อัปเดตล่าสุด 2021-08-28 18:36:58

ตอนที่ 3 สู่ฮัมบูร์ก เยอรมนี

บทที่ 3 : สู่ฮัมบูร์ก เยอรมนี

  

               เวลาพลบค่ำที่ท่าเรือฮัมบูร์กเต็มไปด้วยสีสัน  เรือขนส่งสินค้า  เรือท่องเที่ยว  รวมถึงโบสถ์ลอยน้ำต่างแล่นลอยลำอยู่เหนือแม่น้ำเอลเบกันขวักไขว่  แสงไฟยามราตรีจากประภาคารส่องให้ความสว่างแก่เรือลำใหญ่น้อยที่ใช้ท่าเรือแห่งนี้เป็นเหมือนแหล่งพำนัก  เสียงเซ็งแซ่จากทั่วทุกมุมของเมืองท่าดังตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนราวกับเมืองนี้ไม่เคยหลับใหล  ร้านอาหาร บาร์ โรงแรม กระทั่งโรงละครต่างมีลูกค้าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาใช้บริการไม่ขาดสาย  สมแล้วที่ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือที่ใหญ่อันดับหนึ่งของเยอรมนี และใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป

              หญิงสาวในชุดพนักงาน  โผล่ร่างออกมาจากประตูด้านหลังโรงแรม  สองมือแบกถังขยะใบใหญ่ซึ่งมีเศษอาหารและเศษขยะเอ่อล้นส่งกลิ่นชวนอาเจียนออกมาคละคลุ้ง  เธอพยายามประคองถังไม่ให้ขยะตกหล่นลงพื้นอย่างลำบาก  เพราะขนาดของถังนั้นใหญ่เกือบจะเท่าขนาดตัวจนทำให้เธอเดินเป๋ไปเป๋มา

              เธอชะโงกหน้ามองทางผ่านถังขยะอย่างยากลำบาก  สองข้างทางเดินระหว่างตึกมีลังไม้  ถังน้ำมันเก่า  และกล่องกระดาษกองระเกะระกะขวางทางอยู่เต็มไปหมด  หญิงสาวเป่าปากฟู่ก่อนจะรวบรวมกำลังยกถังให้สูงขึ้นเล็กน้อย  อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงที่ทิ้งขยะแล้ว

              “โอ๊ะ!!”

              เสียงอุทานตามมาด้วยเสียงโครม และเสียงขยะหล่นร่วงกระจายลงพื้น  ถังขยะใบใหญ่กลิ้งหลุน ๆ สองสามรอบก่อนจะไปกระแทกผนังตึก  เศษอาหาร เครื่องดื่ม ขยะสดขยะแห้งต่าง ๆ กระจัดกระจายเต็มพื้นทางเดิน  ส่วนร่างของหญิงสาวก็เซกลิ้งไปม้วนกองอยู่กับผืนผ้าใบเก่า ๆ ที่ม้วนกองอยู่ริมตึก

              เธอผงกหัว (ซึ่งตอนนี้มีก้างปลาและกระดูกไก่ชิ้นเบ้อเริ่มประดับอยู่) ขึ้นมามองสิ่งที่ทำให้เธอสะดุดหกล้ม  และเมื่อเห็นสิ่งที่ยื่นออกมาจากกองหนังสือพิมพ์เก่า  เธอถึงกับหวีดร้องเสียงหลง

              “ขา!!  ขาคน  กรี๊ด!!  ช่วยด้วย  มีคนตาย”

              แต่เสียงร้องถูกกลบทับด้วยเสียงเพลงและเสียงเซ็งแซ่ของผู้คนจนไม่มีใครได้ยิน  หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นและเตรียมวิ่งออกจากช่องตึก  แต่เมื่อเธอได้สติ  เธอก็ค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ขาที่โผล่ออกมาและรื้อหนังสือพิมพ์ออก

              และเธอก็โล่งใจ  เมื่อเห็นว่าเจ้าของขานั้นยังมีลมหายใจอยู่  แถมยังไม่ได้มีแค่คนเดียว  เธอจึงประคองร่างของเขาทั้งคู่อย่างยากลำบากเข้าไปในโรงแรมเก่าโทรมที่เธอทำงานอยู่

 

              ภาพที่เห็นนั้นมัวไม่ชัดเจน...

              หญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ถือเข็มขนาดใหญ่ในมือ...

              เธอเหวี่ยงเข็มที่มีด้ายโปร่งใสเข้ามาเต็มแรง...

              เข็มร้อยเย็บทะลวงร่างจนปรุพรุน  เลือดไหลย้อมทั่วร่างแดงฉาน  ผมกำลังจะตาย...

              ผมกำลังจะตาย...

              กำลังจะ..  ตาย!!

              “ไม่นะ!!!”

              ผมสะดุ้งเฮือกตื่นจากภวังค์  เหงื่อกาฬไหลเปียกท่วมเสื้อผ้าจนชุ่ม  สองมือปัดป่ายทั่วร่างเพื่อหาร่องรอยบาดแผล...  แต่ไม่มี  สิ่งที่เห็นเป็นเพียงแค่ความฝัน

              “ฟื้นแล้วเหรอ  ดีใจจัง!!”

              ผมหันหน้าตามเสียงเล็กใสที่พูดด้วยความร่าเริง  หญิงสาวผมสั้นที่นั่งอยู่ขอบเตียงกำลังเช็ดตัวให้ร่างหนึ่งซึ่งนอนสลบไสลไม่ได้สติ

              “คาซี!!”  ผมตะโกนเสียงดัง

              เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เครื่องบินตก จนกระทั่งผมพาคาซีโซซัดโซเซผ่านป่ามาจนถึงเมืองท่าเรือแห่งนี้  แทบไม่น่าเชื่อว่าพวกเราจะรอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย

              สีหน้าเขามีเลือดฝาดแสดงให้เห็นว่าอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว  หญิงสาวบิดผ้าที่ชุบน้ำจนหมาด  ก่อนจะบรรจงเช็ดที่ใบหน้าคาซีอย่างเบามือ

              “เธอ..  ช่วยพวกเราไว้เหรอ”

              หญิงสาวยิ้มและพยักหน้า  คะเนจากใบหน้าเธอคงรุ่นราวคราวเดียวกับพวกผม  ภาษาอังกฤษที่ใช้สำเนียงไม่ผิดเพี้ยนแสดงว่าใช้มันเป็นประจำ  ชุดพนักงานโรงแรมไม่อาจปกปิดผิวขาวนวล  ดวงตากลมโตสอดรับกับริมฝีปากอิ่มสีชมพู  ผมสั้นสีทองสะบัดเบา ๆ ทุกครั้งที่เธอเคลื่อนไหว  ดูแล้วช่างเหมือน...  นางฟ้าลงมาโปรด

              เสียงครางฮือจากคาซีปลุกผมจากความเคลิบเคลิ้ม  ผมรีบเดินไปที่เตียงที่เขานอนอยู่  คาซีผงกศีรษะขึ้นอย่างยากลำบาก  ก่อนจะสะบัดหน้าไล่ความมึนงง

              หญิงสาวยกกะละมังน้ำไปวางที่โต๊ะมุมห้อง  ก่อนจะหันมาพูดกับพวกเราด้วยเสียงร่าเริง

              “ตื่นพร้อมกันแบบนี้ก็ดีเลย  พวกนายสลบไปสามวัน  ค่าโรงแรมคืนละห้าร้อยยูโร  ก็..  คนละพันห้าร้อยยูโร  รวมแล้วพวกนายต้องจ่ายให้ฉันสามพันยูโรถ้วน”

              หญิงสาวพูดรวดเดียวแบบไม่หายใจ  ผมที่ยังไม่หายมึนงงพยายามเรียบเรียงคำพูด  และกว่าจะเข้าใจได้  เธอก็ยื่นใบเสร็จรับเงินที่มีตัวเลขสีแดง ‘3,000’ เขียนไว้ตัวเบ้อเริ่ม

               ผมขอถอนคำพูด...  ยัยนี่มันนางมารร้ายชัด ๆ!!!

 

              “อะไรนะ!!  พวกนายไม่มีเงินติดตัวซักเหรียญเลยเหรอ”

              หญิงสาวตะโกนเสียงดังอย่างเอาเรื่อง  ไม้หน้าสามในมือที่ไม่รู้หยิบมาตอนไหนถูกเคาะเบา ๆ กับพื้น  เธอเดินวนไปวนมาพลางทำท่าคิดว่าจะเอายังไงกับพวกผมดี

              “ฉันทำธุรกิจนะ  ไม่ได้ทำองค์กรการกุศลที่พวกนายจะมาพักฟรีแล้วก็ไป”

              “เอ่อ..  แต่คือ..  เธอพาพวกเราเข้ามาไม่ใช่เหรอ”  ผมพยายามต่อรอง

              “นั่นไม่สำคัญ  ที่สำคัญก็คือตอนนี้พวกนายใช้บริการโรงแรมของฉันแล้ว  และพวกนายก็ต้องจ่ายค่าบริการให้ฉัน”  เธอเดินเข้ามาใกล้พร้อมเพิ่มความแรงในการเคาะไม้หน้าสาม  “หรือไม่ก็...  พวกนายต้องทำงานชดใช้”

              “ทำงาน..  เหรอ”

              หญิงสาวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า  ก่อนจะเปิดประตูตู้หยิบชุดสองชุดโยนมาให้พวกผม 

              “เปลี่ยนชุดซะ  ฉันให้เวลาห้านาที พวกนายต้องลงไปเจอฉันที่ล็อบบี้  แล้วอย่าพยายามหนี  เพราะฉันถ่ายรูปพวกนายไว้เรียบร้อยแล้ว  ถ้านายหนีฉันจะเอารูปให้ตำรวจทั้งโรงพักตามล่าพวกนายแน่ ๆ”

              พูดจบก็เดินออกจากห้องอย่างร่าเริง

              นี่มันวางแผนมาแล้วชัด ๆ!!  ผมเชื่อว่ายัยนี่ต้องค้นตัวพวกเราก่อนแล้ว  พอรู้ว่าเราไม่มีเงินก็เลยให้ทำงานเป็นลูกจ้างแทน  เกิดมาผมไม่เคยเจอผู้หญิงแสบขนาดนี้มาก่อน

              ผมหันมองคาซีอย่างขอความช่วยเหลือ  เขานั่งนิ่งเหมือนใช้ความคิดสักครู่ ก็ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า

              “นายจะยอมเป็นคนงานให้ยัยนั่นเหรอ”

              คาซีพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ 

              “เอกสารทุกอย่าง  เงิน บัตรเครดิต และโทรศัพท์ของพวกเราตกทะเลไปกับเครื่องบินแล้ว  ถ้ายัยนั่นแจ้งตำรวจ  พวกเราก็จะถูกจับข้อหาเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย  แถมยัง...”

              “อะไรเหรอ”

              “ป่านนี้พวกมันคงรู้แล้วว่าสมาชิกกองโจรถูกเราจัดการ  และมันก็คงค้นประวัติผู้โดยสารของเที่ยวบินที่เรานั่งมาทุกคน  ถ้าเราโดนจับก็จะเป็นเบาะแสให้มันสาวถึงตัว  และตอนนั้นพวกผู้มีพลังพิเศษคงแห่กันมาเป็นกองทัพแน่”

              ผมคิดถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาก็ทำให้ขนอ่อนกลางหลังลุกเกรียว  ถ้าจะให้เลือกเสี่ยงตายแบบนั้นอีก  การเป็นพนักงานโรงแรมถือว่าเป็นเรื่องขี้ผงกว่ามาก 

              คิดได้แบบนี้ผมก็รีบเปลี่ยนชุดและเดินตามคาซีออกจากห้องไปอย่างไม่มีทางเลือก

 

              “ฉันชื่อแอซซี  ตั้งแต่วันนี้พวกนายต้องเรียกฉันว่าเจ้านาย”

              หญิงสาวสั่งการเด็ดขาด  เธอยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เก่าโทรมกลางล็อบบี้โรงแรม  ตั้งแต่ออกจากห้อง ตลอดทางลงบันไดจนมาถึงล็อบบี้  โรงแรมแห่งนี้มีสภาพทรุดโทรม  หยากไย่ ฝุ่น คราบสีที่เปรอะเปื้อนผนังไม่ชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ 

              ผมไม่แปลกใจเลยที่แอซซีวางแผนหลอกให้พวกผมมาเป็นพนักงาน  เพราะนอกจากตัวเธอที่ทำทุกหน้าที่แล้ว  แม้แต่พนักงานทำความสะอาดสักคนโรงแรมแห่งนี้ยังไม่มี 

              ผมไล่สายตาดูรายชื่อแขกที่มาพัก  ทั้งโรงแรมมีแขกเพียงแค่ห้าห้อง  แต่ถ้าดูจากสภาพโรงแรมผมว่าห้าห้องยังถือว่าเยอะด้วยซ้ำ

              แอซซีชี้นิ้วและสั่ง ๆ ๆ ๆ ให้พวกเราทำความสะอาดตั้งแต่หน้าโรงแรมไปจนถึงชั้นบนสุด  ผมบิดผ้าขี้ริ้วซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อเช็ด ถู ขัด ทุกซอกมุมจนแขนล้าแทบไม่มีแรงยกขึ้น  เท่านั้นไม่พอ  เธอยังให้พวกผมซักผ้าห่ม ปลอกหมอนที่เก่าเหลือง (บางชิ้นมีคราบน้ำลายเป็นดวง ๆ) อีกด้วย 

              พวกเราทำงานตั้งแต่เช้าจนเที่ยงไม่ได้พัก  เมื่อผ้าถูกนำไปตากจนหมด  ผมและคาซีก็กลับเข้าห้องนอนแผ่หราบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน

              “ถ้าทำงานหนักขนาดนี้  แค่ไม่กี่วันก็คงชดใช้กับเงินสามพันหมดล่ะมั้ง”  ผมบ่นกับคาซี

              แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด  เมื่อแอซซีเดินเข้ามาในห้องพร้อมจานใส่มันฝรั่งบดและซุปอะไรซักอย่างสีน้ำตาลเหนียว ๆ หนืด ๆ โปะอยู่ด้านบน

              “ฉันคิดค่าแรงให้พวกนายวันละสิบยูโร  ดังนั้นพวกนายต้องทำงานเพื่อใช้หนี้เป็นเวลา...  ห้าเดือน”

              “ห้าเดือน!!”  ผมและคาซีร้องประสานเสียงกัน

              แอซซีพยักหน้าด้วยรอยยิ้มที่กว้างเป็นพิเศษ  ดูเหมือนนอกจากเธอจะรู้ว่าพวกเราไม่มีเงินแล้ว  เธอยังรู้ว่าพวกเราไม่ใช่คนเยอรมันและอาจมีปัญหาเรื่องการเข้าเมืองอีกด้วย ถึงได้พูดภาษาอังกฤษกับผมตั้งแต่แรก ช่างฉลาดหลักแหลมอะไรอย่างนี้

              “รีบ ๆ กินให้อิ่มซะ  ตอนบ่ายพวกนายต้องซ่อมเฟอร์นิเจอร์หลายอันที่เสียอยู่  ฉันให้พักแค่ครึ่งชั่วโมงนะ”

              สิ้นเสียงสั่งการ  เธอก็เดินตัวปลิวออกจากห้องอย่างมีความสุข  ทิ้งให้ผมและคาซีนั่งจ้องอาหารที่แทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นอาหารคน

 

              เฟอร์นิเจอร์แทบทุกชิ้นก็มีสภาพไม่ต่างกับโรงแรม  มันทั้งเก่า โทรม บางอันทั้งนอตและตะปูก็หลุดหายไปใช้การไม่ได้  แอซซีจึงออกไปหาซื้ออะไหล่ที่จำเป็น ทิ้งให้พวกผมแบกเตียง ตู้ โต๊ะ และเฟอร์นิเจอร์อีกหลายอย่างมากองรวมกันในโถงทางเดินใหญ่

              คาซีถือโอกาสที่แอซซีไม่อยู่เดินสำรวจรอบโรงแรม  เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่าง  เห็นโรงแรมหรูหรามากมายตั้งตระหง่านโดยรอบ  น่าแปลกที่อาคารห้าชั้นโทรม ๆ แห่งนี้ยังเปิดกิจการอยู่ได้

              “แค่ก ๆ”

              เสียงไอแห้ง ๆ ดังมาจากในห้องด้านหลังล็อบบี้  ผมพยายามเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงตามมาอีกสองสามครั้ง

              ประตูห้องถูกแง้มไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ  คาซีดันประตูเข้าไปอย่างไม่สนใจ 

              “แค่ก ๆ..  พวกเธอคือ..  พนักงานใหม่เหรอ”

              ชายชรารูปร่างผอมโซนอนแหมบอยู่บนเตียง  ร่องรอยบนร่างแสดงถึงความแข็งแรงเมื่อครั้งยังหนุ่ม  ผ้าห่มถูกดึงกระชับเลื่อนขึ้นมาถึงหน้าอก  ผมไล่สายตาตามรอยนูนของผ้าห่มก็พบสิ่งผิดปกติ

              เขาไม่มีขา!!!

              ผมเอ่ยถามอย่างสงสัย

              “คุณคือ..”

              ชายชราไออีกสองสามรอบ  ก่อนจะตอบอย่างลำบาก

              “ฉันเป็นเจ้าของโรงแรมนี้  แอซซีคือลูกสาวฉันเอง”

              ผมสังเกตเห็นคาซียืนนิ่งตั้งแต่เข้ามาในห้อง  ดูท่าเขาคงเห็นภาพชายชราซ้อนทับกับพ่อของตัวเองเป็นแน่

              “อย่าถือสาเธอเลยนะ  ฉันรู้ว่าพวกเธอไม่ได้เต็มใจทำงานที่นี่หรอก  แต่แอซซีพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้โรงแรมนี้อยู่รอดได้  ฉันเองตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุก็เป็นซะแบบนี้  เลยไม่รู้จะช่วยลูกสาวได้ยังไง”

              ชายชราพูดพลางน้ำตาไหล  เสียงสะอื้นเบา ๆ ทำให้คาซีมีแววตาหม่นลง

              “ตั้งแต่โรงแรมเครือ ‘เน็กเธอร์’ ขยายกิจการจนเกือบครองพื้นที่ท่าเรือทั้งหมด  โรงแรมของเราก็เริ่มไม่มีคนมาพัก  แถมพวกมันยังกลั่นแกล้ง  ส่งนักเลงมาข่มขู่จนพนักงานทยอยลาออกกันหมด  โรงแรมนี้ก็เลยมีสภาพอย่างที่เห็น”

              “เน็กเธอร์..”  คาซีทวนถ้อยคำ

              เน็กเธอร์ เมริว ดาร์นอค  เจ้าของธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองท่านี้  แต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังมันทำงานสกปรกสารพัด  พูดง่าย ๆ ก็เป็นมาเฟียนั่นแหละ”

              ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ

              “มันขู่ให้ฉันขายโรงแรมเพื่อขยายอาณาเขตธุรกิจของมัน  แต่โรงแรมนี้สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ของฉัน  ไม่มีวันซะหรอกที่ฉันจะแลกมันกับเงินสกปรกของเจ้านั่น”

              และเสียงตึงตังด้านนอกก็ทำให้ผมและคาซีต้องหยุดสนทนากับชายชรา  พวกเราเดินออกจากห้องก็พบชายร่างใหญ่สองสามคนเดินป้วนเปี้ยนไปมาอยู่ตรงล็อบบี้

              ผมพยายามฉีกยิ้มแบบพนักงานและเข้าไปต้อนรับพวกเขา

              “เอ่อ..  สวัสดีครับ  มาติดต่อห้องพักรึเปล่าครับ”

              หนึ่งในแขกไม่ได้รับเชิญหันมามองผมด้วยแววตาไม่เป็นมิตร

              เสียงใหญ่ดังต่อเนื่อง  แม้ฟังไม่ออกเพราะผู้พูดใช้ภาษาเยอรมัน  แต่ดูจากหน้าตาและท่าทางข่มขู่  ก็รู้ทันทีว่าถ้อยคำไม่ใช่แค่ต้องการถามหาห้องพักแน่

              สีหน้าพวกมันเหี้ยมเกรียม  แต่สิ่งที่ทำให้ผมเสียวสันหลังวาบคือสีหน้าของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผมต่างหาก

              ไม่ต้องมองก็รู้ว่าตอนนี้แววตาของคาซีอำมหิตแค่ไหน  แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือทำอะไร  ประตูโรงแรมก็เปิดผึงพร้อมด้วยร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางยียวน

              “ไม่เอาน่า..  พวกแกอย่าไปขู่เค้าแบบนี้สิ  เดี๋ยวเขาจะหาว่าพวกเราเป็นนักเลงนะ”

              ชายสองคนหน้าเสียเมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นเจ้านาย  มันถอยหลังไปยืนชิดผนังเปิดทางให้ชายคนนั้นเดินมาเผชิญหน้ากับพวกเรา

              ผมยาวประบ่าถูกหวีเสยเรียบติดหนังศีรษะ  เสื้อเชิ้ตแขนยาวปลดกระดุมด้านบนเผยให้เห็นแผงอกล่ำสัน  รอยยิ้มมุมปากเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลและจมูกโด่งเป็นสัน  ท่วงท่าสบาย ๆ แต่แฝงอำนาจที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องยำเกรง

              “แอซซีไม่อยู่เหรอ”  เขารู้ว่าพวกเราฟังภาษาเยอรมันไม่รู้เรื่องจึงใช้ภาษาอังกฤษ

              ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถาม  “เอ่อ..  เจ้านายออกไปซื้อของครับ”

              ชายแปลกหน้าเบ้ปากแบบเสียดาย  เขาเดินวนไปวนมาเห็นข้าวของที่เราขนมากองเพื่อซ่อมแซมก็เกาศีรษะ

              “มีเงินจ้างพนักงานใหม่ไม่พอ  ยังปรับปรุงโรงแรมยกใหญ่อีก  ดูท่าคงไม่คิดขายโรงแรมให้ฉันจริง ๆ สินะ”

              ผมและคาซีหันมองชายแปลกหน้าพร้อมกัน  ประโยคที่เขาพูดทำให้พวกเรารู้ว่าชายที่ยืนเบื้องหน้าคือเจ้าของโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองท่าแห่งนี้  ‘เน็กเธอร์ เมริว ดาร์นอค’

              “นายมาทำบ้าอะไรอีก  ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่ายังไงฉันก็ไม่ขายโรงแรมให้นาย”

              เสียงตะโกนดังมาก่อนตัว  แม้ร่างจะเล็กแต่เสียงเธอดังก้องทั่วโถงโรงแรม  แอซซีวางของที่แบกรุงรังไว้บนเคาน์เตอร์ก่อนจะเดินเข้าไปหาเน็กเธอร์อย่างไม่กลัวเกรง

              “ออกไปจากโรงแรมฉันเดียวนี้”

              เธอมองเน็กเธอร์ราวกับมองหนูหรือแมลงสาบ  ซึ่งตรงข้ามกับเขา

              “โธ่!! ที่รักจ๋า  ทำไมพูดกับผมแบบนี้ล่ะ  ที่ผมมาทุกวันเนี่ย  ไม่ได้มาตื๊อให้ขายโรงแรมซะหน่อย  ผมแค่อยากให้คุณรับรักผมซะที”

              ...เอ่อ 

              ...รับรักเหรอ

              หมอนี่มัน...  อะไรกันเนี่ย!!

              แอซซีง้างมือและตบเข้าที่ใบหน้าเน็กเธอร์เต็มแรง  แต่เขากลับคว้าข้อมือและจุมพิตหลังมือเธอเบา ๆ ก่อนจะโน้มตัวพยายามประทับริมฝีปากกับแก้มของหญิงสาว

              แต่ร่างกายก็กลับถูกรั้งไว้  ฝ่ามือหนาบีบเข้าอย่างแรงที่ไหล่ของเน็กเธอร์และออกแรงกระชาก 

              ชายสวมแว่นในชุดนักบวชที่เพิ่งเดินลงมาจากบันไดดึงตัวเน็กเธอร์ไว้ ช่วยให้แอซซีรีบวิ่งมาหลบด้านหลังคาซี  ก่อนที่เธอจะส่งสายตามองนักบวชหนุ่มอย่างเป็นห่วง

              เน็กเธอร์หันมองผู้ขัดขวางอย่างไม่สบอารมณ์  เขาสะบัดไหล่จนฝ่ามือนักบวชหลุดและเดินกลับไปสมทบกับลูกน้อง

              “นึกว่าใคร..  หลวงพ่อเบลิธาห์นี่เอง  ที่โบสถ์ไม่มีงานทำเหรอ  ถึงได้มายุ่งวุ่นวายกับเรื่องชาวบ้านแบบนี้”

              ใบหน้าสงบนิ่ง ผมสั้นจัดทรงเรียบร้อยรับกับชุดคลุมยาวสีดำที่สะบัดเบา ๆ เมื่อนักบวชเคลื่อนกาย  เขาเดินมายืนเคียงข้างคาซีเพื่อแสดงความปกป้องเธออย่างเห็นได้ชัด

              “โปรดกลับไปเถอะ คุณเน็กเธอร์  พ่อไม่อยากให้คุณต้องมีปัญหากับตำรวจเพราะบุกรุกและข่มขู่คนอื่นหรอกนะ”

              แม้จะได้ยินคำว่าตำรวจ แต่เน็กเธอร์ก็ดูไม่มีทีท่าจะหวาดเกรง  ดูท่าเขาคงมีอิทธิพลในเมืองนี้มาก

              เขาไม่สนใจนักบวช  แต่กลับมองแอซซีด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม

              “วันนี้เสียอารมณ์แล้ว  เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะมาใหม่  และผมก็จะมาที่นี่ทุกวันจนกว่าคุณจะรับรักผมนะ”

              พูดจบก็เดินออกจากโรงแรมไปด้วยท่าทางกวนประสาท  ลูกน้องสองคนของเขาหันมามองพวกเราอย่างเอาเรื่อง  สงสัยผมกับคาซีคงถูกหมายหัวไว้แล้ว

              นักบวชเป่าปากอย่างโล่งอก  เขาหันกลับไปหาแอซซีและพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

              “พ่อไม่อยากให้คุณมีปัญหากับพวกนั้น  ทำไมคุณถึงไม่ขายโรงแรมและเอาเงินก้อนไปเปิดโรงแรมในเมืองอื่นล่ะ”

              แอซซีก้มหน้า  เธอชำเลืองมองที่ประตูห้องด้านหลังล็อบบี้ซึ่งชายชรานอนอยู่

              “โรงแรมนี้คือสิ่งสำคัญที่สุดของพ่อฉัน  ฉันทิ้งมันไม่ได้หรอกค่ะ หลวงพ่อ”

              นักบวชพยักหน้าอย่างเข้าใจ  ก่อนจะร่ำลาเพื่อไปทำหน้าที่ที่โบสถ์

 

              หลังจากซ่อมเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดและจัดพวกมันกลับตำแหน่งเดิม (แถมทุ่นแรงไปเยอะด้วยพลังแรงโน้มถ่วงของคาซี) แล้ว  แอซซีก็อนุญาตให้พวกเราเดินเที่ยวในเมืองได้

              ผมเดินดูบรรยากาศรอบท่าเรืออย่างตื่นตาตื่นใจ  เสียงคำรามของเครื่องยนต์เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่กระหึ่มจนผืนผ้าที่ขึงอยู่โดยรอบสะบัดพลิ้ว  นักท่องเที่ยวที่อยู่บนเรือสำราญโบกไม้โบกมือให้ชาวบ้านอย่างสนุกสนาน  ฝูงนกนางนวลกระพือปีกบินแตกฮือเป็นวงเมื่อมีรถบรรทุกสินค้าวิ่งผ่าน 

              ร้านอาหารหลายร้านเปิดให้บริการจนถึงเกือบรุ่งเช้าของอีกวัน  ลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวและชาวเมืองเข้าออกกันอย่างขวักไขว่  ภาพอาหารบนเมนูหน้าร้านทำให้ผมกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่  เพราะมันดูช่างน่ากินแตกต่างจากมันบดที่แอซซีจัดให้ราวฟ้ากับเหว

              ขณะกำลังเดินดูสิ่งต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน  คาซีก็พลันหยุดเดินกะทันหัน ทำให้ผมชนเขาเซจนเกือบล้มคะมำ  เขาหันมาทำถลึงตาใส่และเอานิ้วทาบปากเป็นสัญญาณให้ผมไม่ส่งเสียง

              ผมมองตามที่คาซีชี้  ก็เห็นเน็กเธอร์นั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง  รอบกายเขามีหญิงสาวนั่งอยู่ถึงสี่คน

              เน็กเธอร์คุยหัวเราะกับพวกเธออย่างสนุกสนาน  มือเขารวดเร็วพอ ๆ กับคำพูด เดี๋ยวโอบไหล่คนซ้าย  แล้วก็ย้ายไปโอบเอวคนขวา  อีกสองคนที่อยู่ห่างก็ยังไม่วายชะโงกหน้าไปหอมแก้มพวกเธอเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดดังได้เป็นระยะ ๆ

              บ้ากามจริง ๆ แฮะ  หมอนี่...

              แต่พวกเราไม่ทันได้ดูต่อ  มือใหญ่หนาก็กระชากร่างผมจนกระเด็นลอยไปกระแทกถังไม้เสียงดังโครม

              “โอยย  อะไรกันเนี่ย”  ผมครางพลางลูบหลัง

              แต่คาซีกลับต่างกัน  เขาพลิกตัวเอาเท้ายันผนังไว้ทำให้ร่างไม่ล้มกลิ้งเป็นลูกขนุนเหมือนผม  คาซีมองชายร่างใหญ่สองคนด้วยสายตาวาวโรจน์

              สองคนนี้คือลูกน้องของเน็กเธอร์ที่เราเจอในโรงแรม  มันย่างสามขุมเข้าหาพวกเราท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่มองอย่างตื่นเต้นตกใจ 

              กว่าผมจะประคองร่างตัวเองลุกขึ้นได้  คาซีก็ไม่รอช้า  เขาทะยานร่างพุ่งเข้าหามันทั้งสองพร้อมด้วยท่อนขาที่ฟาดเหวี่ยงอย่างรวดเร็ว

              พวกมันคงไม่คิดว่าคาซีจะกล้าจู่โจมก่อนจึงประมาท  มันคนซ้ายถูกเตะเข้าที่หน้าเต็มแรงจนร่างปลิวไปกระแทกกระจกร้านอาหารแตกกราวเสียงดังสนั่น  ผู้คนที่ผ่านไปมาบริเวณนั้นต่างวิ่งหนีเพราะไม่อยากโดนลูกหลง  เมื่อมันอีกคนตั้งสติได้  ก็ง้างหมัดชกเข้าใส่คาซีอย่างแรง

              คาซีดีดนิ้วดังเป๊าะ!!  แรงโน้มถ่วงกดทับจนท่อนแขนของมันลู่บิดลงกระแทกพื้นและฉุดให้ร่างล้มตึง  เสียงกระดูกหัวไหล่หลุดดังจนได้ยินชัด  มันร้องครวญครางเสียงดังราวสัตว์ถูกเชือด

              แค่ชั่วไม่กี่วินาที  ชายร่างใหญ่สองคนก็หมดสภาพด้วยฝีมือของคาซีโดยที่ผมไม่ทันได้ช่วยอะไรสักนิด

              ‘แปะ ๆ ๆ’

              เสียงตบมือเบา ๆ จากชายที่เดินออกมาจากร้านอาหาร 

              เน็กเธอร์สลัดจากหญิงสาวทั้งสี่ที่แนบขนาบกายเดินเข้ามาหาพวกเรา  สีหน้าเขาดูไม่ตื่นตระหนกสักนิดทั้ง ๆ ที่ลูกน้องสองคนเพิ่งโดนจัดการไปหมาด ๆ

              “ฝีมือดีนี่  สนใจมาทำงานกับฉันมั้ย  ฉันให้มากกว่าที่พวกนายได้สามเท่าเลยนะ”

              คาซีไม่ตอบ  กลับเดินเข้าหาเน็กเธอร์และหยุดประจันหน้ากับเขาอย่างไม่กลัวเกรง  สายตาเดือดดาลราวกับสิงโตที่จ้องจะขย้ำเหยื่อ  ตรงข้ามกับเน็กเธอร์ที่มองด้วยสายตายียวนกวนโทสะ

              “อ้อ..  ไม่ยอมสินะ  รู้มั้ยว่าคนที่ทำให้ฉันไม่พอใจจะได้รับอะไรตอบแทน”

              คาซีไม่สนใจเตรียมซัดหน้าเน็กเธอร์  แต่เขาก็ต้องชะงักมือ  เมื่อเห็นร่างที่ก้าวออกมาจากร้านอาหาร

              ชายฉกรรจ์นับสิบกรูกันเข้ามาล้อมคาซี  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกนี้คือลูกน้องของเน็กเธอร์ 

              คาซีมองรอบตัว  เขาประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็น  และเพียงครู่เดียว เขาก็กลับทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง

              คาซีพุ่งแหวกวงล้อมและวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงคน...

              ...

              ...

              เฮ้ย!!!  หนีเหรอ..  ไหงเป็นงั้นล่ะ  ลำพังคนแค่สิบกว่าคนแค่พลังพิเศษของเขาก็น่าจะจัดการได้ไม่ใช่เหรอ

              แล้วทุกสายตาก็หันกลับมามองที่ผมซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวที่เหลือ

              ฝากไว้ก่อนนะคาซี..  ผมคิดพลางใส่เกียร์ห้าโกยแน่บไม่คิดชีวิต

 

              ผมวิ่งมาไกลเท่าไหร่ไม่รู้  รู้แต่ตอนนี้เมื่อมองไปข้างหลังพวกลูกน้องของเน็กเธอร์ไม่ตามมาแล้ว  ผมจึงนั่งทรุดลงกับพื้นพิงเสาสะพานเทียบเรือ

              ลมจากแม่น้ำพัดเข้าชายฝั่งหอบเอากลิ่นสดชื่นช่วยให้คลายเหนื่อยไปได้  ผมมองผืนน้ำที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย  ในใจนึกสงสัยว่าทำไมคาซีไม่ใช้พลังพิเศษจัดการพวกนักเลงซะให้รู้แล้วรู้รอด

              เรือลำหนึ่งแล่นเข้าเทียบท่า  ลักษณะของมันแปลกประหลาดไม่เหมือนเรือทั่ว ๆ ไป  เพราะนอกจากผืนเรือที่ทำจากไม้แผ่นหนาประกบซ้อนกันหลายชั้นมีลักษณะคล้ายแพแล้ว  ตัวลำเรือกลับเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กคล้ายบ้านหลังย่อม  สัญลักษณ์รูปไม้กางเขนด้านบนของสิ่งปลูกสร้างทำให้ผมรู้ว่านี่คือโบสถ์   

              แปลกดีแฮะ  เมืองนี้มีโบสถ์ที่สร้างอยู่บนเรือด้วย...

              เพราะบรรยากาศที่อบอุ่นหรือเพราะมนต์เสน่ห์ของประติมากรรมก็ไม่ทราบ  ทำให้ผมก้าวขาขึ้นโบสถ์ลอยน้ำอย่างไม่ได้ตั้งใจ  รูปภาพจากพระคัมภีร์ถ่ายทอดผ่านกระจกหลากสี  จิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างงดงาม

              “อ้าว!!  มาสารภาพบาปเหรอคุณ”

              ผมชะงักตามเสียงร้องทัก  หลวงพ่อเบลิธาห์เดินออกมาจากด้านหลังโบสถ์  ในมือถือพระคัมภีร์เล่มหนา  สีหน้าเขาผ่อนคลายดูแล้วน่าเลื่อมใส

              “ปละ.. เปล่าครับ  ผมแค่เดินเล่นมาตามทาง  แล้วก็..  บังเอิญขึ้นมา..  น่ะครับ”

              หลวงพ่อยิ้มและพยักหน้า  เขาพาผมเข้าไปในโบสถ์  โถงสำหรับผู้มาทำพิธีทางศาสนานั้นไม่ใหญ่มากนักเมื่อเทียบกับโบสถ์ทั่วไป  แต่เก้าอี้ไม้แถวยาวที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ  พรมหนานุ่มทอดยาวระหว่างกลางทางเดิน และไม้กางเขนขนาดใหญ่ทำด้วยโลหะสำริด  ทุกองค์ประกอบทำให้โบสถ์แห่งนี้เป็นสถานที่พึ่งพิงทางใจและประกอบพิธีทางศาสนาได้อย่างดีไม่ต่างกับโบสถ์ขนาดใหญ่แห่งอื่น

              “คุณมาทำงานที่โรงแรมได้ยังไง  นานแล้วที่พ่อไม่เห็นโรงแรมมีลูกจ้าง”

              ผมลังเลก่อนจะปั้นเรื่องโกหก

              “เอ่อ..  บ้านพวกผมจนครับ  แถมยัง..  ยังไม่มีเงินเรียนหนังสือ  เลยต้องหางานอะไรก็ได้ทำ  เพื่อ..  เพื่อหาเงินส่งไปให้พ่อกับแม่ครับ”

              หลวงพ่อพยักหน้าอย่างเห็นใจ  ตรงข้ามกับผมที่ไม่รู้ว่าตายไปแล้วจะตกนรกขุมไหน  ก็เล่นโกหกนักบวชแบบนี้

              “แล้ว..  หลวงพ่อพักที่โรงแรมเหรอครับ” 

              ผมถามอย่างสงสัย  เพราะปกติแล้วนักบวชต้องอาศัยอยู่ที่โบสถ์

              “โบสถ์ลอยน้ำแห่งนี้ไม่กว้างพอที่จะสร้างห้องพัก  ท่านบาทหลวงหัวหน้าคณะจึงอนุญาตให้เฉพาะบาทหลวงที่อยู่ในเมืองนี้อาศัยที่อื่นได้เป็นกรณีพิเศษ..  พ่ออยู่ที่โรงแรมได้หลายเดือนแล้ว”

              “แสดงว่าหลวงพ่อก็รู้จักกับเจ้านาย...  เอ่อ..  คุณแอซซีกับพ่อของเธอดีสิครับ”

              หลวงพ่อมีสีหน้าหม่นลง

              “เธอเป็นคนน่าสงสาร  ต้องทำงานหนักขนาดนั้นตั้งแต่ยังสาว  แม่เธอป่วยเป็นโรคร้ายเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่ถึงปี  พ่อก็ต้องมาโดนทำร้าย...”

              “โดนทำร้าย..  อ้าว!!  ก็เขาบอกผมว่าอุบัติเหตุ”

              “พ่อขอโทษ  จริง ๆ พ่อไม่น่าด่วนสรุปแบบนั้น  แต่ทุกคนที่รู้เหตุการณ์ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนที่เขาขึ้นนั่งร้านทาสีโรงแรม  มีผู้ชายคลุมหน้าตามิดชิด  ถีบขานั่งร้านจนหัก  เขาเลยตกมาขาสองข้างถูกรั้วเหล็กแหลมของร้านอาหารที่อยู่ติดกันเสียบ  บาดแผลหนักมากจนต้องตัดขาทิ้ง”

              ผมอ้าปากค้างเมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น

              “เป็นฝีมือของ...  เน็กเธอร์หรือครับ”

              หลวงพ่อสั่นศีรษะ  “พ่อไม่อยากใส่ร้ายใครหรอก  ไม่มีหลักฐาน ไม่มีใครกล้าเป็นพยาน  ตำรวจเองก็สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ”

              ผมคุยกับหลวงพ่ออีกสักพักฟ้าก็เริ่มมืด  จึงขอตัวกลับโรงแรมก่อนเพราะหลวงพ่อต้องจัดการเก็บข้าวของที่ใช้ประกอบพิธีให้เรียบร้อย  ระหว่างทางเดินผมนั่งทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด  ในใจนึกสงสารพ่อลูกที่ต้องประสบชะตากรรมเลวร้ายแบบนี้  จนทำให้ลืมแผนการณ์ที่แอซซีใช้หลอกจนพวกผมต้องมาทำงานให้เธอจนหมด

 
 

              แม้ท่าเรือจะคึกคักและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย  แต่ทางเดินกลับโรงแรมกลับมีคนบางตา  ตอนขามาผมมัวแต่วิ่งหนีลูกน้องของเน็กเธอร์จนไม่ได้สังเกตข้างทาง  ตอนขากลับมันช่างวังเวงจนชวนให้ขนลุก

              เสียงหมาหอนดังประสานกันราววงดนตรีออเคสตรา  ยิ่งเดินไปเรื่อย ๆ ตึกรามบ้านช่องเริ่มทิ้งระยะห่าง  จากที่มีติดกันเป็นแถวเป็นแนว  กลับตั้งห่างหลังเว้นหลัง  จนเป็นหลังเว้นหลาย ๆ หลัง  และเมื่อเดินพ้นรัศมีแสงไฟทางสุดท้าย  ทางเดินก็มืดสนิท

              เพราะความเงียบสงบจึงทำให้เสียงหมาหอนดังมากขึ้นเรื่อย ๆ  ขนอ่อนที่คอผมลุกชันเมื่อมีลมแผ่วเบามากระทบ  ผมพยายามนึกถึงเส้นทางในหัว  แต่ดูเหมือนผมจะหลงทางซะแล้ว

              เอายังไงดีล่ะเนี่ย...

              และสุดทางเดิน  ก็เป็นสถานที่ที่ผมไม่อยากเจอที่สุดในเวลานี้  ด้วยลักษณะและบรรยากาศ  รวมถึงสิ่งที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านในที่พุ่งมากระทบสายตาผมอย่างไม่ตั้งใจทำให้รู้ว่าสถานที่เบื้องหน้าคืออะไร

              ‘สุสาน’

              เท้าผมหยุดกึก  มือไม้เริ่มเย็นเฉียบ  แสงจันทร์สีนวลส่องให้เห็นบรรยากาศได้ราง ๆ  ไม้กางเขนที่โผล่พ้นจากพื้นด้านหลังป้ายหินอ่อนถูกวางเรียงเป็นแถวเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบ  ป้ายชื่อที่สลักบนแท่นหินเป็นเครื่องบอกตำแหน่งให้รู้ว่าใต้พื้นดินมีร่างไร้วิญญาณของญาติพี่น้องใครอยู่ตรงไหนบ้าง  กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ที่มีคนมาวางไว้หน้าหลุมศพแต่ละหลุมโชยแตะจมูกจนน่าเวียนหัว

              ผมก้าวถอยหลังอย่างไม่ตั้งใจ  ในใจภาวนาไม่ให้เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น 

              ‘ครืนน...’

              เสียงอะไรน่ะ!!!

              ผมหันมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน  เสียงที่ดังเข้าหูฟังดูแล้วเหมือนเสียงลากอะไรบางอย่าง  สายตาเพ่งมองเข้าไปในสุสานอย่างไม่ได้ตั้งใจ  และที่มาของเสียงก็ทำให้ผมตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

              แผ่นหินปิดสุสานเลื่อนออกช้า ๆ  พร้อมกับมือที่ยื่นออกมาจากหลุม  มันเกาะปากหลุมแน่นราวกับจะดึงร่างขึ้นมาสู่โลกภายนอก 

              ผมไม่รอจนกว่าจะเห็นชัดว่ามีอะไรออกมาจากหลุม  ตอนนี้สติผมเตลิดเปิดเปิงไปเรียบร้อยแล้ว  จำได้เพียงว่าผมหันหลังและวิ่ง วิ่ง วิ่ง มาไกลมาก

              ชาวเมืองคงได้ยินประโยคนี้ชัดเจนกันทุกคนแน่

              “ช่วยด้วย... ผีหลอก!!!”

 

              “ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

              คาซีหัวเราะลั่นเมื่อเห็นสภาพของผม

              หน้าซีดเผือดไม่มีสี  ปากขาวซีดสั่นเทิ้ม  ฟันกระทบกันกึก ๆ  ผมและขนทั่วสรรพางค์กายลุกชันชี้ตั้ง  สภาพผมตอนนี้น่าสมเพชมาก

              “ไม่ต้องหัวเราะเลย  ไม่ตลกนะ  เพราะนายคนเดียว เลยทำให้ฉันต้องเจอเรื่องบ้า ๆ แบบนี้”

              “ผีเหรอ..  นายอายุเท่าไหร่แล้ว  ยังเชื่อเรื่องผีอีกเหรอ”

              ผมไม่อยากฟังเขาเยาะเย้ย  จึงเอาผ้าห่มคลุมโปงพลางฝืนข่มตาหลับ

              “ที่ฉันไม่ใช้พลังพิเศษเพราะไม่อยากเผยร่องรอยให้ใครรู้  เน็กเธอร์เป็นคนฉลาด แถมมีอิทธิพลกว้างขวางในเมืองนี้  ถ้าฉันจัดการลูกน้องเป็นสิบคนของมันได้ง่าย ๆ  มันย่อมสงสัย  และอาจทำให้ศัตรูตามรอยมาจนพบเราก็ได้”

              ผมเปิดผ้าห่มออกเมื่อได้ยินคาซีอธิบาย

              “จดหมายที่ฉันได้รับพร้อมพัสดุไปรษณีย์บอกว่านอกจากเราแล้ว  ยังมีคนที่ได้รับพัสดุแบบเดียวกันอีกสี่คน  ในจดหมายบอกประเทศและเมืองไว้  แต่ไม่ได้ระบุตำแหน่งชัดเจนว่าคนพวกนั้นอยู่ที่ไหน  ฉันเชื่อว่าในเมืองนี้ต้องมีคนที่ได้รับพัสดุและพร้อมจะมาเป็นพรรคพวกของเรา”

              “ถ้าอย่างนั้น  แสดงว่าพวกกองโจรก็รู้เหมือนกันสิ  ว่ามี SSS อยู่ที่เมืองนี้อีกชิ้น  ถึงได้ส่งยัยเข็มเย็บผ้านั่นมาที่นี่น่ะ”

              คาซีพยักหน้า 

              “ดูท่า..  พวกมันอาจรู้แล้วว่ามีคนที่กำลังต่อต้านมันอยู่  ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนที่ส่งต้นแอปเปิ้ลและเนเปียร์โบนส์มาให้ฉันกับนายเป็นใคร และเขามีจุดประสงค์อะไร  ฉันตั้งใจว่าถ้าพวกเราสามารถรวบรวมพรรคพวกได้ครบแล้วจะออกตามหาเขา  และบางทีเขาอาจเป็นกำลังสำคัญให้พวกเรากวาดล้างกองโจรก็ได้”

              ด้วยความมุ่งมั่นของคาซี  ผมเองซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ขนาดนั้นก็ได้แต่พยักหน้าและส่งเสียงอือออตามเท่านั้น

 

              “ตื่น ๆ  ตื่นได้แล้ว!!!”

              เสียงแหลมดังกระแทกแก้วหูแต่เช้า  ผมงัวเงียลุกขึ้นจากที่นอน  เมื่อเปลือกตาเปิดสนิทก็เห็นแอซซียืนกอดอกอยู่หน้าประตูห้อง

              “นายเป็นลูกจ้างนะ  ตื่นหลังเจ้านายแบบนี้เดี๋ยวก็โดนหักเงินเดือนหรอก”

              เงินเดือนเหรอ..  ผมทำงานได้เงินเดือนด้วยเหรอเนี่ย

              แต่จะเถียงไปก็เปล่าประโยชน์  ผมจึงทำได้เพียงลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวทำงาน

              คาซีที่ตื่นก่อนผมเป็นชั่วโมงกำลังถูพื้นอย่างขะมักเขม้น ท่าทางเขาดูไม่เหมือนคาซีจอมเย็นชาตามปกติ  หมอนี่เปลี่ยนบุคลิกตัวเองได้เร็วพอ ๆ กับกิ้งก่าเปลี่ยนสีจริง ๆ แฮะ

              แอซซียื่นรายการของใช้ที่ผมต้องออกไปซื้อพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง  ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้อู้งานและเดินชมเมืองอีกครั้ง (แต่สาบานได้ ว่าผมจะไม่เหยียบไปแถวสุสานด้านหลังเมืองอีกเป็นอันขาด)

              เมื่อออกจากโรงแรม  บรรยากาศในเมืองก็คึกคักเช่นทุกวัน  ยิ่งวันนี้เป็นวันหยุด  นักท่องเที่ยวยิ่งเดินทางเข้ามากันมากมาย  ผู้คนหลายเชื้อชาติเดินกันขวักไขว่ดูแล้วน่าเวียนหัว 

              ผมดูแผนที่ที่แอซซีวาดให้อย่างลวก ๆ ในมือ  พลางมองถนนและแยกต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง  และเมื่อเดินพ้นแยกสุดท้ายก่อนถึงร้านขายของ  เสียงกรี๊ดกร๊าดของผู้หญิงก็ดังเรียกความสนใจจนผมต้องหยุดเดินและหันไปมอง

              หมอนั่นอีกแล้วเหรอ!!!

              เน็กเธอร์ยื่นดอกกุหลาบสีแดงสดให้สาวเสิร์ฟร้านน้ำชา  ก่อนจะหันมาขยิบตาให้หญิงสาวที่จูงสุนัขออกมาเดินเล่น  ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและความหล่อเหลา  ทำให้สาว ๆ ในเมืองที่พบเห็นต่างพากันหลงใหล

              เขาโบกมือให้หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านเบียร์  เธอหน้าแดงจนขยำชายเสื้อตัวเองแทบขาด  ผมพยายามมองซ้ายขวาเพื่อหาลูกน้องของเขาที่อาจแฝงตัวอยู่ที่ไหนก็ได้  เพราะไม่อยากเจอสถานการณ์แบบเมื่อวานอีก  เมื่อเห็นว่าปลอดคน  ผมจึงค่อย ๆ เดินตามเขาไปโดยไม่ให้รู้ตัว

              จากนั้นเพียงไม่กี่ก้าว  เน็กเธอร์ก็หยุดเดินเมื่อมีเสียงตะโกนเรียก

              “คุณครับ!!  มีคนฝากของนี่ให้คุณ”

              เด็กผู้ชายตัวเล็กยิ้มโชว์ฟันหลอ  ก่อนจะวิ่งข้ามถนนอีกฟากตรงมาหาเน็กเธอร์  ในมือถือกล่องกระดาษขนาดไม่ใหญ่นัก  เด็กน้อยยื่นกล่องให้เน็กเธอร์และเขาก็ต้องยิ้มกว้าง เมื่อเน็กเธอร์โยนเหรียญเงินให้เป็นรางวัล

              แต่เน็กเธอร์กลับทำสิ่งที่ผมไม่คาดคิด!!

              เขาโยนกล่องกระดาษขึ้นฟ้า  เพียงไม่กี่วินาที  กล่องพลันระเบิดส่งเสียงดังกึกก้องกัมปนาท  สะเก็ดระเบิดปลิวกระจายครอบคลุมทั่วบริเวณแต่ไม่รุนแรงนัก  หากเน็กเธอร์ไม่โยนมันขึ้นไปสูงขนาดนี้  บริเวณโดยรอบต้องถูกระเบิดพังเสียหายมากกว่านี้แน่

              ทุกสายตาหันมองตามเสียงระเบิด  ทุกคนยืนนิ่งตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น  มีเพียงเน็กเธอร์คนเดียวที่เคลื่อนไหว  เขาวิ่งฝ่าฝูงชนพุ่งไปยังอาคารฝั่งตรงข้ามถนน  ก่อนจะง้างหมัดพุ่งชกใส่บานประตูกระจกแผ่นหนา

              ผมมองผ่านกระจกใส  ชายผอมบางที่ยืนอยู่ด้านในมองเน็กเธอร์ด้วยอาการตัวสั่นงันงก  เขาพยายามก้าวเท้าหนีแต่ก้าวไม่ออก  หมัดของเน็กเธอร์เหวี่ยงใส่ประตูเต็มแรง

              ‘วูบบ!!’

              แทนที่กระจกจะถูกกระแทกแตก  แต่ท่อนแขนของเขากลับทะลุผ่านบานประตูไปทั้งอย่างนั้นราวกับไม่มีอะไรขวางกั้น  ผมเบิกตาค้างมองอย่างไม่เชื่อสายตา  หมัดพุ่งกระแทกใบหน้าของชายคนนั้นเต็มแรงจนเขากระเด็นเข้าไปชนตู้เอกสารล้มระเนระนาด  จากนั้นเน็กเธอร์จึงเปิดประตูเข้าไปยืนจ้องหน้าชายที่ถูกชกอย่างเอาเรื่อง

              เน็กเธอร์คือผู้มีพลังพิเศษ!!!

              ผมรีบเคลื่อนตัวเองเข้าไปใกล้พอจะได้ยินเสียงสนทนาของทั้งคู่อย่างร้อนรน  เสียงเบา ๆ ลอดผ่านประตูกระจกท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ด้วยความตื่นตระหนกของชาวเมืองทำให้ผมฟังข้อมูลอย่างยากลำบาก

              “ฉันไม่แปลกใจหรอกนะ  ที่แกแค้นฉันเพราะฉันทำให้ธุรกิจแกเจ๊ง  แต่ถ้าคิดจะลอบฆ่าฉันน่ะ  แค่ระเบิดจิ๊บจ๊อยแบบนี้มันกระจอกเกินไป”

              รอยยิ้มยียวนผุดขึ้นบนใบหน้าเน็กเธอร์  ชายผอมบางที่ดูแล้วน่าจะเป็นเจ้าของอาคารหลังนี้ค่อย ๆ ดันตัวเองถอยหลังด้วยความหวาดกลัว

              “แก..  แกรู้ได้ยังไง  ว่ากล่องนั้นมีระเบิด”

              “ฉันเห็นตั้งแต่แกเอาระเบิดยัดใส่กล่องและจ่ายเงินให้เด็กเพื่อเอาระเบิดมาให้ฉันแล้ว  ไอ้โง่!!”

              ชายผอมบางส่ายศีรษะอย่างไม่เชื่อคำพูด

              “ไม่จริง!!  ฉันทำระเบิดในห้อง  ประตูหน้าต่างไม่ได้เปิดสักนิด  แกไม่มีทางเห็นเด็ดขาด  เป็นไปไม่ได้”

              เน็กเธอร์เดินช้า ๆ  เมื่อถึงตัวคู่กรณี  เขาเหยียบที่ต้นขาและค่อย ๆ บี้เท้าจนชายคนนั้นร้องเสียงโอดโอย

              ก็ เพราะ ฉัน เห็น น่ะ สิ!!

              พูดจบ  ส้นเท้าของเขาก็ฟาดเข้าที่คางของชายคนนั้นเต็มแรงจนเขาสลบ  เน็กเธอปัดรองเท้าเบา ๆ ก่อนจะเดินออกมาจากอาคาร 

              ผมรีบหลบหลังรถเข็นที่จอดไว้ริมถนน  ความจริงที่ได้รับรู้ทำให้เหงื่อซึมทั่วร่าง  ถ้าเน็กเธอร์คือผู้มีพลังพิเศษ  ก็แปลว่า  เขาเป็นสมาชิกกองโจรที่ถูกส่งมาตามหา SSS  

              ผมรีบวิ่งกลับโรงแรมแบบไม่คิดชีวิต  แม้จะไม่ได้ซื้อของตามที่แอซซีสั่งก็ไม่สนใจแล้ว  เพราะสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด  โชคยังดีที่เน็กเธอร์ยังไม่รู้ว่าผมและคาซีคือคนที่รอดตายจากเครื่องบินตกและเป็นคนสังหารพรรคพวกของมัน  ไม่อย่างงั้นพวกผมคงโดนเก็บตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้าแล้ว

              เมื่อเปิดประตูโรงแรมเข้าไป  สีหน้าของคาซีก็ทำให้รู้ว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว

              ในมือเขามีกระดาษแผ่นหนึ่ง  คาซีไล่สายตาอ่านข้อความไปมาแล้วทำหน้าเคร่งเครียด

              “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

              คาซียื่นกระดาษให้  ผมรีบไล่สายตาตามตัวอักษรอย่างรวดเร็ว

 

              แอซซีที่รัก

              ฉันรับตัวพ่อของเธอมาดูแลชั่วคราว  ถ้าเธอไม่มาที่โรงแรมของฉันพร้อมกับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและโรงแรมให้ฉันภายในบ่ายโมง  ฉันสาบานได้เลยว่าอวัยวะของพ่อเธอที่ยังเหลืออยู่นอกจากขาสองข้าง  จะต้องถูกตัดออกทีละชิ้นอย่างแน่นอน

              น. ม. ด.

 

               “น.ม.ด.เหรอ..”  ชื่อเต็มของคนที่คิดถึงปรากฏในสมองทันที  “เน็กเธอร์!!”

              ผมร้องลั่นขณะที่คาซีถลันออกจากโรงแรมอย่างรีบเร่ง

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น