อัปเดตล่าสุด 2021-08-26 10:45:29

ตอนที่ 4 สมาชิกคนที่สาม

บทที่ 4 : สมาชิกคนที่สาม


         ระหว่างวิ่งสุดฝีเท้า  ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คาซีฟัง  ดูเหมือนว่าเขาจะสงสัยอยู่แล้วว่าเน็กเธอร์คือผู้มีพลังพิเศษ  

         พวกเราวิ่งถึงหน้าตึกขนาดใหญ่ใจกลางเมือง  ด้านหน้ามีป้ายชื่อโรงแรมหรูหราเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของตัวแสบ  คาซีบอกว่าเรายังได้เปรียบ  เพราะเน็กเธอร์ไม่รู้ตัวจริงของพวกเรา 

         การมาเยือนครั้งนี้ท่าทีของคาซีแตกต่างจากที่เจอกับเน็กเธอร์ในเมืองครั้งที่แล้วคนละเรื่อง  เขามีสายตามาดร้ายและอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด  คาซีเปิดประตูผางพลางจ้องทุกสายตาที่มองตรงมาอย่างเอาเรื่อง

         ลูกน้องร่างใหญ่นับสิบคนของเน็กเธอร์โอบล้อมเข้ามาเพราะจำหน้าพวกเราได้  แต่คาซีไม่อยากเสียเวลา  เขาเพียงดีดนิ้วครั้งเดียว ร่างใหญ่โตก็หมอบราบลงกับพื้นเรียกเสียงหวีดร้องของแขกที่มาพักจนลั่นโรงแรม

         “เน็กเธอร์อยู่ไหน!!”

         คาซียกศีรษะของหนึ่งในลูกน้องเน็กเธอร์ขึ้นมา ก่อนจะกรอกคำถามใส่หูด้วยเสียงคำราม 

         “ชะ.. ชั้น 10..”

         เพียงสองพยางค์ก่อนจะหมดสติ  คาซีปล่อยมือและรีบวิ่งไปที่ลิฟต์ นิ้วระดมกดปุ่มเรียกลิฟต์อย่างบ้าคลั่ง  ผมเดินเลี่ยงซ้ายทีขวาทีเพื่อหลบร่างไร้สติของบรรดาชายร่างใหญ่ที่นอนกองระเนระนาดเกลื่อนพื้น  ลิฟต์เปิดอย่างเอื่อยอาดไม่ทันใจคาซี  เขากระชากเสื้อจนผมตัวปลิวเข้ามาในลิฟต์เหมือนตุ๊กตา

         ไฟสัญญาณแสดงชั้นเพิ่มขึ้นทีละหน่วยอย่างช้า ๆ  คาซีสะบัดนิ้วดังกร๊อบแกร๊บ  ดูท่าเขาคงพร้อมจะทะยานออกจากลิฟต์ได้ทันทีที่ประตูเปิด  มองสีหน้าเขาตอนนี้ราวกับพยัคฆ์จ้องล่าเหยื่อ

         แต่เมื่อลิฟต์เคลื่อนถึงชั้นเป้าหมาย  ทุกอย่างกลับนิ่งสนิท  ผมขมวดคิ้วจ้องที่ประตูอย่างประหลาดใจ  แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

         ‘วูบ!!’

         วัตถุบางอย่างพุ่งผ่านเข้ามาในลิฟต์ทั้งที่ประตูยังไม่ทันเปิด  มันทะลุกำแพงเข้ามาราวกับอากาศธาตุ  วัตถุเส้นยาวพุ่งเหวี่ยงเข้าหาคาซี  พันรอบคอเขาก่อนที่ปลายอีกด้านจะวกกลับทะลุประตูลิฟต์ออกไปด้านนอก

         เชือกเส้นยาวสีดำสนิท!!

         คาซีถูกกระชากจนตัวติดประตูลิฟต์  ศัตรูด้านนอกออกแรงดึงจนเชือกรัดพันแน่น  ผมพยายามช่วยคาซีดึงแต่ไม่เป็นผล  มันกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นจนคาซีหน้าเริ่มเป็นสีม่วง

         เขาเตรียมใช้พลัง  แต่เหมือนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าใช้พลังแรงโน้มถ่วงในลิฟต์ เราทั้งสองคนคงถูกกระแทกและลิฟต์คงพังตกลงไปที่ชั้นล่างแน่  คาซีจึงทำได้เพียงออกแรงดึงเชือกให้ห่างจากคอเขามากที่สุด

         ดวงตาคาซีเริ่มถลน  ออกซิเจนไม่ไหลเข้าไปเลี้ยงสมอง  สองมืออ่อนแรงจนแทบไม่มีแรงยก  ผมออกแรงดึงสุดชีวิต 

         ในพริบตา ตารางแสงก็พลันบังเกิด..

         เชือกถูกดึงผ่านตารางแสง  จากฟั่นเกลียวที่ถูกถักทอจนเป็นเส้นหนา  กลับคลายตัวอ่อนนุ่มลงอย่างน่าอัศจรรย์จนคล้ายผ้าไหมบางเบา  อาจเพราะสมองผมคิดแต่จะหาทางช่วยคาซี ตารางแสงที่สามารถ “ลดค่าความแข็ง” ของวัตถุจึงถูกสร้างขึ้น  ชั่วขณะที่ความแข็งของเชือกคลายตัวลง  คาซีก็มุดตัวเองลอดผ่านช่องว่างออกมาก่อนจะถีบประตูลิฟต์อย่างแรง

         ‘ปัง!!!’

         ประตูลิฟต์พร้อมร่างของชายที่อยู่ด้านนอกกระเด็นไปกระแทกผนังอย่างแรง  คาซีไอสองสามครั้งก่อนจะพาร่างตัวเองออกจากลิฟต์อย่างทุลักทุเล

         “แกตาย!!!”

         เมื่อเรี่ยวแรงกลับมา  คาซีทะยานร่างพุ่งเข้าหาบานประตูที่กองอยู่กับพื้น  ก่อนจะระดมถีบเข้าไปเป็นชุด  เสียงตึงตังดังสั่นทั่วทั้งห้องโถง  บานประตูมีรอยยุบเป็นดวง ๆ ทุกครั้งที่ถูกฝ่าเท้ากระแทก  ผมไม่อยากนึกสภาพคนที่อยู่ใต้ประตู

         “เอ่อ..  พอได้แล้วมั้ง  แค่นี้หมอก็ไม่รับเย็บแล้วล่ะ”

         ผมพยายามห้าม  แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล  ดูท่าคาซีคงฟิวส์ขาดไปแล้ว 

         ผมปล่อยให้เขากระทืบประตูจนหนำใจ  เมื่อคาซีใจเย็นลง  เขาก็ยกประตูลิฟต์ขึ้นเพื่อดูหน้าของผู้ที่ลอบทำร้าย

         “เป็นไปไม่ได้..”

         แทนที่ภายใต้ประตูจะมีร่างนอนจมกองเลือดสะบักสะบอมอยู่  แต่สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเราทั้งคู่ คือความว่างเปล่า!!

         “มันหายไปไหน!!”  คาซีมองรอบ ๆ อย่างร้อนใจ  แต่ก่อนที่จะได้เห็นอะไร เขาก็รู้สึกเหมือนถูกจับรอบข้อเท้า

         มือสองข้างโผล่ทะลุออกมาจากพรมสีเลือดหมู  ผมขยี้ตามองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  และภาพที่เห็นในเมืองก็ซ้อนทับจนเป็นเหมือนภาพเดียวกัน

         “ระวังนะคาซี  เน็กเธอร์สามารถเคลื่อนผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้!!”

         คำเตือนช้าเกินไป  ร่างของคาซีจมพรวดทะลุลงไปกับพื้นจนถึงเอว  ดูราวกับประติมากรรมครึ่งตัวถูกจัดวางกับพื้นทางเดิน  และเบื้องหน้าเขาก็มีร่างค่อย ๆ โผล่ทะลุพื้นขึ้นมา 

         “ไม่ใช่แค่เคลื่อนผ่านหรอกนะ  แต่ฉันสามารถ ‘ทำให้สิ่งที่สัมผัส’ เคลื่อนผ่านวัตถุได้ด้วยเหมือนกัน”

         รอยยิ้มยียวนเป็นเอกลักษณ์ปรากฏเมื่อศีรษะโผล่ออกมาพ้นพื้น  เน็กเธอร์มองคาซีอย่างสมเพชระคนแปลกใจ

         “ไม่คิดเลย ว่าพวกนายจะมีพลังเหมือนฉัน  แต่ดูท่า.. ระดับพลังของเราคงต่างกันเยอะนะ หึ ๆ ๆ”

         เน็กเธอร์โผล่ผลุนขึ้นจากพื้นทั้งตัว  เขาสลับมองคาซีที และเงยหน้าขึ้นมามองผมที  กระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเงินส่องประกายแวววับในมือคงเป็น SSS ของเขา

         ผมถอยหลังกรูดจนติดกำแพง  คาซีถูกจัดการแล้ว เป้าหมายต่อไปของเขาย่อมไม่พ้นผมแน่  เน็กเธอร์ก้าวเข้าหาผมอย่างไม่รีบเร่ง

         “ระดับพลังของแกต่างกับฉันจริง ๆ นั่นแหละ” 

         เสียงยะเยือกหยุดเท้าเน็กเธอร์ไม่ให้เดินต่อ  เขาหันมองร่างที่จมพื้นอยู่ครึ่งตัวอย่างไม่ใส่ใจนัก  ซึ่งนั่นบ่งบอกว่าเขาประเมินความสามารถของคาซีผิดไป

         ‘เป๊าะ!!’

         เสียงดีดนิ้วดังเป็นสัญญาณ  ก่อนที่แรงโน้มถ่วงมหาศาลจะกระแทกบริเวณเบื้องหน้าผมจนพื้นพังลงไปทั้งแถบ  เน็กเธอร์และคาซีถูกกระแทกไปพร้อม ๆ กับพื้นทางเดินร่วงตกลงไปชั้นล่างทั้งคู่

         ผมรีบชะโงกผ่านหลุมกว้าง  ภาพที่เห็นมีเพียงเศษซากกระเบื้อง อิฐ และเศษเหล็กกองกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด  แต่เพียงชั่วครู่ เศษซากเหล่านั้นพลันกระเด็นปลิวว่อน พร้อมกับเสียงกระแทกของหมัดดังต่อเนื่อง

         “รีบไปหาตัวแอซซีให้เจอ!!”

         เสียงคาซีดังลอดขึ้นมา  ก่อนจะถูกกลบด้วยเสียงต่อสู้อย่างดุเดือด  ผมมองร่างชายสองคนพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างเป็นห่วง  แต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทำให้ต้องตัดใจ และลุกขึ้นยืนก่อนจะกวาดสายตามองหาเป้าหมายที่ต้องช่วยเหลือ

 

         ‘เปรี้ยง!!’

         เน็กเธอร์เหวี่ยงเท้าฟาดเข้าใส่สีข้างคาซี  สภาพของเขาสะบักสะบอมเพราะถูกแรงโน้มถ่วงกระแทกใส่  คาซีเองก็ไม่ต่างกัน  แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ เขาคงไม่อาจหลุดรอดจากการถูกพันธนาการไว้กับพื้นได้  ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนเข้ามาอยู่ในห้องว่างห้องหนึ่ง

         ร่างคาซีลอยละลิ่วผ่านโต๊ะเก้าอี้ที่ล้มเกลื่อนกลาด  แต่เขายังมีแรงที่จะใช้เท้ายันผนังและพุ่งกลับเข้าหาเน็กเธอร์พร้อมพุ่งหมัดใส่

         ‘วูบ!!’

         เน็กเธอร์ที่ยืนพิงกำแพงอยู่  พลันผลุบร่างหายทะลุเข้าไปในกำแพง  หมัดของคาซีกระแทกกำแพงปูนหนาจนเขาต้องสะบัดมืด 

         “ผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ได้  เก่งจริงก็ออกมาสู้กันซึ่ง ๆ หน้าสิวะ!!”

         คาซีตะโกนอย่างเดือดดาล  เขาหงุดหงิดจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ  แม้พลังพิเศษของเขาจะมีพลังทำลายมหาศาล  แต่ข้อเสียคือไม่อาจใช้ในสถานที่จำกัดได้  ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วทั้งบนเครื่องบิน หรือห้องในโรงแรมนี้

         พลันสายตาเหลือบเห็นวัตถุที่พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็ว  คาซีเอียงตัววูบหลบ 

         แต่ไม่พ้น..  คมแหลมของวัตถุพุ่งถากสีข้างเขาจนฝากรอยแผลเป็นทางยาว  เลือดไหลซึมย้อมชุดสีเทาเป็นดวงใหญ่

         เชิงเทียนแบบขาตั้ง  ปลายด้านหนึ่งทำเป็นแท่งเหล็กแหลมไว้สำหรับปักเทียน  มันถูกเหวี่ยงทะลุกำแพงออกมา  สภาพของมันดูราวกับหอกซัดที่ใช้ในสงครามสมัยโบราณ

         คาซีกัดฟันกรอด  การโจมตีที่ไม่รู้ทิศทาง  ทำให้ไม่อาจป้องกันได้เลย  สภาพเขาตอนนี้มืดแปดด้านไปหมด  ทำได้เพียงหันมองรอบ ๆ อย่างระแวงระวัง  เพื่อเตรียมรับการโจมตีต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

         ผมทำได้เพียงวิ่ง วิ่ง และวิ่ง 

         ห้องของโรงแรมมีทั้งที่ยังมีแขกพักอยู่และห้องว่าง  บางห้องเมื่อเคาะประตูมีชาวต่างชาติหน้าตัวงัวเงียมาเปิดอย่างงง ๆ  บางห้องก็มีชายร่างใหญ่หน้าตาไม่พอใจออกมาโวยวายจนผมต้องรีบหลบ  ห้องหนึ่งเป็นหญิงสาวใน..  เอ่อ..  ในชุดชั้นใน  เมื่อเธอเปิดประตูออกมาเห็นผม  เธอทำตาลุกวาวพร้อมกับพยายามดึงผมเข้าห้อง  ผมรีบสะบัดมือแต่เธอเหมือนปลาหมึก  เกาะแน่นไม่ยอมปล่อย  กว่าจะดิ้นหลุดได้ก็แทบหมดแรง

         “แฮ่ก ๆ ๆ”  ผมหอบหายใจ  ขาแทบไม่มีแรงเดินเมื่อถึงชั้นบนสุด  และสายตาก็พลันสะดุดกับป้ายหน้าห้องด้านใน

         “ปัดโธ่เอ๊ย”

         ห้องทำงานของเน็กเธอร์!!  ผมลืมคิดไปซะสนิท  ถ้าเน็กเธอร์จะซ่อนแอซซีไว้  ที่นี่ย่อมเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุด

          แต่ประตูถูกล็อคเอาไว้  ผมออกแรงดึงจนหน้าแดงแต่ประตูบานใหญ่ก็ไม่ขยับ  ไอ้ครั้นจะถีบประตูให้กระเด็นผมก็ไม่ได้มีแรงเหมือนคาซี  เมื่อหมดแรงผมจึงนั่งฟุบลงหลังพิงประตู

         “จริงสิ!!”

         ผมถอยหลังห่างจากประตู และตั้งสมาธิ  ตารางแสงถูกวาดขึ้นเบื้องหน้า  ตัวเลขวิ่งวนสักพัก่อนหยุดนิ่ง 

         “ย้ากกก!!”

         ผมซอยเท้าเต็มที่และกระโดดพุ่งเข้าหาประตู  ปลายเท้าเหยียดเล็งไปที่ตารางแสงก่อนที่มันจะพุ่งผ่านด้วยความเร็ว  พริบตาความเร็วพลันถูกเร่งขึ้นมหาศาล  ยิ่งเร็วขึ้น ก็ยิ่งแรงขึ้น..

         ‘เปรี้ยง!!’

         ประตูถูกถีบอย่างหนักหน่วงจนกระเด็นลอยหวือไปกระแทกผนังห้องที่ไกลออกไปร่วมสิบเมตร  ผมแทบไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีพลังมากขนาดนี้

         “อ้วย อ้วย!!”

         เสียงอู้อี้ดังมาจากโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมห้อง  และผมก็เจอเป้าหมาย

         “แอซซี!!”

         หญิงสาวถูกมัดมือมัดเท้า แถมปากยังถูกรัดด้วยผ้าผืนหนาจนพูดไม่ได้  แต่สายตาเธอกลับสื่อสารได้ดีกว่าคำพูด  ผมมองออกว่าเธอดีใจแค่ไหนเมื่อเห็นหน้าผม

         “พ่อคุณปลอดภัยไหม”  ผมพูดพลางแก้มัดให้เธอ

         “ไม่รู้  ฉันยังไม่เจอพ่อเลย”

         “หมายความว่ายังไง”

         แอซซีสะบัดมือเมื่อหลุดจากพันธนาการ  เธอลุกยืนอย่างลำบากเพราะกล้ามเนื้ออ่อนแรง 

         “เน็กเธอร์ไม่ยอมบอก  พอฉันเอาโฉนดมาให้มัน  มันก็ทำหน้าตาเหมือนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น  แถมพอฉันจะแจ้งตำรวจมันก็จับฉันมัดและขังไว้ที่นี่”

         “แล้วโฉนดล่ะ”

         แอซซีบุ้ยหน้าไปที่โต๊ะทำงานกลางห้อง  กระดาษแผ่นบางยังวางสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น 

         “ผมไม่เข้าใจ  เน็กเธอร์จงใจทิ้งจดหมายโจ่งแจ้งแบบนั้น  แต่จะเล่นละครว่าตัวเองไม่รู้เรื่องไปเพื่ออะไร  อีกอย่าง  ถ้ามันอยากได้โฉนดจริง  เมื่อได้แล้วก็น่าจะจัดการคุณกับพ่อ  หรือไม่ก็ปล่อยพวกคุณทั้งคู่  แต่นี่มันกลับแค่ขังคุณไว้  มันทำแบบนี้เพื่ออะไรกันแน่”

         แอซซีรีบพับโฉนดเก็บไว้กับตัว  เพราะต้องการวิ่งออกจากห้องเพื่อตามหาพ่อของเธอ  แต่สายตาผมพลันสะดุดกับของสิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนหลังชั้นหนังสือ  ทำให้ผมต้องหลุดปากเรียกแอซซีไว้

         “เดี๋ยวก่อน!!”

         แอซซีหันมองอย่างไม่สบอารมณ์  แต่ผมไม่สน  สิ่งของนั้นคุ้นตาราวกับเคยเห็นมาก่อน  ซึ่งผมภาวนาไม่ให้มันเป็นสิ่งที่ผมคิด

         “มีอะไรเหรอ  ฉันจะรีบไปตามหาพ่อ”

         ผมเอื้อมมือหยิบมันลงมา  ทั้งขนาด รูปร่าง สี  มันเหมือนกับสิ่งที่ผมเคยสัมผัส

         “แย่แล้ว..  คาซี!!”

         ผมฉุดข้อมือแอซซีพาเธอวิ่งกลับไปยังจุดที่คาซีกำลังตัดสินเป็นตายอยู่

 

         คาซีทรุดเข่าลงกับพื้น  ทั่วร่างมีบาดแผลเป็นทางยาวหลายรอย  เลือดชโลมทั่วร่างราวกับถูกย้อมสี  เชิงเทียนหลายอันปักติดแน่นกับเฟอร์นิเจอร์ไม้  บางอันกองระเกะระกะบนพื้น 

         “แกผิดเองนะ  ที่เหยียบเข้ามาในถ้ำเสือ”

         เสียงเบา ๆ ของเน็กเธอร์ดังลอยมาจากที่ใดไม่อาจรู้  คาซีพยายามเงี่ยหูฟังเพื่อหาตำแหน่งศัตรู แต่เขาก็ต้องก้มศีรษะวูบหลบจานกระเบื้องขนาดใหญ่ที่หมุนเข้ามาอย่างกงจักร  จานกระทบกำแพงแตกละเอียด  เศษกระเบื้องกระเด็นเข้าใส่คาซีจนปักทิ่มเนื้อ  ร่างหงายหลังตึงลงนอนบนพื้นพรมหนา

         “ดูท่า  แกคงไม่มีแรงเหลือแล้วสินะ  จะปล่อยทิ้งไว้ให้เลือดไหลจนตายก็ได้  แต่ฉันเป็นคนใจดีซะด้วย  จะช่วยสงเคราะห์ให้ตายสบายก็แล้วกันนะ”

         คาซีสงบนิ่ง  ตาสองข้างปิดสนิท  ที่ขยับอยู่มีเพียงหน้าอกที่พองขึ้นลงเป็นสัญญาณว่ายังมีลมหายใจอยู่  แต่อีกไม่ช้า  มัจจุราชในคราบมนุษย์กำลังจะปลิดชีวิตของเขาแล้ว

         ‘วูบบ!!’

         ปลายแหลมของเชิงเทียนโผล่ลงมาจากเพดาน  ตามด้วยร่างของเน็กเธอร์ที่เหยียบบนฐานเชิงเทียนเพื่อเพิ่มน้ำหนัก  ตำแหน่งที่ตกลงมาคือคอของคาซี 

         ด้วยน้ำหนักและแรงโน้มถ่วงทำให้การตกเร็วกว่าปกติ  อีกไม่กี่คืบปลายเหล็กแหลมก็จะปักทะลุคอของคาซีแล้ว

         .....

         .....

         เน็กเธอร์เลิกคิ้ว  แทนที่คาซีจะถูกแทงจนคอทะลุ  แต่สัมผัสที่ปลายเท้ากลับผิดแผกไป 

         “พลังของฉัน..  คือ..  ควบคุมแรงโน้มถ่วงว่ะ”

         คาซีแค่นคำพูดอย่างลำบาก  แต่สายตาคมปลาบทำให้รู้ว่าเขายังไม่หมดกำลัง

         เชิงเทียนถูกหยุดไว้ก่อนจะถึงร่าง  เน็กเธอร์ตัวลอยค้างอยู่กลางอากาศ  คาซีใช้พลังบังคับแรงโน้มถ่วงพร้อมกันทั้งบนและล่างเพื่อตรึงร่างเน็กเธอร์ไว้จนเขาขยับไปไหนไม่ได้

         “ฉันไม่ใช่คนใจดี  แต่ก็จะช่วยสงเคราะห์แกให้ตายสบายแล้วกันนะ”

         คาซีประคองร่างตัวเองยันกำแพงเดินไปหาเชิงเทียนที่ล้มอยู่  เขากระชับเชิงเทียนไว้แน่น  ก่อนจะเค้นแรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงเชิงเทียนเข้าใส่ร่างของเน็กเธอร์เต็มแรง

         “บัดซบ!!!”

         เน็กเธอร์ตาค้างมองปลายเหล็กแหลมที่พุ่งเข้าใส่

         ..........

         'วูบ!!!'

         เชิงเทียนเหล็กที่พุ่งผ่านตารางแสงหยุดกึกห่างจากร่างของเน็กเธอร์ไม่ถึง คืบ  ทั้งคาซีและเน็กเธอร์หันควับมองมาที่ผมพร้อมกัน แต่ด้วยสีหน้าที่แตกต่าง

         “นายจะบ้าเหรอเรแพน  มาขวางฉันไว้ทำไม"

         เน็กเธอร์เองแม้มีสีหน้าโล่งอก แต่ก็มองผมอย่างสงสัย

         ผมยื่นของในมือที่ได้จากห้องทำงานของเน็กเธอร์ให้คาซีดู  เขาเองดูจะตกตะลึงไม่แพ้กันเมื่อเห็นมัน

         "นี่มัน...  ไม่จริง!!"

         กล่องพัสดุไปรษณีย์สีขาว  จ่าหน้าซองถึงเน็กเธอร์และไม่ระบุชื่อผู้ส่ง  ทั้งขนาด รูปร่าง เหมือนกับที่ส่งให้ผมราวกับเป็นอันเดียวกัน  คาซีพลิกซ้ายพลิกขวาพยายามหาข้อจับผิด  แต่เขาก็ต้องยอมแพ้ เพราะเขาเองก็เคยได้รับเจ้ากล่องแบบนี้เช่นเดียวกัน

         เน็กเธอร์มองพวกเราสองคนด้วยสายตาสงสัย  แต่เมื่อคิดได้ว่าตัวเองห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ  จึงโวยวายขึ้น

         "พวกแกเป็นใครกันแน่  ดูเหมือนพวกแกจะรู้เรื่องไอ้กล่องพัสดุนั่น...  แต่..  เฮ้ย!!  ปล่อยฉันลงไปก่อนสิโว้ย"

         คาซีดีดนิ้ว  แรงโน้มถ่วงกลับคืนสู่สภาพเดิมทำให้เน็กเธอร์ร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดังโครม  เขาคลำสะโพกป้อย ๆ ก่อนจะถอยห่างจากพวกเราอย่างระแวง

         คาซีที่ยังงงไม่หาย  ชูกล่องพัสดุขึ้นและถามเน็กเธอร์ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราว

         "แกไม่ใช่สมาชิกกองโจรเหรอ!!"

         "กองโจร..  แกพูดเรื่องบ้าอะไร  เจ้าของธุรกิจโรงแรมใหญ่อย่างฉันเนี่ยนะ  จะเป็นโจรได้ยังไง  แกเสียสติไปแล้วเหรอ"

         แอซซีที่แอบอยู่หลังผมตลอด ถลาเข้าไปหาเน็กเธอร์และตบหน้าเขาอย่างแรง

         “พ่อฉันอยู่ที่ไหน  ปล่อยพ่อฉันเดี๋ยวนี้นะ"

         เธอง้างมือจะตบอีกฉาด  แต่เน็กเธอร์คว้าข้อมือเธอไว้

         "ฉันบอกแล้วไง  ว่าฉันไม่ได้จับพ่อเธอมา  ต่อให้ฉันอยากได้ที่ดินของเธอแค่ไหน  แต่คนอย่างฉันไม่ทำเรื่องเลว ๆ แบบนั้นหรอก"

         ผมยื่นจดหมายขู่ให้เน็กเธอร์ดู  เมื่อเขาเห็นชื่อย่อที่ปรากฎก็ต้องขมวดคิ้ว

         "ต้องมีคนใส่ร้ายฉันแน่  สาบานได้เลยว่าฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

         "อย่ามาโกหก  ฉันรู้มาตลอดว่านายอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง  ทั้งเรื่องขาของพ่อ  และเรื่องครั้งนี้ด้วย" แอซซียังโกรธเกรี้ยว  เธอระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจใส่เน็กเธอร์ จนสายตาเขาหม่นลง

         "ในสายตาเธอ  ฉันคงดูเป็นคนเลวมากสินะ  แต่ฉันขอยืนยันว่าทุกเรื่องที่เธอพูดมา  ไม่ใช่ฝีมือฉัน"

         ระหว่างที่ทั้งสองคนเถียงกัน  ผมก็นึกขึ้นมาได้

         "จริงสิ!!  ถ้าเน็กเธอร์ได้รับพัสดุ  ก็แสดงว่าเขาคือคนที่พวกเราตามหาอยู่  จริงมั้ยคาซี"

         คาซีนิ่งเงียบไม่พูดจา  ดูเหมือนเขาจะไม่ดีใจที่เราเจอเป้าหมายเร็วขนาดนี้

         "ตามหา  พวกนายตามหาฉัน  หมายความว่ายังไง"

         ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากตอบ  เสียงดังแกรก ๆ เหมือนลากอะไรบางอย่างก็ลอยมากระทบโสตประสาท

         เราทั้งหมดหันมองตามที่มาของเสียง  เมื่อเห็นร่างที่ลากตัวเองให้คลานมากับพื้น แอซซีก็รีบโผเข้าหาอย่างดีใจ

                  "พ่อ!!  พ่อบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า  มันทำอะไรพ่อมั้ย"

         ผมและคาซีเป่าปากอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชายชรา  แต่เพียงครู่เดียวคาซีก็นิ่วหน้า

         ไม่มีเสียงตอบรับจากเขา  ชายชรานอนคว่ำหน้าและพยายามไถลตัวเข้ามาอย่างไม่หยุด  แอซซีเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ  เธอยกร่างชายชราให้หงายตัวขึ้น  และเมื่อเห็นสภาพของเขาเธอก็ต้องหวีดร้องสุดเสียง

         "กรี๊ด!!!  ไม่จริง" 

         ทรวงอกกลวงโบ๋  เลือดสีแดงข้นแห้งเกรอะกรังราวกับสีที่ถูกทาทิ้งไว้  เพราะพรมที่ปูตลอดทางเดินเป็นสีเลือดหมู  พวกเราจึงไม่ได้สังเกตรอยเลือดเป็นทางยาวที่ถูกลากมาพร้อมกับร่างชายชรา 

         ผมเพ่งมองไปที่หน้าอกเขา  เพื่อหาสิ่งที่ควรจะมี....

         แต่ไม่มี!! 

         หัวใจของชายชราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นจากรูกลวงบนหน้าอกนั้น

         ดวงตาเหลือกโพลงจ้องที่แอซซีราวกับงูจ้องกบ  แต่ลูกตาสีดำกลับหมุนหายไปด้านใน เหลือให้เห็นแต่ตาสีขาวขุ่นเหมือนวิญญาณ  ชายชราใช้มือค้ำยันร่างตัวเองพุ่งเข้าหาลูกสาว และอ้าปากงับหัวไหล่เธอเต็มแรง

         "โอ๊ย!!!"

         ผมตัวแต่ตะลึงจนก้าวขาไม่ออก  คนที่พุ่งเข้าช่วยเหลือแอซซีกลับเป็นเน็กเธอร์  เขาดึงเธอมาแนบอกพลางสัมผัสร่างชายชรา  พลังพิเศษทำงานจนท่อนล่างที่ไร้ขาจมลงไปในพื้น

         "พ่อ!!  พ่อเป็นอะไรไป  ใครทำอะไรพ่อ"

         แอซซีคร่ำครวญเมื่อเห็นสภาพผู้เป็นบิดา  แม้ร่างเขาจะถูกพันธนาการไว้กับพื้น  แต่สองแขนยังไขว่คว้า  ปากอ้างับอากาศราวกับตุ๊กตาของเล่นที่ยังไม่หมดลาน  ยิ่งเห็นยิ่งน่าสังเวชจนแอซซีทนไม่ไหว ล้มฟุบไปกับอกของเน็กเธอร์

         คาซีที่นิ่งเงียบจนถึงบัดนี้เดินไปหยิบกระดาษที่โผล่พ้นจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก ของชายชรา  เมื่ออ่านจบเขาก็ขยำมันเป็นก้อนแน่นคามือจนเส้นเลือดที่มือปูดโปน

         "มันอยู่ที่สุสาน"

         "สุสาน..  ใครอยู่ที่สุสานเหรอ"  ผมถาม

         คาซีหันตัวมุ่งไปที่ประตู  เขาเขวี้ยงกระดาษที่ถูกขยำอย่างแรงด้วยความโมโห 

         "เงารัตติกาล!!!"

 

         ผมเร่งฝีเท้าตามคาซีที่วิ่งนำหน้าไปโดยไม่รอใคร  แต่เพียงไม่นาน  เน็กเธอร์ที่วางร่างแอซซีลงบนเตียงและจัดการใช้พลังพิเศษฝังร่างพ่อของเธอไว้ใต้พื้นดินของโรงแรมก็วิ่งเหยาะ ๆ ตามมา ด้วยความเร็วที่ไม่แตกต่างกับผม

         “นายยังไม่ได้บอกฉันเลย ว่าไอ้เรื่องบ้า ๆ ที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่”

         ผมพยายามเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างรวบรัด  เน็กเธอร์ส่งเสียงอือออเป็นระยะ พลางทำสีหน้าตกใจ  เมื่อฟังจบ

         “แล้ว SSS…  เอ่อ..  ของที่อยู่ในกล่องพัสดุที่นายได้รับคืออะไร”

         “กระดาษแข็งที่ทาด้วย แบเรียม ปลาติโนไซยาไนด์

         ผมเกาหัวทันที

         “แบเรีย ปลาไน อะไรนั่น..  มันคืออะไรเหรอ”

         “แบเรียม ปลาติโนไซยาไนด์  มันเป็นสารที่มีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านจากวัตถุที่ทาลงไปได้  ฉันเองก็ได้ยินเรื่องนี้จากปากของเจ้าของมันตอนที่แตะกระดาษแผ่นนั้น”

         ผมคิดถึงตอนที่พบกับจอห์น เนเปียร์ เมื่อสัมผัสกับเนเปียร์ โบนส์ครั้งแรก

         “วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกน นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ผู้ค้นพบรังสีเอ็กซ์ (X-Ray) คือเจ้าของกระดาษแผ่นนี้”

         “เอ็กซเรย์..  งั้นพลังของนายก็”

         “อย่างที่นายเห็น  พลังของฉันก็แค่..  มองทะลุวัตถุ และก็ทำให้สิ่งที่สัมผัสทะลุผ่านวัตถุได้”

         เน็กเธอร์พูดจบพร้อม ๆ กับที่เราวิ่งมาถึงหน้าสุสาน  แต่พวกเราต้องชะงักเท้า  เมื่อร่างที่ยืนขวางหน้าทางเข้าอยู่คือ..  คาซี

         “มี..  อะไรเหรอ  ทำไมนายไม่...”

         ไม่ต้องรอให้ถามจบ  คำตอบก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

         พื้นดินสั่นสะเทือน  ต้นไม้น้อยใหญ่ทั่วบริเวณหักโค่น  เสียงครางฮือดังระงมราวกับเสียงของภูตินรก 

         ‘สวบ!!’

         มือหลายสิบคู่แทงโผล่ทะลุจากพื้นดินอ่อนนุ่ม  ป้ายหลุมศพหินแผ่นหนาล้มระเนระนาด  ผมเบิกตากว้างสุดขีดเมื่อภาพที่เกิดขึ้นซ้อนทับกับภาพผีที่ผมเห็นเมื่อวานนี้  ใจอยากจะหันหลังวิ่งหนี  แต่สองขากลับชาจนก้าวไม่ออก 

         ศพที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในโลง  กลับลุกขึ้นจากหลุม  หน้าอกของพวกมันกลวงโบ๋และถูกควักหัวใจออกไป  ดวงตาขาวขุ่นแม้ไม่มีลูกตาดำ  แต่ทิศทางที่พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาก็รู้ได้ชัดเจนว่า  เป้าหมายของมันคือ...  พวกเรา!!!

         แต่ขณะที่ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก  สองคนที่ยืนขนาบข้างกลับพุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน

         ‘เปรี้ยง!!’

         เท้าสองข้างถีบเข้าที่หน้าของผีดิบ  ก่อนจะระดมหมัดเข้าใส่พวกมันจนหงายหลังล้มตึง  คาซีและเน็กเธอร์ไม่หวาดเกรงรูปลักษณ์อันน่าสยดสยองที่เห็นสักนิด 

         ผีดิบไม่สนใจพรรคพวกของมัน  มันไม่มีสมอง ความคิด หรือจิตใจ  สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่หลังจากถูกปลุกขึ้นมาจากความตาย  คือสัญชาตญาณดิบ  สิ่งที่มันทำได้อย่างเดียวคือ “การล่า”  และเหยื่อของมันก็คือมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างพวกเรา 

          “เรแพน!!  นายรีบหาเงารัตติกาลให้เจอ  มันต้องใช้พลังควบคุมผีดิบพวกนี้อยู่ที่ไหนซักแห่งในสุสานนี้แน่”

         คาซีตะโกนบอกขณะที่ใช้สันเท้าฟาดเข้าไปที่กกหูผีดิบตัวหนึ่งอย่างแรง  จนร่างมันกระเด็นไปกระแทกพวกมันอีกหลายสิบตัวเซล้มลงไปราวกับโดมิโน

         “คะ..  ควบคุมเหรอ”

         ผมเพิ่งตั้งสติได้  แน่นอนอยู่แล้วว่าเรื่องบ้า ๆ อย่างศพคืนชีพย่อมเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ  ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีฝีมือของผู้มีพลังพิเศษอย่างพวกเราอยู่เบื้องหลัง  ทำไมผมถึงไม่คิดให้ออกเร็วกว่านี้นะ...

         “แล้ว..  ทำไมต้องเป็นฉันล่ะ”  ผมถามด้วยน้ำเสียงสั่น

         เน็กเธอร์ถีบกลางอกผีดิบ  ก่อนใช้แรงส่งพาร่างตัวเองมาอยู่กลางสุสาน  หลังเขาหันชนกับคาซีเพื่อเตรียมรับศึกรอบด้าน  เขาเสหน้ามามองผมอย่างหงุดหงิด

         “หรือนายจะมาจัดการเจ้าพวกนี้แทนล่ะ”

         ภาพฝูงผีดิบที่รุมล้อมและค่อย ๆ คืบคลานเข้าหาคาซีและเน็กเธอร์  น้ำลายของพวกมันยืดหยดย้อย  ปากอ้าพะงาบ ๆ กัดอากาศเบื้องหน้า  และหนอนที่ชอนไชจากร่างกายเน่าเปื่อย  ทำให้ผมตัดสินใจได้ทันที

         ผมวิ่งแอบหลังต้นไม้มุ่งตรงเข้าไปยังจุดลึกสุดของสุสานอย่างเงียบเชียบ...

 

         “นายชื่อ..  คาซีใช่มั้ย”

         เน็กเธอร์เปิดฉากสนทนาก่อน  แต่คาซียังนิ่งเงียบไม่ตอบ

         “อย่างอนเป็นผู้หญิงไปหน่อยเลยน่า  เรื่องที่โรงแรมมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด  ฉันคิดว่านายจะเข้ามาหาเรื่องเลยทำไปเพื่อป้องกันตัว”

         “ฉันไม่อยากคุยกับสวะที่เห็นผู้หญิงเป็นของเล่นแบบแก”

         เน็กเธอร์ชักสีหน้า

         “แล้วสวะที่เห็นคนอื่นเป็นเครื่องมือ ทำทุกวิถีทางเพื่อเป้าหมายของตัวเองแบบแกนี่มันดีกว่าฉันตรงไหน”

         คาซีคงไม่คาดคิด  ว่าเน็กเธอร์รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว  จึงกัดฟันกรอดก่อนจะสงบสติอารมณ์

         “ถ้ามีเวลาพล่ามมากนัก  ใช้พลังพิเศษของแกจัดการพวกผีดิบซะก่อนดีกว่า”

         เน็กเธอร์ตีหน้าเฝื่อน ๆ  ก่อนจะแค่นหัวเราะอย่างเสียไม่ได้

         “พลังพิเศษเหรอ..  ถ้าใช้ได้จะเหนื่อยแบบนี้ทำไม”

         คาซีเลิกคิ้ว  ก่อนจะเดาะลิ้นด้วยความหงุดหงิด 

         “นั่นสินะ  ถ้าใช้พลังพิเศษตอนนี้ได้  ฉันคงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้หรอก”

         เน็กเธอร์ได้ฟังก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น  โชคชะตาช่างเป็นใจ  ก่อนหน้านี้พวกเขาเข้าใจผิด  และใช้พลังพิเศษห้ำหั่นกันแทบเป็นแทบตาย  มาตอนนี้ถึงเวลาต้องร่วมมือกัน  พลังกายและพลังใจกลับถูกใช้จนแทบไม่มีเหลือ  เรี่ยวแรงที่มีอยู่ทำได้เพียงเคลื่อนไหวร่างกาย  แต่ไม่อาจใช้พลังพิเศษได้

         “ถ้างั้น..  ใครตายก่อน  เป็นสวะ!!!”

         ทั้งสองพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

 

         ไม่รู้ว่าสุสานนี้มีพื้นที่เท่าไหร่  แต่ผมวิ่งเข้ามาลึกมากก็ยังไม่ถึงด้านในสุดเสียที ตั้งแต่วิ่งหาแอซซีที่โรงแรม  มาตอนนี้ก็ยังต้องวิ่งอีก  ชีวิตนี้ทำได้แค่วิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งอย่างเดียวหรือยังไง 

         ‘แกรก!!’

         เสียงลากฝีเท้าดังจากความมืดด้านหน้า  ผมชะงักเท้ากึกก่อนจะพยายามเพ่งสายตามองฝ่าความมืดมิดเพื่อหาที่มาของเสียง

         ‘แกรก!!  แกรก!!’

         รอบบริเวณเงียบสงัด  เสียงที่ดังขึ้นจึงกระทบโสตประสาทอย่างจัง  เมื่อมันเคลื่อนมาใกล้ผมถึงเห็นได้ถนัด

         “วะ.. เหวอ!!”

         ผีดิบสองตัวเคลื่อนกายฝ่าความมืดเข้าหาผมอย่างรวดเร็ว  สองมือเน่าเปื่อยจนเล็บหลุดลุ่ยไขว่คว้าหาร่างมนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้ามัน  ผมถอยหลังกรูดจนชนต้นไม้เสียงดังตึง  ก่อนจะตั้งสติคิดถึงหน้าที่ที่ต้องทำ

         “เนเปียร์ โบนส์!!”

         ตารางแสงถูกสร้างขึ้นด้านหน้ากั้นระหว่างผมกับผีดิบ  ก่อนที่ผมจะหยิบก้อนหินขนาดเหมาะมือมาถือไว้  เมื่อเล็งได้ที่ผมจึงขว้างมันเต็มแรงเข้าไปในตาราง

         ตัวเลขที่วิ่งวนจัดเรียงเป็นชุดตามความคิด  ก้อนหินพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ตารางแสง  ก่อนจะถูกเร่งความเร็วจนทำให้ความรุนแรงดุจกระสุนปืน

         ก้อนหินเจาะเข้าที่ขาของผีดิบตัวหนึ่งจนท่อนขาขาดกระจุย  มันล้มหน้ากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น  ผมไม่รอช้ารีบสร้างตารางแสงอีกอันหนึ่งและทำแบบเดิมอีกครั้ง  ผีดิบอีกตัวถูกเด็ดขาตามเพื่อนมันไปติด ๆ

         แต่แม้ขาจะขาด  สัญญาตญาณดิบก็สั่งให้มันตะเกียกตะกายลากร่างตัวเองเข้าหาเหยื่อ  ผมไม่อยากเสียเวลาจึงวิ่งเลี่ยงพวกมันมุ่งเข้าไปด้านในสุสาน 

         และเมื่อถึงทางตัน  หลุมศพขนาดใหญ่ที่ถูกประดับประดาด้วยหินอ่อนรูปทรงวิจิตรก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า  ป้ายชื่อถูกความมืดกลบทับจนมองไม่เห็นว่าเป็นหลุมศพของใคร  แต่ดูจากขนาดและความสวยงามคงเป็นอดีตคนมีชื่อเสียงและอำนาจในเมืองนี้

         ‘แปะ ๆ ๆ’

         เสียงปรบมือดังจากด้านหลังป้ายหลุมศพแผ่นใหญ่  คิ้วผมขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นชายชุดคลุมโบกสะบัดขณะเจ้าของร่างเดินออกมาให้เห็นถนัดตา

         “ไม่..  จริง!!!”

         ดวงหน้าสงบนิ่งต้องแสงจันทร์  ชุดคลุมยาวสีดำผสานกลืนกับความมืดในยามรัตติกาล  มีเพียงจี้รูปไม้กางเขนที่ส่องสว่างแวววับเมื่อมันสั่นไหวเบา ๆ ตามจังหวะการเคลื่อนตัว

         “ขอต้อนรับสู่ ‘บ้าน’ ของพ่อ  คุณเรแพน”

         “หลวงพ่อ..  เบลิธาห์!!”

         ชายที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้า  ชายที่อยู่เคียงข้างแอซซี  ชายที่คิดว่าเป็นคนดีมาตลอด  กลับเป็นหนึ่งในเงารัตติกาลผู้มีพลังชั่วช้าที่สามารถควบคุมซากศพมนุษย์..  หลวงพ่อเบลิธาห์คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

         “ทำไมหลวงพ่อถึง..”

         หลวงพ่อยิ้มน้อย ๆ  แม้จะเป็นรอยยิ้มจากใบหน้าที่สงบ  แต่ความชั่วร้ายที่แฝงออกมาทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียน

         “รู้มั้ย..  การเป็นนักบวชมันยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน”

         ผมขมวดคิ้ว

         “ต้องถูกจำกัดทั้งเรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องการแต่งตัว  เรื่องการใช้ชีวิต  รวมถึงเรื่อง..  ความรัก”

         “หลวงพ่อพูดเรื่องอะไรกัน”

         เบลิธาห์หัวเราะเบา ๆ  ก่อนจะนั่งลงบนป้ายหลุมศพอย่างไม่ยำเกรง  ภาพลักษณ์ที่ปรากฏช่างขัดกับชุดนักบวชที่เขาสวมใส่

         “พ่อเป็นเด็กกำพร้า  ถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่หน้าโบสถ์  สาธุคุณที่เสียไปท่านเลี้ยงดูพ่อจนโต  ทำให้พ่อต้องเป็นนักบวชรับใช้พระเจ้ามาตลอดชีวิต” 

         น้ำเสียงเบลิธาห์เริ่มเปลี่ยนไป  “คิดดูสิ  พ่ออยากท่องเที่ยว  อยากใส่เสื้อผ้าหรู ๆ  อยากกินอาหารแพง ๆ  อยากมีความรักแบบหนุ่มสาวทั่วไป  แต่พ่อก็ทำไม่ได้  ถ้าให้พ่อเลิกเป็นนักบวชชาวบ้านจะมองว่าอย่างไร  พ่อจึงต้องเก็บความปรารถนาไว้ในใจ

         จนวันหนึ่งที่พ่อถูกชักชวนจากคนกลุ่มหนึ่งให้ทดสอบการเชื่อมต่อกับ SSS  พ่อถึงได้รู้ว่าความปรารถนาทั้งหมดกำลังจะเป็นจริง”

         เบลิธาห์ล้วงบางสิ่งออกจากเสื้อคลุม

         กระดิ่งสีเงินสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวูบวาบ  เบลิธาห์จ้องมองมันอย่างเคลิมเคลิ้ม  ดวงตาเลื่อนลอยเหมือนคนขาดสติ

         “พ่ออุตส่าห์วางแผนใส่ความเน็กเธอร์  ทั้งเรื่องอุบัติเหตุกับพ่อของแอซซี  เรื่องการลักพาตัว  ถ้าเน็กเธอร์ถูกจัดการ  และพ่อของเธอตาย  พ่อก็จะเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างแอซซี  เมื่อนั้นพ่อก็จะได้ดูแลเธออย่างที่ตั้งใจ แต่พวกคุณ.. พวกคุณกลับทำมันพัง!!”

         “ว่าไงนะ!!”

         ผมอ้าปากค้างเมื่อได้ยิน  นอกจากเรื่องการลักพาตัว  เรื่องที่เกิดขึ้นตั้งนานแล้วและทุกคนในเมืองเข้าใจว่าเป็นฝีมือของเน็กเธอร์อย่างเรื่องขาของพ่อแอซซี  ก็เป็นฝีมือของหลวงพ่อเบลิธาห์ด้วย

         “หรือว่า..  หลวงพ่อชอบแอซซี”

         เบลิธาห์เงยหน้ามองฟ้า  เมฆสีเทาลอยเอื่อยดวงจันทร์จนเว้าแหว่ง  สีหน้าเขาเลื่อนลอยเหมือนสติไม่อยู่กับตัว

         “ตั้งแต่ครั้งแรก  ที่พ่อถูกส่งมาที่เมืองนี้  เธอเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ทำให้พ่ออยากเลิกเป็นนักบวช”

         เบลิธาห์นึกถึงอดีต  เขาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดในกรอบของนักบวชมาโดยตลอด  แม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างเมื่อเปรียบเทียบกับคนหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน  แต่ก็ไม่สามารถลบล้างจิตใจใฝ่ดีที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

         จนเมื่อเขาได้มาอยู่ที่เมืองนี้  รอยยิ้ม  ความอ่อนโยน  เสียงหัวเราะ  และทุกอย่างที่แอซซีแสดงออก ค่อย ๆ หลอมละลายจิตใจที่ยึดมั่นจนเขาหวั่นไหว  ยิ่งเมื่อมีเน็กเธอร์ก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ  รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออกทางกามารมณ์ของเน็กเธอร์ทั้งต่อแอซซีและหญิงสาวคนอื่น  ยิ่งทำให้เบลิธาห์เกิดความริษยาจนแทบคลั่ง 

         ตั้งแต่วันนั้น  เขาจึงยึดเน็กเธอร์เป็นเป้าหมาย  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เน็กเธอร์มี  ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง เกียรติยศ  ความสะดวกสบายใจการใช้ชีวิต  เบลิธาห์ต้องแย่งชิงทุกสิ่งมาเป็นของตนให้ได้  เขาจึงได้ตกปากรับคำเป็นผู้เชื่อมต่อกับ ‘กระดิ่งเงิน’ ซึ่งเป็น SSS ของ ‘โยฮันเนส ฮาร์ทลีบ’[1] นักโบราณคดีผู้ค้นคว้าเรื่อง เวทย์มนต์ดำแห่งการปลุกชีพศพ 

         “เพราะฉะนั้น..  พ่อจะสวดส่งวิญญาณพวกคุณสู่สวรรค์เอง  เหล่าลูกแกะน้อยผู้หลงทางเอ๋ย”

         “คนที่หลงทาง  ไม่ใช่พวกผมหรอก!!”  ผมตะโกนอย่างเหลืออด

         “ถึงหลวงพ่อจะต้องการทรัพย์สิน เงินทอง หรือคนรัก  แต่หลวงพ่อไม่มีสิทธิกำหนดชะตาชีวิตของคนอื่นแบบนี้”  แม้ใจจะหวั่นไหว  แต่สองเท้าผมกลับก้าวเดินไปข้างหน้าเองโดยไม่ได้คิด  “รวมทั้ง  หลวงพ่อไม่มีสิทธิทำร้ายดวงวิญญาณของคนที่ล่วงลับไปแล้ว  ด้วยการเอาร่างของพวกเขามาเป็นเครื่องมือแบบนี้ด้วย!!!”

         ตารางแสงสว่างวาบเบื้องหน้า  ประกายรัศมีเจิดจ้าจนเหมือนพระอาทิตย์ดวงย่อม ๆ ส่องแสงยามค่ำคืน  เบลิธาห์เบิกตาค้าง  เขาเคยเห็นพลังนี้ก่อนหน้าแล้ว  แต่คราวนี้กลับแตกต่างจนขนทั่วร่างลุกชัน

         ผมขว้างก้อนหินก้อนใหญ่ใส่ตารางแสงเต็มกำลัง  ความเร็วของมันถูกเพิ่มขึ้นนับสิบเท่าจนกลายเป็นกระสุนทำลายล้างขนาดใหญ่ 

         ‘ตูม!!!’

         หลุมศพขนาดใหญ่พังทลายราบเป็นหน้ากลอง  ผมทรุดเข่าลงหลังจากใช้พลังเต็มที่  เหงื่อหยดจากขมับไหลลงคางเป็นสาย  แม้ในใจจะรู้สึกผิดบาปที่ทำลายหลุมฝังศพแบบนี้  แต่ผมก็โล่งอกที่จัดการศัตรูได้ด้วยกำลังของตัวเอง

         แต่ฉับพลัน  บรรยากาศรอบตัวกลับวังเวงจนผมเสียวสันหลัง  ฝุ่นควันที่คลุ้งกระจายกลับลอยหายขึ้นไปบนอากาศราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นฉุดกระชาก  กลิ่นเน่าเหม็นสะอิดสะเอียนคละคลุ้งจนผมคลื่นไส้  มือที่ชื้นเหงื่อกำแท่งคำนวณเนเปียร์โบนส์ในกระเป๋าแน่น

         “ต้องขอบใจที่แกช่วยทำลายหลุมศพจนเละเทะขนาดนี้”

         เสียงที่ไม่น่าจะได้ยินกลับดังขึ้น  เบลิธาห์ในชุดขาดวิ่นเดินออกมาจากหลังพุ่มไม้  ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวราวกับปีศาจ  สายตามองมาที่ผมอย่างอาฆาต

         “เพราะมันช่วยเปิดทางให้ ‘เขา’ ออกมาโดยไม่ต้องเหนื่อย”

         ‘แก๊งงง!!’

         เขาสั่นกระดิ่งในมือ  เสียงดังก้องสะท้อนทั่วสุสานเป็นสัญญาณปลุกให้ผู้ที่หลับใหลร่างสุดท้ายตื่นจากความตาย

         ‘ครืนนน!!!’

         กองหินระเกะระกะถูกแหวกออกราวกับเนยถูกมีดหั่น  เสียงกระทบกันของเหล็กดังก้องไปมาจนปวดหู  ร่างมหึมาโผล่พรวดออกจากพื้นดินเบื้องหน้า 

         “อะ..  ไรกัน!!”

         ผมครางอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นศพในชุดเกราะเหล็กร่างใหญ่ยืนประจันหน้าอย่างมาดร้าย  ในมือมีดาบเล่มยาวพอ ๆ กับความสูงของมันกระชับอยู่แน่น  ดวงตาขาวซีดที่มองลอดจากช่องมองบนหน้ากากเหล็กพุ่งเป้ามาที่ผมอย่างกระหาย

         “โฮเมอร์  ผู้นำนักรบเยอรมันสมัยโบราณ  เขาถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ และศพเขาก็ถูกฝังไว้ที่นี่  แกโชคดีมากที่จะได้ไปสวรรค์ด้วยฝีมือของวีรชนแบบนี้” 

         เบลิธาห์ล้วงมือผ่านช่องว่างของชุดเกราะตรงทรวงอก  หัวใจที่แห้งกรังจนดูเหมือนดินเหนียวถูกหยิบติดมือออกมา ก่อนที่เบลิธาห์จะจับยัดเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย  นี่คงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการปลุกชีพศพ

         เขารีบสั่นกระดิ่งเงินในมือ  ร่างนักรบเริ่มเคลื่อนไหวตรงเข้ามา

         ผมรวบรวมกำลังที่มีอยู่  วิ่งอย่างสุดชีวิต  แต่ดูเหมือนกำลังของคนปกติกับอดีตวีรชนจะแตกต่างกันสิ้นเชิง  ดาบในมือวาดผ่านอากาศพุ่งเข้าหาศีรษะผมอย่างรวดเร็ว

         ‘วูบ!!’

         ผมก้มคอหลบแทบไม่ทัน  ปอยผมถูกฟันขาดร่วงเป็นกระจุก  ต้นไม้ใหญ่ด้านข้างถูกดาบยักษ์ตัดขาดราวกับมันเป็นกระดาษแผ่นบาง  นักรบไม่ปล่อยโอกาส  มันรั้งมือกลับพร้อมด้วยดาบเล่มใหญ่เหวี่ยงเข้าใส่ผมอีกครั้ง

         “เนเปียร์โบนส์!!”

         ผมคว้าก้อนหินขนาดเหมาะมือก่อนจะเหวี่ยงใส่ตารางแสงอย่างแรง  แต่ชุดเกราะเหล็กนั้นแข็งแกร่งจนพลังทำลายของก้อนหินไม่อาจทะลุผ่านไปถึงเนื้อหนัง  มันชะงักเพียงครู่ก่อนจะง้างหมัดใหญ่หน้าราวกับค้อนปอนด์ชกแหวกอากาศเข้าใส่ผมอย่างแรง

         โชคดีที่ผมสะดุดก้อนหินล้มลง  ไม่อย่างนั้นศีรษะผมคงถูกทุบเละไม่มีชิ้นดีแน่ ๆ

         นักรบเหยียบขาผมเต็มแรงเพื่อไม่ให้เคลื่อนไหวได้อีก  ผมมองภาพความตายที่คืบคลานเข้าหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

         ดาบใหญ่ถูกง้างขึ้นด้านบน  คมของมันแววปลาบสะท้อนแสงจันทร์สีเหลืองนวลยามรัตติกาล  ปลายดาบแหลมแม้จะมีสนิมเกาะบ้างเนื่องจากผ่านกาลเวลามานาน แต่ก็ไม่ยากถ้าจะแทงให้ทะลุร่างบาง ๆ ของผม

         ‘วูบบบ!!’

         ดาบพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว  ผมหลับตาปี๋ไม่กล้ามองภาพความตายของตัวเอง 

         ..........

         “X – Ray!!!”

         เท้าสองข้างที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าเหล็กจมทะลุลงไปในพื้น  ร่างใหญ่เสียหลักหงายหลังตึง  ดาบในมือพุ่งพลาดผิดตำแหน่ง ปักทะลุพื้นดินเฉียดใบหูผมไปไม่ห่าง

         “เน็กเธอร์!!!”

         ผมตะโกนด้วยความดีใจ  เน็กเธอร์ที่เมื่อหลายวันก่อนผมยังรู้สึกเหมือนกับเขาเป็นอันธพาล เป็นคนไม่ดี  ตอนนี้เขาราวกับเทพบุตรมาโปรด

         “Newton’s Gravity!!!”

         เสียงตะโกนจากอีกฟากของสุสานดังพร้อมเสียงตึงและแรงสั่นสะเทือนมโหฬาร  คาซีใช้พลังแรงโน้มถ่วงมหาศาลโจมตี  ร่างในชุดเกราะถูกกระแทกจนแบนบี้ติดพื้น ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดจากใต้หน้ากากเหล็กที่ถูกบีบอัดจนเสียรูปทรง  แม้จะไร้ความรู้สึกแต่ร่างกายที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงก็ไม่อาจลุกยืนขึ้นกลับมีชีวิตเป็นครั้งที่สามได้

         เบลิธาห์ทึ้งผมตัวเองอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เขามองเน็กเธอร์อย่างแค้นเคือง  ชายที่เขาเกลียดที่สุดทำลายแผนเขาเป็นครั้งที่สอง 

         ผมรีบลุกขึ้นไปประคองเน็กเธอร์ที่ทรุดเข่าลงอย่างหมดแรง  เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นทั่วใบหน้า  เน็กเธอตัวร้อนจี๋ราวกับไฟ  ขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่ง  ร่างของคาซีก็ล้มคว่ำลงกับพื้นแน่นิ่ง 

         “พลังพิเศษเมื่อกี๊  คือครั้งสุดท้ายที่พวกฉันทำได้ตอนนี้  ที่เหลือก็..  ฝากนายด้วยแล้วกัน”

         เน็กเธอร์ปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนล้า  เขาหมดสติตามคาซีไปอีกคน  ดูท่าทั้งสองคงใช้พลังพิเศษมากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว 

         ผมวางร่างเขาลงอย่างเบามือ  ก่อนจะลุกขึ้นประจันหน้ากับศัตรูที่จ้องมาราวกับอสรพิษจ้องเหยื่อ

         “บังอาจมาก!!  พวกแกบังอาจทำลายตุ๊กตาตัวโปรดของฉัน”  เบลิธาห์รัวกระดิ่งในมือ “งั้นพวกแกจงค่อย ๆ ถูกฉีกกระชากกินอย่างทรมานก่อนตายไปเถอะ”

         ศพทั้งหมดในสุสานแหวกร่างขึ้นจากพื้นดิน  แม้บางส่วนจะถูกคาซีและเน็กเธอร์จัดการไปแล้ว  แต่ที่ยังเหลืออยู่ก็ยังมีจำนวนมากจนน่าขนลุกอยู่ดี

         “ตุ๊กตาที่น่ารักของข้า  จงกัดกินพวกมันให้สิ้นซาก!!!”

         เบลิธาห์คำรามราวกับเสียสติ  เขาสั่นกระดิ่งส่งสัญญาณ  ร่างไร้วิญญาณเคลื่อนไหวตรงดิ่งเข้ามาหาผมราวกับฝูงมด  เสียงกระดูกที่ผุดจากเนื้อแห้งกรังเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด 

         แต่ไม่รู้ทำไม  ผมกลับมองภาพที่เห็นด้วยอารมณ์ที่ไม่เคยเป็น  แม้ผมจะเคยเจออันธพาล  หัวขโมย  หรือคนไม่ดีอีกหลายแบบ  แต่ความเลวร้ายที่อยู่เบื้องหน้ากลับแตกต่าง  ถ้าจะเปรียบเป็นสีก็คงมืดสนิทและเข้มข้นกว่าสีดำเสียอีก 

         “เนเปียร์...”   ตารางแสงส่องสว่างเบื้องหน้า  ลำแสงของมันส่องประกายเจิดจ้าราวกับพระอาทิตย์ดวงย่อม ๆ  จนทำให้สุสานสว่างเหมือนเป็นเวลากลางวัน 

         ผมก้าวเท้าเดินเข้าหาตารางแสงด้วยใจสงบ  ตัวเลขที่ทุกครั้งจะวิ่งวนอย่างวุ่นวายเพื่อคำนวณหาค่าที่เหมาะสม  บัดนี้มันกลับจัดวางตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่ลังเล 

         “โบนส์!!!”

         ร่างของผมถูกอาบด้วยแสงจากตาราง  เบลิธาห์ขมวดคิ้วเพราะไม่แน่ใจเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

         และกว่าที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น  ศพนับสิบก็กระจายขึ้นฟ้าราวกับดอกไม้ไฟ

         เบลิธาห์ตาเหลือกเมื่อร่างของผมหายไปจากสายตา  เขาหันซ้ายขวาอย่างร้อนรน  และเมื่อหันไปทิศทางใด  ร่างผีดิบก็กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทางอย่างไม่รู้สาเหตุ

         ‘เปรี้ยง!!  เปรี้ยง!!’

         ศพถูกกระแทกลอยอย่างต่อเนื่อง  ทิศทางที่การจู่โจมที่มองไม่เห็นใกล้เข้าหาตัวจนเบลิธาห์ถอยกรูดอย่างไม่รู้ตัว 

         ‘กึก!!’

         เขาชะงักเท้าเมื่อหลังชนกับบางสิ่ง

         “กะ  กะ..  แก!!!”

         เขาคงไม่คาดคิด  ว่าเด็กอ่อนแอที่ดูไร้พิษสงอย่างผม  จะเล็ดรอดจากผีดิบฝูงใหญ่และเข้าประชิดตัวเขาได้ในชั่วพริบตาแบบนี้

         เป็นความผิดของเบลิธาห์เอง  ที่เมื่อเห็นพลังพิเศษของผมก็เข้าใจไปเองว่าพลังของผมคือการเปลี่ยนสิ่งที่ถูกโยนผ่านตารางแสงให้เป็นกระสุนอย่างตอนที่ผมใช้ก้อนหินโจมตีผีดิบของเขา  แต่เขาคงไม่คิดว่านอกจาก ‘วัตถุ’ แล้ว  ตารางแสงยังเพิ่มความเร็วให้กับ ‘คน’ อีกด้วย

         ผมคว้าข้อมือเขาแล้วใช้ความเร็วเกินกว่าที่ตามองเห็นฉวยแย่งกระดิ่งในมือมาโดยเขาไม่ทันรู้ตัว

         “แก..  แกจะทำอะไร”

         เบลิธาห์ใจหายวูบเมื่อเห็นกระดิ่งในมือผม  ผมใช้ความเร็วเคลื่อนกายห่างจากเขาอย่างรวดเร็ว  เมื่อไร้กระดิ่ง  ก็ไม่อาจควบคุมศพได้  เบลิธาห์เปลี่ยนสถานะจากผู้ควบคุมเป็นเหยื่อในทันที

         เบลิธาห์ก้าวถอยจนสะดุดขาตัวเองล้มลง  ฝูงศพเคลื่อนเข้าหาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ  น้ำลายย้อยหยดจากปากแห้งผาด  มือหลายสิบคู่ไขว่คว้าฉีกกระชากชุดคลุมขาดเป็นริ้ว  พวกมันยกร่างเบลิธาห์ขึ้นชูราวกับได้รับถ้วยรางวัล

         “ม่ายยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!”

         เบลิธาห์ตาเหลือกค้าง  ร่างแข็งเกร็งกระตุก  ลมหายใจขาดห้วงก่อนจะหายใจเฮือกใหญ่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง  สมองของเขาหยุดสั่งการความคิดใด ๆ  เขาหมดสติไปทันทีโดยไม่รู้ว่าหลังจากนั้นไม่ถึงวินาที  ผมได้ชกทำลายกระดิ่งเงินจนแตกละเอียดก่อนที่เขาจะถูกกัดกิน  ซากศพทั้งหมดทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับตุ๊กตาชักถูกตัดเชือก  วิญญาณที่ถูกเรียกคืนกลับมาถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ  บัดนี้พวกมันกลับสู่สภาพร่างไร้วิญญาณอย่างเช่นควรเป็น 

         “ฟู่!!”

         ผมเป่าปากอย่างโล่งอก  เรื่องเลวร้ายจบสิ้นแล้ว  ศัตรูที่แท้จริงหมดสภาพไม่สามารถต่อสู้ได้  และคงไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้แล้ว  ถึงแม้จะโหดร้ายแต่ก็คงสมกับเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เขาก่อขึ้น 

         แสงสว่างรอบตัวผมเริ่มจางลง  ร่างกายเมื่อกลับสู่ภาวะปกติกลับแสดงอาการอย่างที่ไม่เคยเป็น  ผมปวดร้าวกล้ามเนื้อจนเข้าไปถึงกระดูก  เพราะฝืนใช้ความเร็วเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะรับไหว  ทำให้ผลกระทบรุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการได้  เรี่ยวแรงพลันเหือดหายไปราวกับถูกสูบ  ผมทรุดลงกองกับพื้นหมดสติตามคาซีและเน็กเธอร์ไปอีกคน

 

         ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่  แต่แสงอาทิตย์ที่ส่องแยงตาทำให้ผมไม่อาจฝืนนอนได้ต่อไปอีก  ผมค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ  อาการปวดล้ายังคงตกค้างอยู่ทั่วร่างทำให้ผมไม่อาจลุกได้ในทันที

         ผมสำรวจรอบตัว  ที่นอนหนานุ่ม  เฟอร์นิเจอร์อย่างดี  เครื่องทำความร้อนปรับอุณหภูมิอุ่นสบาย  ห้องที่ผมนอนอยู่มันหรูหราราวกับห้องพักชั้นดีของโรงแรมหรู

         โรงแรม...  หรือว่า!!

         เสียงประตูเปิดพร้อมร่างของคนที่ผมกำลังนึกถึงเดินเข้ามาในห้อง  เน็กเธอร์ถือถาดที่มีขนมปังและนมด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก  ด้านหลังเขามีแอซซีที่ยืนคุมเขาราวกับผู้คุมนักโทษ

         “ทำไมฉันต้องมาเสิร์ฟอาหารให้ไอ้หมอนี่ด้วยล่ะ”  เขาโอดครวญ

         “เขาคือผู้มีพระคุณนะ  แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” 

         แอซซีสั่งการเสียงเฉียบขาด  ดูสีหน้าที่สบายใจขึ้น  เธอคงทำใจเรื่องพ่อได้บ้างแล้ว

         เน็กเธอร์วาดถาดลงบนโต๊ะเสียงดังโครม  และเสียงที่ตามมาคือเสียงผัวะพร้อมกับหัวเขาที่ถูกตบทิ่มลงกระแทกโต๊ะ

         “โอ๊ย!!  ทำอะไรของเธอเนี่ย”

         “ก็บอกว่าเขาคือผู้มีพระคุณ บริการเขาให้มันดี ๆ หน่อย”

         “ช่วยแบกพวกมันมา แถมให้พักที่โรงแรมฟรี ๆ แบบนี้ยังบริการไม่ดีอีกเหรอ”  เน็กเธอร์บ่นอุบอิบพร้อมลูบหัวป้อย ๆ

         เสือผู้หญิงอย่างเน็กเธอร์  เมื่ออยู่ต่อหน้าสาวห้าวอย่างแอซซีเขากลับเชื่องเป็นลูกแมว  สงสัยที่บอกว่ารักแอซซีคงไม่ได้โกหก

         “แล้ว..  เบลิธาห์ล่ะ”  ผมเอ่ยปากถามเมื่อคิดได้

         แอซซีมีสีหน้าสลดลง 

         “วาติกันส่งคนมารับตัวไปแล้ว  สภาพเขาเหมือนมีร่างแต่ไร้วิญญาณ  ไม่พูดจา เหม่อลอย ผมทุกเส้นเปลี่ยนเป็นสีขาว  ถึงเขาจะทำเรื่องเลวร้ายไว้มาก  แต่ฉันก็อดสงสารไม่ได้ที่เห็นเขาเป็นแบบนี้”

         “จะไปสงสารมันทำไม  ถ้าผมเป็นคนจัดการมันแทนไอ้หมอนี่  ป่านนี้มันคงไม่เหลือทั้งร่างและวิญญาณ”

         ‘โป๊ก!!!’

         หัวเน็กเธอร์ทิ่มอีกรอบเมื่อฝ่ามือของแอซซีฟาดเข้าเต็มกระหม่อม  แม้จะไม่พอใจแต่เขาก็ไม่กล้าหือกับเธอ

         คาซีเดินเข้ามาพร้อมสัมภาระ  เขาโยนกระเป๋าใบเล็กให้ผม  ด้านในมีเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาหลายชุด  แอซซีบอกว่านี่คือค่าจ้างที่พวกผมทำงานให้หลายวัน

         “ฉันว่านายพักผ่อนให้หายดีก่อน แล้วค่อยออกเดินทางไม่ดีกว่าเหรอ”

         แอซซีบอกกับผมอย่างเป็นห่วง  แต่ดูจากสีหน้าคาซีแล้ว ถ้าอยู่ที่นี่นอกจากพวกผมจะไม่ปลอดภัยแล้ว  เธอเองก็อาจโดนลูกหลงไปด้วยก็ได้

         ผมลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างลำบาก  แอซซีไม่วายหอบของกินยัดใส่กระเป๋าพวกเราจนตุง  ผมและคาซีเดินออกจากโรงแรมของเน็กเธอร์พร้อมกล่าวขอบคุณแอซซี  แต่เธอส่ายศีรษะ

         “ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก  ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกนาย  ถ้าไม่ได้พวกนายจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีกบ้างก็ไม่รู้”

         น้ำตาเธอรื้นขึ้นมาจนขอบตาชื้น ก่อนจะโผเข้าสวมกอดผมทั้งคู่  ผมทำสีหน้าไม่ถูกขณะที่คาซียังมีสีหน้าเรียบเฉย

         “อะ แฮ่ม!!”

         เสียงกระแอมขัดจังหวะดังขึ้นจากหน้าประตู

         เน็กเธอร์พร้อมกระเป๋าเดินทางแบบลากขนาดใหญ่เดินออกจากโรงแรมอย่างทุลักทุเล 

         “เฮ้!!  นั่นมันผู้หญิงของฉันนะ”

         แอซซีรั้งมือออกจากร่างพวกผม  ก่อนจะหันไปมองเน็กเธอร์อย่างหาเรื่อง

         “ใครเป็นผู้หญิงของนายกันยะ”

         ผมมองกระเป๋าเดินทางอย่างสงสัย

         “แล้วนั่น..  นายจะไปไหนเหรอ”

         เน็กเธอร์มองหน้าผมอย่างเบื่อหน่าย  “คิดว่าคนลักลอบเข้าเมืองอย่างพวกนาย  จะไปไหนมาไหนได้ง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ”

         คาซีชักสีหน้า 

         “นายหมายความว่ายังไง”

         “ฉันหมายความว่า..  ฉันจะไปกับพวกนายยังไงล่ะ”

         ผมผุดยิ้มทันที  แต่คาซีกลับทำหน้าเบ้

         “ใครอนุญาตให้นายไปกับพวกฉัน”  คาซีถามแบบเอาเรื่อง

         เน็กเธอร์เลิกคิ้วทำสีหน้ายียวน 

         “หรือจะให้ฉันแจ้งตำรวจ  ว่าพวกนายหลบหนีเข้าเมือง  แถมเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์เครื่องบินตก  ดีไม่ดีพวกเงารัตติกาลอาจแห่เข้ามาหานายทั้งฝูงก็ได้นะ”

         ผมรีบดันหลังคาซีให้เดินไปหาเน็กเธอร์ ทั้งที่ตัวเองก็ยังเดินกะเผลก ๆ อยู่

         “เอาน่า ๆ  อย่างน้อยมีผู้มีพลังพิเศษเพิ่มอีกคน แถมพลังของเขาก็พึ่งพาได้เสียด้วยสิ”

         “เห็นมั้ย!!  หมอนี่หน้าตาไม่ค่อยฉลาด  ยังเข้าใจอะไรได้ง่ายกว่านายซะอีก”

         เน็กเธอร์พูดเหน็บก่อนจะวางกระเป๋าลาก  เขาเดินไปหาแอซซีที่ยืนส่งพวกเราด้วยขอบตาชื้น

         “ฉันขอ..  ฝากโรงแรมนี้ไว้กับเธอด้วยนะ”  เขากุมมือเธอขึ้นมาจูบเบา ๆ  “ไม่ต้องห่วงเรื่องเจ้าพวกนั้นหรอก  ฉันสัญญาว่าจะดูแลพวกมัน (ห่าง ๆ) เอง”

         เหมือนจะได้ยินบางคำเบา ๆ แทรกอยู่  แต่ผมไม่ได้สนใจประโยคนั้นนอกจากจับตาดูทั้งคู่อย่างไม่วางตา

         แอซซีมองเขาด้วยสายตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน  ที่จริงแล้วเธอคงรู้สึกดีกับเน็กเธอร์ตั้งแต่แรก  หากแต่เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ความเข้าใจผิดแปรเปลี่ยนความรู้สึกดีให้เป็นเกลียดชัง  เมื่อเรื่องราวทั้งหมดคลี่คลาย ความรู้สึกแท้จริงจึงปรากฎ  สายตาของเธอปนเปด้วยความรู้สึกสุข เศร้า เหงา และ..  รัก

         “ฉันขอโทษ  ที่เข้าใจนายผิดมาโดยตลอด  ฉัน..  ฉัน..”

         เน็กเธอร์ปาดน้ำตาที่เอ่อล้นหางตาของแอซซี  ก่อนจะบรรจงจูบหน้าผากเธออย่างแผ่วเบา

         “ฉันไม่เคยโกรธเธอหรอก  ฉันบอกเธอทุกวันไม่ใช่เหรอ  ว่า...  ฉันรักเธอ”

         และริมฝีปากของทั้งสองก็ประกบกันท่ามกลางแสงแดดอ่อนละมุน  ผมยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้มส่วนคาซีกระดิกเท้ารออย่างหงุดหงิด

 

         หลังจากล่ำลากับแอซซี  เน็กเธอร์ก็เดินมาสมทบพวกผม  ก่อนจะล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบกุญแจขนาดเล็กออกมา

         ผมย่นคิ้วอย่างสงสัย  “นั่นมัน..  กุญแจอะไรน่ะ”

         เน็กเธอร์ไม่ตอบ  แต่เสหน้าไปทางท่าเรือ  และสิ่งที่จอดเทียบท่าขนาดมหึมานั่นคือคำตอบที่ปรากฏชัดแทน

         “เรือยอร์ช!!”

         “แน่สิ  ก็พวกนายไม่มีพาสปอร์ต  เดินทางด้วยเครื่องบินไม่ได้อยู่แล้ว  และอีกอย่างถ้าใช้เส้นสายของฉัน  พวกนายก็ออกจากเยอรมันทางเรือนี่สบาย ๆ”

         แม้จะไม่ชอบนิสัยของเขา  แต่ก็ต้องยอมรับว่าเน็กเธอร์ช่วยเราได้จริง ๆ

         พวกเราขนสัมภาระลงเรือ  เน็กเธอร์พาลูกน้องไปด้วยสามคน  คนหนึ่งขับเรือ  ส่วนที่เหลือไว้สำหรับเป็นบอดี้การ์ด  แต่ผมคิดว่าแค่ฝีมือของเขากับคาซี  บอดี้การ์ดสองคนนั่นคงเป็นได้แค่ไม้ประดับ

         เรือยอร์ชลำใหญ่แล่นออกจากท่า  ฝ่าเกลียวคลื่นและกระแสลมมุ่งหน้าออกทะเลสู่ดินแดนรูปรองเท้าบูท  ประเทศอิตาลี


 

 

[1] โยฮันเนส ฮาร์ทลีบ (Johannes Hartlieb) นักฟิสิกส์ นักโบราณคดี ชาวบาวาเรีย ผู้สนใจศาสตร์มืดและมนต์ดำ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น