อัปเดตล่าสุด 2022-05-14 15:46:40

ตอนที่ 64 แอบฟัง…สนทนา

“ไม่มีอะไร…มันไม่มีอะไร” พยายามตั้งสติ รู้สึกว่าริมฝีปากและลำคอนั้นแห้งผาก น้ำลายก็เหนียวฝาดคอไปหมด ‘สงสัยคงต้องหาน้ำดื่มสักอึกสองอึกแล้วสิ’

 

โชคดีเหลือเกินที่บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว การจะออกจากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่งจึงง่ายดายแค่เปิดประตูแล้วเดิน เดิน เดิน ไปเพียงเล็กน้อยก็ถึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางของห้องครัวก็อยู่ห่างจากห้องนอนไปเพียงไม่กี่เมตร

 

 ‘จะไปกลัวอะไรกันเล่า ยัยริณ ประเดี๋ยวเดินออกไปจากห้องแล้วค่อยเปิดไฟเอาก็ได้’ พอกล่อมตนเองไปเช่นนั้น ความกลัวที่มีก็ค่อยลดน้อยถอยลงไปหน่อย 

 

“แป๊ะ!”

 

แสงสว่างจากหลอดไฟภายนอกห้องนอนช่วยให้ฉันอุ่นใจขึ้นได้มากเลยทีเดียว และเมื่อเงยหน้ามองไปที่ผนังบริเวณทางเดินก็เห็นนาฬิกาแขวนทรงกลมสีขาวกรอบดำบอกเวลาห้าทุ่มจะครึ่งแล้ว

 

แต่ทว่าไม่ทันไรฉันกลับจำต้องรีบกดปิดสวิตช์ไฟลงโดยพลัน เมื่อสายตาเผอิญเหลือบไปเห็นร่างๆ หนึ่งกำลังนอนเขลงอยู่บนโซฟายาวตรงโซนห้องนั่งเล่น พร้อมกับมีเสียงคุยพึมพำดังแว่วมา

 

‘วูบ’

 

บรรยากาศรอบตัวมืดลงอีกครั้ง ยกเว้นบนโต๊ะนั่นที่มีแสงเทียนสว่างไสว

 

เส้นผมตรงสีดำขลับที่เห็นเมื่อสักครู่ ไม่ผิดแน่ เธอคือแม่เลี้ยงของฉันซึ่งกำลังเหยียดกายอยู่ในอิริยาบถผ่อนคลายคุยโทรศัพท์อยู่กับใครสักคน กลางดึกกลางดื่นแบบน่าสงสัย

 

และแล้วความรู้สึก ณ ตอนนั้นก็หวนกลับคืนมา ท่าทางลับๆ ล่อๆ มีพิรุธ รวมถึงบทเจรจาที่เกี่ยวพันถึงตัวฉันในคราวก่อนทำให้ไม่อาจวางใจได้สนิท ซึ่งคงต้องหาทางสืบดู

 

และการจะได้ลูกเสือก็จำเป็นเสียด้วยที่จะต้องเข้าถ้ำเสือ

 

ฉันหายใจเข้าเต็มปอดราวกับมันจะเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้าย รวบรวมแรงฮึดและความกล้าทั้งหมดทั้งมวลที่มี ก่อนจะแนบตัวไปกับผนังบ้านแล้วค่อยๆ สืบเท้าเขยิบร่างไปราวกับเป็นนินจาพรางตัว หรือ จิ้งจกตุ๊กแก ก็ไม่ปาน 

 

ความตื่นเต้นถาโถมเข้ามาในหัวใจของฉันอีกครั้ง แต่ก็ยังคงตัดสินใจเดินหน้าต่อไป พยายามระแวดระวังอย่างที่สุดในทุกย่างก้าว ขณะเดียวกันสายตาก็สอดส่ายหาที่กำบังกายที่คิดว่าใกล้ที่สุด ไม่อยากจะไปยืนทะเล่อทะล่า หรือหลบอยู่ด้านหลังโซฟาเพราะมันเสี่ยงเกินไป หากภารกิจนี้ถูกจับได้มีหวังถูกสับเละไม่มีชิ้นดี

 

‘นี่ฉันกำลังหาเหาใส่หัวอยู่รึเปล่ายัยริณ’ ฉันคิดถามตนเองในใจพลางปราดสายตาเพ่งผ่านความมืดไปยัง

 

 ตู้โชว์ด้านหลังแนวชั้นหนังสือซึ่งตั้งห่างจากชุดโซฟาออกมาหน่อยดูแล้วน่าจะเป็นทำเลที่เหมาะเจาะที่สุด

 

‘ถ้าไปหลบอยู่ข้างหลังตู้นั่นล่ะก็คงได้ยินอะไรต่อมิอะไรได้อย่างถนัดชัดหูทีเดียวเชียวล่ะ’ ฉันคิดกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ

 

ยิ่งกระเถิบตัวเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เสียงสนทนาที่เล็ดลอดออกมาก็ยิ่งดังขึ้น และดังขึ้น เหมือนกับหัวใจดวงนี้ที่กำลังเต้นโครมครามเร็วขึ้น แรงขึ้น ด้วยเช่นเดียวกัน

 

“อีกนิดเดียวริณ” ฉันเปรยออกมาเบาๆ ก่อนจะกลั้นหายใจด้วยอาการลุ้นระทึกแล้ววิ่งโผออกมาจากมุมที่ยืนอยู่ไปสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็วและเงียบกริบราวกับตีนแมว

 

 หวังไว้เหลือเกินว่าสิ่งที่คุณน้ากำลังพูดกรอกไปตามหูโทรศัพท์และสายระโยงรยางค์นั้นมันจะเป็นแค่เพียงบทสนทนาในเรื่องสัพเพเหระ อาทิเช่น เรื่องดินฟ้าอากาศ ราคาพืชผัก หรือสูตรอบขนมคุกกี้ ตามประสาแม่บ้านแม่เรือนมากกว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่มันแย่ๆ อย่างการจับจดนินทาลูกเลี้ยงหัวแข็งอย่างฉัน 

 

แต่ใครเขาจะมานัดเมาท์กันดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้กันล่ะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะยัยริณ!

 

ซึ่งในที่สุดฉันก็ได้รู้ว่าสิ่งที่ตนเองเพ้อเจ้อไปทั้งหมดนั้นมันผิด และ ‘ความจริง’ ก็ช่างโหดร้ายกว่าที่ได้คิดไว้ลิบลับเลยทีเดียว

            

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันทำพิธีแล้วนะ คุณยังไม่ทำอะไรอีกเหรอ!” จู่ๆ เธอก็ตวาดแว้ดออกมาเสียจนฉันซึ่งยืนซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังตู้โชว์ต้องสะดุ้งโหยง

 

“ฉันบอกแล้วใช่มั๊ยว่าให้รีบจัดการนั่งเด็กนั่นซะ คุณนี่ชะล่าใจเกินไปแล้วนะ”

 

‘โอ้ย…หยุดสั่นสักทีเถอะ’ ฉันปรามตนเองในใจ แต่ทว่าร่างกายมันก็ยังคงสั่นระริกอยู่ดี

 

การล่วงรู้ความลับของคนอื่นมันน่าตื่นเต้นและน่าหวาดหวั่นแบบนี้นี่เอง

 

“ฉันรู้ ฉันรู้ว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย นังเด็กนั่นไม่น่าพาเพื่อนมาเล้ยยเรื่องก็เลยยุ่งยากแบบนี้…เอ๊ะคุณไม่ต้องย้ำหรอกน่า ฉันรู้ดี” คุณน้ายังคงพูดเสียงแจ๋วๆ ต่อไป

 

‘เธอกำลังพูดถึงฉันจริงๆ ด้วย’

 

‘ชักใจไม่ดีแล้วสิ’

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น