเที่ยงคืน รับรองว่าผีเจ้าที่ตามไปหักคอคุณหนูแน่” ที่ลุงกำลังพูดไม่ใช่คำขู่ของผู้ใหญ่ที่ชอบขู่เด็กดื้อ แต่มันเคยเกิดขึ้นจริงเมื่อ 1 ปีก่อน หลังจากกลับมาได้แค่ 1 เดือน เขาเห็นว่าภาพยนตร์รอบเที่ยงคืนไม่มีคนดู จะเปิดจอฉายไว้ทำไม และพนักงานสาวที่มาขายตั๋วก็เป็นนักศึกษาหญิง ถึงกำลังจะใกล้เรียนจบแล้วแต่มันก็อันตรายเกินไป เกิดมีโจรบุกมาปล้นจี้แล้วลุกลามกลายเป็นคดีข่มขืน หอภาพยนตร์แห่งนี้ได้ปิดตัวลงสมใจเขาแน่ ๆ เพราะเหตุนั้นทุกคนจึงยอมทำตาม

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับทัศนัยในคืนนั้น ก็เพียงแค่รอบเตียงนอนของเขาเห็นเงาคนยืนล้อมรอบเต็มไปหมด พอชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมแดงอย่างกับลูกแก้วโปดปูนก็ร่วงใส่หน้า แล้วหลังจากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังระงม ทัศนัยถึงกับต้องขับรถมาที่หอภาพยนตร์เพื่อเปิดฉายรอบเที่ยงคืนให้ เขาจึงรอดตายได้อย่างหวุดหวิด

                “ยังไงครั้งนี้ผมก็ต้องปิด ผมจะขายทิ้งแม่งเลย ยังไงมันก็จะเจ๊งอยู่แล้ว” ทัศนัยรวบรวมความกล้า เขาสุดจะทนกับการแบกภาระค่าใช้จ่ายของหอภาพยนตร์ไม่ไหว ขืนปล่อยไว้อย่างไรก็ต้องถูกธนาคารยึดแน่

               โครม!

               ป้ายสลักชื่อหอภาพยนตร์หล่นลงตรงหน้าทัศนัยเฉียดปลายเท้าไปแค่คืบ ชายหนุ่มร้องเสียงหลงเผลอกระโดดไปกอดเดือนดาราที่จิตแข็งกว่า หญิงสาวแค่ยืนหัวเราะ ไม่ขยับไปไหน ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มกอดร้องลั่นอยู่อย่างนั้น กว่าจะตั้งสติได้หญิงสาวก็ทั้งเช็ดน้ำตาทั้งโอ๋ปลอบเขา จนในที่สุดลุงสว่างก็พูดขึ้น

               “คุณหนูไม่ได้ทำหนังมาจะปีนึงแล้วนะครับ ไม่ลองหาโปรเจกต์ใหม่มาฉายที่โรงหนังของเราล่ะครับ” ความคิดลุงสว่างก็ถือว่าใช้ได้ แต่จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นทุนสร้างภาพยนตร์อีก อย่างมากก็คงจะสร้างได้แค่ภาพยนตร์อินดี้ที่มีคนแสดงแค่สามคน ก็ใช้ลุงสว่างกับเดือนดารา และก็ตัวเขาเองนั่นแหละเป็นคนแสดง

               “ผมคิดอะไรไม่ออกหรอกลุง แค่เรื่องหารายได้มาจุนเจือหอภาพยนตร์นี่ก็จะบ้าตายอยู่แล้ว ไม่มีอารมณ์มาคิดพล็อตใหม่หรอก” ทัศนัยพูดแล้วก็อยากร้องไห้ เขาแบกภาระค่าใช้จ่ายด้วยมรดกที่เหลืออยู่ของพ่อแม่ มีบ้านขายบ้านมีรถขายรถ จนตอนนี้เหลือเพียงบ้านหลังเดียวกับรถแค่หนึ่งคัน

               “ที่จริงมันก็มีตัวช่วยอยู่นะครับ แต่คุณหนูอาจจะต้องใช้ความกล้านิดนึง”

               แอดดดด...

               ประตูไม้สักบานใหญ่หนาหนักเปิดเองได้ ทั้งที่แถวนั้นไม่มีลมพายุใด ๆ ชายหนุ่มเกิดปฏิกิริยาเดิม คือกอดพนักงานสาวไว้แน่น อีกฝ่ายก็ทำได้แค่หัวเราะคิกคักเหมือนตั้งโปรแกรมไว้

                “ฉันก็เห็นด้วยนะคะ ฉันเคยดูหนังจนจบก็สมหวังตามที่ขอไว้กับผีเจ้าที่ เลยต้องมาขายตั๋วตามที่เจ้าที่มาขอในฝัน” พนักงานขายบัตรชมภาพยนตร์พูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า ทั้งที่การขายบัตรชมภาพยนตร์รอบเที่ยงคืนไม่ได้น่าสนุกเลยสักนิด

                “ต้องดูจนจบใช่มะ” ทัศนัยเสียงสั่น

               “ค่ะ” เดือนดาราตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง

               “แล้วถ้าดูไม่จบล่ะ”

               “ก็ต้องตายไงคะ คนล่าสุดดูแค่ครึ่งเรื่องออกไปก็มีแท็กซี่ขับมาชนตายคาที่เลย เป็นอาถรรพ์ของผีเจ้าที่ค่ะ” เธอยังพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก ดูไม่สะทกสะท้าน คนตายเลยนะเว้ยเฮ้ย!

               “โธ่เอ๊ย ปิดก็ไม่ได้ รอบปกติก็ไม่มีใครมาดู ใกล้เจ๊งแบบนี้แล้วผมจะทำยังงายยยยย!”

               แอดดดด...

               ทัศนัยเผลอระบายความคับแค้นด้วยเสียงดังเต็มที่ และผลที่ได้คือประตูไม้สักทางเข้าโรงภาพยนตร์เปิดอ้าออกกว่าเดิมอีก จนชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว

               “ฉันคิดวิธีออกแล้วค่ะ เราสามคนก็เข้าไปดูรอบเที่ยงคืนพร้อมกันเลย ช่วยดึงกันไว้จนกว่าหนังจะฉายจบ”

               “ไม่ดีมั้ง เธอมีเรียนตอนบ่ายไม่ใช่เหรอเดือนดารา” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ

                “โดดได้นะคะฉันไม่ติดอะไร” เธอพูดหน้าตาเฉย มีเรียนแต่ยังบอกว่าไม่ติดอะไรอีก

               “ไม่ได้! มีเรียนก็ต้องไปเรียนสิ จะมาโดดเรียนเพื่อดูหนังไม่ได้” เขาบอกเสียงเข้ม แต่อีกฝ่ายก็ทำท่าเฉยเมย

“ไม่มีทางเลือกแล้วครับคุณหนู ถ้าปิดหอภาพยนตร์ ผีได้ตามไปถึงบ้านแน่ ๆ” ลุงสว่างก็จิตแข็งอีกคน เท่ากับว่าผู้หญิงและคนแก่ช่างกล้าหาญกว่าชายอกสามศอกอย่างเขาอีก

               “หนังยาวกี่นาทีนะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเพื่อใช้ในการเตรียมตัวเตรียมใจ อย่างน้อยเขาจะเอาข้อมูลไว้นับถอยหลังรอเวลาได้อิสรภาพคืนจากห้องสี่เหลี่ยม ข้างในจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ พอเข้าไปแล้วเขาจะได้กลับออกมาไหม แต่ไม่ว่าจะเข้าหรือไม่ เขาก็คงต้องเผชิญกับผีอยู่ดี

               “สองชั่วโมงห้าสิบนาทีค่ะ” เขาอยากขอซื้อความร่าเริงจากผู้หญิงตรงหน้าจริงเชียว ถ้ากล้าได้สักครึ่งของเธอ คงไม่มายืนบิดไปมาเหมือนคนปัสสาวะจะราดแบบนี้

               “เกือบสามชั่วโมง ฆ่ากูให้ตายตรงนี้เลยเถอะ” ชายหนุ่มเสียงอ่อย ถ้าเลือกได้ เขาจะดูภาพยนตร์รอบเที่ยงคืนเป็นวิธีสุดท้าย

                “เอาน่า มีพวกเราอยู่ไม่ต้องกลัวนะครับ/คะ” เสียงลุงสว่างประสานกลมเกลียวกับเสียงหญิงสาว รอยยิ้มแฉ่งของเธอไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย แต่วินาทีนี้เขาไม่มีทางเลือก ปิดหอภาพยนตร์เท่ากับตาย!

                “เอาไงก็เอาวะ อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวก็แล้วกัน”

                แล้วทั้งสามชีวิตก็เดินเข้าหอภาพยนตร์ โดยมีเสียงประตูปิดเองแบบที่ไม่ต้องจับบานประตู

                ปัง!

                “นะ...นั่งใกล้ ๆ กันดีไหม พวกเราทั้งสามคน” ทัศนัยกอดแขนเดือนดาราแน่น นั่นเป็นเชิงบังคับให้เธอต้องนั่งข้างเขา หญิงสาวยังคงหัวเราะตลอดทางสั้น ๆ ที่นำพวกเขาไปสู่ที่นั่งชั้นบนสุด แต่สิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้คือร่างของชายสูงวัยที่เดินหายไปกับความมืด “ลุงสว่างจะไปไหนครับ นั่งดูด้วยกันสิ นั่งติดกับผมนี่แหละ”

                “ลุงออกไปเอาพ็อปคอร์นกับน้ำอัดลมมาให้ จะได้ไม่หิวระหว่างดูหนังไงครับคุณหนู” จังหวะที่ชายสูงวัยกำลังคลี่ยิ้ม ทัศนัยหัวใจเต้นแรงแทบจะทะลุออกมา รอยยิ้มของลุงเหมือนกับฆาตกรในหนังสืบสวนสักเรื่อง ระหว่างที่ทัศนัยกำลังสับสน ชายชราก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นทำขนลุกไปทั้งสรรพางค์ “ขอให้สนุกกับหนังรอบเที่ยงคืน...นะครับคุณหนู”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น