อัปเดตล่าสุด 2021-09-26 10:22:29

ตอนที่ 35 การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

บทที่ 35  การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

 

                   ตัวเลข ถูกใช้เพื่อแทนค่าของสิ่งต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ

                   เลขที่ใช้สัญลักษณ์สามแบบของอารยธรรมมายา....

                   เลขที่ใช้ตัวอักษรของโรมันหรือซีรีลลิก....

                   เลขที่บัญญัติเป็นรูปลักษณ์เฉพาะกลุ่มของประเทศแถบเอเชียตะวันออก....

                   จนมาถึงเลขที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบันอย่างเลขอารบิก....

                   และตัวเลขเหล่านั้น ก็สรรค์สร้างการคำนวณขึ้นเพื่อหาค่า เพื่อเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ อันเป็นการก้าวกระโดดทางคณิตศาสตร์ที่รังสรรค์สิ่งประดิษฐ์ แนวคิด ทฤษฎีมากมายเหลือคณานับ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการคำนวณมีอย่างมากมาย และเมื่อตัวเลขกับสัญลักษณ์เหล่านั้นประกอบรวมเข้าด้วยกัน ก็ก่อกำเนิดเป็นสูตรคำนวณมากมายมหาศาลราวดวงดาวในอวกาศ

               แต่แม้ผลลัพธ์ของสูตรคำนวณต่าง ๆ จะสามารถเพิ่มไปจนถึงค่าที่มากเพียงใด ก็ไม่มีสูตรคำนวณใดเลยที่จะให้ค่าออกมาเป็น... อนันต์!!

 

                  “เนเปียร์โบนส์!!”

                   ผมวิ่งใส่ตารางแสงที่สร้างซ้อนกันสองชั้น ความเร็วที่สลายไปเพราะอาการบาดเจ็บถูกเพิ่มขึ้นจากตารางแสงอันแรก และเมื่อวิ่งผ่านตารางที่สอง ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี

                   วาร์ดมองกลับมาด้วยสายตาคาดคะเน แม้จะรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากพลังระดับปลดขีดจำกัด แต่เขาก็ไม่เห็นความแตกต่างจากรูปแบบพลังที่ผมใช้ ทั้งความเร็วและกำลังที่ถูกเพิ่มล้วนเป็นพลังพิเศษที่เขาเคยกำราบมาแล้วจน ราบคาบ

                   จะกังวลก็มีเพียง... หมัดขวาที่เปล่งแสงเจิดจ้าอย่างประหลาดเท่านั้น!!

                 “ถ้าอยากลัดคิวลงนรกมากขนาดนั้น ฉันจะสนองให้สมใจก็แล้วกัน  Pluto Chain!!”

                   วาร์ด เหวี่ยงโซ่ติดตะขอเข้าใส่ในแนวราบ แต่ภาพที่ปรากฎสู่สายตานั้นเชื่องช้าราวหยุดอยู่กับที่ เพียงผมดีดปลายเท้าเบา ๆ ร่างก็ลอยพุ่งหลบเส้นโซ่อย่างไม่ยากนัก

                   แต่สิ่งที่รออยู่กลางอากาศ คือลูกธนูแสงขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นถึงสามเท่า

                 “เนเปียร์โบนส์!!”

                   ตารางแสงสร้างดักลูกธนูที่ไม่อาจเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศได้  เพียงพุ่งผ่าน  กระสุนแสงก็ถูก ‘สะท้อน’ พุ่งย้อนกลับไปยังผู้ยิงทันที

                   วาร์ดย่นคิ้วพลางเรียกไม้เท้าดาวพุธเร่งความเร็วตัวเองหลบเลี่ยงลูกธนูได้อย่างเฉียดฉิว ผมง้างหมัดขวาเต็มแรงเมื่อร่างพุ่งเข้าใกล้วาร์ดในระยะโจมตี

                   หมัดขวาพลันชะงักงัน เพราะสิ่งที่รอรับการโจมตีอยู่คือโล่กลมขนาดใหญ่..

                   ผม รู้ดีว่าพลังมหาศาลที่อัดแน่นในหมัดขวาย่อมเป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ของการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้ได้ แต่หากไม่สามารถจู่โจมถูกเป้าหมาย ผมก็ไม่มีโอกาสใช้พลังนี้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง

                   การโจมตีไม่อาจพลาดเป้าได้!!

                   ท่อนขาพุ่งเข้าเตะแทนการชกทันที แม้โล่จะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่พลังโจมตีที่ถูกเพิ่มจากตารางแสงก็ทำให้วาร์ดที่ป้องกันอย่างแน่นหนาถอยกรูดหลายก้าว

                 ‘กึก!!’

                   หัวหน้าเงารัตติกาลใช้หอกค้ำยันไม่ให้ร่างเสียหลัก ก่อนที่หอกจะเปลี่ยนสภาพเป็นอาวุธยาวรูปแบบเดียวกัน

                   มวลน้ำพวยพุ่งจากปลายตรีศูล ผลักดันให้ร่างของวาร์ดย้อนกลับพุ่งเข้าใส่ผมดุจไอพ่นของเครื่องบิน  เขาสะบัดสามง่ามพลางปลดปล่อยมวลน้ำเป็นวงโค้งรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว แรงดันน้ำมหาศาลส่งให้การโจมตีแหลมคมเหมือนใบมีด ผมเอียงร่างหลบวูบแทบไม่ทันจนดาบวารีเฉือนเนื้อสีข้างไปเป็นแถบ

                   ปลายเท้าสะกิดหินลอยขึ้นมาสามก้อน ก่อนเหวี่ยงขาเตะมันเข้าใส่วาร์ด  ตารางแสงที่สร้างขวางหน้าเพิ่มความเร็วจนหินพุ่งซัดดุจกระสุนปืน

                   วาร์ดสะบัดสายฟ้าดาวพฤหัสบดีในมือเข้าปะทะ กระสุนหินพุ่งชนสายฟ้าระเบิดเสียงดังสนั่น เศษหินที่แตกละเอียดกระเด็นกระจัดกระจายรอบทิศทาง ฝุ่นควันมหาศาลตลบอบอวลคละคลุ้งมองสภาพโดยรอบไม่ชัดเจน  แต่กระนั้นจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างใหญ่ของหัวหน้าเงารัตติกาลย่อมทำให้ผมรู้ถึงตำแหน่งเขาเป็นอย่างดี

                   ผมย่อตัวหลบการโจมตีเป็นวงกว้างทันท่วงที  สิ่งที่โผล่ออกมาจากกลุ่มควันคือเคียวขนาดใหญ่  ไอสีม่วงชวนให้คิดถึงความตายที่จ่อคอหอยเข้ามาทุกขณะ  แม้อาวุธจะใหญ่จนไม่น่าจะถือได้ด้วยมือข้างเดียว  แต่เพียงแค่พลิกข้อมือเล็กน้อยวาร์ดก็สามารถโจมตีเปลี่ยนทิศของเคียวได้ราวกับมันไม่มีน้ำหนัก

                   สายตาจับจ้องการเคลื่อนไหว

                   สมองคำนวณท่าร่างที่กำลังจะเกิดขึ้น

                   พลังพิเศษในการคำนวณที่เคยใช้เมื่อครั้งสู้กับลูซัมพลันแจ่มชัดอย่างน่าประหลาด ผมมองข้อมือและปลายเท้าของวาร์ดพลางคำนวณการเคลื่อนไหวต่อไปที่วาร์ดกำลังจะใช้  แม้เพียงขยับกายเล็กน้อยก็สามารถหลบคมเคียวได้ก่อนที่วาร์ดจะทันโจมตีเข้ามาถึงตัวเสียอีก

                   ท่อนขาเหวี่ยงซัดเข้าใส่จุดบอดจากการใช้อาวุธยาว  แขนของวาร์ดถูกเตะจนได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบพร้อมเคียวใหญ่ที่ถูกซัดจนกระเด็นลอยหมุนไปปักผนังหิน

                 “Sun Attack!!”

                   วินาทีที่ผมประมาทและกำลังจะจู่โจมเพื่อเผด็จศึก  ไอความร้อนจากเปลวไฟนรกก็พุ่งซัดเข้าใส่จนร่างผมกระเด็นกระแทกกำแพง  เลือดกระอักออกจากปาก

                   ซี่โครงหักหลายซี่  แขนซ้ายถูกเผาไหม้จนแหลกเละ กระดูกขาขวาแตกละเอียด

                   สายตาผมลางเลือน มองภาพวาร์ดที่เดินเข้ามาพร้อมบอลไฟที่ถูกสร้างในอากาศ

                 “แกต่อสู้ไปเพื่ออะไร”

                   คำถามที่วาร์ดเคยได้ยินจากคาซี  กลับถูกใช้ถามผมซึ่งไม่อยู่ในสภาพต่อสู้ได้อีกแล้ว

                 “แกมีความแค้นอะไรกับเงารัตติกาลมากมายขนาดที่ต้องฆ่าฟันงั้นเหรอ..

                   แกเป็นฮีโร่ที่จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อปกป้องผู้คนบริสุทธิ์งั้นเหรอ

                   แกมีความหวัง มีความฝัน มีสิ่งที่ต้องแลกแม้กระทั่งชีวิตในการต่อสู้งั้นเหรอ!!”

                   วาร์ดตะคอกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว บอลไฟยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นตามอารมณ์คุกรุ่นราวภูเขาไฟระเบิด

                 “สิ่งที่แกแบกรับ มันหนักหนาเท่าสิ่งที่ฉันเคยเจอเหรอ..

                   ครอบครัวแกเคยถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดเหรอ..

                   แกต้องขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่แบบฉันเหรอ..

                   น้ำหนักของสิ่งที่แกต้องเจอมาทั้งชีวิต ถ้าเทียบกับฉัน มัน เบา โหวง เลย ว่ะ!!”

                   ลูกบอลไฟลอยขึ้นจากมือสู่อากาศ ขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นจากเดิมที่มีขนาดไม่ต่างจากลูกบอล  กลับดวงกลมโตขึ้นกว่าห้าเท่า  แน่นอนว่าความร้อนแรงและพลังทำลายล้างย่อมเพิ่มพูนตามขนาดเช่นกัน

                 “เป้าหมายเหรอ.. แค่ก ๆ”

                   ผมพูดพลางสำลักออกมาเป็นเลือด

                 “เป้าหมายของผมมัน.. แค่ก ๆ .. เบาโหวงจริง ๆ นั่นแหล่ะ”

                   วาร์ดรั้งมือเพื่อฟังคำพูดสุดท้ายของคนใกล้ตายอย่างผม

                 “ผม ไม่เคยถูกฆ่าล้างครอบครัว  ผมไม่มีความแค้นกับเงารัตติกาลหรืออยากเป็นฮีโร่อะไรนั่น  ผมไม่เคยขายวิญญาณให้ซาตานจนต้องแลกชีวิตเพื่อการต่อสู้นี้”

                   มือขวายันร่างครูดกำแพงเพื่อลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน  แม้ร่างจะโอนเอียงไปมา  แต่สายตาที่มั่นคงกลับมองไปที่จุดเดียว

                 ... คู่ต่อสู้อันน่าสงสาร!!

                 “คุณน่าสงสารเกินไป”

                   สายตาวาร์ดเหี้ยมโหดราวกับสัตว์ร้าย

                 “แกว่ายังไงนะ!!”

                 “ผมบอกว่า.. คุณน่าสงสาร”

                   ผมหอบหายใจรวยริน  พลังพิเศษที่ถูกเพิ่มจากตารางแสงพลันสลายไปจนหมดทั้งความเร็วและพละกำลัง  สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่มีเพียงพลังที่อัดแน่นอยู่ในหมัดขวาที่ได้รับจาก จอห์น เนเปียร์ เท่านั้น

                 “ถ้า คนทิ่ยิ่งใหญ่ขนาดเป็นหัวหน้ากองโจรระดับโลก  มีพลังมากมายพอที่จะสังหารคนทั้งโลกได้อย่างฉันเรียกว่าน่าสงสาร  แล้วไอ้เด็กกระจอกใกล้จะตายอยู่รอมร่ออย่างแก จะเรียกว่าอะไรล่ะวะ!!”

                 “ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองน่าสงสารเลย”

                   สองขาเดินเขย่ง น้ำหนักตัวถูกถ่ายลงมาที่ขาซ้ายที่ไม่เสียหายนัก ร่างผมเคลื่อนเข้าหาวาร์ดช้า ๆ ราวต้นไม้ที่ลู่ลมจวนเจียนจะหักโค่น

                 “ผมมีเพื่อน.. มีคนที่พร้อมจะเชื่อใจกันจนวินาทีสุดท้ายอยู่ข้างกาย” ผมหันมองคาซี

                 “ผมมีคนที่พร้อมจะมอบความรักให้ทุกคนอย่างไม่ลังเลอยู่ข้างกาย” ผมหันมองเน็กเธอร์

                 “ผมมีคนที่พร้อมยอมตายแทนกันได้อยู่ข้างกาย” ผมหันมองซูอัล

                 “ผมมีคนที่จิตใจดี โอบอ้อมอารีอยู่ข้างกาย” ผมหันมองเซราห์

                 “แล้วคุณล่ะ.. มีใครอยู่ข้างกายบ้าง”

                ผมหันกลับไปมองวาร์ด...

                สายตาของชายในชุดสูทดำแห้งแล้งราวทะเลทราย คำพูดของผมทำให้แววตาเขาหม่นลงวูบหนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปวาวโรจน์ดุจปีศาจดังเดิม

                “ไม่จำเป็น!! ลำพังแค่ฉันคนเดียวก็สามารถขยี้ทุกคนบนโลกให้แหละละเอียดได้ มนุษย์ที่เลวร้ายทุกคนต้องถูกฉันกำจัด ความชั่วร้ายบนโลกจะสลายไป”

                “ทุกคนบนโลกไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมดหรอกนะ.. อย่างน้อย สิ่งที่คุณทำก็บอกได้ว่าที่จริงคุณไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลยนี่นา”

                สีหน้าวาร์ดบิดเบี้ยวราวกับสวมหน้ากากปีศาจ

                “หัวหน้ากองโจรที่สังหารคนราวกับผักปลาแบบชั้นนี่น่ะหรือ ที่แกบอกว่าไม่เลวร้าย สมองแกเพี้ยนไปแล้วใช่มั้ย ฮ่า ๆ ๆ”

                “อย่างน้อย.. สิ่งที่คุณทำทั้งหมด ก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองไม่ใช่เหรอ”

                วาร์ดย่นคิ้ว

                “คุณทำเพื่อล้างแค้นให้ครอบครัว แสดงว่าอย่างน้อยคุณก็ยังคงหลงเหลือความรักอยู่ในจิตใจ

                ขนาดหัวหน้ากองโจรระดับโลกที่สังหารคนเป็นผักปลาอย่างคุณยังมีความรักอยู่ในใจ  ดังนั้นคนอื่น ๆ ก็ย่อมไม่ต่างไปจากคุณหรอก... มนุษย์ไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกคนหรอกนะครับ”

                “ไม่ต้องพูดมาก!!  เด็กเมื่อวานซืนอย่างแกไม่ต้องสะเออะมาสั่งสอนฉัน  หมดเวลาพล่ามแล้ว  ตายซะ!!!”

               บอลไฟพุ่งเข้าใส่จากด้านบน  ไอความร้อนเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า  แสงเจิดจ้าส่องสว่างในดวงตาจนสายตาไม่อาจมองอะไรเห็นได้อีก

               แต่แปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกเกรงกลัวความตายที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ทุกขณะ

               น้ำหนักของหมัดขวาที่หนักอึ้งบ่งบอกให้รู้ว่าการต่อสู้ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว

               “ลงนรกไปซะ แล้วฉันจะส่งเพื่อนของแกทุกคนตามไป Sun Attack!!!”

               เพราะจิตใจโดดเดี่ยวมานานแสนนาน  ทำให้วาร์ดไม่เปิดใจให้ใครเข้าใกล้  เขาไม่มีทั้งเพื่อนพ้อง คนรัก หรือคนที่จะเชื่อใจได้เลย  วาร์ดจึงไม่รู้ถึงความหมายของคำว่า ‘มิตรภาพ’ ที่แท้จริง

               และมิตรภาพที่ผมเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม  ก็ก่อกำเนิดปาฏิหารย์ขึ้นอีกครั้ง

                 กระสุนปืนที่แปรสภาพจากพลังทะลุผ่านถูกยิงเข้าใส่ร่างผมจนร่างกายโปร่งแสง  ชายผมยาวที่เพิ่งดูดกลืนจิตวิญญาณที่ตกค้างจากร่างของเน็กเธอร์มองการโจมตีครั้งสุดท้ายที่เขาทำได้อย่างโล่งใจ  ก่อนที่ดวงตาจะปิดลงอย่างอ่อนล้า

                  บอลเพลิงพุ่งทะลุผ่านตัวผมไปโดยไม่สร้างความเสียหายให้แม้แต่น้อย  วาร์ดสร้างอาวุธโซ่ขึ้นมาเพื่อเตรียมเหวี่ยงฟาดตะขอเข้าเจาะขมับผม  แต่ฉับพลันที่อาวุธพุ่งออกจากมือ  ร่างของผมในดวงตาเขาก็หายไปราวกับผมไม่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นมาก่อน

                  เพียงเพราะเขาถูกทำให้หันไปทาง ‘ทิศเหนือ’ ด้วยพลังพิเศษของนกแก้วตัวสีเขียวที่บินวนอยู่ด้านบน

                  ผมกัดฟันกรอดพลางลงน้ำหนักยังขาขวาที่กระดูกแตกละเอียด  แม้แต่ละก้าวจะเจ็บปวดแทบขาดใจ แต่สิ่งที่สูญเสียไปมันมากเกินกว่าความเจ็บปวดที่ผมได้รับในตอนนี้  วาร์ดที่หันหลังให้เพราะถูกเปลี่ยนทิศทางหันกลับมามองพลางสร้างอาวุธเคียว ใหญ่หมายเหวี่ยงฟาดกลับมาตัดร่างผมขาดเป็นสองท่อน

                  ‘กึก!!’

                  แขนสองข้างพลันถูกรั้งด้วยกำลังมหาศาล  หนึ่งคือเพื่อนรักที่ถูกฟื้นสภาพบาดเจ็บเจียนตายจาก ‘รังไหม’ ของเซราห์  อีกหนึ่งคือศัตรูที่เคยห้ำหั่นกันผมคิดว่าเขาตายไปแล้ว

                  ‘ซูอัล’ และ ‘ลูซัม’ สบสายตาด้วยความรู้สึกเดียวกัน ท่อนแขนแข็งแกร่งรั้งร่างของวาร์ดไว้จนหัวหน้าเงารัตติกาลเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก

                  แต่วาร์ดหาใช่นักฆ่าชั้นกระจอกที่จะถูกหยุดยั้งด้วยแรงของคนที่บาดเจ็บจนใช้พลังพิเศษไม่ได้เพียงสองคน สายฟ้าถูกสร้างในมือก่อนจะไหลอาบท่อนแขนสองข้างช็อตร่างของซูอัลและลูซัมจนพวกเขาเกร็งกระตุก

                  ผมชะงักเท้าเมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้น

                  “ไม่ต้องเป็นห่วงผมครับคุณเรแพน  ผมยังทนไหว”  ซูอัลตะโกนเรียกสติ

                  “ชักช้าอะไรอยู่เจ้าโง่  รีบโจมตีมาสิ!!”  นักฆ่าพลังแม่เหล็กผู้ปลดเปลื้องตัวเองจากพันธนาการในจิตใจเพราะพ่ายแพ้ให้กับผมตะคอกจนผมต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีกครั้ง

                  วาร์ดกัดฟันกรอดอย่างรำคาญใจ

                  “แห่กันเข้ามาดีนัก  งั้นก็ตายกันซะให้หมด  เจ้าพวกมดปลวก!!”

                  เขาเร่งพลังสายฟ้ามากขึ้นจนร่างของซูอัลและลูซัมเริ่มไหม้เกรียม หอกยาวถูกสร้างขึ้นในอากาศก่อนที่ปลายเท้าจะเตะสะบัดอาวุธแหลมพุ่งเข้าหาผมด้วยความเร็วมหาศาล

                  เพียงแค่ก้าวเดินไปด้านหน้ายังยากเย็นเข็ญใจ  ความเร็วของอาวุธยาวที่พุ่งเข้าใส่นั้นทำให้ผมไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เลย

                  “Newton’s Gravity!!!”

                  หอกที่พุ่งในแนวราบ กลับลอยสูงขึ้นจนพ้นร่างผมขึ้นไปปักบนเพดานโค้ง  ไม่ต้องหันมองก็รู้ว่าคนที่ควบคุมแรงโน้มถ่วงเปลี่ยนทิศทางของหอกคือใคร

                  “ไปเลย.. เรแพน!!!!!”

                  น้ำเสียงเย็นชาของคาซีกระตุ้นสองขาให้วิ่งสุดกำลัง  หมัดขวาชกเข้าใส่หน้าอกของวาร์ดพร้อมปลดปล่อยพลังที่อัดแน่นสู่ร่างของหัวหน้าเงารัตติกาลจนสิ้น

   “ปลดขีดจำกัดสปิริต  !!!!!”

                   เพียงพลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดถูกปล่อยออกไป  ร่างกายของผมก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้นเหมือนตุ๊กตาชักใยถูกตัด เชือก

                 .....

                 .....

                 วาร์ดก้มลงมองหน้าอกตัวเองอย่างตกใจ สายตาเบิกค้างพร้อมความตระหนกทำให้พลังสายฟ้าจางหาย  ปล่อยร่างที่ถูกช็อตจนบาดเจ็บสาหัสของซูอัลและลูซัมให้ร่วงกองกับพื้นตามผมไปทั้งคู่

                 สองมือปัดป่ายทั่วร่างตนเอง ความรู้สึกไม่เปลี่ยนแปลง วาร์ดเริ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนทวีความดังขึ้นจนคล้ายคนเสียสติ

                 “ฮ่า ๆ ๆ ๆ เจ็บแค่มดกัดแบบนี้น่ะเหรอ  ปลดขีดจำกัดสปิริต  แกพลาดซะแล้ว  ไอ้กระจอกเอ๋ย!!”

                 วาร์ดเรียกอาวุธเคียวขึ้นมาถือในมือ  สายตากวาดมองไปโดยรอบ  เหล่าศัตรูล้วนหมอบราบกับพื้นจนสิ้น  เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงมากก็สามารถสังหารทุกคนได้ในพริบตา

                 “ความหวังของพวกแกดับลงแล้ว ไม่มีทางไหนที่แกจะขัดขวางฉันได้อีกแล้ว จงตายกันซะให้หมด ไอ้พวกสวะ!!”

                 ‘ตึก!!’

                 แต่ไม่ทันที่คมเคียวจะสังหารผู้ใด แรงกระแทกเบา ๆ ที่หน้าอกก็ทำให้วาร์ดชะงักงัน

                 ‘ตึก!! ตึก!!’

                 แม้จะไม่มีผู้ใดขยับได้  ไม่มีผู้ใดโจมตีมาถึงตัว  แต่วาร์ดกลับรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกกระแทกตลอดเวลา

                 ‘ตึก!! ตึก!! ตึก!!’

                 “ไม่.. จริง!!”

                 ‘ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!!ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!!ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!!ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!! ตึก!!'

                 แม้หินผาจะใหญ่เพียงใด  หากถูกหยดน้ำหยดใส่ทุกวัน  ก้อนหินหนาย่อมกร่อนเป็นหลุมลึกได้

                 ไม่ต่างอะไรกับเนื้อหนังของมนุษย์  เมื่อถูกโจมตีที่จุดเดิมซ้ำต่อเนื่อง  ย่อมไม่อาจทานทนเฉกเช่นก้อนหินใหญ่

                 หัวใจถูกกระแทกซ้ำไปซ้ำมา  หัวหน้าเงารัตติกาลยืนตัวแข็งค้าง  สายตาฉายแววสงสัยมองมาที่ผมราวกับจะหาคำตอบ

                 แม้จะไม่แจ่มชัดนัก  แต่ความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อยจากหมัดขวาบ่งบอกให้รู้ว่าพลังพิเศษระดับปลดปล่อยของตัวเองคืออะไร

                 Infinity... ไร้ที่สิ้นสุด  

                   ถ้าจะหาคำที่มีความหมายที่อธิบายได้ชัดเจนก็คงไม่มีคำไหนเหมาะสมไปกว่าคำว่า “อนันต์” กระมัง

                 การโจมตีเพียงครั้งเดียว  จะเกิดขึ้น ณ จุดเดิมที่ถูกโจมตีต่อเนื่องซ้ำไปเช่นนั้นไม่จบสิ้น

                 ไม่มีวันจบสิ้น...

                 ต่อให้หัวใจจะหยุดเต้น  ดวงวิญญาณจะดับสูญ  หรือร่างจะแหลกสลายไปแล้วก็ตาม แต่การโจมตีก็จะยังคงเกิดขึ้นกับวาร์ด ไม่ มี วัน จบ สิ้น!!!

                 สายลมบางเผาพัดแผ่วลอดช่องที่แตกเป็นรูจากบานกระจกแผ่นหนา ร่างใหญ่ในชุดสูทสีดำยืนนิ่งราวรูปปั้น ดวงวิญญาณที่หลุดลอยคงยังไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าบัดนี้หัวใจของตนแหลกละเอียดจากการโจมตีแผ่วเบาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น....

                 เปลือกตาผมปิดอย่างโล่งใจ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกถูกปลดปล่อยพร้อมกับเป้าหมายที่สำเร็จลง พวกเราสามารถโค่นล้มกองโจรระดับโลกอย่างเงารัตติกาลได้แล้ว 

                 วาร์ด เยอร์มูห์ หัวหน้าเงารัตติกาลเสียชีวิต

              การต่อสู้ปิดฉาก!!!

 

                   “เฮ้อ!!  จบเรื่องซะที  ตั้งแต่เกิดมาคุณชายอย่างฉันเพิ่งรู้สึกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดก็คราวนี้นี่แหล่ะ”

                   เสียงบ่นด้วยอารมณ์ร่าเริงต่างจากคำพูดดังจากปากของชายที่เพิ่งถูกปลุก ‘ความตาย’ มาหมาด ๆ ด้วยพลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดของเพื่อนสาว

                   “ไม่มีใครใช้ให้ตามมานี่”

                   ชายผมเทายืนกอดอกพิงผนังพูดเหน็บ ทำเอา ‘เน็กเธอร์’ หันควับมาถลึงตาใส่ ปากอ้าเตรียมจะปล่อยวาจาเชือดเฉือนดังเช่นปกติที่เคยทำ แต่มือใหญ่หนาจากชายร่างใหญ่ผมชี้ตั้งก็หยุดคำพูดเขาไว้

                   อันที่จริงควรจะบอกว่าเพราะรอยยิ้มร่าเริงที่มีให้มาเสมอต่างหาก ทำให้เขาสงบปากสงบคำได้

                   “อันที่จริงพวกเราทุกคนก็ตามคุณมาเองทั้งนั้นแหล่ะครับ  แต่สำหรับผม  ผมถือว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่ามากเลยนะ  เพราะอย่างน้อยพวกเราก็สามารถช่วยชีวิตคนทั้งโลกเอาไว้ได้  ขอบคุณที่ให้พวกเราเดินทางมาด้วยนะครับ  คุณ ’คาซี’

                   คาซีนิ่งไม่โต้ตอบ  แม้สีหน้าจะเย็นชา  แต่ดวงตามีแววอ่อนไหวคล้ายรู้สึกขอบคุณในเจตนาของอีกฝ่าย

                   หญิงสาวสวมแว่นก้มหน้างุดเพราะรอบกายเธอมีแต่ผู้ชาย  แม้จะรู้สึกคุ้นชินเพราะร่วมเดินทางกันมานาน  ถึงขนาดเคยอยู่ใกล้ชิดกับ ‘ซูอัล’ ระดับโอบกอดกันหลายต่อหลายครั้ง  แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่หายจากอาการกลัวผู้ชายสักที

                   น่าประหลาด!! 

                   กับผู้ชายอบอุ่นอย่างซูอัล  ‘เซราห์’ ยังไม่กล้าพูดคุยด้วยมากนัก 

                   แต่กับชายผมยาวผู้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนที่ยืนหันหลังให้อยู่ห่าง ๆ  เธอกลับสามารถพูดคุยกับเขาได้ราวกับรู้จักกันมาเนิ่นนาน

                   เมื่อเขาขยับร่างเตรียมก้าวเท้าเดินออกห่าง  เซราห์กลับอุทานเรียกจนเขาหยุดกึก

                   “เอ๊ะ!!  นั่นคุณ..  จะไปไหนคะ”

                   ‘แดเนียล’ ไม่หันหลังกลับมามอง  ไม่ใช่เพราะความรู้สึกโกรธ เกลียด หรือแค้นเคืองยังฝังแน่นอยู่ในใจ  ตรงกันข้าม..  หลังจากหัวหน้าเงารัตติกาลเสียชีวิต  เขากลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดคล้ายกับบางสิ่งบางอย่างที่กดทับในจิตใจมา เนิ่นนานสลายไปบางส่วน

                   “ฉันเป็นหนี้เธอ”

                   น้ำเสียงนิ่งดุจผิวน้ำไร้คลื่นลมสะท้อนก้องในโสตประสาทหญิงสาว  แม้เป็นคำพูดสั้น ๆ แต่ถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นจนรู้สึกได้

                   ไม่ใช่เพียงแดเนียลคนเดียว  ทุกคนที่ยืนอยู่ที่นี่ต่างไร้ซึ่งริ้วรอยบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บ  เพราะผ่านการฟื้นตัวจาก ‘รังไหม’ ของหญิงสาว 

                   “ถ้ามีโอกาส  ฉันจะชดใช้คืนให้”

                   แดเนียลก้าวเดินจากไปโดยทิ้งไว้เพียงความรู้สึกค้างคาในจิตใจของเซราห์ นกแก้วสีเขียวกระพือปีกเบา ๆ ก่อนโผลงจากกิ่งไม้มาเกาะบนไหล่เธอคล้ายปลอบประโลมหญิงสาว

                   เซราห์ไม่อาจรั้งเขาไว้ได้  แต่ผู้ที่ทำให้ชายผมยาวหยุดเดินได้เป็นครั้งที่สอง  กลับเป็น..  คาซี

                   ชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนขวางหน้าแดเนียล สายตาเด็ดเดี่ยวแต่ไร้แววอำมหิต มีเพียงความรู้สึกผิดบาปที่ยังค้างคาอยู่เท่านั้น

                   “นายยังไม่เสร็จธุระไม่ใช่เหรอ” 

   คาซีมองต่ำไปที่ปืนคู่ในมือของแดเนียล

                   “ตามสัญญา..  รับไปสิ  ชีวิตของฉัน!!”

                   สายตาประสานกัน  ความรู้สึกที่ไม่อาจถ่ายทอดเป็นพูดได้ถูกสื่อสารผ่านดวงตาคมกริบและเย็นยะเยือกของทั้งคู่

                   แดเนียลเก็บปืนคู่ใส่ซองด้านในเสื้อแจ็คเก็ต  เขาเดินผ่านคาซีที่สะท้อนความหวั่นไหวในดวงตาขึ้นมาวูบหนึ่ง

                   “คนที่ทำให้ครอบครัวฉันพังพินาศ คือพ่อของนาย  ฉันหมดธุระกับนายแล้ว”

                   “คิดว่าฉันจะปล่อยให้นายทำอะไรพ่อฉันอย่างนั้นเหรอ”

                   แม้หันหลังให้กัน  แต่จิตสัมผัสก็ส่งผ่านแผ่นหลังจนทั้งคู่รู้สึกได้

                   “ถ้าถึงตอนนั้น  ฉันก็ไม่ปล่อยให้นายขวางฉันได้เหมือนกัน”

                   รอยยิ้มบางคลี่บนใบหน้าของคาซีและแดเนียลวูบหนึ่ง  ก่อนที่นักฆ่าผมยาวจะเดินหายลับไปในความมืดแห่งยามราตรี

 
 

                   เบื้องหน้าคือปราสาทหลังใหญ่ที่ถูกทำลายเสียหายจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม  พื้นถนนด้านหน้าปราสาทมีร่องรอยควาเสียหายจากการต่อสู้รุนแรงที่ผ่านมา  ผู้เชื่อมต่อทั้งสี่ยืนนิ่งทิ้งความทรงจำมากมายที่ตกค้างในจิตใจ  ไม่มีคำสนทนาใด  ไม่มีความเคลื่อนไหวใด  ไม่มีใครเร่งเร้าจะออกจากมิติพิเศษแห่งนี้

                   ทุกคนทำเพียงยืนนิ่ง..

                   และเฝ้ารอ...

                   สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ผม

                   แต่สายตาผมกลับเหม่อลอยไปตกอยู่บนร่างสูงใหญ่ในชุดสูทซึ่งยังยืนตระหง่าน อยู่ด้านหน้า  ดวงตาที่เบิกค้างทั้งที่ร่างไร้ซึ่งลมหายใจ ทำให้ผมสะทกสะท้อนในจิตใจจนแทบยืนไม่อยู่ 

                   หากวาร์ด เยอร์มูห์ ไม่ถูกความแค้นเข้าครอบงำจนทำให้เดินหลงทางมาไกลถึงขนาดนี้  เขาอาจมีชีวิตต่อไปเพื่อสร้างครอบครัวใหม่ที่อบอุ่นได้มากกว่า   แม้ความทรงจำเลวร้ายจะยังคงตกค้างในจิตใจ  แต่หากยังมีชีวิตอยู่  มนุษย์ก็ย่อมสร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ขึ้นกลบทับอดีตได้  ขอเพียงเชื่อมั่นในพลังแห่งชีวิตเท่านั้น 

                   เขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลย  เป็นเพียงคนน่าสงสารที่สุดคนหนึ่งเท่านั้น

                   ผมเดินไปปิดเปลือกตาเขาให้ปิดลง ก่อนประคองร่างวาร์ดไปนั่งบนบัลลังก์แห่งตำแหน่งที่เขาเคยดำรงอยู่  บัดนี้เงารัตติกาลถูกทำลายจนสิ้น  แม้จะมีนักฆ่าที่เหลือรอดอย่างลูซัมที่หายไปตั้งแต่การต่อสู้จบลง  ชายผมยาวที่เพิ่งเดินจากไป  และเหล่าพันธมิตรที่มาช่วยอย่างเยลซิท  จางฉินและซุยฟง  แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความคิดเลวร้ายและสร้างอันตราย ให้กับใครได้อีกแล้ว

                   ร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าเงารัตติกาล  นั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์..  บัลลังก์แห่งความมืดมิดที่เหมาะสมกับความมืดมนในจิตใจ  เขาคงไม่อยากออกไปเผชิญโลกภายนอกที่สว่างสดใสอีกต่อไปแล้ว 

                   ผมเดินลงจากบันไดเตี้ยด้วยความรู้สึกที่ปนเป  ทั้งสุข  เศร้า  คละเคล้าจนยากจะอธิบาย  ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาตั้งได้พบคาซีครั้งแรก  ชีวิตต้องเจอกับเรื่องต่าง ๆ จนไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กธรรมดาอย่างผมได้

                   ทั้งมิตรภาพที่ได้รับจากเพื่อนทุกคน

                   ทั้งรอยยิ้มจากผู้คนที่ผมช่วยเหลือไว้

                   ทั้งคราบน้ำตาจากความสูญเสีย

                   สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้ผมและเพื่อนทุกคนมีแรงผลักดันจนสามารถเอาชนะนักฆ่าเงารัตติกาลได้ 

                   แต่เมื่อทุกอย่างจบลง  ความรู้สึกโหวงเหวงในจิตใจก็ผุดขึ้นเหมือนหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้น

                   ผมล้วงหยิบแท่งไม้ขนาดเล็กในกระเป๋า  ชีวิตผมเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้สัมผัสกับแท่งคำนวณนี้ 

   แท่งไม้ในมือชื้นเหงื่อ  แม้ขนาด  รูปร่าง  น้ำหนัก  ทุกความรู้สึกจะถูกถ่ายทอดผ่านฝ่ามือมาอย่างคุ้นชินดังเดิม  แต่มีบางสิ่งขาดหายไปจากแท่งคำนวณนี้

                   ...ความอบอุ่น!!

                   ผมพยายามถ่ายทอดพลังลงในแท่งไม้เพื่อสร้างตารางแสง  แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                   “เนเปียร์โบนส์...”

                   คำพูดแผ่วเบาถูกลมพัดกลบจนสิ้น  แม้เพียงจุดแสงบางเบาก็ไม่ส่องสว่างขึ้นเลยสักนิด  จิตใจร่ำร้องตะโกนก้องชื่อของชายชราที่มอบพลังแสนวิเศษให้กับผมซ้ำไปซ้ำมา 

                   ไม่มีเสียงตอบรับ...

                   แม้จะรู้ผลลัพธ์ก่อนหน้าแล้ว  แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ผมกลับทำใจยอมรับไม่ได้  คงเพราะอยู่ด้วยกันมาเนิ่นนาน  เพราะสัมผัสในจิตใจที่ถูกหลอมรวม มาบัดนี้ผมจึงรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

                   จิตวิญญาณของจอห์น นาเปียร์ สลายไปแล้ว…

                   ผมไม่อาจใช้พลังพิเศษได้อีกต่อไปแล้ว!!!

                   หยาดน้ำตาใสไหลรินจากดวงตาโดยไม่รู้ตัว 

                   “ขอบใจนะ”

                   เสียงเย็น ๆ กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา  ผมรีบเช็ดน้ำตาและหันกลับไปมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

                   “นาย..  ว่ายังไงนะ”

                   คาซีนิ่วหน้าเมื่อผมถามเพื่อให้เขาพูดซ้ำ

                   “ฉันบอกว่า  ขอบใจ”

                   จริงสิ..  ต่อให้พลังพิเศษจะสูญสลายไป แต่ความตั้งใจของผมก็ประสบผลสำเร็จแล้ว  เพื่อนทุกคนปลอดภัย  เงารัตติกาลถูกทำลาย 

                   เท่านี้ก็พอแล้วล่ะ...

                   ผมยิ้มให้คาซีที่เดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด  รอยยิ้มจากซูอัลทำให้กำลังใจกลับคืนมา  แววตาเหนื่อยหน่ายของเน็กเธอร์ขัดกับความรู้สึกแท้จริงในจิตใจทำให้ผมผ่อนคลาย  ใบหน้าเป็นกังวลของเซราห์ทำให้รู้ว่ามีคนห่วงใยผมอยู่

                   เพียงเท่านี้.. ก็พอแล้วล่ะ!!

                   “จบเรื่องแล้ว.. จากนี้ไป  ทุกคนจะไปที่ไหนต่อเหรอ”

                   ผมถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงราวกับลืมเรื่องเศร้าจนหมดสิ้น

                   เน็กเธอร์ใช้มือเสยผมเพื่อแต่งทรงให้เรียบ 

                   “เดินทางมาตั้งไกลขนาดนี้ยังจีบผู้หญิงไม่ติดซักคน  ฉันคงต้องกลับฮัมบูร์กไปให้แอซซีเยียวยาหัวใจแล้วล่ะ”

                   สีหน้าเขาร่าเริงเมื่อพูดถึงหญิงคนรัก  (ทั้ง ๆ ที่ตลอดการเดินทางหมอนี่แทบไม่เอ่ยชื่อเธอเลยสักครั้ง)

                   “ผมคงยังไม่กลับอิตาลี..   ถึงจะเป็นห่วงแม่กับน้อง ๆ  แต่ก็เชื่อว่ามัลโก้น่าจะดูแลทุกคนแทนผมได้ดี”

                   “แล้วนายจะไปไหนเหรอ”  ผมย่นคิ้วถามอย่างสงสัย

                   ซูอัลมองหน้าเซราห์ที่หันมาสบตาพอดีก่อนก้มหน้าลงด้วยความเขินอายจนหน้าแดงก่ำ

                   “ผมเป็นห่วงเซราห์น่ะครับ  กะว่าจะคอยดูแลเธอซักพักนึงก่อน  แล้วจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”

                   ผมทำหน้าเหวอ!! 

                   หมอนี่มันรู้ตัวมั้ยเนี่ย  ว่าคำพูดแบบนั้นมันเหมือนกับการสารภาพรักกับผู้หญิงเลยนะ

                   แต่ดูจากดวงตาใสซื่อ  ก็พอเดาออกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย   แบบนี้ถ้าผมเป็นผู้หญิงคงปวดหัวกับความซื่อของซูอัลน่าดู         

                   และดูเหมือนผู้หญิงที่อยู่ที่นี่  ก็คงคิดเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้วล่ะ

                   “ฉะ.. ฉัน..  ฉันจะไปแอฟริกา”  เซราห์เขินจนพูดไม่เป็นภาษา  “ฉันอยาก..  เข้าร่วม.. กับ  กับ.. องค์กรซักองค์กร  เพื่อ..  รักษาสัตว์.. ที่นั่น..  น่ะค่ะ”

                   “เห็นมั้ยครับ!! แอฟริกาอันตรายจะตาย  ถ้าปล่อยให้เซราห์ไปคนเดียวแล้วเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับเธอ  ผมคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่”

                   เอาเข้าไป!!  มันจะบื้อไปถึงไหนเนี่ย

                   ผมกุมขมับให้กับความเป็นคนดี (และบื้อ) จนน่าหมั่นไส้ของซูอัล

                   “แล้วนาย...”

                   ผมหันมองใบหน้าด้านข้างของคาซีที่ยืนกอดอกพิงผนัง

                   “ไม่มีเงารัตติกาลแล้ว  ฉันคงพาพ่อไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลดัง ๆ อย่างเปิดเผยได้”

                   เขาลดมือลงล้วงกระเป๋าก่อนเดินเข้ามาหาผม  สีหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้  ทำเพียงมองจ้องลงในดวงตาผมราวกับจะถ่ายทอดคำพูดมากมายให้ผมรับรู้

                   “ขอบใจนะคาซี”

                   เขาเลิกคิ้ว

                   “ฉันได้เรียนรู้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้มากเลยล่ะ  ถ้านายไม่ช่วยพาฉันมาถึงที่นี่  ป่านนี้ฉันก็ยังคงเป็นเงาหรืออะไรซักอย่างที่ไร้ตัวตนในห้องเรียน  ในบ้าน  หรือในโลกใบนี้”

                   คาซียิ้ม  เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นจากเขาเลย  มือเรียวยาวขยี้ศีรษะของผมจนผมยุ่ง

                   “นายจะไปไหนต่อ”  เขาเอ่ยถาม

                   ผมมองแท่งไม้ในมืออย่างใช้ความคิด  เป้าหมายเช่นเดียวกับทุกคนสำหรับผมแล้วกลับว่างเปล่า  ผมไม่รู้เลยว่าเส้นทางชีวิตต่อจากนี้จะทำอะไร  และทำเพื่อใคร

                   “ฉันคง..  ออกตามหาล่ะมั้ง”

                   คาซีย่นคิ้ว

                   “ตามหา?  ตามหาอะไร”

                   “ตามหา..  ความฝันของตัวเองน่ะ”

                   เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ 

                   “แล้วไม้กางเขนล่ะ”           

                   ผมคิดขึ้นมาได้  บัดนี้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ยังคงถูกประดับไว้บนผนังเหนือบัลลังก์ใหญ่  สัญลักษณ์แห่งคริสตจักรเป็นประกายเรืองรองแผ่ความอบอุ่นจนจิตใจอ่อนล้าถูก ชำระล้าง

                   “อีกไม่นานมิตินี้คงสลายไป  ปล่อยให้กางเขนอยู่ที่นี่อย่างสงบเถอะ จะได้ไม่มีการฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงมันอีก”

                   คาซีแหงนหน้ามองกางเขนที่ทอดตัวสงบนิ่ง  ก่อนจะลดสายตาลง

                   “กลับกันเถอะ”

                 เขาหันหลังเดินนำพวกเราสู่ประตูใหญ่หน้าปราสาท  แม้หนทางเบื้องหน้าจะมืดมิดมองไม่เห็นจุดหมาย  แต่พวกเราทุกคนรู้ดีว่า ณ สุดปลายเส้นทาง  ย่อมมีแสงตะวันส่องสว่างเจิดจ้ารอคอยอยู่แน่นอน...

 

 

 

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น