อัปเดตล่าสุด 2022-04-10 17:14:45

ตอนที่ 55 แม่เลี้ยง/ลูกเลี้ยง

              แสงจากเชิงเทียนไขสีขาวที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะอาหาร เปล่งแสงสว่างนวล ต้องใบหน้าเรียวของน้าสายทิพย์ซึ่งกำลังตักข้าวใส่ปากอย่างเงียบเชียบให้ดูลึกลับน่าเกรงขามเสียจนฉันรู้สึกเกร็งๆ

 

             ฉันยังไม่กล้าเอ่ยเรื่องนั้นออกมาในทันที แต่กลับแสร้งทำเป็นเอื่อยเฉื่อย ตักนู่น ตักนี่ทาน ไม่ก็ดื่มน้ำอึกแล้วอึกเล่า เฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของเธอรวมถึงพยายามคาดคะเนอารมณ์ และหาจังหวะเหมาะๆ เพื่อจะพูด

 

            แต่ทว่าการทำเป็นใจเย็นแบบนี้ ยิ่งกลับทำให้ฉันรู้สึกกดดันเสียเองจนในที่สุด

 

           “แกรก”

 

             คุณน้าทานอาหารเสร็จแล้ว เธอรวบช้อนส้อมก่อนจะตามด้วยการยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มเป็นการตบท้าย ยิ่งกระตุ้นให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นตื่นตัว หัวใจเต้นแรง

 

             ‘เร็วเข้าสิริณ นั่งทำบื้ออะไรอยู่เล่าคุณน้ากำลังจะลุกไปแล้วเดี๋ยวก็หมดโอกาสกันพอดีหรอก’

 

               ‘พูดเลยสิ ตอนนี้แหละ พูดเลย’ เสียงในใจเร่งเร้า

 

              แม่เลี้ยงในชุดแซกผ้าชีฟองยาวสีดำปักลูกไม้และมีระบายตรงช่วงคอที่เว้าลึกลงมาเป็นตัววี ค่อยๆ ลดมือที่ถือแก้วลงก่อนจะเตรียมตัวลุกขึ้น

 

              ‘ไม่ได้การแล้ว!’

 

              “อะ…”

 

              “ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับแกหน่อย” จู่ๆ คุณน้าซึ่งเงียบอยู่เป็นนานก็เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อนที่ฉันจะเอ่ยออกมาเพียงนิดเดียว

 

            จากนั้นแกก็วางแก้วน้ำทรงสูงลงบนจานรองแล้วจึงสอดไม้สอดมือกอดอก เปิดบทสนทนากับฉันเสียงเครียดปานประหนึ่งว่าเธอจะต้องกล่าวมันออกมาให้ได้ด้วยมีบางสิ่งติดค้างคาใจอยู่

 

            ‘หรือว่าจะเป็นเรื่องเมื่อตอนเย็นนั่น’

 

               “ค้ะ?!” เสียงและสีหน้าอันฉงนฉงายของเด็กสาวผอมบางที่นั่งอยู่ตรงนี้คงพอจะเป็นสัญญาณให้น้าสายทิพย์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขยับปากพูดต่อไป

                         

            “ฉันจะไม่ถือสาหาความที่แกทำพฤติกรรมโง่ๆ ออกมาแบบนั้นหรอกนะ” ในที่สุดแม่เลี้ยงก็หยิบอาวุธที่เธอคุ้นเคยออกมาเชือดเฉือนใจฉันอีกจนได้

 

            ‘ว่าแล้วเชียว…แต่คำว่าพฤติกรรมโง่ๆ นี่ได้ฟังแล้วก็ชักจะอดรนทนไม่ไหวขึ้นมาอีกแล้วสิ เย็นไว้ยัยริณ เย็นไว้’ คิดแล้วก็พยายามอย่างที่สุดที่จะเหยียบยั้งอารมณ์ตนเองให้อยู่เพียงแค่ใต้ฝ่าเท้า

 

              “เอาเถอะ...แกก็แค่เด็ก” เธอกล่าวพร้อมกับชักแขนข้างหนึ่งออกมาแล้วสะบัดข้อมือพรืดเป็นเชิงไม่อยากจะใส่ใจ  แต่สีหน้าเอือมระอาเบื่อหน่ายที่แสดงออกมานี่สิมันกลับแทงใจดำของฉันสิ้นดี

 

           ฉันได้แต่ก้มหน้าแล้วหลุบตาลงพินิจพิเคราะห์จานกระเบื้องสีขาวทรงกลมที่เหลือเพียงเศษผักและข้าวอยู่หร็อมแหร็ม ช้อนส้อมแสตนเลสที่วางเคียงกัน เลยไปถึงโต๊ะไม้อย่างเรื่อยเปื่อยด้วยความอึดอัด หาได้มีความรู้สึกผิด หรือ เสียใจเลยแม้แต่น้อย และได้แต่หวังว่านี่จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเทศนาครั้งใหญ่

 

               “ฉันอยากจะให้แกสำเหนียกตัวเองซะหน่อยนะ ว่าแกน่ะเป็นแค่ผู้อาศัย” เธอพูดพลางสอดมือกอดอกและยืดหลังตรงอีกครั้ง วาจายโสโอหังนั้นกระตุกให้ฉันเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งและมองเธออย่างขุ่นเคือง รู้สึกเจ็บแปลบกับคำพูดถากถางราวกับโดนตบหน้าฉาดใหญ่

 

          อยากจะอ้าปากแย้งแต่ก็กลัวจะเป็นอีหรอบเดิมอีก จึงได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์ ข่มใจไว้ให้ได้ เพราะรู้ดีว่าคราวนี้ไม่อาจลุกหนีไปไหนได้อีกแล้ว

 

              “ไม่ใช่เจ้าของบ้าน” เธอกล่าวเน้นอย่างดูแคลน  “เพราะฉะนั้นก็ควรจะเกรงอกเกรงใจคนอื่นเสียบ้าง”

 

              ‘ใครบอกกันว่าบ้านนี้เป็นของเธอ’ ฉันนึกเถียงในใจ นี่คือบ้านของครอบครัว ‘พิพัฒพล’ ต่างหากไม่ใช่บ้านของภรรยานอกสมรสอย่างเธอซะหน่อย น้าสายทิพย์คงเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ

 

            “ไม่ใช่จะทำอะไรก็ทำ” เสียงแหบห้าวของคุณน้ากล่าวต่อไป “เดินปึงปัง หัวเราะเสียงลั่น หรือแม้แต่เปิดไฟใช้โดยไม่ดูเวล่ำเวลา ก็ไม่ใช่ปกติวิสัยของคนที่นี่เขาทำกันหรอกนะ”

 

              ‘นี่เจ้าตัวมาโยนบาปให้แก่ฉันได้ยังไงกันนะนี่ คนที่ไปเปิดไฟคือยัยแก้วไม่ใช่เหรอ แล้วถ้าไม่เปิดตอนกลางคืนจะให้พวกเราเปิดไฟใช้ช่วงไหนกันเล่า’

 

            “ฉันรู้ดีว่าแกน่ะทอดทิ้งที่นี่ไปเสียนาน อยู่ที่นู่นคงจะมีความสุขมีอิสรเสรี จะทำอะไรก็ได้ตามใจแกแต่เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วก็ควรจะรู้จักทำตามกฎระเบียบกับเค้าซะบ้าง รู้จักมั๊ยสำนวนที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามน่ะ หรือแกลืมไปแล้วว่าคนที่นี่เขาอยู่กันยังไง”

 

           คำพูดประชดประชันแกมสั่งสอนของแม่เลี้ยงทำให้ฉันหน้าชาวาบ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น