อัปเดตล่าสุด 2021-08-27 10:50:51

ตอนที่ 5 เวนิส นครแห่งสายน้ำ

บทที่ 5 : เวนิส นครแห่งสายน้ำ

 

               “ปัง!!!”

              กำปั้นทุบลงบนโต๊ะที่มีกระจกแผ่นหนาวางพาดอยู่จนกระจกแตกละเอียด  เศษกระจกทิ่มอุ้งมือหนาแต่ไม่มีความเจ็บปวดแสดงออกทางสีหน้าแต่อย่างใด

              “พวกมันเป็นใคร!!  ขนาดเบลิธาห์ยังถูกจัดการได้ง่าย ๆ แบบนี้”

              ชายผู้อยู่ในตำแห่งหัวหน้าของเงารัตติกาลแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา จนสมาชิกที่อยู่ในห้องไม่กล้าสบตาเขา  ทุกคนได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่ปริปาก

              “พวกมันกำลังจะไปที่ไหน  นาลี!!”

              ชายชราศีรษะล้านที่ถูกเรียกชื่อเดินก้าวจากเงามืด  เขาล้วงมือลงไปในกระปุกก่อนจะกำผงเหล็กติดมือออกมาและโปรยมันลงกับพื้น  ฝุ่นผงกระจายแผ่ตัวเป็นวงกว้างก่อนจะจัดเรียงตัวเองเป็นรูปร่างได้อย่างน่าอัศจรรย์

              ภาพที่ปรากฏบนพื้นหินอ่อนคือแผนที่โลก  จุดเล็ก ๆ ที่ถูกวาดโดยผงเหล็กสามจุดกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในแผนที่อย่างช้า ๆ

              “ถ้าดูจากทิศทางที่มันกำลังมุ่งหน้าไป  น่าจะขึ้นฝั่งที่อิตาลีครับหัวหน้า”

              ชายสวมสูทที่นั่งอยู่มุมห้องลุกขึ้นยืน  หนวดเรียวงามถูกตัดแต่งอย่างประณีตรับกับเรียวหน้ายาวแหลม  ผมหวีเสยเรียบติดหนังศีรษะ  ลักษณะท่าทางคล้ายขุนนางในพระราชวังโบราณ  หากแต่แววตาคมปลาบชวนให้หวาดเกรงเท่านั้นที่ขัดต่อรูปลักษณ์ที่เห็น

              “ที่นั่นเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบของข้า ‘ซัทที ซุยวาล์ฟ’ ”

              หัวหน้าใหญ่ของเงารัตติกาลยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจเมื่อหนึ่งในสี่รองหัวหน้าออกหน้ารับผิดชอบด้วยตัวเอง

              ซัททีหยิบโทรศัพท์มือถือกดหลายเลขปลายทาง  และสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด  กลุ่มคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืน SSS ที่ถูกชิงไป

              คลื่นน้ำม้วนตัวเป็นเกลียว  ละอองกระเด็นพร่างพราวตามสายน้ำที่แตกเป็นทางเมื่อเรือยอร์ชลำหรูแล่นผ่าน  คลื่นลมเงียบสงบส่งผลให้เรือแล่นฉิวได้ไวกว่าเคยเป็น

              แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องกระทบผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ  เมฆขาวลอยเอื่อยตัดสีครามของผืนฟ้า  นกนางนวลบินฉิวส่งเสียงร้องดังคล้ายดนตรีจากธรรมชาติ  ผมตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ได้เห็น  ชีวิตนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งคงไม่มีโอกาสมากนักที่จะได้ขึ้นเรือยอร์ชหรูหราราคาแพงแบบนี้  ตรงข้ามกับคาซีที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือมองผืนน้ำเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง

              เน็กเธอร์โผล่หน้ามาจากหน้าต่างห้องพักของเรือ  ก่อนส่งเสียงตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

              “พวกนายจะบ้ารึไง  ยืนตากแดดตากลมแบบนี้เดี๋ยวผิวก็เสียหมด”

              เขาพูดเสร็จก็รีบปิดหน้าต่างราวกับกลัวรังสียูวีจะลอดเข้าไป  ผมสั่นศีรษะเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร  แต่คาซีไม่ได้สนใจ  เขายังคงยืนดุจยามรักษาการณ์อยู่แบบนั้น

              ผมเดินไปใกล้คาซีอย่างทุลักทุเลเนื่องจากยังไม่หายดีจากการฝืนใช้ร่างกายเกินตัว  โชคดีที่คู่ต่อสู้ที่เจอไม่ใช่นักสู้ประเภทเดียวกับคาซีหรือเน็กเธอร์  ผมจึงจัดการกับเบลิธาห์ได้อย่างรวดเร็ว  แต่หากผมเจอศัตรูที่ฝีมือร้ายกาจกว่านี้  ลำพังร่างกายแบบบางอย่างผมคงไม่อาจฝืนรับพลังของเนเปียร์โบนส์ได้แน่

              “ในจดหมายที่นายได้รับ  บอกสถานที่ที่ต้องไปอีกกี่ที่เหรอ” 

              คาซีเลิกคิ้วทบทวนความจำ

              “สาม”

               “ที่ไหนบ้าง”

              คาซีล้วงกระเป๋ายื่นจดหมายให้ผมอ่าน  ลายมือประณีตคล้ายลายมือผู้หญิงเขียนอยู่บนเส้นบรรทัดอย่างเป็นระเบียบ

              “เราไปเยอรมนีแล้ว  ที่เหลือก็  อิตาลี  แล้วก็..  จีนกับอียิปต์อย่างนั้นเหรอ!!”

              ที่ผ่านมายังพอว่า  แต่สองประเทศสุดท้ายนี่เราต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปอีกซีกโลกนึงเลย  แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้กลับบ้านกันล่ะเนี่ย!!

              ระหว่างกำลังคิดเพลิน ๆ  เรือที่แล่นด้วยความเร็วสูงกลับค่อย ๆ ลดความเร็วลง  เน็กเธอร์เปิดประตูห้องออกมาพร้อมด้วยผ้าผืนใหญ่ที่คลุมร่างจนมิดโผล่มาแต่เพียงช่องตาสำหรับมอง  เขาตะโกนถามลูกน้องอย่างหัวเสีย

              “เรือเป็นอะไร  ทำไมพวกแกไม่เช็คให้เรียบร้อยก่อน”

              ลูกน้องทั้งสามคนวิ่งวุ่นเพื่อตรวจสอบ  แต่ทั้งเครื่องยนต์  น้ำมัน  หรือระบบต่าง ๆ ก็ล้วนแต่ไม่มีอะไรผิดปกติ

              และไม่นาน  เรือก็หยุดสนิททั้ง ๆ ที่เครื่องยนต์ยังส่งเสียงคำรามอยู่ 

              คาซีกวาดตามองไปรอบ  เน็กเธอร์เหมือนจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ  จึงโยนผ้าที่คลุมร่างทิ้งก่อนจะเดินมารวมตัวกับพวกผม

              ‘ตึง!!!’

              บางอย่างกระแทกเข้ากับเรืออย่างแรงจนทำให้เรือสั่น  ลูกน้องของเน็กเธอร์คนหนึ่งที่ยืนใกล้ระเบียงเรือเสียหลักจนตกลงในทะเล  อีกคนที่อยู่ในห้องเครื่องรีบคว้าห่วงยางโยนลงไปหมายจะช่วยชีวิตเพื่อน

              แต่ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนตกตะลึงแกมหวาดผวา  เมื่อท้องน้ำใกล้เรือบริเวณที่ลูกน้องของเน็กเธอร์ตกลงไป  กลับแผ่สีแดงฉานกระจายเป็นวงกว้าง  เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่น  ร่างที่ตะกุยตะกายหมายคว้าห่วงยางพลันสงบนิ่งลงทันทีพร้อมลมหายใจที่ขาดห้วง

              คาซีดีดนิ้วอย่างแรง  แรงโน้มถ่วงกระแทกผืนน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง  คลื่นน้ำสาดกระเซ็นมากระแทกเรือจนเรือเอียง  แต่ดูเหมือนตัวการที่ปลิดชีวิตลูกน้องของเน็กเธอร์จะหลบรอดจากการโจมตีของคาซีอย่างไม่ยากลำบากนัก 

              เงาร่างสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนไหวในทะเลพลิ้วไหว  เมื่อผืนน้ำสงบนิ่งจึงเผยให้เห็นเงาร่างอีกนับสิบที่ห้อมล้อมเรือลำใหญ่ไว้  และเจ้าของเงาเหล่านี้เองที่ฉุดรั้งไม่ให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้าได้

              และสองขาผมก็สั่นจนแทบยืนไม่อยู่  เมื่อรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

              ไม่ต้องเห็นร่างชัดเจนทั้งหมด  เพียงแค่ครีบสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ยื่นโผล่พ้นน้ำและแหวกว่ายด้วยความเร็วสูงราวกับมวลความหนาแน่นของน้ำไม่เป็นอุปสรรค  ในโลกนี้มีเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่ทำได้

              “ฉะ  ฉะ  ฉลาม!!!”

              เรือถูกกระแทกอย่างแรงอีกครั้ง  ผมยึดรั้วกั้นหันเรือไว้แน่น  เช่นเดียวกับคาซีและเน็กเธอร์ที่พยายามทรงตัวอย่างยากลำบาก  แต่ลูกน้องอีกสองคนของเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น

              ร่างลอยละลิ่วสู่ความตายที่รออยู่ใต้ผืนน้ำด้วยความเร็ว  เพียงแค่สัมผัสผิวน้ำ  ฉลามนับสิบตัวต่างรุมทึ้งฉีกกระชากร่างของทั้งสองอย่างไม่ปรานี  ชั่วเวลาแค่พริบตาทั้งสองก็กลายเป็นออเดิร์ฟของฝูงฉลาม

              เน็กเธอร์ฉวยจังหวะที่เรือนิ่ง  วิ่งเข้าไปในห้องเครื่องก่อนจะหยิบปืนฉมวกขนาดใหญ่ออกมาเล็งที่ฝูงฉลาม 

              ‘ฟิ้วว!!’

              ฉมวกเหล็กเล่มใหญ่พุ่งแหวกอากาศทะลุผืนน้ำ  ก่อนจะเสียบเข้าร่างฉลามตัวหนึ่งซึ่งยังคงเพลิดเพลินกับอาหารมื้อใหญ่  มันดิ้นพล่านในน้ำไม่นานก่อนที่เลือดจากร่างจะโชยกลิ่นเข้าจมูกของเพื่อนนับสิบ กระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าให้รุมทึ้งฉลามตัวนั้นโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน

              คาซีใช้แรงโน้มถ่วงกระแทกน้ำตรงที่กลุ่มฉลามอยู่  เสียงดังตึงสร้างคลื่นน้ำวงกว้างจนเรือโคลงเคลง  ฝูงฉลามที่ล้อมรอบเรือแตกฮือพากันว่ายหนีจนทำให้เรือพ้นจากพันธนาการ  กลับแล่นต่อได้อีกครั้ง

              เน็กเธอร์รีบวิ่งไปบังคับพวงมาลัย  คาซีดีดนิ้วต่ออีกสองสามครั้งเพื่อใช้พลังสกัดกั้นฝูงฉลามที่ว่ายตามเรืออย่างไม่ลดละ 

              ผมมัวแต่ตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  มือจับรั้วเหล็กแน่นเพราะกลัวจะตกลงไปเป็นอาหารฉลามเหมือนสามคนก่อนหน้า  เมื่อได้สติจึงคิดได้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

              มือล้วงกระเป๋าเสื้อสเวตเตอร์และกำแท่งวัตถุที่อยู่ด้านในแน่น

              “เนเปียร์โบนส์!!!”

              ผมสร้างตารางแสงดักหน้าฝูงฉลาม  สามตัวที่อยู่ด้านหน้าไม่อาจหลบได้ทันจึงพุ่งทะลุผ่านตาราง  ความเร็วถูกลดลงจนทำให้มันว่ายได้เร็วไม่ต่างจากเต่าทะเล

              อีกหลายตัวที่เหลือมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอย่างน่ากลัว  มันหักเลี้ยวหลบตารางก่อนจะเร่งความเร็วเข้าหาเรืออย่างบ้าคลั่ง

              เน็กเธอร์หักเลี้ยวซ้ายขวาหลบการพุ่งกระแทกของฝูงฉลาม  เข็มไมล์แสดงความเร็วสูงสุดที่เรือสามารถแล่นได้  แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่จะหลบหนีการตามล่าของมัจจุราชแห่งท้องทะเล  ส่วนคาซีพยายามเร่งสมาธิก่อนจะใช้แรงโน้มถ่วงอัดกระแทกฉลามจนลอยแน่นิ่งไปได้อีกสามตัว

              และคาซีก็ล้วงหยิบกิ่งแอปเปิ้ลออกมาถือ  เขาเพ่งมองเงาร่างที่แหวกว่ายก่อนจะระเบิดพลังออกมา

              “นิวตัน กราวิตี้!!!”

              ผืนน้ำกระเพื่อมรุนแรง  ก่อนจะยกตัวขึ้นเป็นก้อน  ฝูงฉลามที่ว่ายอยู่ถูกตรึงนิ่งและลอยขึ้นพร้อมกับก้อนน้ำ  คาซีใช้แรงโน้มถ่วงยกทั้งน้ำและฉลามขึ้นมาตรึงค้างไว้กลางอากาศ  เขาเร่งใช้พลังจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ 

              เน็กเธอร์โยนปืนฉมวกให้ผมก่อนจะยิงปืนที่อยู่ในมือเข้าใส่เป้านิ่ง  เลือดไหลย้อมก้อนน้ำสีครามจนแดงฉาน  ผมไม่รอช้ารีบยิงตามไปและก็สามารถสังหารฉลามได้อีกตัว

              เราสองคนเร่งบรรจุกระสุนฉมวกใหม่  ก่อนจะระดมยิงใส่ฉลามทุกตัวที่อยู่ในก้อนน้ำจนเมื่อแน่ใจว่าพวกมันตายหมดแล้ว  คาซีจึงคลายพลังปล่อยทั้งก้อนน้ำและฉลามลงสู่ทะเลตามเดิม

              เขาทรุดเข่าอย่างเหนื่อยล้าเนื่องจากใช้พลังมหาศาล  ผมเดินมาประคองคาซีเข้ามานั่งในห้องพักพลางนึกน้อยใจตัวเองว่าพลังพิเศษที่มีไม่อาจสร้างประโยชน์ให้กับเขาได้เลย 

              เน็กเธอร์เป่าปากอย่างโล่งอก  แต่ดวงตาเขาฉายแววหม่นเพราะเสียลูกน้องทั้งสามคนไป 

              แต่แล้วเขาก็รู้สึกแปลก ๆ  เมื่อเรือที่บังคับอยู่กลับควบคุมไม่ได้ดั่งใจ

              “แย่แล้ว!!”

              แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่เมื่อมองออกไปนอกกระจกก็พอเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้

              เรือแล่นเปลี่ยนทิศอย่างบังคับไม่ได้  พุ่งเข้าหาโขดหินใหญ่ที่ตั้งตระหง่านกลางทะเล  ดูท่าเรือคงถูกทำลายหางเสือทำให้แล่นเฉจากทิศทางที่ตั้งใจจะไป  เข้าใกล้เกาะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีหินโสโครกอยู่รอบเกาะเป็นจำนวนมาก

              ‘โครม!!!’

              เรือพุ่งกระแทกโขดหินจนลำเรือด้านหน้าแตกละเอียด  น้ำไหลทะลักเข้าสู่ท้องเรือและเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนลำเรือจมลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว

              “กระโดดเร็ว!!”

              เน็กเธอร์ตะโกนบอก  ผมและคาซีไม่รอช้า  วิ่งออกไปที่กราบเรือก่อนจะพุ่งตัวลงน้ำ  สายน้ำเย็นยะเยือกราวกับจะกรีดแทงเข้าไปในผิวหนัง  คาซีว่ายไปเกาะโขดหินขนาดย่อมเพื่อไม่ให้ตัวถูกซัดไปกับเกลียวคลื่นรุนแรง 

              ผมพยายามเหวี่ยงแขนตีน้ำ  แต่กระแสน้ำใกล้ชายฝั่งหมุนวนอย่างแรง ทำให้ร่างกระจ้อยร้อยของผมไม่อาจต้านทานความรุนแรงของมันได้  ผมถูกซัดไปตามกระแสน้ำ  และสิ่งที่รออยู่คือ... 

              คมเขี้ยวของฉลาม!!

              “เอ็กซเรย์!!!”

              แทบไม่รู้สึกว่าฝ่ามือสัมผัสกับร่าง  แต่เมื่อผมพุ่งเข้าหาปลาฉลาม  แทนที่จะถูกเขี้ยวใหญ่แหลมบดขยี้  ผมกลับทะลุผ่านร่างมันไปราวกับอยู่กันคนละมิติ

              เน็กเธอร์ที่เกาะแผ่นไม้ยื่นมือมาแตะร่างขณะที่ผมถูกน้ำซัดได้ทันเวลา  ทำให้ผมรอดจากคมเขี้ยวสังหารได้  แต่ดูเหมือนฉลามตัวนี้จะฉลาดกว่าทุกตัวที่เจอ  มันหันร่างมาหาผมที่ยังคงถูกน้ำซัดและพุ่งตัวตามมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า

              ‘วูบ!!’

              ตารางแสงถูกสร้างขึ้นคั่นระหว่างผมกับฉลามเพื่อลดความเร็วของมัน  แต่มันกลับว่ายหลบได้อย่างง่ายดาย  ปากอ้ากว้างเตรียมบดขยี้ร่างของผม

              ‘ซู่!!’

              ร่างผมถูกยกลอยด้วยแรงโน้มถ่วงทันเวลาก่อนที่คมเขี้ยวจะฉีกร่าง  ผมถูกช่วยไว้ถึงสองครั้งสองหน  คาซีบังคับแรงโน้มถ่วงพาร่างผมลอยเข้าหาโขดหินใหญ่  อย่างน้อยตากลมแรงอยู่ด้านบน  ก็ยังดีกว่าถูกน้ำซัดไปเป็นเหยื่อฉลามด้านล่าง

              “ทำไมฉลามพวกนั้นถึงโจมตีพวกเราล่ะ” 

              ผมถามด้วยน้ำเสียงสั่น  เพราะอากาศเย็นจับเข้าไปถึงกระดูก

              “ฉลามตัวนั้น”  คาซีมองไปที่ฉลามตัวเดียวที่เหลือ  “มีอะไรแปลก ๆ”

              แล้วการเคลื่อนไหวของมันก็ช้าลง  กระโดงสามเหลี่ยมแหวกต้านสายน้ำเข้าหาโขดหินที่ผมและคาซีเกาะอยู่ช้า ๆ ราวกับไม่ได้มุ่งหมายโจมตีเหมือนเคย

              ดวงตาเล็กจิ๋วสีแดงฉานเหมือนเครื่องประดับที่แปะอยู่ข้างศีรษะใหญ่โตจ้องเขม็งมาที่พวกผม  ร่างใหญ่โตหยุดนิ่งทิ้งเพียงคลื่นน้ำที่แผ่เป็นวงกว้างเข้ามากระทบโขดหินจนแตกกระจายเป็นฟอง  คาซีแม้จะเกาะโขดหินอยู่แต่ก็ยังตั้งท่าเตรียมรับมือ 

              สิ่งผิดปกติพลันเกิดขึ้นต่อหน้าพวกเรา  เมื่อฉลามตัวเขื่องเชิดหน้าขึ้นเหนือผิวน้ำ  ปากมันอ้ากว้างราวกับงูเหลือมอ้าปากขย้อนเหยื่อ  ท้องปูดโปนของมันเคลื่อนหุบพองเป็นจังหวะบ่งบอกว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนกายอยู่ข้างในตัวของมัน

              สิ่งที่โผล่พ้นจากปากฉลาม  คือศีรษะล้านเลี่ยนของมนุษย์  ผิวหนังสีน้ำตาลเข้มดำเป็นมันปลาบ  กล้ามเนื้อกำยำเป็นมัด  ทั่วร่างมีเพียงมัดผ้าที่รัดปกปิดของสงวนเป็นอาภรณ์เพียงอย่างเดียว  ใบหน้าถูกทาทับด้วยสีเป็นลวดลายประหลาดจนมองหน้าที่แท้จริงไม่ชัดเจน  ที่เห็นชัดมีเพียงดวงตาที่จ้องมองพวกผมดุจสัตว์กินเนื้อจ้องเหยื่อ

              “ส่ง SSS มาเดี๋ยวนี้”

              เสียงคำรามของมันดังก้องจนผิวน้ำสะเทือน  ได้ยินแบบนี้ก็รู้ชัดเจนแล้วว่าชายเบื้องหน้าคือนักฆ่าของเงารัตติกาล  คาซีไม่พูดพล่ามทำเพลง  ดีดนิ้วเป็นสัญญาณโจมตี  แรงโน้มถ่วงมหาศาลพุ่งกระแทกผืนน้ำเบื้องหน้าแตกเป็นวงกว้าง

              แต่ทั้งคน ทั้งฉลาม กลับเคลื่อนกายรวดเร็วไม่ต่างกัน  มันทั้งคู่พุ่งฉีกไปคนละทางหลบเลี่ยงพลังแรงโน้มถ่วงของคาซีได้อย่างไม่ยากลำบากนัก  ก่อนจะว่ายด้วยความเร็วพุ่งเข้าหาคาซีพร้อมกัน

              ‘ปังง!!’

              ฉลามใช้ศีรษะใหญ่หนาพุ่งโขกโขดหินที่คาซีเกาะอยู่จนสะเทือน  มือสองข้างที่โอบรอบพลันหลุดลื่นจนร่างของคาซีทิ้งดิ่งลงไปเบื้องล่าง

              ‘เป๊าะ!!’

              แต่ก่อนที่ร่างจะตกสู่ผิวน้ำ  คาซีพลันดีดนิ้วเพื่อใช้พลังแรงโน้มถ่วงยกตัวเขาให้ลอยขึ้นสู่อากาศ  ฉลามตัวใหญ่ที่อ้าปากรออยู่สะบัดหางอย่างโกรธกริ้ว

              แต่ยังไม่จบ!!  การโจมตีระลอกสองตามมาด้านหลังในจุดที่คาซีมองไม่เห็น 

              มีดปลายแหลมเฉือนที่สีข้างเป็นทางยาว  ชายประหลาดบังคับฉลามให้ดันร่างตัวเองพุ่งขึ้นฟ้าราวกับจรวดก่อนจะใช้มีดเล่มยาวโจมตีคาซีโดยเขาไม่คาดคิด

              ผมเบิกตาโพลงมองภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันทำอะไรได้ 

              คาซีหน้าซีดมือกุมบาดแผล  ก่อนจะใช้แรงโน้มถ่วงกระหน่ำโจมตีจนผืนน้ำยุบเป็นวง 

              แต่ก็ไร้ผล  เมื่อคู่ต่อสู้ทั้งสองดำลงลึกจนแรงโน้มถ่วงถูกความหนาแน่นของน้ำสลายการโจมตีจนไม่ถึงตัว 

              ร่างของคาซีค่อย ๆ ลอยตกลงบนโขดหินอีกก้อน  ขณะเดียวกันแผ่นไม้ที่เน็กเธอร์เกาะลอยคออยู่กลางทะเลก็ถูกน้ำพัดเข้ามาใกล้  และดูเหมือนเขาจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

              “เน็กเธอร์  ระวังใต้น้ำ!!”

              ผมร้องตะโกนเมื่อเห็นเงาสองจุดว่ายแหวกขึ้นสู่ผิวน้ำตรงตำแหน่งที่เน็กเธอร์ลอยคออยู่

              “เอ็กซเรย์!!”

              เน็กเธอร์ใช้พลังพิเศษกับตัวเอง  ทำให้ทั้งคมเขี้ยวและคมมีดพุ่งผ่านทะลุร่างเขาไปอย่างไร้บาดแผล  คู่ต่อสู้ทั้งสองว่ายถอยห่างอย่างหยั่งเชิงเมื่อเห็นพลังพิเศษของเขา

              “ดูท่าจะมีดีกว่าสองคนนั่น”

              ชายประหลาดคำราม

              “อย่าเอาฉันไปเหมารวมกับเจ้าพวกนั้น  มันคนละระดับกันอยู่แล้ว”  เน็กเธอร์พูดพลางเลิกคิ้วตีสีหน้ายียวน  “แล้วนี่แกมาจากชนเผ่าไหนกัน  ทั้งหน้าตาและการแต่งตัวประหลาดสิ้นดี” 

              เขาอาจหวังให้ศัตรูเสียสมาธิแต่ดูเหมือนจะไร้ผล  ชายประหลาดลูบคลำสร้อยคอที่ร้อยเรียงขึ้นจากเศษเขี้ยวของฉลาม  พริบตาเดียวฉลามใหญ่ก็ว่ายเข้ามาเคียงข้างราวกับถูกควบคุม

              “ชนเผ่าทางตอนใต้ของเกาะกวม[1] มีพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่สืบทอดมาแต่โบราณ  พวกเราบูชาฉลามเปรียบดั่งเทพเจ้า  พวกแกบังอาจเหยียบย่ำเข้ามาในอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้  และบังอาจสังหารพระผู้เป็นเจ้าของข้า  ในนามของ ‘อิกส์เวลพ์’ ข้ารับใช้แห่งฉลาม  ขอปลิดชีวิตพวกแกเพื่อเซ่นสรวงแด่ดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์”

              SSS ในรูปของสร้อยคอเขี้ยวฉลามเปล่งแสงเรืองรอง  พลังของมันสามารถควบคุมปลาฉลามที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจ

              แม้โชคจะเข้าข้างเพราะตอนนี้มีฉลามอยู่บริเวณนี้เพียงตัวเดียว  แต่ลำพังแค่พลังของมันก็สามารถจัดการคนบาดเจ็บสามคนได้ไม่ยาก 

              เป้าหมายแรกที่มันเลือกคือคนที่ดูท่าทางเคี้ยวง่ายที่สุด  นั่นก็คือ...  ผม

              เฮ้ย!! 

              ผมสร้างตารางแสงขึ้นต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว  แต่เจ้าฉลามกลับว่องไวกว่าที่คิด  มันว่ายฉวัดเฉวียนหลบตารางแสงทุกอันได้อย่างง่ายดาย  วินาทีแห่งความตายหวนกลับมาเยือนอีกรอบ

              “ฉลามน่ะ  ไวต่อกลิ่นไม่ใช่เหรอ”

              แม้จะเป็นเสียงที่ไม่ดังมากนัก  แต่คำพูดของเน็กเธอร์ก็ทำให้ชายประหลาดชะงัก  ปลาฉลามที่เขาควบคุมอยู่พลันหยุดการเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน

              “แกหมายความว่ายังไง”

              เน็กเธอร์ไม่ตอบ  แต่กลับล้วงหยิบของบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อ

              “โชคดีที่ไอ้นี่ยังไม่เปียก”

              เมื่อชายประหลาดเพ่งตามองวัตถุขนาดเล็กในมือของเน็กเธอร์  เขาจึงเริ่มรับรู้ถึงอันตราย

              “ไฟแช็ก  หรือว่า..”

              “แกคิดว่าเรือของฉัน แล่น ได้ ด้วย อะ ไร ล่ะ

              พูดจบ  เน็กเธอร์ก็กดสวิตซ์ทันที  เปลวไฟสีส้มพวยพุ่งออกมาจากไฟแช็กสี่เหลี่ยมสีทองก่อนจะสั่นวูบเล็กน้อยเพราะแรงลม  เขาเขวี้ยงมันเข้าใส่เรือที่อับปางเกยโขดหินใหญ่อยู่  เมื่อเปลวไฟสัมผัสกับน้ำมันที่ไหลทะลักออกมาปนกับน้ำ  ไฟจึงลุกพรึ่บลามไหลเข้าสู่ถังน้ำมันทันที

              ‘ตูมมม!!!’

              เรือยอร์ชลำใหญ่ระเบิดอย่างรุนแรง  เศษซากทั้งไม้ เหล็ก เครื่องยนต์ ใบพัด ลอยละลิ่วกระจัดกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยกำลังมหาศาล  ควันสีดำพวยพุ่งคละคลุ้งปกคลุมทั่วบริเวณจนแสบตา

              คาซียิ้มอย่างพอใจ  ก่อนจะดีดนิ้วเสียงดัง

              แรงโน้มถ่วงมหาศาล  กดให้เศษซากวัตถุทั้งหมดที่ลอยอยู่  พุ่งตกลงสู่ท้องทะเลด้วยความเร็วราวจรวด

              “หลบการโจมตีของจุดเดียวของฉันคงไม่ยาก  แต่การโจมตีแบบห่าฝนนี่..  จะมีที่ไหนให้แกหลบได้”

              ตามปกติ  ฉลามเป็นสัตว์ที่มีประสาทรับกลิ่นไวมาก  ปริมาณน้ำมันที่รั่วจากเรือยอร์ชแม้เพียงไม่ถึงลิตรมันก็คงได้กลิ่น  แต่โชคร้ายที่มันถูกชายประหลาดควบคุมอยู่  ทำให้สัญชาตญาณถูกกลบทับด้วยพลังพิเศษ  การโจมตีที่ปกคลุมราวกับเม็ดฝนพร่างพราวจึงไม่มีที่ไหนให้มันหลบพ้น

              แท่งไม้แหลม แท่งเหล็ก และเศษซากเรือระดมเสียบร่างของมันจนพรุน  ฉลามยักษ์สิ้นใจทันที...

              แต่อิกส์เวลพ์กลับมีปฏิกิริยาว่องไว  มันรีบมุดน้ำดำลงไปลึกอย่างรวดเร็วพลางนึกในใจอย่างดูแคลน

              “เจ้าพวกโง่  ถึงการโจมตีของแกจะรุนแรง  แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตกสู่ผิวน้ำ  ความหนาแน่นของน้ำก็จะลดทอนความเร็วและความแรงลง  สุดท้ายซากเรือพวกนั้นก็จะลอยกลับขึ้นสู่ผิวน้ำเอง  หึ หึ หึ”

              เพราะมัวแต่ลำพองใจ  ชายประหลาดจึงไม่ได้สังเกตว่าเบื้องหลังตรงจุดใกล้ผิวน้ำ  ตารางแสงถูกสร้างไว้รอรับวัตถุบางอย่างที่กำลังจะตกลงมา

              “ความหนาแน่นของน้ำ..  เอ..  ต้องใช้สูตรอะไรนะ”

              ผมพูดพลางรีดเค้นสูตรคำนวณจากสมอง  เมื่อคิดได้ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ใบพัดเครื่องยนต์พุ่งผ่านตารางแสงพอดี  ตัวเลขในตารางแสดงค่าความหนาแน่นของน้ำก่อนจะทำการหักล้างกันเอง  ความเร็วของใบพัดเมื่อพุ่งลงน้ำจึงไม่ถูกลดทอนลงแต่อย่างใด

              และปลายทางของใบพัด ก็คือร่างที่ดำดิ่งลงอย่างไม่สนใจเบื้องหลัง  ใบพัดเหล็กพุ่งตัดร่างชายประหลาดจนสิ้นใจ  ดวงวิญญาณของเขาคงได้เซ่นสรวงต่อเทพเจ้าที่เขานำมาใช้เป็นเครื่องมือฆ่าคนตามที่ตั้งใจไว้...

 

              ณ ห้องใต้ดินอันเงียบงัน  เสียงที่ดังก้องมีเพียงหยดน้ำค้างที่สะท้อนตามทางเดินอันมืดมิด  ชายหญิงนับสิบยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ  ด้านหน้าของพวกเขาคือรองหัวหน้ากองโจรเงารัตติกาล ‘ซัทที ซุยวาล์ฟ’ 

              “ข้าส่งอิกส์เวลพ์ไปชิง SSS  จากเจ้าพวกมดปลวกที่กล้าหันคมเขี้ยวใส่เงารัตติกาลแล้ว  แต่ถึงแม้อิกเวลพ์จะเชี่ยวชาญการต่อสู้ในท้องทะเลและสามารถควบคุมฝูงฉลามได้  ข้าก็ยังไม่ไว้วางใจ”

              เสียงเย็นยะเยือกของซัททีกรีดแทงเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนที่นี่  บางคนทนกับบรรยากาศตึงเครียดไม่ไหวต้องแหงนหน้ามองเพดาน  ซึ่งหากใครไม่รู้คงไม่คาดคิดว่าตรงที่ที่พวกเขายืนอยู่  เหนือขึ้นไปมีสิ่งปลูกสร้างขนาดมโหฬาร  ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกตั้งตระหง่านอยู่

              “ไนทีเนฟ!!”

              ซัททีเรียกชื่อหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

              “ลำพังแค่อิกส์เวลฟ์คงทำงานไม่สำเร็จ  ข้าขอมอบหน้าที่จัดการพวกมันให้เจ้า  จงอย่าทำให้ความคาดหวังของข้าต้องสูญเปล่า”

              เมื่อเธอเดินมาด้านหน้า  แสงจากเพดานที่ส่องลอดทะลุรอยแยกของพื้นดิน  ก็เผยให้เห็นหน้ากากสีดำสวมอยู่ครึ่งใบหน้าด้านบน  พู่ระย้าและขนนกหลากสีประดับประดาโดยรอบ  ทำให้หญิงสาวในชุดราตรียาวดูมีเสน่ห์เย้ายวนและลึกลับน่าค้นหา

              ไนทีเนฟรับคำ  เธอเดินออกจากห้องพร้อมชายสามคนที่เดินตามไป  ซัททีไม่แม้แต่จะชายตามองตาม

              ที่เหลือในห้องนอกจากเขา  มีผู้ชายสามคนและหญิงอีกหนึ่ง  ทั้งสี่ยืนนิ่งเงียบรอคำบัญชาจากผู้เป็นนาย

              “ส่วนพวกเจ้า..  คือตัวหมากสำคัญของข้า  ที่จะเปิดม่านการต่อสู้แห่งอดีตอีกครั้ง!!”

              เสียงหัวเราะดังก้อง  ซัททีกระเหี้ยนกระหือรือ  นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกหฤหรรษ์ขนาดนี้  แม้ไม่อยากให้ภารกิจผิดพลาด  แต่ลึก ๆ ในใจเขาแอบหวังให้ลูกน้องที่ส่งไปทำงานไม่สำเร็จ  เพื่อจะได้มีโอกาสใช้พลังจาก SSS อันยิ่งใหญ่

 

              น้ำสีครามสดใสของทะเลอาเดรียติกไหลตามกระแสและบีบตัวเองตามภูมิประเทศ  ก่อกำเนิดเป็นทะเลสาบน้ำเค็มเวนิเทีย  ก่อนจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นแม่น้ำหลายสาย 

              บ้านเรือนตั้งอยู่ริมแม่น้ำเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ  สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองซ์พบเห็นได้ทั่วไปจนชินตา  ผู้คนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองราวกับจะสะท้อนภาพความรุ่งเรืองที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน  นี่คือเมืองที่ได้ชื่อว่าราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก 'นครแห่งสายน้ำ เวนิส'   

              เรือประมงแล่นจากเวนิเทียเข้าสู่ปากแม่น้ำโป  ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ท่าเรือห่างจากเวนิสไม่ไกล  ปลาตัวน้อยใหญ่ถูกลำเลียงลงจากเรือด้วยชาวประมงหนุ่มอย่างขะมักเขม้น  กัปตันเรือร่างใหญ่ผิวเกรียมแดดยืนคาบไปป์อยู่บนสะพานเรือมองดูลูกน้องทำงานอย่างพึงใจ  ก่อนจะหันมายิ้มให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญสามคนบนเรือ

              “เอ้า!! ถึงเวนิสแล้ว  โชคดีล่ะพวกหนุ่ม ๆ”

              คาซีเดินลิ่วลงจากเรือไม่สนใจใคร  ตามด้วยเน็กเธอร์ที่ทำหน้าเบ้เมื่อได้กลิ่นคาวปลาจากเสื้อผ้าของตัวเอง  ทิ้งผมที่ค้อมศีรษะขอบคุณกัปตันผงก ๆ ไว้ไม่รอ

              “ปัดโธ่!!  เหม็นขนาดนี้  สาว ๆ จะมองเราได้ยังไงล่ะ”

              เน็กเธอร์เอามืออุดจมูก  ก่อนจะสอดส่ายสายตาหาโรงแรมที่ใกล้ที่สุด 

               ผมรีบวิ่งตามทั้งสองคนเข้าไปในโรงแรม  พลางคิดถึงเหตุการณ์หลังจากต่อสู้กับชายประหลาดผู้ควบคุมฉลาม 

              พวกเราทั้งสามคนต่างเหนื่อยล้าเมื่อการต่อสู้สิ้นสุด  คาซีที่เหนื่อยล้าไม่สามารถใช้แรงโน้มถ่วงยกตัวทุกคนให้ลอยไปยังเกาะใกล้เคียงได้  พวกเราจึงทำได้เพียงเกาะโขดหินลอยคออยู่กลางทะเล 

              โชคดีที่มีเรือประมงผ่านมา  ผมจึงสร้างตารางแสงและคำนวณค่าการหักเหของแสงอาทิตย์ที่พุ่งผ่านตาราง  ให้ส่องไปกระทบกระจกห้องควบคุมเรือ  เมื่อกัปตันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติและรู้ว่ามีคนลอยคออยู่ในทะเล  จึงรับพวกเรามา

              ผมยังลังเลที่จะก้าวเข้าโรงแรม  เพราะสัมภาระของพวกเราจมลงทะเลไปหมดแล้ว  รวมถึงเงินที่ต้องนำมาจ่ายเป็นค่าโรงแรมนี่ด้วย  แต่เน็กเธอร์เดินไปที่เคาน์เตอร์ที่มีพนักงานสาวสวยฉีกยิ้มต้อนรับอยู่

              “อ้าว!!  คุณเน็กเธอร์  ทำไมไม่โทรมาบอกก่อนล่ะคะว่าจะมา”

              ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ  ก่อนกระซิบถามเน็กเธอร์

              “นาย..  รู้จักคนที่นี่เหรอ”

              เน็กเธอร์เสหน้ามองอย่างเหนื่อยใจ 

              “นายคิดว่าโรงแรมในเครือเน็กเธอร์กรุ๊ป  มีกี่แห่งล่ะ”

              พูดจบก็รับกุญแจจากหญิงสาว  โดยไม่วายส่งสายตาเจ้าชู้ให้เธอ  เขาโยนกุญแจสองดอกให้ผมและคาซี  ก่อนจะแยกตัวขึ้นลิฟต์ไป

              ผมดูหมายเลขที่กุญแจ ซึ่งระบุเลขห้องเอาไว้  ก่อนจะไล่นิ้วหาชั้นที่ต้องขึ้นไปในแผนผังโรงแรม 

              และเพราะมัวแต่จดจ้องกับแผนผัง  ไม่ได้มองรอบตัวให้ดี  จึงถูกรถเข็นผ้าขนาดใหญ่ชนเข้าอย่างแรง

              ‘โครม!!!’

              ผมกระเด็นไปเกือบสามเมตร  ขณะที่รถเข็นยังอยู่ที่เดิม บริกรที่เข็นรถรีบวิ่งมาประคอง

              “ขอโทษครับ!!  เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

              ผมปฏิเสธทั้งที่ยังมึนหัวไม่หาย  หัวหน้าพนักงานชายหนวดเรียวโค้งรีบวิ่งเข้ามาพร้อมตะคอกเสียงดัง

              “ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้หา”  เขาช่วยบริกรประคองผมนั่งก่อนจะหันมาค้อมศีรษะให้  “ขอโทษด้วยนะครับท่าน  ผมจะลงโทษเขาเอง”

              “มะ..  ไม่เป็นไรครับ  ผมไม่ได้เจ็บอะไร”

              บริกรชายหน้าเสีย  มองผมด้วยสายตาสำนึกผิด  เขาค้อมศีรษะหลายครั้งก่อนจะวิ่งกลับไปเข็นรถตามเดิม 

              สายตามองตามร่างบึกบึนด้วยความรู้สึกประหลาด  แต่ก่อนจะได้ทันคิดอะไรต่อ  คาซีก็กระชากแขนผมจนตัวลอย

              “จะโอ้เอ้อีกนานมั้ย”

              เขามองอย่างอารมณ์เสีย  และเดินไปกดลิฟต์แบบหงุดหงิด

              “ห้องนายอยู่ข้าง ๆ ห้องชั้น”

              ผมทำหน้าเหรอหรา  และหยักหน้าอย่างรับรู้

              อุณหภูมิในโรงแรมที่เย็น ประกอบกับเสื้อที่ยังไม่แห้งสนิท  ผมจึงล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทเพื่อให้มืออุ่น  แต่แล้วปลายนิ้วกลับสัมผัสกับวัตถุบางสิ่ง

              “อ๊ะ!!  นี่มัน...”

              กล่องกระดาษขนาดเล็กทรงสี่เหลี่ยมสีขาวสนิท  ตั้งอย่างสงบนิ่งในส่วนลึกสุดของกระเป๋า  ผมล้วงหยิบมันออกมามองด้วยความแปลกใจ 

              แม้จะทำด้วยกระดาษ  แต่รูปทรงกลับประณีต  เหลี่ยมมุมทุกด้านมิดชิด  ขนาดกว้างยาวเท่ากันราวกับถูกบรรจงสรรค์สร้าง  เชือกเส้นเรียวเล็กสีทองมัดรอบกล้องอย่างหลวม ๆ

              เพียงแค่กระตุกปลายเชือกครั้งเดียว  เชือกก็หลุดออกมาพร้อมฝากล่องที่เปิดออก  เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ภายใน

              “พลาสเตอร์ยา..”

              คาซีมองอย่างไม่ใส่ใจ  ก่อนจะหันหน้ากลับไปที่จอบอกตัวเลขชั้นในลิฟต์

              ผมจำไม่ได้ว่าเอาพลาสเตอร์ยาติดมาด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญจึงคิดไปเองว่าแอซซีอาจหยิบใส่กระเป๋ามาให้ด้วยความเป็นห่วง 

 

              ผ้ากองโตถูกลำเลียงจากรถเข็นเข้าสู่เครื่องซักผ้าขนาดใหญ่  บริกรชายทำงานอย่างแข็งขันจนลืมความเหน็ดเหนื่อย  ผมสีน้ำตาลสั้นตั้งไม่เป็นอุปสรรคเมื่อเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว  กล้ามเนื้อสีคล้ำแดดกำยำรับกับใบหน้าคมสัน  จมูกโด่งวางตั้งฉากกับคิ้วคมเข้ม  ดวงตาสดใสแสดงให้รู้ว่าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี  ลักษณะโดยรวมช่างไม่น่าเชื่อว่าชายคนนี้จะเป็นแค่บริกรในโรงแรม

              หัวหน้าพนักงานเดินลิ่ว ๆ มาหยุดยืนตรงหน้า  ก่อนจะระเบิดถ้อยคำใส่เป็นชุด

              “กี่ครั้งแล้วที่แกซุ่มซ่ามแบบนี้!!  ครั้งที่แล้วแขกก็ยกเลิกห้องพักเพราะแกทำท่อน้ำในห้องแตก  ครั้งนี้ก็ยังเข็นรถชนแขกอีก  ชั้นจะหักเงินเดือนแก”

              บริกรหนุ่มค้อมศีรษะให้อย่างสำนึกผิด  ก่อนจะเงยหน้ามายิ้มตอบ

              “ได้ครับหัวหน้า  ผมยินดีให้หัวหน้าหักเงินเดือนครับ”

              หัวหน้าพนักงานตั้งใจจะด่าต่อ  แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มอย่างบริสุทธิ์ใจ  เขาก็ต้องถอนใจเฮือกใหญ่

              “เอาเป็นว่า..  อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกก็แล้วกันนะ  ซูอัล

              พูดจบก็หันหลังกลับเดินออกจากห้องไป  

              บริกรหนุ่มเกาศีรษะแกรก ๆ  พลางถอนใจบ้าง

              “เราต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนอีก...”  เขาพูดพึมพำพลางยัดผ้าเข้าเครื่องซักผ้าจนหมด

 

              หลังเสร็จงาน  ซูอัลเดินจากโรงแรมตัดถนนเลียบคลองผ่านโบสถ์ซานมาร์โค  นักท่องเที่ยวรวมถึงคริสตศาสนิกชนทั้งหลายต่างหลั่งไหลมายังโบสถ์แห่งนี้เพื่อเคารพพระศพของนักบุญมาร์ค นักบุญผู้เสียสละชีวิตตนเองเพื่อศาสนา            

              ฝูงนกพิราบโผบินจากลานกว้างในจัตุรัสซานมาร์โค  และบินย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาโปรยอาหารให้  เสียงระฆังดังเหง่งหง่างลอยตามลมมาจากหอระฆังขนาดใหญ่ 

              ซูอัลมองเวลาจากหอนาฬิกา  ใกล้หกโมงเย็นแล้ว  เขาเริ่มออกวิ่งแทนการเดินโดยไม่วายประคองถุงกระดาษขนาดใหญ่ไว้อย่างแน่นหนา

              เขาเดินข้ามสะพานริอัลโดผ่านตลาดสด  พ่อค้าแม่ขายต่างยิ้มแย้มและส่งเสียงทักทายเขาอย่างสนิทสนม  เพราะแม้ซูอัลจะไม่ใช่คนอิตาลี  แต่ก็อาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่จำความได้  ด้วยนิสัยชอบช่วยเหลือและอัธยาศัยที่ดี  จึงทำให้ทุกคนรักใคร่และเอ็นดูเขาราวกับลูกหลาน 

              “ช่วยด้วยครับ  ช่วยบูตี้ด้วยครับ!!”

              เสียงตะโกนจากทางเดินอีกฝั่งของสะพานเรียกสายตาทุกคู่ให้หันมอง  ซูอัลเห็นมือของเด็กชายเจ้าของเสียงชี้ลงไปในคลอง 

              ลูกแมวสีดำกำลังว่ายปัดป่ายขาเรียวเล็กต้านกระแสน้ำในคลอง  แม้น้ำจะไม่ไหลแรงนัก  แต่ด้วยวัยที่เยาว์เกินนั้นไม่อาจทำให้ลูกแมวช่วยเหลือตัวเองจากสถานการณ์นี้ได้

              เร็วกว่าที่ทุกคนจะทันทำอะไร  ซูอัลวางถุงกระดาษลงกับพื้นและวิ่งไม่คิดชีวิต  เขากระโดดพุ่งตัวลงคลอง  น้ำแตกกระจายดังตูม

              ลูกแมวน้อยจมดิ่งลงใต้ผืนน้ำ  ซูอัลไม่รอช้ารีบมุดร่างตัวเองตามไป  ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะ  ทุกสายตาจับจ้องที่ผืนน้ำและต่างภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า

              .....

              .....

              ‘ซู่!!!’

              ร่างลูกแมวถูกยกขึ้นเหนือน้ำ  มันตัวสั่นเทิ้มด้วยความหนาว  ซูอัลรีบแนบมันกับอกก่อนจะว่ายเข้าฝั่ง

              เด็กน้อยรีบถอดเสื้อตัวเองห่อร่างแมวน้อยไว้  มันครางเสียงเบา ๆ ก่อนจะผล็อยหลับไปในอ้อมอกผู้เป็นเจ้าของ  ซูอัลเสยผมเปียกลู่ให้ตั้งตรงเหมือนเดิม  ก่อนจะขยี้ศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ

              “ดูแลมันให้ดีนะ”

              เด็กน้อยยิ้มเห็นฟันหลอ  เขาโค้งศีรษะรับคำก่อนจะวิ่งกลับบ้านอย่างดีใจ  เสียงไชโยโห่ร้องจากชาวบ้านที่ร่วมลุ้นในเหตุการณ์ทำให้ซูอัลตีสีหน้าขวยเขิน  เขาเกาศีรษะแกรก ๆ ก่อนเดินกลับไปอุ้มถุงกระดาษและเดินเลี้ยวตรงหัวมุมถนนไปตามทาง

              เมื่อถึงจุดหมาย  เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากเด็กนับสิบก็ดังพร้อมเสียงวิ่งกรูเข้าหาซูอัล  ป้ายด้านหน้าประตูที่เขาหยุดยืนเขียนด้วยลายมือบรรจงว่า

              “สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซานมาร์โค”

             เหล่าเด็กน้อยต่างรุมล้อมหน้าหลังของซูอัลราวกับฝูงมดตอมของหวาน  เขายิ้มอย่างร่าเริงและล้วงหยิบขนมยื่นให้เด็กทุกคน  เขามักได้ขนมหรือไม่ก็อาหารที่เหลือจากร้านในโรงแรมที่พ่อครัวแม่ครัวแบ่งปันให้อย่างยินดีเสมอ ๆ  และของกินเหล่านี้ก็ตกมาถึงเด็กน้อยทั้งหลายที่รอคอยการกลับมาของเขาอย่างใจจดใจจ่อ

             ‘แอ๊ดด!!’

             เสียงประตูบ้านที่เหมือนไม่ได้หยอดน้ำมันมานานเปิดดังขึ้น  หญิงชราร่างท้วมท่าทางใจดีเดินอย่างทุลักทุเลแต่ไม่ลืมส่งรอยยิ้มให้ซูอัลอย่างเอ็นดู 

             “อย่าฝืนสิครับ  คุณแม่”

             เขาพูดพลางเดินมาประคองร่างของเธอ  แต่หญิงชราส่ายศีรษะ

             “ถ้าไม่ได้เดินเหินบ้าง  เดี๋ยวแขนขาจะเป็นเหน็บซะหมด  แล้วนี่..  ทำไมตัวถึงเปียกปอนแบบนี้ล่ะลูก”

             ซูอัลยิ้มไม่ตอบ  หญิงชรารับรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องช่วยคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อนอีกแล้ว  เพราะนี่คือกิจวัตรที่เธอเห็นได้เป็นประจำจากเขา

             เหล่าเด็กน้อยเมื่อท้องอิ่ม  ก็วิ่งไปเล่นที่สวนหลังบ้านทั้งที่คราบขนมยังเลอะปาก 

             ซูอัลประคองหญิงชราไปที่ม้านั่งข้างรั้ว  สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้แม้สภาพจะทรุดโทรม  แต่ก็ดูสะอาดตาเพราะซูอัลปัดกวาดเช็ดถูทุกวัน

             อันที่จริงถึงเขาจะเรียกหญิงชราว่าแม่  แต่ทั้งสองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด  ซูอัลเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพ่อแม่นำมาทิ้งไว้หน้าบ้านหลังใหญ่แห่งนี้  ซึ่งเมื่อก่อนบ้านแห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ  เป็นเพียงบ้านของมหาเศรษฐีคนหนึ่ง 

             เมื่อเขาและภรรยาเห็นเด็กน้อยในตะกร้าถูกวางไว้หน้าบ้าน  เขาจึงรับเลี้ยงเด็กคนนี้เสมือนลูกของตัวเอง  ซึ่งเพราะความรักเด็กของทั้งคู่  จึงเปิดบ้านของตัวเองให้เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง

             โชคร้าย..  หลังจากนั้นไม่กี่ปี  เศรษฐีก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต  ทิ้งให้ภรรยาต้องอยู่เพียงลำพัง  เธอซึ่งไม่เคยทำงานมาก่อนดำรงชีพด้วยทรัพย์สินที่เศรษฐีทิ้งไว้ให้  ครั้นจะออกไปหางานทำก็เป็นห่วงเด็กน้อยนับสิบชีวิตที่เธอรับเลี้ยงไว้  จนทำให้สภาพบ้านใหญ่โตแห่งนี้ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา  รวมถึงทรัพย์สินที่เคยมีมหาศาล  ก็ร่อยหรอลงแทบไม่เหลือ

             ซูอัลที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี  สำนึกในบุญคุณของทั้งคู่  เขาต้องออกจากโรงเรียนก่อนเวลาอันควรเพื่อมาทำงานหาเลี้ยงทุกปากท้องในบ้านหลังนี้  แต่เขาไม่เคยนึกบ่นหรือน้อยใจ  กลับขยันทำงานอย่างแข็งขันจนหญิงชรารู้สึกซาบซึ้งในความกตัญญูของเขา

              หญิงชรามองซูอัลที่ปัดหยากไย่อย่างเอ็นดู  แต่แล้วเธอก็ต้องมีสีหน้าอ่อนล้า  เมื่อได้ยินเสียงรถที่แล่นมาจอดหน้าประตู

             เสียงรองเท้าดังกระทบพื้น  ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูรั้ว  หญิงชราฝืนดันร่างตัวเองลุกจากม้านั่ง  เธอเดินมายืนรอร่างที่พุ่งตรงมาหา

             “เป็นยังไงบ้างครับแม่  วันนี้กินอะไรรึยัง  ผมซื้อเนื้อแกะอบมาฝาก”

             ชายหนุ่มผมยาวสวมชุดสูทเนี้ยบยื่นกล่องอาหารให้  แต่หญิงชราไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง 

             “บอกบรูโน่ด้วย  ว่าฉันขอเวลาอีกหน่อย  รับรองว่าจะใช้หนี้ให้เร็วที่สุด”

             ชายผมยาวถอนใจ  เขาวางกล่องอาหารบนโต๊ะ  เข็มกลัดที่หน้าอกบ่งบอกสัญลักษณ์ตำแหน่งในแก๊งมาเฟียที่เขาถือครองอยู่ 

             “แม่ก็รู้ ว่าบอส..  เอ่อ..  ผมหมายถึงคุณบรูโน่  ให้เวลาแม่มานานแล้ว”

             หญิงชรากำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น  เธอเม้มปากด้วยความคับแค้น  ชายเบื้องหน้าคือคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ลูกชาย’ ที่แท้จริงของเธอ

             เธอตั้งครรภ์หลังจากรับเลี้ยงซูอัลได้ไม่ถึงปี  เด็กน้อย ‘มัลโก้’ เกิดและเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักความอบอุ่นจากพ่อและแม่  แต่เขากลับสร้างปมด้อยให้ตัวเอง  โดยนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงอย่างซูอัล

             ทั้งผลการเรียน  ความสามารถด้านดนตรี กีฬา หรือกิริยามารยาท  ซูอัลล้วนเหนือกว่ามัลโก้อย่างสิ้นเชิง  คนที่รู้จักสามีภรรยาเศรษฐีต่างพากันชื่นชมซูอัลจนทำให้มัลโก้เกิดความอิจฉาริษยา

             มัลโก้พยายามกลั่นแกล้งซูอัลสารพัด  ทั้งการดูถูกเหยียดหยาม  การทำลายของเล่นของใช้ของซูอัล  หรือการรวมกลุ่มกับเพื่อนที่โรงเรียนกลั่นแกล้งซูอัล  แต่ซูอัลไม่เคยปริปากหรือบอกพ่อแม่บุญธรรมของเขาเลย 

             แต่สิ่งที่ทำให้มัลโก้อับอายที่สุด  คือการที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากซูอัล...

             วันหนึ่งในหน้าร้อนขณะที่พวกเขาปิดเรียนชั้นมัธยมต้น  มัลโก้ไปสุมหัวกับเพื่อนเกเรในก๊วนของตน  พวกเขาเสพยากันในบ้านของสมาชิกคนหนึ่ง  แต่เพราะชาวบ้านแถวนั้นรู้เข้าจึงแจ้งตำรวจให้บุกเข้าจับกุม 

             บางคนที่ยังมึนเพราะฤทธิ์ยา  ถูกรวบตัวอย่างง่ายดาย  แต่มัลโก้กลับรวดเร็วและหนีรอดออกมาได้  เขาวิ่งเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ  สมองบีบรัดจนหัวแทบระเบิด  แต่เด็กหนุ่มไม่อาจหยุดฝีเท้าได้เนื่องจากหากถูกจับ  เขาคงโดนพ่อและแม่โกรธเกลียด 

             แต่โชคร้าย..  ปลายทางของตรอกที่มัลโก้วิ่งเข้าไปเป็นทางตัน  เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังก้องสะท้อนกำแพงใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ  น้ำตาไหลพรากจากสองตาเด็กหนุ่ม  มัลโก้คิดถึงอนาคตที่ดับวูบลงในคุก

             แสงสว่างพลันดับลง  เมื่อมีบางอย่างปกคลุมร่างของเขาไว้  มัลโก้พยายามดิ้นรน  แต่อุ้งมือหนาที่บีบไหล่เขาและน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้เขาหยุดเคลื่อนไหว

             “ซ่อนในนี้ก่อน  เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

             ชายที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิต  กลับใช้ผ้าผืนหนาคลุมร่างเขาไว้  ซูอัลยืนนิ่งรอรับการจับกุมของตำรวจโดยสดุดี  เขายอมรับผิดแทนมัลโก้และต้องติดคุกโทษฐานเสพยานับสิบปี 

             เศรษฐีและภรรยาไม่เชื่อว่าซูอัลทำผิดจริง  แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าคนที่ถูกจับควรจะเป็นมัลโก้  แต่เพราะความรักลูกทำให้พวกเขาไม่กล้าเอ่ยปาก  จึงทำได้เพียงมองดูซูอัลในคุกด้วยความเศร้า

             แต่ซูอัลกลับยิ้มร่า  เขาใช้ชีวิตในคุกอย่างนักโทษชั้นดี  ไม่เคยก่อปัญหาและช่วยทำงานสารพัดจนเป็นที่รักของทุกคน  เขาได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดหลายปี

             เมื่อซูอัลกลับบ้านก็พบเห็นแต่แม่บุญธรรมและเหล่าเด็กกำพร้าที่อยู่ในบ้านสภาพทรุดโทรม  ส่วนมัลโก้ไม่อยู่ในบ้านหลังนี้เสียแล้ว...

 

             หญิงชรากระแอมเมื่อเห็นมัลโก้นิ่งไปนาน  เขากลับออกจากภวังค์และมองหน้าเธออย่างขุ่นเคือง 

             “เดี๋ยวผมจะกลับไปบอกคุณบรูโน่ให้  แต่ไม่รู้หรอกนะ  ว่าเขาจะยอมหรือเปล่า”

             มัลโก้หมุนตัวออกจากบ้านโดยไม่วายทิ้งคำขู่ไว้

             “แล้วผมจะกลับมาใหม่..  เร็ว ๆ นี้”

             

 

[1] กวม (Guam) เกาะหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นดินแดนที่ยังไม่ได้ปกครองตนเองของสหรัฐอเมริกา


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น