อัปเดตล่าสุด 2021-08-30 10:26:16

ตอนที่ 8 ถล่มโคลอสเซียม

บทที่ 8 : ถล่มโคลอสเซียม

 

                 

                  ‘แกรก ๆ ๆ’

                  เสียงนิ้วพรมลงบนแป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ดังต่อเนื่องกว่าสิบชั่วโมง  ห้องมืดมิดมีเพียงแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ส่องพอให้เห็นเงาร่างชายที่นั่งอยู่เบื้องหน้ามัน

                  เสื้อกันหนาวตัวใหญ่มีฮู้ดคลุมศีรษะราวกับไม่ต้องการให้ใครเห็นใบหน้า ทั้ง ๆ ที่ก็นั่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว  หนังสือ  ซีดี  ของกิน  เอกสารและกล่องกระดาษต่าง ๆ  เกลื่อนกลาดเต็มห้องแทบไม่มีพื้นที่วางเท้า  แม้กระทั่งโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ก็อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์เครื่องเขียนเต็มไปหมด  ไม่น่าแปลกใจหากจะมีแมลงสาบ  หนู  หรือกระทั่งงูเลื้อยออกมาจากมุมใดมุมหนึ่ง

                  ข้อความบนหน้าจอถูกพิมพ์อย่างต่อเนื่อง  บรรทัดต่อบรรทัด  มันเป็นข้อความที่ไม่อาจอ่านเป็นประโยคได้เข้าใจ  เพราะมีทั้งตัวหนังสือ  ตัวเลข  และอักขระต่าง ๆ ผสมปนเปกันอย่างไม่เป็นระเบียบ  มีเพียงผู้มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เท่านั้น  ที่จะรู้ว่ามันคือ ‘ภาษาอ็อบเจกทีฟ-ซี’ หนึ่งในภาษาโปรแกรมของคอมพิวเตอร์

                 มือหยิบไส้กรอกที่แห้งแข็งขึ้นมากัดอย่างไม่ใส่ใจ  ก่อนโยนซองพลาสติกที่ใส่ไปกองรวมกับรถบังคับวิทยุและของเล่นที่หงายท้องอยู่กลางห้อง

                 เสียงประตูรั้วหน้าบ้านเลื่อนเปิด  เรียกความสนใจให้ชายหนุ่มหยุดมือ  เขาเลิกม่านออก  แสงอาทิตย์จ้าส่องทำให้ตาพร่า  เมื่อปรับสายตาให้ชินก็เห็นด้านหลังของหญิงชราในรถเข็นไสร่างตัวเองเข้ามาในบ้านช้า ๆ

                 ชายหนุ่มกดปุ่มสั่งแปลข้อความจากภาษาคอมพิวเตอร์เป็นข้อความและภาพ  ก่อนกดพิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร  เขาล้วงมือเข้าไปเการ่างกายแกรก ๆ เนื่องจากเนื้อตัวไม่ได้สัมผัสน้ำมากว่าสองวัน 

                 หญิงชราเคาะห้องเบา ๆ  ชายหนุ่มสอดแผ่นกระดาษผ่านช่องใต้ประตูพร้อมพูดพอให้แขกหน้าห้องได้ยิน

                 “รูปในเอกสาร  เป็นภาพสุดท้ายที่เห็นพวกเขา  ผมได้จากกล้องวงจรปิดที่โรม”

                 หญิงชรามองภาพในกระดาษตาม  เห็นชายห้าคนเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูโคลอสเซียม  เธอกำแผ่นกระดาษแน่นจนชื้นเหงื่อ  ไม่คิดว่าหนึ่งในสี่รองหัวหน้าเงารัตติกาลจะลงมือด้วยตัวเองเร็วขนาดนี้

                 “ขอให้ปลอดภัยด้วยเถอะ  คาซี...”

 

                 ซัททีหัวเราะร่าเมื่อภาพในกระจกกลับสะท้อนดวงวิญญาณถึงสามด้วย  เขามองผมอย่างสะใจ

                 “ไม่มีใครในโลกหรอก  ที่ไม่มีสิ่งมีค่าในชีวิต  เพียงแต่คุณเพิ่งจะรู้สึกถึงมันก็เท่านั้น”  สายตาจ้องทะลุราวกับจะอ่านใจ  “ทีนี้ยังจะพูดว่าไม่อยากสู้อีกไหม”

                 ผมมองขึ้นไปบนเวที  คู่ต่อสู้ยืนเงียบไม่ไหวติง  แต่แววตาที่จ้องมองทำให้รู้ว่าเขาหื่นกระหายในการต่อสู้แค่ไหน  เมื่อคิดถึงการต่อสู้สามครั้งก่อนหน้า  ศัตรูล้วนมีพลังพิเศษที่ร้ายกาจ  ขนาดคนเก่ง ๆ อย่างคาซีและเน็กเธอร์ยังถูกเล่นงานแทบเอาตัวไม่รอด  แล้วคนไม่มีฝีมือต่อสู้อย่างผมจะไปเหลืออะไร

                 แต่เมื่อมองภาพในกระจก  ชีวิตของทั้งสามคนที่อยู่ในกำมือทำให้ผมตัดสินใจก้าวขึ้นเวทีอย่างเลี่ยงไม่ได้

                 คาจล้วงหยิบมีดออกมาจากในเสื้อคลุม  สีเงินแวววับต้องแสงจากคบไฟเป็นประกาย  เขาเดินไปด้านข้างตีเป็นวงช้า ๆ

                 ผมไม่ประมาท  กำเนเปียร์โบนส์แน่นเตรียมใช้พลังพิเศษทุกเมื่อ  ร่างหันตามศัตรูที่เดินอ้อมไปยังจุดอับสายตาเรื่อย ๆ 

                 แล้วคาจก็หายไป...

                หายไป!!!

                 ไม่ใช่การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันแน่ ๆ  แต่นี่เขากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตั้งแต่ต้น  ผมหันซ้ายขวาอย่างร้อนรนพยายามหาร่างศัตรู  แต่ทั้งเงา  เสียง  ความรู้สึก  ทุกอย่างพลันสลายไปทั้งสิ้น

                 ‘ฉัวะ!!’

                 ความรู้สึกร้อนผ่าวกลางแผ่นหลังทำให้ผมเอามือไปแตะ  และสิ่งที่ติดมือมาก็คือ

                 ‘เลือด!!!’

                 รอยฟันเป็นทางยาวทำให้เสื้อปริขาด  เลือดไหลเป็นทางย้อมเสื้อขาวจนเปลี่ยนสี  ผมรีบวิ่งมายืนพิงผนังเพื่อป้องกันการโจมตีจากด้านหลัง  ความรู้สึกเจ็บแผ่ซ่านจนแทบอยากร้องไห้

                 ‘ฉัวะ!!  ฉัวะ!!’

                 รอยเฉือนเป็นทางปรากฏบนท่อนแขน  เลือดไหลย้อยพันรอบแขนราวอสรพิษเลื้อยรัดก่อนจะหยดลงจากปลายนิ้วเป็นจุดสีแดงเข้มบนพื้น

                 แม้ลังเลใจ  แต่เมื่อความตายกำลังมาเยือนทำให้ต้องตัดสินใจทำบางอย่าง 

                 “เนเปียร์โบนส์!!”

                  ตารางแสงขนาดใหญ่ถูกสร้างเบื้องหน้า  แสงสว่างอาบไล้ห้องมืดสลัวจนพื้นผนังและเพดานเปลี่ยนสี  ผมเดินก้าวผ่านตาราง  ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านทั่วร่าง

                 ผมเริ่มวิ่ง..

                 และวิ่งรอบเวทีไปมา  ความเร็วที่ถูกเพิ่มจากตารางแสงทำให้การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  ระหว่างวิ่งสายตาก็สอดส่องหาร่องรอยคู่ต่อสู้ไปด้วย  แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ผมก็ไม่เห็นแม้แต่เส้นผมของคาจ

                 ‘ฉึก!!’

                 แล้วร่างก็สะดุด  ด้วยความเร็วที่มหาศาลเมื่อเสียหลักทำให้ผมล้มกลิ้งหลายตลบก่อนจะพาร่างตัวเองไปกระแทกกำแพงหินอย่างแรงจนปวดร้าวไปทั้งตัว

                 เมื่อมองท่อนขา  ก็พบมีดเล่มหนาปักอยู่  และมันนี่เองก็ทำให้ผมไม่อาจวิ่งได้อีก

                 ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่กล้ามเนื้อทุกจุด  เพราะฝืนใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดของตัวเอง  ทำให้ความเหนื่อยล้าถาโถมราวกับคลื่นซัดกระหน่ำ  ผมนอนหอบรุนแรงปานจะขาดใจ 

                 ‘ตึก ๆ ๆ’

                 เสียงฝีเท้าบอกให้รู้ว่าคนที่ผมพยายามมองหาปรากฏตัวออกมาแล้ว  คาจเดินมายืนเหนือร่าง  สายตาหลุบมองต่ำจ้องใบหน้าที่ท่วมด้วยเหงื่อของผม

                 เขาจับมีดที่ปักต้นขาผมอยู่  ก่อนดึงอย่างแรง

                 “อ๊ากกกกก!!”

                 ผมร้องเสียงหลง  เลือดพุ่งกระฉูดเป็นน้ำพุ  ความเจ็บปวดรุนแรงราวกับขาจะขาด 

                 คาจมองตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตาของผม  ก่อนยกมือที่ถือมีดชูเหนือหน้าอกข้างซ้าย

                  “ตาย..  ซะ”

                 มีดพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอก  ผมหลับตาไม่กล้ามองภาพที่เกิดขึ้น

                 .....

                 .....

                 ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด 

                 ไม่รู้สึกถึงมีดที่เสือกแทงเข้ามา

                 หรือว่าผมตายไปแล้ว...

                 เมื่อเปิดเปลือกตาออก  ผมกลับแทบอยากปิดกลับเช่นเดิม  เมื่อใบหน้าของคาจอยู่ห่างจากผมไม่ถึงฟุต

                 สายตาเขาเลื่อนลอย  มือที่ถือมีดจ่ออยู่เหนือหน้าอกไม่กี่เซนติเมตร  ข้อมือสั่นดิก ๆ ราวกับมีบางสิ่งฉุดดึงไว้

                 ผมถือโอกาสนี้  ผลักร่างคาจออกไป  และรีบคลานออกห่างเขาอย่างเร็วที่สุด

                 ดูเหมือนคาจเพิ่งจะได้สติ  เขาคำรามอย่างบ้าคลั่งก่อนกำมีดคู่ใจและใช้พลังพิเศษ

                 “ฆาตกรในเงามืด!!!”

                 ร่างค่อย ๆ ซีดลงและจางหายไปดุจกิ้งก่าพรางตัว  คาจมั่นใจในพลังพิเศษของตนจึงแสดงให้คู่ต่อสู้เห็นชัดเจนไม่ปิดบัง

                 เขาจ้องมองเหยื่อเบื้องหน้า  และหันกลับไปมองกระจกเงา  ภาพใบหน้าซ้อนทับกันจนเขาทอดถอนใจคิดถึงอดีต

 

                 คาจ  เร็พเพอร์  ฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าเหยื่อมาแล้วหลายสิบราย 

                 เพราะถูกเลี้ยงดูมาในสถานบริการ  แม่ซึ่งเป็นโสเภณีตบตี ทำทารุณกับเขาราวกับไม่เห็นว่าเขาเป็นลูก  คาจเติบโตขึ้นมาพร้อมความแค้นที่ฝังแน่นอยู่ในอก  จนเมื่ออายุสิบสาม  เขาก็ลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรก

                 มีดเล่มยาวปักเข้าที่ท้องของแม่หลังจากคาจโดนทารุณจนมีรอยแผลทั่วตัว  แม้ตำรวจจะสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุและนำเขาเข้าสู่สถานกักกัน  แต่ความรู้สึกจากคมมีดที่แผ่ซ่านเข้ามือ  ทำให้เด็กน้อยหลงใหลในการฆ่า

                 หลังจากพ้นโทษ  คาจก็ ‘เสพติดการฆ่า’ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น  เขามักเลือกเหยื่อที่เป็นหญิงขายบริการเนื่องจากฝังใจกับอดีตอันโหดร้าย  ตำรวจไม่อาจสาวรอยมาถึงตัวเขาได้เนื่องจากเหยื่อประเภทนี้มักไม่ค่อยมีญาติหรือเพื่อนสนิทพอที่จะเป็นเจ้าทุกข์เอาผิดฆาตกร

                 อาจเป็นเพราะโชคชะตา  คาจได้รับพลังพิเศษจาก SSS ‘มีดของแจ็ค เดอะ ริปเปอร์’[1]  ตำนานฆาตกรลึกลับที่ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงแห่งมหานครลอนดอน  ทั้งสองคนมีความคล้ายคลึงกันราวกับว่าคาจคือฆาตกรโหดกลับชาติมาเกิด

                 เพียงเข้าเป็นสมาชิกเงารัตติกาลไม่นาน  ด้วยพลังพิเศษที่ทำให้เขาล่องหนซึ่งเหมาะกับการลอบสังหาร  คาจก็สร้างผลงานและเลื่อนขั้นเป็นถึงนักฆ่าลำดับต้น ๆ ในสังกัดย่อยของซัทที ซุยวาล์ฟ  หนึ่งในสี่รองหัวหน้ากองโจร  และได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติให้ประหัตประหารศัตรู

                 แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ  เขาจะถูกพลังพิเศษของซัททีตั้งเงื่อนไขเล่นงานด้วย...

                 ไม่ใช่เพียงเขาคนเดียว  ทั้งโอเรโร่  นอดจ์  และเอทีเนธ  ต่างถูกช่วงชิงสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตไป  โดยถ้าพวกเขาไม่สามารถมีชัยในการต่อสู้  สิ่งนั้นก็จะถูกทำลายด้วยพลังของซัทที

                 ตำแหน่งแชมป์โลกมวยปล้ำ  รถมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์ เดวิดสัน  และชุดเครื่องสำอางราคาแพง  คือสิ่งที่เหล่านักฆ่าทั้งสามถูกช่วงชิง  ต่างจากเขาที่มองเห็นเงาสะท้อนในกระจกเป็นภาพของ...  ลูกชาย

                 เพราะปัญหาครอบครัวที่เจอตั้งแต่เด็ก  ทำให้เขาปฏิญาณกับตัวเองว่าจะให้ความรัก ความอบอุ่นแก่ลูกชายอย่างดีที่สุด  เด็กน้อยเติบโตมาโดยไม่รู้เลยว่าพ่อของตนเป็นฆาตกร  เขาเป็นเด็กร่าเริง  สดใส  มีแต่คนรักใคร่  และมีอนาคตที่ดีรออยู่

                  การต่อสู้กับศัตรูไม่ใช่เรื่องยาก  แต่ใบหน้าของ ‘เรแพน โนเวน’  เด็กหนุ่มที่เขาต้องสู้ด้วยกลับซ้อนทับกับภาพลูกชายที่อยู่ในกระจก  ทั้งรูปร่าง หน้าตา  รอยยิ้มและการแสดงออก  คาจจึงไม่อาจหักใจฆ่าได้ในครั้งแรก

                 แต่ถึงอย่างไรคู่ต่อสู้เบื้องหน้าก็ไม่ใช่ลูกชาย  และถ้าเขาแพ้  ดวงวิญญาณของลูกก็ต้องถูกทำลาย  คาจตัดสินใจดึงความอำมหิตของตนเพื่อปลิดชีพศัตรูทันที
 

                 ผมยันร่างตัวเองไม่ให้ล้ม  ความเหนื่อยล้าแม้จางลงไปบ้างแต่ก็ยังทำให้ขยับร่างกายไม่คล่องอยู่ดี  

                 คู่ต่อสู้หายไปอย่างไร้ร่องรอย  ผมร้อนรนจนแทบยืนไม่อยู่  ทั้งอาการบาดเจ็บจากบาดแผล  ความเหนื่อยล้า  และพลังพิเศษอันน่าสะพรึงกลัว  ทุกอย่างกดดันให้ผมอยาก...  ยอมแพ้

                ‘ขอโทษนะ  ทุกคน’

                 ความคิดผุดขึ้นในใจพลางหันมองใบหน้าของทั้งสามบนกระจก  คาซีที่หน้าเรียบเฉย  เน็กเธอร์มองผมอย่างตำหนิ  รวมทั้งซูอัลที่ยิ้มให้อย่างไม่ถือสา  ทุกคนที่ต่อสู้ร่วมกันมาตลอด

                 ต่อสู้ร่วมกัน...  จริงสิ!!  ผมไม่ได้อยู่คนเดียว

                 ผมได้รับการช่วยเหลือ  และต่อสู้เคียงข้างพวกเขามาโดยตลอด  กระทั่งตอนนี้ผมก็ไม่ได้ต่อสู้อยู่คนเดียวนี่นา

                 “หัดใช้สมองบ้างสิ  เจ้าเซ่อ!!  ถ้ามองไม่เห็นคู่ต่อสู้ก็ทำให้รู้ตำแหน่งมันก็พอ”

                 เสียงยียวนกวนประสาทดังก้องในหัว  เงาสะท้อนภาพเน็กเธอร์ในกระจกมองผมอย่างระอา  แต่นั่นก็ทำให้ผมยิ้มได้

                  “เนเปียร์โบนส์!!”

                 ผมสะบัดแขนอย่างแรง  เลือดที่ไหลย้อยพุ่งผ่านตารางแสงที่ถูกคำนวณเปลี่ยนแปลงค่า ‘ปริมาณของเหลว’  จนเลือดไม่กี่หยดเพิ่มปริมาณหลายเท่าราวกับถูกสาดซัดด้วยน้ำเป็นถัง

                 คาจที่เห็นพลังพิเศษของคู่ต่อสู้ครั้งแรกก็เข้าใจว่าเป็นพลังที่เพิ่มความเร็วให้ร่างกาย  จึงไม่คาดคิดว่าเลือดที่พุ่งผ่านตารางจะกลายเป็นมวลน้ำมหาศาลอาบคลุมร่างเขาจนเปียกโชก

                 ร่างถูกอาบย้อมด้วยเลือดแดงฉาน  เผยตำแหน่งให้ผมรับรู้ทันที

                 และตารางขนาดใหญ่ก็ถูกสร้างต่อเนื่อง  ร่างของผมที่พุ่งผ่านถูกเพิ่มความเร็วมหาศาลจนศอกที่ตั้งแหลมยื่นแทงกระแทกร่างของคาจจนตัวงอเป็นกุ้ง

                 “จัดการให้เด็ดขาด!!”

                 เสียงเรียบพอกับใบหน้านิ่งเฉยของคาซีลอยมากระทบโสตประสาท  ผมสบตาและยิ้มให้เขาที่มองอย่างไม่ใส่ใจ  ก่อนระดมหมัดความเร็วสูงซัดใส่ทั่วร่างของคาจจนกระอักเลือด

                 ผมย่อตัวติดพื้น  และงัดหมัดเสยเข้าปลายคางด้วยความเร็วดุจจรวด  ร่างสูงในเสื้อคลุมลอยหวือขึ้นกระแทกเพดาน  ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอีกรอบ

                 กระดูกหักทั่วร่าง  คาจไม่อาจยืนหรือประคองตัวเองได้อีก  ผมหยิบมีดที่ตกอยู่บนพื้นก่อนเดินมายืนเหนือร่างเขา  สถานการณ์ราวกับหนังที่ถูกฉายซ้ำ  แต่ตัวละครกลับสลับบทบาท

                 “พ่อขอโทษ  ที่ช่วยลูกไม่ได้”

                 คาจหลั่งน้ำตาอย่างสุดกลั้น  ก่อนหันมองกระจก  ภาพเด็กหนุ่มที่จ้องกลับมายิ่งทำให้เขาสะเทือนใจ

                 “ลูก..  งั้นเหรอ”

                 “วิญญาณลูกชายฉัน..  อยู่ในกระจก”

                 ผมมองชายเบื้องหน้าด้วยอารมณ์สับสน  หากไม่ฆ่าเขาก็จะช่วยพวกคาซีไม่ได้  แต่หากทำก็เท่ากับผมฆ่าคนถึงสองคน  ผมควรจะทำอย่างไรดี..

                 “เชื่อมั่น  และทำในสิ่งที่ถูกต้องเถอะครับ”

                 เสียงของซูอัลช่วยให้ใจที่ลังเลของผมตัดสินใจได้ 

                 ผมมองหน้าคาจอย่างสงบ 

                 “ผมจำเป็นต้องช่วยเพื่อนครับ” 

                 มีดง้างค้างเหนือร่างคาจเล็กน้อย  ก่อนที่ข้อมือจะออกแรงเหวี่ยง  มีดลอยพุ่งเข้าใส่จุดที่ผมเล็งไว้ไม่พลาด

                 ‘ฉึก!!!’

                 คาจมองตามอาวุธของตน  มันไม่ได้พุ่งลงมาปักร่างของเขาอย่างที่คิด  แต่กลับปักแน่นอยู่บนเก้าอี้กลางลานประลอง  ห่างจากคอของซัททีไปเล็กน้อย

                 “และผมจะช่วยลูกชายของคุณด้วย!!”  ผมให้คำมั่นกับคาจจนทำให้เขามองผมอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

      

                 ซัททีชำเลืองมองมีดที่ปักข้างศีรษะตัวเองด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม  เพราะการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ทำให้อารมณ์โกรธปะทุอย่างรุนแรง

                 เขาลุกจากเก้าอี้เป็นครั้งแรก 

                 “หากพวกแกไม่สู้กันจนรู้ผลแพ้ชนะ  ก็อย่าหวังเลยว่าจะช่วยวิญญาณเหล่านี้ได้”  เขาชูกระจกเงาเพื่อเตือนความจำ

                 ผมลังเลใจอยู่บ้าง  แต่สายตาทั้งสามคู่ที่ส่งมาให้  ทำให้ตัดสินใจเด็ดขาด

                 “การช่วงชิงวิญญาณกลับคืนมา  ยังมีอีกทางไม่ใช่เหรอ” 

                 เส้นแสงก่อกำเนิดขึ้นในอากาศ  ก่อนรวมตัวเป็นรูปตาราง  ตัวเลขหมุนวิ่งวนต่อเนื่องก่อนหยุดนิ่งด้วยสูตรคำนวณที่เพิ่งถูกใช้

                 “จัด การ แก ไง!!”

                 ผมวิ่งสุดกำลังพุ่งผ่านตารางแสง  แม้จะเจ็บปวดหรืออ่อนล้าแค่ไหน  แต่ผมไม่อาจปล่อยให้เพื่อนทั้งสามรวมถึงคนบริสุทธิ์ต้องถูกทำลายดวงวิญญาณไป  ร่างที่ทะลุตารางเพิ่มความเร็วมหาศาลจนหายไปจากทัศนวิสัยของซัททีทันที

                 “เจ้ามดปลวก  แกบังอาจฝ่าฝืนกฎของข้า  ถ้าอย่างนั้นก็จงถูกลงทัณฑ์ซะ”  ซัททีกางแขนสองข้างออก  การเปลี่ยนแปลงของโคลอสเซียมเริ่มเกิดขึ้นเพราะมีผู้ฝ่าฝืนกฎ ห้องโถงเริ่มสั่นไหว  ฝุ่นผงปลิวกระจัดกระจายราวกับแผ่นดินสะเทือน  พื้นเวทีหินสั่นครืน  ก่อนก่อร่างขึ้นเป็นสัตว์ร้ายที่คุ้นตา...

                 สิงโตหินทั้งสามมีขนาดใหญ่กว่าปกติถึงห้าเท่า  ตัวที่อยู่ด้านหน้ากระโจนเข้าใส่ผมที่พุ่งตรงเข้าหาซัทที  ก่อนง้างขาหน้าตะปบเต็มแรง

                 แต่ความเร็วของผมนั้นมากกว่า  ผมเอียงตัวหลบวูบก่อนใช้ท่อนขาใหญ่โตของสิงโตหินต่างแท่นกระโดด  ปลายเท้าถีบตัวพุ่งไปด้านหน้า  หมัดง้างค้างหวังชกใส่ซัททีเต็มแรง

                 ‘เปรี้ยง!!!’

                 กำปั้นกระแทกด้วยความเร็วมหาศาล  ฝุ่นควันตลบอบอวลกระจายคลุ้ง  ผมถอนใจอย่างโล่งอก  คนธรรมดาคงไม่อาจรับการโจมตีเมื่อครู่ได้แน่

                 แต่เมื่อฝุ่นจางลงพอมองเห็นเบื้องหน้า  ผมกลับผิดหวังเมื่อสิ่งที่กำปั้นกระแทกกลับเป็นร่างของสิงโตหินที่พุ่งมากันผู้เป็นนายไว้ได้ทัน  ลำตัวยุบเป็นวงก่อนรอยแตกร้าวปริแยกมากขึ้นเรื่อย ๆ 

                 สิงโตหินยักษ์พังทลายกลายเป็นเศษหินทันที...

                 ซัททีไม่มีอาการตกใจแม้แต่น้อย  เพียงสะบัดมือวูบเดียวกองเศษหินพลันรวมตัวกลับเป็นสิงโตหินยักษ์ดังเดิม  เสียงคำรามก้องจนผนังสั่นสะเทือน 

                 หน้า หลัง ข้าง  ผมโดนล้อมด้วยอสุรกายร่างยักษ์ที่ไม่มีวันตาย  คิดอย่างไรก็ไม่มีทางชนะในการต่อสู้ครั้งนี้

                 ‘แก๊ง!!’

                 หินก้อนเล็กถูกโยนจากมุมห้อง  คาจที่ขยับร่างกายไม่ได้ฝืนยกแขนเขวี้ยงก้อนหินใส่สิงโตตัวหนึ่งเพื่อดึงดูดความสนใจ

                 “มาทางนี้สิ  เจ้าโง่  เหยื่อของแกไม่ได้มีแค่เด็กนั่นซะหน่อย”

                 ดูเหมือนสิงโตจะมีความคิดเป็นของตัวเอง  ไม่ได้ถูกซัททีควบคุม  มันจึงเริ่มสนใจเหยื่อที่ไร้ทางสู้มากกว่า  ตัวที่อยู่ใกล้คาจเริ่มเบนความสนใจจากผม  เดินเข้าใกล้พร้อมส่งเสียงคำรามใส่ชายที่นอนหมดสภาพอยู่

                 เพียงพริบตา  มันกระโดดอ้าปากกว้างหมายงับร่างของคาจ

                 ‘วูบ!!’

                 ผมเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  อ้อมสิงโตหินไปด้านข้าง  ก่อนจะดีดตัวเข้าหาคาจและอุ้มเขาหลบคมเขี้ยวสัตว์ยักษ์อย่างฉิวเฉียด  คาจมองใบหน้าผมอย่างตำหนิ

                 “ฉันอุตส่าห์ทำให้มันเลิกสนใจนาย  ทำไมยังกลับมาช่วยฉันอีก”

                  “ไม่รู้สิครับ  ร่างมันขยับก่อนที่ผมจะคิด”

                 คาจมองผมอย่างสำนึกผิด  แม้จะปลิดชีวิตผู้คนมาแล้วมากมาย  แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกผิดจากใจจริง

                 “ให้ฉันได้มีโอกาสช่วยเธอบ้างเถอะ”

                 ผมก้มมองคาจในวงแขนแล้วย่นคิ้วอย่างสงสัย

                 “สร้างตารางแสงแบบนั้น  ให้ฉันได้ช่วยเธอสู้เถอะ”

                 “จะบ้าเหรอ!!  กระดูกคุณหักทั้งตัวแบบนี้  ถ้าคุณเคลื่อนไหวแบบผมคุณได้ตายแน่ ๆ”

                 “ฉันควรจะตายไปตั้งแต่ที่เธอจัดการฉันได้แล้ว  แต่เธอกลับไว้ชีวิตและสัญญาว่าจะช่วยลูกชายฉันอีก  ขอให้ฉันได้ตอบแทนอะไรเธอบ้างเถอะ  เจ้าหนู”

                 เมื่อพ้นระยะที่สิงโตหินจะตามทัน  ผมวางร่างคาจลงกับพื้นและมองหน้าเขาอย่างลังเล  สายตาที่เด็ดเดี่ยวของคาจทำให้ผมยอมแพ้

                 “เนเปียร์โบนส์!!”

                 คาจคลานเข้าหาตารางอย่างมุ่งมั่น  เพียงร่างกายถูกอาบด้วยแสงจ้า  เขาก็กลับยืนได้อีกครั้ง

                 นอกจากจะเพิ่มความเร็วให้คาจ  ตารางแสงยังช่วยลดความเจ็บปวดจากบาดแผล  บัดนี้คาจเคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งกว่าผมเสียอีก  เขาพุ่งเข้าหาสิงโตยักษ์อย่างไม่กลัวเกรง

                “ฆาตกรในเงามืด!!”

                 สิงโตหินที่เตรียมขย้ำเหยื่อ  พลันต้องแปลกใจเมื่อร่างของคาจเลือนหายไปต่อหน้า  หากเป็นสิงโตจริง  มันคงใช้สัญชาตญาณสัตว์ป่าหรือประสาทดมกลิ่นค้นหาร่างศัตรู  แต่กับสิงโตที่ถูกสร้างจากพลังพิเศษ  มันไม่มีสิ่งเหล่านั้น

                 คาจกำ SSS ของตนแน่น  แม้มีดจะเก่าและขึ้นสนิม  แต่ความแข็งแรงของเหล็กกล้ายังไม่ต่างจากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน 

                 และเพราะความเร็วถูกเพิ่มมหาศาล  พลังโจมตีจึงเพิ่มกำลังมากขึ้นหลายเท่า  เพียงแค่ทิ่มปลายมีดเข้าใส่  สิงโตยักษ์ก็ถูกแทงทะลุทะลวงแตกเป็นเสี่ยง ๆ 

                 อีกสองตัวที่เหลือไม่มีความรู้สึก  มันโจมตีเปะปะเพื่อควานหาตัวศัตรูล่องหน  แต่คาจไม่โง่พอที่จะถูกตุ๊กตายักษ์นี้ทำร้าย  เขาถอยเว้นระยะห่าง  ก่อนรวมพลังไว้ที่แขนสองข้าง  ความเจ็บปวดทั่วร่างมันเกินกว่าที่เขาจะรับได้  แต่วินาทีนี้คาจไม่สนใจอะไรแล้ว 

                 ‘ย้ากกก!!!’

                 เขาเหวี่ยงแขนเป็นแนวตั้ง  คมมีดพาดผ่านอากาศเป็นเส้นตรง  สิงโตสองตัวที่อยู่ในแนวรัศมีถูกผ่าร่างขาดเป็นสองส่วนราวกับเนยถูกมีดตัด 

                 ร่างที่ค่อย ๆ เผยจากการล่องหนหันมาส่งสัญญาณ  ผมใช้ความเร็วปานพายุพุ่งเข้าหาซัททีซึ่งบัดนี้ไร้ซึ่งสัตว์ร้ายอารักขา 

                 แต่ซัททีไม่มีวี่แววแห่งการหวาดกลัว...

                 เขาสะบัดมือวูบหนึ่ง  จู่ ๆ พื้นหินเบื้องล่างก็พลันปูนโปนยืดแหลมขึ้นมาราวกับหนามตะบองเพชร 

                 ผมเอี้ยวตัวหลบไม่ทัน  สีข้างถูกถากจนเลือดกระเซ็น  เท้าสองข้างเพิ่มความเร็วขึ้นอีกเพื่อเคลื่อนตัวหลบพงหนามที่ระดมทิ่มแทงจากใต้เท้า 

                 เท่านั้นไม่พอ  ทั้งเพดานและผนังหินมีหนามงอกขึ้นเต็มไปหมด  ดงหนามทั้งหมดระดมยิงมาที่ผมราวกับฝูงปิรันย่าพุ่งหาเหยื่อ 

                 “เนเปียร์โบนส์!!”

                 ผมสร้างตารางแสงรอบตัว  เมื่อเหล่ากระสุนหินพุ่งผ่านความเร็วก็ถูกลดจนเกือบหยุดนิ่ง  ผมไม่รอช้ารีบวิ่งซิกแซกหลบหนามหินเคลื่อนเข้าใกล้ซัททีเรื่อย ๆ

                 บัดนี้สีหน้าของซัททีเริ่มแปรเปลี่ยน  ทั้งสิงโตหินยักษ์และพงหนามหินต่างไม่อาจหยุดยั้งเด็กหนุ่มเบื้องหน้าได้  เหงื่อผุดจากหน้าผากไหลย้อยถึงคาง  แต่ด้วยเพราะมั่นใจว่าศัตรูอยู่ภายใต้สถานที่อันเป็นแหล่งพลังของเขา  ซัททีจึงระเบิดพลังโจมตีสูงสุด

                 “มันจะมากไปแล้ว  ไอ้พวกมดปลวก  อย่าอยู่เลย!!!”

                 พื้นหินรอบด้าน  ซ้าย ขวา หน้า หลัง  บีบตัวพุ่งเข้าหาผมอย่างรวดเร็ว  ความเร็วการเคลื่อนที่ของมันมีมากกว่าผมที่ถูกเพิ่มความเร็วจากเนเปียร์โบนส์เสียอีก  ซัททีอยู่ด้านหน้าไม่กี่เมตรแต่ผมกลับทำอะไรเขาไม่ได้   ร่างที่เคลื่อนเป็นเส้นตรงไม่อาจหักเลี้ยวหลบกำแพงหินได้ทัน  หากโดนกระแทกทับร่างคงแหลกเละไม่มีชิ้นดี

                 ‘กึก!!!!’

                 กำแพงหินพลันหยุดนิ่งก่อนจะถึงตัวผมเพียงคืบ  ผมมองร่างที่ยืนขวางกางแขนขาเพื่อยับยั้งการจู่โจมของซัททีอย่างซาบซึ้ง 

                 คาจระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่  ยันกำแพงสองด้านอย่างเต็มกำลัง  สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง

                 “ไปเลย  เจ้าหนู!!!”

                 คำพูดสุดท้ายฉุดรั้งให้ผมทะยานร่างเข้าหาเป้าหมาย

                 ซัททียืนตัวแข็งทื่อ  สายตาเบิกกว้างมองภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถทำอะไรได้  กำปั้นความเร็วแสงพุ่งกระแทกใบหน้าอย่างแรงจนสมองชา  ร่างปลิวลอยไปกระแทกเก้าอี้พังทลายและม้วนตัวอีกหลายตลบก่อนจะถูกหยุดไว้ด้วยผนังหินหนา

                 การโจมตีรุนแรงสั่นสะเทือนถึงสมอง  ภาพอดีตไหลกลับเข้ามาในสมองซัททีอย่างควบคุมไม่ได้

 

                 มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยติดอันดับโลกจากการพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตรูปแบบใหม่ใช้ชีวิตอย่างเบื่อหน่ายในคฤหาสน์หลังงามล้อมรอบด้วยทะเลสาบกว้างใหญ่  พื้นที่รอบอาณาเขตกว่าร้อยไร่  อาคารใหญ่น้อยตั้งเรียงรายล้วนอยู่ในการควบคุมของ ‘ซัทที ซุยวาล์ฟ’ ทั้งสิ้น

                 ชีวิตที่น่าเบื่อ!!

                 เขาปกครองอาณาจักรของตัวเองราวกับราชา  ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้  แต่กระนั้นหัวใจเขาก็ยังรู้สึกเหมือนไม่ได้รับการเติมเต็ม  จนกระทั่งเขาได้รับการติดต่อจาก ‘เงารัตติกาล’  กองโจรชื่อก้องโลก

                 ซัททีตอบตกลงอย่างไม่ลังเล  เพราะเขาได้ผ่านจุดสูงสุดของการใช้ชีวิตในฐานะ ‘มนุษย์ธรรมดา’ มานานเกินพอแล้ว  ยิ่งเมื่อได้รู้ว่า SSS ของตนคืออะไร  ซัททีถึงกับหัวใจพองโตอย่างปิติ

                 โคลอสเซียมอันยิ่งใหญ่!!

                 ‘จักรพรรดิ’ คือคำแรกที่ผุดขึ้นในสมองของซัทที  เขามีความรู้ด้านประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี  จึงรู้ทันทีว่าจิตวิญญาณที่เขาเชื่อมต่อคือ ‘เวสเปเซียน’  จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันผู้ก่อตั้งราชวงศ์เฟลเวียน และเป็นผู้สร้างโคลอสเซียมแห่งนี้  ซัททีคิดทันทีว่าเขาจะได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของราชา

                 แต่เมื่อเขาก้าวเข้าสู่โคลอสเซียม  และพบจิตวิญญาณของเวสเปเซียน  สิ่งที่คิดกลับตรงกันข้าม

                 เมื่อเวสเปเซียนได้ช่วงชิงวิญญาณของ ‘หญิงอันเป็นที่รัก’ ของซัททีไปกักขังไว้ในกระจกเงา  และตั้งเงื่อนไขกับเขาว่าหากไม่สามารถทำให้องค์จักรพรรดิพึงพอใจได้  เธอผู้นั้นก็ไม่อาจมีชีวิตกลับคืนมาอีกเลย

                 ซัททีแค้นเคืองเวสเปเซียนมาก  แต่ไม่สามารถทำอะไรได้  เขาจึงได้แต่เพียงทำตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้อย่างทนทุกข์ 

                 สิ่งที่เวสเปเซียนชื่นชอบคือการประลองของเหล่าทาสแห่งโรมัน  ซัททีจึงช่วงชิงสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของทุกคนที่ถูกสัมผัส  เพื่อจัดการประลองสนองความต้องการของจักรพรรดิ

                 เพราะพลังอำนาจในการช่วงชิงที่ได้รับ  ทำให้ซัททีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองหัวหน้าของเงารัตติกาลอย่างง่ายดาย  กระทั่ง วาร์ด เยอร์มูห์ หัวหน้าเงารัตติกาลยังหวาดเกรงในพลังนี้

                 ซัททีคงไม่คาดคิด  ว่าพลังมหาศาลจะถูกทำลายโดยเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวแบบนี้

                  เลือดไหลทะลักจากปาก  ความร้อนวูบที่แผ่นหลังแผ่ซ่านจนไม่อาจกระดิกร่างได้  ไม่ต้องสัมผัสซัททีก็รู้ว่ามีดเล่มยาวที่เคยปักอยู่บนเก้าอี้  บัดนี้มันถูกเปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่ที่หลังของเขาแล้ว 

                 เขาขอบคุณอาการชาจากสมองที่ยังสะเทือนอยู่จึงทำให้ไม่รู้สึกเจ็บอย่างที่ควรเป็น  ภาพที่สะท้อนผ่านดวงตาที่ใกล้ปิดจางลงเรื่อย ๆ  สิ่งเดียวที่ซัททีจ้องมองคือกระจกเงาที่ตั้งหันหน้ามาทางเขาอย่างบังเอิญ

                 ภาพหญิงกลางคนยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางยื่นมือมาให้เขาเหมือนเชื้อเชิญคือภาพสุดท้ายที่ซัททีเห็นก่อนที่เปลือกตาจะปิดสนิท 

                 รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนใบหน้า  มือเอื้อมไปจับหญิงสาวอย่างแผ่วเบา  เขาประคองกอดร่างเธอแนบแน่นด้วยความคิดถึง ดวงวิญญาณของทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันนิรันดร์...

                ซัทที  ซุยวาล์ฟ  รองหัวหน้าเงารัตติกาลเสียชีวิต

 
 

                 ‘ตึง!!!’

                 กำแพงหินบีบเข้าหากันเต็มแรง  ผมมองกลับไปเห็นภาพคาจถูกกำแพงอัดอย่างตกตะลึง  มือสองข้างเขาลู่ตก  ศีรษะที่โผล่มามีเลือดไหลทะลักจากปาก 

                 ผมรีบวิ่งกลับไปพลางทุบทำลายหินหนา  แต่พื้นหินแข็งแกร่งเกินกว่าหมัดของผมจะทำอะไรได้  คาจส่ายหน้าและพูดกับผมด้วยแรงเฮือกสุดท้าย

                 “เปล่าประโยชน์  ไอ้หนู..  ฉันรู้สภาพตัวเองดี..  แค่ก!!!”  ลิ่มเลือดก้อนใหญ่ทะลักออกมา  ผมทรุดตัวอย่างหมดกำลัง  มองหน้าคาจด้วยความเศร้าสลด  “ภาพลูกชาย..  ของชั้น  หายไป.. อึก..  จากกระจกแล้ว  ดวงวิญญาณ  ของเขา  กลับสู่..  ร่างแล้ว”

                 และประโยคสุดท้ายที่เปล่งจากปากฆาตกร  คือประโยคที่เขาไม่เคยพูดมาก่อนในชีวิต

                 “ขอบใจ...”

                 ผมร้องไห้ให้กับศัตรูที่เกือบเข่นฆ่ากันมา  ร่างนอนหงายกับพื้นอย่างเหนื่อยล้า  พริบตาที่ทุกอย่างจบสิ้น  พลังพิเศษก็พลันสลาย

                 “อ๊ากกกกกกก!!!!!!!!!”

                 ความเจ็บปวดเกินกว่าจะจินตนาการถาโถมเข้าใส่ร่างกาย  กล้ามเนื้อทุกส่วนราวกับมีมีดนับพันเล่มทิ่มแทง  เหงื่อกาฬไหลจากรูขุมขนทั่วร่าง  อวัยวะทุกส่วนราวกับจะปริแยกฉีกขาดจากกัน  ผมร้องครวญครางอย่างบ้าคลั่งแต่ไม่สามารถกระดิกร่างกายได้แม้แต่น้อย

                 วิกฤติยังไม่จบ!!  พื้นที่นอนอยู่พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินไหวใหญ่  เวทีหินเคลื่อนตัวกระแทกกันดังตึงตัง  ดงหนามที่ยืดค้างพลันหุบและทิ่มแทงขึ้นมาใหม่เหมือนลูกสูบรถยนต์  คมหนามพุ่งจากพื้นเป็นแนวยาวเข้าใส่ผมที่ไร้ซึ่งทางหลบหนี

                 นี่คือความพิโรธของเวสเปเซียน  เมื่อซัททีซึ่งเป็นร่างต้นสำหรับเชื่อมต่อกับ SSS ตาย  วิญญาณที่ใกล้จะดับสูญของเวสเปเซียนจึงแสดงความโกรธเกรี้ยวอย่างวิปริต  โคลอสเซียมเปลี่ยนสภาพตัวเองเพื่อกำจัดสิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่ 

                 ผมมองหนามหินที่พุ่งเข้าใส่โดยไม่สามารถทำอะไรได้  จากสุดมุมห้อง  เริ่มใกล้เข้ามา  จนถึงระยะประชิด  อีกเพียงอันเดียวคมหนามก็จะทะลุเสียบร่างผมราวกับเข็มทิ่มแทงทะลุผ้า

                “นอนทำบ้าอะไรอยู่”

                 เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมร่างที่ถูกหิ้วลอย  ผมมองร่างชายที่แบกผมด้วยความดีใจสุดชีวิต

                 “คา..  ซี!!”

                 คาซีไม่พูดพล่ามทำเพลง  เขาเหวี่ยงผมให้ซูอัลซึ่งแข็งแรงกว่าอุ้ม  เน็กเธอร์ที่วิ่งตามหลังทำหน้าเหนื่อยหน่าย

                 “อะไรกันนักหนาเนี่ย  ศัตรูก็ตายหมดแล้วยังต้องมาผจญกับไอ้โคลอสเซียมมีชีวิตนี่อีก”

                 เน็กเธอร์พูดพลางใช้พลังพิเศษ  หนามหินพุ่งผ่านร่างไปโดยไม่สามารถทำอันตรายเขาได้

                 ส่วนด้านหน้า  คาซีดีดนิ้วใช้แรงโน้มถ่วงกระแทกกดหนามหินไว้ไม่ให้พุ่งขึ้นมา  เปิดทางให้พวกเราวิ่งฝ่าออกไปถึงบันได

                 แต่ดูเหมือนเวสเปเซียนจะไม่ยอมง่าย ๆ  วิญญาณจักรพรรดิบีบอัดแผ่นหินหนากลางโคลอสเซียมที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านบนเป็นก้อนกลมขนาดใหญ่  หินกลมกลิ้งกลุกกลักพุ่งสู่ทางเข้าก่อนจะลงบันไดหมายทับร่างพวกเราให้แหลกเละ

                 “X-Ray!!”

                 เน็กเธอร์ที่อยู่ด้านหลัง  ใช้มือสองข้างสัมผัสร่างคาซีและซูอัลที่อุ้มผมอยู่  ใช้พลังพิเศษทำให้หินกลิ้งทะลุผ่านไปอย่างฉิวเฉียด  คาซีไม่รอช้าใช้แรงโน้มถ่วงจากด้านล่างดีดหินที่กำลังจะกลิ้งลงบันไดให้ลอยกระเด็นออกไปต่อเนื่อง

                 ทางออกสี่เหลี่ยมเริ่มหดแคบ  จักรพรรดิบังคับพื้นหินให้เคลื่อนตัวปิดกั้นทางออก  พวกเราเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

                 ‘ปัง!!’

                 เสียงแผ่นหินกระทบกันอย่างแรง  แต่แค่นี้ไม่ใช่ปัญหาของเน็กเธอร์  พลังพิเศษ ‘ทะลุผ่าน’ เขาสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีและการกักขังทุกรูปแบบอยู่แล้ว

                 แต่ปัญหาคือ  เน็กเธอร์ที่ยังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บ  ย่อมไม่อาจใช้พลังพิเศษได้ต่อเนื่อง  คาซีเองก็บอบช้ำอยู่มาก  แรงโน้มถ่วงที่ใช้หลายต่อหลายครั้งสร้างภาระให้ร่างกายจนเขาหน้าซีด

                 เมื่อโผล่พ้นจากใต้ดิน  ลานกว้างด้านหน้าเต็มไปด้วยหินกลมกลิ้งกระทบกันอย่างรุนแรง  ดงหนามที่พร้อมจะพุ่งขึ้นมาทิ่มแทง  กำแพงที่บีบเข้าหากันจากทุกทิศ  รวมถึงสิงโตหินสองตัวที่ปกปักรักษาทางออกซึ่งอยู่อีกด้านของลานกว้าง  ทุกคนพูดไม่ออกเนื่องจากไม่เห็นทางรอดจากโคลอสเซียมแห่งนี้

                 ซูอัลดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็ต้องคลี่ยิ้ม

                 “X’Mas Gift!!!”

                 กล่องของขวัญถูกสร้างเบื้องหน้า  ขนาดของกล่องใหญ่เกือบสองเมตรแสดงถึงขนาดของสิ่งของด้านใน

                 คาซีหันมองอย่างแปลกใจ  “อ้าว!!  ไหนว่านายสร้างกล่องของขวัญได้วันละสามชิ้นไม่ใช่เหรอ”

                 ซูอัลพลิกข้อมือให้คาซีดู  ตัวเลขในนาฬิกาบอกเวลาว่าล่วงเลยวันใหม่มาได้ห้านาทีแล้ว  คาซีจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ 

                 ซูอัลกระตุกเชือกเต็มแรง  ฝากล่องสี่ด้านเปิดออกเผยของขวัญด้านในที่ทำให้ทุกคนยิ้มได้

           

                 ‘บรืนน!!’

                 ฮาร์ลีย์ เดวินสัน รุ่น FXST-C สีดำสนิทส่งเสียงคำรามราวสัตว์ป่า  คาซีและซูอัลบิดคันเร่งเต็มแรงพลางหักเลี้ยวหลบหลีกการโจมตีของเวสเปเซียนอย่างคล่องแคล่ว 

                 “เบา ๆ หน่อยสิ  หัวใจฉันจะวายอยู่แล้ว”

                 เน็กเธอร์ที่ซ้อนท้ายคาซีบ่นอุบ  แต่คาซีกลับไม่ผ่อนคันเร่ง  ยังคงควบมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วเต็มขีดจำกัด  มอเตอร์ไซค์หักเลี้ยวหลบหินก้อนใหญ่ก่อนที่คาซีจะใช้เท้ายันกำแพงที่พุ่งมาอีกทางเพื่อเปลี่ยนทิศให้มอเตอร์ไซค์พุ่งทะยานต่อไปได้

                 เช่นเดียวกับซูอัล  ร่างใหญ่ของเขาเหมาะกับมอเตอร์ไซค์คันยักษ์อย่างยิ่ง  มือหนึ่งเอื้อมอ้อมหลังมาประคองร่างผมไม่ให้หล่นร่วงจากมอเตอร์ไซค์ที่ขับอย่างฉวัดเฉวียน  อีกมือบิดคันเร่งจนสุดพุ่งทะลวงแทรกระหว่างหนามหินที่ยืดแทงจากใต้ท้องรถได้ฉิวเฉียด

                 พวกเราผ่านสิ่งกีดขวางต่าง ๆ มาได้อย่างรวดเร็วปานจรวด  และเบื้องหน้า  สิ่งที่รออยู่คือสัตว์ร้ายผู้เฝ้าประตูทั้งสองตัว

                 สิงโตยักษ์คำรามเสียงก้อง  มันควบเท้าทั้งสี่จนพื้นสะเทือน  ก่อนจะทะยานร่างเข้าหามอเตอร์ไซค์ทั้งสองคัน

                  “X’Mas Gift”

                 ของขวัญอีกกล่องถูกสร้างขึ้นในมือของซูอัล  เขากระตุกเชือกเผยให้เห็นวัตถุขนาดเล็กสองอันที่นอนนิ่งอยู่ด้านใน  ซูอัลรีบเขวี้ยงชิ้นหนึ่งไปให้คาซีที่ขับขนานกัน

                 มอเตอร์ไซค์สองคันยกล้อ  ก่อนจะเหินทะยานพุ่งหาสัตว์ร้ายร่างยักษ์ที่อ้าปากกว้างเตรียมงับเหยื่อ

                 “ขอโทษนะ  ที่เคยคิดว่าพลังพิเศษของนายไร้ประโยชน์”       

                 คาซียิ้มอย่างเลือดเย็น  มือยื่นออกไปคว้าวัตถุที่ซูอัลโยนให้และกดสวิตซ์เล็ก ๆ ด้านบน

                  “แหลกไปซะ!!!”

                 เปลวไฟผุดขึ้นจากรูกลมบนไฟแช็กในมือของคาซีและซูอัล  ทั้งคู่บิดฝาน้ำมันและหย่อนไฟแช็กลงในถัง  ก่อนจะกระโดดหมุนตัวกลับหลัง ปล่อยให้มอเตอร์ไซค์พุ่งปะทะสิงโตหิน

                 ‘ตูมมม!!!!!’

                 มอเตอร์ไซค์ระเบิดรุนแรงกึกก้องกัมปนาท  สัตว์ยักษ์ถูกระเบิดอัดทำลายจนปลิวกลายเป็นเศษหินชิ้นเล็กชิ้นน้อยหล่นร่วงพร่างพราวราวห่าฝน  คาซี เน็กเธอร์ และซูอัลที่อุ้มผมวิ่งสุดฝีเท้า  และทะยานร่างเหินเข้าหาประตูทางโค้งขนาดใหญ่

                 ‘วูบ!!’

                 เพียงร่างทั้งสี่พุ่งผ่านพ้นทางออก  โบราณสถานขนาดใหญ่ก็พังครืนลงมาดุจปราสาททรายถูกน้ำซัด  อิฐ หิน คอนกรีต และวัสดุต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งปลูกสร้างหล่นร่วงราวกับสิ่งที่ยึดเหนี่ยวพวกมันไว้สูญสลายไป  เสาโครงสร้าง  คานโค้งที่รายล้อมเป็นทางเดินมีรอยปริร้าว  ก่อนจะลามเลียกระจายไปทั่วทั้งอัฒจันทน์และแตกระแหงกระจัดกระจายราวกับถูกฉีกกระชาก  พื้นทางเดินปริแยกพังทลายไปจนถึงชั้นใต้ดินลึก  ห้องหับและคุกถูกทับถมด้วยเศษอิฐเศษหินจนไม่เหลือสภาพเดิม

                โคลอสเซียม  หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่  พังทลายลงหลังจากก่อสร้างและตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามาถึง 1935 ปี

 

                  แสงแดดส่องผ่านช่องว่างของผ้าม่านตกกระทบบนใบหน้าราวกับจะง้างตาที่ปิดสนิทให้เปิดออก  ผมหยีตาเล็กน้อยก่อนเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง  ร่างกายปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่อาจขยับได้ดั่งใจคิด  ข้างเตียงมีคาซีนั่งกัดแอปเปิลพลางอ่านหนังสืออยู่ในห้องของโรงพยาบาล

                 เมื่อเห็นผมลืมตาตื่น  เขาจึงปิดหน้าหนังสือและลุกขึ้นรินน้ำยื่นให้

                 “เล่นหลับไปตั้งสามวัน  จริง ๆ หมอบอกว่านายต้องนอนยาว  แต่เราไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอก”

                 ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ 

                 “แล้ว..  ซูอัลล่ะ  แม่ของหมอนั่นปลอดภัยมั้ย”

                 แทนคำตอบ..  คาซีหันหน้าไปที่ประตูห้องที่เปิดอ้าพร้อมรถเข็นที่มีร่างหญิงชรานั่งอยู่  ซูอัลเข็นเธอเข้ามาและยิ้มให้ผมอย่างร่าเริง

                 “ฟื้นแล้วเหรอครับ คุณเรแพน”

                 หญิงชราแม้หน้าจะซูบซีด  แต่รอยยิ้มและความแข็งแกร่งที่ส่งผ่านมาทางแววตาทำให้รู้ว่าเธอคงแข็งแรงขึ้นในไม่ช้า

                 “ขอบคุณมากนะ  พ่อหนุ่ม”  เธอยื่นมือมาแตะแขนผมอย่างอ่อนโยน  หยาดน้ำตาไหลรินอย่างซาบซึ้งพลางนึกถึงเรื่องเมื่อสามวันก่อน

                 ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของมาดามโจอันนา  เธอเห็นความพยายามต่อสู้ของลูกชายเพื่อรักษาดวงวิญญาณของเธอ  เห็นสภาพของพวกเราทั้งสี่  ยิ่งทำให้เธอเกิดความตื้นตันจนจุกแน่นอยู่ในอก

                 “ขอบคุณซูอัลเถอะครับมาดาม  เขาเป็นห่วงคุณมาก” 

                 ผมพูดพลางส่งสายตาให้ชายหนุ่มข้างหลังเธอ  แม้ไม่ต้องสบตา  แต่ความผูกพันที่สื่อถึงกันก็ทำให้ทั้งสองรู้ว่าทั้งคู่รักและห่วงใยกันมากเพียงใด

                 เมื่อเห็นสภาพของหญิงชรา  ผมก็อดคิดถึงความจำเป็นที่ซูอัลไม่อาจเดินทางกับพวกเราได้ขึ้นมา

                 แต่ดูเหมือนซูอัลจะรับรู้ความคิด  เขายิ้มและกล่าวอย่างยินดี

                  “เรื่องสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า..  ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วล่ะครับ”

 

                สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซานมาร์โค

                 “นี่ ๆ  นายเป็นคนเลวใช่มั้ย”

                  เด็กชายท่าทางแก่นแก้วเอาไม้จิ้มชายผมยาวที่นั่งทาสีรั้วไม้อย่างขันแข็ง  เขาไม่สนใจและทำงานต่อ

                  “ชั้นเคยเห็นนายมาที่นี่  มาทำให้แม่ร้องไห้  คนเลวต้องถูกสวรรค์ลงโทษ”  พูดพลางกวักมือเรียกพรรคพวกอีกสามคนที่แอบหลังพุ่มไม้  “ลุยมันเลย  พวกเรา!!”

                 ดาบของเล่น  กระแป๋ง  และกิ่งไม้ในมือพวกเด็ก ๆ กระหน่ำฟาดมัลโก้จนเขาทนไม่ไหว

                 “ว้ากกก!!  ฉันเป็นยักษ์  จะจับพวกแกกินให้หมดเลยยย”

                 พูดเสร็จก็เอาสีแต้มมุมปากทำเป็นเขี้ยวของยักษ์ ก่อนจะยกมือยกไม้ท่าทางตลกวิ่งไล่เด็ก ๆ ที่ตกใจหนีกระเจิงคนละทิศละทาง

                 “พี่ดอน  ช่วยด้วย  ยักษ์จากินพวกผมแล้ววว”

                 เด็กหัวโจกวิ่งไปหลบหลังเด็กชายที่อายุมากกว่า  ดูเหมือนเด็กคนนี้จะรู้จักกับมัลโก้เป็นอย่างดี

                 เด็กชายมองมัลโก้อย่างไม่ไว้วางใจ

                 “พี่..  จะกลับมาอยู่ที่นี่เหรอครับ  แล้วพี่ซูอัลล่ะ”

                 สายตามัลโก้หม่นลงวูบหนึ่งเมื่อคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่เขาเคยทำเอาไว้  แต่เพียงครู่เดียวเขาก็สูดหายใจเต็มปอดก่อนเอ่ยคำมั่นด้วยเสียงขึงขัง

                 “พี่ซูอัลไปเที่ยวน่ะ  แต่อีกไม่นานหรอก  เขาจะกลับมา”  มัลโก้ย่อกายให้ศีรษะอยู่ระดับเดียวกับเด็กชาย  “แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ  ทุกสิ่งที่พี่ซูอัลทำเพื่อบ้านหลังนี้  พี่จะเป็นตัวแทนเขาเอง  พี่สัญญา”

                 สายตาจริงใจของมัลโก้  ทำให้เด็กชายยิ้มออก  เขาพยักหน้ารัวก่อนร่วมวงเล่นเป็นยักษ์ไล่จับเหล่าเด็กตัวน้อยอย่างสนุกสนาน

 

                กระทรวงกลาโหม  สหรัฐอเมริกา

                 หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าชายหญิงนับสิบที่นั่งอยู่ในห้องประชุมของสถานที่สำคัญแห่งนี้ได้มารวมตัวกัน  คงเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกเป็นแน่  แต่เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นความลับอย่างถึงที่สุด  จึงไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานใดรับรู้การเดินทางมายังทำเนียบขาวของกลุ่มคนเหล่านี้เลยแม้แต่คนเดียว 

                 ที่หัวโต๊ะ  ไมค์โครโฟนถูกจ่อที่ปากของผู้นำอเมริกา  วิลเลียมพูดกับผู้ร่วมประชุมทั้งหมดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

                 “ข่าวการถล่มของโคลอสเซียมเมื่อสามวันก่อน  คงทำให้พวกท่านรู้ถึงความน่ากลัวของเงารัตติกาลเป็นอย่างดีแล้ว” 

                 ภาพความเสียหายของโบราณสถานแห่งกรุงโรมที่ถูกฉายผ่านทางสื่อต่าง ๆ  เป็นข่าวครึกโครมที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวโลก  บางคนคิดว่าเป็นเพราะความทรุดโทรมจากกาลเวลา  แต่อีกหลายคนคิดว่าเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย  ความหวาดหวั่นแผ่ปกคลุมไปไม่ใช่เฉพาะประเทศอิตาลี  ยังลุกลามไปยังประเทศในกลุ่มยุโรปและผู้ให้การสนับสนุนอเมริกาในทวีปอื่นด้วย

                 แต่คงไม่มีใครคาดคิด  ว่าการพังถล่มของสนามกีฬาระดับโลกแห่งนั้น  เป็นฝีมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่เรียกตัวเองว่า ‘เงารัตติกาล’

                 ชายผิวขาวหน้าผากกว้างที่นั่งอยู่ถัดจากสแตมฟอร์ดประสานมือไว้ด้วยกัน  ใบหน้าเขาอ่อนเยาว์จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นถึงผู้นำแห่งสหราชอาณาจักร  เขามองสแตมฟอร์ดและออกความเห็น

                 “ผมยอมรับว่าเงารัตติกาลน่ากลัวกว่าที่พวกเราคาดคิด  แต่ข้อเรียกร้องที่พวกมันต้องการมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะยินยอมได้นะ”

                 หลายคนในห้องอ่านเอกสารที่วางบนโต๊ะ  เมื่อเห็นสิ่งซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของเงารัตติกาล  บางคนถึงกับหัวเราะอย่างดูแคลน

                  “พวกมันโง่รึเปล่า  ใคร ๆ ก็รู้ว่า ‘ของสิ่งนั้น’ มันกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปทั่วทุกมุมโลกแล้ว  ข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้แบบนี้ใครจะไปหาให้มันได้”

                  แต่สายตาของชายชราศีรษะล้านมองผู้พูดอย่างตำหนิ  เขาดันแว่นให้กระชับก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  เพราะประเทศที่เขาเป็นผู้นำเพิ่งถูกทำลายโบราณสถานสำคัญไปด้วยฝีมือของกองโจรชื่อก้องโลก

                 “นั่นเป็นเรื่องที่หลายคนรู้  แต่ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงล่ะ”

                 ทั้งห้องเกิดอาการตื่นตะลึง  ยกเว้นบางคนที่เก็บงำความลับเอาไว้มานาน 

                 ผู้นำสหรัฐพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

                 “ผมว่าถึงเวลาแล้ว  ที่ทุกคนต้องรู้ความจริงที่ถูกประวัติศาสตร์บิดเบือนมาแสนนาน”

                 ผู้นำประเทศทุกคนรับฟังถ้อยคำของวิลเลียมด้วยอาการตกใจสุดขีด



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack the Ripper) สมญาของฆาตกรต่อเนื่องที่ออกฆาตกรรมในย่านไวท์ซาเปล กรุงลอนดอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น