อัปเดตล่าสุด 2021-09-21 10:19:53

ตอนที่ 30 ลูซัม ซีมอน

บทที่ 30  ลูซัม  ซีมอน

 

                   ซ้าย  ขวา  หน้า  หลัง 

              ไร้ทางหนี

              ไร้ทางเลี่ยง

                   ทุกทิศทางถูกปกคลุมด้วยเศษเหล็ก  เครื่องจักร  เครื่องยนต์  ถาโถมพุ่งเข้าใส่ดุจศาสตราวุธ  ไม่มีช่องว่างแม้แมลงวันตัวเล็กจะบินหลบรอดออกไปได้

                   “เนเปียร์โบนส์!!!”

                   ตารางแสงนับสิบส่องสว่างรอบตัวก่อร่างราวกับปราการ  แท่งเหล็กที่พุ่งผ่านลดความเร็วราวกับทากคืบคลาน  ผมทะยานร่างเข้าใส่ก่อนดีดปลายเท้าเบา ๆ

                   เพียงสะกิดเล็กน้อย  เหล็กที่รายล้อมก็เปลี่ยนทิศไม่อาจสะกิดผิวกายให้เกิดรอยแผลบนร่าง  ผมใช้เหล็กที่ยังลอยค้างกลางอากาศต่างฐานที่ยืน  ถีบตัวต่อเนื่องราวละมั่งไต่ผาพุ่งเข้าหานักฆ่าที่ยืนมองด้วยแววตาวาวโรจน์  หมัดง้างเต็มเหยียดก่อนกระแทกเข้าใส่ลูซัม

                   “ครืนนน!!”

                   รถบรรทุกคันใหญ่ที่จอดสงบนิ่ง  พลันแล่นเข้ามาด้วยความเร็วทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนขับ  คอนเทนเนอร์ที่อยู่ด้านหลังพุ่งขวางทางหมัดจนกำปั้นกระแทกแผ่นเหล็กยุบเป็นหลุม  ท่อนแขนผมทะลุเข้าไปติดในคอนเทนเนอร์ที่บุบยุบเป็นรูดึงไม่ออก

                   ลูซัมยิ้มเหี้ยม  มือสะบัดขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณการใช้พลัง

                   ตัวรถสั่นกึกก่อนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าฝืนกฎแรงโน้มถ่วง  ร่างผมถูกกระชากด้วยความเร็วจนน้ำย่อยในกระเพาะปั่นป่วน  ก่อนมันจะหยุดนิ่งค้างกลางอากาศ

                   “แหลกไปซะ!!”

                   ลูซัมพูดพลางสะบัดมือลง  หัวรถขนาดใหญ่พลันทิ้งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว  ร่างผมตกลงสู่พื้นด้วยความเร็วมหาศาล  แรงลมตีเข้าหน้าจนชาดิก  ด้วยความเร็วขนาดนี้อีกไม่กี่วินาที  รถคงโหม่งโลกแหลกเละ

                   “เนเปียร์โบนส์!!”

                   ผมสร้างตารางแสงขนาดใหญ่ขวางดักอยู่ด้านล่าง  เมื่อรถพุ่งผ่านมันก็ถูกลดความเร็วจนแทบหยุดนิ่งอยู่กับที่  ผมใช้จังหวะนั้นรีบใช้แขนอีกข้างทุบทำลายตัวรถเพื่อดึงแขนออกมา

                   แล้วสายตาก็สะดุดกับรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ชินตาอีกครั้ง!!

                   โลหะนับร้อยพุ่งเข้าโจมตีอีกครา  ครั้งนี้มันมากมายมหาศาลจนผมมองไม่เห็นแผ่นฟ้าสีดำทะมึน

                   “ลูกไม้เดิมเหรอ  ไม่มีทางหรอก”

                   เพราะกำลังใจที่เพิ่มขึ้นมากมาย  ทำให้กำลังกายเพิ่มพูนตามไปด้วย  การโจมตีรูปแบบเดิมไม่อาจใช้กับผมได้อีก 

                   ตารางแสงที่สร้างขวางทางลดความเร็วกับการโจมตีเพื่อเปลี่ยนทิศทาง ทำให้พลังควบคุมเหล็กของลูซัมไม่สามารถทำอันตรายผมได้

                   แต่สายตาลูซัมไม่มีแวววิตก!!

                   เขายังคงมองมาด้วยความกระหายในการต่อสู้  และเมื่อเห็นสีหน้าของลูซัม  ผมก็รู้ตัวว่าตนเองคำนวณบางอย่างพลาดไป

                   แท่งเหล็กแหลมนับสิบแทงทะลุจากพื้นดินตรงตำแหน่งที่ผมยืนอยู่  แม้ความเร็วของผมจะถูกเพิ่มขึ้นมากเพียงใด  ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงการโจมตีจากจุดอับสายตาอย่างผืนดินเบื้องล่างได้

                   ‘ฉึก!!’

                   เพราะสัมผัสได้ถึงอันตราย  ลำตัวที่เอี้ยวหลบกะทันหันทำให้เหล็กแหลมเพียงถากร่างเป็นทางยาวแต่ไม่ถึงกับเสียบทะลุ  แต่นั่นก็ทำให้ความเจ็บปวดแล่นสู่สมองทันที

                   “อ๊ากกก!!!”

                   เข่าผมทรุดลงกระแทกพื้น  ลูซัมย่างเท้าเข้าหาอย่างใจเย็น

                   “พลังของฉันน่ะ  เป็นรัศมี ‘วงกลม’  รอบตัวว่ะ”  แขนสองข้างยกกางขึ้น  “และนั่นก็หมายถึง  ไม่ใช่แค่ซ้าย ขวา หน้า หลัง...  แต่แกต้องระวังทั้ง บน และ ล่าง ด้วยโว้ย!!”

                   การเคลื่อนไหวของโลหะเปลี่ยนไป  มันหมุนวนเปะปะไร้ทิศทาง  บ้างลอยละลิ่วสลับฟันปลา  บ้างหมุนติ้วรอบตัวผมราวพายุ  แถมพื้นดินที่ยืนอยู่ก็สั่นครืนจนรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวแทรกตัวระหว่างผิวดินด้านล่างอยู่ด้วยความเร็ว

                   ‘วูบบ!!’

                   ใบพัดเหล็กหมุนคว้างเข้าใส่ในแนวราบ  ผมก้มตัวกลิ้งไปด้านหน้าสองตลบลอดผ่านใบพัด  แต่ตำแหน่งที่ล้มนอนอยู่  กลับมีเงาขนาดใหญ่ทาบทับ  เมื่อมองเงยขึ้นไปด้านบน  ตู้เย็นตู้ใหญ่ร่วงหล่นลงมาใส่ราวกับดาวตก

                   ท่อนขาดีดฟ้าขึ้นไปโดยอัตโนมัติ  แรงที่เพิ่มขึ้นจากความเร็วทำให้ตู้เย็นถูกท่อนขากระแทกลอยหวือออกไป  แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยความบอบช้ำของขาข้างหนึ่งของผม

                   “สิ้นฤทธิ์แล้วสิ” 

                   ลูซัมยิ้มเยาะ  แววตาเขาหม่นลงเหมือนเด็กเบื่อของเล่น

                   “ฉันไม่ชอบของเล่นที่พังแล้ว...  จงหายไปซะ!!”

                   ลูซัมสะบัดมือเต็มแรง  แท่งเหล็กแหลมใต้ดินเสือกแทงผ่านผืนดินอ่อนนุ่มขึ้นมาหมายสังหาร

                   และเมื่อแท่งเหล็กโผล่พ้นผิวดิน  ก็พุ่งเข้าใส่ร่างผมที่นอนอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้

                   ‘ฉึก ๆ ๆ ๆ!!!!’

                   รองหัวหน้าเงารัตติกาลสบถเบา ๆ ราวกับไม่พอใจเมื่อเห็นร่างคู่ต่อสู้นอนแน่นิ่ง  เขาหันหลังเดินกลับเพื่อไปนั่งประจำตำแหน่งเดิม  โดยหวังให้ผู้บุกรุกคนใหม่มีฝีมือมากกว่านี้

                   และลูซัมก็สมหวังทันที...

                   ‘เปรี้ยง!!  เปรี้ยง!!  เปรี้ยง!!’

                   พายุหมัดระดมใส่กลางหลังจนร่างงอแอ่นเป็นกุ้ง 

                   เพราะความตระหนกกับการโจมตีที่ไม่คาดคิด  สมองจึงสั่งเพื่อตอบโต้ไม่ทันการณ์

                   เขาคงไม่รู้ว่าแท่งเหล็กที่หมายปลิดชีพผมถูกตารางแสงลดค่า “ความแข็ง” จนอ่อนนุ่มราวเยลลี่  เมื่อมันกระทบร่าง  จึงไม่อาจเสียบแทงทะลุได้ตามประสงค์ของลูซัม

                   ผมไม่ปล่อยโอกาสงามให้หลุดมือ  แม้ร่างกายจะฝืนใช้พลังต่อเนื่องจนความอ่อนล้าถาโถม  แต่หากท้อถอยตอนนี้  ผมคงไม่อาจผ่านศัตรูตรงหน้าเพื่อไปสมทบกับเพื่อน ๆ ได้

                   ขาเหวี่ยงฟาดใส่เอว ซ้าย ขวา สลับต่อเนื่อง ก่อนเตะตัดท่อนขาจนลูซัมทรุดกายลง  ผมจับปกคอเสื้อเขากระชากเหวี่ยงร่างลูซัมลอยขึ้นฟ้า และพุ่งตัวตามขึ้นไปติด ๆ

                   หมัดคู่เหยียดตรงราวจรวดพุ่งเสียบกระแทกช่องท้องลูซัมจนเลือดกระอักออกจากปาก  เมื่ออยู่บนฟ้า  เขาไม่อาจปัดป้องขัดขืนได้แม่แต่น้อย  แขนสองข้างผมล็อคแขนเขาจากด้านหลังตรึงร่างไม่ให้กระดุกกระดิก  เมื่อแรงส่งหมดลง  ร่างของเราทั้งคู่ก็ลอยตกลงมายังพื้นดิน

                   ‘ตูม!!!’

                   ผมส่งร่างเขากระแทกพื้นพลางยันเข่าใส่กลางหลังเพิ่มความรุนแรงในการตกกระแทก  จนพื้นดินยุบเป็นหลุมลึก  สายตามองคู่ต่อสู้ระดับรองหัวหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

                   ประตูด้านหลังปราสาทเปิดอ้าราวกับต้อนรับ  ผมไม่มีเวลามาสงสารหรือกังวลกับคู่ต่อสู้ที่เพิ่งจัดการมาหมาด ๆ

                   ‘ตึก  ตึก  ตึก’

                   ผมก้าวเดินอย่างอ่อนล้า  ขาซ้ายบาดเจ็บยกแทบไม่ขึ้นเริ่มทวีความปวดร้าวมาถึงต้นขา

                   ‘ตึก  ตึก  ตึก’

                   หากก้าวผ่านประตูเข้าไปในปราสาท  คงจะเจอศัตรูที่มีฝีมือร้ายกาจกว่านี้แน่

                   ‘ตึก  ตึก  ตึก’

                   อีกไม่กี่ก้าว ผมก็จะเจอคาซี  เน็กเธอร์ ซูอัล และเซราห์แล้ว

                   ‘ตึก  ตึก  ตึก’

                   อีกไม่กี่ก้าว...

                   ‘ตึก  ตึก  ตึก’

                   ไม่กี่ก้าว...

                   แล้วทำไม...

                   ทำไมไม่ถึงประตูปราสาทซะทีล่ะ!!!

                   ‘วืบ!!’

                   ร่างถูกดึงหวือด้วยแรงกระชากที่มองไม่เห็น  ผมตัวลอยถอยหลังด้วยความเร็วมหาศาลกระแทกกับแผ่นเหล็กที่ตั้งตระหง่านรอรับอยู่

                   “อะ... ไรกัน!!”

                   แม้พยายามกระดุกกระดิกตัว  แต่อวัยวะทุกส่วนกลับติดแน่นกับแผ่นเหล็กราวถูกติดกาว  สภาพผมตอนนี้เหมือนตุ๊กแกที่ถูกสตัฟฟ์อยู่กับฝาบ้าน

                   แล้วคำตอบก็เฉลยตรงหน้า  เมื่อร่างกำยำเดินขึ้นจากหลุมช้า ๆ  ย่างก้าวทรงพลังฝังแน่นด้วยจิตสังหารรุนแรง  ลูซัมไม่มีร่องรอยหรืออาการบ่งบอกแม้แต่น้อยว่าได้รับบาดเจ็บ

                   “อะไรงั้นเหรอ!!  ถามโง่ ๆ..”  เขาแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน

                   “ก็ปลดขีดจำกัดสปิริตน่ะสิวะ!!”

                   รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรงจนหน้าอกผมแน่นแทบระเบิด...

 

                   แม้ไม่ต้องอธิบาย  ผมก็รับรู้ได้ทันทีว่าพลังพิเศษขั้นปลดปล่อยสปิริตของลูซัมคืออะไร

              แม่เหล็ก!!

                   พลังพิเศษของลูซัมคือสร้างสนามแม่เหล็กเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเหล็ก  ดังนั้นปลดขีดจำกัดของเขาก็ย่อมมีลักษณะคล้ายคลึงกัน  การที่ผมถูกแผ่นเหล็กดูดมาติดแน่นขนาดนี้  เป็นเครื่องหมายชัดเจนอยู่แล้วว่าร่างกายของผมตอนนี้มีคุณสมบัติแบบเดียวกับแม่เหล็กแล้ว

                   “ต้องขอชมนะ  ว่าแกทำให้ชั้นเซอร์ไพรส์ทีเดียว  แต่ไอ้การโจมตีครั้งสุดท้ายนั่นน่ะ  มันไม่โดนชั้นสักนิดเลยว่ะ  เพราะมันถูก ‘ผลัก’ออกทั้งหมด  ฮ่า ๆ ๆ”  นักฆ่าระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ 

                   ‘N/S’ ปลดขีดจำกัดสปิริตของลูซัมคือการ ‘เปลี่ยนร่างกายของตัวเองและคนที่ถูกสัมผัสให้มีคุณสมบัติเหมือนแม่เหล็ก’ ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าที่ผมระดมโจมตีไปมากมายขนาดนั้นจะถูกพลังพิเศษที่ทำให้ผมและลูซัมเป็นแม่เหล็ก 'ขั้วเดียวกัน’  หมัดที่คิดว่ากระทบร่างจึงเพียงถูกแรงดีดสะท้อนหลอกความรู้สึกให้ผมหลงผิดไป

                   ลูซัมใช้พลังพิเศษยกแท่งเหล็กลอยค้างกลางอากาศ  สายตามองที่หน้าอกของผมเพื่อเล็งเป้าหมาย  ก่อนที่มือจะสะบัดผลักแท่งเหล็กเข้าใส่โดยไม่รอช้า

                   “ตายซะ!!!”

                   สายตาผมเพ่งมองแท่งเหล็กอย่างไม่กลัวเกรง

                   “ใครจะยอมตายกันล่ะ  เนเปียร์โบนส์!!”

                   ตารางแสงสว่างที่สุดเท่าที่ผมเคยสร้างพลันปรากฏขวางหน้าแท่งเหล็ก  ค่าตัวเลขหมุนวนไปมาไม่หยุดนิ่งเพื่อค้นหาตัวเลขที่เหมาะสม 

                   และเมื่อเหล็กแท่งยาวพุ่งถึงตาราง  การเคลื่อนไหวของมันก็สร้างความตกตะลึงให้ลูซัมจนเขาอ้าปากค้าง

                   เหล็กแหลม ‘สะท้อน’ เปลี่ยนทิศย้อนกลับทางเดิมที่มันพุ่งมา  และนั่นก็คือจุดที่ลูซัมยืนอยู่ 

                   “คิดจะใช้อาวุธของชั้นโจมตีชั้นเองเหรอ  กระจอกไปแล้วโว้ย!!”

                   ไม่ต้องเสียเวลาหลบ  ไม่ต้องใช้พลังควบคุมเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหว  เพียงแค่ยืนเฉย ๆ  ‘คุณสมบัติแม่เหล็ก’  ก็ดีดผลักแท่งเหล็กทันทีเมื่อเข้าใกล้ร่างของลูซัม 

                   รองหัวหน้าผู้ชื่นชอบการต่อสู้หัวเราะด้วยความรู้สึกยินดีและอิ่มเอมใจกับความรู้สึกที่ขาดหายจากจิตใจมานานแสนนาน

                   ผมไม่รู้เลยว่า  อดีตของชายผู้นี้ผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน  ก่อนที่เขาจะมีพลังพิเศษ  ลูซัมเป็นนักเลงข้างถนนที่ชื่นชอบการทะเลาะวิวาท  เขาตระเวนไปยังโรงเรียนฝึกการต่อสู้ หรือสำนักศิลปะป้องกันตัวต่าง ๆ เพื่อท้าประลองกับคนที่แข็งแกร่งที่สุด

                   และไม่มีแม้เพียงสักที่  ที่เขาต้องปราชัย

                   แต่หลังจากลูซัมได้พลังพิเศษมาครอบครอง  เขากลับพบกับความเบื่อหน่าย  เมื่อพลังของตนทำให้เขายิ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง  จนความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเจอคู่ต่อสู้เก่ง ๆ  หายไปจนหมดสิ้น

                   และเมื่อเขาได้ต่อสู้กับผม  ความรู้สึกเดิมก็กลับเพิ่มพูนขึ้นมาจนเต็มจิตใจ

                   แต่พริบตาที่หลงระเริงกับความตื่นเต้น  เขาก็ไม่สังเกตถึงการมาของนักฆ่าในอาณัติของตน

                   ‘ฉึก!!’

                   ชายชราร่างเล็กท่าทางปราดเปรียวถลันจากกำแพงพลางส่งเสียงหัวเราะเล็กแหลมอย่างดีใจเมื่อเข็มเล่มยาวถูกซัดเข้าปักหัวไหล่ของผมอย่างจัง

                   “ฮี่ ๆ ๆ ๆ  เป้านิ่งอย่างนี้อั๊วจาพลากปายด้ายยางงาย”

                   ผมพยายามออกแรงเพื่อขยับแขนซ้ายที่ถูกโจมตี  แต่ราวกับคำสั่งจากสมองไม่อาจไหลผ่านไปถึงท่อนแขนได้

                   ไร้ความรู้สึก...

                   ไร้การตอบสนอง...

                   แม้เพียงนิ้วมือสักนิ้วก็กระดุกกระดิกไม่ได้...

                   เมื่อมองที่หัวไหล่  ก็เห็นเข็มเล็กเล่มเรียวยาวปักตั้งโด่เด่ค้างเติ่งอยู่  ปลายของมันยังสั่นระริกด้วยความแรงของการเหวี่ยงซัด  เข็มแบบนี้ผมเคยเห็นในรายการนำเที่ยวทางโทรทัศน์

                   ‘การฝังเข็ม!!’

                   ศาสตร์แห่งการรักษาโรคที่สืบทอดกับมาอย่างยาวนานในประเทศจีน  โดยหมอฝังเข็มต้องรู้จุดต่าง ๆ บนร่างกายและผลลัพธ์จากการฝังเข็มลงในจุดนั้นเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ

                   ชายชราล้วงหยิบเข็มออกจากกระเป๋าเสื้อ  นิ้วมือเหี่ยวย่นลูบคลำเข็มด้วยใจระทึก  เข็มเล่มนี้จะเป็นเครื่องมือนำพาเขาไปสู่รางวัลอันยิ่งใหญ่ในฐานะผู้สังหารหนึ่งในผู้เชื่อมต่อ

                   “เชิงปายพักผ่องให้ซาบายนาครับ  ท่านลูซัม  ตรงนี้อั๊วจาจัดกางเอง”

                   นักฆ่าชราฉีกยิ้มจนตาปิด  พร้อมผายมือให้ผู้เป็นหัวหน้าโดยที่เจตนาที่แท้จริงในใจกลับไม่ได้หวังดีกับลูซัมแม้แต่น้อย

                   “เข็มเล่มเมื่อกี๊อั๊วทำให้แขนลื้อใช้กางม่ายล่าย  แต่เล่มนี้...  จะทำให้หัวใจลื้อ  ใช้  กาง  ม่าย  ล่าย  อีก  ต่อ  ปาย!!!”

                   เขาพูดพลางเดินเข้าหาผมอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง  เมื่อถึงระยะประชิด  มือก็ยกเข็มค้างก่อนพุ่งมันเข้าใส่หัวใจของผมโดยไม่ยั้งมือ

                   ‘กึก!!’

                   “เกิดอารายขึ้ง!!”

                   ชายชราอุทานอย่างไม่เข้าใจ  เมื่อจู่ ๆ เข็มที่ควรจะปักหัวใจศัตรูกลับหยุดนิ่งเหมือนถูกตรึงกลางอากาศ  กระทั่งมือเหี่ยวย่นพยายามออกแรงมากเต็มที่  ก็ไม่อาจทำให้มันขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

                   “อย่า สะ เออะ มา เกะ กะ!!!”

                   ฝ่ามือกางควบคุมเข็มโลหะ  ก่อนดูดกระชากมันพร้อมร่างผู้ถือเข้าหาด้วยความเร็ว  ลูซัมควบคุมแท่งเหล็กแหลมลอยค้าง ณ จุดที่ร่างนักฆ่าชราลอยถอยหลังเข้าใส่ด้วยสีหน้าเปี่ยมโทสะราวอสูรร้าย

                   ‘ฉึก!!!’

                   ปลายแหลมเสียบทะลุช่องท้อง  เลือดไหลชโลมเหล็กยาวราวอสรพิษเลื้อยพัน  นักฆ่าชราขาดใจตายโดยไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าจะถูกสังหารจากน้ำมือผู้เป็นหัวหน้า

                   ผมเบิกตาค้างมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ  การที่เขาควบคุมแท่งเหล็กลอยพาร่างไร้วิญญาณของนักฆ่าชราไปกองกับพื้นราวสิ่งของไร้ค่าแค่นั้นก็น่าตกใจพออยู่แล้ว  แต่สิ่งที่ลูซัมกำลังจะทำต่อไปกลับสร้างความตกใจยิ่งกว่า

                   เขาสะบัดมือวูบเป็นสัญญาณ  ถังดับเพลิงสีแดงสดหมุนคว้างก่อนลอยเข้าใส่ลูซัมด้วยความเร็วเกินกว่าตาจะมองเห็นทัน 

                   “ตึง!!”

                   ถังดับเพลิงกระแทกแขนซ้ายรองหัวหน้าเงารัตติกาลจนเสียงกระดูกหักลั่นดังชัดเจน  แรงกระแทกขนาดนั้นอย่างน้อย ๆ กระดูกคงหักหลายท่อนแน่  ผมอ้าปากค้างมองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  สบตากับลูซัมที่ไม่มีแม้ร่องรอยความเจ็บปวดปรากฏในดวงตาแม้แต่น้อย

                   “ทีนี้ก็หายกันล่ะนะ”

                   เขาพูดเสียงเหี้ยม  แขนซ้ายห้อยตกลู่บิดผิดธรรมชาติ  แววตายังคงเปี่ยมด้วยรังสีอำมหิตไม่เปลี่ยน

                   หมอนี่มันบ้าอะไรกัน!!

                   “พลังของแกแปลกดีแฮะ  เดี๋ยวเพิ่มความเร็ว  เดี๋ยวลดความแข็ง  เดี๋ยวก็สะท้อนการโจมตีได้  มันเป็นพลังแบบไหนกัน...  ขอฉันดูให้ละเอียดหน่อยเถอะ!!”

                   เพียงจบคำพูด  ร่างที่ถูกพันธนาการด้วยแรงดึงดูดจากแผ่นเหล็กขนาดใหญ่  ก็กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนผมตั้งตัวไม่ติด  ร่างถูกดีดจากเหล็กแผ่นหนาราวกับกระสุนปืนถูกยิงจากรังเพลิง  แรงลมอัดจนผมไม่อาจเปิดเปลือกตาได้  แต่ตำแหน่งที่พุ่งไปยังฝังอยู่ในสมอง

                   ตำแหน่งที่ลูซัมยืนอยู่!!

                   แขนขวายกขึ้นป้องกันโดยสัญชาติญาณ  แรงกระแทกจากหมัดลุ่น ๆ ที่ส่งผ่านกล้ามเนื้อไหลขึ้นสู่สมองก่อนเปลี่ยนเป็นสัญญาณแห่งความเจ็บปวด  ด้วยความเร็วจากการดึงดูด  และน้ำหนักของหมัดที่มหาศาลที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอในการต่อสู้  ทำให้แขนข้างเดียวที่เหลืออยู่ถูกทำลายจนไม่อาจใช้การได้อีก

                   “อ๊ากกกกกกกกก!!!”

                   เพียงพริบตา  ร่างผมก็ดีดกระดอนห่างจากลูซัมก่อนถูกดึงกลับด้วยความเร็วด้วยสภาพเดียวกับโยโย่ 

                   บัดนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง 

                   ลูซัมเปลี่ยนคุณสมบัติแม่เหล็กของตัวเขาและผมให้ต่างขั้วกัน  เพื่อดูดให้ผมเข้าสู่ระยะโจมตี  จากนั้นเมื่อโจมตีเสร็จก็เปลี่ยนกลับให้กลายเป็นขั้วเดียวกันเพื่อผลักผมออกไปอีกครั้ง  ก่อนจะสลับคุณสมบัติไปมาเพื่อการโจมตีที่ต่อเนื่องไม่ให้ผมตั้งตัวได้

                   แม้แขนซ้ายจะบาดเจ็บสาหัส  แต่หมัดขวาที่ง้างอยู่ของลูซัมก็มีพลังมากพอที่จะบดขยี้ร่างผมให้แหลกได้ 

                   “เนเปียร์โบนส์!!!”

                   ผมสร้างตารางแสงขวางร่างตัวเองที่พุ่งเข้าหาลูซัมด้วยความเร็วสูง  เมื่อร่างตนเองพุ่งผ่าน  ความเร็วก็ถูกลดฮวบทันที

                   ‘วืด!!’

                   หมัดขวาพุ่งเหวี่ยงใส่อากาศเฉี่ยวปลายจมูกผมไปเล็กน้อย  ด้วยความเร็วที่ถูกหยุดกะทันหัน  ทำให้ลูซัมกะจังหวะผิด  ร่างหมุนคว้างราวลูกข่าง

                   ท่อนขาผมเหวี่ยงฟาดเข้าหาลูซัมทันที  แม้ระดับความเร็วจะเชื่องช้าจนคล้ายภาพสโลว์ในภาพยนตร์  แต่ตารางแสงอีกอันที่สร้างดักไว้รอ  ก็ทำงานทันทีเมื่อท่อนขาผมเคลื่อนผ่าน

                   ‘เปรี้ยง!!’

                   ความเร็วถูกเพิ่มราวติดจรวด  หน้าแข้งที่ถูกเพิ่มความเร็วบวกแรงดึงดูดที่ยังคงทำงานอยู่  ทำเอาชายโครงของลูซัมยุบเป็นรอย  ตัวเขางอเป็นกุ้งก่อนลิ่มเลือดจะทะลักออกจากปาก  ร่างลูซัมลอยคว้างเข้าใส่เศษโลหะที่กองพะเนินเทินทึกสูงราวภูเขาลูกย่อม ๆ จนเหล่าโลหะกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด

                   ผมยืนหอบจนตัวโยน  แขนสองข้างตกลู่ไม่อาจใช้การได้  บาดแผลมันสาหัสมากจนเกินคำว่าเจ็บปวดไปแล้ว  ตอนนี้แขนสองข้างชาและไม่รับความรู้สึกอะไรแม้แต่นิดเดียว  ผมมองที่กองโลหะซึ่งฝังร่างศัตรูด้วยใจภาวนา

                   แล้วคำภาวนาก็ไม่เป็นผล!!

                   ‘ตูม!!!’

                   ราวกับระเบิดลูกย่อม ๆ  เมื่อโลหะนับร้อยชิ้นแตกกระจายจนกองภูเขาสลายไปเหลือเพียงฝุ่นควันคลุ้งตลบอบอวล 

                   และร่างที่โผล่ออกมาจากฝุ่นควัน  ก็ทำให้ผมหายใจกระตุก 

                   ลูซัม ซีมอน  เปล่งรัศมีแห่งการฆ่าฟันแผ่ซ่านออกมาจนสองขาผมสั่นโดยไม่รู้ตัว  ดวงตาของเขาดุจดวงตามัจจุราช  ที่พร้อมจะเกี่ยวคร่าวิญญาณผู้เป็นศัตรูได้ทุกเมื่อ

                   “Magnatic Field!!”

                   ซากโลหะที่กระเด็นกระดอนอยู่รอบ ๆ  เริ่มเคลื่อนไหว  บางชิ้นยังไม่ทันตกถึงพื้นก็ชะงักค้างกลางอากาศ  พวกมันเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันเป็นริ้วขบวนสวยงาม  ลมกรรโชกแรงจนเสื้อผมปลิวสะบัด  ฝุ่นควันก่อตัวตามการเคลื่อนไหวของเศษโลหะ  ไม่ถึงอึดใจเศษซากนับพันชิ้นก็หมุนวนรอบตัวผมกับลูซัมราวกับกำแพงเวทีที่ป้องกันการหลบหนี

                   กำแพงพายุที่หมุนวนสูงลิ่วขึ้นไปจนมองปลายสุดของเศษโลหะไม่เห็น  หากร่างเคลื่อนเข้าใส่คงถูกพายุเศษเหล็กอัดกระแทกแหลกเละอย่างง่ายดาย  แค่คิดขนอ่อนกลางหลังผมก็ลุกเกรียวขึ้นมา

                   “เลิกใช้พลังน่ารำคาญของแกได้แล้ว  มาอัดกันให้สะใจดีกว่า”

                   แม้ร่างกายจะบอบช้ำจนไม่น่าจะทรงตัวยืนอยู่ได้  แต่แววตาดุดันของเขาก็บ่งบอกว่ารองหัวหน้าผู้นี้ยึดติดกับการต่อสู้มากเพียงใด 

                   เพียงเห็นแววตาและความมุ่งมั่น  ขาสองข้างที่สั่นเกร็งก็หยุดนิ่งอย่างสงบ  ผมถ่ายน้ำหนักลงบนเท้าอย่างเท่าเทียมกันเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อม

                   “ถ้าต้องการแบบนั้นล่ะก็..  เข้ามา!!”

                   ลูซัมยิ้มกว้างพลางวิ่งเข้าใส่สุดกำลัง

                  

                   ลิกเนอร์  มานิเบล และ ซามัวร์ ซีราด  สองนักกีฬาคริกเก็ตชาวอังกฤษ  ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ยังเด็ก  เพราะความที่บ้านอยู่ใกล้กัน  เรียนโรงเรียนเดียวกัน  และยังเข้าสโมสรคริกเก็ตชื่อดังสโมสรเดียวกันอีก

                   ลิกเนอร์ รูปร่างล่ำสัน  กล้ามเนื้อเป็นมัดจากการหวดไม้ในตำแหน่งแบทส์แมน  ทำให้รูปร่างเขาดึงดูดสายตาเพศตรงข้ามได้เป็นอย่างดี  เพราะนิสัยมุทะลุและเป็นนักเลง  ทำให้เขามีเรื่องต่อยตีกับคนที่รกหูรกตาอยู่บ่อยครั้ง  จนคนที่เข้ามาเคลียร์ให้ต้องเป็นนักศึกษากฎหมายอย่างซามัวร์  หนุ่มผมสีเงินรูปร่างสูงโปร่ง  ท่าทางสำอาง  แต่หากถึงคราวต้องวิวาทจริง ๆ  ซามัวร์ก็มีฝีมือไม่แพ้ลิกเนอร์  ด้วยท่อนแขนยาวที่เหมาะกับการขว้างลูกในตำแหน่งโบว์เลอร์  ทำให้เขาใช้แขนทั้งสองสยบคู่ต่อสู่มาแล้วนักต่อนัก

                   แม้จะแตกต่าง  แต่สิ่งที่ทั้งสองเหมือนกันก็คือ ‘รสนิยมเรื่องผู้หญิง’ 

                   ตอนสมัยประถม  ก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่ประตูห้องเรียน  เด็กน้อยผมแกละที่ยิ้มร่าจนเห็นฟันซี่ที่หลอด้านในกระแทกหัวใจเด็กชายทั้งสองอย่างจังจนพวกเขาอายม้วนไม่กล้าแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน 

                   เมื่อขึ้นสู่มัธยม  สาวนักกรีฑาผมสั้นท่าทางห้าว ๆ ก็ทำให้เด็กหนุ่มทั้งคู่แอบอู้ซ้อมคริกเก็ตมานั่งเฝ้าที่สนามวิ่งเป็นประจำจนแทบโดนครูฝึกไล่หวด

                   พอเข้าสู่มหาวิทยาลัย  ก็ไม่วายถูกหนุ่ม ๆ อิจฉาเพราะคว้าสองสาวที่สวยที่สุดมาครอบครองได้

                   แต่ไม่ว่าจะมีผู้หญิงผ่านมาให้ทั้งสองคู่เลือกมากหน้าหลายตาเพียงใด  ลิกเนอร์และซามัวร์ก็ไม่เคยทะเลาะกันเพราะแย่งผู้หญิงคนเดียวกันสักครั้ง  ทั้งคู่ต่างรู้ว่าไม่ควรล้ำเส้นของกันและกัน  หากลิกเนอร์หมายตาใครก่อนแล้ว  ต่อให้ซามัวร์จะชอบผู้หญิงคนนั้นสักแค่ไหนเขาก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธอเลยเด็ดขาด  ซึ่งลิกเนอร์ก็ปฏิบัติต่อซามัวร์แบบเดียวกัน

                   เว้นเพียงอาทาโพเอล!!

                   วินาทีที่เป็นส่วนหนึ่งในความมืดมิดแห่งเงารัตติกาล  ทั้งคู่ก็ไม่ทำให้องค์กรผิดหวัง  ด้วย SSS อันทรงพลังที่ทั้งคู่เชื่อมต่อ  ทั้ง ‘สายล่อฟ้าของเบนจามิน แฟลงคลิน’ ที่สามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าของลิกเนอร์  และ ‘คอมเพรสเซอร์ของวิลลิส แคร์ริเออร์’[1] ที่ควบคุมอุณหภูมิให้ลดได้ตามที่ต้องการ  ทำให้ลิกเนอร์และซามัวร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอย่างรวดเร็ว

                   แม้เป้าหมายของทั้งคู่จะอยู่จุดเดียวกัน  คือการขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงที่สุดของเงารัตติกาล  แต่ความหวังก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบกับหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งที่เข้าอยู่ในองค์กรเดียวกัน 

                   อาทาโพเอล  หญิงสาวชาวอียิปต์ผู้ทรงเสน่ห์  ไม่มีชายใดที่เมื่อพบเธอแล้วไม่ต้องมนต์ต่อความงามและหลงใหลเธอ  กระทั่งชายหนุ่มที่เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติอย่างลิกเนอร์และซามัวร์ก็ไม่ต่างจากคนอื่น  ทั้งคู่ตกหลุมรักหญิงสาวตั้งแต่แรกเห็น  ยิ่งเมื่อถูกจับให้อยู่ในกลุ่มนักฆ่าทีมเดียวกัน  ทั้งสองคนต่างเร่งทำคะแนนเพื่อให้สาวผิวน้ำผึ้งหันมาสนใจ

                   และต่อให้นักฆ่าทั้งสองจะมีฝีมือร้ายกาจและมีพลังพิเศษที่ทรงอาณุภาพมากขนาดไหน  คำสาบานเดียวที่ให้ไว้กับอาทาโพเอลก็ทำให้เขาต้องหยุดตำแหน่งในองค์กรเงารัตติกาลเพียงแค่ผู้ช่วยของรองหัวหน้าสาวเท่านั้น

                   ‘จะรักและภักดีกับเธอตลอดไป…’

                   เพราะความรักที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ  ทำให้อาทาโพเอลไม่จำเป็นต้องใช้พลังพิเศษสะกดเพื่อสร้างเจตจำนงต่อลิกเนอร์และซามัวร์  ทั้งคู่ก็ยอมเป็นข้ารับใช้ต่อหญิงสาวด้วยใจภักดิ์  และด้วยความร้ายกาจของทั้งสองคน  ทำให้ตั้งแต่อาทาโพเอลก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองหัวหน้า  เธอยังไม่เคยได้รับบาดแผลเลยแม้สักรอยแมวข่วน

                   บัดนี้ถึงเวลาพิสูจน์ความรักที่มีต่อหญิงสาวแล้ว!!

                   สายฟ้าแลบแปลบปลาบในกำปั้นสองข้างของลิกเนอร์  ประกายสายฟ้าส่องสว่างจนเงาร่างก่อตัววูบวาบราวปีศาจร้าย  แต่กระนั้นสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของซูอัลก็ยังไม่หวั่นเกรง  ดาบโลหะที่เคยปักคร่าชีวิตตนเองถูกถือในมือแน่น  เขาไม่ต้องการใช้พลังพิเศษที่มีจำกัดอย่างพร่ำเพรื่อ  ยิ่งกับคู่ต่อสู้ที่มีพลังร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยพบยิ่งทำให้ซูอัลต้องวางแผนให้รอบคอบ

                   เช่นเดียวกับเน็กเธอร์  แม้สองมือจะล้วงกระเป๋ากางเกงและเดินอาด ๆ เป็นวงกลมรอบห้องอย่างดูเชิงด้วยท่าทางสบาย ๆ  แต่เหงื่อที่ผุดพรายอยู่บนหน้าผากก็ทำให้รู้ว่าเขาต้องระวังตัวมากแค่ไหน  ไอเย็นจาง ๆ  แผ่ซ่านออกมาจากร่างทั้ง ๆ ที่เสื้อกันหนาวปกคลุมอย่างมิดชิด  ฮู้ดหนาสีเดียวกับเส้นผมครอบศีรษะจนเกือบบดบังดวงตาเย็นยะเยือก  ซามัวร์พ่นควันสีขาวขุ่นออกจากจมูกทุกครั้งที่ปล่อยลมหายใจออกมา   ถุงมือขนสัตว์ที่ใส่อยู่ตลอดถูกถอดจากนิ้วช้า ๆ  เผยเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนฝ่ามือ 

                   แต่ถึงคู่ต่อสู้จะฝีมือร้ายกาจแค่ไหน  ผู้ช่ำชองด้านการต่อสู้อย่างเน็กเธอร์และซูอัลก็ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับหญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มที่แม้แต่มดหรือแมลงยังไม่เคยฆ่า  คู่ต่อสู้ที่เธอต้องประมือด้วยเป็นถึงรองหัวหน้าที่ควบคุมเหล่านักฆ่าหลายสิบคน  แม้พลังพิเศษของอาทาโพเอลจะไม่สามารถใช้กับเซราห์ได้  แต่เธอรู้ดีว่าคู่ต่อสู้ที่ยืนมองลงมาจากชั้นลอยด้านบนย่อมไม่ได้มีฝีมือเพียงเท่าที่เห็นแน่

                   เซราห์กำแส้แสงในมือแน่น  ปลายแส้สั่นไหวเบา ๆ ก่อนที่มันจะเคลื่อนเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาด 

                   สิ่งที่ตอบโต้กลับมามีเพียงรอยยิ้มจากริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดของรองหัวหน้าเงารัตติกาล  อาทาโพเอล เท่านั้น

 

                   “ย้ากกกก!!! / ย้ากกกก!!!”

                   ท่อนขาฟาดเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่าย  แต่คนที่กระเด็นกลับเป็นผม  เพราะขาของลูซัมใหญ่กว่าผมเกือบสองเท่า  แรงกระแทกจุกจนแน่นหน้าอก 

                   แต่เมื่อปลายเท้าสัมผัสพื้น  ผมก็ดีดตัวพุ่งเข้าหาลูซัมอีกรอบ  รองหัวหน้าเงารัตติกาลตั้งท่ารออยู่แล้ว  หมัดขวาที่ยังใช้การได้เหวี่ยงเข้าใส่ผมราวค้อนขนาดยักษ์

                   ‘วูบ!!’

                   ผมก้มศีรษะหลบได้หวุดหวิด  จังหวะการเคลื่อนไหวต่อเนื่องทำให้ร่างม้วนหน้ากลิ้งกับพื้นเข้าประชิดลูซัม  ปลายเท้าถีบเข้าใส่หน้าท้องลูซัมอย่างจังจนเขาตัวแอ่น 

                   แม้แขนจะใช้การไม่ได้  แต่ขาสองข้างผมยังคงใช้เป็นอาวุธได้อยู่  เมื่อลูซัมเสียหลัก  ผมใช้ขาทั้งสองหนีบขาที่ยืนโงนเงนก่อนบิดตัวสุดกำลัง  ร่างใหญ่ของลูซัมล้มลงศีรษะกระแทกพื้นอย่างจังจนได้ยินเสียงดังสะท้อนก้องเข้ามาในหู

                   ผมรีบฉวยโอกาสถีบตัวให้ลอยขึ้นเหนือฟ้า  ก่อนที่แรงโน้มถ่วงจะฉุดร่างให้ตกลงมาพร้อมปลายเท้าคู่ที่เหยียดเข้าหาลูซัมที่นอนเป็นเป้านิ่ง

                   ‘ตูมม!!’

                   พื้นแตกเป็นทางกว้างโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ร่างใหญ่ซึ่งนอนเลือดท่วมปากอยู่  เสื้อยืดใต้แจ็คเก็ตสีดำขาดวิ่นเป็นวงจากการโจมตีอย่างรุนแรง  ผมหอบตัวโยนจนแทบประคองกายไม่ไหว  แต่สองขายังยืนมั่นเพราะแน่ใจว่าการต่อสู้ไม่จบง่าย ๆ อย่างนี้แน่

                   “ฮ่า ๆ ๆ..  (แค่ก ๆ)  ฮ่า ๆ  สะใจจริง ๆ โว้ยย  (แค่ก ๆ)”

                   แม้ร่างกายจะเจ็บหนัก  แต่ลูซัมยังระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมลิ่มเลือดที่ทะลักไม่หยุด 

                   มือขวายันพื้นฉุดร่างให้ลุกนั่งพลางส่งสายตาอำมหิตใส่ผมอย่างไม่สนใจบาดแผลของตัวเอง  เข่าที่สั่นรัวพยายามยืดร่างให้ยืนอย่างทุลักทุเล  เมื่อยืนขึ้นได้  เขาก็ยื่นมือกำชูมาทางผม

                   “สู้กับแกนี่มันสนุกจริง ๆ เลยว่ะ  มาฟาดปากกันให้ตายไปข้างนึงเลยดีกว่า”

                   ลมหมุนที่เกิดจากพายุเศษโลหะพัดรุนแรงจนเสื้อผ้าสะบัดปลิว  กระทั่งร่างก็ยังแทบจะประคองไว้ให้ยืนอยู่ลำบาก  แม้กระทั่งบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้  ลูซัมยังไม่มีความคิดจะใช้พลังพิเศษควบคุมพายุโลหะเข้าโจมตีผมเลยแม้แต่น้อย

                   ‘วูบบบบบ!!!’

                   แสงสว่างจากตัวผมเริ่มจางลง  อาการเหนื่อยล้าที่สะสมมาอย่างยาวนานทะลักพวยพุ่งราวน้ำพุร้อนจากใต้พิภพ  เมื่อความเจ็บปวดแผ่ซ่านทั่วร่าง  ผมก็ต้องทรุดเข่าลงพลางส่งเสียงตะโกนร้องอย่างเกินจะทานทน

                   ลูซัมเลิกคิ้วพลางมองสิ่งที่ผมทำด้วยความฉงน 

                   “กะ.. แกแกทำบ้าอะไรน่ะ

                   ผมเงยหน้าที่เปียกชุ่มด้วยเม็ดเหงื่อมองลูซัมด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว

                   “คุณสู้กับผมโดยไม่ใช่พลังพิเศษ  ถ้าผมใช้พลังเพิ่มความเร็วอยู่ฝ่ายเดียวก็เอาเปรียบคุณน่ะสิ”

                   การตัดสินใจของผมกลับระเบิดโทสะให้ลูซัมจนเส้นเลือดเขาปูดโปนที่ขมับ

                   “อย่ามาล้อเล่นนะโว้ย!!  ไอ้เด็กอ่อนต่อโลกอย่างแกถ้าไม่ใช่พลังพิเศษจะมีปัญญาอะไรมาต่อกรกับชั้น”

                   ผมกำหมัดแน่น  ยื่นชูไปที่ลูซัมบ้าง

                   “คุณบอกเองไม่ใช่เหรอ  ว่าให้มาฟาดปากกันน่ะ”

                   เสียงกัดฟันกรอดของลูซัมดังมาถึงตำแหน่งที่ผมนั่งหอบอยู่  สีหน้าเขาดุดันราวอสูรร้าย  ความหฤหรรษ์ในจิตใจกำลังถูกทำลายเพราะเจตจำนงของผม  เมื่อความสนุกหมดไป  ก็ไม่เหลือเหตุผลที่ต้องยืดเวลาการต่อสู้ออกไปอีก

                   “งั้นก็ตายไปเพราะความอวดดีของแกซะ  ตายยยยย!!!”

                   ร่างที่วิ่งเข้าใส่ดุดันและแผ่รังสีแห่งการฆ่าฟันรุนแรงจนบรรยากาศบิดเบี้ยว  แม้ไม่ต้องใช้พลังพิเศษแต่แค่กำลังกายก็สามารถบดขยี้ผมให้แหลกคามือได้ง่ายดาย

                   แต่แปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลยสักนิด

                   หมัดขวาเหวี่ยงเข้าใส่ปลายคางด้วยความเร็วปานพายุ  ผมจ้องกำปั้นที่พุ่งเข้าใส่ด้วยความรู้สึกสงบ  แม้ร่างจะนั่งอยู่แต่ผมสามารถเอนไปด้านหลังเพียงน้อย  เพื่อหลบการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียดชนิดลมจากแรงเหวี่ยงปะทะใบหน้าจนชา

                   ปลายเท้าของลูซัมเสยฟาดจากด้านล่างทันทีที่การโจมตีครั้งแรกพลาด 

                   ...และก็เหมือนเช่นเคย  ผมเพียงเอียงตัวหลบเล็กน้อย  การโจมตีเป็นเส้นตรงก็พุ่งผ่านไปชนิดห่างเพียงปลายเส้นผม

                   ครั้งที่สาม!!  ครั้งที่สี่!!  ครั้งที่ห้า!!

                   ลูซัมระดมโจมตีต่อเนื่องด้วยความเร็วและแรงที่ไม่ตกไปจากตอนสภาพร่างกายเป็นปกติ  แต่ที่แปลกไปกลับเป็นผมต่างหาก  การเคลื่อนไหวดุจไม้ไผ่ลู่ลมสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของลูซัมได้หมดสิ้น

                   ไม่มีแม้ความตระหนก

                   ไม่มีแม้ความหวาดเกรง

                   ไม่มีเพียงเศษเสี้ยวของห้วงความคิดว่าการโจมตีของศัตรูจะสะกิดปลายผิว

                   ไม่ใช่เพียงลูซัมที่มองมาด้วยสีหน้าตกใจราวกับเห็นภูตผี  ตัวผมเองก็แปลกใจไม่แพ้กัน

                   อาจเพราะจิตวิญญาณที่ผสานเชื่อมต่อกับเนเปียร์โบนส์มาอย่างยาวนาน

                   รึอาจเพราะการต่อสู้หลายต่อหลายครั้งที่ขัดเกลาร่างกายให้เคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัติ

                   หรือไม่ก็...  เพราะทั้งสองอย่างผสมกัน!!!

                   เพียงเห็นการเคลื่อนไหวก่อนเริ่มโจมตี  สมองก็ประมวลผลทันทีว่าการโจมตีของลูซัมจะออกมาในรูปแบบใด  จากทิศทางใด  ด้วยความเร็วและแรงเท่าไหร่  ทำให้ผมสามารถหลบหลีกได้ในเวลาชั่วพริบตา

                   เพราะความสามารถในการ ‘คำนวณ’ ได้ตื่นขึ้นหลังจากเชื่อมต่อ  แม้มันจะไม่แสดงผลออกมาเพราะผมมัวแต่พึ่งพลังพิเศษ  แต่เมื่อจิตใจตั้งมั่นในการตัดสินใจต่อสู้ด้วยกำลังของตน  ทำให้ความสามารถระเบิดออกมาในการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายครั้งนี้

                   ผมเริ่มตอบโต้!!

                   เมื่อหลบการโจมตีได้  สมองก็สั่งให้ปลายเท้าเตะสลับไปมาด้วยความเร็ว  การคำนวณจากสายตาสู่สมองบอกว่าขาทั้งสองข้างของลูซัมแทบไม่เหลือแรงประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้  ปลายเท้าจึงกระหน่ำซัดไปที่จุดอ่อนของเขาอย่างไม่รอช้า

                   “อึ้ก!!”

                   ลูซัมครางพลางทรุดร่างลงกับพื้น  แขนยกกันโดยสัญชาติญาณเมื่อหางตามองเห็นการเคลื่อนไหวของปลายเท้าอีกข้างของผม

                   แต่การป้องกันจากคนบาดเจ็บไหนเลยจะหลบรอดจากการคำนวณของผมไปได้

                   เท้าชะงักค้างเมื่อใกล้ถึงท่อนแขน  พลันเปลี่ยนทิศจากบนลงล่าง  มาเป็นโจมตีในแนวราบ  ใบหน้าของลูซัมถูกเตะจนสะบัดพาร่างหมุนคว้างปานลูกข่างถูกกระตุกเชือก  รองหัวหน้าเงารัตติกาลมองเห็นเพียงแผ่นฟ้าที่หมุนไปมาพร้อม ๆ กับเศษโลหะที่เริ่มตกลงมาสู่พื้นราวห่าฝนเมื่อพลังพิเศษจางลง

                   ‘โครมมมมมมมมมมม!!!!!!’

                   ทุกสิ่งทุกอย่างกระจัดกระจายกองเกลื่อนกลาดราวกับถูกพายุหอบซัดมา  ความเสียหายจากการหมุนของพายุเศษเหล็กทำเอาตัวปราสาทแหว่งวิ่นไปแถบหนึ่ง  ลูซัมนอนหงายมองฟ้าด้วยแววตาสงบ

                   นี่คือการต่อสู้ที่เขาใฝ่หามาโดยตลอด

                   ไม่มีครั้งใดเลยที่การต่อสู้จะเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในหัวใจได้เท่ากับครั้งนี้ 

                   ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ผลลัพธ์ของการต่อสู้จะเป็นผลลัพธ์ที่เขาพึงใจได้มากเท่ากับครั้งนี้

                   เพราะสิ่งที่เขาถวิลหามาโดยตลอด...  คือ ‘ความพ่ายแพ้’

                   เหล่านักสู้เมื่อชนะในการต่อสู้  ก็ยิ่งมีจุดหมายที่สูงขึ้นไปให้ปีนป่าย  ต่อให้จะปีนขึ้นไปได้สูงสักเพียงใด  ยอดเขาแห่งเส้นทางการต่อสู้ก็ไม่ปรากฎแก่สายตาสักที  ลูซัมเฝ้าใฝ่หามาโดยตลอดว่าตนจะหยุดเส้นทางนี้ได้อย่างไร  และทางเดียวที่จะหยุดได้ที่สมองคิดออกก็คือ  ต้องพ่ายแพ้ในการต่อสู้เท่านั้น

                   บัดนี้เขาถึงจุดหมายที่ตั้งใจแล้ว

                   สายตาเขามองส่งร่างผมที่เดินโงนเงนอย่างทุลักทุเลเข้าสู่ตัวปราสาท  เมื่อร่างผมพ้นจากขอบเขตการมองเห็น  เปลือกตาที่หนักอึ้งก็ค่อย ๆ ปิดลงอย่างแผ่วเบา  แสงดาวที่ส่องสว่างจากดวงดาวสี่ดวงที่ปรากฏบนท้องฟ้าทั้งสี่ทิศเริ่มอ่อนแสงลงดวงหนึ่ง  สัญลักษณ์ไม้กางเขนที่เกิดจากการลากตัดกันของดาวทั้งสี่ไม่อาจคงรูปเดิมของมันได้เมื่อดาวประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือมอดดับลงอย่างสนิท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] วิลลิส แคร์ริเออร์ (Willis Carrier) วิศวกรชาวอเมริกัน ผู้ได้รับฉายา “บิดาแห่งเครื่องปรับอากาศสมัยใหม่”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น