อัปเดตล่าสุด 2021-09-16 11:00:50

ตอนที่ 25 บุกปราสาทเงารัตติกาล

 

บทที่ 25  บุกปราสาทเงารัตติกาล

 

              21 ธันวาคม

              วาร์ดยืนนิ่งจ้องไม้กางเขนขนาดใหญ่ที่ถูกประดับอยู่ด้านบนของผนัง  สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ตรึงร่างเขาไว้จนไม่อาจละสายตาหรือเคลื่อนกายไปไหนได้ 

                   เป้าหมายของเงารัตติกาล..  ไม่สิ!!  มันคือเป้าหมายของทริมิดาผู้ก่อตั้งเงารัตติกาลต่างหาก

                   แม้เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นหัวหน้ากองโจร  แต่พลังพิเศษเพียงใช้ภาพลวงตาสร้างห้องลับ  ช่างต่ำต้อยเกินกว่าที่วาร์ดจะทนก้มหัวให้ทริมิดาได้  เขาเก็บงำความสามารถของตัวเองมาโดยตลอดโดยเผยพลังพิเศษเพียงแค่หนึ่งอย่าง

                   ซึ่งจริง ๆ แล้ววาร์ดกลับใช้พลังได้ถึง ‘สิบ’ อย่าง

                   เมื่อเขาสามารถชักจูงให้เหล่านักฆ่าเริ่มเห็นคล้อยถึงความไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าของทริมิดา  จนมีคนเอนเอียงหันมาสนับสนุนตนเอง  วาร์ดจึงได้ใช้พลังพิเศษลอบสังหารหัวหน้ากองโจรคนเก่า

                   แต่โชคยังเข้าข้างทริมิดา  เพราะนักฆ่าบางคนที่ยังจงรักภักดีกับเขายอมสละชีวิตรับการโจมตีแทน  ทำให้ทริมิดาหนีรอดไปได้ด้วยพลังห้องลวงตา  แม้กระทั่งนาลีก็ไม่อาจใช้พลังค้นหาติดตามตัวได้

                   เพราะอยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้า  วาร์ดจึงรู้ว่าจุดประสงค์ที่ทริมิดาต้องการในการก่อตั้งเงารัตติกาลขึ้นมาก็คือ...  การยึดครองโลก!!

                   จริงอยู่  ว่าแม้มันจะดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน  เพราะลำพังเพียงนักฆ่าที่มีพลังพิเศษแค่หยิบมือ  จะให้สู้รบปรบมือกับกองกำลังของนานาประเทศคงเป็นไปไม่ได้  แต่เมื่อวาร์ดรู้ถึงสิ่งที่ทริมิดากำลังค้นหาอยู่  เขาก็ต้องตกตะลึง  เพราะวัตถุชิ้นนั้นมันไม่น่าจะคงสภาพเดิมหรืออยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน

                   แต่บัดนี้..  วัตถุที่ทริมิดาเฝ้าเพียรตามหากลับมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

                   ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์  วัตถุที่เคยตรึงร่างของศาสดาแห่งคริสต์ศาสนาก่อนที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์  แม้จะไม่มีดวงวิญญาณสถิตย์อยู่ดังเช่น SSS ทั่วไป  แต่ด้วยเพราะเป็นวัตถุที่รองรับร่างขณะที่ดวงวิญญาณบริสุทธิ์กำลังหลุดลอยจากร่างของพระคริสต์  จึงเต็มเปี่ยมด้วยอำนาจ  ความศรัทธา  และพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่เข้มข้น

                   และพลังวิญญาณจะเข้มข้นถึงขีดสุดจนเปล่งพลานุภาพแห่งพลังอำนาจเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปี

                   25 ธันวาคม!!

                   อีกเพียงสี่วัน  หากวาร์ดนอนทาบทับร่างตนเองลงไปบนไม้กางเขนทับรอยของพระคริสต์เมื่ออดีตกาล  เขาจะได้รับพลังพิเศษมหาศาลที่สามารถควบคุมความเคลื่อนไหวของมวลมนุษยชาติได้  หัวหน้าเงารัตติกาลทำได้เพียงเฝ้ารอห้วงเวลาที่เดินไปอย่างช้า ๆ  อย่างใจจดใจจ่อ

                   แม้ฐานที่ตั้งของปราสาทแห่งนี้จะไม่อาจมีผู้ใดล่วงรู้ตำแหน่งที่แท้จริง  เพราะถูกปิดซ่อนด้วยพลังพิเศษของหนึ่งในนักฆ่า  แต่วาร์ดก็ไม่อาจประมาทเหล่าศัตรูที่เคลื่อนไหวอยู่ได้  ทั้งผู้เชื่อมต่อที่จัดการนักฆ่ามาแล้วหลายต่อหลายราย  รวมถึงศัตรูกลุ่มใหม่ที่มีพลังกล้าแข็งที่สมทบมาภายหลัง  ไม่แน่ว่ามันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรืออาจจะทั้งสองกลุ่ม  ที่ถูกทริมิดาชักใยอยู่เบื้องหลัง

                   วาร์ดไม่รู้เลย  ว่าพลังพิเศษที่เขาใช้จะสร้างผลกระทบรุนแรงจนทำให้ทริมิดากลายเป็นเจ้าชายนิทรา  มิเช่นนั้นเขาคงไม่ทุ่มกำลังส่วนหนึ่งตามล้างตามเช็ดอดีตหัวหน้าที่หนีรอดไปอย่างขมักเขม้น

                   โอกาสที่จะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ใกล้เข้ามาเพียงเอื้อมมือคว้า  วาร์ดจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย  เขาสั่งให้เหล่านักฆ่าทุ่มกำลังรักษาการณ์รอบปราสาทตั้งแต่ทางเข้าจนถึงห้องหับต่าง ๆ  ต่อให้มดหรือแมลงตัวเล็กกระจิดก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาและพลังพิเศษของนักฆ่าทั้งหมดไปได้

                   หัวหน้าเงารัตติกาลนั่งทอดตัวอยู่บนบัลลังก์ใต้เงาที่สะท้อนผ่านกระจกสีทอดยาวเป็นรูปไม้กางเขนทาบทับผืนห้องกว้าง

 

                   ป้ายหลุมศพสีขาวทั้งสองที่ตั้งเคียงคู่กันสลักชื่อด้วยตัวอักษรวิจิตร  สภาพหลุมศพรกร้างทรุดโทรมราวกับขาดคนดูแลเป็นเวลานาน  ลมพัดบางเบาชวนให้สถานที่แห่งนี้ยิ่งสร้อยเศร้าจับขั้วหัวใจ  ทุกสิ่งทุกอย่างรอบบริเวณเป็นโทนสีหม่น  ไม่มีชีวิตชีวา 

                   เช่นเดียวกับช่อดอกไม้สีเดียวกับกระดาษห่อขาวสะอาด  แม้ดอกที่สดจะบ่งบอกให้รู้ว่าเพิ่งมีคนนำมาวางหน้าหลุมศพ  แต่กลิ่นอายความเหงาเศร้าก็กลืนไปกับสถานที่บรรจุร่างไร้วิญญาณแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

                   รอยเท้าเพียงรอยเดียวที่เดินมุ่งหน้าออกจากหลุมศพ  กดลึกจนจมลงไปกับพื้นหลายเซนติเมตร  เผยความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวของเจ้าของรอยเท้าได้ชัดเจน

                   แดเนียล อินนิวา  เป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการถล่มวอชิงตัน ดี ซี 

                   ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเปิดเผยวินาทีสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์โลกด้วยการช่วงชิงไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์

                   ไม่ได้กลับไปยังปราสาทเงารัตติกาลพร้อมเหล่านักฆ่าทั้งหมด

                   แน่นอนว่าเป้าหมายของแดเนียลในการเข้ามาเป็นหนึ่งในเงารัตติกาลคือการล้างแค้นให้พ่อแม่  ชายหนุ่มสาบานต่อหน้าหลุมศพของทั้งคู่ทุกครั้งที่นำดอกไม้มาเคารพศพ  ว่าจะลากดวงวิญญาณของทริมิดาไปขอขมาพ่อและแม่ในปรภพให้ได้  ซึ่งเมื่อเขาเจอลูกชายของทริมิดา  เป้าหมายนี้จึงยิ่งใกล้เป็นความจริงมากขึ้นทุกขณะ

                   แต่อีกเป้าหมายหนึ่งซึ่งเขาตั้งไว้กลับยากเย็นขึ้นทุกที...

                   เพราะรู้ว่าทริมิดาเป็นผู้ก่อตั้งกองโจรเงารัตติกาล  และรู้ดีว่าเงารัตติกาลคือสาเหตุที่ทำให้พ่อและแม่ต้องจบชีวิต  เป้าหมายที่สองของแดเนียลก็คือ

                   ทำลายเงารัตติกาล!!

                   ภาพความตายของพ่อแม่หวนมาหลอกหลอนทุกครั้งที่หลับฝัน  ชายหนุ่มขยะแขยงที่ต้องฝืนตัวเองเข้ามาเป็นหนึ่งในนักฆ่าขององค์กรที่ตนเองต้องการทำลายล้าง  เขาไม่มีความต้องการชื่อเสียงเงินทองหรือวัตถุล้ำค่าอื่นใดดังเช่นนักฆ่ารายอื่น  พลังพิเศษที่ได้รับมาเพียงเพื่อจุดประสงค์เดียวก็คือการทำตามเป้าหมายทั้งสองให้เป็นจริง 

                   แต่ลำพังเพียงตัวคนเดียวและพลังฝีมือเพียงเท่านี้  แดเนียลคงไม่อาจทำตามเป้าหมายทั้งสองให้เป็นจริงได้  หมาป่าเดียวดายอย่างแดเนียลจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหา ‘แนวร่วม’

                   สองขามุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ  เหล่าคนที่มีจุดประสงค์เดียวกันกำลังรอเขาอยู่ที่นั่นแล้ว

 

                   เรือเร็วแล่นฝ่าเกลียวคลื่นกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ  เน็กเธอร์ซื้อเรือเร็วลำไม่ใหญ่นักขับพาพวกเราออกจากเปอร์โตริโก  ปลายสุดของฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา  มุ่งหน้าสู่พื้นที่ที่ไม่มีใครอยากย่างกรายเข้าไป

                   ‘สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา’

                   ขอบเขตรูปสามเหลี่ยมที่บรรจบระหว่างมุมยอดที่ชายฝั่งแอตแลนติกของไมอามี   เปอร์โตริโก  และเกาะเบอร์มิวดา  เป็นอาณาเขตไม่ใหญ่นัก  แต่น่าสะพรึงกลัวจนแทบไม่มียานพาหนะใด  ทั้งเรือหรือกระทั่งเครื่องบินอยากแล่นผ่านพื้นที่ลึกลับแห่งนี้

                   ในอดีต ทั้งเรือเดินสมุทรและเครื่องบินต่างจมลงยังผืนน้ำเย็นยะเยือกแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือนี้มาแล้วนักต่อนักจนกลายเป็นตำนานเล่าขานกันไปต่าง ๆ นา ๆ  ทั้งเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว  มนุษย์ใต้สมุทร  หรือเพราะหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างแก๊สมีเทนที่ก่อตัวและทะยานสู่อากาศ  แต่ไม่มีผู้ใดพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงแห่งอุบัติเหตุทั้งหมดได้เลย 

                   วินาทีแรกที่ได้ยินจากปากของลอร่า  ว่าทางเข้าสู่ปราสาทเงารัตติกาลอยู่กึ่งกลางของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา  พวกเราจะอดหวั่นใจกับภาพข่าวและเรื่องราวที่เคยได้ยินมาไม่ได้ 

                   แต่เมื่อคิดถึงความโหดร้ายที่เงารัตติกาลก่อขึ้น  ไม่มีใครเลยที่ปฏิเสธจะขึ้นเรือลำนี้ 

                   คลื่นลมเงียบสงบประหนึ่งเต็มใจเปิดทางให้เรือแล่นผ่านอย่างง่ายดาย  สายตามุ่งมั่นของทุกคนมองไปยังขอบฟ้าสีคราม  แสงอาทิตย์อ่อนแรงสอดคล้องกับดวงอาทิตย์กลมโตที่จมหายลงไปกับผืนน้ำกว่าครึ่ง  แสงสีส้มอ่อนส่องกระทบเรือสีขาวทอดเงาบนผืนน้ำที่กระเพื่อมเป็นแพ

                   จนเมื่อเรือแล่นถึงใจกลางสามเหลี่ยม  เน็กเธอร์ก็ดับเครื่อง   สมอเหล็กที่กองอยู่ข้างกราบเรือไม่มีประโยชน์ในผืนน้ำลึกขนาดนี้  แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องทอดสมอ  เพราะผืนน้ำบริเวณนี้กลับราบเรียบอย่างน่าประหลาดจนทำให้เรือเหมือนกับจอดนิ่งอยู่บนฝั่ง  ไม่มีแม้คลื่นหรือลมกระทบให้เรือแกว่งไกวแม้แต่น้อย

                   “ตรงนี้แหล่ะ  ทางเข้าปราสาทเงารัตติกาล”

                   ลอร่าเอ่ยอย่างหวาด ๆ  น้ำเสียงเขาสั่นเครือราวกับไม่ต้องการให้พวกเรามาถึงจุดนี้ได้

                   “ไหนล่ะ  มีแค่น้ำกับท้องฟ้า  ไม่เห็นมีทางเข้าเลย”  คาซีคำราม

                   นอกจากพวกเรา  มีเพียงลอร่าที่ไม่กวาดตามองไปรอบ ๆ  สายตาเขาจ้องไปที่จุดเดียวเหนือผืนน้ำ

                   “ถ้าเป็นคนธรรมดาล่ะก็นะ”  ชายล่ำผมหยิกล้วงปากกาขนนกออกจากกระเป๋าเสื้อ  “พวกเธอต้องเร่งพลังวิญญาณให้ถึงขีดสุด  เมื่อนั้นประตูลับถึงจะเปิด”

                   ไม่มีใครรอช้า  พวกเราล้วงหยิบ SSS ของตัวเองขึ้นมาถือ   จินตนาการหวนคิดถึงเมื่อครั้งเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณเจ้าของ SSS หนแรก  แสงสว่างเรืองรองก่อขึ้นรอบตัวอย่างน่ามหัศจรรย์

                   “ยังไม่พอ!!  พลังแค่นี้ไม่สามารถเปิดประตูได้หรอก”

                   ลอร่ากระตุ้นด้วยเสียงแตกพร่า  เพราะเป็นหนึ่งในต้นแบบที่เคยอาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนั้น  เขาจึงรู้ถึงความลับในการเดินทางสู่สถานที่อันเป็นแห่งกบดานของกองโจรได้เป็นอย่างดี  แต่ปราสาทแห่งนั้นก็เป็นสถานที่ที่เขาไม่คิดจะย้อนกลับเข้าไปอีกเป็นหนที่สอง

                   และเมื่อนึกถึงภาพศพที่กองกลาดเกลื่อน  ภาพความโหดร้ายทารุณและซากเมืองที่ถูกทำลายล้างจนไม่เหลือสภาพเมืองใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา  พลังแห่งความโกรธก็ปะทุขึ้นจนจิตวิญญาณของแต่ละคนเต็มเปี่ยม  แสงเรืองรองกลับส่องสว่างจ้าจนผืนน้ำสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับพร่าตา 

                   ห้วงอากาศบิดเบี้ยวแตกลั่นดังเปรี๊ยะ  ก่อนที่ท้องฟ้าเบื้องหน้าจะปริแยกคล้ายกระดาษขาดเป็นรู  ทุกคนมองทะลุรอยแยกบนท้องฟ้าเห็นภาพหุบเขาสูงที่เต็มไปด้วยหินผากางกั้นแบ่งเส้นทางเดินตรงกลางทอดยาวสุดลูกหูลูกตามองไม่เห็นจุดสิ้นสุดราวกับเส้นทางนั้นนำไปสู่สวงสรรค์หรือขุมนรกอเวจีก็ไม่ปาน

                   คาซีไม่พูดพล่ามทำเพลง  เขากระโดดจากกราบเรือเข้าสู่รอยแยกเป็นคนแรก  ตามด้วยซูอัลที่ปกติจะร่าเริงและใจเย็น  แต่บัดนี้อารมณ์เขาพลุ่งพล่านไม่แพ้กัน 

                   จากรอยแยก  ซูอัลเอื้อมมือมาให้เซราห์จับ  หญิงสาวปีนกราบเรืออย่างลำบาก  เธอลังเลจะจับมือชายหนุ่ม  แต่เมื่อเห็นแววตาจริงใจและไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง  เซราห์ก็กุมมือซูอัลอย่างนิ่มนวลและออกแรงดึงร่างตัวเองเข้าสู่รอยแยกไปอีกคน

                   เน็กเธอร์ปล่อยมือจากพวงมาลัยเรือ  เขาก้าวเข้าสู่รอยแยกอย่างรวดเร็วโดยไม่หันมองกลับหลัง

                   ส่วนผมหันกลับมาค้อมศีรษะให้ลอร่าที่ขอบตารื้นมองภาพพวกเราก้าวเข้าสู่ทางเข้าปราสาททีละคน  แม้เป็นเวลาไม่นานที่อยู่ร่วมกัน  แต่ความผูกพันของผู้ร่วมชะตาทำให้ลอร่าอดห่วงเราไม่ได้

                   “ขอบคุณนะครับ”

                   คำล่ำลาสุดท้ายที่เอ่ยกับชายร่างใหญ่ลอยผ่านสายลม  ก่อนร่างของผมจะทะลุหายเข้าไปในรอยแยกที่ปิดสนิท  ลอร่าเหม่อมองขอบฟ้าซึ่งเมื่อครู่เคยปริแยกครู่หนึ่ง  ก่อนจะขยับตัวเองมาที่ตำแหน่งคนขับและบังคับเรือกลับไปที่ชายฝั่งเพื่อไปรวมตัวกับต้นแบบอีกสองคนที่เหลือ

 

                   เพียงก้าวสู่มิติที่แปลกแยก  พวกเราทุกคนก็ถึงกับตัวสั่นขนลุกเกรียว  ความอึดอัดแผ่ซ่านจนสองขาของผมสั่น  เซราห์เองก็โดนบรรยากาศกดดันจนแทบยืนไม่อยู่  ซูอัลเห็นอาการหญิงสาวจึงรีบก้าวไปประคอง 

                   ผมกวาดตามองไปรอบตัว  สถานที่แห่งนี้แทบไม่มีสิ่งใดเหมือนกับโลกที่เราอยู่อาศัย  ทั้งผืนทางเดินหินสีดำสนิท  ต้นไม้ใบหญ้าแปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็น  บางต้นสูงเสียดฟ้าคล้ายต้นถั่วในนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์  หรือบางต้นมีแต่หนามยืดยาวแทนที่ก้านใบดูแล้วน่าขนลุก 

                   ลมสงบนิ่งราวกับบรรยากาศถูกตรึงไว้กับที่  ภาพทางเดินยาวที่มองไม่เห็นปลายทางทำให้พวกเราครั่นคร้ามในใจไม่น้อย  เท้าเตรียมย่างก้าวออกเดิน  แต่เสียงตะคอกก็รั้งเท้าเราไว้เสียก่อน 

                   “ไม่ต้องฝันว่าจะไปถึงปราสาทได้หรอก  พวกแกต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่”

                   เสียงคำรามก้องจากเนินดินด้านขวา  พวกเราหันไปเห็นชายกล้ามโตนับสิบยืนเรียงรายราวกับยามเฝ้าทางเข้า  ในมือพวกมันมี SSS ประจำตัวเตรียมพร้อมบดขยี้ทุกคนที่ย่างกรายเข้าสู่ฐานที่มั่นของเงารัตติกาล

                   ผมฟูฟ่องทรงแอฟโฟรของชายที่อยู่ด้านหน้าสุดกระเพื่อมตามจังหวะก้าวเดิน  มันยิ้มเผยฟันหลอก้าวครึ่งปากก่อนมองมาทางพวกเราห้าคนด้วยสายตาดูแคลน

                   “พวกแกนี่ถ้าไม่โง่ก็คงบ้าสนิท  มีกันอยู่แค่ห้าคนแต่กล้าบุกมาสู้กับเงารัตติกาลนับร้อย”

                   มันพูดพลางหักนิ้วกรอบแกรบ  สายตาเบิกโพลงมองพวกเราดุจหมาป่ามองลูกแกะ

                   “แต่ก็ดีเหมือนกัน  เพราะข้ายัง  ‘อารมณ์ค้าง’ กับการขยี้มดปลวกที่วอชิงตันไม่หายเลย”

                   ‘ตึง!!!’

                   คงต้องโทษปากของมัน  ที่ดันโพล่งคำที่ไม่สมควรพูดออกมา  เพราะเพียงจบประโยคนั้น  ร่างของมันก็บี้แบนติดพื้นราวกับแมลงสาบโดนสมุดโทรศัพท์ทับ 

                   “ก็ถ้าเงารัตติกาลนับร้อยฝีมือเหมือนแก  มันก็กระจอกจนน่าขยี้ไม่ใช่เหรอ!!”

                   คาซีที่เก็บอารมณ์ไม่อยู่ตั้งแต่วอชิงตันใช้แรงโน้มถ่วงกดทับนักฆ่าที่ยังไม่ทันเอ่ยนามจนดวงวิญญาณหลุดลอยโดยไม่รู้ตัว  เหล่านักฆ่าที่เหลือเห็นเพื่อนพ้องโดนฆ่าตายในพริบตาต่างกรูกันเข้ามาหาพวกเราอย่างมุ่งร้าย

                   และพวกมันคงไม่คิด  ว่าร่างเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ห่างเกือบร้อยเมตร  กลับมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าในชั่วพริบตา!!

                   ผมสร้างตารางแสงและวิ่งผ่าน  ความเร็วที่ถูกเพิ่มมหาศาลทำให้หมัดที่ระดมซัดใส่ร่างใหญ่เพิ่มความรุนแรงจนพวกมันตัวงอเป็นกุ้ง  ความแค้นคั่งทั้งหมดกับภาพความโหดร้ายที่ได้เห็นถูกระบายใส่กำปั้นในคราเดียว

                   เน็กเธอร์เดินช้า ๆ ใส่ร่างที่ถูกโจมตีจนไม่อาจตั้งตัวติด  แสงสีดำสว่างวาบบนฝ่ามือเป็นดั่งลางมรณะของเหล่านักฆ่า  เน็กเธอร์กดศีรษะของพวกมันทีละคนก่อนยัดร่างมันลงสู่ผืนหินหนา  นักฆ่าถูกฝังทั้งเป็นอย่างเลือดเย็นสมกับความโหดเหี้ยมที่พวกมันก่อเอาไว้

                   “ตายซะ!!”

                   เพราะอารมณ์ที่พุ่งพล่าน  ทำให้เราสามคนไม่ได้ระวังศัตรูจากระยะไกล  ลูกธนูเหล็กสามดอกพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเกินกว่าลูกธนูปกติ  ตำแหน่งของมันอยู่ตรงกลางหน้าอกข้างซ้ายของผม คาซี และเน็กเธอร์พอดี

                   “Evolution!!”

                   เซราห์ที่พกเถาวัลย์ชิ้นเล็กไว้ในกระเป๋าคาดเอว  ฝ่ามือดูดซับเซลล์สีเขียวของเศษไม้เปลี่ยนแปลงร่างให้มีแส้แสงสีเขียวพันรอบแขน  เธอสะบัดปลายแส้คมกริบตัดก้านธนูขาดเป็นสองท่อนร่วงหล่นก่อนที่จะเสียบทะลุขั้วหัวใจผมพอดิบพอดี

                   “X’Mas Gift!!”

                   ซูอัลเปิดกล่องของขวัญหยิบวัตถุทรงโค้งเหวี่ยงใส่นักฆ่าที่ยิงธนูอยู่บนยอดผาอย่างแรง  วัตถุชิ้นไม่ใหญ่นักหมุนติ้วด้วยความเร็วสูง

                   แต่เพราะระยะทางที่ไกลพอสมควร  มือธนูจึงเอี้ยวตัวหลบได้ทัน

                   “ปามั่วซั่วอย่างนี้จะโดนได้ยังไง  เอาไปอีกชุดแล้วกัน”

                   มันเยาะเย้ยพลางหยิบลูกธนูเหล็กห้าดอกขึ้นง้าง  สายธนูถูกขึงจนตึงเปรี๊ยะ  จิตสังหารแผ่ซ่านจนพวกเราที่อยู่ไกลรู้สึกได้

                   ผมเตรียมใช้ตารางแสง  แต่เมื่อมองสายตาของซูอัลก็ต้องชะงักมือ

                   “คงไม่โดนหรอก  ถ้าผมปามั่วซั่วน่ะนะ”

                   ก่อนที่มือจะปล่อยลูกธนู  วัตถุที่คิดว่าพุ่งผ่านไปแล้วกลับตีวงโค้งย้อนกลับมากระแทกท้ายทอยนักฆ่าอย่างจังจนมันสลบเหมือด  ธนูยาวซึ่งเป็น SSS ของมันร่วงลงพื้นไปกองเคียงข้างกับ ‘บูมเมอแรง’ ที่ซูอัลได้รับจากกล่องของขวัญ

                   เพียงพริบตา  นักฆ่าทั้งหมดก็ถูกกำจัดจนเรียบวุธไม่สมกับราคาคุยของพวกมันสักนิด

                   หลังจากจัดการนักฆ่าชุดแรก  พวกเราเดินขึ้นผาสูงชัน  รอบข้างเป็นภูเขาหินตั้งตระหง่านเหลือที่ว่างไว้เดินเพียงช่องตรงกลางไม่กี่เมตร  สายตาทุกคนสอดส่องรอบตัวอย่างระวัง  ไม่รู้ว่าเหล่านักฆ่าชุดต่อไปจะโผล่มาเมื่อไหร่

                   ห้วงอากาศบีบตัวจนรู้สึกอึดอัด  หนทางเบื้องหน้ายิ่งเดินก็ยิ่งยาวขึ้น  เพราะความมืดที่โรยตัวปกคลุมจนมองไม่เห็นได้ไกลเกินกว่าร้อยเมตร  ทำให้เราไม่รู้ว่าเส้นทางนี้พาเราไปสิ้นสุดที่ใด

                   แต่เมื่อเดินมาได้ครู่ใหญ่  หนทางก็ปิดลงด้วยทางตัน  ภูผาหินตั้งขวางกั้นทางเดินจนเราไม่อาจไปต่อได้  ซ้ายขวาและหน้าถูกโอบล้อมจนหมด 

                   “อะไรเนี่ย!!  แล้วเราจะไปต่อกันยังไง”

                   ผมครางอย่างสิ้นหวัง  แต่รอยยิ้มของเน็กเธอร์ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้

                   “ถึงเวลาพระเอกโชว์ฝีมือแล้ว”

                   เน็กเธอร์พูดพลางยักคิ้วอย่างสบายใจ  เขาเร่งพลังจนแสงสีดำสว่างวาบรอบตัว  ร่างกายเริ่มเลือนลางเหมือนอยู่คนละมิติกับบรรยากาศรอบตัว

                   เน็กเธอร์ก้าวนำโดยมีพวกเราแตะไหล่เขาเพื่อให้ได้รับพลังทะลุผ่านเช่นกัน  สองเท้าก้าวตามจังหวะการเดินของเน็กเธอร์ช้า ๆ  เพื่อไม่ให้หลุดขบวน

                   ‘โครม!!!’

                   ร่างสูงพลันโดนดีดกระเด็น  จนพวกเราที่เดินตามถูกกระแทกล้มกลิ้งไม่เป็นท่า  เน็กเธอร์คลำศีรษะป้อย ๆ ก่อนมองที่กำแพงหินอย่างงง ๆ

                   “เป็นไปไม่ได้!!  ทำไมถึงไม่ทะลุเข้าไป”

                   พลังพิเศษที่เคยใช้ได้ทุกครั้งกลับโดนปฏิเสธ  เน็กเธอร์ไม่อาจเดินทะลุผ่านวัตถุได้ดังเช่นเคย  สร้างความประหลาดใจให้ทั้งตัวเขาและพวกเราเป็นอย่างมาก

                   และคำตอบก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า...

                   เมื่อกำแพงหินกลับปรากฏโพรงมืดมิดขึ้น  ตัวอักษรสลักเสลาราวกับถูกสร้างสรรค์จากช่างฝีมือวางอยู่ด้านบนโพรงนั้น 

                   และไม่ได้มีแค่โพรงเดียว  ภูผาหินด้านข้างก็มีโพรงปรากฎขึ้นอีกข้างละสองราวกับเวทมนตร์  ข้อความของทุกโพรงเขียนด้วยประโยคเดียวกัน

                   “อนุญาต เพียงแค่หนึ่ง     นำไปซึ่ง หนทางมั่น

                   ก้าวผิด คือทางตัน     ชีวิตพลัน ดับสิ้นสูญ”

                   พวกเรามองหน้ากันอย่างชั่งใจ

                   “น่าจะเป็น..  พลังพิเศษของเงารัตติกาลนะคะ  ”  เซราห์ออกความเห็น  “ดูเหมือน..  เรา..  คงต้องแยกกันไป”

                   คาซีพยักหน้า  ก่อนก้าวเดินไปหยุดยืนที่โพรงด้านหน้าสุด

                   “ที่จริงแล้วพวกนายทุกคนไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเกี่ยวข้องกับเงารัตติกาลอยู่แล้ว  กลับไปเถอะ” เขาพูดโดยไม่หันมอง  “ขอบใจที่ทำให้ฉันมาถึงที่นี่ได้  ที่เหลือเป็นเรื่องส่วนตัวขอ..”

                   แต่คาซีพูดยังไม่ทันจบ  เขาก็ต้องชะงักปากเมื่อฝ่ามือใหญ่ตบที่บ่าเขาอย่างแรง

                   “ฉันไม่ได้ตามมาเพราะต้องการช่วยนายตั้งแต่แรกแล้ว  ที่ชั้นร่วมเดินทางกับนายก็เพราะเป้าหมายส่วนตัวล้วน ๆ”

                   เน็กเธอร์มองด้วยสายตายียวน

                   “หากพวกมันได้พลังมหาศาลจนไม่มีใครทำอะไรได้  แผนการล่าสาว ๆ ทั่วโลกของฉันก็ต้องล้มเหลวไปน่ะสิ”

                   เขาพูดทิ้งท้ายก่อนก้าวไปยืนหน้าโพรงถัดจากคาซีทางขวา

                   ซูอัลและเซราห์เดินไปทางซ้ายยืนหน้าโพรงพร้อมกัน  ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้

                   “ผมเองก็ไม่ได้ทำเพื่อคุณคนเดียวหรอกครับ  แต่เพื่ออีกหลายชีวิตที่ตกเป็นเหยื่อความเลวร้ายของเงารัตติกาล  หากกลับไปตอนนี้ผมคงเสียใจไปตลอดชีวิต”

                   เซราห์ไม่พูดอะไร  เธอเพียงยิ้มกับคำพูดของซูอัลพลางนึกถึงเจตนารมณ์ของเพื่อนรักที่อยู่บนสวงสวรรค์

                   ผมมองทั้งสี่คนด้วยหัวใจพองโต  จากเด็กธรรมดาที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง  ไม่มีใครเห็นความสำคัญ  บัดนี้ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมหยุดยั้งกองโจรระดับโลกอย่างเงารัตติกาล  มันเป็นเรื่องที่แทบไม่อยู่ในความคิดของผมเลยแม้แต่น้อย

                   และที่สำคัญ...  ตอนนี้ผมมี ‘เพื่อน’ ที่ร่วมฝ่าฝันอันตรายต่าง ๆ มาด้วยกัน  เพื่อนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนตาย  ถ้าจะให้ผมหันหลังกลับแล้วไปใช้ชีวิตสบาย ๆ เหมือนเมื่อก่อน  ผมขอเลือกอีกหนทางหนึ่งดีกว่า

                   สองเท้าหยุดยืนหน้าโพรงสุดท้าย  ก่อนก้าวเข้าไปในห้วงความมืดมิดอย่างไม่ลังเล 

                   “แล้วเจอกันที่ปลายทางนะ  ทุกคน”

                  

                   ผมเดินปัดป่ายท่ามกลางความมืดมิด  แม้โพรงทางเข้าจะดูแคบ  แต่ภายในนี้เหมือนกว้างใหญ่มโหฬาร  เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางใดก็ไม่ชนกำแพงสักที  เป้าหมายเดียวตอนนี้คือจุดแสงสว่างเล็ก ๆ ด้านหน้า 

                   สองขาก้าวอย่างระวัง  ไม่รู้ว่าในความมืดนี้จะมีตัวอะไรโผล่ออกมาบ้างหรือเปล่า  ยิ่งถ้าเจ้าตัวที่ว่านั่นคือนักฆ่าของเงารัตติกาล  ผมคงไม่อาจป้องกันชีวิตตนเองได้

                   และดูเหมือนว่าตลอดทางเดินจะไร้อุปสรรค

                   ยิ่งจุดแสงค่อย ๆ สว่างขึ้น  ผมยิ่งเร่งฝีเท้า  ภาพที่เห็นรำไรเริ่มชัดเจนขึ้นในครรลองสายตา  และเมื่อเท้าก้าวพ้นความมืดมิดด้านหลัง  ผมก็มาโผล่ที่ทุ่งราบกว้าง  หญ้าต้นเล็กขึ้นแผ่ปกคลุมราวผืนพรมจากธรรมชาติ  ไอฝนจาง ๆ ไหลผ่านจมูกเข้าสู่ปอดอย่างสดชื่น  ฟ้าสีครามกระจ่างดูแล้วช่างแตกต่างจากบรรยากาศที่ผ่านมาลิบลับ

                  

 

                   ผมมัวแต่ตื่นตะลึงจนลืมคิดไปว่าที่นี่ถูกสร้างด้วยพลังพิเศษของศัตรู  ดังนั้นบรรยากาศรอบตัวจะเป็นแบบใดก็ย่อมสามารถเสกสรรค์ได้ดังใจ

                   ปราสาทบนยอดผาอยู่ไกลลิบตา  ผมวิ่งตรงไปยังทิศทางเป้าหมายนั้น

                   “สวัสดีผู้มาเยือน..  ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนของเรา”

                   เสียงทักทายดังสะท้อนก้องไปมาราวกับถูกลมหอบพัดพาไปในอากาศ  ผมชะงักเท้าและกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างร้อนรนพลางหยิบ SSS ขึ้นมาถือลมหวีดหวิดพาประโยคที่ได้ยินลอยซ้ำไปมาเหมือนเสียงครวญครางของปีศาจร้าย 

                   และเมื่อมองรอบตัวจนครบ 180 องศา  ผมก็ไม่พบแม้แต่เงาของเจ้าของเสียงเลยสักนิด

                   เพราะผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง  ทำให้ผมสัมผัสถึงความมุ่งร้ายและจิตสังหารได้  ร่างกายท่อนบนเอียงวูบหลบด้วยสัญชาติญาณ 

                   ‘ฉับ!!’

                   รอยปริเป็นทางยาวพาดผ่านหน้าอกตามแนวขวาง  เคราะห์ดีที่ผมหลบการโจมตีได้ทันจนทำให้สิ่งที่ปริแยกมีเพียงเสื้อเชิ้ตและกั๊กสีครีมเท่านั้น 

                   บัดนี้ผมมองเห็นเจ้าของเสียงได้ถนัดตา  เพราะร่างที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งผมไม่คาดคิด  จึงทำให้ไม่อาจมองเห็นในครั้งแรก  ชายในชุดหมีสวมแว่นกันลมครอบศีรษะมองลงมาจาก...  บนฟ้า!!

                   นักฆ่าคนนี้ลอยอยู่กลางอากาศ  ผมเพ่งมองจนตาหยีก็ไม่เห็นลวดสลิงหรืออุปกรณ์ใดที่ช่วยให้เขาลอยได้เลย  ดูท่านี่คงเป็นพลังพิเศษของชายคนนี้

                   สายตาเขากวาดมองรอบตัวอย่างรื่นรมย์  ผมม้วนเป็นวงสั้นไม่ผ่านการแต่งทรง  ใบหน้าเหลี่ยมเป็นสันบ่งบอกถึงความเปิดเผยของชายผู้นี้  ถ้าไม่นับจิตสังหารที่แผ่ออกมาจนทำให้ผมแทบสะอิดสะเอียน  นับว่าเขาเป็นชายที่มีบุคลิกดึงดูดให้ชวนมองทีเดียว

                   “นายโชคดีนะ  ที่มาเจอดินแดนที่เรียบง่ายที่สุดอย่างทุ่งหญ้าสโทล”  นักฆ่าขยับใบมีดยาวในมือที่โค้งขนานปลายแขนทั้งสองข้างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว  “แต่นายโชคร้าย  ที่ต้องมาเจอหนึ่งในยามเฝ้าประตูที่เก่งที่สุดอย่าง โอลิเวอร์’ คนนี้”

                   ร่างที่ลอยนิ่งราวกับถูกตรึงกลางอากาศ  พลันมุดศีรษะกลับหัวกลับหางก่อนพุ่งลงมาดุจดาวตก  มีดโค้งในมือสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายจ้า  ผมมัวแต่ตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  เพียงพริบตาร่างในชุดหมีก็ดิ่งเข้ามาใกล้จนถึงระยะโจมตีมีดจันทร์เสี้ยวประสานเป็นรูปกากบาทและฟาดฟันใส่เต็มแรง 

                   สองขาพลันกระตุกวูบก่อนดีดร่างให้ลอยพ้นคมมีดอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด  ผมกำเนเปียร์โบนส์พลางเร่งพลัง  ตารางแสงมากมายสว่างวาบขวางหน้านักฆ่า  แต่เขาเพียงสะบัดแขนเบา ๆ  ร่างสูงโปร่งก็เคลื่อนลอยหลบตารางอย่างไม่ต้องเหนื่อยแรง

                   “เนเปียร์โบนส์!!”

                   ตารางแสงชุดเก่าจางหาย  ผมก็สร้างตารางชุดใหม่ที่ให้ผลตรงข้ามกันขึ้นแทนที่  ก้อนหินที่หยิบได้จากทุ่งหญ้าถูกระดมขว้างใส่จนถูกเพิ่มความเร็วขึ้นมหาศาลเสียงหวีดของกระสุนหินที่เคลื่อนผ่านอากาศดังราวกับเสียงเครื่องบินไอพ่น  หินนับสิบลูกพุ่งตรงไปยังร่างที่ยังไม่ทันได้หันหน้ากลับมา

                   Flyer!!”

                   โอลิเวอร์สะบัดมือมาทางด้านหลังโดยไม่ต้องหันมอง  กระสุนหินที่พุ่งเข้าหาหมายกระแทกร่างกลับเปลี่ยนทิศลอยหวือสูงขึ้นไปในอากาศผ่านศีรษะเขาไปโดยไม่เฉียดแม้เพียงเส้นผม        

                   นักฆ่าหนุ่มหันมามองพลางยิ้มเผล่

                   “พลังแปลกดีนี่..  แต่ต่อให้โจมตีมามากแค่ไหน  ก็ไม่โดนเราหรอกนะ  เพราะมันก็จะ ลอยยยย  ละลิ่ว หายไปในอากาศทั้งหมด  ฟลายอิ้ง  ฟลายอิ้ง!!”

                   นักฆ่ากึ่งพูดกึ่งร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่แย่เกินแก้วหูจะทานทน  พลังพิเศษที่ใช้อย่างโจ่งแจ้งบ่งบอกให้รู้ว่าหมอนี่มั่นใจในฝีมือของตนเองแค่ไหน  และเพราะพลังพิเศษนี้เอง   ทำให้ผมรู้แล้วว่าเขาซิงโครกับจิตวิญญาณของบุคคลสำคัญคนใด

                   “พี่น้องตระกูลไรต์!!”[1]

                   นักฆ่าผุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก  ดูท่าเขาคงไม่คิดปิดบังอะไรอยู่แล้ว  เมื่อผมเดาได้ถูกเขาจึงพอใจ

                   “บิงโก!!  ไม่ถึงสิบนาทีก็เดาถูก  เราขอตบมือให้สามที”

                   เขาตบมือแปะ ๆ ๆ อย่างยากลำบาก  เพราะนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ต้องคีบประคองมีดเล่มยาวไว้ด้วย  รอยยิ้มกว้างขึ้นเหมือนเด็กไร้เดียงสา  แต่มีดโค้งที่แสนน่ากลัวกลับขัดกับบุคลิกที่แสดงออกชะมัด

                   โอลิเวอร์ลอยคว้างขึ้นไปในอากาศก่อนบินหมุนวนบนฟ้าราวกับผืนฟ้ากว้างสีครามคือเวทีของเขา  พลังพิเศษของเขาคือการ ‘สร้างลม’ ใต้วัตถุ เพื่อพยุงให้ลอยดุจลมที่พัดผ่านปีกเครื่องบินรวมทั้งควบคุมทิศทางลมจนสามารถบินไปในอากาศได้

                   “เตรียมตัว!!”

                   มือไขว้กันเป็นรูปกากบาท

                   “ระวัง!!”

                   สายตาจ้องเขม็งมองต่ำลงมาที่ผม

                   “ปายยยยย!!!!”

                   ร่างยาวพุ่งลงมาราวกับจรวด  ใบมีดกากบาทคมกริบขนาดนั้น  หากสัมผัสผิวกายคงแยกร่างผมเป็นสี่ส่วนง่าย ๆ  การโจมตีไม่ได้ผลสิ่งที่ทำได้ตอนนี้มีเพียง...  หลบหลีก!!

                   “เนเปียร์โบนส์!!”

                   ร่างผมวิ่งผ่านตารางแสงที่ถูกสร้างขนานกับพื้น  ความเร็วเพิ่มขึ้นจนร่างเล็กหายจากการมองเห็นของโอลิเวอร์  นักฆ่าพลันชะงักค้างกลางอากาศอย่างดูเชิง  เมื่อเห็นผมหายไปก็ลอยตัวสูงขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีที่คาดไม่ถึง

                   ‘เคร้ง!!’

                   ใบมีดต้านรับลูกเตะจากด้านล่าง  แม้ผมจะเพิ่มความเร็วมากมาย  แต่การดีดตัวพุ่งขึ้นขึ้นลอยค้างกลางอากาศทำให้ความเร็วตกลง  โอลิเวอร์สัมผัสถึงความมุ่งร้ายเพียงนิดเดียวก็รับการโจมตีอย่างง่ายดาย 

                   ใบมีดอีกอันในมือซ้ายที่เป็นอิสระเหวี่ยงฟาดลงมายังร่างที่ไร้การควบคุม  ผมใช้ปลายเท้าดีดมีดด้านขวาและพุ่งย้อนกลับลงไปบนพื้น  คู่ต่อสู้มองลงมาด้วยสายตาตื่นเต้น  เขาไม่มีทีท่าหวาดกลัวต่อพลังพิเศษของผมแม้แต่น้อย

                   “ไม่ได้เจอศัตรูตึงมือแบบนี้มานานแล้วแฮะ  เรามาสนุกกันยาว ๆ ดีกว่า”

                   นักฆ่าหนุ่มกางแขนสองข้างและเริ่มหมุนตัวกลางอากาศ  คมมีดหมุนวนเป็นวงกลมก่อนเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคล้ายลูกข่าง 

                   “Flyer!!!”

                   ลูกข่างติดใบมีดลอยตกลงมายังตำแหน่งที่ผมยืนอยู่อย่างรวดเร็ว!!

 

                   เน็กเธอร์เดินอย่างไม่ยี่หระท่ามกลางความมืด  จุดแสงสว่างที่ปลายทางคือทิศที่สองขาก้าวไปโดยไม่หวั่นเกรง  จะว่าไปแล้วในบรรดาห้าคนที่บุกเข้ามาที่ปราสาทเงารัตติกาล  เขาคือคนเดียวที่มีเป้าหมายเลื่อนลอยที่สุด  ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่รีบร้อนหรือกระตือรือร้นเช่นคนอื่น

                   แต่หัวใจที่เฉื่อยชาต้องพลันเต้นแรงจนเลือดแทบสูบฉีดไปเลี้ยงไม่ทัน  เมื่อภาพท่ามกลางแสงแรกที่สาดฉายเข้าสู่สายตา  คือภาพน้ำตกสีเขียวมรกต  สายน้ำไหลจากชั้นบนตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลกสู่ชั้นที่ต่ำลงมาเป็นขั้นบันไดจนหยาดน้ำกระเซ็นซ่านเป็นละอองเย็นชื่นใจ   ต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมครึ้มเขียวชอุ่มบดบังแสงแรงจ้าของดวงอาทิตย์  ไอดินและกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ป่าโชยเข้าจมูกปลุกความสดชื่นให้ร่างกายที่อ่อนล้ากลับมีเรี่ยวแรง

                   แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น!!

                   เพราะบรรยากาศที่พรรณนามาข้างต้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเน็กเธอร์เลย  ตอนนี้ดวงตาเขาสะท้อนเพียงภาพของ...  หญิงสาวเล่นน้ำอยู่อย่างร่าเริงต่างหาก

                   ร่างบางระหงเคลื่อนกายคล้ายร่ายรำ  ผิวสีขาวนวลสะท้อนเป็นประกายจนหมู่ภมรต้องบินชมความงดงาม  ส่วนโค้งเว้าได้รูปตรึงสายตาให้ผู้จ้องมองไม่อาจถอนไปจากเรือนร่างของเธอได้  ผมสีดำขลับยาวลู่ลงมาถึงกลางหลัง  ปลายผมมีหยดน้ำไหลหยาดลงมาก่อนตกลงสู่ท้องน้ำจนเกิดวงคลื่นเล็ก ๆ แผ่ไปกระทบร่างบอบบาง 

                   เสื้อผ้าอาภรณ์เปียกลู่แนบผิวกายเผยสัดส่วนที่ถูกปกปิดให้อวดสู้สายตาของเน็กเธอร์  เขายืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสะกด  แม้ชีวิตจะพบเจอผู้หญิงมามากหน้าหลายตา  แต่ไม่มีใครเลยที่จะสวยและมีเสน่ห์ได้เทียบเท่าหญิงงามเบื้องหน้า

                   เธอชม้ายตามองเน็กเธอร์ด้วยสายตายั่วเย้า  ก่อนกวักมือเชิญชวนชายหนุ่มให้ลงมาเล่นน้ำด้วยกัน

                   เน็กเธอร์ไม่รอช้า  รีบถอดสูทลำลองสีดำวางกองกับพื้นเผยกล้ามเนื้อล่ำสัน  ก่อนกระโจนตัวลงน้ำและว่ายเข้าหาหญิงแปลกหน้า  สายตาอ่อนระทวยพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวเผยธาตุหนุ่มเจ้าชู้หวังมัดหัวใจหญิงสาว

                   และไม่ใช่เพียงเท่านั้น  สาวงามในร่างอวบอัดอีกสี่คนเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่  ความงดงามของพวกเธอไม่ได้ด้อยกว่าหญิงสาวในน้ำเลยแม้แต่น้อย  แม้จะต่างสีผิว  ต่างเชื้อชาติภาษา  แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือความงามที่สะกดชายหนุ่มทุกคนให้หลงใหล

                   เน็กเธอร์ถูกห้อมล้อมด้วยสาวสวยระดับนางงามถึงห้าคน  นอกจากความงามแล้วเรือนร่างที่อวบอัดประหนึ่งนางฟ้าในเทพนิยายจนเขาเผลอคิดว่าตอนนี้ตนอยู่บนสวงสวรรค์

                   เพราะจิตราคะที่ครอบงำจิตใจ  ทำให้ชายหนุ่มลืมคิดไปว่าตอนนี้ตนตกอยู่ท่ามกลางถิ่นของเงารัตติกาลชายชราผมขาวหนวดเคราเฟิ้มลอบยิ้มอยู่ในใจ  สายตาสะท้อนเป็นประกายที่กำลังจ้องมองเน็กเธอร์อย่างมาดร้ายถูกบดบังด้วยพุ่มไม้หนาจนเขาไม่อาจรับรู้ถึงการมีตัวตนของศัตรูได้

 

                   เซราห์ยืนงงงันอยู่หน้าแม้น้ำกว้าง  สองข้างซ้ายขวามีเพียงท้องน้ำสีครามเข้มโอบล้อมผืนดินสีเทา  ภาพปราสาทไกลลิบลับอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำทำให้หญิงสาวจนปัญญาไม่รู้ว่าจะข้ามฝั่งไปได้อย่างไร

                   และก็เหมือนฟ้าจะรู้ความต้องการ  เมื่อสายตาของเธอสะดุดกับวัตถุที่ทอดกายอยู่ริมฝั่ง 

                   เรือลำเล็กถูกคลื่นน้ำที่ซัดเข้าฝั่งเบา ๆ ตีให้โยกซ้ายขวาไปมา  เซราห์มองอย่างมีกำลังใจ  แม้ลำพังเพียงแรงแขนบอบบางของเธออาจไม่มีกำลังเพียงพอจะพาเธอข้ามฝั่ง  แต่มาถึงตรงนี้แล้วหญิงสาวไม่อาจถอยกลับหลัง  มือสองข้างดันเรือไม้สุดกำลังจนเรือลำไม่ใหญ่นักไหลพรวดลงน้ำสำเร็จ

                   “เอาล่ะนะ!!”

                   หญิงสาวถอนใจอย่างโล่งอกที่บัดนี้เปลี่ยนชุดมาเป็นกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดและเสื้อคลุม  เพราะมันทำให้เธอเคลื่อนไหวได้ทะมัดทะแมงกว่าชุดกระโปรงที่ใส่ตามปกติ 

                   มือกำไม้พายแน่นพลางออกแรงสุดกำลัง  พายหนาดันต้านมวลน้ำส่งเรือให้ลอยออกห่างจากฝั่งเรื่อย ๆ  ลมเย็นพัดมาทำให้ความเหนื่อยล้าบรรเทาไปได้บ้าง  เซราห์มองภาพปราสาทเป็นดั่งเป้าหมายจ้วงพายโดยไม่สนใจรอบข้าง

                   “ผู้หญิงเหรอ!!   ฉันนี่ช่างโชคดีอะไรแบบนี้”

                   เสียงตะโกนก้องท้าคลื่นลมดังจนเซราห์สะดุ้ง  เธอหันมองกลับไปเห็นชายร่างใหญ่หน้าตาคล้ายแขกอินเดียยืนอยู่บนเรือพายขนาดไม่ต่างจากของเธอนัก  ดวงตาข้างซ้ายถูกปิดด้วยที่ปิดตาสีดำ  ส่วนตาขวาจ้องมองมาอย่างหื่นกระหายจนเซราห์ต้องกุมเสื้อคลุมให้กระชับร่างแน่นขึ้น

                   รูปร่างลักษณะของชายผู้นี้ก็ช่างดูแปลกประหลาด  หมวกปีกกว้างที่สวมอยู่หมิ่นเหม่จะปลิวหลุดแหล่มิหลุดแหล่เพราะแรงลม  แต่มือหนาก็เอื้อมมาคว้าได้ทันทุกครั้งก่อนที่มันจะปลิวตกลงไปในแม่น้ำ  หนวดเรียวประดับอยู่บนริมฝีปากกระดิกทุกครั้งเมื่อเขาส่งเสียงพูด 

                   “ไม่ต้องห่วงหรอกสาวน้อย  ฉันจะทนุถนอมเธออย่างดีเลย”

                   ศัตรูที่จู่ ๆ ก็โผล่มาอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางทำให้เซราห์ตื่นกลัวจนแทบทำอะไรไม่ถูก  ตลอดเวลาเธอได้รับการปกป้องจากผองเพื่อนเสมอ  นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องต่อสู้กับนักฆ่าเงารัตติกาลเพียงลำพัง

                   และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็กำลังปรากฏต่อหน้าเธอ  เมื่อเรือพายลำเล็กกลับเปิดกราบเรือพร้อมยื่นวัตถุขนาดเล็กสีดำเมื่อมออกมา  รูปร่างคุ้นตาแต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาอยู่บนเรือเล็กขนาดนี้

                   ‘ปังงง!!!’

                   กระสุนปืนพุ่งจากปืนใหญ่ขนาดเล็กแหวกอากาศเข้าหาเรือของเซราห์ด้วยความรวดเร็ว  แม้ระยะห่างของเรือทั้งสองลำจะอยู่ไกลกันพอสมควร  แต่ความรุนแรงของลูกปืนใหญ่ก็ไม่ได้ลดทอนอานุภาพของมันลงเลยแม้แต่น้อย

                   เพียงกระสุนกระทบผืนน้ำ  มวลน้ำมหาศาลก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวน้ำพุ  ก่อนเทซัดลงมาจนเรือเซราห์เอียงกะเท่เร่  เสื้อผ้าเปียกปอนจนลู่แนบร่างบางเผยส่วนเว้าโค้งจนนักฆ่ามองตาเป็นมัน

                   ‘ไมโล ดิ๊ก’  นักฆ่าผู้เชื่อมต่อ SSS ‘ผ้าปิดตาของกัปตันคิด’[2]  ทำให้เขามีพลัง  ‘เปลี่ยนเรือที่ตนนั่งให้กลายเป็นเรือโจรสลัด’  กระสุนปืนใหญ่ที่เพิ่งถูกยิงออกไปเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเรือพายลำเล็กของเขามีพิษสงไม่ต่างจากเรือโจรสลัดลำใหญ่เลย

                   และที่กระสุนปืนตกลงน้ำไม่โดนเรือของเซราห์  ไม่ใช่เพราะไมโลยิงพลาด  แต่เป็นเพราะความตั้งใจของเขาเอง  เพียงเห็นเซราห์วูบแรก  นักฆ่ารายนี้ก็หัวใจเต้นตูมตาม  เพราะตั้งแต่มาเป็นนักฆ่าแห่งเงารัตติกาล  ไมโลก็ได้รับหน้าที่เฝ้าทางเข้าปราสาทจนไม่มีโอกาสสัมผัสหญิงสาวตามที่ฝันเอาไว้  เมื่อครั้งนี้มีโอกาสนักฆ่าจึงสนองตัณหาของตนเองอย่างถึงที่สุด

                   Evolution!!!”

                   เซราห์ดูดกลืนเซลล์ของเถาวัลย์เข้าสู่ร่างกาย  แส้แสงพันรอบแขนแน่นราวกับเป็นอวัยวะของตัวเอง  หญิงสาวสะบัดแส้ยาวขึ้นฟ้าและเหวี่ยงฟาดลงมากลางเรือของไมโล

                   Adventure Gally!!!”

                   เรือพายของนักฆ่ากลับเคลื่อนไหวหลบเลี่ยงแส้แสงอย่างน่าอัศจรรย์ทั้ง ๆ ที่ไมโลไม่ได้แตะไม้พายแม้แต่น้อย  รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มส่งมาให้เซราห์จนเธอสะอิดสะเอียน  หญิงสาวมองผ่านไมโลไปก็รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้เรือเคลื่อนได้เอง

                   ใบเรือใหญ่นับสิบผุดโผล่ขึ้นมากลางอากาศ  กระแสลมแรงพัดจนใบเรือโค้งงอผลักดันเรือลำเล็กให้เคลื่อนที่ได้ดุจมีเชือกดึง  เซราห์ยังไม่ทันโจมตีซ้ำก็ต้องเบิกตาค้างมองห่ากระสุนชุดสองที่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง

                   “คราวนี้ไม่ได้เล็งแค่น้ำแล้วนะ..  สาวน้อย”

                   ไมโลกล่าวอย่างอารมณ์ดี  พลางมองกระสุนปืนพุ่งกระแทกส่วนหัวและท้ายของเรือจนเรือลำเล็กแตกเป็นเสี่ยง ๆ  มันจงใจเว้นตำแหน่งกลางลำเรือที่เซราห์ยืนอยู่เพราะไม่ต้องการให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บ  แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ร่างของหญิงสาวตกลงไปในน้ำตะเกียกตะกายว่ายพยุงตัวสุดชีวิต

                   ไมโลยืนกอดอกอย่างสาแก่ใจ  มันเพียงรอให้เซราห์ว่ายจนหมดแรงก่อนจะลากตัวเธอขึ้นมาจากน้ำและเล่นสนุกกับร่างไร้สติของหญิงสาวอย่างที่มันตั้งใจเอาไว้...

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] พี่น้องไรต์ (Wright Brothers) ได้แก่ ออวิลล์ ไรต์ และวิลเบอร์ ไรต์ สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์ลำแรกของโลก

[2] กัปตันคิด (William Kidd)นักเดินเรือชาวสก๊อต  ก่อนผันตัวเองมาเป็นโจรสลัดจนได้ฉายา “โจรสลัดเคราดำ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น