อัปเดตล่าสุด 2021-09-24 10:24:45

ตอนที่ 33 โพเซ่

บทที่ 33  โพเซ่

 

              กระสุนปืนกระหน่ำรัวเป็นชุด!!!

              แรงโน้มถ่วงเพิ่มน้ำหนักมหาศาล!!!

                   แต่ไม่ว่าการโจมตีจะรุนแรงเพียงใด  ก็ถูกสลายด้วยเขาแข็งแกร่งทั้งสองข้างของวัวสี่ตัวที่หันหลังชนกันจนสิ้นราวกับเขานั้นคือศาสตราวุธที่สามารถสลายการโจมตีทุกอย่าง

                   ไม่ต้องสื่อสารด้วยคำพูด  แค่ชายหนุ่มผู้เย็นชาทั้งสองสบตากันก็เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

                   แดเนียลระดมยิงปืนขึ้นฟ้าและใช้พลัง GPS บังคับทิศทางให้มันพุ่งกลับลงมายังพื้น

                   คาซีเพิ่มความเร็วของการตกด้วยแรงโน้มถ่วงที่กดทับกระสุนปืนจนห่ากระสุนพุ่งประหนึ่งดาวหาง  ความรุนแรงของการทำลายล้างย่อมมากมายมหาศาลจนยากจะมีอะไรต้านทานได้

                   เว้นเพียงเขาของวัวทั้งสี่....

                   ‘เปรี้ยง!!!’

                   เพียงแค่เสยเขาแกร่งเข้าใส่ห่ากระสุน  ลูกตะกั่วก็กระเด็นกระดอนและสลายไปราวกับปุยนุ่น  ความรุนแรงเมื่อครู่เหมือนเป็นดังเช่นภาพลวงตา

                   โพเซ่ที่ย้ายตัวเองมานั่งบนรถบังคับวิทยุขนาดใหญ่ยิ้มร่าอย่างดีใจเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองไม่อาจทำอะไรสัตว์จากนิทานของตน  มือแกะห่อฟลอยด์ก่อนส่งอมยิ้มสีดำรสโคลาเข้าปากอมจนแก้มตุ่ย

                   คาซีเบิกตาค้างมองพลังพิเศษของตนถูกสลายอย่างง่ายดาย  เขากำหมัดแน่นอย่างแค้นเคือง

                   “ขนาดนี้แล้วยังไม่สะเทือนเลยเหรอ  งั้นเจอนี่เป็นไง..  ปลดขีดจำกัดสปิริต!!”

                   คาซีคำรามพลางชูมือขึ้นฟ้า  พลังระดับปลดขีดจำกัดทำให้ท้องฟ้าที่มืดครึ้มดำสนิทจนมองไม่เห็นสีอื่นใด 

                   “เดี๋ยวก่อน!!”

                   คาซีชะงักเมื่อแดเนียลร้องห้าม  คิ้วชนกันราวกับผูกโบ

                   “นายห้ามชั้นทำไม”

                   แดเนียลมองวัวอย่างพิจารณา  แม้เขาของมันจะทรงอาณุภาพขนาดทำลายล้างการโจมตีทุกชนิดได้  แต่พวกมันกลับทำแค่เพียงยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าทางเดิน  ไม่มีทีท่าจู่โจมแม้แต่น้อย  คล้ายกับไม่มีเจตนาต่อสู้  แต่เพียงเพื่อป้องกันหรือถ่วงเวลาเท่านั้น

                   “โจมตีแรงแค่ไหนก็ทำอะไรวัวพวกนั้นไม่ได้หรอก”

                   “หมายความว่ายังไง”

                   แดเนียลมองลอดปอยผมที่ระลงมาปรกใบหน้าซีกซ้าย  ภาพเด็กน้อยที่สร้างเรื่องเล่าจนหนามเถาวัลย์มีชีวิตจู่โจมเขาที่สถานีรถไฟยังคงติดตา  พลังอันร้ายกาจช่างขัดแย้งกับรูปลักษณ์ไร้เดียงสาที่ปรากฏ

                   “หมอนั่นสร้างเรื่องราวในนิทานให้เป็นเรื่องจริง  วัวพวกนั้นมาจากเรื่อง ‘วัวสี่ตัวกับราชสีห์’

                   คาซีสบถอย่างรำคาญใจ

                   “แล้วไอ้นิทานบ้านี่เรื่องมันเป็นยังไง”

                   เพราะต้องอยู่กับพ่อสองคนตั้งแต่เด็ก  อีกทั้งทริมิดายังคร่ำเคร่งกับการทำงาน  ทำให้คาซีไม่มีโอกาสฟังนิทานก่อนนอนเหมือนเด็กคนอื่น  เขารู้จักนิทานอีสปไม่ถึงสามเรื่อง

                   ตรงข้ามกับแดเนียล...

                   ชายผมยาวคิดย้อนถึงภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังเด็ก  เขาและน้องสาวฟังนิทานที่แม่เล่าให้ฟังก่อนนอนทุกคืน  แม้ความแค้นจะบ่มฝังจนจิตใจเย็นชา  แต่อดีตที่มีความสุขไม่อาจลืมเลือนจากห้วงคำนึงไปได้

                   เรื่องราวในนิทานถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงนิ่งเรียบ  แต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนคาซีสัมผัสได้

 

                   ราชสีห์ตัวหนึ่งมักจะเข้าไปหากินบริเวณทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของวัวทั้งสี่ บ่อยครั้งที่ราชสีห์พยายามเข้าจู่โจมพวกวัว  แต่เมื่อไดก็ตามที่มันเข้าใกล้ วัวทั้งสี่จะหันหางเข้าหากัน  ดังนั้นไม่ว่าราชสีห์จะวิ่งไปทางไหนก็หนีไม่พ้นเขาของพวกวัว

                   อย่างไรก็ตาม ในที่สุดวัวทั้งสี่ตัวก็เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน  พวกมันแต่ละตัวแยกกันเดินไปในทุ่งหญ้าตามลำพัง  แล้วราชสีห์ก็เข้าจู่โจมพวกมันทีละตัว  ทำให้วัวทั้งสี่ตัวต้องพบจุดจบในที่สุด…..

 

                   คาซีเลิกคิ้วอย่างครุ่นคิด 

                   “ไม่ว่าจะโจมตีอย่างไร จากทิศทางไหน ก็ต้องเจอเขาวัวอย่างนั้นเหรอ...  น่ารำคาญว่ะ”

                   คาซีเดินอาด ๆ เข้าหาวัวที่ยืนจังก้าดักทาง  พวกมันพ่นลมหายใจฟึดฟัดอย่างลำพอง  ศัตรูร่างจ้อยหากเข้ามาถึงระยะจู่โจมเมื่อไหร่  มันจะได้เอาเขาอันแหลมคมเสียบให้ทะลุ

                   “เฮ้!!  ไอ้วัวโง่”

                   คาซีหยุดเดินพลางส่งเสียงตะโกน

                   รอยยิ้มเจ้าเล่ห์สาดฉายบนใบหน้าคมคาย  แม้ภาพลักษณ์ของเขาจะมืดหม่นจนกลมกลืนไปกับบรรยากาศ  แต่อีกนัยก็ดูเหมือนมีอะไรแอบแฝงทำให้โดดเด่นจากความมืดมิดแห่งรัตติกาล  อาจเพราะความสามารถด้านการปรับตัวให้กลมกลืนกับสถานการณ์ทำให้คาซีเปลี่ยนแปลงบุคลิก นิสัย ได้ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี

                   “เก่งนักก็รับสลายพลังของฉันให้ได้ทั้งหมดล่ะ…  Newton’s Gravity!!!”

                   คาซีกระหน่ำสร้างแรงโน้มถ่วงโจมตีใส่สัตว์ยักษ์  โพเซ่หัวเราะร่ากับความเขลาของศัตรูที่ทำเรื่องไร้ประโยชน์ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการโจมตีไม่มีผล  ส่วนแดเนียลแม้ตอนแรกตั้งใจจะห้าม  แต่เมื่อเห็นสายตาของคาซีเขาก็รู้ว่าชายหนุ่มไม่ทำอะไรโดยไม่วางแผนไว้ก่อนแน่

                   วัวตัวที่หันหน้าเผชิญกับคาซีสะบัดศีรษะส่งเขาแหลมให้ฟาดฟันแรงโน้มถ่วงที่มองไม่เห็นสลายไป  รอยยิ้มเหยียดบนใบหน้าสัตว์เดรัจฉานเหมือนดูแคลนคู่ต่อสู้ที่เป็นมนุษย์  การป้องกันอันสมบูรณ์แบบนี้แม้แต่หัวหน้าเงารัตติกาลอย่างวาร์ดก็ไม่อาจทำลายได้

                   ครั้งที่สอง!!

                   ครั้งที่สาม!!

                   ครั้งที่สี่  ห้า  หก!!!

                   คาซีไม่เว้นจังหวะให้วัวยักษ์ได้พัก  เขาระดมโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะใช้พลังมากมายเท่าไหร่  ก็ไม่สามารถทำอันตรายสัตว์ร้ายได้เลยแม้แน่น้อย

                   ชายหนุ่มดีดนิ้วเป็นสัญญาณเปลี่ยนการโจมตีจากด้านบนมาเป็นใช้แรงโน้มถ่วงจากด้านล่างเพื่อยกร่างพวกมันให้ลอย  แต่วัวยักษ์ก็ยังสามารถก้มศีรษะใช้เขาขวิดพลังพิเศษให้สลายไปได้อยู่ดี

                   รอยยิ้มเหี้ยมของคาซีแสยะมากขึ้น  เขาใช้พลังพิเศษสลับบนล่างอย่างต่อเนื่อง  วัวตัวหน้าต้องก้มเงยสะบัดศีรษะรัวคล้ายตุ๊กตาสปริง  แม้มันจะเหนื่อยแต่เมื่อเห็นการโจมตีของคาซีถูกทำลายก็ทำให้มันลำพองใจและรู้สึกถึงชัยชนะที่อัดแน่นเต็มอก

                   “พอที  เหนื่อยแล้วว่ะ”

                   คาซีเลิกดีดนิ้ว  เขาล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงพลางเดินไปยืนพิงต้นไม้ด้วยท่าทีสบาย ๆ

                   “ฮ่า ๆ  ๆ  พลังของแกกระจอกขนาดนี้  ก็สมควรแล้วล่ะที่จะเลิกคิดต่อกรกับข้า”

                   วัวตัวหน้าระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมถ้อยคำถากถาง

                   “ก็จริง  พลังของแกเหนือกว่าฉันจริง ๆ นั่นแหล่ะ”  น้ำเสียงคาซีกลับแฝงความเยาะเย้ยมากกว่า  “สงสัยแกคงมีพลังมากที่สุดในกลุ่ม  เลยต้อง..  เหนื่อย อยู่ ตัว เดียว

                   เจ้าวัวตัวหน้าคิ้วกระตุก  มันคิดถึงการโจมตีเมื่อครู่  มีเพียงมันเท่านั้นที่รับการโจมตีของคาซีจนตอนนี้มึนงงไปหมดเพราะหัวที่สั่นหมุนเป็นใบพัดเครื่องบิน  ขณะที่วัวอีกสามตัวกลับยืนเฉยไม่สนใจ

                   แล้วทำไมพวกมันไม่ช่วยกันบ้างล่ะ…..

                   ไม่ใช่เพียงมันเท่านั้นที่เริ่มคิดในแง่ลบ  วัวอีกสามตัวที่เหลือเมื่อได้ยินคาซีเอ่ยชมเชยวัวตัวหน้า  ก็เกิดความขุ่นข้องหมองใจในพลังของตน  ด้วยเขาแข็งแกร่งที่ทุกตัวมีย่อมมีพลังเท่าเทียมที่สามารถสลายการโจมตีทุกชนิดได้เช่นกัน  แต่ทำไมคาซีถึงได้บอกว่าวัวตัวหน้าแข็งแกร่งที่สุด

                   แล้วทำไมเจ้าตัวหน้าถึงไม่ปฏิเสธล่ะ…..

              สะโยกที่ยืนชิดติดกันเป็นกากบาทเริ่มถอยห่างทีละนิด  จิตใจที่สับสนทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว  ความเชื่อใจที่พวกมันมีให้กันโดยตลอดสั่นคลอนเกิดเป็นรอยร้าวที่ยากจะประกบให้แนบสนิทเหมือนเดิม

                   วินาทีที่รอคอยมาถึง!!

                   แค่เห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของวัวทั้งสี่  แดเนียลก็เข้าใจแผนของคาซีทันที  เขาเห็นคาซีผิดสังเกตตั้งแต่ใช้พลังจู่โจมศัตรูเพียงตัวเดียวอย่างต่อเนื่อง  จึงรู้ว่าชายหนุ่มจงใจใช้เนื้อเรื่องของนิทานที่ได้รับฟังเป็นประโยชน์  นิ้วกดโกร่งไกส่งกระสุนสี่ลูกลอยขึ้นฟ้าพลางใช้พลัง GPS ควบคุมการเคลื่อนไหว  เหล่ากระสุนพุ่งไปในทิศทางที่แดเนียลวาดไว้ในหัว

                   เพราะหันหน้าชนกัน  จึงสามารถรับการโจมตีจากทุกทิศทุกทางได้อย่างสมบูรณ์

                   แต่เมื่อผละแยกจากกัน  การป้องกันด้านหลังจึงเกิดช่องโหว่  กระสุนสังหารพุ่งเข้าสู่มุมอับทางด้านหลังเจาะเข้าที่สะโพก  ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าฝังค้างอยู่ในหัวใจ  วัวทั้งสี่ล้มตึงลงขาดใจตายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว  ร่างสลายไปราวกับขี้เถ้าถูกลมพัด

                   หนึ่งเจ้าเล่ห์..  หนึ่งเยือกเย็น..

                   การจับคู่ของสองความต่างก่อให้เกิดส่วนผสมที่ลงตัว

                   สายตาสองคู่หันขวับไปมองที่รองหัวหน้าเงารัตติกาลร่างเล็ก  สัตว์อารักษ์สลายไปแล้ว  ตอนนี้เหลือเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้น  คาซีไม่อยากเสียเวลาจึงเตรียมใช้พลังพิเศษจัดการโดยไม่สนใจว่าคู่ต่อสู้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ

                   “ฉันถูกหัวหน้าสั่งให้ถ่วงเวลาพวกแกเอาไว้  เลยเลือกใช้นิทานเรื่องที่อันตรายน้อยที่สุด” 

                   เด็กน้อยบ้วนอมยิ้มทิ้งพลางขับเขี้ยวเคี้ยวฟัน

                   แต่เพียงครู่  รอยยิ้มก็ฉีกกว้างบนใบหน้ากลม  แก้มสีแดงเรื่อผุดผาดขึ้นมาราวกับลูกมะเขือเทศ  บ่งบอกว่าความหฤหรรษ์พลันบังเกิดขึ้นในจิตใจ

                   โพเซ่ย้ายตัวเองไปนั่งบนตุ๊กตาสัตว์โยกเยก  น้ำหมึกที่แต่งแต้มเป็นเรื่องราวบนหน้านิทานเรื่องวัวสี่ตัวของโพเซ่ซีดจางลงก่อนหายไปเกลี้ยง ทิ้งไว้เพียงแผ่นกระดาษสีเหลืองซีดเปล่า ๆ ราวกับไม่เคยมีอะไรขีดเขียนมาก่อน   เด็กน้อยเปิดหน้ากระดาษที่คั่นเอาไว้

                   “แต่เรื่องอะไรจะทำตามคำสั่งกันเล่า!!  ขอให้สนุกกับนิทานนะ  ไอ้พวกกระจอก  ฮิ ๆ ๆ ๆ”

                   มือเล็กฉีกหน้านิทานที่เลือก  ตัวหนังสือสีดำที่แต่งแต้มจากหมึกเล่าเรื่องราวนิทานเรื่องใหม่เอาไว้อย่างวิจิตรบรรจง

 

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหมาป่าตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอยู่ที่น้ำพุบนเนินเขา  และพอมันเงยหน้าขึ้นมาก็มองเห็นลูกแกะตัวหนึ่งกำลังจะกินน้ำที่ใหลลงไปเบื้องล่างบ้าง

                   “นั่นเป็นอาหารเย็นของข้า” เจ้าหมาป่าคิดในใจ “ถ้าเพียงข้าสามารถหาข้ออ้างได้ก็จะกินเจ้าลูกแกะตัวนี้ได้”

                   แล้วหมาป่าก็ตะโกนว่า “เจ้าบังอาจมากวนน้ำที่ข้ากำลังกินอยู่ให้เลอะโคลนสกปรกได้อย่างไร”

                   “เปล่านะท่าน ข้าเปล่า” เจ้าลูกแกะพูด “ถ้าน้ำข้างบนนั้นมีโคลนปนอยู่ก็แสดงว่าข้าไม่ได้เป็นต้นเหตุแน่นอน  เพราะน้ำนี้ไหลลงมาจากตรงที่ท่านยืนอยู่ก่อนแล้ว”

                   “ถ้าอย่างนั้นละก็” เจ้าหมาป่าพูด “ทำไมช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้วเจ้าถึงมาด่าว่าข้าเสียๆ หายๆ ด้วย”

                   “เป็นไปไม่ได้หรอกท่าน”

                   เจ้าหมาป่าคำราม “ถ้าไม่ใช่เจ้าก็ต้องเป็นพ่อของเจ้าแน่ๆ” ว่าแล้วเจ้าหมาป่าก็กระโจนเข้าตะครุบลูกแกะผู้น่าสงสาร และขย้ำกิน

                   อย่างไม่สนใจเหตุผลของเจ้าแกะนั้นเลย…..

                  

                   ปรากฏสายน้ำเล็ก ๆ ทอดยาวคล้ายงูตัวใหญ่พาดผ่านถนนทางเดินจากด้านหน้า  สองขาของทั้งคู่จ่อมจมลงไปในน้ำกว่าครึ่งเข่า  ความเย็นของกระแสน้ำแม้ชำระล้างความเหนื่อยล้าให้ทุเลาลงบ้าง  แต่กระแสอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้าทำให้คาซีและแดเนียลต้องยืนชิดกันอย่างระวังโดยไม่รู้ตัว

                   “เจ้าบังอาจมากวนน้ำที่ข้ากำลังกินอยู่ให้เลอะโคลนสกปรกได้อย่างไร!!!”

                   เสียงแหบแห้งราวกับคนเป็นหวัดดังจากเงาที่ก่อตัวจากกลุ่มความมืดทำให้มองไม่เห็นเจ้าของเสียง  ปืนสองกระบอกถูกกระชับแน่นพลางเล็งไปยังความมืดนั้น  แดเนียลสัมผัสได้ถึงอันตรายกว่าวัวทั้งสี่ตัวเมื่อครู่หลายเท่า

                   แต่เร็วกว่าที่ตาจะมองเห็น...

                   ร่างเคลื่อนไหวคล้ายเงาแห่งสายฟ้า  เพียงวูบเดียวที่หางตาจับความเคลื่อนไหวได้  กรงเล็บมหึมาก็ฟาดเข้าใส่อย่างรุนแรง

                   แดเนียลที่ปฏิกิริยาว่องไวกว่า  ถีบคาซีให้ร่างของทั้งคู่แยกจากกัน  กรงเล็บฟาดลงตรงกลางระหว่างพวกเขายืนอยู่ก่อกำเนิดหลุมลึกพร้อมฝุ่นควันปลิวคละคลุ้ง

                   “แก!!”

                   คาซีหันมองแดเนียลอย่างเอาเรื่อง  แต่เมื่อเห็นร่างศัตรูที่ปรากฏจากกลุ่มควันที่เริ่มเบาบาง  เขาก็ต้องถอยกรูดเพื่อตั้งหลัก

                   ฟันแหลมยาวราวใบเลื่อยตั้งเรียงรายในปากที่ยื่นยาวออกมา  น้ำลายหยดตามซี่ฟันติ๋ง ๆ ลงพื้นอย่างน่าสะอิดสะเอียน  เล็บแหลมทั้งห้าแข็งแกร่งขนาดเจาะพื้นหินหนาเป็นรูราวกับเนย  ขนหนาปกคลุมทั่วร่างสีดำสนิท  ดวงตาจ้องมองอย่างกระหายคล้ายกำลังเลือกเหยื่อที่มันต้องการ

                   “ไอ้ตัวบ้านี่มัน..  อะไรกัน!!”

                   หมาป่ายักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวมีรูปลักษณ์ที่ทำให้ขนอ่อนกลางหลังของคาซีลุกชันอย่างไม่ตั้งใจ  รังสีอำมหิตของมันมีมากกว่าหมาจิ้งจอกที่โจมตีเครื่องบินที่ประเทศจีนหลายเท่า  นั่นหมายถึงความเหี้ยมโหดอำมหิตของมันย่อมมีมากขึ้นหลายเท่าทวีเช่นกัน

                   “แกเรียกข้าว่าไอ้บ้าอย่างนั้นเหรอ  แกพูดจาให้ร้ายข้าสินะ”

                   มันหรี่ตาเล็กอย่างถูกใจเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างถูกต้องตามบทบรรยายเช่นนี้  บัดนี้สัตว์ยักษ์เลือกได้แล้วว่าเหยื่อรายแรกของมันคือใคร

                   ท่อนขาทั้งสี่ย่อตัวก่อนดีดพุ่งเข้าใส่คาซีด้วยความเร็วมหาศาล  ชายหนุ่มแม้ยังตระหนกแต่ประสาทสัมผัสยังดีเยี่ยม  นิ้วดีดเป็นสัญญาณการใช้พลังพิเศษรุนแรง

                   ‘กึก!!!’

                   แรงโน้มถ่วงกดทับจากด้านบนและยกลอยจากด้านล่างบีบอัดเข้าหากันตรึงร่างยักษ์กลางอากาศ  แดเนียลไม่รอช้ารีบส่งกระสุนสังหารพุ่งเข้าใส่จุดตายของหมาป่ายักษ์ 

                   ‘ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!’
                   กระสุนพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว  ไม่จำเป็นต้องบังคับทิศทางเพราะเหยื่อถูกตรึงอยู่กับที่  ความแม่นยำในการใช้อาวุธยิงของแดเนียลทำให้ความคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งที่เล็งแทบเป็นศูนย์

                   คาซียื่นมือค้างเกร็งจนร่างสั่นเทิ้ม  หมาป่าสะบัดดิ้นภายใต้แรงโน้มถ่วงที่พันธนาการร่างจนชายหนุ่มต้องฝืนเร่งพลังจนเส้นเลือดปูดโปน 

                   ฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดา

                   กับอีกฝ่ายเป็นสัตว์ร้ายจากจินตนาการ 

                   แค่เพียงรูปลักษณ์ก็เทียบเคียงพลังกายและพลังใจได้อย่างไม่ยาก

                   ‘เปรี้ยงงง!!!’

                   คาซีทรุดฮวบลงเข่ากระแทกพื้น  แรงโน้มถ่วงสลายไปทันทีเมื่อร่างยักษ์สะบัดดิ้นจนหลุด  มันหันมาใช้กรงเล็บฟาดฟันห่ากระสุนกระเด็นกระดอนไปลูกละทิศละทางพลางแยกเขี้ยวใส่แดเนียลที่มองมาอย่างตื่นตะลึง  แต่เมื่อชายผมยาวไม่ใช่เหยื่อที่มันหมายตา  สัตว์ร้ายจึงหันกลับมามองเหยื่อที่เสียหลักก่อนพุ่งเข้าหาคาซีอีกครั้ง

                   “ไอ้  หมา  เวร!!”

                   คาซีดีดนิ้วรัว  แรงโน้มถ่วงกดเข้าใส่ดักทางที่หมาป่าวิ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง  แต่สัมผัสของสัตว์ป่าเฉียบคมกว่ามนุษย์หลายเท่า  มันใช้ปลายเท้าสะกิดพื้นดีดตัวเปลี่ยนทิศซ้ายที ขวาที  ร่างปราดเปรียวหลบการโจมตีรุนแรงได้อย่างง่ายดาย 

                   เขี้ยวแหลมคมสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย  ดวงตาอำมหิตสบกับดวงตาสีเทาของคาซีที่มองกลับมาอย่างตระหนก  หมาป่าอ้าปากค้างก่อนร่างจะพุ่งเข้าใส่หมายขย้ำคาซีให้ขาดเป็นสองท่อนในการกัดเพียงครั้งเดียว

                   “Newton’s Gravity!!!”

                   สีหน้าคาซีแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย  ใบหน้าตื่นตระหนกเมื่อครู่เป็นเพียงโป๊กเกอร์เฟซที่ลวงล่อให้หมาป่าเข้าใจผิดคิดว่าเขาไม่อาจหลบเลี่ยงหรือโจมตีกลับได้อีกแล้ว  แรงโน้มถ่วงที่ใช้ไม่ได้ใช้กับศัตรูร่างยักษ์  แต่คาซีใช้แรงโน้มถ่วงยกร่างให้ลอยหวือสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วหลบเลี่ยงคมเขี้ยวสังหารอย่างกระชั้น

                   “ถ้าหิวนักก็เอานี่ไปกิน  ย้ากกกกกก!!!’

                   คาซีสร้างแรงโน้มถ่วงหลายสิบเท่าของที่เคยใช้  มวลน้ำหนักมหาศาลไหลตกจากฟากฟ้าราวกับน้ำตกขนาดยักษ์  หมาป่าที่โจมตีพลาดจากคาซีจนร่างกระแทกกับพื้นหินอย่างจังถูกน้ำหนักกดทับจนร่างบี้แบน  ร่างกายหนักอึ้งราวกับมีเหล็กนับสิบตันวางทับอยู่ด้านบน  มันพยายามยันร่างให้ลุกยืน  แต่เพียงแค่นิ้วสักนิ้วก็ไม่อาจกระดุกกระดิกได้แม้เพียงน้อย

                   ‘ตูมมมมมมมม!!!’

                   พื้นยุบเป็นวงกว้างด้วยขนาดของร่างที่ใหญ่ยักษ์  หินแตกละเอียดเป็นริ้วระแหง  ร่างคาซีลอยหล่นลงพื้นอย่างแผวเบาราวเทพสวรรค์จุติ  ปอยผมสีเทาสะบัดพลิ้วตามแรงลมพัด  เหงื่อพร่างพรายบนใบหน้าบ่งบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มใช้พลังพิเศษไปมากมายเพียงใด

                   ตุ๊กตาโยกหยุดสั่น  ร่างเล็กที่นั่งอยู่ด้านบนกลับสั่นเทิ้มยิ่งกว่า  แม้พลังพิเศษของโพเซ่จะมากมายมหาศาลขัดกับวัยและรูปร่าง  แต่หากถูกการโจมตีที่รุนแรงยิ่งกว่าก็จะสามารถยับยั้งการดำเนินเรื่องของนิทานได้  หมึกที่ขีดเขียนเป็นเนื้อเรื่องนิทานในหน้าที่เปิดอ้าซีดจางหายไปเช่นเดียวกับเรื่องก่อน  สีหน้าของรองหัวหน้าวัยเยาว์เหยเกราวกับถูกขัดใจอย่างรุนแรง

                   “มีนิทานอีกกี่เรื่อง  เล่ามาให้หมดเลยสิ”  คาซีพูดเสียงเรียบ  แดเนียลเดินมาหยุดยืนเคียงข้างพลางมองโพเซ่ด้วยแววตาอำมหิต  “พวกฉันจะฉีกหน้านิทานของแกให้หมดเอง  ไอ้ เด็ก พ่อ แม่ ไม่ สั่ง สอน!!

                   ‘ปึด!!’

                   เหมือนเสียงบางอย่างขาดผึง  โพเซ่ปิดหน้าหนังสือลงพลางจ้องหน้าปก  หนังสือเล่มเก่าซีดจนใกล้ขาดที่เขาทนุถนอมมันเป็นอย่างดีคือสิ่งเดียวที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเด็กน้อยเอาไว้ 

                   “แกว่ายังไงนะ”

                   น้ำเสียงเล็กแหลมของโพเซ่เอ่ยถามด้วยอารมณ์รุนแรงราวกับภูเขาไฟใกล้ปะทุ

                   คาซีย่นคิ้ว  ท่าทีของรองหัวหน้าเด็กไม่น่าไว้วางใจจนเขาสัมผัสได้ถึงอันตราย

                   “แกเรียกฉันว่ายังไงนะ!!”

                   โพเซ่แผดเสียง  คำพูดต้องห้ามของคาซีกระตุ้นความทรงจำส่วนลึกที่เด็กน้อยพยายามเก็บมันเอาไว้ราวกับเปิดกล่องแพนโดร่า  หนังสือนิทานในมือเรืองแสงเจิดจ้าจนความมืดมิดยามราตรีถูกทดแทนด้วยแสงสว่าง  ชายหนุ่มทั้งสองเห็นท่าไม่ดีรีบพุ่งเข้าใส่พร้อมใช้พลังโจมตี 

                   แต่ไม่ทันการณ์...

                   หน้าหนังสือถูกเปิดไปที่หน้า ‘สารบัญ’ ก่อนยกชูให้คาซีและแดเนียลเห็นเพื่อใช้พลังระดับ ‘ปลดขีดจำกัด’

                   เพียงแค่สายตาของทั้งคู่เหลือบมองตัวอักษรในหน้ากระดาษนั้น  แม้ระยะทางที่ไกลจะทำให้อ่านไม่ออกว่ามันถูกเขียนว่าอย่างไร  แต่นั่นก็ถือว่าเงื่อนไขการใช้พลังขั้นที่สองของรองหัวหน้าวัยเยาว์สำเร็จแล้ว

                   “ปลดขีดจำกัดสปิริต..  Once upon a time!!!”

                   แสงเจิดจ้าทวีความสว่างจนคาซีและแดเนียลต้องเอามือป้องตา  และเพียงครู่เดียว  แสงก็จางหาย

                   แดเนียลมองภาพเบื้องหน้า  โพเซ่ยังยืนถือหนังสือนิทานอยู่ดังเดิม  ภาพปราสาทขนาดใหญ่ก็ตั้งตระหง่านเช่นเดิม  แม้กระทั่งความมืดมิดและบรรยากาศโดยรอบก็คงเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

                   ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง...

                   เว้นเพียง..  ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น

                   สองขาที่วิ่งแม้ออกแรงมากเท่าเดิม  แต่ทำไมระยะทางกลับไม่หดสั้นลงนัก  แถมเสื้อผ้าก็รู้สึกเกะกะราวกับมันหลวมโพรกลงอย่างน่าประหลาด

                   แล้วปืนสองกระบอกในมือนี่อีกล่ะ  ทำไมมันถึงหนักอึ้งขนาดนี้  น้ำหนักมหาศาลที่ฉุดดึงจนแขนสองข้างตกห้อยนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!

                   โพเซ่หัวเราะอย่างร่าเริง  เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นไปมาท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังจากลำโพงสีชมพูแปร๋นขัดกับบรรยากาศเย็นยะเยือก  ท่วงทำนองเพลง  ‘Old mcdonald has a farm’ ดังคุ้นหู  รองหัวหน้าวัยเยาว์ฮึมฮัมเพลงตามอย่างสบายใจ

                   ดวงตากลมโตหันมามองแดเนียลที่ยังงุนงงกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น  ก่อนถ้อยคำที่เอ่ยจะเฉลยผลลัพธ์ของพลังระดับปลดปล่อยให้รู้

                   “พร้อมจะฟังนิทานเรื่องใหม่หรือยังล่ะ..  เจ้า เด็ก น้อย!!”

                   แดเนียลเบิกตากว้าง  บัดนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคืออะไร  มือสองข้างที่ยกขึ้นมานั้นเล็กและบอบบาง  เขาเอามือปัดป่ายทั่วร่าง  สัมผัสนั้นไม่ต่างจากการสัมผัสร่างกายของเด็กตัวเล็ก ๆ  ผมที่ยาวปรกหลังพลันหดสั้นและตั้ง  ดวงตาเหลือบมองภาพสะท้อนบนกระบอกปืนโลหะสีเงินเห็นภาพใบหน้าของตัวเองสมัยเมื่อครั้งอายุ 5 ขวบ

                   แต่นั่นยังไม่ทำให้แดเนียลตื่นตระหนกเท่ากับร่างเล็กในกองเสื้อผ้าสีเทาของคาซี  แดเนียลก้าวเท้าอย่างโงนเงนคล้ายจะเป็นลม  ใบหน้าชะโงกมองภายในกองผ้า  เห็นเด็กทารกอายุไม่ถึงขวบส่งเสียงร้องจ้า  ใบหน้าขาวอมชมพูตัดกับผมเส้นบางและดวงตาสีเทาสนิท

 

                   ด้วยจินตนาการของมนุษย์  สร้างสรรค์เป็นเรื่องเล่ามหัศจรรย์มากมาย  ทั้งสิงสาราสัตว์พูดได้และใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์อย่างมีความสุข  ทั้งสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ประหลาด ดังเช่น เอลฟ์ คนแคระ ยักษ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย  เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างจากความคิดที่เหนือสามัญสำนึก  และถ่ายทอดสู่รุ่นต่อรุ่นจนกลายเป็นเรื่องเล่าสนุกสนานในยามราตรีเพื่อขับกล่อมให้เด็กไร้เดียงสารู้สึกเพลิดเพลินก่อนเข้าสู่ห้วงนิทรา

                   เรื่องเล่าเหนือจินตนาการนี้  ถูกเรียกรวมว่า..  “นิทาน”

                   คุณฟังนิทานก่อนนอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

                   ห้าขวบ...

                   สี่ขวบ...

                   สามขวบ...

                   หรือเด็กกว่านั้น?

                   ‘Once upon a time’  พลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดของโพเซ่  สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเป้าหมายให้มีอายุเท่ากับครั้งสุดท้ายที่คน ๆ นั้นเคยฟังนิทานก่อนนอน

                   แดเนียลซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น  ได้ฟังเรื่องเล่าสนุกสนานก่อนนอนทุกคืน  ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด  เพราะได้อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก ทั้งแดเนียลและดีน่าจะงอแงหากไม่ได้ยินเสียงขับกล่อมเรื่องราวสนุกสนานจากน้ำเสียงอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ 

                   จนกระทั่งเขาอายุได้ห้าขวบ  เมื่อพ่อและแม่จากไป  แดเนียลก็ไม่เคยได้ฟังนิทานก่อนนอนอีกเลย

                   แต่กระนั้นก็ยังนับว่าแดเนียลโชคดีกว่าคาซี  เพราะชายหนุ่มเสียแม่ตั้งแต่จำความไม่ได้  เมื่อแรกเกิดคาซีไม่รู้เลยว่าหญิงสาวผู้ให้กำเนิดจะให้ความรักและความอบอุ่นกับเขามากเพียงใด  หญิงสาวบอบบางเล่านิทานให้ทารกฟังทุกเมื่อเชื่อวันโดยมิว่างเว้น  จนกระทั่งเธอเสียชีวิตลง  แม้ทริมิดาจะพยายามเลี้ยงคาซีอย่างดี  แต่เพราะความเป็นผู้ชาย  จึงไม่อาจทำเรื่องละเอียดอ่อนอย่างการเล่านิทานให้คาซีฟัง 

                   และช่วงอายุที่เรื่องเล่าก่อนนอนผ่านเข้าหูเป็นครั้งสุดท้าย  ก็ทำให้ทั้งคาซีและแดเนียลต้องตกอยู่ในสภาพร่างกายเช่นนี้...

                   โพเซ่ที่เคยถูกสบประมาทว่าเป็นเด็ก  ตอนนี้เขามองคู่ต่อสู้ที่กลายเป็นเด็กอายุน้อยกว่าด้วยความลำพอง  มือไล่กรีดนิ้วหานิทานเรื่องโปรดที่จะเล่าให้เด็กทั้งสองฟังอย่างใจระทึก

                   “นี่คือนิทานเรื่องสุดท้ายที่จะกล่อมให้พวกแกหลับ...  และไม่มีวันได้ตื่นมาอีกเลย  ฮิ ๆ ๆ”

                   หนังสือเล่มหน้าถูกพลิกเปิดหน้ากึ่งกลางออก  มือเล็กฉีกหน้ากระดาษสีเหลืองซีด  นิทานเรื่องที่โพเซ่ชื่นชอบที่สุดสลักเสลาลายมือด้วยหมึกสีซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก  แต่กระนั้นเรื่องราวสนุกสนานของนิทานก็ประทับในสมองของโพเซ่จนมิอาจลืมเลือน 

                   ตัวหนังสือใหญ่หนาด้านบนเหนือเนื้อเรื่องแสดงชื่อนิทานเรื่องนี้

                   ‘ลูกหมูสามตัว’

                   รูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวที่แดเนียลเคยเห็นเมื่อครู่  บัดนี้ความหวาดหวั่นกลับเพิ่มพูนในจิตใจมากขึ้น  อาจเพราะแม้ความทรงจำของช่วงอายุที่แท้จริงยังคงอยู่  แต่จิตใจที่เปราะบางลงตามขนาดร่างกายทำให้หมาป่าตัวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ณ เวลานี้  ทำให้เด็กชายตัวสั่นงันงก

                   “วะ..  เหวอ!!!”

                   ทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของหมาป่าที่ถูกสร้างจากนิทาน  แดเนียลก็รีบวิ่งย้อนกลับไปอีกด้านในทิศทางตรงข้ามกับปราสาท  เด็กน้อยไม่วายคว้าคาซีในห่อเสื้อมาอุ้มอย่างทุลักทุเลท่ามกลางความหวาดกลัวที่เพิ่มพูนในจิตใจ  ความอบอุ่นจากร่างเล็กในอ้อมแขนถ่ายทอดสู่ร่างกายของแดเนียลจนเขาเกิดความรู้สึกปกป้อง  ต่อให้เป็นลูกชายของศัตรูที่เป็นเป้าหมาย  เขาก็ไม่อาจละทิ้งชีวิตน้อยที่ไร้ทางสู้ให้ตกเป็นเหยื่อของหมาป่าได้

                   หมาป่าเห็นเหยื่ออันโอชะไม่รอช้า  กรงเล็บแหลมจิกพื้นเป็นรูก่อนดีดร่างพุ่งเข้ากวดร่างเล็กทั้งสองโดยไม่รอช้า  เขี้ยวยาวกับกรงเล็บแหลมคมเพียงสัมผัสเนื้อบาง  ก็สามารถฉีกกระชากร่างกายและวิญญาณของเหยื่อวัยเยาว์ทั้งคู่ได้ไม่ยาก 

                   แต่นิทานย่อมดำเนินไปตามเนื้อเรื่องที่ถูกเล่าขานเอาไว้...

                   แดเนียลเห็นหนทางทอดยาวที่กว่าจะไปถึงหน้าประตูทางเข้าขนาดใหญ่นั้นแสนไกล  ลำพังสองขาสั้นที่วิ่งอ้าวสุดชีวิต  เมื่อเทียบกับขายาวทั้งสี่ของหมาป่า  เขาคงไม่อาจรักษาชีวิตของตัวเองและคาซีไว้ให้รอดพ้นจากลานกว้างหน้าปราสาทไปได้  สัญชาตญาณทำงานก่อนสมองสั่ง  ขาเล็กจึงเปลี่ยนทิศวิ่งออกนอกพื้นทางเดินเข้าสู่พงหญ้ารก

                   หญ้าหนาขึ้นรกครึ้มตลอดแนวทางเดิน  สุมทุมพุ่มไม้ขึ้นระเกะระกะไม่เป็นระเบียบเหมาะแก่การซ่อนตัว  ด้วยร่างเล็กจึงทำให้แดเนียลมุดคลานอย่างว่องไวหลบเลี่ยงสายตาของหมาป่ายักษ์ในพริบตา

                   ลมหายใจแผ่วเบาราวกับพยายามควบคุมไม่ให้เกิดเสียงดัง  หัวใจดวงน้อยเต้นตุบในอกระรัวราวกลองชุด  เหงื่อผุดพรายที่ใบหน้าและแผ่นหลังจนชุดหลวมโพรกเปียกชื้นด้านคาซีแม้อยู่ในสภาพเด็กทารก  แต่ก็ไม่ร้องโยเยให้เกิดเสียงบอกตำแหน่งให้หมาป่ารู้  ทำให้แดเนียลคลายกังวลได้เปราะหนึ่ง

                   หมาป่าแม้ตาแหลมคมและมองเห็นได้ในความมืด  แต่ด้วยทัศนียภาพที่ถูกบดบังด้วยพงหญ้ารูปร่างประหลาดขึ้นสูงเกือบเท่ากำแพงปราสาท  ทำให้มันหยุดยืนและเหลือบมองซ้ายขวาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

                   “คิดว่าหลบในนั้น  แล้วจะหนีข้าพ้นเหรอ  เจ้าลูกหมูงี่เง่า”

                   กลิ่นกายของเด็กน้อยแดเนียลและคาซีลอยตามลมโชยมาเข้าจมูกที่รับกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า  เพียงเท่านี้ตำแหน่งที่เด็กทั้งสองซุกซ่อนอยู่ก็ปรากฏชัดแม้มองไม่เห็น

                   “บ้านที่ทำจากฟางน่ะ  มัน พัง ง่าย จะ ตาย!!”

                   ปากยักษ์เปิดอ้าสูดลมเข้าไปจนท้องบวมเป่ง  ใบไม้ไหวติงเล็กน้อยก่อนหยุดนิ่ง  เปรียบดังคลื่นลมที่สงบก่อนพายุใหญ่จะมา

                   และพายุก็พัดกระหน่ำ!!

                   ‘ฟู่วววว!!!’

                   หมาป่ายักษ์พ่นลมจากปากเป่าพัดกระหน่ำเข้าใส่พงหญ้า  แรงลมมหาศาลฉุดกระชากหญ้าต้นสูงให้ปลิดปลิวไปทั้งราก  ส่งผลให้พื้นดินข้างกำแพงโล่งเตียนราวกับไม่เคยมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นมาก่อน

                   ร่างเล็กที่มุดขดตัวเหมือนหอยทาก  แดเนียลหลับตาปี๋เพราะลมกรรโชกแรง  ทารกในอ้อมแขนถูกลมกระชากจนเกือบปลิว  เคราะห์ดีที่เด็กชายวางร่างคาซีไว้กับพื้นก่อนเอาตัวครอบเหมือนโล่กำบัง  ทำให้คาซีในสภาพทารกรอดพ้นจากการถูกลมพัดไปกระแทกกำแพงเช่นเดียวกับเหล่าต้นหญ้าและพืชพันธุ์ทั้งหมด

                   น้ำลายไหลย้อยจากปากยาวยื่น  ร่างอันโอชะของเหยื่อยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากอาหารจนน้ำย่อยในกระเพาะของหมาป่ายักษ์ทำงาน  มันแยกเขี้ยวแหลมคมก่อนวิ่งเข้าใส่แดเนียลที่เพิ่งลืมตามาพบภาพอันน่าสะพรึงกลัว

                   “ยะ..  อย่าเข้ามานะ!!”

                   เด็กน้อยคลานพลางหอบร่างทารกอย่างทุลักทุเล  สองเท้ารีบจ้ำวิ่งตัดถนนไปยังอีกฟากหนึ่งของทางเดิน  หมาป่าแม้อยากจะขย้ำเหยื่อโดยเร็ว  แต่ด้วยเพราะความสนุกจากการไล่กวดเด็กน้อยไร้ทางสู้  ทำให้ความหฤหรรษ์บดบังความอยากอาหารจนสิ้น 

                   ถ้าฆ่าเด็กสองคนนี้ตอนนี้  เนื้อเรื่องในนิทานก็ไม่สมบูรณ์น่ะสิ!!

                   เพราะว่ามันคือตัวละครจากนิทาน  เรื่องราวทั้งหมดจึงอยู่ในหัวสมองอย่างชัดเจน  เจ้าหมาป่าถูกเล่าขานผ่านปากของผู้คนมาแล้วหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่อดีตกาล  เนื้อเรื่องที่ดำเนินตั้งแต่ต้นจนจบยังคงย้ำตรึงชัดเจนว่าบทสรุปของนิทานเรื่องนี้เป็นอย่างไร

                   หลังจากเป่าลมพัดทำลายบ้านที่ทำจากฟาง

              ลูกหมูก็วิ่งไปหลบในบ้านที่สร้างจากไม้...

                   เฉกเช่นเดียวกับแดเนียลและคาซีที่มองเห็นป่ารกชัฏเป็นดั่งปราการกางกั้น  แดเนียลรีบมุดร่างเบียดเสียดเข้าไปในสุมทุมไม้ใหญ่  แม้หนามของต้นไม้จะข่วนจนเนื้อบอบบางเป็นรอยแผล  แต่จิตสังหารที่ไล่ตามมาอย่างกระชั้นก็ทำให้ขาไม่อาจหยุดวิ่ง  ลมหายใจที่ถูกพ่นเป็นไอขาวขุ่นเริ่มถี่และหอบมากขึ้น  ตากลมแป๋วของทารกน้อยมองเด็กชายที่พยายามปกป้องตนเองอย่างเต็มกำลังด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

                   เพราะต้นไม้สูงและแข็งแกร่งที่ขึ้นเว้นช่วงกันไม่ห่างมากนัก  ทำให้มีช่องพอให้เด็กตัวเล็กลอดผ่านอย่างสะดวก  ผิดกับร่างใหญ่ยักษ์ของสัตว์ร้ายที่ไม่อาจแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างต้นไม้ได้  มันเดินวนไปมามองหมู่มวลพฤกษาสีเทาที่ขึ้นเรียงรายดุจดั่งกำแพงจากธรรมชาติอย่างครุ่นคิด  จมูกสูดดมฟุดฟิดจับตำแหน่งเหยื่อไม่ให้คลาดเป้า 

                   แม้มองไม่เห็นแต่สัตว์ร้ายก็รู้ทันทีว่าเด็กน้อยหมดแรงล้มนอนแผ่อยู่ตรงใจกลางของปราการต้นไม้ใหญ่

                   อากาศโดยรอบถูกสูดเข้าปอดเต็มที่อีกครั้ง  ท้องของมันพองเป่งออกมาราวกับลูกโป่ง  ไอเย็นที่ต้นไม้คายออกมาทำให้หมาป่าสดชื่น  ดวงตามันวาวโรจน์เมื่อคิดถึงภาพของเหยื่อที่ตัวสั่นงันงกรอให้มันขย้ำ

                   ‘ฟู่ววววววว!!!!’

                   ลมแรงประหนึ่งพายุถูกเป่าซัดเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่จนลำต้นตรงตระหง่านสั่นไหว  ใบไม้ปลิดปลิวราวถูกมือไม่เห็นเด็ดดึง  ใบเขียวลอยหมุนคว้างตามกระแสลมจนเกลี้ยงต้น  กระทั่งกิ่งไม้ขนาดเล็กที่เพิ่งโผล่พ้นลำต้นยังถูกแรงลมกระชากให้หลุดลอยตามไป

                   แต่กระนั้น  ลำต้นแข็งแกร่งก็ยังถูกรากที่ชอนไชลึกลงไปใต้ผิวดินฉุดรั้งเอาไว้ให้ยอมหักโค่น

                   หมาป่าส่งเสียงคำรามอย่างไม่พอใจ  แดเนียลได้ยินเสียงที่เสียดแทงเข้าไปในแก้วหูถึงกับตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาอีกครั้ง  ดวงตากลมโตมองลอดช่องว่างของต้นไม้  เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวแล้วก็ต้องใจหาย 

                   หมาป่าพุ่งชนต้นไม้ใหญ่เสียงดังตึง  กล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าปกติหลายเท่า  กับขนแข็งฟูที่ขึ้นปกคลุมดั่งเกราะ  ทำให้ต้นไม้สั่นสะเทือน  พื้นดินรอบบริเวณเคลื่อนไม่เป็นจังหวะราวกับแผ่นดินไหว

                   พื้นที่สั่นอย่างรุนแรงทำให้แดเนียลกลิ้งไปมาดุจลูกบอล  เด็กน้อยกอดทารกไว้แนบอกแน่น  เสื้อผ้ารุ่มร่ามเกะกะจนเขาเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก  อีกทั้งปืนที่อยู่ในซองด้านในแจ็คเก็ตก็หนักอึ้งจนเขาคิดว่าเป็นภาระ  ใจหนึ่งนึกอยากโยนมันทิ้งไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด  แต่อีกใจ  มันคืออาวุธเพียงอย่างเดียวที่เขามี  แม้ตอนนี้นิ้วเล็กจะไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเหนี่ยวไก  แต่หากทิ้งไปก็เท่ากับเขาทิ้งไพ่ตายในมือจนหมด

                   แดเนียลถูกหยุดไว้ด้วยต้นสนใหญ่ขนาดสามคนโอบ  ขาถูกกระแทกจนกระดูกร้าว  เด็กน้อยก้มมองดูคาซีที่ปลอดภัยก็ต้องเป่าปากอย่างโล่งอก

                   แรงสั่นสะเทือนหยุดลงแล้ว

                   แต่...  มันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง!!

                   ‘ตึง!!’

                   หมาป่าถอยหลังไปไกลก่อนจะวิ่งด้วยความเร็วสูงพุ่งกระแทกต้นไม้จนหักโค่น  ปลายยอดสูงเสียดฟ้าทำมุมตกลงขนานกับพื้นโลกเรื่อย ๆ  และตำแหน่งที่ไม้สูงโค่นลงมา  คือตำแหน่งที่แดเนียลนอนหมอบกระแตอยู่ไม่อาจหลบไปไหนได้ภาพต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงมาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในดวงตาสีน้ำเงินของเด็กน้อย  อีกเพียงไม่กี่เมตรลำต้นก็จะหักโค่นลงมาทับแดเนียลจนบี้แบน

                   ‘กึก!!!’

                   ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด  แต่ร่างกายที่ควรแหลกสลายกลับยังคงอยู่ดังเดิม  แดเนียลเปิดเปลือกตาที่ปิดเพราะความหวาดกลัวทีละนิด  ภาพแรกที่เห็นคือต้นไม้ใหญ่ที่ยังคงตรึงอยู่ในดวงตาไม่ห่างจากร่างเขานักจนทำให้เด็กชายต้องหลับตาลงอีกครั้ง  แต่เมื่อค่อย ๆ แง้มตามองก็พบว่ามันถูกตรึงค้างกลางอากาศก่อนจะล้มลงทาบทับกับพื้นดินเพียงไม่ถึงเมตร

                   สัมผัสถึงพลังทำให้แดเนียลมองลงมายังร่างเล็กกระจิดริดในอ้อมแขน  แม้จะอยู่ในร่างทารก  แต่พลังพิเศษที่ถูกใช้บ่งบอกให้รู้ว่าคาซียังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน  แดเนียลรีบมุดร่างตัวเองออกจากไม้ต้นใหญ่ก่อนที่มันจะตกลงมาเพราะพลังแรงโน้มถ่วงที่จางหายไปในพริบตา 

                   แต่ความตระหนกจากต้นไม้ใหญ่ยังไม่ทันหาย  ความหวาดผวาจากร่างยักษ์เบื้องหน้าก็เข้ามาแทนที่ไม่เว้นจังหวะให้หายใจ 

                   หมาป่าที่รอโอกาสอยู่  กระโดดเข้ามาตะครุบร่างของแดเนียล  อุ้งเท้ามันเหยียบเด็กน้อยโดยเว้นศีรษะให้พอโผล่ออกมาหายใจได้เท่านั้น 

                   แดเนียลพยายามแข็งขืนแต่พละกำลังของเด็กชายไหนเลยจะสู้สัตว์ร้ายร่างยักษ์ได้  ส่วนคาซีนั้นยังโชคดีที่แดเนียลปล่อยให้เขาตกลงบนพื้นก่อนที่จะโดนตะครุบตัว  แต่ถึงอย่างนั้นเด็กทารกก็ไม่อาจหลบลี้หนีไปไหนได้อยู่แล้ว

                   เจ้าสัตว์ร้ายแลบลิ้นเลียริ้มฝีปากจนน้ำลายเปียกท่วมหนวดทั้งหก  เพราะเนื้อเรื่องของนิทานดำเนินมาเกินค่อนเรื่อง  ทำให้มันรู้ว่าหากปล่อยให้เด็กทั้งสองหนีไปได้  ‘บ้านอิฐ’ หลังที่สามจะทำให้มันไม่มีโอกาสขย้ำเหยื่อได้อีก  เขี้ยวแหลมคมเคลื่อนเข้ามาใกล้แดเนียลช้า ๆ  หยดน้ำลายเหม็นเปรี้ยวย้อยลงพื้นส่งกลิ่นสะอิดสะเอียนคละคลุ้งเข้าจมูกจนเด็กน้อยแทบอาเจียน

                   แดเนียลเหลือบมองทารก  คาซีหลับตาพริ้มไม่รู้ประสีประสา  อาจเพราะฝืนใช้พลังในร่างกายแบบนั้น  จึงทำให้เขาหลับไป 

                   เมื่อไม่อาจพึ่งพาพลังพิเศษของอีกฝ่าย  สิ่งเดียวที่จะทำให้มีชีวิตรอด  คือพลังของตัวเองเท่านั้น

                   ปากกระบอกปืนที่นอนสงบนิ่งอยู่ในสายคาดเสื้อแจ็คเก็ตเริ่มมีปฏิกิริยา  มันดูดซับพลังงานบางอย่างที่อยู่โดยรอบเข้าสู่ลำกล้องอย่างเงียบงันราวการคืบคลานของตัวทาก  ปลายลิ้นสากหนาของหมาป่าแลบเลียใบหน้าขาวของเด็กน้อย  แม้แดเนียลจะตื่นกลัวแต่เขายังคงใช้พลังพิเศษ ‘Absorption’ อย่างต่อเนื่อง

                   และเมื่อปากเผยออ้าพุ่งเข้าใส่พร้อมคมเขี้ยวหมายฉีกกระชาก  แดเนียลก็รวบรวมกำลังสุดชีวิตเพื่อเหนี่ยวไกปืนแข็งได้สำเร็จ

                   “ปลดปล่อย!!!”

                   สิ่งที่ออกจากปากกระบอกปืน  มีเพียงความมืดมิด  แดเนียลดูดซับความมืดที่ปกคลุมทั่วบริเวณเข้าไปจนเต็มรังเพลิง  เพราะรู้ว่ามิติอันมืดมิดนี้ย่อมไร้ซึ่งแสงตะวัน  ต่อให้ดูดกลืนความมืดมากมายเพียงใดก็ไม่อาจมีแสงสว่างเข้ามาแทนที่  การใช้พลังพิเศษจึงทำได้โดยหมาป่าไม่ผิดสังเกต

                   และเมื่อความมืดถูกปลดปล่อย  สิ่งที่หมาป่าเคยมองเห็นก็พลันดับสนิทคล้ายสวิตซ์ไฟถูกปิดลง

                   “แกทำบ้าอะไรเนี่ย!!”

                   มันคำรามอย่างตกตะลึง  แม้สายตาจะมองเห็นได้ในที่มืด  แต่พลังพิเศษที่รวบรวมความมืดมิดจนอัดแน่นเป็นกระสุนแบบนี้มันดำมืดยิ่งกว่ายามราตรีที่มันคุ้นชิน 

                   เพราะความตกใจ  ทำให้เท้าที่เหยียบร่างแดเนียลอยู่เผลอยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

                   เด็กน้อยกลิ้งตัวห่างจากตำแหน่งเดิม  มือคว้าห่อผ้าซึ่งมีร่างทารกนอนสลบไสลอยู่ก่อนวิ่งไม่คิดชีวิตเข้าสู่ผนังอิฐของปราสาทขนาดใหญ่  ก้อนหินที่หยิบติดมือมาเขวี้ยงใส่กระจกหน้าต่างรูปทรงวิจิตรเต็มแรงจนกระจกแตกกระเด็นเป็นช่องกลม 

                   แดเนียลล้วงมือเข้าไปในช่องว่างปลดกลอนก่อนเปิดหน้าต่างอย่างว่องไว  ร่างของเด็กทั้งสองปีนเข้าสู่ตัวปราสาทได้ในที่สุด  ทิ้งไว้เพียงร่างใหญ่โตของหมาป่าที่ยังสาละวนวิ่งไปรอบ ๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากหมอกควันแห่งยามราตรีที่ห้อมล้อมปกคลุมศีรษะจนไม่อาจมองเห็นอะไรได้อีก

                  

                   เมื่อร่างถลันเข้าสู่ปราสาท  แดเนียลก็ทิ้งตัวลงบนพื้นพรมหนานุ่มพลางหอบหายใจตัวโยน  เด็กชายเหนื่อยแทบขาดใจเพราะร่างเล็กต้องวิ่งหนีเสี่ยงชีวิตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน  แข้งขาอ่อนแรงจนแทบอยากคลานแทนการเดิน 

                   แม้จะเข้าสู่ตัวปราสาทได้  แต่ร่างกายแบบนี้ย่อมไม่สามารถทำให้เป้าหมายบรรลุได้  ทางเดียวที่จะทำให้กลับสู่สภาพเดิมคือต้องกำจัดโพเซ่เท่านั้น 

                   ความคิดส่วนความคิด  ร่างกายก็ส่วนร่างกาย

                   แม้ปรารถนาจะแรงกล้าเพียงใด  แต่ความเหนื่อยล้ากลับสั่งการให้สมองหาที่พักผ่อนเพื่อวางแผนอย่างรอบคอบ 

                   แดเนียลอุ้มคาซีเดินเปะปะตามทางเดินที่ทอดยาว  ตำแหน่งที่เขาเข้ามาในปราสาทอยู่ส่วนหน้าถัดจากห้องโถงใหญ่  เด็กน้อยพยายามเดินอย่างระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนทำให้นักฆ่าที่อยู่ในปราสาทรู้ตัว  แต่ดูท่าต่อให้ส่งเสียงดังเพียงใด  ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือร่องรอยของนักฆ่าคนอื่นเลยสักคน

                   ประตูห้องขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านขวางหน้าพวกเขาอยู่  ด้านหลังคือโถงทางเดิน  ส่วนด้านหน้าคือห้องที่ไม่รู้ว่ามีอะไรหรือมีใครอยู่ข้างใน 

                   แดเนียลเลือกผลักประตูเข้าไปในห้อง...

                   ห้องมืดมิดไร้การเคลื่อนไหวของสิ่งใด  แดเนียลพยายามซุกตัวมุดร่างให้เตี้ยที่สุดก่อนเคลื่อนไปกับเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ตั้งขนานทางเดินเข้าสู่ใจกลางห้อง  เพราะไม่สัมผัสถึงจิตสังหารหรือพลังวิญญาณ  แตกต่างจากแรงกดดันรุนแรงของโพเซ่ที่เคลื่อนใกล้กดดันเข้ามาจากด้านหลัง  จึงทำให้แดเนียลเลือกเข้ามาในห้อง

                   ‘ฮือ ๆ’

                   เสียงครางเบา ๆ ทำให้ฝีเท้าหยุดชะงัก

                   แดเนียลสอดส่ายสายตาเพ่งมองในความมืด  ที่มาของเสียงอยู่ด้านท้ายห้องที่ลึกเข้าไปกว่าสิบเมตร เงาตะคุ่ม ๆ บนกำแพงบ่งบอกให้รู้ว่ามีบางคนอยู่ตรงนั้น

                   แต่เงานั้นไม่อาจเคลื่อนไหว!!

                   ลักษณะอาการที่มองเห็นแม้ไม่ชัดเจน  แต่ก็ทำให้รู้ว่าใครคนนั้นไม่อาจขยับร่างกายได้  แถมท่าทางก็ดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นมาแล้วอย่างคุ้นชิน

                   ....ไม้กางเขน!!

                   ร่างนั้นถูกตรึงติดกับกำแพงในลักษณะกางแขนออกสองข้างดุจไม้กางเขน 

                   แถมไม่ได้มีเพียงหนึ่ง  กลับมีถึงสองร่างที่ถูกแปะค้างกลางผนังราวกับภาพศิลปะที่น่าหวาดผวา

                   แดเนียลเดินเข้าไปใกล้  ใบหน้าของชายหญิงชราลอยเด่นขึ้นมาชัดเจนเมื่อเขาแหงนมองจากระยะประชิด  สีหน้าของพวกเขาตื่นตระหนกประหนึ่งเจอเรื่องที่น่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิต  ผมทุกเส้นหลุดร่วงจากศีรษะ  ตาที่เหลือกถลนจากเบ้ามีคราบน้ำตาที่บ่งบอกว่าเคยไหลพรากเป็นสายอาบแก้ม  แต่ตอนนี้มันแห้งผากลงไปแล้ว 

                   ปากบิดเบี้ยวส่งให้ใบหน้าเกร็งหงิกงอ  ร่างผอมโซซูบซีดราวกับกิ่งไม้แห้ง ๆ  หากไม่มีเสียงหายใจและเสียงครางฮือ ๆ  แดเนียลคงเข้าใจว่าชายหญิงชราคู่นี้เสียชีวิตไปแล้ว

                   ‘ผึ่บ!!’

                   ไฟทุกดวงในห้องสว่างพรึ่บพร้อมกัน  แดเนียลหันหลังขวับมองร่างเล็กที่เดินเข้ามาพร้อมด้วยสายตาอำมหิต  สองขาถอยกรูดเข้าหากำแพงอย่างไม่ตั้งใจ

                   “เห็นแล้วสินะ!!”

                   โพเซ่คำราม  น้ำเสียงเล็กแหลมแปรเปลี่ยนเป็นกระโชกราวกับกล่องเสียงแทบระเบิดเพราะการตะโกน 

                   “เห็น..  เห็นอะไร”

                   แดเนียลกัดฟันกรอด  จิตใจของเด็กน้อยพยายามข่มใจไม่ให้หวาดกลัวต่อแรงกดดันของโพเซ่

                   นิ้วมือเล็กละจากหนังสือนิทานชี้ไปที่ร่างชายหญิงที่ถูกตรึงกับผนัง  แดเนียลหันมองแหงนขึ้นไปอย่างใคร่รู้ 

                   เมื่อพิจารณาให้ดีภายหลังที่ไฟในห้องส่องสว่าง  ห้องนี้ย่อมเป็นห้องของโพเซ่ไม่ผิดเพี้ยน  เพราะเฟอร์นิเจอร์และสิ่งประดับประดาที่ตกแต่งล้วนเป็นลวดลายการ์ตูน  ของเล่นกองเกลื่อนกลาด  หนังสือการ์ตูนและนิทานอัดแน่นในชั้นวางที่ตั้งเรียงรายชิดผนัง  กระทั่งเพดานสูงยังมีโมบายล์รูปตัวการ์ตูนห้อยแขวนเป็นพวงระย้าเต็มไปหมด

                   สิ่งที่ผิดเพี้ยนและไม่น่าจะอยู่ในห้องนี้ได้มีเพียงชายหญิงชราสองคนนี้เท่านั้น

                   แดเนียลมองใบหน้าทั้งคู่สลับกับโพเซ่  ดวงตาสีเขียวมรกตและดวงหน้าช่างคล้ายคลึง  สมองพยายามปฏิเสธความคิดเลวร้ายที่บังเกิดในใจ

                   “สองคนนั่น..  พ่อกับแม่ฉันเอง”

                   แล้วโพเซ่ก็ยืนยันสำทับความคิดเลวร้ายนั้นเอง

                   แดเนียลอ้าปากค้าง  เขาหันมองใบหน้าที่ไร้สติของร่างที่ถูกตรึงทั้งคู่ด้วยแววตาที่ยากจะอธิบายความรู้สึก 

                   “มะ..  หมายความว่ายังไง  ทำไมพ่อกับแม่นายถึง...”

                   โพเซ่ยิ้มเหยียด  สีหน้านั้นวิปริตเกินกว่าจะประดับบนใบหน้าของเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ

                   “เพราะพวกมันสมควรได้รับโทษทัณฑ์น่ะสิ”

                   ด้วยเพราะห้องนี้มีทางเข้าออกเพียงแค่ประตูบานใหญ่ทางเดียว  ไม่มีหน้าต่างหรือช่องลมสักบาน  ทำให้ต่อให้แดเนียลมีปีกก็ไม่อาจหนีไปไหนรอดอีกแล้ว  เรื่องราวอันวิปริตวิปลาสจึงถูกถ่ายทอดจากปากของโพเซ่ด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กแต่แฝงด้วยความขมขื่นคล้ายระบายสิ่งที่อัดอั้นภายในใจดวงเล็กของเด็กน้อยผู้ครองตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาล

 

                   สองสามีภรรยาตระกูล ‘เครก’ ผู้ร่ำรวยจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีในเวลาอันสั้น  ทั้งคู่ใช้ชีวิตสมรสมาอย่างยาวนานจนย่างเข้าสู่วัยกลางคนก็ยังไม่มีลูกด้วยกัน  อาจเพราะการทำงานอย่างหนักและการไม่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์อันหวานซึ้งเช่นคู่รักคู่อื่น

                   จนเมื่อนางเครกอายุย่างเข้าสี่สิบห้า  เธอกลับตั้งครรภ์ขึ้นโดยไม่คาดคิด  ลูกคนแรกที่จะถือกำเนิดสร้างความปลาบปลื้มให้แก่สองสามีภรรยาเป็นอย่างมาก  ถึงขนาดนายเครกสั่งให้สร้างบ้านหลังใหญ่โตเพื่อรับขวัญลูก

                   เด็กน้อยเกิดขึ้นมาท่ามกลางความรักอย่างสุดซึ้งจากพ่อแม่

                   และความรักนั้น  ก็มาพร้อมกับอุดมคติอันสูงส่ง...

                   ภาพฝันในอนาคตถูกวาดไว้ให้กับเด็กชายอย่างวิจิตร  ทั้งการศึกษา  ตำแหน่งงาน  รวมถึงการใช้ชีวิตที่วางกรอบและกฎเกณฑ์มากมาย  สามีภรรยาเครกเชื่อว่าหากเด็กน้อยเดินตามเส้นทางที่ตนวางไว้ให้  ย่อมก้าวไปสู่อนาคตที่สวยงามดั่งที่ตนเคยเป็นมาก่อน

                   ดังนั้นแล้ว  หากเด็กน้อยเดินออกนอกกรอบ  นั่นหมายถึงความผิดที่ร้ายแรงเกินกว่าที่พ่อและแม่จะรับได้

                   ครั้งหนึ่งเมื่อเลิกเรียน  ตารางเวลาที่วางเอาไว้บอกให้เด็กชายต้องไปเรียนเปียโนต่อ  แต่เสียงเรียกร้องชักชวนจากเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ในสนามเบสบอล  ดึงดูดจิตใจจนเด็กชายต้องโยนกระเป๋าไว้บนม้านั่งก่อนถลาเข้าสู่สนาม  รอยยิ้มและเสียงหัวเราะรวมถึงการแข่งขันอันตื่นเต้นทำให้เด็กชายลืมเวลา  เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถไปเรียนเปียโนได้ทัน

                   คราบไคลและร่องรอยสกปรกบนเสื้อผ้า  ไม่อาจทำให้เด็กชายปฏิเสธหรือหาข้ออ้างอื่นใดได้  รอยฝ่ามือใหญ่ถูกทาบทับบนใบหน้าอย่างแรงจนเด็กน้อยน้ำตาเล็ด  ความผิดหวังอย่างรุนแรงปรากฎออกมาในรูปของเสียงก่นด่าและถ้อยคำผรุสวาทอย่างที่เด็กชายไม่เคยได้ยินมาก่อน

                   ตั้งแต่วันนั้นเด็กชายก็ไม่อาจก้าวเท้าออกนอกกรอบที่พ่อแม่ขีดไว้ให้ได้อีกเลย

                   กระทั่งย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในวันคล้ายวันเกิดปีที่เจ็ด  แม้ที่ผ่านมาผลการเรียนของเด็กชายจะได้อันดับหนึ่งมาโดยตลอด  แต่ผลการเรียนครั้งนี้กลับทำให้นายเครกขยำและฉีกรายงานอย่างรุนแรงก่อนปาใส่หน้าลูกชาย 

                   เขาเรียนได้ที่สองของห้อง!!

                   “แกมันโง่!!  เรียนประสาอะไรถึงได้ที่สอง  ชั้นอุตส่าห์ส่งให้แกเรียนพิเศษในโรงเรียนที่ดีที่สุด  นี่แกไม่ได้เอาสมองของชั้นติดตัวไปเลยเหรอ  ไอ้เด็กโง่เอ๋ย!!”

                   เด็กชายถูกขังไว้ในห้องหนังสือที่มืดมิด  เบรกเกอร์ไฟในห้องถูกยกลงทำให้ไม่สามารถเปิดสวิตซ์ไฟได้  แม้จะเป็นห้องที่อยู่ในบ้านซึ่งเคยวิ่งเข้าออกจนคุ้นชิน  แต่ความมืดมิดในยามค่ำคืนกับเสียงสะท้อนของฝีเท้าที่ดังก้องไปมา  ทำให้ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจเด็กน้อยจนเขาไม่อาจข่มตาหลับลงในค่ำคืนนั้นได้

                   เด็กน้อยกลายเป็นโรคกลัวความมืดตั้งแต่บัดนั้น...

                   และเมื่อบานประตูถูกคนรับใช้เปิดออกในตอนเช้า  เด็กชายก็รีบถลันออกจากห้องเพราะต้องการโผกอดผู้เป็นพ่อและแม่  สองขาเดินเตาะแตะอย่างโรยแรงไปยังห้องขนาดใหญ่ในชั้นบนของบ้าน  เขาตั้งใจว่าต่อแต่นี้ไปเขาจะเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่อง  ให้พ่อและแม่ภูมิใจ  และไม่ผิดหวังในตัวเขาอีก

                   แต่เสียงสนทนาที่ดังออกจากห้อง  กลับตรึงสองขาเขาเอาไว้จนไม่อาจก้าวเดินต่อได้อีก

                   “พวกเราควรรับเด็กสักคนมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมนะ  คุณว่ามั้ย”

                   นายเครกเริ่มบทสนทนาด้วยเสียงเครียด  ด้วยเส้นทางฝันที่วาดไว้ให้ลูกชายไม่เป็นดั่งที่ใจหวัง  ทำให้อุดมคติเริ่มสั่นคลอน  นักวางแผนอย่างเขาจำเป็นต้องมีแผนเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

                   “ถ้าคุณเห็นว่าดี  ฉันก็ไม่ขัดหรอกค่ะ”

                   ไม่มีคำปฏิเสธ  นางเครกเห็นดีเห็นงามกับสามีอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ 

                   ถ้อยคำของทั้งคู่กระทบก้องไปมาในจิตใจของเด็กน้อยจนสมองเขาเป็นสีขาวโพลน  ทุกสิ่งทุกอย่างโล่งสนิทราวกับห้องถูกทาทับด้วยสีขาวเกลี้ยงไม่มีแม้รอยจุดด่างดำแม้แต่น้อย  สองขาก้าวเดินกลับไปยังห้องหนังสือที่เคยหวาดกลัว  มุมห้องมีหนังสือนิทานที่เขาเคยเปิดอ่านอยู่บ่อยครั้ง  เด็กน้อยรื้อหนังสือเกลื่อนกลาดพลางกรอกสายตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาไล่ตัวหนังสือและรูปภาพโดยที่ความสนุกของเรื่องราวไม่อาจเข้าสู่สมองได้เลย

                   และเมื่อมือสัมผัสกับหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งที่ซุกตัวอยู่อย่างสงบในชั้นลึกสุดของตู้  พลังแห่งนิทานก็พลันบังเกิด

                   เด็กน้อยหนีออกจากบ้านและเข้าสู่เงารัตติกาลในคืนนั้น...

 

                   “พวกมันไม่เคยเห็นชั้นเป็นลูก  พวกมันก็แค่อยากให้ชั้นสืบทอดสมบัติและชื่อเสียงบ้า ๆ เท่านั้น  มันไม่เคยถามความต้องการของชั้นเลยว่าชั้นต้องการอะไรบ้าง  ได้แต่ยัดเยียดทุกสิ่งทุกอย่างให้”

                   น้ำเสียงอัดอั้นระบายอย่างเหลืออด  ความโกรธแค้นถูกเก็บไว้ในใจไม่อาจบอกใครได้ถูกปลดปล่อยออกมาในคราวเดียว  โพเซ่จิกหนังสือนิทานจนมือเล็กหงิกเกร็งสีหน้าบูดเบี้ยวคล้ายดินน้ำมันโดนความร้อน 

                   “ชั้นคิดว่าพอชั้นหนีออกจากบ้านแล้ว  พวกมันจะสำนึกเสียใจขึ้นมาบ้าง.. 

                   แต่เปล่าเลย!!  มันกลับรับเด็กบ้าที่ไหนไม่รู้มาเลี้ยงเป็นตัวแทนชั้น  พวกมันไม่คิดแม้แต่จะตามหาชั้นด้วยซ้ำ”

                   โพเซ่หวนคิดถึงเมื่อครั้งที่ย้อนกลับไปที่บ้านหลังจากหนีออกมาได้ถึงหนึ่งปีเต็ม  ตอนนั้นแม้เขาจะได้รับพลังและดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาลแล้ว  แต่ห้วงความคิดถึงและความอบอุ่นของครอบครัวยังเป็นสิ่งที่เด็กชายโหยหามาโดยตลอด  เขาหวังว่าเมื่อเขากลับบ้านจะได้รับอ้อมกอดและหยาดน้ำตาแห่งความดีใจจากพ่อและแม่

                   แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ประตูบ้าน  ภาพที่วาดฝันเอาไว้แม้เกิดขึ้นจริง  แต่กลับไม่มีเขาเป็นส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นเลย

                   สามีภรรยาเครกสวมกอดเด็กผู้ชายสวมแว่นคนหนึ่งอย่างรักใคร่  ผลการเรียนที่เด็กชายนำมาแสดงให้ดูแสดงอันดับหนึ่งของห้อง  ยิ่งสร้างความภูมิใจให้นายเครกจนเขาต้องหยิบกล่องของขวัญที่เตรียมไว้มายื่นให้เด็กคนนั้น 

                   สติรับรู้ผิดชอบชั่วดีขาดสะบั้น!!

                   พลังพิเศษทำงานโดยไม่รู้ตัว  ร่างเด็กน้อยถูกสิงโตตัวใหญ่ที่ถูกสร้างจากนิทานขย้ำครั้งเดียวไม่เหลือ  นายและนางเครกตกใจจนแทบสิ้นสติ  แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเป็นเหยื่อรายต่อไป  โพเซ่ก็สลายพลังพร้อมปรากฏตัวต่อหน้าพ่อและแม่

                   ความตายไม่อาจคลายความคั่งแค้นที่ฝังแน่นอยู่เต็มอกไปได้

                   ความทรมานยิ่งกว่าความตายต่างหาก  คือสิ่งทั้งคู่ควรได้รับ

                   พลังพิเศษสร้าง ‘สิ่งที่หวาดกลัว’ ของแคธี่ ลุทซ์ หญิงชราผู้เชื่อมต่อ SSS โฉนดบ้านเลขที่ 112 แห่งลองไอซ์แลนด์ถูกใช้กับสามีภรรยาเครกจนเขาตกอยู่ในห้วงมิติที่ฉายภาพสิ่งที่แต่ละคนหวาดกลัวถึงที่สุด  แม้ชีวิตจะยังอยู่  แต่จิตใจกลับถูกทนทุกข์ทรมานกับความหวาดกลัวมาโดยตลอดไม่อาจหลุดพ้นได้

                   โพเซ่ตรึงร่างพ่อและแม่ไว้บนผนัง  รั้งชีวิตพวกเขาไว้ด้วยสายน้ำเกลือเพื่อไม่ให้ทั้งคู่ตายไปก่อนที่เขาจะหายแค้น  ภาพสีหน้าที่บิดเบี้ยวทรมาน  ร่างกายที่ซูบผอมและผมที่ร่วงจากศีรษะเหลือไว้เพียงหย่อมที่เปลี่ยนเป็นสีขาวบางกระจุก  เป็นอีกสิ่งที่โพเซ่นั่งมองทุกวันนอกเหนือจากหนังสือนิทาน

                  

                   หน้ากระดาษพลิกเปิดเพื่อหานิทานเรื่องถัดไป  ดวงตาเบิกโพลงบนใบหน้ากลมเล็กไล่สายตาอ่านนิทานเพื่อสร้างเรื่องราวให้เป็นจริง  เสียงปีกกระพือดังพึ่บพั่บสะท้อนตามโถงทางเดินบ่งบอกเป็นสัญญาณการเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ของสิ่งมีชีวิตฝูงใหญ่  สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเดียวกับชื่อนิทานที่ถูกเขียนในกึ่งกลางหน้ากระดาษ

                   ‘ค้างคาวเลือกพวก’

                   สิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจเข้าได้กับสัตว์ทั่วไปแม้มีหู  และก็ไม่สามารถเข้ากับพวกนกได้แม้มีปีก  จึงต้องอาศัยในถ้ำอันมืดมิดดังเช่นปราสาทเงารัตติกาลแห่งนี้ 

                   คมเขี้ยวแหลมดุจตะปู  ใบหน้ายับย่นคล้ายรูปปั้นการ์กอยล์  แม้ดวงตาจะมองไม่ชัดเจนแต่คลื่นเสียงที่ปล่อยออกมาสะท้อนสิ่งกีดขวางทำให้บินใกล้เข้ามายังห้องโพเซ่เรื่อย ๆ 

                   รูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัว  สอดคล้องกับความบิดเบี้ยวในจิตใจของโพเซ่ที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน  จนไม่อาจมีใครดึงรั้งจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยกลับคืนมาได้อีกแล้ว

                   เว้นเพียง... 

                   แดเนียล!!!

                   เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากปากของโพเซ่  ทำให้ห้วงคำนึงถึงครอบครัวของแดเนียลผุดขึ้นเป็นฉาก ๆ  ทั้งภาพความรัก  ความอบอุ่น  ความผูกพัน  ที่เขาเคยได้รับจากพ่อและแม่  รวมถึงฉากสุดท้ายของชีวิตที่พวกเขาพยายามปกป้องตนเอง  ความโกรธอันแสนล้ำลึกปะทุขึ้นในจิตใจส่วนลึกอย่างเงียบงัน

                   สีหน้าของแดเนียลนิ่งสงบราวกับเหตุการณ์เสี่ยงตายที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน  จิตใจที่หวาดผวาตามอายุที่ผันแปรกลับนิ่งเรียบราวผิวน้ำไร้คลื่นลม  เขาวางร่างคาซีในสภาพทารกลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล  ก่อนชักปืนกระบอกหนึ่งจากซองออกมาถือในมือมั่น  ดวงตาปิดลงโดยไร้ความหวาดกลัว

                   และเมื่อลืมตา  ห้วงมิติที่คุ้นชินก็ปรากฏขึ้น 

                   ผืนดินแตกระแหง  ท้องฟ้าสีแดงสดเพราะดวงตะวันสาดฉายแสงแรงกล้า  เสียงโขกหมากรุกบนกระดานไม้ดังตามสายลมเรียกสายตาเด็กชายให้หันไปมอง  เขาเห็นชายในชุดสูทสองคนกำลังดวลหมากรุกกันอย่างดุเดือด

                   นิ้วเรียวบางของด๊อกเตอร์เออร์วิงคีบตัวพอนเลื่อนเข้าแทนที่คิงของอีกฝ่าย  ด๊อกเตอร์ริชาร์ดลูบศีรษะล้านที่ชื้นเหงื่อด้วยความตื่นเต้นพลางทำหน้าเสียดาย

                   “50 ต่อ 50..  เสมอกันแล้วนะครับด๊อกเตอร์”

                   เออร์วิงพูดพลางดุนกรอบแว่นให้กระชับสายตา  แม้ทั้งคู่จะรู้ว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญยืนจ้องมองอยู่ด้วยแววตาเรียบสงบ  แต่ก็ไม่ได้สนใจเด็กตัวเล็กมากไปกว่าการดวลหมากรุกที่ยังตัดสินผู้แพ้ชนะไม่ได้เสียที

                   “ผมอยากได้พลัง  แลกกับการให้ที่พักพิงกับพวกคุณ”

                   เสียงเล็กดังจากร่างที่แตกต่าง  เออร์วิงเหลือบตามองเพียงครู่  ก่อนหันมาจัดตัวหมากให้อยู่ในตำแหน่งเริ่มเกม

                   “คุณดู..  เปลี่ยนไปนะครับ”

                   เขากล่าวทักเจ้าของร่างกายที่จิตวิญญาณของตัวเองเชื่อมต่ออยู่  ขณะที่ริชาร์ดเป็นผู้เปิดเกมใหม่อีกครั้ง

                   “ผมต้องการหยุดเรื่องเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นนี้  ขอพลังระดับปลดขีดจำกัดให้ผมด้วย”

                   เออร์วิงมีสีหน้าครุ่นคิด  แดเนียลเดาใจชายหนุ่มไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

                   “ปลดขีดจำกัดเหรอ..  ยังไม่ถึงเวลาหรอกครับ”

                   “ว่าไงนะ!!”  แดเนียลคำราม 

                   “ก็..  หมายความตามนั้นนั่นแหล่ะครับ”

                   ก่อนที่แดเนียลจะได้พูดอะไรอีก  ชายที่มีคำนำหน้าชื่อว่า ‘ด๊อกเตอร์’ ทั้งสองหยุดมือ  หมากรุกเกมที่ 101 ไม่อาจเล่นต่อไปเพื่อหาผู้แพ้และชนะได้  เพราะทั้งคู่ตกลงใจที่จะ ‘เสมอกัน’

                   มิติพิเศษภายในจิตใจเลือนหายไปช้า ๆ  แม้จะไม่อาจใช้พลังระดับปลดขีดจำกัดได้  แต่พลังพิเศษที่เอ่อล้นทั่วร่างบ่งบอกว่าเขาได้รับบางสิ่งบางอย่างจากการสนทนาครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว

                   ‘เพล้ง!!’

                   มิติพิเศษแตกสลาย  พร้อมการปรากฏของสัตว์ปีกรูปร่างน่าสะพรึงกลัวที่กรูเข้ามาทางประตูหลายสิบตัว  คมเขี้ยวสังหารของแต่ละตัวแม้ไม่อาจทำให้ถึงตาย  แต่หากโดนกลุ้มรุมจากพวกค้างคาวทั้งฝูง  ไม่แคล้วเลือดคงถูกสูบจนหมดเกลี้ยง

                   แดเนียลไม่หวาดหวั่น  สายตาก้มมองทารกน้อยที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี  เมื่อสองสายตาประสานกัน  ความรู้สึกก็ถูกถ่ายทอดโดยไม่ต้องมีคำสนทนาใด ๆ

                   แดเนียลจ่อปลายกระบอกปืนเข้าหาคาซี  แรงโน้มถ่วงจากร่างของทารกไหลเข้าสู่ปืนลูกโม่อย่างรวดเร็ว 

                   เพราะมือข้างเดียวไม่อาจเหนี่ยวไกปืนได้  นิ้วชี้ทั้งสองจึงประสานกันกดโกร่งไกเข้าหาตัวเพื่อปลดปล่อยพลังพิเศษของเพื่อนร่วมรบ

                   Newton’s Gravity!!!”

                   แรงโน้มถ่วงพุ่งเข้าปะทะฝูงค้างคาวอย่างจัง  แต่เพราะประสาทสัมผัสของสัตว์บวกกับคลื่นเสียงที่เปรียบเสมือนเรดาห์นำทาง  ทำให้สัตว์ปีกฝูงใหญ่บินแหวกเป็นสองข้างจนแรงโน้มถ่วงพุ่งผ่ากลางไปไม่อาจโจมตีพวกมันได้สักตัว

                   โพเซ่หัวเราะร่าเมื่อพลังพิเศษของแดเนียลไม่สามารถทำอะไรฝูงค้างคาวได้  และเสียงหัวเราะยิ่งระเบิดลั่นดังขึ้นเมื่อค้างคาวพุ่งกรูเข้าหาเด็กชายที่ยืนสงบนิ่งคล้ายรอความตาย

                   “ต่อให้แกดูดพลังของคนอื่นได้ก็ไร้ประโยชน์  ถ้า โจม ตี ไม่ โดน

                   “ถ้าแค่พลังพิเศษของคนอื่น  คงโจมตีไม่โดนหรอก  ถ้ายังไม่ได้รวมกับ พลัง ของ ฉัน เข้า ไป ด้วย!!”

                   แดเนียลพูดเสียงเรียบ  วินาทีแรกที่ได้ยินโพเซ่คงอาจไม่เข้าใจความหมาย  จนเมื่อเห็นฝูงค้างคาวเริ่มร่วงหล่นสู่พื้นทีละตัวเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมหาศาล  รองหัวหน้ารุ่นเยาว์ถึงเข้าใจคำพูดของศัตรู

                   แดเนียลใช้พลังพิเศษ GPS ของตัวเอง  ควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของพลังพิเศษที่ถูกดูดกลืนได้ไม่ต่างจากควบคุมกระสุนปืน  แรงโน้มถ่วงที่ควรจะสลายไปเพราะพลาดเป้า  จึงกลับย้อนมาโจมตีฝูงค้างคาวจากด้านหลังได้แบบนี้

                   หน้านิทานเรื่องใหม่ถูกพลิกเปิดอ้าอย่างร้อนรน  แต่เพียงพริบตาหนังสือนิทานเล่มหนาก็หนักอึ้งราวกับแต่ละหน้ากระดาษมีน้ำหนักมหาศาล  เรี่ยวแรงของเด็กตัวเล็กไหนเลยจะแบกมันไหวได้อีกต่อไป

                   ‘ตึง!!’

                   SSS ของโพเซ่หล่นลงพื้นก่อนจะยุบตัวตามพื้นทางเดินที่แตกร้าวลงไปอีกเป็นเมตร  แรงโน้มถ่วงที่แดเนียลแบ่งมาส่วนหนึ่งถูกใช้กับหนังสือนิทานจนโพเซ่ไม่อาจยกมันขึ้นได้  เด็กน้อยพยายามอย่างเต็มกำลัง  แต่หนังสือเล่มหนาไม่กระดิกแม้แต่น้อย

                   กระสุนปืนลอยละลิ่วจากด้านนอกปราสาททะลุผ่านรูกระจกที่เขาใช้หินปาตอนเข้ามาด้านใน  เพราะรูปร่างที่ยังเป็นเด็กทำให้พลังพิเศษควบคุมลูกกระสุนได้เพียงลูกเดียวจากทั้งหมด  แต่นั่นก็เพียงพอที่จะจัดการกับเด็กที่อายุห่างกันเพียงสองปีอย่างโพเซ่ได้

                   ทิศทางที่ลูกกระสุนลอยดิ่งด้วยความเร็ว  คือทิศทางที่แดเนียลเดินเข้ามา  และปลายทางของมันก็คือห้องที่เขายืนอยู่  ตรงตำแหน่ง ‘หัวใจ’ ของเด็กชายที่นั่งแกะสมุดขึ้นจากพื้นอย่างพยายาม

                   กระสุนลอยผ่านบานประตูใหญ่  ลัดเลาะเก้าอี้ตัวยาว  เข้ามาด้านท้ายห้อง  ก่อนจะพุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของโพเซ่อย่างแม่นยำ

                   ร่างเล็กถูกคนที่ไม่คาดคิดกระโจนเข้ากอดเพื่อช่วยให้หลบรอดจากกระสุนสังหารอย่างเฉียดฉิว 

                   เด็กน้อยตะลึงจนตาค้าง  ไออุ่นจากร่างที่โผเข้ากอดคือสิ่งที่โหยหามาตลอด  แต่ไออุ่นนี้คือสิ่งที่ถ่ายทอดจากความรักและความรู้สึกผิดบาป... 

                   เป็นครั้งสุดท้ายที่คนอย่างพ่อและแม่จะทำให้ได้!!

                   “อะ..  ไรกัน..  พวกแก..  พวกแก..  มาช่วยฉันไว้ทำไม”

                   โพเซ่ระล่ำระลักคำพูดจนแทบไม่เป็นภาษา  กระทั่งแดเนียลก็ตกใจไม่แพ้กันจนเขาต้องหยุดการควบคุมทิศทางกระสุน  ปล่อยให้มันหล่นร่วงลงพื้นดังเช่นกระสุนปกติ 

                   ร่างของนายและนางเดรกเริ่มเย็นลง  ไม่มีคำพูดใดเปล่งจากปากที่แห้งผากและแตกเป็นขุย  ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้าของลูกน้อยราวกับอยากจะถ่ายทอดคำพูดนับแสนล้านคำที่อัดอั้นอยู่ในใจ  แต่คำพูดนั้นคงไม่อาจเปล่งออกจากปากของทั้งคู่ได้อีกแล้วเมื่อดวงวิญญาณของสามีภรรยาเดรกได้หลุดลอยจากร่างอย่างสงบ

                   เมื่อพลังพิเศษของเคธี่สลายไปเพราะเจ้าตัวสิ้นชีพ  ความหวาดกลัวที่หลอกหลอนนายและนางเดรกจึงหายไปเช่นกัน  ภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือร่างเล็กและบอบบางของลูกชาย  น้ำตาเอ่อล้นจากดวงตาทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป  ทั้งคิดถึง  ทั้งเป็นห่วง  ทั้งสำนึกผิด

                   แต่ทุกความรู้สึกมีต้นกำเนิดจากความรู้สึกร่วมอย่างเดียวกัน...

                   นั่นคือความรัก

                   พวกเขาทั้งคู่เฝ้าออกตามหาโพเซ่ตั้งแต่วันที่เด็กชายหนีออกจากบ้าน  เงินทองมากมายถูกใช้เพื่อจ้างนักสืบและตำรวจให้ระดมกำลังตามหาลูกชายอย่างเต็มที่  แต่ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล  ไม่ว่าสถานที่แห่งใด  ก็ไม่มีข่าวคราวหรือแม้แต่ร่องรอยสักเพียงนิดให้รู้ว่าโพเซ่ไปอยู่ที่ใด

                   สามีภรรยาเดรกจึงรับเด็กชายคนหนึ่งมาเป็นลูกบุญธรรม  แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นความหวังใหม่บนอุดมคติที่ตนเองสร้าง  เพียงเพราะทั้งคู่ทนคิดถึงลูกชายไม่ไหวต่างหาก  จึงไม่รู้จะถ่ายทอดความรักของพ่อและแม่ให้กับใครได้ ลูกบุญธรรมจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของโพเซ่ที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไรเพื่อให้ทั้งคู่หายคิดถึงได้สักเพียงน้อยก็ยังดี

                   พริบตาที่รู้ว่าลูกอยู่ในอันตราย  จิตสำนึกก็สั่งการให้ร่างดิ้นหลุดจากพันธนาการ  นายและนางเดรกเห็นกระสุนสังหารเคลื่อนเข้าใกล้  ร่างกายจึงเคลื่อนไปโดยสัญชาติญาณความเป็นพ่อและแม่  แต่การเคลื่อนไหวนั้นก็เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายที่จะทำได้  เพราะความอ่อนล้าของร่างกายและจิตใจที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน

                   ภาพความกลัวจากพลังพิเศษของเคธี่ที่ตามหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

                   ภาพลูกชายตัวน้อยถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด

                   ภาพนั้นทำให้ทำให้จิตใจแทบแหลกสลายในร่างที่ยังหายใจ

                   โพเซ่กรีดร้องร่ำไห้อย่างน่าเวทนาในอ้อมกอดของพ่อและแม่ที่เขาเข้าใจทั้งสองคนผิดมาโดยตลอด  พลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดสลายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ดับวูบลง  รองหัวหน้าวัยเยาว์ถูกปลดเปลื้องจากพันธนาการแห่งความเลวร้ายในจิตใจเสียที

                   คาซีและแดเนียลที่กลับกลายเป็นผู้ใหญ่ดังเดิมเก็บความสะทกสะท้อนใจเกี่ยวกับครอบครัวไว้เพื่อเป็นแรงกระตุ้นขับดันให้เขาทำตามเป้าหมายโดยเร็ว 

                   เป้าหมายในการล้มล้างเงารัตติกาล!!!

 

                   แรงกดดันแผ่ซ่านจนไม่อาจขยับร่างกายได้  เซราห์และซูอัลมองหน้ากันอย่างตัดสินใจ 

                   ไม่มีทางรอด!!

                   คำนี้ปรากฏขึ้นทันทีที่เห็นการปรากฏตัวของวาร์ด  เยอร์มูห์ 

                   สองขาถอยกรูดไปด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ  และเมื่อตั้งสติได้  ทั้งคู่ก็ประคองร่างเน็กเธอร์วิ่งกลับหลังสุดฝีเท้า

                   “อ๊ะ!!”

                   เซราห์อุทานเมื่อออกวิ่งได้เพียงไม่กี่ก้าว  เมื่อทางเดินอีกฟากกลับปรากฏร่างที่เธอเพิ่งหนีดักขวางหน้าอยู่

                   “เป็น.. ไป..  ไม่ได้”

                   ซูอัลครางออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วขนาดนี้นอกจากเรแพนที่เพิ่มความเร็วด้วยตารางแสงแล้ว  เขาไม่เคยเห็นใครมีความสามารถแบบเดียวกันอีก

                   สายฟ้าที่ปะทุในมือเหยียดยาวคล้ายหอก  ภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาเคยเจอตอนต่อสู้กับลิกเนอร์ย้อนกลับมาในสมอง  มือยื่นผลักเน็กเธอร์และเซราห์ให้ล้มไปอีกทาง

                   ‘เปรี้ยง!!’

                   สายฟ้าพุ่งใส่แขนขวาจนไหม้เกรียม  ซูอัลกัดฟันกรอดอย่างเจ็บปวด 

                   พลังเพิ่มความเร็ว!!

                   พลังสายฟ้า!!

                   หมอนี่มันใช้พลังอะไรกันแน่...

                   และเพียงแค่กระพริบตา  หอกเล่มยาวในมือขวาและโล่กลมในมือซ้ายก็ปรากฏขึ้นมาราวกับเสกขึ้นมาจากอากาศ  ความชั่วร้ายที่แผ่ซ่านจากปลายหอกทำให้ซูอัลสัมผัสได้ถึงความตาย 

                   “ฆ่ามันเลยค่ะหัวหน้า  ฉันจับมันให้แล้ว”

                   เสียงแผ่วเบากระซิบข้างใบหูซูอัลจนเขาตกตะลึง  ร่างถูกโอบรัดด้วยเรียวแขนบอบบาง  หากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ  เพียงแค่สะบัดซูอัลก็สามารถดิ้นหลุดจากการกอดรัดได้ไม่ยาก  แต่เพราะความเหนื่อยล้าบวกกับบาดแผลจากไฟฟ้าที่เพิ่งถูกโจมตี  ทำให้ซูอัลไม่อาจสะบัดจากพันธนาการของ ‘อาทาโพเอล’ ที่กระเสือกกระสนพาร่างตัวเองมาช่วยเหลือชายอันเป็นที่รักได้

                   “ขอบใจนะ  อาทาโพเอล”

                   เสียงเย็นดังขึ้นพร้อมการโจมตีเพียงครั้งเดียว  ปลายหอกแหลมเสือกแทงเข้าใส่ช่องท้องของซูอัล  ก่อนพุ่งทะลุออกจากด้านหลังของหญิงสาวที่โอบรัดร่างเขาอยู่

                   “ไม่.. จริง!!”

                   คำพูดสุดท้ายของรองหัวหน้าสาวหลุดลอยจากปากพร้อมร่างที่หล่นร่วงลงกองกับพื้นทันทีที่วาร์ดถอนหอกออกราวเศษใบไม้ไร้ค่า  ดวงตาที่เบิกโพลงของร่างไร้วิญญาณมีคำถามประทับอยู่  ว่าเพราะเหตุใดวาร์ดถึงตอบแทนความรักและภักดีของเธอด้วยการสังหารอย่างเหี้ยมโหดเช่นนี้

                   เพราะความสูงที่แตกต่าง  ตำแหน่งของหอกที่ทะลุจึงต่างกัน

                   อาทาโพเอลซึ่งเตี้ยกว่าถูกแทงเข้าหน้าอกจนหัวใจถูกทำลาย  ขาดใจตายในครั้งเดียว

                   ส่วนซูอัลที่ถูกแทงเข้าที่ท้อง  แม้จะไม่ใช่จุดตาย  แต่บาดแผลสาหัสก็ทำให้เขาเสียเลือดมาก  ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง  สติใกล้จะดับวูบลงทุกที

                   หอกและโล่ในมือวาร์ด  แปรเปลี่ยนเป็นเคียวด้ามยาวขนาดใหญ่  นี่คือหนึ่งในสิบอาวุธที่เขาถนัดและชื่นชอบมันที่สุด  รูปร่างโค้งที่ดูราวกับจะเกี่ยวคร่าทุกชีวิตเพิ่มความโหดเหี้ยมให้กับพลังวิญญาณจนเอ่อล้นทั่วร่างของหัวหน้าเงารัตติกาล

                   คมเคียวถูกง้าง  ประกายแสงสีม่วงเข้มส่องเจิดจ้า  เป้าหมายที่เจียนตายแบบนี้เพียงแค่สะกิดลำคอเบา ๆ ครั้งเดียวก็สามารถช่วงชิงวิญญาณของชายหนุ่มได้

                   ‘ฟึบ!!’  

                   วาร์ดตวัดเคียวอย่างแผ่วเบา  คมเคียวพุ่งเข้าหาลำคอของซูอัลที่แทบประคองสติไม่อยู่

                   ‘เคร้ง!!!’

                   ร่างที่เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าพุ่งเข้ารับการโจมตีอย่างไม่กลัวเกรง  นอกจากความเร็วที่ถูกเพิ่มขึ้น  ท่อนแขนยังอาบไล้ด้วยพลังจากตารางแสงจนแข็งแกร่งไม่ต่างจากเหล็กกล้าจนสามารถต้านทานคมเคียวสังหารได้โดยไม่บาดเจ็บ

                   มือหนึ่งประคองร่างซูอัลไว้  มืออีกข้างผลักยันอาวุธโค้งของวาร์ดด้วยกำลังที่เพิ่มขึ้นตามความเร็วจนหัวหน้าเงารัตติกาลผงะถอยกรูดไปหลายก้าว  สายตาสบกันอย่างไม่หวั่นเกรง

              เรแพน โนเวน เข้าสู่สนามรบสุดท้ายแล้ว...

 

 

                  

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น