อัปเดตล่าสุด 2021-09-23 10:23:11

ตอนที่ 32 อาทาโพเอล

บทที่ 32  อาทาโพเอล

 

              แม้ไม่ค่อยได้ใช้พลังในการต่อสู้เท่าใดนัก  แต่จากการร่วมเดินทางกับเหล่าผู้เชื่อมต่อตั้งแต่ประเทศจีนจนมาถึงปราสาทเงารัตติกาลแห่งนี้  เซราห์ผ่านประสบการณ์เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน

              ทั้งถูกช่วยเหลือ

              ทั้งเป็นฝ่ายช่วยเหลือ

                   ความตายที่ผ่านเข้ามาและผ่านไปทำให้จิตใจที่เตรียมพร้อมรับกับมันนิ่งสงบดุจผิวน้ำราบเรียบไร้กระแสลม  เธอมีความคิดวูบหนึ่งในหัวตลอดเวลาว่าสักวันย่อมมีโอกาสที่ความตายจะมาเยือนอย่างแท้จริง 

                   แต่ความตายเบื้องหน้ากลับทำให้จิตใจเรียบสงบโยกคลอนอย่างรุนแรงราวกับมีใครโยนก้อนหินลงไปบนผืนน้ำจนวงคลื่นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง!!!

                   ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป 

                   ไม่ใช่แค่รับรู้ว่าเป็นพลังระดับปลดขีดจำกัดสปิริต

                   ไม่ใช่แค่จิตสังหารรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมา

                   แต่เค้าลางแห่งมรณะที่ปรากฏชัดในสมองบ่งบอกให้รู้ว่าคู่ต่อสู้ที่เธอกำลังเผชิญอยู่น่าสะพรึงกลัวกว่านิยามของคำว่า “ความตาย” เพียงไหน

                   ‘วูบ!!’

                   ปีกแสงทั้งสี่สะบัดรัวส่งร่างเซราห์ให้ลอยสูงขึ้นไปเกือบชิดเพดานโค้ง  และเพราะประสาทสัมผัสที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวเอง  จึงทำให้เซราห์หลบรอดจาก ‘พิษ’ ที่อาทาโพเอลพ่นออกมาจากเขี้ยวแหลม

                   พิษสีเหลืองเข้มพุ่งพลาดเป้าจากเซราห์เข้าใส่เสาหินอ่อนกลม  ก่อนกัดกร่อนหินแข็งจนละลายคล้ายโฟมถูกความร้อน

                   เซราห์เบิกตาค้าง  หากสัญชาติญาณของสัตว์ไม่ช่วยให้เธอบินขึ้นสูง  ป่านนี้ร่างเธอคงถูกหลอมละลายไม่เหลือซาก

                   อาทาโพเอลเลื้อยด้วยความเร็วมหาศาล  ท่อนหางยาวสะบัดฟาดเสาหินด้านข้างจนเศษหินกระเด็นไปกองทับถมขวางประตูทางเข้าทั้งสองด้าน  รองหัวหน้าสาวรู้ถึงความเสียเปรียบของร่างจำแลงสัตว์เลื้อยคลานของเธอกับสัตว์ปีกของเซราห์ดี  ถ้าหากปล่อยให้ศัตรูหนีออกไปยังที่โล่งที่ไม่มีเพดานกางกั้น  เซราห์จะสามารถบินสูงแค่ไหนก็ได้อย่างอิสระ  และนั่นจะทำให้เธอในร่างของอสรพิษที่ทำได้เพียงคืบคลานบนพื้นดินเสียเปรียบ

                   แต่ห้องสี่เหลี่ยมนี้แม้พื้นที่จะกว้างและเพดานจะสูงเพียงใดก็ตาม  ก็สามารถลดทอนความได้เปรียบของศัตรูลงอย่างมาก  อสรพิษสาวยิ้มเหี้ยมพลางมองเซราห์ที่มีสีหน้าหวั่นวิตก

                   เซราห์มองรอบห้องด้วยความตระหนก  ทางหนีถูกปิดจนสิ้น  ลำพังเพียงเหล็กในแสงที่ยื่นยาวจากศอกของเธอคงไม่อาจทะลวงกองหินที่ทับถมกันหนาขนาดนั้นเพื่อหลบเลี่ยงออกไปด้านนอกได้  แถมการเคลื่อนไหวของอาทาโพเอลยังทำให้เธอรู้ว่า  คู่ต่อสู้สามารถเลื้อยพันรอบเสาหินส่งตัวให้พุ่งฉกเธอที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศได้อย่างไม่ยากลำบาก  ยิ่งทำให้หนทางรอดของเซราห์หดแคบลงทุกขณะ

                   และรองหัวหน้าเงารัตติกาลก็ไม่ปล่อยให้เธอรอ  ร่างยาวเลี้อยพันรอบเสาหินอ่อนก่อนพุ่งเข้าใส่เซราห์อย่างรวดเร็ว  เขี้ยวแหลมอ้าค้างหมายฝังลงบนผิวขาวนวลของเซราห์อย่างไม่ปรานี 

                   แต่แม้จะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแค่ไหน  เซราห์ก็ยังมีสติพอที่จะเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันแบบนี้ 

                   หมอสาวกระพือปีกรัวจนแทบมองเห็นปีกหยุดนิ่งอยู่กับที่  ความเร็วในการบินของผึ้งแม้ไม่สูงนักหากเทียบกับสัตว์ปีกอย่างนกหรือแมลงชนิดอื่น  แต่ด้วยรูปทรงของปีกที่โค้งเป็นมนรวมถึงจำนวนปีกที่ซ้อนทับกันถึงสี่ปีก  ทำให้ทิศทางในการบินของเซราห์สามารถควบคุมอย่างได้อิสระราวเครื่องบินรบ

                   ร่างของหญิงสาวหล่นวูบลงอย่างรวดเร็วคล้ายกับจงใจให้ตกจากตำแหน่งเดิม  แต่เพียงแค่ชั่วพริบตาหลังจากหลบพ้นคมเขี้ยวของอาทาโพเอล  เซราห์ก็เปลี่ยนทิศบินพุ่งไปด้านหน้าและหันกลับมาสะบัดปลายแหลมของเหล็กในเข้าใส่ศัตรู

                   ‘ฉึก!!’

                   เหล็กในถากผิวหนังมันลื่นของอาทาโพเอลเป็นทาง  รองหัวหน้าสาวส่งเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดพลางขดร่างกายท่อนล่างเป็นวงทันทีที่ร่างลงสู่พื้น  อาทาโพเอลกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น

                   “แก..  ตาย!!”

                   ความโกรธครอบงำทำให้ไม่สนใจอาการบาดเจ็บ  หญิงสาวใช้ท่อนหางฟาดเสาหินอ่อนแตกละเอียดเป็นก้อนพุ่งเข้าใส่เซราห์ราวห่ากระสุน  ก้อนหินเล็กใหญ่ครอบคลุมพื้นที่หลบหลีกทั้งหมดจนเซราห์มองไม่เห็นทางรอด  หนทางเดียวที่จะป้องกันได้คือ...  ต้องฝ่ามันออกไป

                   ‘ฉับ ๆ ๆ ๆ ๆ’

                   เธอสะบัดศอกรัวพลางกระพือปีกพุ่งเข้าใส่มวลหิน  เหล็กในแสงแข็งแกร่งราวเหล็กกล้าฟาดฟันทำลายก้อนหินที่พุ่งโจมตีจนแตกละเอียดเป็นผุยผง  ด้วยความเร็วและความแข็งแกร่งของผึ้งทำให้การเคลื่อนไหวของเซราห์รวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล

                   แต่ลำพังเหล็กในแค่สอง  ไหนเลยจะต้านทานห่ากระสุนก้อนหินนับร้อยนับพันได้

                   เศษหินอีกจำนวนมากที่รอดพ้นการกระแทกและฟาดฟันของเหล็กใน  พุ่งเข้าโจมตีร่างบอบบางของเซราห์จนรอยแผลปรากฎทั่วตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้  โชคยังดีที่กระสุนหินในตำแหน่งที่พุ่งเข้าใส่จุดตายถูกทำลายลงแล้วทั้งหมด  มิเช่นนั้นเซราห์คงประคองร่างตัวเองให้ลอยอยู่บนฟ้าต่อไปอีกไม่ไหว

                   อาการบอบช้ำจากบาดแผลมีมากจนเธอรู้สึกหน้ามืด  ดวงตาพร่าเลือนมองร่างคู่ต่อสู้ไม่ชัดเจน

                   สัญชาติญาณของนักฆ่าไม่ปล่อยโอกาสงามให้หลุดมือ  อาทาโพเอลใช้หางฟาดเสาหินอย่างต่อเนื่อง  เพราะเสานี้เป็นเพียงเสาที่ถูกสร้างเพื่อประดับปราสาท  หาใช่เสาที่มีหน้าที่ค้ำยันเพดานไม่  การพังทลายอย่างต่อเนื่องของเสาแต่ละต้นจึงไม่เกิดผลกระทบกับโครงสร้างปราสาท

                   ร่างกายที่สะบักสะบอม  กับห่ากระสุนที่ระดมโจมตีมากกว่าเมื่อครู่นับสิบเท่า  ต่อให้มีปีกเพิ่มอีกสี่ข้างก็ไม่อาจพาร่างหลบรอดจากการโจมตีครั้งนี้ได้

                   เซราห์มองกระสุนหินที่พุ่งเข้าหาด้วยความรู้สึกประหลาด  ไม่ใช่ไม่เกรงกลัวต่อความตาย  แต่อาจเพราะสายตาที่พร่าเลือนทำให้มองเห็นภาพความตายที่ย่างกรายเข้ามาไม่ชัดเจน 

                   คงต้องขอบคุณสายตาที่มองเห็นไม่ชัด  ทำให้สมาธิและจิตใจกลับมาสงบอีกครั้ง  หญิงสาวหวนคำนึงคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ตั้งแต่เธอถูกรองหัวหน้าผู้ใช้ปืนจับเป็นตัวประกันที่รัสเซีย  เมื่อคาซีช่วยเธอไว้ได้เซราห์จึงปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่าจะไม่อ่อนแอจนทำให้เพื่อนต้องเสี่ยงชีวิตอีกเป็นอันขาด

                   เพราะพลังของเธอต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตหรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต  เซราห์จึงใช้เวลาที่อยู่ที่แวนคูเวอร์รวบรวมสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเป็นต้นกำเนิดพลังของเธอไว้มากมาย  ดังเช่นเศษเถาวัลย์  เหล็กในผึ้ง  ที่ทำให้เธอเปลี่ยนร่างและใช้พลังเพื่อต่อสู้มาจนถึงตอนนี้ 

                   และสถานการณ์คับขันก็ทำให้เธอต้องใช้สิ่งที่เธอเตรียมมาในกระเป๋าคาดเอวอีกครั้ง

                   “Evolution!!!”

                   มือล้วงเข้าไปควานหาสิ่งที่ต้องการ  วัตถุรูปร่างแหลมเรียวกระทบปลายนิ้วก่อนแพร่กระจายเซลล์ในสภาพกลุ่มแสงสีเขียวเข้าสู่ร่างของเซราห์จนทำให้ร่างกายของเธอเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

                   แต่นั่น..  ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่กระสุนหินพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง

                   “ตูม!!!”

                   ห่ากระสุนกลุ้มรุมกระทบกระแทกก่อนส่งเสียงสนั่นราวฟ้าถล่ม  เมื่อหินหลายก้อนกระทบกันก็แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพิ่มพลังทำลายล้างขึ้นไปอีกหลายเท่า  ต่อให้ผิวหนังแข็งแกร่งปานเหล็กกล้าก็คงไม่อาจต้านทานความรุนแรงนี้ได้

                   อาทาโพเอลยิ้มเหยียดอย่างสะใจ  คู่ต่อสู้ที่ทำให้เธอต้องจำใจเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายให้น่าเกลียดน่ากลัวถูกจัดการจนแหลกเละไม่เหลือซากแบบนี้  ทำให้ความคั่งแค้นในใจบรรเทาลงได้บ้าง

                   รองหัวหน้าสาวเตรียมคลายพลังพิเศษลงหลังจัดการศัตรูได้  ฟากฝั่งลูกน้องเธอทั้งสองคนคงไม่พลาดที่จะจัดการชายหนุ่มอีกสองคนที่เหลือ 

                   หรือไม่..  หากต่อให้ลิกเนอร์และซามัวร์ทำพลาด  ‘ผู้ชาย’ ทั้งสองคนก็ไม่ใช่คู่มือของเธออยู่ดี

                   เพราะร่างกายที่ยังไม่คลายสภาพครึ่งคนครึ่งอสรพิษ  ทำให้ประสาทรับความรู้สึกการเคลื่อนไหวจากพื้นดินเฉียบคม  แต่เพราะความย่ามใจคิดว่าจัดการศัตรูไปได้แล้ว  จึงทำให้อาทาโพเอลไม่คิดว่าจะมีสิ่งใดสามารถทำอันตรายเธอได้ในตอนนี้

                   และกว่าประสาทรับความรู้สึกจะทำงาน  ร่างกายก็มีรอยแผลขนาดใหญ่เป็นทางยาว

                   “กรี๊ดดด!!”

                   อาทาโพเอลกรีดร้องอย่างเจ็บปวด  หากลำตัวที่พาดยาวบนพื้นของเธอไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใต้พื้นจนทำให้เธอสามารถเลื้อยหลบได้ในชั่วพริบตา  ป่านนี้ช่องท้องเธอคงถูกคว้านเป็นรูใหญ่แทนรอยถากข้างท้องไปแล้ว

                   ร่างเลื้อยพันรอบเสา  มือที่ลูบรอยแผลยาวสั่นระริก  อาทาโพเอลกัดริมฝีปากพลางนิ่วหน้าจนคิ้วยับย่น  สีหน้าของเธอตอนนี้ไม่เหลือสภาพสาวงามที่ชายทุกคนหมายปอง

                   “ตายยากตายเย็นนักนะ  นังหมูโสโครก”

                   สาวผิวน้ำผึ้งคำรามเมื่อเห็นร่างที่ยืนตระหง่านด้วยทีท่ามุ่งมั่น 

                   เซราห์กางกรงเล็บแสงขนาดใหญ่เตรียมพร้อมโจมตีซ้ำ   อาทาโพเอลคงไม่คิดว่าเซราห์จะใช้พลังพิเศษจนได้รับความสามารถ ‘มุดดิน’ ของ ‘ตัวตุ่น’ และอาวุธกรงเล็บยักษ์มาประดับที่มือสองข้างแบบนี้

                   ชั่ววินาทีที่ความเป็นกับความตายเท่ากัน  เซราห์ที่ได้สัมผัสกับเล็บของตัวตุ่นที่เธอเตรียมมาก็ได้รับพลังจนทำให้สภาพนางพญาผึ้งสลายไป  ปีกแสงหายวับไปราวกับอากาศธาตุส่งผลให้ร่างของเธอตกลงสู่พื้นด้วยความเร็วสูง  และนั่นก็ทำให้เธอหลบรอดห่าก้อนหินทั้งหมดได้อย่างเฉียดฉิว 

                   และในพริบตาที่ร่างใกล้จะตกกระแทกพื้น  กรงเล็บแสงสีเขียวก็ยืดยาวจากนิ้วทั้งห้า  เซราห์รับรู้ถึงความสามารถพิเศษที่เธอได้รับทันที  เธอจึงยืดแขนสองข้างลงพื้นคล้ายนักกระโดดน้ำ  พื้นกระเบื้องทางเดินแข็งไม่อาจต้านทานอานุภาพของกรงเล็บได้จึงถูกอาวุธแสงขนาดใหญ่ตะกุยตะกายเป็นโพรงพาร่างของเซราห์มุดลงใต้ดินดังเช่นตัวตุ่น  สัตว์เจ้าของพลัง

                   นอกจากจะทำให้เซราห์รอดจากการโจมตีที่แทบไร้ทางเลี่ยง  ยังทำให้เธอมีโอกาสตอบโต้กลับ 

                   แม้จะมองไม่เห็นภาพบนพื้นดิน  แต่ตำแหน่งของอาทาโพเอลถูกส่งผ่านความสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยของชั้นผิวดิน  เซราห์รู้ความเคลื่อนไหวของศัตรูได้แจ่มชัดราวกับมองเห็น  กรงเล็บแสงเสือกแทงขุดเจาะพื้นเป็นรูก่อนพุ่งเข้าโจมตีอาทาโพเอลทันทีที่ร่างโผล่พ้นพื้น  บาดแผลที่ได้รับทำให้ความได้เปรียบที่นักฆ่าสาวเคยมีกลับมาสูสีกันอีกครั้ง

                   “ยอมแพ้เถอะค่ะ  ฉันไม่ต้องการเข่นฆ่าเอาชีวิตใคร”

                   เซราห์อ้อนวอนด้วยความรู้สึกจากใจจริง  บาดแผลยาวและลึกส่งผลให้เลือดของอาทาโพเอลไหลย้อมเสาหินอ่อนและพื้นเจิ่งนอง  สีหน้ารองหัวหน้าสาวซีดเผือด  ยิ่งเห็นสภาพของคู่ต่อสู้ยิ่งทำให้เซราห์ไม่อาจตัดใจลงมือได้

                   “เข่นฆ่า..  แกว่าใครจะถูกเข่นฆ่า”

                   อาทาโพเอลกัดฟันกรอดอย่างเจ็บแค้น  เล็บยาวจิกอุ้งมือที่กำแน่นจนเลือดไหลซึมออกมา  แม้จะบาดเจ็บมากจนแทบไม่อาจขยับเขยื้อนตัวได้  แต่ศักดิ์ศรีที่ถูกทำลายทำให้จิตใจปวดร้าวยิ่งกว่า 

                   “โอหังมากเกินไปแล้ว  ที่จะต้องตายน่ะ  มันแกต่างหาก!!!”

                   พิษสีเหลืองเข้มถูกฉีดพ่นจากปาก  เซราห์ที่เตรียมตัวอยู่แล้วกระโดดมุดลงใต้ดินในโพรงที่ตนสร้างเอาไว้  เธอดำดินมุดลงไปลึกจนพ้นจากระยะรับความรู้สึกของอาทาโพเอลก่อนเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งตนเอง 

                   แต่ไม่ใช่เพียงเซราห์  บนพื้นดิน ร่างของอาทาโพเอลก็เลื้อยไปรอบห้องเช่นกัน   หมอสาวจับตำแหน่งการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้จากการสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยพลางรอจังหวะที่อาทาโพเอลหยุดเลื้อย  กรงเล็บแหลมเปล่งประกายเจิดจ้าเร่งพลังขึ้นเป็นเท่าทวี  เพียงพุ่งตัวครั้งเดียวเล็บแหลมทั้งคู่ก็จะทะลวงชั้นดินขึ้นไปเสียบทะลุร่างของอาทาโพเอลอย่างง่ายดาย

                   และการเคลื่อนไหวของอสรพิษสาวก็หยุดลง...

                   “อโหสิให้ฉันเถอะค่ะ”

                   หากไม่ฆ่า  ก็ต้องถูกฆ่า  เซราห์ตัดสินใจได้เด็ดขาดเพราะตนเองมีจุดมุ่งหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ  เธอประกบกรงเล็บเข้าด้วยกัน  กระแสพลังจากลำแสงสีเขียวสดเจาะทะลุทุกอย่างที่ขวางอยู่เบื้องหน้า  ร่างของเซราห์พุ่งทะยานสู่เป้าหมายเหนือพื้นดินอย่างรวดเร็ว

                   ‘ฉึก!!’

                   กรงเล็บแสงเจาะร่างที่นอนราบกับพื้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  แต่ด้วยเพราะจิตใจที่อ่อนโยนของเซราห์ทำให้เธอเบี่ยงวิถีกรงเล็บเล็กน้อยก่อนที่จะทิ่มแทงจุดตาย  แม้ร่างจะยังไม่โผล่จากพื้น  แต่สัมผัสจากปลายกรงเล็บที่เสียบทะลุร่างก็ทำให้รู้ได้ว่าคู่ต่อสู้บาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจต่อสู้ได้อีก 

                   เลือดไหลหยดซึมผืนดินลงตามรอยแยกของพื้นกระเบื้อง

                   กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเซราห์แทบอาเจียน 

                   น้ำตาซึมจากหางตาของหญิงสาว  ถึงแม้ผู้ถูกโจมตีจะเป็นศัตรูที่มุ่งหมายเอาชีวิตเธอก็ตาม  แต่เซราห์ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีที่เธอต้องเป็นคนลงมือทำร้ายอาทาโพเอลแบบนี้

                   เซราห์ถอนกรงเล็บออกพลางเจาะพื้นดินเพื่อดำขึ้นสู่ห้องโถง  เมื่อจัดการศัตรูเสร็จเธอก็ต้องรีบไปสมทบกับซูอัลและเน็กเธอร์เพราะไม่รู้ว่าทั้งสองจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร  แขนยันพื้นเพื่อค้ำดึงร่างขึ้นมา

                   “เอ๊ะ!!”

                   หญิงสาวอุทานเมื่อรู้สึกได้ว่าท่อนแขนไร้เรี่ยวแรงจนทำให้เธอเกือบตกลงไปในโพรงที่ถูกเจาะ  กรงเล็บแสงจากมืออีกข้างรีบปักที่พื้นก่อนโหมแรงกายทั้งหมดพาร่างขึ้นมาเหนือพื้นได้สำเร็จ

                   เพียงแค่ตะเกียกตะกายพาร่างขึ้นจากใต้ดินยังแทบทำไม่ได้  เพราะแขนขาชาจนไม่อาจขยับได้ดั่งใจคิด  สมองของเซราห์สั่งการให้ร่างลุกขึ้น  แต่ดูเหมือนประสาทสัมผัสจะไม่อาจควบคุมร่างกายให้ทำตามได้ 

                   เซราห์ล้มตึงลงกับพื้น  เธอไม่อาจกระดิกร่างกายได้แม้ปลายเล็บราวกับคนเป็นอัมพาต  สิ่งเดียวที่ทำได้คือกระพริบตาและหายใจเท่านั้น 

                   ‘ครืด!!’

                   เสียงเลื้อยที่เคลื่อนใกล้เข้ามาจากอีกฟากฝั่งของห้อง  ทำให้เซราห์รู้ตัวว่าเธอพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย

                   “คิดว่าแค่มุดดินได้  แล้วจะเอาชนะฉันง่าย ๆ เหรอ  คิดตื้นเกินไปแล้ว”

                   น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้เซราห์ขนลุกซู่  เธอพยายามอย่างสุดแรงเพื่อขยับร่างกายให้ได้สักเล็กน้อย  แต่ไม่ว่าจะออกแรงมากแค่ไหน  ร่างที่แข็งทื่อราวถูกถ่วงด้วยตะกั่วก็ไม่ขยับแม้เพียงนิด  สายตาเซราห์เหลือบมองร่างที่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาทาโพเอล  และเมื่อเห็นร่างนอนจมกองเลือด  เธอก็นึกโทษตัวเองที่ประมาทอย่างไม่น่าให้อภัย 

                   ลูกน้องชายที่กระโดดเอาตัวเข้าขวางแส้แสงของเซราห์จนสลบถูกนายหญิงใช้เป็นเครื่องมือหลอกให้เซราห์เข้าใจผิด

                   เพียงแค่เห็นกรงเล็บและพลังพิเศษในการมุดดิน  รองหัวหน้าสาวก็รู้ทันทีว่าคู่ต่อสู้มีพลังพิเศษของตัวตุ่น  ดังนั้นการรับรู้ความเคลื่อนไหวจากการสั่นสะเทือนของชั้นผิวดินจึงเป็นข้อได้เปรียบของเซราห์

                   แต่นั่นก็สามารถสร้างข้อได้เปรียบให้อาทาโพเอลด้วยเช่นกัน!!

                   อาทาโพเอลเลื้อยพาตัวเองขึ้นพันรอบเสา  ก่อนใช้หางรัดลูกน้องและลากไปมากับพื้นทำเหมือนว่าตนเองกำลังเลื้อยอยู่  แต่แค่นั้นคงไม่อาจสร้างความได้เปรียบให้กับตนเองที่บาดเจ็บสาหัสได้  อาทาโพเอลจึงต้องใช้พิษชนิดที่สองฉีดเข้าใส่ร่างลูกน้อง  และเมื่อเซราห์ใช้กรงเล็บเจาะร่างของเหยื่อล่อ  เลือดที่มีพิษผสมอยู่จึงไหลโดนตัวเธอ  ส่งผลให้ประสาทการเคลื่อนไหวถูกทำลาย

                   ร่างยาวเลื้อยเข้ามาใกล้  คมเขี้ยวแยกแสยะเตรียมฝังลงบนต้นคอขาวของเซราห์  แม้การฆ่าหญิงสาวที่ไม่อาจขยับเขยื้อนตัวได้จะมีหลากหลายวิธีให้เลือก  แต่การได้ฉีดพ่นพิษโดยตรงเข้าสู่เส้นเลือดจนทำให้หัวใจหยุดเต้นลงอย่างช้า ๆ  เป็นการฆ่าที่ทรมานที่สุดที่อาทาโพเอลเลือกสรรให้ศัตรูตัวฉกาจของเธอ

                   และความประมาทก็ทำให้เกิดช่องว่างอีกครั้ง... 

                   ก่อนหน้านี้  อาทาโพเอลประมาทเพราะไม่คิดว่าเซราห์จะสามารถตอบโต้เธอกลับได้

                   แต่ครั้งนี้  เพราะเธอมั่นใจว่าเซราห์ไม่มีปัญญากระดุกกระดิกร่างกาย  จึงไม่มีทางไหนที่หญิงสาวจะหลบรอดจากคมเขี้ยวของเธอได้เลย

                   เว้นเสียแต่เพียง...  จะมีคนมาช่วยเซราห์!!

                   “ปลดขีดจำกัดสปิริต..  Röntgen’s Ray!!!”

                   ลำแสงสีดำสนิทแผ่พุ่งจากฝ่ามือเข้าใส่อาทาโพเอลที่ตั้งใจสังหารเซราห์จนไม่ทันระวังรอบตัว  เพราะกำแพงหินที่เธอสร้างอุดทางเข้าไว้ทำให้อาทาโพเอลมั่นใจว่าคงไม่มีใครฝ่าเข้ามาได้ 

                   แต่บุรุษผู้ปรากฏตัวเข้ามาในห้องไม่จำเป็นต้องทำลายกองหิน  เพียงแค่พลังทะลุผ่านของเขาก็สามารถเดินฝ่าเข้ามาราวกับกำแพงเศษหินไม่ได้ตั้งขวางอยู่  เน็กเธอร์รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายรีดเค้นพลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดออกมาอีกครั้ง  พลังมหาศาลที่จัดการศัตรูที่ร้ายกาจอย่างลิกเนอร์ได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว  กำลังจะสำแดงผลกับรองหัวหน้าเงารัตติกาลสาวอีกครา

                   เขาหลับตาไม่กล้ามองภาพที่เกิดขึ้น  แม้จะปฏิญาณกับตัวเองแล้วว่าจะไม่ทำร้ายผู้หญิงเป็นอันขาด  แต่ความเป็นความตายของเซราห์ทำให้เน็กเธอร์ต้องกัดฟันฝ่าฝืนคำปฏิญาณของตน 

                   อาทาโพเอลหันขวับกลับมามองพลางเบิกตาค้าง  เพราะร่างกายบาดเจ็บสาหัสจึงไม่อาจเคลื่อนกายหลบลำแสงสังหารได้  หญิงสาวทำได้เพียงรอรับการโจมตีจากชายหนุ่มที่โผล่เข้ามาแบบไม่รู้ตัวเท่านั้น

                   แต่สิ่งที่เข้ามากระทบร่างกลับไม่ใช่ลำแสง!!

                   มันเป็นความอบอุ่นจากการสัมผัส...

                   ความอบอุ่นที่เธอจำแทบไม่ได้แล้วว่าในชีวิตนี้เคยได้รับหรือไม่

                   สิ่งที่ติดค้างอยู่ในดวงตาของอาทาโพเอล  คือร่างของซามัวร์ที่ประคองกอดเธออย่างแผ่วเบา  ใบหน้าของเขามีเพียงรอยยิ้มดีใจที่หญิงสาวที่ตนรักปลอดภัย  ก่อนที่ร่างกายจะค่อย ๆ ซีดจางราวกับถูกย้อมสี

                   ซามัวร์  ซีราด  ยิ้มอย่างพึงใจที่วาระสุดท้ายเขาได้เสียสละปกป้องหญิงอันเป็นที่รักได้   เพราะตั้งแต่เขาเห็นเพื่อนรักถูกกำจัดอย่างง่ายดายด้วยพลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดของเน็กเธอร์  วินาทีนั้นเขาก็คิดถึงความปลอดภัยของอาทาโพเอลทันที  ซามัวร์รู้ว่าเมื่อลิกเนอร์ถูกจัดการแล้ว  เป้าหมายต่อไปที่เน็กเธอร์ต้องทำคือการช่วยเหลือผู้หญิง

                   และนั่นก็หมายความถึงเน็กเธอร์ต้องจัดการอาทาโพเอล!!

                   ซามัวร์ใช้พลังพิเศษก่อร่างน้ำแข็งเป็นลิ่มแท่งเล็ก ๆ เสือกแทงที่ช่องว่างระหว่างกองหินที่ทับถมประตู  เมื่อทะลายกำแพงหินลงได้ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เน็กเธอร์เล็งสังหารอาทาโพเอล  สองขาวิ่งอย่างสุดชีวิตเข้ากอดและเอาร่างบังลำแสงจนหญิงสาวปลอดภัย

                   สัมผัสอบอุ่นหายไปพร้อมกับร่างที่สลายเพราะถูกทำให้อยู่คนละมิติอย่างถาวร  แม้ตลอดมาทั้งลิกเนอร์และซามัวร์เป็นเพียงหมากที่เธอใช้งานโดยไม่สนใจความรู้สึกของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย  แต่บัดนี้ความรู้สึกบางอย่างถูกเติมเข้ามาในช่องว่างของจิตใจจนอาทาโพเอลรู้สึกประหลาด

                   หยาดน้ำตาใสไหลจากดวงตาสีแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว  ตั้งแต่รับตำแหน่งรองหัวหน้า  อาทาโพเอลเห็นการตายของลูกน้องในสังกัดเป็นเรื่องชินตา  เพราะเจตจำนงที่เธอตั้งไว้กับผู้ชายทุกคนคือยอมตายแทนเธอได้  ไม่มีครั้งใดเลยที่หญิงสาวรู้สึกเสียใจกับชีวิตที่ดับสูญ

                   เสียงกรีดร้องอย่างแค้นคั่งดังสะท้อนก้องในห้องโถงกว้าง  อาทาโพเอลจ้องเน็กเธอร์ที่ทรุดร่างลงอย่างไร้เรี่ยวแรงเพราะฝืนใช้พลังพิเศษมากเกินไปด้วยความพยาบาท 

                   หนึ่งหญิงที่ไม่อาจขยับร่างกายหลบหนีไปไหนได้

              หนึ่งชายที่ใช้พลังพิเศษไม่ได้อีกเพราะฝืนใช้อย่างเกินกำลัง

              ผลลัพธ์ที่ต่างกันก็มีเพียงแค่...  เป้าหมายที่จะตกเป็นเหยื่อสังหารของคมเขี้ยวก่อน  คือฝ่ายไหนเท่านั้น!!

                  

                   คิดสิ!!

                   คิดเข้าสิ!!

                   สมองของชั้นตื้อตันอะไรอยู่  ทำงานเร็ว ๆ สิโว้ย!!

                   เน็กเธอร์รีดเค้นสมองอย่างบ้าคลั่ง  ร่างยาวอันน่าสะพรึงกลัวของอาทาโพเอลเลื้อยเข้ามาใกล้อย่างช้า ๆ  เขาพยายามขยับร่างกาย  แม้จะพอเคลื่อนไหวได้บ้าง  แต่จะให้ต่อสู้กับมนุษย์ในคราบปีศาจอสรพิษคงเป็นไปไม่ได้

                   แต่ที่เขาเป็นห่วงมากกว่าคือ..  เซราห์

                   หญิงสาวบริสุทธิ์บอบบางช่างขัดกับบรรยากาศการต่อสู้รุนแรงที่นี่  ถ้าหากพวกเขาไม่ไปหาเธอที่จีน  ป่านนี้เธอก็คงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเพื่อนรักของเธอก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ 

                   ในฐานะผู้ชาย  หากเซราห์เป็นอะไรไปต่อหน้า  เขาคงให้อภัยตัวเองไม่ได้ตลอดชีวิต

                   “ทำไม..  ทำไมผู้หญิงสวย ๆ อย่างเธอถึงเลือดเย็นได้ขนาดนี้  เธอมีเป้าหมายอะไรกันแน่”

                   เน็กเธอร์พ่นคำถามใส่อาทาโพเอลเป็นชุด  ร่างอสรพิษหยุดเลื้อยพลางมองเน็กเธอร์ที่พยายามก้มหน้าหลบสายตาเธอ

                   รองหัวหน้าสาวยิ้มเหยียด  แม้รูปร่างหน้าตาเน็กเธอร์จะหล่อเหลาราวกับเทพบุตร  รูปร่างสูงโปร่งสมส่วนน่าหลงใหล  แต่ก็ไม่อยู่ในสายตาของเธอเลยสักนิด  เพราะความรักของเธอที่มีอยู่ล้นหัวใจมอบให้ชายเพียงผู้เดียวไปแล้ว

                   วาร์ด  เยอร์มูห์!!

                   หญิงสาวชาวอียิปต์เกิดมาในครอบครัวยากจนข้นแค้นถึงที่สุด  พ่อและแม่มีลูกสิบคนแต่ไม่มีเงินที่จะเลี้ยงดูลูกทั้งหมดให้เติบโตขึ้นมาได้  อาทาโพเอลต้องทำงานสารพัดตั้งแต่จำความได้  ทั้งจับจอบจับเสียมฝ่าแดดร้อนระอุขุดพรวนดินในไร่ฝ้ายขนาดใหญ่จนมือที่กำด้ามจอบพองแตกเป็นแผลแล้วแผลเล่าจนหยาบกร้าน   ทั้งต้อนโคลัดเลาะรอบริมคลองสุเอชเพื่อพาพวกมันไปแทะเล็มหญ้าท่ามกลางผืนดินที่คายไอร้อนราวกับอยู่ในเตาอบ  ทั้งหอบหิ้วข้าวของทำมือหนักเป็นสิบ ๆ กิโลไปขายนักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอียิปต์  งานหนักและสมบุกสมบันขนาดนี้แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นหน้าที่ของเด็กอายุเพียงสิบปี

                   แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจดวงน้อยที่แข็งแกร่งของอาทาโพเอลต้องแตกสลาย  ก็คือเมื่ออายุย่างเข้าสิบสามปี  เธอถูกพ่อและแม่แท้ ๆ ขายให้กับเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันรายใหญ่  และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เด็กสาวต้องรู้สึกเหมือนตกอยู่ในนรกทั้งเป็น

                   แม้ฐานะจะเป็นเด็กรับใช้ในคฤหาสน์  แต่ที่จริงแล้วเด็กสาวถูกใช้เป็นเครื่องระบายอารมณ์ของผู้เป็นนาย  ทั้งตบ  ตี  เฆี่ยน  ทรมานสารพัด  เมื่อเศรษฐีไม่พอใจอะไรกลับมา  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน  เรื่องครอบครัว  หรือเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ  เขาก็มักจะลงไม้ลงมือกับอาทาโพเอลเสมอ  ซึ่งเด็กสาวไม่มีทางตอบโต้หรือหลบเลี่ยงได้เลย

                   และภาพที่ติดตาไม่อาจลบออกจากชีวิต  ก็คือคืนที่เธอนอนหลับอยู่ในห้องพักโกโรโกโส  เศรษฐีผู้เป็นนายเมาเหล้าอย่างหนักถีบพังประตูเข้ามา  และใช้กำลังปลุกปล้ำจนอาทาโพเอลแทบเสียสติ 

                   และจากนั้น  เธอก็ต้องตกเป็นทาสของเศรษฐีเฒ่าทั้งร่างกายและจิตใจ

                   ทุกวันต้องทรมานกับการทำงานและการถูกทำร้าย

                   ทุกคืนต้องทรมานกับการข่มเหงทารุณร่างกายและจิตใจ

                   แต่ละวันผ่านไปช่างยาวนานราวกับห้วงเวลาถูกดึงเอาไว้  อาทาโพเอลใช้ชีวิตหลายปีในคฤหาสน์ด้วยความทุกข์ทรมานจนน้ำตาแทบกลั่นออกมาเป็นสายเลือด  เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกนี้  แต่เพราะคิดถึงใบหน้าของน้องชายหญิงทั้งเก้าคนที่เหลือ  ที่รออาหารซึ่งแปรสภาพมาจากเงินที่เธอได้รับ  ทำให้อาทาโพเอลต้องฝืนทนไม่ให้จิตใจแหลกเหลวจนร่างกายพังทลายไปเสียก่อน

                   แต่แล้ววันหนึ่ง  หัวใจที่อดทนมาได้อย่างยาวนานก็ต้องแตกสลาย  เมื่อเธอเศรษฐีประกาศก้องกับเธอด้วยประโยคที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของมนุษย์

                   “ครอบครัวเธอหน้าตาดีกันทุกคน  นอกจากเธอแล้ว  น้องสาวอีกสี่คนของเธอต้องเป็นของฉันทั้งหมด”

                   กริชคดปลายแหลมที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเศรษฐี  ถูกอาทาโพเอลฉวยคว้ามากำแน่นในมือ  ดวงตาเธอฉายแววพิโรธมากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต  แขนเรียวยาวเหวี่ยงแทงกริชเข้าใส่หน้าอกของชายโสมม  วินาทีนี้ความเป็นความตายของเธอไม่สำคัญ  แต่ชีวิตอันแสนสกปรกโสโครกของชายเบื้องหน้าไม่สมควรดำเนินต่อไปเพื่อสร้างความเลวร้ายกับคนอื่นอีก

                   ‘กึก!!’

                   แม้จิตใจจะเด็ดเดี่ยว  แต่เรี่ยวแรงของเธอก็เป็นเพียงเรี่ยวแรงของผู้หญิงร่างบอบบาง  ไหนเลยจะมีมากกว่าชายร่างใหญ่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าสี่สิบปีอย่างเศรษฐีได้

                   มือใหญ่หนาคว้าหมับที่ข้อแขนเล็กด้วยปฏิกิริยาว่องไว  ดวงตาฉายแววเหี้ยมเกรียมส่งมาพร้อมฝ่ามืออีกข้างที่ฟาดเข้าที่แก้มของอาทาโพเอลจนหญิงสาวปลิวกระเด็นไปติดกำแพง  ร่างบางไหลครูดลงกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวดเกินทานทน  ศีรษะที่กระแทกกำแพงแตกจนเลือดอาบ

                   เศรษฐีไม่คิดว่าหญิงสาวที่ตนเห็นเป็นเพียงทาสผู้ระบายอารมณ์กลับกล้าแว้งกัดตนเอง  โทสะที่ครอบงำทำให้เส้นเลือดปูดโปนบนใบหน้า  หนวดโค้งกระตุกเพราะความโกรธกริ้ว  กริชที่ถูกแย่งมากลับย้อนมาเป็นอาวุธเพื่อสังหารหญิงสาว

                   “แกกล้ามากนะ  นังเพศยา  เลี้ยงเสียข้าวสุกแบบนี้ฉันไม่เก็บเอาไว้ให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำหรอก  ตายซะ!!”

                   อาทาโพเอลหลับตาไม่กล้ามองภาพที่เกิดขึ้น  ไม่ใช่เธอไม่ยอมรับความตาย  แต่เธอเป็นห่วงครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังหากเธอตายไปแล้วต่างหาก 

                   ‘ฉับ!!’

                   เนิ่นนาน...

                   เมื่อไหร่หัวใจที่เต้นอยู่ถึงจะหยุดทำงานเสียที...

                   ความรู้สึกก่อนตายมันยาวนานขนาดนี้เลยเหรอ??

                   อาทาโพเอลย่นคิ้วเมื่อเธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย  ดวงตาที่หลับค่อย ๆ เบิกออกช้า ๆ  และภาพที่เห็นก็แทบทำให้เธอหัวใจหยุดเต้น

                   ร่างเศรษฐียืนตระหง่านพร้อมกริชในมือที่ห้อยต่องแต่ง  มันเป็นร่างที่คุ้นตาที่เธอเห็นอยู่ทุกวันจนไม่อาจลืมได้ลง  ผิดแต่เพียงร่างตรงหน้าแตกต่างจากที่อยู่ในความทรงจำของเธอ

                   ร่างนี้ไม่มีศีรษะ!!!

                   ลำตัวไร้ศีรษะโงนเงนเพียงครู่  ก่อนจะล้มตึงลงบนพรมหนาพร้อมเลือดที่เจิ่งนองท่วมพื้นราวกับบ่อน้ำใต้ดินผุด  อาทาโพเอลเหลือกตาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง  แต่หัวใจที่เต้นระรัวดุจกลองรบก็ค่อย ๆ เต้นเป็นจังหวะมั่นคง  เมื่อร่างสูงโปร่งของชายผิวขาวซีดเดินเข้ามาใกล้  เคียวขนาดใหญ่ในมือหดตัวก่อนจางหายไปราวกับหมอกควัน  เขายื่นมือมาตรงหน้าเธอ

                   “ไปกับฉัน”

                   ประโยคคำสั่งในน้ำเสียงเรียบไม่ทำให้อาทาโพเอลรู้สึกกลัว  แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนนักเดินทางที่หลงอยู่ในทะเลทรายแล้วบังเอิญพบโอเอซิส  หัวใจที่แห้งผาดถูกเติมเต็มจนชุ่มชื้น  เพียงแววตาที่มองลงมาก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

                   มือเรียวสั่นเล็กน้อย  ก่อนยื่นขึ้นไปจับเพื่อให้เขาฉุดดึงเธอขึ้น

                   “ค่ะ”

                   ใจที่ไม่เคยรู้สึกถึงความรัก  กลับมอบให้วาร์ด เยอร์มูห์ ผู้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเงารัตติกาลในครั้งนั้นอย่างหมดใจ  เขาคือผู้ฉุดดึงเธอจากขุมนรก  ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่  อาทาโพเอลสัญญากับตัวเองว่าจะรักและภักดีกับชายผู้นี้ตลอดไป  และไม่มีวันมอบใจให้ใครอีกแล้ว

                  

                   “ลองคิดดูดี ๆ นะ  ฝั่งพวกฉันแม้ฉันสองคนใกล้จะหมดสภาพแล้ว  แต่ก็ยังมีพรรคพวกอีกคนที่มีพลังไม่แพ้กัน” 

                   เสียงตะโกนของเน็กเธอร์ดังขึ้นกระชากความทรงจำของอาทาโพเอลให้กลับมาสู่ปัจจุบัน  เขาตั้งใจบลั๊ฟเพราะรู้ว่าอาทาโพเอลเองก็ยังบาดเจ็บกับบาดแผลใหญ่  ซึ่งหากต้องต่อสู้กับซูอัลที่ยังแข็งแรงอยู่แม้เธอจะมีเสน่ห์ที่สามารถควบคุมชายหนุ่มได้  แต่คนที่เคยพลาดมาแล้วอย่างซูอัลย่อมระวังตัวไม่โดนพลังนั้นอีก

                   “ถ้าเธอไม่ทำอะไรพวกเรา  ฉันสัญญาว่าจะบอกเพื่อนให้ปล่อยเธอไปเช่นกัน”

                   ไพ่ใบสุดท้ายที่เหลือในมือคว่ำเอาไว้เพื่อรอให้คู่ต่อสู้เลือกที่จะหยิบ  แต่หากเป็นอาทาโพเอลที่เยือกเย็น  เธอก็คงก้าวเดินตามเส้นทางที่เน็กเธอร์ขีดร่างเอาไว้

                   รองหัวหน้าสาวกลับเลือกหงายไพ่ตัวเองแทน!!

                   “ถึงฉันจะตาย  แต่ถ้าได้ตายเพื่อท่านวาร์ด  ฉันก็ยอม”

                   ร่างอสรพิษเลื้อยจนถึงหน้าเน็กเธอร์ที่ก้มหน้าสบตา  เขาใช้มือปิดตาเพราะไม่อยากให้แววตาของหญิงสาวสบเข้ามาแม้เพียงเล็กน้อย

                   แต่ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงไม่อาจต้านทานกำลังของครึ่งคนครึ่งงูได้

                   อาทาโพเอลใช้หางรัดคอเน็กเธอร์กระชากร่างเขาขึ้นมาห้อยต่องแต่งกลางอากาศ  ที่จริงหากเธอออกแรงบีบรัดอีกสักนิด  กระดูกคอของชายหนุ่มก็คงแหลกสลายอย่างง่ายดาย  แต่เพราะโทสะจากการที่ลูกน้องคนสนิททั้งสองคนต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของเน็กเธอร์  เธอจึงเลือกหนทางที่ทรมานยิ่งกว่าความตายให้เขา

                   และเป็นหนทางที่เน็กเธอร์เคยก้าวเดินไปแล้ว....

                   มือที่ปิดตาอยู่เริ่มหมดแรง  สองแขนอ่อนล้าห้อยตกลู่  ดวงตาที่ข่มปิดไว้พลันเหลือกขึ้นมาเนื่องจากลำคอถูกบีบรัด  และจังหวะนี้คือสิ่งที่อาทาโพเอลเล็งเอาไว้

                   “จงฆ่านังผู้หญิงคนนั้นซะ!!”

                   เจตจำนงถูกถ่ายทอดผ่านดวงตาคมกริบสู่ดวงตาสีดำสนิทของเน็กเธอร์  ชายหนุ่มทวนคำพูดของอาทาโพเอลซ้ำช้า ๆ

                   “ฆ่า..  นังผู้หญิง..  ซะ”

                   รอยยิ้มเหยียดปรากฏบนเรียวปากสีแดงก่ำราวโลหิต  หางงูค่อย ๆ คลายจากรอบคอปล่อยร่างของเน็กเธอร์เป็นอิสระ  กริชที่เคยอยู่ในมืออาทาโพเอลถูกโยนให้แก่ชายหนุ่มเพื่อเป็นอาวุธสังหารเพื่อนร่วมเดินทางอย่างเซราห์  ก่อนหน้านี้เน็กเธอร์เคยถูกควบคุมและทำตามเจตจำนงจนสำเร็จด้วยการฆ่าซูอัล  และบัดนี้เหตุการณ์กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำสอง

                   เขาก้าวเท้าอย่างมั่นคง  มือกำกริชแน่นพลางจ้องมองเซราห์ด้วยสายตาวาวดุจเพชฌฆาต  กริชเงินกระทบแสงไฟในห้องเป็นประกายสะท้อนวิบวับบนกำแพงสีขุ่น 

                   “ฆ่า..  ซะ”

                   ประโยคถูกทวนซ้ำเป็นรอบที่สาม  เซราห์มองหน้าเน็กเธอร์ด้วยสายตาสลด  เธอรู้ถึงความเจ็บปวดของชายหนุ่มเป็นอย่างดีเมื่อครั้งพลั้งมือฆ่าซูอัล  แม้พลังพิเศษของตนเองจะชุบชีวิตคนอื่นได้  แต่ก็ไม่สามารถใช้กับตัวเองได้  ดังนั้นหากเน็กเธอร์ลงมือสังหารเธอ  บาดแผลในใจของเขาคงไม่อาจเยียวยาได้ตลอดชีวิต

                   กริชถูกง้างขึ้นสูง  ตำแหน่งที่สายตาเล็งคือกลางอกค่อนไปทางซ้ายซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ซูอัลเคยถูกดาบปักสังหาร  สายตาเย็นชาจ้องค้างที่ดวงตาเป็นห่วงของเซราห์ที่สะท้อนกลับมา  หญิงสาวเตรียมใจรอรับความตายอย่างกล้าหาญ

                   “หากกลับเป็นปกติ  ก็จงอย่าได้เสียใจเลยนะคะ  ไม่ใช่ความผิดคุณหรอก”

                   คำพูดอย่างอ่อนโยนไม่อาจไหลผ่านแก้วหูเข้าไปสู่สมองเพื่อทำความเข้าใจในความหมายของถ้อยคำ

                   ....ถ้าหากเน็กเธอร์ถูกควบคุมอยู่!!

                   ‘ฟ้าวววว!!’

                   กริชถูกเหวี่ยงกลับหลังโดยไม่มอง  อาทาโพเอลที่เฝ้าดูเหตุการณ์อย่างจับจ้องไม่อาจรู้เลยว่าเสน่ห์ของเธอใช้กับเน็กเธอร์ไม่ได้ผล  อาวุธของตัวเองถูกเหวี่ยงพุ่งโจมตีกลับมาโดยที่เธอไม่มีโอกาสตั้งรับ

                   ‘ฉึกก!!’

                   แม้จะสะบัดหน้าหนี  แต่ความเร็วของอาวุธปลายแหลมก็เฉือนที่ดวงตาทั้งสองข้างจนบอดสนิท  อาทาโพเอลไม่มีโอกาสใช้พลังพิเศษควบคุมชายใดอีกต่อไปแล้ว

                   “ที่บอกว่าฆ่าน่ะ..  ฉันหมายถึงเธอต่างหาก”

                   เน็กเธอร์ชี้นิ้วไปที่อสรพิษสาวอย่างมีชัย  ด้วยมันสมองที่ถูกรีดเค้นในช่วงเวลาวิกฤติ  ประกอบกับการหว่านล้อมด้วยถ้อยคำถ่วงเวลา  ทำให้เน็กเธอร์มีเวลาคิดวางแผนอย่างแยบยล

                   เขารู้ว่ารองหัวหน้าเงารัตติกาลแค้นเคืองตนเองที่ฆ่าลูกน้อง  ดังนั้นเป้าหมายจึงเบนเข็มจากเซราห์มาตกอยู่ที่ตนแน่  แต่ด้วยเพราะการฆ่าคนไร้ทางสู้อย่างง่ายดายย่อมไม่ใช่วิสัยของอาทาโพเอล  เน็กเธอร์รู้ดีว่าเขาต้องถูกควบคุมอีกครั้งเพื่อให้ลงมือฆ่าเพื่อนตัวเอง  จะได้รู้สึกทรมานอย่างสาหัสก่อนที่จะโดนปลิดชีพ

                   พฤติกรรม  การแสดงออก  ตลอดจนอุปนิสัยถูกบันทึกและประมวลผลอย่างรวดเร็วในสมองอันชาญฉลาด

                   ที่เน็กเธอร์ใช้มือปิดตา  ไม่ใช่เพราะต้องการปิดบังสายตาจากการจ้องมองของอาทาโพเอล  แต่เขาต้องการ ‘กด’ ดวงตาเพื่อให้ประสาทการมองเห็นสูญเสียไปชั่วขณะ  เมื่อมือเปิดออก  ตาเขาจึงพร่าเลือน  ดวงตาที่สบมาของหญิงสาวจึงไม่อาจสะกดให้เขาตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ได้

                   เขาแกล้งทำเป็นถูกควบคุมเพื่อหาจังหวะโจมตีกลับ  และแผนการณ์ที่วางไว้ทั้งหมดก็ประสบผลสำเร็จเมื่อบัดนี้อาทาโพเอลสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปแล้ว

                   “กรี๊ด!!!”  เสียงกรีดร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังแผดลั่นสะท้อนไปมาในห้องสี่เหลี่ยมใหญ่  มือเกาะกุมเบ้าตาที่มีเลือดไหลย้อยอาบแก้มราวกับน้ำตาโลหิต  ความเจ็บจากบาดแผลยังไม่เท่าความเจ็บใจที่ไม่อาจจัดการศัตรูได้แม้แต่คนเดียว  เธอไม่อาจทำตามหน้าที่ที่วาร์ดมอบหมายไว้ได้  ยิ่งคิดอาทาโพเอลก็ยิ่งคลั่ง

                   “แก!!  พวกแกทุกคนต้องตาย  พวกแกต้องถูกฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ!!”

                   ลืมความเจ็บปวด  ลืมบาดแผลทั่วร่าง  บัดนี้ความโกรธ  เกลียด  แค้นเคือง  อาฆาต  ครอบงำจิตใจอาทาโพเอลจนหมดสิ้น  ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวี่ยงฟาดท่อนหางเข้าใส่เน็กเธอร์และเซราห์อย่างไม่สนใจผลกระทบต่อตัวเอง 

                   แม้ดวงตาทั้งสองข้างจะมืดบอด  แต่ประสาทรับกลิ่นจากปลายลิ้นสองแฉกเล็กเรียวที่แลบเข้าออกอย่างรวดเร็วทำให้สมองแยกแยะกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบจากร่างกายของเหยื่อได้อย่างแม่นยำ  อีกทั้งอุณหภูมิจากร่างกายของเน็กเธอร์และเซราห์ที่รับรู้ได้จากประสาทรับความร้อน  ทำให้ตาที่ถูกทำลายไปไม่เป็นอุปสรรคในการสังหารเหยื่อ

                   เน็กเธอร์ที่ไร้เรี่ยวแรง  กับเซราห์ที่ถูกพิษทำลายประสาทการเคลื่อนไหว  ต่อให้พวกเขามีปีกก็ไม่อาจบินหลบรอดจากการโจมตีรุนแรงนี้ได้

                   ‘หมับ!!’

                   มือใหญ่หน้าคว้าจับที่คอเสื้อเน็กเธอร์  พลางใช้ท่อนแขนอีกข้างอุ้มโอบเซราห์แนบกาย  ขาแข็งแกร่งดีดตัวลอยหลบท่อนหางยาวที่ผ่านปลายจมูกไปอย่างฉิวเฉียด 

                   “มาได้ซะทีนะ  พ่อพระเอก”

                   เน็กเธอร์ที่เหงื่อโทรมกายเหน็บเพื่อนที่เพิ่งโผล่ออกมา  ซูอัลวางร่างเพื่อนทั้งสองลงพลางพลางค้อมศีรษะเป็นเชิงขอโทษ 

                   ตั้งแต่แยกกับเน็กเธอร์เขาก็มั่นใจและไว้ใจว่าเน็กเธอร์ต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายได้  จึงพยายามกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อนล่อให้นักฆ่าทั้งสองตามตนเองมา  ซูอัลเห็นเพียงซามัวร์ที่วิ่งตามมาในระยะกระชั้น  จึงรักษาระยะห่างเอาไว้เพื่อถ่วงเวลา  เมื่อรู้ตัวอีกทีนักฆ่าเยือกแข็งก็เลิกติดตามและหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

                   เขาย้อนกลับมาทางเดิม  ไม่มีเสียงต่อสู้  ไม่มีเสียงการทำลายล้าง  ไม่มีแม้ศพของใครสักคน  ซูอัลจึงเริ่มเอะใจว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้น  เขาพยายามค้นหาเน็กเธอร์ในห้องต่าง ๆ ตลอดทางที่วิ่งผ่านมา  แต่เขาก็หาเพื่อนไม่พบ  เป้าหมายสุดท้ายจึงเป็นห้องโถงใหญ่แห่งนี้

                   ถึงจะโผล่มาอย่างถูกที่ถูกเวลา  แต่สถานการณ์กลับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก  เมื่อซูอัลเองก็ใช้กำลังกายเกินขอบเขตที่ตนมี  รวมถึงพลังพิเศษก็สามารถใช้ได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

                   ไม่มีเวลาให้คิดให้ตัดสินใจ  เพราะท่อนหางที่เหวี่ยงฟาดอย่างบ้าคลั่งเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะด้วยประสาทสัมผัสเฉียบคมของอสรพิษ

                   “X’Mas Gift!!!”

                   กล่องของขวัญขนาดเล็กปรากฏขึ้นกลางอากาศ  ซูอัลไม่รอช้ารีบคว้าดึงเชือกสีทองเพื่อเปิดหยิบของด้านในออกมา

                   “นี่มัน..  อะไรกัน”

                   ชายหนุ่มครางอย่างผิดหวัง  เมื่อของขวัญที่ได้รับไม่ใช่ศาสตราวุธร้ายกาจใดที่พอจะต่อกรกับอสรพิษคลั่งได้  วัตถุในมือเขาเป็นเพียง ‘เข็มฉีดยา’ ที่มีของเหลวสีเหลืองใสนอนแน่นิ่งอยู่ด้านในเท่านั้น

                   “ฉีดมันให้ฉัน!!”

                   เซราห์ส่งเสียงอย่างเหนื่อยล้า  เธอต้องเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อควบคุมปากให้พูดด้วยความยากลำบาก  ของเหลวในเข็มฉีดยาคือสิ่งที่คุ้นตาเป็นอย่างดี  เธอต้องสัมผัส  ใช้มันในการทำงานที่โรงพยาบาลแทบทุกวัน

                   ซูอัลหันมองเซราห์ที  มองภาพการทำลายล้างที่ใกล้เข้ามาที  วินาทีนี้ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว  เขาแทงเข็มเข้าที่ข้อพับแขนก่อนใช้นิ้วกดดันของเหลวในหลอดฉีดยาให้ไหลเข้าสู่เส้นเลือดของเซราห์อย่างเบามือ  หญิงสาวเกร็งกระตุกร่างด้วยความทรมาน  เหงื่อโทรมกายราวกับวิ่งรอบสนามมาหลายรอบ  ซูอัลพยายามเบามือแม้อาการเจ็บปวดทรมานของหญิงสาวจะทำให้จิตใจเขาไม่สงบ

                   ‘ตึง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!’

                   หินก้อนใหญ่จากการเหวี่ยงฟาดหางลอยหวือเข้าหาพวกเขาทั้งสาม  ซูอัลที่ไม่อาจถอนมือจากการฉีดยารวมถึงเซราห์ที่ยังคงถูกพิษเล่นงานไม่มีทางหลบเลี่ยงได้

                   “X-Ray!!!”

                   ฝ่ามือประกบที่ร่างของทั้งคู่  หินลอยกระแทกพื้นตรงตำแหน่งที่พวกเขานั่งอยู่  แต่มันทำได้เพียงกลิ้งทะลุผ่านไปทิ้งไว้เพียงรอยยุบของพื้นเท่านั้น 

                   “เมื่อกี๊..  คือพลังครั้งสุดท้ายจริง ๆ แล้วล่ะ”

                   เน็กเธอร์พูดอย่างเหนื่อยล้าก่อนสลบไปหลังจากฝืนรีดเร้นพลังเฮือกสุดท้ายออกมาช่วยชีวิตซูอัลและเซราห์ไว้

                   ซูอัลเมื่อฉีดยาเสร็จ  ก็ลุกขึ้นยืนตระหง่านเพื่อเตรียมตัวปะทะศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว  แม้พลังพิเศษจะไม่สามารถใช้ได้อีก  แต่อย่างน้อยกำลังกายที่ยังเหลืออยู่นี้เขาก็ต้องใช้มันเพื่อปกป้องเพื่อนทั้งสองให้ได้

                   “ไม่เป็นไรค่ะ..  คุณ.. พักผ่อนเถอะ”  เซราห์ที่เริ่มกระดุกกระดิกตัวได้เพราะฤทธิ์ของ ‘เซรุ่ม’ ที่ได้รับจากกล่องของขวัญ  ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าคาดเอวเพื่อควานหาของชิ้นสุดท้ายที่เตรียมมา  “ที่นี่..  ให้ฉันจัดการเอง..  Evolution!!!”

                   เซลล์ในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง  พิษงูที่ทำให้ขยับไม่ได้ถูกล้างจนสิ้นด้วยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไหลวนผ่านกระแสเลือด  กรงเล็บแสงสลายไปก่อนที่ลำแสงจะก่อและรวมตัวที่ตำแหน่งอื่น  แสงสว่างจ้าเปล่งประกายทั่วห้อง  แต่อาทาโพเอลที่อยู่ในโลกแห่งความมืดมิดคงไม่อาจรับรู้ได้ว่าบัดนี้คู่ต่อสู้ของเธอได้รับพลังใหม่แล้ว

                   ร่างที่เลี้อยด้วยความเร็ว  หยุดขดตัวเป็นวง  ก่อนจะใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ดีดตัวพุ่งเข้าใส่พร้อมคมเขี้ยวที่อัดแน่นด้วยพิษร้าย  สัญญาณความร้อนของคู่ต่อสู้อยู่ตรงหน้าทำให้สัญชาติญาณอสรพิษเปล่งประกายนักฆ่าถึงขีดสุด  อาทาโพเอลบัดนี้ทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

                   ‘วูบ!!’

                   ร่างทั้งสามหายไปจากสัมผัส  ความเร็วที่เหลือเชื่อทำให้อสรพิษสาวงุนงง  ทั้งกลิ่นและอุณหภูมิที่เมื่อครู่ยังอยู่เบื้องหน้า  บัดนี้กลับไปปรากฏจาง ๆ ที่ประตูทางออกอีกฟากฝั่งของห้องซึ่งอยู่ไกลนับสิบเมตร

                   แต่เพราะจิตสำนึกของมนุษย์ถูกสัญชาตญาณดิบของสัตว์เลื้อยคลานบดบังจนสิ้น  หญิงสาวไม่คิดใคร่ครวญอะไรทั้งนั้น  กลับหันร่างกายกลับและเลื้อยเข้าหาหมายเข่นฆ่าสังหาร

                   เซราห์หันมองเพื่อนทั้งสองที่เพิ่งถูกเธอหิ้ว ‘กระโดด’ มาด้วยความเร็วสูง  ซูอัลเองแม้อยากจะช่วยเธอต่อสู้เต็มแก่  แต่ก็ต้องแพ้ให้กับสายตาและท่าทีมุ่งมั่นของหญิงสาวจนต้องนั่งดูแลเน็กเธอร์และปล่อยให้อาทาโพเอลเป็นหน้าที่ของเซราห์

                   ใบหูแสงสีเขียวที่ยื่นยาวจากศีรษะ  เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตที่เซราห์เลือกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี  มัดกล้ามเนื้อขาแข็งแกร่งพาร่างที่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเซลล์ของ ‘กระต่าย’กระโดดเข้าหาอาทาโพเอลอย่างไม่กริ่งเกรง  เสาหินอ่อนที่เหลือเพียงไม่กี่ต้นในห้องถูกใช้เป็นฐานดีดตัวเปลี่ยนทิศทางไปมาอย่างต่อเนื่องสร้างความสับสนให้กับอสรพิษสาวจนต้องเหวี่ยงฟาดหางเปะปะไปมา

                   ‘เปรี้ยง!!’

                   ฝ่าเท้ากระแทกเข้าที่ลำตัวยาวจนอาทาโพเอลจุกดิ้นทุรนทุราย  ด้วยพละกำลังท่อนขาที่ถูกเพิ่ม  รวมถึงความเร็วจากการกระโดดไปมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้การโจมตีครั้งนี้รุนแรงจนรองหัวหน้าเงารัตติกาลแทบทานทนไม่อยู่

                   อาทาโพเอลไม่อาจจับการเคลื่อนไหวของเซราห์ได้ทัน  ร่างกายที่สะบักสะบอมก็ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือสังหารศัตรูได้อีก  อาวุธที่เหลืออยู่มีเพียงพิษที่ถูกพ่นเข้าใส่เงาร่างที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างสะเปะสะปะ  แต่ลำพังแค่การพ่นพิษคงไม่สามารถทำอันตรายเซราห์ที่เร่งความเร็วจนเห็นเป็นภาพติดตากลางอากาศได้

                   และการโจมตีครั้งสุดท้าย  ก็กำลังพุ่งเข้ามาหาอสรพิษสาวด้วยความเร็วสูง!!

                   เซราห์กระโดดด้วยกำลังข้อเท้าขึ้นสู่เพดานโค้ง  ก่อนกลับตัวใช้เพดานเป็นฐานเหยียบ  เธอมองเห็นร่างที่ดิ้นไปมาแล้วทำตาสลด  แต่เมื่อเหลือบมองเพื่อนของเธอทั้งสองคนที่มองกลับมาอย่างตั้งความหวัง  หญิงสาวจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

                   “ขอโทษนะคะ...”

                   เสียงกระซิบแผ่วเบาไม่อาจส่งไปถึงอาทาโพเอล  กระต่ายสาวย่อตัวจนสุด  ก่อนดีดพุ่งร่างลงสู่พื้นด้วยความเร็วมหาศาล  ท่อนขาพลิกกลับและเหยียดยาวส่งปลายเท้าสองข้างอัดกระแทกกลางหน้าอกของอาทาโพเอลจนลากร่างเหยียดยาวไถลไปกับพื้น  ก่อนจะถูกหยุดด้วยกำแพงหินที่เธอสร้างเอาไว้เอง

                   รองหัวหน้าเงารัตติกาลหมดสภาพการต่อสู้ทันที

                   เซราห์คืนสภาพกลับเป็นมนุษย์ดังเดิม  เธอรีบวิ่งมาดูอาการของเน็กเธอร์  เมื่อเห็นซูอัลมีสีหน้ายิ้มแย้ม  หญิงสาวก็โล่งอกเพราะรู้ว่าเน็กเธอร์ปลอดภัยดี  การต่อสู้รุนแรงที่สุดในชีวิตผ่านพ้น  และการต่อสู้ครั้งใหม่ที่อาจจะรุนแรงกว่านี้กำลังรอพวกเธออยู่ในส่วนลึกที่สุดของปราสาท  เวลานี้การพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูกำลังของทั้งสามคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเตรียมตัวพร้อมเข้าสู่สมรภูมิสุดท้ายร่วมกับพรรคพวกที่เหลืออีกสามคนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน

                   เซราห์ประคองแขนอีกข้างหนึ่งของเน็กเธอร์ร่วมกับซูอัลเพื่อพาเขาไปยังห้องที่มีเตียงนอน  เธอเหลือบตามองอาทาโพเอลซึ่งบัดนี้ก็กลับคืนสู่สภาพมนุษย์แล้วเช่นกัน  ร่องรอยบาดแผลและอาการบาดเจ็บแม้ไม่ถึงแก่ชีวิต  แต่หญิงสาวคงไม่อาจต่อสู้ได้อีกแล้ว  เซราห์สูดลมหายใจพลางกลั้นน้ำตาที่รื้นขอบตาอย่างพยายาม

                   แล้วสองเท้าก็ชะงักเมื่อซูอัลที่กำลังเดินอยู่พลันหยุดเคลื่อนไหว

                   แรงสั่นเบา ๆ ส่งผ่านร่างเน็กเธอร์มาจนทำให้เซราห์รู้สึกได้ถึงความตระหนก  ใบหน้าเบนมามองยังทิศทางที่กำลังมุ่งหน้าเดินไป  และสายตาก็สะดุดกับร่างที่ยืนตระหง่านขวางทางอยู่

                   ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัว  เพราะแม้จะไม่เคยพบกันมาก่อน  แต่แรงกดดันจากจิตสังหารที่แผ่ซ่านจากผู้ขวางทาง  ทำให้เซราห์รู้ทันทีว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับใคร

              วาร์ด  เยอร์มูห์  หัวหน้ากองโจรเงารัตติกาล  ลงจากบัลลังก์เพื่อจัดการศัตรูด้วยตนเองแล้ว!!!

 

 

                  

                  

                  

 

 

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น