อัปเดตล่าสุด 2021-08-31 10:19:48

ตอนที่ 9 สู่ทวีปใหม่

บทที่ 9 : สู่ทวีปใหม่

           

                 เก้าอี้สี่ตัวที่ตั้งอยู่ถัดจากบัลลังก์ใหญ่ในคฤหาสน์ ‘เงารัตติกาล’  บัดนี้ตัวขวาสุดไร้ซึ่งผู้ครอบครอง

                 การเสียชีวิตของรองหัวหน้าที่อาวุโสที่สุด ‘ซัทที ซุยวาล์ฟ’ สร้างความตกตะลึงจนความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วทั้งคฤหาสน์  กระทั่งวาร์ด เยอร์มูห์ หัวหน้าเงารัตติกาล  ยังแทบไม่เชื่อข่าวที่เพิ่งจะได้ยินมา

                 “เป็นไปได้ยังไง  พวกมันมีแค่ไม่กี่คน  ทำไมถึงจัดการซัททีได้”

                 ชายสวมแว่นดำผู้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าที่ยังไม่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจใด แค่นหัวเราะอย่างดูแคลน

                 “ใช้พลังต่อสู้ได้แค่ในโคลอสเซียมแบบนั้น  ก็สมควรตายแล้วล่ะ”

                 ‘นาลี’  ชายชราหลังค่อมใช้ไม้เท้ายันร่างตัวเองเดินเตาะแตะจากเงามืด  เขาเอียงคอก่อนส่งสายตาแห้งผาดราวกับทะเลทรายมองวาร์ดอย่างเสนอความเห็น

                 “ข้าคิดว่า  เราต้องรีบอุดรอยรั่วในตำแหน่งรองหัวหน้าที่ว่างอยู่  เพราะ ‘แผนการใหญ่’ ของเราใกล้จะดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายแล้ว”

                 เสียงทุ้มต่ำราวแมลงหวี่สั่นประสาทจนผู้ที่ได้ยินปวดแก้วหู  แต่วาร์ดกลับรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางใช้ความคิด

                  “เหล่าเงารัตติกาลทั้งหลาย!!!  บัดนี้ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะพิสูจน์ตัวเองแล้ว  ใครคิดว่ามีความสามารถคู่ควรกับตำแหน่งรองหัวหน้า  ก้าวออกมา”

                 เสียงตะโกนก้องห้องโถงใหญ่  ชายหญิงหลายสิบคนที่ยืนกระจัดกระจายทั่วห้องหันขวับตามคำประกาศิต  แววตาวาวโรจน์อย่างมีความหวัง

                 เหล่านักฆ่ากว่าสิบคนก้าวเดินจากมุมมืดออกมายืนกลางห้องโถง  ทุกคนถือ SSS ในมือมั่นเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมการทดสอบคัดเลือกผู้เหมาะสมแก่ตำแหน่งรองหัวหน้าเงารัตติกาล

                 “ยังมีใครอีกไหม”  วาร์ดกระดิกนิ้วเคาะที่ท้าวแขนเก้าอี้สีทอง

                 ‘ตึก ๆ ๆ’

                 เสียงฝีเท้าย่ำบนพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ  ผมยาวถึงกลางหลังกระเพื่อมเบา ๆ ตามการก้าวย่าง  สายตาเย็นชาราวกับไร้ความรู้สึก  ปืนแม็กนั่ม Desert Eagle .50AE สีเงินสองกระบอกในมือเพิ่มความหวาดหวั่นให้ผู้จ้องมอง

                 เพียงเดินผ่าน  รังสีอำมหิตก็ทำให้กลุ่มคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต้องหลีกทางให้ 

                 นักฆ่าคนสุดท้ายก้าวเข้าสู่โถงกว้าง  พร้อมคำประกาศเริ่มการทดสอบจากหัวหน้าเงารัตติกาล

                 “พวกเจ้าคือเหล่าผู้กล้า  จงมอบดวงวิญญาณ  จงอุทิศเลือดเนื้อให้แก่ข้า ผู้ที่เหลือรอดคนสุดท้าย  จะได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้า...  เริ่มได้!!!”

                 การคัดเลือกผู้เหมาะสมแก่ตำแหน่งรองหัวหน้าเงารัตติกาลไม่มีอะไรซับซ้อน  เพียงแค่ ‘เข่นฆ่า’ กันจนเหลือผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย  แม้จะสูญเสียเหล่าไพร่พลไปบ้าง  แต่วาร์ดคิดว่านี่เป็นวิธีที่จะได้ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่เหมาะสมกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้

                 สิ้นเสียงของวาร์ด  นักฆ่าทุกคนมองซ้ายขวาอย่างหยั่งเชิงคู่ต่อสู้  และเพราะรังสีอำมหิตอันโดดเด่นจากชายถือปืน  ทุกคนจึงมองหน้าและส่งสายตาอย่างเห็นพ้องต้องกัน

                 ‘ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!’

                 ก่อนที่จะมีใครได้ขยับตัว  ชายผมยาวยิงปืนรัวขึ้นฟ้าเป็นชุดด้วยความเร็ว  ก่อนจะเดินมุ่งตรงไปยังบัลลังก์ของวาร์ด

                 “แกจะไปไหน  ไอ้หน้าอ่อน”

                 ชายร่างโตไร้ซึ่งดวงตาข้างซ้าย แหงนมองกระสุนที่ฝังบนเพดานอย่างย่ามใจ  ก่อนควงขวานซึ่งเป็น SSS ของตนวิ่งเข้าหาชายผมยาวสุดกำลัง 

                 เมื่อมีคนเริ่ม  นักฆ่าที่เหลือต่างงัดพลังพิเศษของตนออกมาเตรียมโจมตีไปที่จุดหมายเดียวกัน  เสียงตะโกนโห่ร้องข่มขวัญศัตรูดังระงมราวกับเสียงครวญครางของปีศาจร้าย 

                 ไม่เพียงแต่จะไม่หวาดกลัว  ชายผมยาวกลับก้าวเดินด้วยความเร็วเท่าเดิมโดยไม่สนใจหันมองทางด้านหลังแม้แต่น้อย  เขาเปิดปากพูดด้วยเสียงอันน่าสะพรึง

                 “ฉันไม่มีธุระ  กับ คน ที่ ตาย แล้ว...”

                 มือขวานร่างยักษ์ไม่เข้าใจคำพูด  เป้าหมายอย่างเดียวของมันตอนนี้คือการสังหารชายที่อยู่เบื้องหน้า  มันวิ่งเข้าใกล้ชายผมยาวเรื่อย ๆ 

                 เข้าใกล้อีกเรื่อย ๆ

                 อีกเพียงก้าวเดียว ขวานก็จะจามลงบนศีรษะแยกร่างออกเป็นสองซีก

                 และ...  ร่างใหญ่ยักษ์ก็ล้มตึงกับพื้นโดยไม่ทันรู้ตัวเลย  ว่าลมหายใจได้ขาดช่วงไปนานแล้ว!!! 

                 นักฆ่านับสิบล้มระเนระนาดขาดใจตายคาที่ก่อนที่จะได้ใช้พลังพิเศษเสียอีก  ทุกศพมีรอยกระสุนเจาะเข้ากึ่งกลางกะโหลก  กระสุนเม็ดกลมที่ควรจะอยู่บนเพดาน  กลับปรากฏฝังแน่นอยู่ใจกลางสมองราวกับเมล็ดผลไม้  เลือดไหลย้อมพื้นหินอ่อนจนแดงฉานเหมือนถูกปูด้วยพรมผืนใหม่

                 ชายผมยาวหยุดยืนมองเก้าอี้ใหญ่  ก่อนจะหันหลังและนั่งลงอย่างเงียบเชียบ 

                 ปืนแม็กนั่มคู่ถูกเก็บเข้าซองที่รัดอยู่ข้างเอวซึ่งถูกปิดซ่อนด้วยแจ็คเก็ตตัวหนา

                 “ทำได้ดีมาก  ‘แดเนียล’  บัดนี้เจ้าคือรองหัวหน้าคนใหม่!!”

                 นักฆ่าทั้งหมดค้อมกายเคารพชายผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวซ้าย  เขาปิดเปลือกตาลงอย่างไม่สนใจรอบกาย 

                ‘แดเนียล  อินนิวา’  เข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าเงารัตติกาลต่อจากซัทที ซุยวาล์ฟ

 

                 “หอบังคับการบินเรียกนักบินเครื่อง 787 Dreamliner” 

              เสียงประกาศผ่านไมโครโฟนวิ่งตามสัญญาณวิทยุสู่ลำโพงในห้องนักบิน

                 “ขณะนี้ทัศนวิสัยไม่ดี  เราจะเปิดสัญญาณไฟบนรันเวย์  โปรดดูสัญญาณและเตรียมลงจอดอย่างระวัง”

                 เครื่องบินโบอิง VIP Edition 787 Dreamliner  กางล้อและเริ่มลดเพดานบินลงสู่พื้น  ดวงไฟกลมบนรันเวย์เปิดเรียงรายเป็นทางยาวเพื่อช่วยให้นักบินมองเห็นในสภาพอากาศเลวร้ายแบบนี้

                 ถึงจะดูรายการพยากรณ์อากาศมาล่วงหน้า  แต่พวกเราไม่อาจอยู่ที่อิตาลีได้อีก  เพราะข่าวการถล่มโคลอสเซียมทำให้ทั่วทั้งโลกรวมถึงเงารัตติกาลล่วงรู้ถึงการเคลื่อนไหวแล้ว 

                 เน็กเธอร์ต้องจ่ายเงินมหาศาล  เพื่อหาทางพาตัวผมและคาซีที่ไม่มีเอกสารติดตัวอะไรสักอย่างออกจากประเทศด้วยเครื่องบินส่วนตัว  หลังจากซูอัลล่ำลาแม่และน้องชายบุญธรรมแล้ว  เขาก็มุ่งมั่นทำตามความฝันที่จะใช้พลังพิเศษช่วยเหลือผู้คน  จึงออกเดินทางกับเราอย่างเต็มใจ

                 จดหมายที่ซูอัลได้รับพร้อมพัสดุ  ระบุให้พวกเราเดินทางมาที่ประเทศซึ่งอยู่อีกฝั่งของโลกอย่าง ‘สาธารณรัฐประชาชนจีน’ ก่อนสถานที่สุดท้ายที่ใกล้กว่าอย่างอียิปต์

                 ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อ  เพราะการเดินทางตามที่จดหมายชี้ทางไว้  ทำให้เราพบเจอพรรคพวกที่มีพลังแข็งแกร่งพอจะต่อกรกับเงารัตติกาลได้แบบนี้  พวกเราทั้งสี่จึงมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่มีพื้นที่บนบกใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของทวีปเอเชียแห่งนี้

                 พนักงานภาคพื้นในชุดสะท้อนแสงสีส้มขลิบฟ้า  โบกหลอดไฟแท่งยาวให้สัญญาณเครื่องบินหักเลี้ยวช้า ๆ เข้าอาคารผู้โดยสาร  รถลากท่อทางเดินเชื่อมต่อกับประตูเครื่อง  เน็กเธอร์เดินนำลิ่ว ตามด้วยคาซี  และผมกับซูอัลซึ่งไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศหรูหราแบบนี้

                 เมื่อออกจากอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติปักกิ่ง  ท้องฟ้าเริ่มปลอดโปร่ง  เมฆดำเคลื่อนคล้อยลอยลับหายไปก่อนถูกแทนที่ด้วยเมฆสีขาวกระจ่างตา  ท้องฟ้าสดใสเผยให้เห็นบรรยากาศของ ‘ปักกิ่ง’ เมืองหลวงของประเทศจีนอย่างแจ่มชัดเต็มตา

                 ภาพบรรยากาศผิดจากที่ผมจินตนาการไว้ลิบลับ

                 เมื่อได้ยินว่าจุดหมายต่อไปคือประเทศจีน ซึ่งอยู่ในทวีปอันห่างไกลคนละซีกโลกอย่างเอเชีย  ผมจินตนาการถึงความไม่เจริญ  บ้านเมืองเต็มไปด้วยกระท่อมหรือบ้านไม้  ผู้คนนุ่งชุดพื้นเมืองพูดภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ  รถรามีน้อยและเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากถนลูกรัง 

                 แต่ปักกิ่งกลับแตกต่าง!!

                 ตึกรามบ้านช่องสูงเสียดฟ้าผุดขึ้นเรียงรายเป็นดอกเห็ด  รถหรูยี่ห้อดังทั้งจากยุโรปและญี่ปุ่นวิ่งกันขวักไขว่บนถนนแปดเลน  แสงสี และเสียงอึกทึกจากการดำเนินชีวิตของผู้คนไม่ต่างจากมหานครใหญ่ของยุโรปอย่างนิวยอร์กหรือลอนดอน

                 เน็กเธอร์เช่ารถจากสนามบินขับพาเราไปที่โรงแรม  แม้โรงแรมใหญ่นี้จะไม่ได้อยู่ในเครือเน็กเธอร์กรุ๊ป  แต่ความหรูหราอลังการก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

                 “อ้าว!!  มาแล้วเหรอเน็กเธอร์  ลุงให้คนจัดห้องไว้ให้แล้ว  ตามสบายนะ”

                 เน็กเธอร์สวมกอดชายชราผู้มีรอยยิ้มใจดีประดับบนใบหน้า  แม้จะอายุมาก  แต่ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบนักกีฬาทำให้ดูหนุ่มกว่าอายุจริง

                 “นี่เพื่อนผมครับ ลุงเบน”  เขาผายมือมาทางพวกผม  ผมและซูอัลยื่นมือให้ชายชราจับขณะที่คาซียืนเฉย  “ส่วนนี่..  ‘ลุงเบนจามิน ฟลอเรสท์’  เพื่อนของพ่อฉัน  ลุงเบนทำธุรกิจหลายอย่าง  โรงแรมนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น”

                 “พวกเธอมาเหนื่อย ๆ  เดี๋ยวขึ้นไปพักผ่อนก่อนดีกว่า  พอดีลุงมีนัดกับหมอน่ะ  เอาไว้เย็น ๆ ลุงจะพาไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน”

                 “ลุงเบนเป็นอะไรหรือครับ”

                 ชายชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

                 “ไม่ใช่ลุงหรอก..  ‘ลูกชาย’ ลุงต่างหาก”

                 พูดจบ  พนักงานโรงแรมก็จูงสุนัขตัวใหญ่ขนสีทองพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์  ออกมาจากด้านใน  มันกระดิกหางและทำท่าดีใจเมื่อเห็นชายชรา  จนพนักงานเกือบดึงไม่ให้มันกระโจนหาเจ้าของไม่อยู่

                 ชายชราโอบรอบคอสุนัขอย่างเอ็นดูก่อนยื่นกุญแจให้เน็กเธอร์  พวกเราเดินตามเด็กยกของขึ้นลิฟต์ไปพักในห้องตัวเอง  โดยไม่วายหันกลับไปค้อมศีรษะให้เจ้าของโรงแรมอีกรอบ

           

                 ระหว่างที่คาซีและซูอัลพักผ่อนที่โรงแรม  ประตูห้องผมถูกเคาะสองสามที

                 “อ้าว!!  มีอะไรเหรอ  เน็กเธอร์”  ผมแปลกใจเมื่อเห็นผู้มาเยือนคือเขา

                 “มากับฉันเหอะน่า..”  เน็กเธอร์ยักคิ้วอย่างเจ้าเล่ห์  ก่อนจะลากคอผมให้ตามเขาไป

                 รถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูที่เน็กเธอร์ยืมมาจากเพื่อนของพ่อ  ขับด้วยความเร็วอย่างไม่สนกฎจราจร  ลมเย็นพัดหอบเอาไอฝนที่เพิ่งจางเข้าจมูกได้กลิ่นสดชื่น  ผมมองหน้าเน็กเธอร์จากด้านข้าง  เขาสวมแว่นตาดำตัดกับสีผิว  ปอยผมสะบัดพลิ้วตามลมแรง  เพราะดวงหน้าหล่อเหลาขนาดนี้สินะ  ถึงสามารถหลอกสาว ๆ ให้คลั่งไคล้ได้ทุกคน

                 และภาพที่เห็นเบื้องหน้าเมื่อรถจอด  คือสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศจีน 

                 กำแพงสีขาวทอดตัวยาวราวกับมังกร  จากเมืองหลวงพาดผ่านภูเขาใหญ่น้อยยาวกว่าสามพันกิโลเมตร  จนมีคำกล่าวว่า  หากมองลงมาจากดวงจันทร์  สิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียวที่สามารถมองเห็นได้ก็คือสถานที่แห่งนี้

                ‘กำแพงเมืองจีน’ 

                  เน็กเธอร์เปิดประตูลงจากรถด้วยมาดสง่าราวกับพระเอกหนังฮอลลีวูด  เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มเข้ากับกางเกงสแล็คสีขาว  เมื่อมองเปรียบเทียบกับตัวเอง  กางเกงขาสามส่วนและเสื้อยืดธรรมดา  หากเดินข้างกันคงเหมือนคุณชายจากตระกูลไฮโซกับเด็กรับใช้กะโปโลแน่ ๆ

                 “เอ่อ..  นายมีอารมณ์มาเที่ยวตอนนี้เนี่ยนะ”

                 เน็กเธอร์มองอย่างรำคาญใจ 

                 “ฉันไม่ได้มาเที่ยว  ฉันมาทำตาม ‘เป้าหมาย’ ในชีวิต”

                 ผมเกาหัวแกรกทันที  “เป้าหมาย..”

                 เน็กเธอร์ตีสีหน้าจริงจัง  สายตาเด็ดเดี่ยวมองผมราวกับจะตั้งปณิธาน

                  “ที่ฉันออกเดินทางกับพวกนาย  เพราะชั้นมีเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่ยังเป็นเด็ก”  เขาชี้มือขึ้นฟ้า  “ฉันจะต้องจีบผู้หญิงให้ครบทุกชาติในโลก!!!!”

                 ผมยืนตัวแข็งทื่อ  ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมาทางเน็กเธอร์อย่างหวาด ๆ

                 ถ้าเป็นไปได้  ผมอยากมีพลังพิเศษล่องหนหายตัวไปจากที่นี่จริง ๆ...

 

                  “จะรังเกียจไหมครับ  ที่ผมจะขอรบกวนให้คุณพาชมโบราณสถานแห่งนี้”

                 “@#%^%^  *&*!@!$^%$@%$”

                  เน็กเธอร์ย่นคิ้วเมื่อคำตอบที่ได้รับกลับเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง  หญิงสาวทำท่าเอียงอายแต่และเดินหนีไป  ปล่อยให้เขาทำหน้าสงสัย

                 “นี่เสน่ห์ของเราเป็นอะไรไป  ทำไมจีบใครไม่ติดซักคน”

                 ก็เข้าใจหรอกนะ  ว่านายมันหล่อ  แต่คงเพราะวัฒนธรรมของประเทศนี้ไม่เหมือนกับผู้หญิงยุโรป  ดูท่าสาวจีนคงขี้อายและไม่กล้าปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามทันทีเหมือนบรรดาผู้หญิงที่เน็กเธอร์เจอมา  โดยเฉพาะเรื่องภาษา  คนส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ  สื่อสารกันไม่รู้เรื่องแบบนี้แล้วใครเขาจะไปตกหลุมง่าย ๆ

                 “นี่เน็กเธอร์  นายทำแบบนี้..  แล้วแอซซีล่ะ”

                 เขามองผมอย่างเหนื่อยหน่าย

                 “ฉันอุตส่าห์ชวนนายมาเป็น (เบ๊) เพื่อนนะ  อย่าทำให้เสียอารมณ์ได้ไหม”  เน็กเธอร์หันซ้ายขวาราวกับเรดาห์เพื่อหาเหยื่อรายต่อไป  “แอซซีน่ะ  เป็นตัวจริงของฉันอยู่แล้ว  แต่คนอื่น ๆ ก็แค่..  รสชาติชีวิต”

                 เอาเข้าไป!!  ในโลกมีสองร้อยกว่าประเทศ  ถ้าทำตามเป้าหมายชีวิตได้จริง  หมอนี่ต้องเปลี่ยนรสชาติสองร้อยกว่าครั้งเลยเหรอ 

                 ไม่รู้จะหาคำอะไรมานิยามความขี้หลีของหมอนี่ดี...

                 “ขอโทษนะครับ  ไม่ทราบพอจะมีเวลาว่างพาฝรั่งหลงทางแบบผม  เยี่ยมชมโบราณสถานแห่งนี้บ้างไหม”

                 เน็กเธอร์ยิ้มมุมปาก  พลางส่งสายตาหวานให้สาวหมวยผมสั้นสวมกี่เพ้า ท่าทางเหมือนไกด์นำเที่ยว

                  “ถ้ามีค่าจ้าง..  ก็ไม่รังเกียจค่ะ”

                  เธอพูดอังกฤษได้  ซึ่งนั่นก็ทำให้เน็กเธอร์ยิ้มกว้างขึ้นอีก  เขาหันมายักคิ้วให้ผมอย่างผู้มีชัยพลางล้วงธนบัตรเป็นฟ่อนจากกระเป๋าเสื้อ

                 “หวังว่าแค่นี้คงพอ  สำหรับน้ำใจของคุณ”

                 หญิงสาวรับเงินและยิ้มเล็กน้อย

                 “ฉันชื่อ ‘ซุยฟง หลัน’ ค่ะ”

           

                 พื้นกำแพงหินมีร่องรอยการเหยียบย่ำจากนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี  กำแพงหินที่ยาวที่สุดในโลกแห่งนี้ตั้งตระหง่านผ่านแดดฝนมาแล้วกว่า 2,500 ปี  ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉินเพื่อป้องกันการรุกรานจากมองโกล  ภายหลังถูกสร้างต่อเติมเพิ่มขนาดความยาวอีกหลายครั้งจนรวมความยาวถึงกว่าหกพันกิโลเมตร  นับเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ที่มีความยาวที่สุดในโลกอย่างแท้จริง

                 ไกด์สาวพาเน็กเธอร์เดินขึ้นบันไดจากป้อมที่คั่นระหว่างช่วงกำแพง นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนมาเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่อลังการยังสถานที่แห่งนี้จำนวนมาก  ของที่ระลึกวางขายเรียงรายสองข้างทางเดินบนกำแพง  จากป้อมหนึ่งผ่านทางเดินไปจนถึงอีกป้อมหนึ่งเป็นระยะทาง 200 เมตร  หญิงสาวอธิบายประวัติ  ความเป็นมา และข้อมูลต่าง ๆ ของกำแพงนี้ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ซึ่งเมื่อดูจากสายตาของเน็กเธอร์ที่สะท้อนแต่เงาร่างของหญิงเบื้องหน้า  ท่าทางสิ่งที่เธอพูดคงเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

                 ผมเดินตามทั้งคู่อย่างทุลักทุเล  เน็กเธอร์ซื้อทุกอย่างที่หญิงสาวแนะนำ (แต่ยื่นให้ผมถือ)  ซึ่งตอนนี้ของในมือผมมีกว่าสามสิบถุงแล้ว  และก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดลงง่าย ๆ

                 พวกเราเดินมาเรื่อย ๆ จนเกือบถึงป้อมที่ห้า  ผู้คนเริ่มบางตา  ผมซึ่งหอบของจนลิ้นห้อยหยุดเดินอย่างเหนื่อยล้า  เน็กเธอร์หันมามองอย่างอารมณ์เสีย

                 “นายนี่อ่อนแอชะมัด  ออกกำลังกายบ้างหรือเปล่าเนี่ย”

                 คิ้วของเขาพลันขมวดเป็นปม  เมื่อเห็นชายที่สะพายเป้ขนาดใหญ่กลางหลังจ้องเขม็งมาทางพวกเรา

                 ชายคนนั้นวางเป้  รูดซิปและหยิบของบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับสถานที่ออกมา  ก่อนเปิดปากพูด

                 “อยู่กันแค่สองคน  ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ยากเท่าไหร่สินะ  ที่จะชิง SSS  ของพวกแกน่ะ”

                 เพียงได้ยินประโยคนี้  ข้าวของทุกอย่างที่อยู่ในมือก็หล่นร่วงทันที ผมรีบวิ่งไปสมทบกับเน็กเธอร์  เขากางแขนกันร่างซุยฟง

                 “ถอยไปก่อนครับ  ตรงนี้อันตราย”

                 หญิงสาวพยักหน้าอย่างงง ๆ ก่อนถอยหลังไปแอบอยู่ชิดป้อมกำแพง

                 ถังออกซิเจนคู่ขนาดไม่ใหญ่นักสะพายกลางหลัง  สายจากถังต่อเชื่อมยังท่อหายใจถูกสวมครอบปาก  ส่วนอีกเส้นตรงปลายเปล่าเปลือยสามารถปลดปล่อยออกซิเจนออกมาได้ทุกเมื่อ  พวกเรามองนักฆ่ารายใหม่ของเงารัตติกาลอย่างประหลาดใจที่สุด 

                 “พวกแกรู้จัก ‘ยูริ กาการิน’[1] มั้ย”

                 ผมขมวดคิ้ว ขณะที่เน็กเธอร์พยักหน้าตอบ

                 “เออ  ฉันไม่ได้โง่นี่  แต่ฉันว่า...  แกอย่ามัวพล่ามอยู่เลยดีกว่า  ถ้าอยากได้ SSS ก็เข้ามา!!!”

                 ชายประหลาดหยิบถุงมือเก่าสีเหลืองซีดขึ้นมาสวม  ก่อนยื่นมือออกมาด้านหน้า

                 “ถ้าอย่างนั้นคงรู้สินะ  ว่านักบินอวกาศน่ะ  เวลาขึ้นไปบนอวกาศเขาต้องอยู่ในสภาพ  ไร้ น้ำ หนัก!!” 

                 แม้มองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ร่างกายกลับรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง  ขาสองข้างของผมเริ่มลอยจากพื้นช้า ๆ  ร่างกายเบาหวิวอย่างควบคุมไม่ได้  เพียงไม่นานร่างของผมและเน็กเธอร์ก็ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศอย่างไร้การควบคุม

                 แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุด...

                 เพราะสิ่งที่แย่ยิ่งกว่า  คือผมเริ่ม  ‘หายใจไม่ออก!!’

                 เน็กเธอร์เองก็มีสภาพไม่ต่างกัน  เขาเข้าใจสถานการณ์ทันทีเมื่อได้ยินชื่อนักบินอวกาศจากปากศัตรู

                ชายเบื้องหน้าคือ ‘นิราจ ชิเวลสเคลา’ นักฆ่าชาวรัสเซียผู้เชื่อมต่อสปิริตของ ยูริ กาการิน  นักบินอวกาศคนแรกของโลก

              SSS ‘ถุงมือของกาการิน’ ทำให้เขาใช้พลังพิเศษ ‘Vacuum Zone’ ซึ่งสามารถสร้างอาณาเขตที่มีสภาพเหมือนอยู่ในอวกาศ 

                 ผมใช้สองมือปัดป่ายเพื่อทรงตัวในสภาพไร้น้ำหนัก  เมื่อมองไปด้านหน้าเห็นนิราจใช้ออกซิเจนต่างไอพ่นพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับปลาแหวกว่ายในน้ำ  หมัดเขาพุ่งใส่ท้องจนผมตัวงอลอยละลิ่ว 

                 เน็กเธอร์คว้าคอเสื้อไว้ทันก่อนที่ผมจะพุ่งชนกำแพง  เขาลอยไปด้านหลังตามแรงเหวี่ยงที่ยังตกค้าง  พลางใช้เท้าถีบขอบกำแพงพุ่งเข้าใส่นิราจ

                 หมัดเหวี่ยงชกศัตรู  แต่นิราจกลับเร็วกว่า  เขาตีเท้ารัว  ไอพ่นเร่งความเร็วในการเคลื่อนที่ให้พุ่งหลบหมัดเน็กเธอร์อย่างง่ายดาย 

                 ร่างเน็กเธอร์เสียหลักพุ่งใส่หินทางเดิน  แต่ความสามารถร่างกายเขากลับเหลือเชื่อ 

                 เน็กเธอร์หมุนตัวรอบ  ใช้เท้ายันพื้นดีดตัวกลับขึ้นด้านบนตามนิราจไปไม่ห่าง  ด้วยความเร็วขนาดนี้ต่อให้นิราจเคลื่อนที่เร็วแค่ไหนก็คงไม่อาจหลบรอด

                 นิราจไม่ตกใจ  แต่กลับชี้มือไปด้านล่าง  และภาพที่เห็นก็ทำให้สถานการณ์พลิกกลับ

                 ซุยฟงลอยกลับหัวกลางอากาศ  สีหน้าทรมานเพราะขาดอากาศหายใจ!!!

                 เน็กเธอร์รั้งมือ  พลางปัดป่ายแขนขาในอากาศเพื่อเปลี่ยนทิศ  ก่อนจะแหวกว่ายเข้าหาหญิงสาวเต็มกำลัง

                 เน็กเธอร์คว้าร่างซุยฟงได้  และลากเธอลงพื้นทันที  สีหน้าทรมานของเธอบอกให้รู้ว่าออกซิเจนในปอดแทบไม่เหลือแล้ว  เน็กเธอร์สับสนอย่างหนักเพราะไม่รู้จะช่วยชีวิตหญิงสาวได้อย่างไร

                 ‘ฉึก!!!’

                 มีดเล่มยาวแทงทะลุร่าง  เน็กเธอร์เบิกตาค้างมองที่ท้องตัวเอง  เลือดไหลทะลักจากปากแผลก่อนจะจับตัวเป็นก้อนลอยเคว้งคว้างราวลูกโป่ง ภาพบาดแผลตัวเองไม่ทำให้เขาตกใจเท่ากับคนที่ถือมีดอยู่

                ซุยฟง!!!

                 หญิงสาวยิ้มแสยะ  เธอยันร่างตัวเองเข้าหาเป้ที่นิราจแบกมาตั้งแต่ต้น  ก่อนจะเปิดซิปหยิบถังออกซิเจนและท่อหายใจอีกอันที่เหลือออกมาสวมปาก  สายตาเธอแปรเปลี่ยนจากสาวน้อยน่ารักเป็นตาวาวโรจน์ของงูพิษที่พร้อมจะฉกเหยื่อได้ทุกเวลา

                 นิราจพ่นออกซิเจนดันร่างลงมาโอบรอบเอวเธอ  แค่นี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าทั้งสองคนเป็นอะไรกัน

                 ซุยฟงหยิบหมากฝรั่งแท่งจากกระเป๋าขึ้นมา  เพียงแค่แกะห่อฟลอยด์สีเงิน  หมากฝรั่งแท่งแข็งก็พลันอ่อนนุ่มและยืดยาวเข้าหาร่างเน็กเธอร์ราวงูเลื้อย

                 ‘แปะ!!’

                ท่อนแขนเขาถูกหมากฝรั่งแปะ  พลังพิเศษของซุยฟงคือ ‘Sticky Gum’ ที่ได้รับจาก SSS ‘ยางไม้ของนายพลอันโตนิโอ’[2]  เธอสามารถยืดหดหมากฝรั่งให้แปะติดกับสิ่งใด  เพื่อดึงร่างหรือพาตัวเองเคลื่อนไปต่างเชือก

              เน็กเธอร์ถูกดึงตัวลอยสูง  หมัดของนิราจที่ง้างรออยู่กระแทกใบหน้าเขาจนกระเด้งกลับเหมือนโยโย่  ก่อนถูกหมากฝรั่งดึงขึ้นมาอีกครั้ง

                 เปรี้ยง!!

                 เปรี้ยง!!

                 เลือดทะลักจากทั้งปากแผลและใบหน้า  อีกทั้งการขาดอากาศเป็นเวลานานทำให้เน็กเธอร์บาดเจ็บสาหัส  สติกำลังจะขาดช่วง

                 ท่อนขาง้างเต็มแรงเตรียมกระแทกซ้ำตรงบาดแผลฉกรรจ์ที่ท้อง  นิราจเลียริมฝีปากราวได้ลิ้มรสอาหารโอชะเมื่อเห็นร่างเกือบไร้สติของเน็กเธอร์เคลื่อนเข้าใกล้เรื่อย ๆ         

                 ‘วูบบ!!’

                 เพราะมัวแต่สนใจคู่ต่อสู้ใกล้ตายเบื้องหน้า  เขาจึงลืมผมไปเสียสนิท  ตารางแสงถูกสร้างเพื่อเพิ่ม ‘ความเร็ว’ แก่ร่างกาย  พริบตาเดียวผมก็เคลื่อนจากตำแหน่งที่ตนยืนอยู่เข้าประชิดร่างของนิราจด้วยความเร็วเสียง

                 ท่อหายใจถูกถอดจากปาก  ถังออกซิเจนโดนกระชากจากร่าง  ผมเตะฟาดเข้าใส่นิราจเต็มแรงจนร่างปลิวสู่พื้นอย่างไร้การควบคุม

                 ผมรีบใส่ท่อหายใจให้เน็กเธอร์  สีหน้าเขาดีขึ้นแต่อาการบาดเจ็บยังน่าเป็นห่วง

                 ซุยฟงรีบว่ายอากาศเข้าหาชายคนรัก  หน้าของนิราจเริ่มซีด  ซึ่งหากเขากำลังจะหมดอากาศหายใจเขาต้องปลดพลังพิเศษของตน  และเมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่ผมได้ตอบโต้บ้าง

                 แต่เขากลับทำสิ่งที่ไม่คาดคิด!!!

                 นิราจกระตุกท่อหายใจจากปากซุยผงและกระชากถังออกซิเจนก่อนผลักร่างหญิงสาวออกห่างตัว  ซุยฟงมองชายคนรักอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  หญิงสาวลอยคว้างราวกับถุงพลาสติกถูกลมพัด

                  เพราะผิดหวังในความรักอย่างรุนแรง  เธอมอบกายถวายชีวิตให้นิราจอย่างภักดี  ทำตามแผนการที่เขาวางไว้ตั้งแต่ปลอมตัวเป็นไกด์  เกือบขาดอากาศหายใจเพื่อหลอกให้เน็กเธอร์เชื่อ  จนทำร้ายเขาได้สำเร็จ  แต่สิ่งที่เธอได้รับตอบแทนคือการช่วงชิง ‘ลมหายใจ’ ไป  ความเสียใจทำให้หญิงสาวไม่อยากมีชีวิตอยู่  เธอตัดสินใจเลิกตะเกียกตะกายและหลับตายอมรับความตายอย่างสงบ

                 สายตานิราจเหี้ยมโหด  เขามองผมซึ่งบัดนี้กำลังจะหมดลมหายใจอย่างอาฆาต  แม้ไม่มีออกซิเจนสำรองที่ใช้แทนไอพ่น  แต่เพราะการฝึกฝนในสภาพไร้น้ำหนักทำให้เคลื่อนร่างกายได้ดีกว่าคนปกติ  นิราจว่ายอากาศพุ่งเข้าหาพร้อมประเคนท่อนขาเข้าใส่

                 X-Ray!!!

                 ฝ่ามือเน็กเธอร์สัมผัสร่าง  ท่อนขาของนิราจพุ่งทะลุตัวผมไปจนเขาเสียหลัก  ร่างลอยหมุนคว้างในอากาศราวลูกข่าง

                  เน็กเธอร์ถอดท่อหายใจใส่ปากให้ผมสูดออกซิเจนจนเต็มปอด  ก่อนที่จะดึงกลับและพาตัวเองว่ายอากาศอย่างทุกลักทุเลเข้าหาซุยฟงที่บัดนี้ใบหน้าไร้สีเลือด

                 เขาสวมท่อหายใจให้ซุยฟง  ร่างของทั้งคู่ลอยคว้างไม่รู้ทิศทาง  แต่เน็กเธอร์กลับยิ้มอย่างพึงใจเมื่อช่วยชีวิตหญิงสาวสำเร็จ

                 นิราจเตรียมพุ่งตัวเข้าหาเน็กเธอร์  แต่ผมกลับเคลื่อนกายขวาง

                 เพราะพฤติกรรมอันเลวร้ายของคู่ต่อสู้  ทั้งที่ทำกับเน็กเธอร์และคนรักของตัวเอง  ทำให้หมัดที่ผมกระแทกใส่ใบหน้าของนิราจแรงขึ้นหลายเท่าตัว

                 ‘เปรี้ยง!!!’

                 ร่างเขาลอยหวือขึ้นฟ้าคนละทิศกับเน็กเธอร์  นิราจพยายามทรงตัวอย่างลำบากพลางส่งสายตาดุดันมาที่ผมราวสัตว์ร้าย 

                 เขารู้ดี...  ว่าหมัดแค่นั้นไม่อาจทำอะไรเขาได้

                 เขารู้ดี...  ว่าอีกไม่นาน  อากาศในปอดของผมและเน็กเธอร์ก็จะหมดลง  และเราก็จะตายโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร

              แต่สิ่งที่เขาไม่รู้...  คือร่างตัวเองกำลังลอยเข้าหาของเหลวที่ถูกคำนวณเพิ่ม ‘อุณหภูมิ’ จากตารางแสงไว้แล้ว

                 ศีรษะสัมผัสกับเลือดของเน็กเธอร์ที่เดือดพล่านราวกับลาวาจากภูเขาไฟ  นิราจร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดโดยไม่รู้เลยว่าตนเองถูกทำร้ายได้อย่างไร  ลูกโป่งเลือดแตกไหลทะลักใส่ใบหน้าจนเปิดพอง  ดวงตาถูกเผาไหม้บอดสนิท  ใบหน้าเละพุพองราวกับถูกสาดด้วยน้ำกรด  บาดแผลสาหัสจนนิราจทนไม่ไหว  สติหลุดลอยพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย

                 พลังอาณาเขตไร้น้ำหนักถูกปลด  เน็กเธอร์และซุยฟงร่วงลงพื้นดุจนกไร้ปีก 

                 “เนเปียร์โบนส์!!”

                 ตารางแสงถูกสร้างรองรับร่างทั้งสอง  ความเร็วถูกลดจนแทบเหลือศูนย์  ร่างทั้งคู่ลอยลงพื้นอย่างนุ่มนวล

                 ผมรีบห้ามเลือดให้เน็กเธอร์ ก่อนอุ้มเขาขึ้นรถไปโรงพยาบาล  ทิ้งร่างชายหญิงคู่รักให้นอนเคียงข้างกันอยู่บนกำแพงเมืองจีน    

 

                 [ เราได้แต่แอบมองเธอทุกวันผ่านลูกกรงเหล็ก...

              รอยยิ้มของเธอช่างสดใส  อ่อนหวานและไร้เดียงสา  ดวงตาใต้แว่นเปล่งประกายเจิดจ้าปานนางฟ้านางสวรรค์

              ขอบคุณกระสุนนัดนั้น  ที่ยิงเข้าใส่จนเราบาดเจ็บสาหัสนอนใกล้ตายอยู่กลางถนน  ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้พบเธอ  และถูกเธอช่วยรักษาพยาบาลจนพ้นขีดอันตราย

              ตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากเงารัตติกาลให้มาช่วงชิง SSS  ที่ประเทศจีน  เรากับคู่หูก็มาดักรอพัสดุไปรษณีย์ที่จะถูกส่งมาที่นี่นานนับเดือน  เวลาผ่านไปทุกวันอย่างไร้วี่แววสิ่งที่รอคอย  แต่เราและคู่หูไม่ย่อท้อ  หากทำงานนี้สำเร็จตำแหน่งในเงารัตติกาลย่อมสูงขึ้น  และทรัพย์สินเงินทองชื่อเสียงต่าง ๆ ที่ต้องการก็จะตามมาด้วย

              ข้อมูลที่ได้รับมีเพียงแค่พัสดุจะถูกส่งมาที่ปักกิ่ง  เรากับคู่หูแยกเป็นสองทาง ดักรอยังจุดที่ ‘นาลี’ ผู้อาวุโสของเงารัตติกาลซึ่งมีพลังในการตรวจหาตำแหน่ง SSS  บอกไว้

              แล้วเราก็พบเธอ...  นางฟ้าในชุดกาวน์

              ผมสั้นเสมอไหล่กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนบอกให้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนจีน  ท่าทางคงเป็นหมอที่ถูกส่งมาประจำที่ประเทศห่างไกลความเจริญแบบนี้  เธอเดินเงียบ ๆ ผ่านมุมเดิมทุกวัน  ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เราหลงมองเธอจนเกือบลืมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

              และเพราะความประมาท  ชั่วขณะที่หลงมองเธอจนลืมระวังรอบตัว  กระสุนเหล็กพุ่งเจาะทะลุร่างจนเราร่วงลงกลางถนน  เลือดไหลโชลมร่างจนเปียกชุ่ม  ภาพต่าง ๆ ใกล้ดับวูบพร้อมสติที่ขาดลงเรื่อย ๆ  เสียงฝีเท้าหลายคู่พุ่งเข้าหาอย่างดีใจที่จัดการเราได้  พวกมันคงวิ่งมาดูร่างของเราให้แน่ใจว่าตายสนิทหรือยัง

              แต่เป็นเธอ..  ที่วิ่งเข้ามาหาเราอย่างห่วงใย  เธอประคองร่างเราหลบหนีจากมือปืนเหล่านั้นและพามารักษายังสถานที่ที่เธอทำงานอยู่  ภาพสุดท้ายที่เราเห็นก่อนที่ตาสองข้างจะปิดสนิท  คือป้ายชื่อหน้าห้องทำงานของเธอ

               ‘เซราห์ ทริเบอร์ นิวราด’

                ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่  แต่เมื่อตื่นขึ้นมา  เราก็อยู่ในห้องสีขาวสะอาดตา  เครื่องมือต่าง ๆ บอกให้รู้ว่าที่นี่คือโรงพยาบาล 

              รอบอกมีผ้าพันแผล  อาการเจ็บแม้จะยังรู้สึกอยู่  แต่ก็ไม่มากมายนัก 

              เรารอดชีวิตแล้ว...

              ข้างกายมีจานใส่อาหารวางอยู่  นางฟ้าที่ช่วยชีวิตเราฟุบตัวหลับกับโต๊ะทำงาน  แว่นตาใส่ถูกพับวางอยู่ข้างตัว  ดูจากนาฬิกาแล้ว  เธอคงทำงานจนดึกดื่นและเผลอหลับไป

              แม้อยากจะเข้าไปใกล้  เพื่อกล่าวขอบคุณเธอข้างหู  แต่เราก็ไม่สามารถทำได้  เพราะลูกกรงสีขาวที่กั้นระหว่างเรากับเธอ

              หรือเธอจะรู้  ว่าเราคือสมาชิกกองโจร!!!

              เราตัดสินใจปริปากเงียบ  ไม่ส่งเสียงอะไรออกมาเพื่อไม่ต้องการให้ข้อมูลของเงารัตติกาลรั่วไหล  แม้ใจอยากจะพูดอะไรกับเธอมากมาย  แต่ความภักดีกับองค์กรต้องมาก่อน

              หลังจากวันนั้น  นางฟ้าก็เฝ้าดูแลเราไม่ห่าง  นำอาหารมาให้ทุกวัน  เปลี่ยนผ้าพันแผลและฉีดยาเพื่อรักษาอาการจนเราเริ่มหายดี  แม้เธอจะพยายามชวนเราคุย  แต่เราต้องกลั้นใจไม่เปิดปากตอบอะไรทั้งสิ้น

              เมื่อร่างกายใกล้หายดี  ในใจก็เริ่มร้อนรน  ภารกิจที่ได้รับมอบหมายยังไม่ลุล่วง  แม้ใจจะอยากอยู่ที่นี่กับเธอผู้นี้  แต่หน้าที่ต้องมาก่อน  เราตั้งใจว่าหายสนิทเมื่อไหร่  เราต้องลอบหนีออกจากการจองจำเพื่อกลับไปหาคู่หูและทำหน้าที่ของเราต่อ

              ‘แอ๊ดด!!’

              เสียงประตูเปิดดังพร้อมเสียงแจ๋นทำลายบรรยากาศ  นี่คือเสียงที่เราไม่อยากได้ยินที่สุด

              ยัยฝรั่งหัวทองหน้าเขรอะขระเพื่อนสนิทของนางฟ้า  ชอบเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะวุ่นวายกับเรา  ทำราวกับเราเป็นของเล่น 

              และที่สำคัญที่สุด  เธอคนนั้นกลับยิ้มและหัวเราะอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นเรามีท่าทีกระอักกระอ่วนต่อหน้าเพื่อนรัก

              เราเกลียดยัยผมทอง...

              “เซราห์จ๋า!!  ช่วยฉันทีสิ  ฉันพยายามตี้ซี้กับเขาทุกวันเลย  แต่ดูเหมือนเขาจะเกลียดฉันล่ะ”

              เพิ่งรู้ตัวเหรอ  เราเกลียดเธอตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้ว

              นางฟ้าหันมามองพร้อมส่งรอยยิ้มสดใส  นิ้วเรียวยาวจับกรอบแว่นขยับเล็กน้อยก่อนเดินเข้ามาใกล้

              “ก็เธอเสียงดังนี่  ‘โนอา’เค้าไม่ชอบคนเสียงดัง”

              ยัยผมทองรีบเอานิ้วชี้ทาบปากนางฟ้า  และมองซ้ายขวาอย่างระวัง

              “เอาอีกแล้ว  เธอนี่!!  บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพูดแบบนี้  ใครได้ยินเข้าจะหาว่าเธอบ้าเอานะ”

              นี่กล้าว่านางฟ้าของเราบ้าเลยเหรอ!!  จะมากไปแล้วนะ  ยัยผมทอง

              นางฟ้าจับไหล่เพื่อนปากมากและดันไปด้านหลังให้ห่างเราอย่างรู้ใจ  มือเลื่อนเปิดประตูลูกกรงที่กักขังเราไว้  ก่อนจะเติมอาหารที่พร่องไปเล็กน้อยให้เต็มจานเหมือนเดิม

              “ถึงเค้าจะเข้ากับคนง่าย  แต่ก็ไม่ชอบเสียงดังนี่นา  เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอลูเซีย”  เธอปิดกรงและโบกมือไล่เพื่อนให้กลับไปทำงานต่อ 

                 เราเอาจงอยปากคาบอาหารอย่างลำบาก  ผ้าพันแผลรอบอกทำให้ท่อนลำตัวตึงเปรี๊ยะ  สายตามองเธอที่ดูฟิล์มเอ็กซเรย์ทั้งศีรษะ  ลำตัว  และปีก  ของเราอย่างเป็นห่วง

               เอ่อ...  เรายังไม่ได้บอกใช่มั้ย  ว่าเราเป็นนกแก้ว]

 

                 ศูนย์การแพทย์นานาชาติ (IMC)  เป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง  รวบรวมแพทย์ผู้มีชื่อเสียงจากทั่วทั้งประเทศจีน  รวมถึงยังจ้างแพทย์เฉพาะทางจากต่างประเทศที่เชี่ยวชาญในด้านที่แพทย์จีนไม่ชำนาญมาประจำอีกเป็นจำนวนมาก

                 แผนกรักษาสัตว์เป็นอีกแผนกที่โรงพยาบาลทั่วไปมักไม่มี  ผู้คนที่รักสัตว์เลี้ยงจึงพากันนำสัตว์ที่เจ็บป่วย ไม่สบาย หรือได้รับบาดเจ็บมารักษาเป็นจำนวนมาก

                 สัตวแพทย์สองคนที่ถูกจ้างจากต่างประเทศ  คือ ‘สัตวแพทย์หญิง เซราห์ ทริเบอร์ นิวราด’ ชาวอังกฤษ และ ‘สัตวแพทย์หญิง ลูเซีย โนเทนเบิร์ก’  ชาวอเมริกา

                 ชายชราจูงสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เข้ามาในห้องตรวจ  วันนี้แพทย์ที่ประจำคือเซราห์  แม้เธอจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีฝีมือในการรักษาโรคยาก ๆ มาแล้วหลายเคส  แต่เธอกลับเป็นโรคประจำตัวที่แปลกประหลาด

                  ...โรคแพ้ผู้ชาย!!

                 “เอ่อ..  สุนัข...  มีอาการ  อะไร.. คะ”

                 เซราห์พูดตะกุกตะกัก  หน้าก้มลงต่ำไม่กล้ามองชายชราเจ้าของสุนัข 

                 เบนจามินลูบหัวสุนัขก่อนพูดอย่างร้อนรน

                 “สโตนไม่กินอะไรมาสองสามวันแล้วครับคุณหมอ  ผมเปลี่ยนอาหารไม่รู้ตั้งกี่ชนิดแล้วเขาก็ยังไม่ยอมแตะ  ได้แต่ดม ๆ แล้วก็เมิน”

                 เซราห์ตรวจดูอาการสุนัขไม่ถึงห้านาที  ก็สรุปอาการได้  เธอเขียนลงกระดาษยื่นให้เบนจามินและรีบพาสุนัขเข้าห้องรักษา

                 เบนจามินพลิกข้อความในกระดาษดูอย่างแปลกใจในพฤติกรรม

 

                “เขาถูกเศษกระดูกแหลมทิ่มหลอดอาหารค่ะ  กระดูกอยู่ค่อนข้างลึกต้องใช้วิธีสอดท่อเพื่อคีบออกมา”

           

                 ในห้องรักษาขนาดเล็กติดกับห้องตรวจ 

                 ปกติการรักษาโดยการสอดท่อ  ต้องวางยาสลบสุนัขก่อนเพื่อป้องกันสุนัขดิ้นและกัดท่อ  แต่การรักษาของเซราห์กลับแตกต่าง

                 “อ้าปากนะจ๊ะ”

                 เธอพูดกับสโตน  สุนัขขนน้ำตาลทองตัวใหญ่  และดูเหมือนมันจะเข้าใจในสิ่งที่หญิงสาวพูด

                 สโตนนั่งนิ่งอ้าปากแต่โดยดีไม่มีทีท่าขัดขืน

                 “ถ้าเจ็บก็บอกนะ  ฉันจะได้ดึงท่อออก”

                 หญิงสาวต่อปลายคีมคีบขนาดเล็กกับท่อยางที่มีความกว้างไม่ถึงเซนติเมตร  ปลายท่อมีกล้องจิ๋วที่ใช้ถ่ายภาพมาแสดงทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ 

                 เซราห์สอดท่อเข้าไปในปากสุนัขอย่างเบามือ  ปลายท่อไหลผ่านปากลงคอ และเคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหารด้วยตำแหน่งที่แม่นยำ  ทำให้สโตนไม่รู้สึกเจ็บหรือทรมาน

                 เมื่อเข้าไปลึกระดับหนึ่ง  ภาพหน้าจอก็แสดงให้เห็นเศษกระดูกชิ้นสีขุ่นชิ้นเล็ก  ที่ปักแน่นกับหลอดอาหารส่วนปลาย  เธอบรรจงออกแรงกดห่วงสองข้างที่สอดอยู่กับนิ้วช้า ๆ  ปลายคีมหนีบคีบกระดูกติดแน่น  และหญิงสาวก็เคลื่อนข้อมือแผ่วพลิ้ว  จนทำให้เศษกระดูกหลุดออกมาในที่สุด

                 สโตนเห่าเบา ๆ สองสามครั้งเพื่อขอบคุณหลังจากเซราห์ฉีดยาแก้อักเสบให้  เธอลูบหัวมันอย่างเอ็นดู 

                 คงไม่มีใครคาดคิด  ว่าจริง ๆ แล้วเซราห์สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้  แม้จะไม่ถึงขนาดพูดคุยรู้เรื่องเหมือนคุยกับคนปกติ  แต่เธอสามารถรับรู้ความรู้สึกหรืออารมณ์ของสัตว์ได้ทุกชนิด  และเพราะความสามารถนี้เองทำให้เธอตัดสินใจเรียนแพทย์และเลือกที่จะเป็นหมอรักษาสัตว์

                 ทั้งคู่ออกจากห้องรักษา  เมื่อเห็นผู้เป็นนาย  สโตนก็กระโจนหาเบนจามินและเลียแก้มเขาอย่างรักใคร่  ท่าทางร่าเริงของสุนัขคู่ใจทำให้ชายชราดีใจจนแทบน้ำตาไหล

                 “ขอบคุณมากครับคุณหมอ”

                 เซราห์หน้าแดงก่ำ  เธอก้มมองพื้นและผายมือให้เบนจามินเดินไปที่ติดต่อเพื่อรับยาด้านนอก        

              หลังจ่ายค่ารักษาและค่ายา  เบนจามินเตรียมออกจากโรงพยาบาลกลับโรงแรม  แต่เสียงเอะอะของบุรุษพยาบาลที่ขอทางเพื่อเข็นคนไข้บาดเจ็บสาหัส  ก็เรียกความสนใจให้เขาหันกลับไปมอง

                 และเมื่อเห็นชายที่นอนอยู่บนเตียงเข็น  เบนจามินก็ต้องตกใจ  เมื่อผู้บาดเจ็บคือลูกชายของเพื่อนสนิทที่เพิ่งมาพักที่โรงแรมของเขาเมื่อเช้าวันนี้... เน็กเธอร์

                 เขาโทรเรียกคนขับรถให้มารับสโตนก่อนจะวิ่งตามไป

 

                 ผมวิ่งตามเตียงเข็นจนถึงหน้าห้องฉุกเฉิน  พยาบาลกั้นและบอกให้รอด้านนอก  ผมได้แต่ชะเง้อมองผ่านช่องว่างของกระจกเห็นแพทย์พยาบาลทำการรักษาเน็กเธอร์มือเป็นระวิง 

                 จากกำแพงเมืองจีน  ผมรีบขับรถอย่างไม่คิดชีวิต  ฝ่าไฟแดงในทุกแยกจนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ  แต่วินาทีนั้นผมไม่สนใจอะไรแล้ว

                 โชคดีที่ GPS ในรถแสดงตำแหน่งโรงพยาบาลเอาไว้  ทำให้ผมขับตามเส้นทางอย่างไม่หลง  เมื่อถึงโรงพยาบาล  แค่เห็นอาการบาดเจ็บของเน็กเธอร์  เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างช่วยเหลือและพาเขามายังห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน

                 “เกิดอะไรขึ้นกับเน็กเธอร์!!”

                 เสียงตะโกนดังจากด้านหลัง  ผมหันไปมองเห็นชายชราวิ่งตามมาก็ต้องหน้าซีด  ความจริงที่เกิดขึ้นไม่อาจให้ใครรับรู้  ผมจึงปั้นเรื่องโกหก

                 “พวกเราไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนกันมา  มีคนทะเลาะกันอยู่  เน็กเธอร์หลบไม่ทันจึงโดนลูกหลงน่ะครับ”

                 สีหน้าเบนจามินวิตก  เขามองประตูห้องฉุกเฉินราวกับจะเพ่งทะลุ

                 กว่าชั่วโมงที่เราทั้งสองคนกระวนกระวายอยู่ด้านนอก  ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมร่างของหมอหนุ่มชาวจีนผู้รักษา

                  “หลานชายผมเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ”

                  สีหน้าหมอดูเหน็ดเหนื่อย  แต่รอยยิ้มบาง ๆ แสดงให้รู้ว่าการรักษาสำเร็จด้วยดี

                  “คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ  แต่คงต้องนอนพักที่โรงพยาบาลก่อน”

                 ผมเป่าปากอย่างโล่งอก  หันมองเบนจามินซึ่งมีสีหน้าแบบเดียวกัน

                 “เดี๋ยวผมอยู่เฝ้าเน็กเธอร์ที่นี่เองครับ”

                 เบนจามินพยักหน้าและยื่นโทรศัพท์ให้ 

                 “ถ้ามีอะไรก็โทรเบอร์แรกนะ  ฉันจะรีบมา”

                 เขาเดินไปจัดการค่ารักษาพยาบาลก่อนจะนั่งรถกลับโรงแรมไป

                 เน็กเธอร์ถูกย้ายไปห้อง VIP ซึ่งอยู่ด้านบนสุดของโรงพยาบาล  ภายในห้องหรูหราราวกับห้องพักในโรงแรมห้าดาว  เครื่องปรับอากาศ  เตียงนอนปรับระดับ  เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนแพงระยับ  หากไม่รวยระดับ ‘มหาเศรษฐี’ คงไม่มีรักษาตัวในห้องแบบนี้แน่

                 แม้จะยังไม่ได้สติ  แต่สีหน้าของเน็กเธอร์ดีขึ้นมาก  ผมถอนใจยาวอย่างไม่รู้ชะตากรรม  ขนาดเดินทางมาไกลถึงอีกซีกโลก  ก็ยังถูกนักฆ่าของเงารัตติกาลตามเจอได้ง่าย ๆ  แถมความร้ายกาจของพวกมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี  หากพวกเรารวบรวมคนจนครบตามที่คาซีต้องการแล้ว  การต่อสู้กับกองโจรระดับโลกจะอันตรายร้ายแรงขึ้นอีกแค่ไหน

                 ยิ่งคิดสมองก็ยิ่งเครียด  ร่างกายที่อ่อนเพลียสะสมทั้งจากการใช้พลังพิเศษเร่งความเร็ว  การฝืนขับรถมาโรงพยาบาล รวมถึงการลุ้นกับอาการของเน็กเธอร์  ทำให้ความเหนื่อยล้าจู่โจมเข้ามาราวกับน้ำทะลักจากเขื่อน 

                 ผมฟุบหลับคาเก้าอี้ทันที

 

                 คาซีและซูอัลรีบมาโรงพยาบาลทันทีที่ได้ข่าว 

                 ซูอัลรีบวิ่งอย่างร้อนใจขณะที่คาซีเดินนิ่ง ๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว  พริบตาเดียวซูอัลก็เลี้ยวหายวับไปจากหัวมุมทางเดินโดยไม่รอ 

                 ชิ!!

                 คาซีสบถเบา ๆ  พลางเดินหน้านิ่งผ่านแผนกรักษาสัตว์

                 ‘โครม!!’

                 แฟ้มในมือร่วงกระจาย  หญิงสาวที่เดินแบกเอกสารสูงเกือบท่วมหัวจนมองไม่เห็นทาง  เลี้ยวจากมุมทางเดินชนคาซีจนหงายหลังล้มตึง

                 คาซีไม่อยากเป็นที่สนใจ  จึงรีบก้มลงหยิบเอกสารที่กระจายเกลื่อนกลาด  รวมเป็นปึกยื่นให้หญิงสาวในชุดกาวน์

                 ทันทีที่ตาประสานตา  ก็เหมือนสายฟ้าฟาดใส่สาวผมทองจนเธอช็อคตาตั้ง  พูดอะไรไม่ออก

                 คาซีนิ่วหน้ามองอาการแปลกประหลาดของหมอสาวด้วยความฉงน

                 “เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

                 เธออ้าปากตาค้างมองหน้าคาซีราวกับตกอยู่ในภวังค์  เมื่อได้สติจึงรีบรับเอกสารมาและทำท่าเขินอาย

                  “ไม่เป็นไรค่ะ  ฉันต้องขอโทษด้วยที่เดินไม่ระวัง”

                 คาซีค้อมศีรษะให้  ก่อนเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจนัก

                 หมอลูเซียรีบวางเอกสารก่อนแอบเดินตามคาซีไปห่าง ๆ โดยไม่ให้เขารู้ตัว  จนเมื่อชายหนุ่มถึงห้องคนไข้  เธอก็จดหมายเลขหน้าห้องในเศษกระดาษอย่างมีแผนการ

           

                 [เราลองขยับตัวแรง ๆ  ทั้งกระโดดขึ้นลงจากคอน  ขยับปีกแรง ๆ 

              อาการเจ็บไม่หลงเหลืออยู่  เราหายสนิทแล้ว...

              ตอนนี้สิ่งที่รอเพียงอย่างเดียว  คือจังหวะที่นางฟ้าเปิดประตูกรงเพื่อให้อาหาร  เราจะฉวยโอกาสนั้นบินหนีออกไป  แม้จะทรมานใจที่จะไม่ได้เห็นหน้าเธอผู้เป็นที่รักอีก  แต่หน้าที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใด

              เธอยังคงนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะ  เอกสารที่เขียนด้วยภาษาเข้าใจยากกองอยู่สามสี่แผ่น  นางฟ้าไล่สายตาและพิมพ์ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์

              ประตูเปิดพร้อมเสียงแจ๋นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวดังแทรกทะลุโสตประสาท

              “เซราห์จ๋า  ช่วยฉันด้วย!!!”

              นางฟ้าทำหน้าตกใจ  ยัยผมทองเพื่อนเธอโผเข้ากอดและทำสีหน้าทรมานราวกับจะเป็นจะตาย  ถ้าหากเธอตายจริง  เราคงดีใจไม่น้อย

              “เป็นอะไรไปลูเซีย!!”

              แต่เมื่อมองสีหน้าเคลิบเคลิ้ม  นางฟ้าก็รู้ตัวว่ายัยผมทองไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ตัวเองตกใจ

              “ฉันเจอผู้ชาย  หล่อมากกกกกก”  ยัยผมทองลากเสียงยาว

              นางฟ้าถอนใจเบา ๆ  ก่อนหันกลับไปสนใจงานที่พิมพ์อยู่  ...ทำถูกแล้วล่ะ

              “ตั้งแต่เกิดมา  ยังไม่เคยเจอใครหล่อขนาดนี้มาก่อน  หล่อกว่าแบรดพิท หล่อกว่าทอมครูซ เสียอีก  ถ้าเธอเห็นเธอต้องหลงรักเลยล่ะ”

              เพ้อเจ้ออะไรเนี่ย!!  เป็นสาวเป็นนางทำไมบ้าผู้ชายขนาดนี้  แถมพยายามโน้มน้าวให้ผู้หญิงดี ๆ อย่างนางฟ้าของเราหลงผิดอีกด้วย  ถ้าไม่มีกรงขังอยู่เราจะบินไปตะกุยหน้าให้ยับเลย

              เมื่อพิมพ์งานเสร็จ  นางฟ้าก็เดินมาดูเราที่กรง  เธอตรวจดูอย่างละเอียดแล้วว่าเราหายดี  เธอจึงยกกรงไปใกล้หน้าต่าง

              บานหน้าต่างเปิดอ้า  ลมจากด้านนอกพัดโชยหอบกลิ่นใบไม้แห้งเข้ามาทำให้รู้สึกอบอุ่น  มือของเธอเลื่อนเปิดประตูกรงช้า ๆ  และตบกรงเบา ๆ เป็นสัญญาณ

              “โชคดีนะจ๊ะ  แล้วอย่าไปถูกใครเขายิงเข้าอีกล่ะ”

              เราสะบัดปีกเบา ๆ  ก่อนกระพือเต็มแรง  ขนสองสามเส้นสลัดร่วงปลิวหมุนตามแรงลม   ร่างโผบินกลางท้องฟ้ากว้างอย่างโหยหา 

              แม้จะพยายามข่มใจไม่หันกลับไปมอง  แต่ก็ทำไม่ได้  ภาพนางฟ้าที่ยืนโบกมือลา  ทำให้ลูกผู้ชายอย่างเราถึงกับหลั่งน้ำตา]

 

                 หลังเลิกงาน  เซราห์ตั้งใจจะกลับบ้านเลยแต่ถูกลูเซียรั้งไว้ก่อน 

                 สาวผมทองยืนชะเง้อชะแง้มองทางเดินจากตึก VIP อย่างกระวนกระวาย  จริง ๆ แล้วตั้งแต่เจอกับคาซีเมื่อช่วงบ่าย  เธอก็ยืนดักรอเขามาตลอด 

                 “นั่นไง ๆ  มาแล้ว!!”

                 ลูเซียชี้มือพลางเต้นเร่า ๆ  เซราห์มองตามเห็นชายหนุ่มสองคนเดินมาก็ต้องก้มหน้าจนแทบติดพื้น  รูปร่างหน้าตาถือว่าไม่เกินไปจากที่ลูเซียพรรณนาไว้เลย 

                 ซูอัลและคาซีที่รับรู้ข้อมูลของศัตรูกำลังจะกลับโรงแรม  ทั้งสองวางแผนตามหาผู้เชื่อมต่อคนที่ 5 อย่างเร่งรีบเพราะศัตรูล่วงรู้ตำแหน่งพวกเขาแล้ว 

                 แต่ฝีเท้าพลันสะดุด  เมื่อเสียงแจ๋นดังเข้าหู

                 “คุณคะ!!  จำฉันได้มั้ย”

                 คาซีมองหน้าหมอสาว  ก่อนปฏิเสธอย่างรำคาญ

                 “จำไม่ได้ครับ”

                 ลูเซียหน้าเหวอ  เธอพยายามชี้หน้าตัวเองและทำท่าทางประกอบ  “ฉันที่..  เดินชนคุณไง  คุณยังช่วยเก็บเอกสารให้อยู่เลย  จำได้หรือยังคะ”

                 คาซีกัดฟันกรอด  เมื่อเห็นคนเริ่มมองเขาจึงตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้

                 “ครับ  จำได้แล้วครับ  ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า”

                 “คือ..  ฉันกับเพื่อน”  เธอชี้ไปที่เซราห์ที่ยืนมองพื้นอยู่  “อยากจะชวนคุณไปดื่มกาแฟ  เป็นการขอโทษที่ทำให้คุณเสียเวลาเมื่อตอนบ่ายน่ะค่ะ”

              “ยินดีครับ!!”

                 คนที่แย่งตอบกลับเป็นซูอัล  คาซีหันมองหน้าเขาด้วยสายตาอำมหิต  แต่ซูอัลกระซิบข้างหู

                 “เราลองหาข้อมูลจากคนพื้นที่ดูสิ  คุณหมอสองคนนี้น่าจะอยู่ที่ปักกิ่งมานาน  คงพอรู้เส้นทางหรือข้อมูลเรื่องไปรษณีย์อยู่บ้างล่ะ”

                 คาซีคลายสายตาอำมหิต  ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงสาวทั้งคู่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปราวกับสวมหน้ากาก

                 “เราจะไปที่ไหนกันดีล่ะครับ”

 

                 [เราบินกลับไปหาคู่หูที่ดักรอพัสดุไปรษณีย์อยู่อีกฝั่งของเมือง  เมื่อพบหน้าเราแทนที่เขาจะดีใจกลับทำหน้าหงุดหงิดราวกับเราไปทำอะไรผิดมาอย่างนั้นแหละ

              “นี่แกหายไปไหนมา  ได้ข้อมูลอะไรมากบ้างรึเปล่า”

              คู่หูของเรากรอกคำถามโดยไม่ได้รู้เลยว่าเราเกือบผ่านความตายมาหมาด ๆ           

              เราบินมาเกาะที่หัวไหล่ดัลลิเวอร์  ก่อนพูดเลียนเสียงมนุษย์

              “ไม่มีข้อมูล  ไม่มีข้อมูล”

               ‘ดัลลิเวอร์ ซิลวี’ ส่ายศีรษะอย่างหงุดหงิด 

                ชายร่างเล็กหนวดเฟิ้มคนนี้คืออดีตหัวหน้าคณะละครสัตว์เล็ก ๆ ที่เดินทางเปิดการแสดงมาแล้วในหลายประเทศ  เมื่อไม่กี่ปีคณะละครสัตว์ต้องปิดตัวลงเพราะขาดทุนย่อยยับ  ลูกน้องและเพื่อนร่วมคณะพากันลาออกไปทำงานอย่างอื่นจนหมด  เหลือเพียงเราตัวเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาอย่างเห็นใจ

              ก่อนที่เขาจะได้ด่าว่าอะไรเรา  รถไปรษณีย์สีแดงก็แล่นผ่านหน้าเราทั้งสอง  ดัลลิเวอร์มองอย่างเหนื่อยหน่าย  เพราะหลายวันที่ผ่านมาเขาเห็นรถไปรษณีย์แล่นผ่านวันละสองรอบ  แต่ไม่มีกล่องพัสดุใดมีลักษณะตรงกับที่ได้ข้อมูลจากเงารัตติกาลเลย

              ดัลลิเวอร์ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงตามรถไปรษณีย์ไปห่าง ๆ  เมื่อรถด้านหน้าหยุดเขาก็หยุดตาม  กล้องส่องทางไกลถูกแนบที่ดวงตาส่องมองข้อความที่เขียนอยู่บนกล่อง

              เมื่อไม่ใช่สิ่งที่ค้นหา  ดัลลิเวอร์ก็ขับตามรถไปรษณีย์และทำแบบเดียวกันนี้กับบ้านทุกหลังที่รถไปรษณีย์หยุดจอดส่งพัสดุ

              แต่เมื่อถึงบ้านสีอิฐขนาดเล็กหลังที่ห้า  สายตาที่มองผ่านกล่องส่องทางไกลกลับเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น

              “นั่นไง  เจอแล้ว!!!  กล่องพัสดุไม่มีชื่อที่อยู่ผู้ส่ง”

              เมื่อพบพัสดุที่มีลักษณะตรงกับข้อมูลที่ได้รับมา  ดัลลิเวอร์ถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น  ตลอดระยะเวลาหลายวันนี่เป็นพัสดุกล่องแรกที่ไม่ระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ส่ง

              ชายชราชาวจีนเมื่อเห็นรถไปรษณีย์จอดหน้าบ้าน  ก็วางกรรไกรตัดหญ้าลงและเดินไปเซ็นชื่อรับกล่องพัสดุขนาดเล็กแทนเจ้าของบ้านหลังนี้ 

              เราเพ่งสายตามองชื่อผู้รับบนกล่องพัสดุ  แม้จะอยู่ระยะไกลแต่สายตาของนกดีกว่าคนหลายเท่า 

              เพียงแค่เห็นชื่อบนกล่อง  ร่างกายก็พลันเย็นเฉียบ  หัวใจเต้นกระตุกเกร็งไม่เป็นจังหวะ  ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะโหดร้ายกับเราขนาดนี้ 

              ลายมือบรรจงเขียนชื่อผู้รับชัดเจน

               ‘เซราห์  ทริเบอร์  นิวราด’


 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] ยูริ กาการิน (Yuri Alekseyevich Gagarin) นักบินอวกาศคนแรกของโลกชาวโซเวียต

[2] อันโตนิโอ โลเปซ (Antonio Lopez de Santa Anna) นายพลและอดีตประธานาธิบดีแห่งกองทัพเม็กซิโก  ผู้นำยางของต้นไม้ป่า (ชิเคิล) มาเคี้ยว  จนเป็นต้นกำเนิดของหมากฝรั่ง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น