อัปเดตล่าสุด 2021-09-16 15:16:12

ตอนที่ 4 ออกเดินทาง

แสงพลอยมารับฉันตอนสายๆ ของวันรุ่งขึ้น เธอให้คนขับรถพาไปยังสถานีขนส่งภายในตัวจังหวัด และเมื่อไปถึงฉันก็ต้องแปลกใจที่ได้พบว่า ชานนท์กำลังรอเราอยู่แล้วที่นั่น

 

“เธอนี่ร้ายจริงๆ นะลากเอกเค้าไปด้วยทำไมกัน” ฉันพูดพลางเอื้อมมือจะไปหยิกเอวเพื่อนด้วยความเก้อเขิน แต่แก้วก็เอี้ยวตัวหลบก่อนจะวิ่งหัวเราะคิกคักไปหาชานนท์

 

“เอกช่วยฉันด้วย ยัยริณจะแกล้งฉัน ว้ายๆ อย่านะ อย่านะ” เมื่อฉันวิ่งตามไปทัน ยัยเพื่อนตัวดีก็รีบผลุบไปอยู่ข้างหลังร่างสูงของเอกที่กำลังยืนทำหน้าเหรอหลาพลางร้องวี๊ดว้ายหลบซ้ายเบี่ยงขวามือของฉันเป็นพัลวัน

 

“ไม่เอาน่าพอแล้ว พอแล้ว” ชานนท์หรือเอกซึ่งสวมชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ร้องเท้าผ้าใบคอนเวิรส์สีแดงขาวดูสบายๆ ยกสองมือขึ้นมาปรามเมื่อเห็นเราหยอกล้อกันเป็นเด็กๆ

 

“เอกนายมาได้ยังไง?”  ฉันเอ่ยถามพร้อมกับปาดเหงื่อที่ผุดพราวขึ้นมาตามใบหน้า ขณะที่แก้วแลบลิ้นปลิ้นตาล้อฉันอยู่ข้างหลังเขา สองมือเรียวเกาะอยู่บนบ่าอันแข็งแรงนั่นอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว

 

ประกายวิบวับจากแหวนทองหัวทับทิมล้อมเพชรที่เธอมักจะใส่ติดนิ้วนางข้างขวาอยู่ตลอดแยงเข้านัยน์ตาฉัน  จะว่าไปก็ดูสวยงามและเข้ากันดีกับทั้งชื่อเจ้าของและเสื้อยืดสีชมพูอ่อนคอกว้างแขนตุ๊กตากับกระโปรงยีนส์สั้นและรองเท้าบูทหนังยาวครึ่งน่องที่เธอสวมอยู่

 

‘ยัยแก้วนี่แสบจริงๆ’ ฉันนึกขัน พลางส่ายหัวระอิดระอา

 

“อย่าไปต่อว่าแก้วเค้าเลย...เราขอตามมาเองแหละ” ชานนท์ตอบ พอดีกับที่หางตาเหลือบไปเห็นอีกฝ่ายรีบพยักหน้าหงึกหงัก ทำหน้าซื่อตาใส บ้องแบ๊วสุดฤทธิ์

 

ฉันเงยหน้ามองใบหน้าขาวของเขาตรงๆ คิ้วสีดำเข้มโค้งได้รูปเหนือดวงตาเล็กรีสะดุดให้ฉันพิศมอง แววตานิ่งภายใต้แว่นกรอบบางทรงสี่เหลี่ยมที่ยังคงมีเสน่ห์มิเคยเปลี่ยนแปรพลอยให้ฉันสะเทิ้นอายขึ้นมาก่อนที่เขาจะเอ่ยคำที่ทำให้ฉันใจเต้นตึกตัก

 

“เราเป็นห่วงริณนะ”

 

ฉันรีบหลุบสายตาเมื่อได้ฟังคำนั้น แอบเขินไปเหมือนกันกับวาจาซื่อๆ ของคนพูดซึ่งทำให้ฉันสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจดวงนี้อย่างประหลาด ‘เป็นห่วง’ อย่างนั้นหรือ คำๆ นี้ไม่ว่าจะได้ฟังเมื่อไหร่ก็ทำให้รู้สึกดีทุกครั้งสินะ 

 

ฉันเก็บความซาบซึ้งนั้นไว้ภายในก่อนจะก้าวถอย  ซึ่งทำให้แลเห็นบางอย่างที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจเข้ามาแทน

 

“เอ่อ…คือ”

 

“เอกลืมรูดซิบน่ะ” ฉันบอกพลางชี้มือไปตรงจุดนั้น ผ้าเนื้อบางสีขาวโผล่แผลมออกมาแล้ว 

                      

“เอ้ย!” ชานนท์อุทานสะดุ้งโหยง หน้าเจื่อนเล็กน้อยก่อนจะรีบรูดซิบกางเกง ท่าทีลุกลนของเขาทำให้ฉันแอบยิ้ม

 

“พวกเราไปขึ้นรถกันเถอะ” แสงพลอยโพล่งขึ้นเมื่อเห็นรถโดยสารปรับอากาศที่เราจองที่นั่งไว้ เปิดประตูให้ผู้โดยสารทยอยกันขึ้นไป

 

พวกเราวิ่งผ่านแนวรถทัวร์ที่จอดเรียงรายอยู่หลายคันซึ่งส่งกลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์โชยคลุ้ง จากนั้นจึงกรูกันไปต่อแถว ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างหอบหิ้วกระเป๋าใบโต บ้างก็ถือถุงใบใหญ่ ไม่ก็ชะลอมสานที่ใส่ผลไม้เสียจนแน่นปริกันอย่างพะรุงพะรัง

 

แต่สำหรับฉันและชานนท์แค่กระเป๋าและเป้ใบเล็กๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการค้างคืนสองสามวัน

 

ส่วนยัยแก้วนั้นนอกจากกระเป๋าสะพายข้างของDior แล้ว ก็ยังมีกระเป๋าถือหิ้วขนาดใหญ่ลายโมโนแกรมสกรีนทับด้วยตัวอักษรสีชมพูหวานของหลุยส์วิตตอง รวมถึงกระเป๋าเดินทางสีชมพูแบบล้อลากใบย่อมๆ ติดตัวมาด้วย

 

พนักงานต้อนรับในชุดยูนิฟอรม์สีน้ำเงินอ่อนกลัดโบว์สีชมพูที่หน้าอกขวายิ้มหวานและฉีกหางตั๋วรถทัวร์ชั้นพิเศษก่อนจะเชื้อเชิญเราขึ้นรถหลังจากลำเลียงสัมภาระต่างๆ ไว้ใต้ท้องรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

แสงพลอยจัดการให้ฉันนั่งข้างชานนท์เสร็จสรรพ เราสองได้หมายเลข 13 และ 14

 

“ริณอยากนั่งข้างในรึเปล่า?” เขาถามระหว่างที่เราเดินมาถึง

 

“ไม่เป็นไรอ่ะเอกนั่งเถอะ” ฉันตัดสินใจตอบอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจะเกะกะขวางทางคนอื่น

 

“อืมก็ดีเราจะได้ถ่ายวิวข้างทางไปด้วย”

 

“ไม่ได้มาเที่ยวนะยะคุณผู้ชาย” แสงพลอยพูดแซว ก่อนจะเบียดตัวเข้าไปนั่งที่นั่งเบอร์ 17 ที่อยู่ติดหน้าต่างข้างหลังชานนท์

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะไปเยี่ยมที่บ้านริณนะ ก็ขอเก็บภาพไว้สักนิดนึงดิ” เอกแย้ง “ว่าแต่ริณก็ไม่ค่อยเล่าอะไรเกี่ยวกับที่บ้านให้เราฟังเลยนะ”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉันเองก็ได้แต่นั่งเงียบแทนคำตอบ บ้านเกิดของฉันเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ดูลึกลับมืดมน ซ่อนเร้นกายอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร และชื้นแฉะไปด้วยสายฝนที่ตกลงมาอยู่ตลอดทั้งปี 

 

หมู่บ้านของฉันไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีระบบสาธารณสุขที่ดี  ไม่มีความเจริญ คงจะมีเพียงความน่าเวทนาและความหวาดกลัวต่อความเชื่อเก่าๆ  คร่ำครึของผู้คนในหมู่บ้านหลงเหลืออยู่เพียงเท่านั้น

 

“อืม..เดี๋ยวก็รู้เองแหละน่า” แก้วพูดพร้อมกับยื่นมือไปคว้ากล้องแคนนอนสีดำจากมือของชานนท์ไปดู “ไหนดูสิเก็บรูปกิ๊กไว้มั่งป่าวเนี่ย”  ว่าแล้วเจ้าตัวก็ถือวิสาสะกดปุ่มคำสั่งต่างๆ บนกล้องอย่างคล่องแคล่ว

 

ชานนท์พลิกตัวและชันเข่าขึ้นบนเบาะ โน้มกายไปหาแก้วพร้อมกับอ้าปากทักท้วง

 

“โหยแก้ว...อย่าเลยเดี๋ยวพัง” เอกว่า

 

“ ต๊ายยย...พูดเยี่ยงนี้เดี๋ยวแม่ก็กดให้พังจริงๆ ซะหรอกเชอะ ฉันไม่ใช่คุณป้าที่นั่งข้างๆ เธอนะยะ” 

 

‘นั่นไงฉันโดนเพื่อนรักแขวะเข้าให้’

ตอนนี้คนทยอยขึ้นมาจนเกือบเต็มคันรถแล้ว เสียงผู้คนจอแจวุ่นวายราวกับผึ้งแตกรัง ฉันจึงล้วงหยิบมือถือเปิดแอพลิเคชั่นขึ้นมาเสียบหูฟัง เพลงบรรเลงเปียโนดังรื่นหูแต่ก็มิอาจทำให้ฉันผ่อนคลายหรือสบายใจได้เท่าไรนัก จิตใจยังคงกลัดกลุ้มและห่วงหาอาทรถึง ‘พ่อ’ ผู้อยู่แสนไกล

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น