อัปเดตล่าสุด 2022-06-27 18:32:45

ตอนที่ 80 คำลา (บทสุดท้ายของภาค1)

           เมื่อได้ลองเปิดดูผ่านๆ ตาก็พบว่ามีลายมือเขียนตวัดๆ ปรากฏหลาอยู่บนหน้ากระดาษ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นหมายเลขโทรศัพท์คนนั้นคนนี้ที่ฉันไม่รู้จักรวมถึง เบอร์ของผู้ใหญ่บ้าน และคุณหมอวิเชียรด้วย

 

            นอกนั้นก็เป็นการจดข้อความเตือนความจำสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องสัพเพเหระที่ไม่สลักสำคัญอะไร อย่างเช่น แก๊สหมดวันไหน สั่งของเมื่อไหร่ อะไรเทือกนั้น

 

              แต่สิ่งสำคัญก็คือลายมือของเธอนี่ล่ะ

 

              ฉันรีบล้วงหยิบกระดาษจดหมายที่สอดไว้ในกระเป๋ากางเกงขาสั้นขึ้นมาคลี่กาง ขณะที่อีกมือหนึ่งก็เปิดหน้าสมุดบันทึกไปด้วยพร้อมกันเพื่อเทียบเคียงลายมือ อย่างพินิจพิเคราะห์

 

              และหลังจากที่ได้เลื่อนสายตาซ้ายทีขวาทีพิจารณาอยู่สักพักหนึ่งก็พบว่า เจ้าของลายมือบนหน้ากระดาษขาวที่ยับๆ ช่างแตกต่างจากในสมุดบันทึกอย่างสิ้นเชิง

 

             หากจะเปรียบแล้วอักขระตัวอักษรในจดหมายจะอ่อนช้อยสวยงามมากกว่า ทุกพยัญชนะ ทุกสระมีหัวมีหางครบถ้วน และค่อนข้างผอม อีกทั้งการลงน้ำหนักปากกาหมึกดำก็เฉียบคมราวกับเขียนในครั้งเดียวไม่มีผิดพลาด

 

            ผิดกับลายมือของแม่เลี้ยงที่ดูอวบอ้วนและไม่ค่อยมีหัวมีหาง  กอปรกับตัวอักษรค่อนข้างเป็นเส้นเล็กบาง ต่างกับลักษณะอุปนิสัยของเธอที่ดูมั่นใจ ชอบวางอำนาจ และเผด็จการยิ่งนัก

 

              หรือหากจะคิดว่าเป็นการคัดลายมือ มันก็แตกต่างกันเกินไป และไม่มีส่วนใดคล้ายคลึงกันสักนิด      

 

              ซึ่งข้อสรุป นี้กลับทำให้ฉันหัวใจสูบฉีดเต้นแรงขึ้นมาทันที

 

             ‘นี่แสดงว่า นอกจากจะมีน้าสายทิพย์ แล้ว ก็ยังมีใครอีกคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้จริงๆ ด้วยสินะ และคนที่เขียนจดหมายถึงฉัน ก็คงจะเป็นชายคนเดียวกันกับที่เจ้าตัวคุยด้วยเมื่อคืนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย’

 

            ฉันไตร่ตรอง ก่อนจะวางสมุดบันทึกลงตามเดิมแล้วพับจดหมายเก็บไว้ พลางนึกประหวัดไปถึงคำพูดอันเป็นนัยของพ่อที่ทิ้งเอาไว้ ให้ฉันเครียดเล่น

 

            ‘มันจะเป็นจริงอย่างที่ท่านบอกไว้จริงๆ หรือว่า คนที่เขียนจดหมายฉบับนี้คือผู้ที่รู้เรื่องราวทั้งหมด’

 

            ‘อยากเจอเขาคนนั้นเร็วๆ จัง’

 

            แต่ถ้าฉันรู้ว่าเขาเป็นใคร นั่นก็หมายความว่า ฉันก็คงต้องเผชิญหน้ากับคนเลวๆ พร้อมกันถึงสองคนเลยล่ะสิ คิดแล้วก็น่าประหวั่นใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

                                          

              “ริณมายืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ” แสงพลอยเดินมาตามพร้อมกับวางมือข้างหนึ่งบนไหล่เล็กผอม อย่างห่วงใย “ฉันทำไข่เจียวกับกุนเชียงทอดไว้ให้แล้วนะ รีบกินเถอะ จะได้เตรียมตัวไปงานกัน”.

 

              “อืมจ้ะ ขอบใจนะ” ฉันเอ่ย

 

              “ว้าวยิ้มได้แล้วเหรอเพื่อน” แก้วถึงกับออกปากแซวเมื่อเห็นรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หมองหม่นอมทุกข์มาเกือบตลอดทั้งวันของฉัน

 

              “อืม…เธอนี่ก็พูดเวอร์ไปได้ก็พ่อฉันเสียทั้งคนจะให้ทำหน้าแป้นแล้นรึไง” ฉันตอบยวนๆ กลับ ถึงตอนนี้ก็คงต้องทำใจให้เข้มแข็งอย่างที่น้าลดาบอกให้ได้

 

            “ก็ฉันดีใจนี่ยะที่เห็นเธอยิ้มได้”

             

            “ไปเถอะเพื่อนไปกินข้าวกัน ฉันทำสุดฝีมือเลยน้า เกิดมายังไม่เคยทำให้ใครขนาดนี้เลย” แก้วพูดอวดด้วยน้ำเสียงสดใสแล้วก็ดึงมือฉันไปยังห้องทานอาหารซึ่งอยู่เชื่อมกับโซนห้องครัวในทันที

 

              นึกๆ ดูแล้ว บางทีฉันอาจจะต้องขอบใจเจ้าจดหมายนี่ ที่ทำให้ฉันได้พบกับพ่อก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ราวกับว่ามันเป็นดังคำทำนายที่หยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ข้างหน้าอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งถึงตอนนี้ฉันก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุดฉันก็ได้สดับรับฟังคำสั่งเสียของท่านแล้ว  

 

              ‘พ่อไม่ได้ตายไปอย่างเดียวดาย และฉันก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่โดยปราศจากคนที่รักฉัน’

 

              แค่นี้เราก็ควรจะพึงพอใจแล้วไม่ใช่เหรอ

 

              ‘แม่คะฝากพ่อด้วยนะ…’  ฉันระลึกถึงท่านอยู่ในใจ ปรารถนาเหลือเกินว่าดวงวิญญาณของแม่จะรับฟังคำอธิษฐานนี้ และพาพ่อไปพำนักพักพิงยังดินแดนสุขาวดีชั้นใดชั้นหนึ่งบนสรวงสวรรค์ที่มีแต่ความสุข  ไร้ความทุกข์โศก หมดกังวลใดใดอีกต่อไป

 

              บางที…ตอนนี้ท่านทั้งสองอาจจะกำลังเฝ้ามองฉันอยู่ จากที่ที่ไกลแสนไกลนั้นแล้วก็เป็นได้

 

              ฉันนึกพลางยกมือขวาขึ้นมาแตะๆ บริเวณต้นคอก่อนจะคลำคลึงไปมาอย่างแผ่วเบา ยังคงรู้สึกเจ็บจากแรงกด และน้ำหนักมือที่มาดหมายเอาชีวิตคู่นั้นอยู่ไม่น้อย

 

            ภาพใบหน้าขาวเผือดที่ย่นยู่ คิ้วเรียวบางทั้งสองข้างที่ขมวดเข้าหากัน พร้อมกับดวงตาแข็งกร้าวซึ่งเต็มไปด้วยแววโกรธแค้นอาฆาต และริมฝีปากที่แสยะเหยียดออกจนเห็นซี่ฟันราวกับยักษ์กับมารของแม่เลี้ยงแวบขึ้นมาในความคะนึงทำให้ฉันรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมาอยู่ลึกๆ           

 

            การรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ในครั้งนี้มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตนเองนั้นช่างโชคดีอย่างมหาศาล แต่ก็ตระหนักดีว่าตราบใดที่ฉันยังอยู่ที่นี่ โอกาสที่จะเป็นหรือตายก็คงมีค่าไม่ต่างกัน

 

                                                   ______________________________

                                                 

                  ตอนนี้ก็จบภาคแรก หมู่บ้านประหลาดแล้วนะครับ ไรท์เตอร์ขอพักเบรคการอัพนิยายเรื่องนี้สัก 3 อาทิตย์นะครับ ก่อนจะกลับมาอัพภาค 2 เด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายให้อ่านกันต่อยาวๆ พบกันอีกครั้ง สักช่วงวันที่ 20 กรกฏาคม คร้าบบบ ขอบคุณที่ติดตาม และโปรดอดใจรอ ติดตามต่อในภาคต่อไป ^^

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น