อัปเดตล่าสุด 2021-09-14 10:20:10

ตอนที่ 23 สงครามกลางวอชิงตัน ดี ซี

 

บทที่ 23  สงครามกลางวอชิงตัน ดี ซี

 

                   แดดอุ่นยามบ่ายส่องลอดผ่านช่องว่างของม่านฉายความสว่างให้ห้องเงียบงัน  หญิงชราในรถเข็นเอนศีรษะพิงผนังงีบหลับเพราะความเหนื่อยล้า  ข้อมูลที่ได้รับจากเหล่าต้นแบบที่เธอส่งไปช่วยเหลือลูกชายของทริมิดาทำให้ไม่อาจข่มตาหลับได้เต็มที่มาหลายวัน  เพราะบัดนี้ไม่รู้ว่าเหล่าผู้เชื่อมต่อเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง

                   ฮีทเตอร์พ่นลมร้อนออกมาสร้างสมดุลอากาศให้ห้องอุ่นสบาย  ผ้าพันคอผืนหนาชายรุ่ยเคลื่อนไหวตามแรงลมเบา  เสียงนกที่โผเกาะกิ่งไม้ต้นใหญ่หลังบ้านแผ่วเบาพลิ้วยิ่งทำให้บรรยาศชวนเคลิบเคลิ้ม  รูปภาพในกรอบไม้ที่ตั้งอยู่บนชั้นวางโทรทัศน์เป็นภาพของชายหญิงในชุดทดลองวิทยาศาสตร์สีขาวกอดคอกันยิ้มแย้มให้กล้อง  หญิงสาวผมบลอนด์ที่ยืนอยู่เคียงข้างทริมิดา มีอา ส่งยิ้มอ่อนหวานราวกับจ้องมองตนเองในวัยชรา  ห้วงคำนึงแห่งอดีตหวนย้อนกลับเข้ามาในสมองขณะที่ ‘ซอนญ่า เทเลอร์’ หญิงชราพิการหลับใหล

                    เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ติดตามทริมิดาหลังจากที่เขาค้นพบวิธีการปรับคลื่นวิญญาณเพื่อเชื่อมต่อกับวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์  ขณะที่เคทซิธ ซิกบาร์ และ นอร์ตัน อินนิวา สองนักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมโครงการไม่เห็นด้วยและตัดสินใจแยกตัวไป

                   ซอนญ่ารู้มาโดยตลอดว่าทริมิดาเป็นคนทะเยอทะยาน  ทำได้ทุกอย่างเพื่อความก้าวหน้าของตน  กระทั่งเสนอผลงานแบบเดียวกันตัดหน้าเคทซิธที่อาวุโสกว่าจนได้ตำแหน่งหัวหน้าทีมทดลองทั้งที่มีเสียงนินทาว่าเขาแอบคัดลอกความคิดของเพื่อนร่วมงาน

                   ทริมิดาลาออกจากกระทรวง  เขาสร้างห้องทดลองลับที่ซูริคด้วยเงินที่สะสมมาตั้งทำเริ่มทำงาน ภายนอกแม้ดูเหมือนบ้านปกติที่พบเห็นได้ทั่วในเมืองชนบทแห่งนี้  แต่ภายในกลับมีห้องใต้ดินที่ลึกลงไปหลายสิบเมตรถูกจัดเป็นห้องทดลองล้ำสมัย เด็กชายหญิงทั้งห้าคนที่เป็นต้นแบบการทดลองถูกพามาเลี้ยงดูและเฝ้าดูการพัฒนาคลื่นวิญญาณอย่างต่อเนื่อง  ทริมิดาเห็นพวกเด็กเป็นเพียงเครื่องมือในการทดลอง  ต่างจากซอนญ่าที่รักและเอ็นดูเด็กพวกนั้นราวกับลูก

                   เวลาผ่านไปหลายเดือน  ยิ่งทดลองเท่าไหร่ทริมิดาก็รู้สึกว่าตนวิ่งเข้าหาทางตันมากเท่านั้น  เมื่อการปรับคลื่นวิญญาณส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของเด็กทั้งห้า  จนเด็กทุกคนมีสภาพไม่ต่างจากผีดิบที่มีเพียงร่างแต่ไร้จิตใจ

                   “เลิกทดลองเถอะ  ฉันสงสารเด็ก ๆ”

                   ซอนญ่าวิงวอน  เธอร้องไห้ทุกครั้งเมื่อเห็นสภาพ ‘ลูก ๆ’ ที่เธอรักหลังจากการทดลอง

                   ทริมิดานำข้อมูลที่ได้จากการทดลองทั้งหมดมาใช้กับตัวเอง  เขาคิดว่าสภาพร่างกายของผู้ใหญ่น่าจะทนต่อสภาพการทดลองได้ดีกว่าเด็ก  จึงใช้ตนเองเป็นเครื่องมือ 

                   วันเวลาผ่านไป  สภาพร่างกายของทริมิดาผอมซูบ  เขาไม่อยากอาหาร  ไม่สนใจสิ่งรอบตัว  จิตใจเหม่อลอยไม่รับรู้สิ่งต่าง ๆ  กิจวัตรที่ต้องทำมีเพียงลากร่างเข้าสู่ตู้ปรับสภาพคลื่นวิญญาณทุกวัน

                   และเมื่อคลื่นวิญญาณของทริมิดาตรงกับอเดลเบิร์ท เอมส์  จิตวิญญาณของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันก็ปรากฎต่อหน้าเขา 

                   “คุณไม่ใช่...  อย่างที่ผมคิด”

                   ประโยคแรกที่เอมส์เอ่ยทัก  สร้างรอยยิ้มให้ทริมิดา

                   “แน่นอน  ผมไม่ใช่คนที่คุณคิดหรอก”

                   และผลการทดลองที่ประสบความสำเร็จ  ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกองโจรเงารัตติกาล  ทริมิดาใช้พลังพิเศษในการสร้างห้องลวงตาลักลอบเข้าไปขโมยวัตถุสำคัญต่าง ๆ  โดยเริ่มต้นจากอเมริกา  ขยายไปยังประเทศใกล้เคียง  วัตถุหลายชิ้นถูกขโมยจากสถานที่ที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนาโดยง่ายดาย

                   จนเมื่อทริมิดาพบชายชราที่สามารถเชื่อมต่อจิตวิญญาณได้โดยไม่ต้องปรับคลื่นวิญญาณ  เขาก็เริ่มหันเหมาใช้การ ‘ค้นหา’ ผู้ที่มีจิตวิญญาณตรงกับที่สถิตในวัตถุแทนการทดลองตามคำแนะนำของ ‘นาลี’ 

                   จากหนึ่งเป็นสอง  จากสองเป็นสี่  และขยายเป็นหลายสิบคนในเวลาไม่นาน  เขารวบรวมเหล่าผู้คนที่เชื่อมต่อ SSS เข้าเป็นสมาชิกกองโจรและทำการจารกรรมวัตถุสำคัญจากทั่วทุกมุมโลก

                   และสมาชิกสี่คนแรกนอกจากนาลี  ซึ่งมีพลังกล้าแข็งที่สุดก็ได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งรองจากตน 

                   วาร์ด  เยอร์มูห์

                   ซัทที  ซุยวาล์ฟ

                   ลูซัม  ซีมอน

                   อาทาโพเอล

                   ต่างคนต่างที่มา  แต่จุดประสงค์ของทั้งสี่มีเหมือนกันคืออยู่ ณ จุดสูงสุดของโลกใบนี้  ซึ่งพลังพิเศษมหาศาลของแต่ละคนก็ไม่ยากเลยที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายนั้น

                   แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่เป็นดังที่ทริมิดาคาด  เมื่อหนึ่งในรองหัวหน้าอย่างวาร์ด เยอร์มูห์ใช้พลังพิเศษทำร้ายทริมิดาจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา  รวมถึงตั้งใจกวาดล้างเสี้ยนหนามที่ทริมิดาเหลือทิ้งไว้อย่างซอนญ่าและเด็กชายหญิงผู้เชื่อมต่อต้นแบบ

                   ซอนญ่ารู้ดีถึงพลังพิเศษของทริมิดา  และแน่ใจว่าเขายังไม่ถึงแก่ความตาย จึงลอบแจ้งข่าวให้คาซีลูกชายของเขาทราบถึงตำแหน่งที่ทริมิดาพาร่างที่เกือบหมดสติเข้าสู่ห้องลับ  แม้วาร์ดจะทุ่มกำลังที่แปรพักตร์ทั้งหมดติดตามแต่ก็ไม่อาจหาทริมิดาพบ  กระทั่งพลังพิเศษของนาลีที่สามารถล่วงรู้ตำแหน่งของ SSS ได้ ก็ยังไม่สามารถค้นหาเขาเจอ

                   เหล่านักฆ่าตามล่าซอนญ่าและต้นแบบ  เด็กทั้งห้ารักหญิงสาวดุจแม่บังเกิดเกล้า  พวกเขาทุ่มเทพลังพิเศษที่ยังไม่ตื่นดีพอตอบโต้และหลบหนีเงารัตติกาลหัวซุกหัวซุน  โชคดีที่ห้องทดลองลับที่ซูริคนั้นยังไม่มีใครในกองโจรล่วงรู้ตำแหน่ง  ทั้งหกจึงพากันมาหลบยังที่แห่งนี้

                   แต่ระหว่างการหลบหนี  ซอนญ่าซึ่งถูกพลังพิเศษของหนึ่งในกองโจรทำร้ายก็กลับได้รับบาดเจ็บจนเป็นอัมพาตช่วงล่าง  ร่างกายตั้งแต่เอวลงไปไม่สามารถขยับได้

                  

                   เสียงเครื่องพิมพ์ทำงานปลุกหญิงชราให้ตื่นจากเรื่องราวในอดีต  เธอรู้ทันทีว่าบัดนี้ชายหนุ่มที่ขังตัวเองในห้องชั้นบนมีข้อมูลใหม่ให้อีกแล้ว  ซอนญ่าไสรถเข็นขึ้นลิฟต์ตัวเตี้ยและพาร่างตัวเองมาหยุดหน้าห้องเปาโล

                   กระดาษแผ่นขาวถูกสอดออกมาจากบานประตู  ตัวอักษรไหลผ่านสายตาเข้าสู่สมอง  จากสติที่ยังไม่ตื่นดีจากการหลับไหลในช่วงเวลาบ่าย  กลับถูกกระตุ้นด้วยประโยคที่ไม่คาดคิดจนเธอลืมตาโพลง

                   “แย่แล้ว!!”

                   ข่าวการเคลื่อนกำลังของกองโจรเงารัตติกาลสู่วอชิงตันดีซีสร้างความตื่นตระหนกจนร่างผอมซูบสั่นสะท้าน  เธอเหลือบตามองปฏิทินดิจิตัลอย่างร้อนรน  ตัวเลขบนหน้าปัดแสดงวันที่ 20 ธันวาคม

                   “อีกไม่กี่วันแล้วนะคาซี  พวกเธอต้องหยุดมันให้ได้  ก่อนที่โลกจะถึงกาลวิบัติ”

                   แววตาเหม่อมองผ่านบานหน้าต่างใสโดยหวังว่าเมฆก้อนขาวจะนำพาถ้อยคำของเธอไปยังลูกชายของทริมิดาได้

 

                   “ตื่นเถอะ  คาซี”

              “เธอต้องหยุดมันให้ได้นะ”

              “ไม่อย่างนั้น  พ่อของเธอจะ...  ตาย!!”

              คาซีสะดุ้งเฮือก  เหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าไหลหยดลงมาถึงปลายคาง  ภาพความฝันถึงร่างของพ่อที่นอนไม่ได้สติอยู่กำลังหมดลมหายใจอย่างช้า ๆ  และเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงหัวใจที่เต้นช้าลงและหยุดสนิทในที่สุด

                   ฉากการต่อสู้กับนักฆ่าผู้ใช้ปืนยังติดตรึงในสมอง  ความตายที่ชีวิตเดินเฉียดมาหลายครั้งไม่มีครั้งไหนที่ใกล้เคียงเท่าครั้งนี้เลย  คาซีสูดลมหายใจยาวเพื่อตั้งสติ 

                   “ฟะ..  ฟื้นแล้วเหรอคะ”

                   เซราห์รีบกระวีกระวาดเมื่อได้ยินเสียงเตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด  เธอบิดผ้าที่ชุบน้ำอุ่นหมาดเตรียมเช็ดหน้าให้คาซี  แต่เขายกมือห้าม

                   “เราต้องรีบออกเดินทาง เจ้าพวกนั้นตอนนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

                   เซราห์วางผ้าลงในชามและพูดตะกุกตะกัก

                   “ถ้าหมายถึง..  พวกเรแพนล่ะก็...”

                   เสียงประตูเปิดพร้อมร่างชายสี่คนที่โผล่พรวดเข้ามาอย่างรู้เวลา  ลอร่าที่วิ่งนำหน้ามาเพื่อจะดูหน้าตาของคาซีที่เธอใฝ่ฝันถึงมานาน

                   “ต๊ายยยย  กรี๊ดดดด!!!!  นี่หล่อกว่าที่แม่บอกจริง ๆ ด้วย  ฉันว่าเน็กเธอร์หล่อแล้วนะ  เจอคาซีแล้ว.. แม่อยากจะกรี๊ดให้สลบ  เฮ้อ!!”

                   เสียงหวีดร้องราวสัตว์ป่าหนีไฟทำให้คาซีทำอารมณ์ไม่ถูก  ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ได้ว่าชายร่างใหญ่ที่กรี๊ดกร๊าดอยู่คือหนึ่งในต้นแบบเช่นเดียวกับเฮเลน  สีหน้าของเพื่อนทุกคนที่มองมาด้วยความเป็นห่วงปลุกให้ร่างที่นั่งบนเตียงลุกขึ้น

                   “นายยังไม่หายดีนะ  พักให้ค่อยยังชั่วก่อนเถอะ”

                   ผมร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง 

                   ตั้งแต่ลงจากเขาที่อแลสก้า  สิ่งแรกที่พวกเรานึกถึงคือคาซีและเซราห์  ขนาดพวกเราสี่คนอยู่ด้วยกันยังเจอศัตรูที่ร้ายกาจขนาดนี้  แล้วทั้งสองคนที่แยกกันคนละทางย่อมน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า 

                   และปัญหาที่สำคัญที่สุดคือพวกเราไม่รู้ว่าทั้งคู่อยู่ที่ไหนก็คลี่คลาย  เมื่อข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับคือข่าวการตกของอุกกาบาตที่ทะเลสาบมรกต 

                   เน็กเธอร์ไม่รอช้ารีบเช่ารถบึ่งมาที่แวนคูเวอร์อย่างรีบเร่ง  พวกเราแยกกันค้นหาตามบ้านพักและก็เจอเซราห์กำลังซื้อของจำเป็นอยู่ในร้านสะดวกซื้อ  เหตุการณ์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดให้รับรู้จนพวกเรารู้สึกขนลุก  รองหัวหน้าเงารัตติกาลคนที่สองที่เกือบปลิดชีวิตคาซีได้  ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายเท่าไหร่  ศัตรูที่พบก็ยิ่งตึงมือขึ้นเท่านั้น

                   คาซีมองพวกเราทุกคนด้วยสายตามุ่งมั่น  ภาพในความฝันเหมือนเป็นลางบอกว่าเขาไม่อาจรอช้าได้อีกแล้ว  ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงเดินผ่านพวกเราที่ยืนรายรอบไปหยิบเสื้อสูทสปอร์ตสีเทาที่แขวนอยู่สวม  เพียงแค่มองตาเขาทุกคนก็รับรู้ได้ถึงเจตจำนงอันแรงกล้า

                   “ไปกันเถอะ”

                   คาซีพูดพร้อมเดินนำออกจากห้องพักเพื่อมุ่งหน้าสู่วอชิงตัน ดี ซี

 

                   ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมดของกองทัพสหรัฐรวมถึงรัฐมนตรีทุกกระทรวง  นั่งหน้าเครียดอยู่ในห้องประชุมกระทรวงกลาโหม  ผู้นั่งในตำแหน่งหัวโต๊ะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศ  ประธานาธิบดีวิลเลียม แสตมฟอร์ด

                   “จากข้อมูลที่เราสืบทราบมา  เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุโรปลามไปถึงฝั่งเอเชียอย่างประเทศจีนน่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มเดียวกัน  ถึงแม้ความเสียหายจะมีรูปแบบต่างกันก็ตาม”

                   ปลัดกระทรวงกลาโหมกล่าวรายงานก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องเงียบกริบ

                   “และผู้ก่อการร้ายกลุ่มนั้น  น่าจะเป็น...  เงารัตติกาล”   

                   ผู้บัญชาการกองทัพบกแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน 

                   “ผู้ก่อการร้ายหัวกะทิกี่รายแล้วที่ถูกเราจัดการได้  กระทั่งหัวหน้าอัลกออิดะฮ์อย่างบินลาดินก็ยังไม่รอด  แล้วแค่กองโจรธรรมดาทำไมต้องกลัวกันขนาดนี้ด้วย”

                   เพราะประสบการณ์อันยาวนานในการรับราชการ  บวกกับฝีมือฉกาจในการนำกองทัพกวาดล้างกลุ่มผู้ก่อการร้ายในดินแดนต่าง ๆ  ทำให้ ‘เอ็ดเวิร์ด ไวท์’ ผู้บัญชาการกองทัพบกแห่งสหรัฐไม่หวาดเกรงต่อศัตรูหน้าไหน

                   แต่ชายผมขาวผู้รั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับหยิบเอกสารที่วางบนโต๊ะด้านหน้าขึ้นมาก่อนเปิดเพื่อเผยข้อมูลบางประการให้ทุกคนให้ห้องรับรู้

                   “หากเงารัตติกาลเป็นเพียงกองโจรธรรมดา  เราคงไม่ต้องกังวลมากขนาดนี้  แต่ทุกท่านโปรดดูเอกสารที่วางอยู่ด้านหน้าเสียก่อน” 

                   ทุกคนยกเว้นวิลเลียมพลิกเอกสารไล่สายตาดูอย่างรวดเร็ว  เมื่อข้อมูลทั้งตัวอักษรและรูปผ่านหลั่งไหลผ่านสายตา  ท่าทางตกใจและเสียงพึมพำเบา ๆ ก็เกิดขึ้นกับทุกคนยกเว้นเพียงเอ็ดเวิร์ดที่เมื่ออ่านจบก็โยนเอกสารทิ้งบนโต๊ะราวกับเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

                   “ดูหนังมากไปรึเปล่าด๊อกเตอร์  คุณจะบอกว่าไอ้พลังจิตพลังพิเศษที่เราเคยดูในหนังในละคร  มันมีจริงและกำลังจะบุกโจมตีอเมริกาน่ะเหรอ  ฮ่า ๆ ๆ”

                   โจนาธาน ลินเจอร์  รัฐมนตรีผู้เป็นเจ้าของข้อมูลไม่ตอบโต้  เขาปรายตาให้ลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลัง  เพียงเห็นสายตาผู้บังคับบัญชา  ชายในชุดสูทก็วิ่งไปเปิดประตูห้องประชุมเพื่อเปิดทางให้บางอย่างเข้ามาในห้อง

                   ชายในชุดแพทย์เข็นรถเข็นที่มีชายหนุ่มร่างผอมโซถูกมัดทั่วร่างด้วยโซ่ตรวนติดกับรถเข็น  ตา  หู  ปาก  ถูกรัดพันอย่างแน่นหนา  ผมวกไหมพรมคลุมศีรษะมิดบดบังเส้นผมรูปร่างบางเหมือนไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานาน  ทุกคนมองยังร่างที่ถูกเข็นเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าประหลาดใจ

                   “ชายคนนี้”

                   โจนาธานกล่าวแนะนำ  นอกจากประธานาธิบดีแล้วไม่มีใครรู้เลยว่ารัฐมนตรีมีจุดประสงค์อะไร  ถึงพาชายในสภาพถูกพันธนาการเข้ามาในห้องประชุมจนเมื่อโจนาธานเลิกผ้าปิดตาของชายบนรถเข็นออก  แสงสว่างจ้าที่ส่องจากดวงตาทำให้เกิดเรื่องประหลาดจนไม่มีใครคาดคิด

                   หลอดไฟในห้องประชุมทุกดวงดับวูบ  ก่อนกระพริบติด ดับ อย่างควบคุมไม่ได้  เครื่องปรับอากาศพ่นลมแรงจนอุณหภูมิลดกะทันหัน  ภาพจากหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่ฉายภาพที่ถูกกล้องวงจรปิดจับได้  แปรเปลี่ยนเป็นรายการข่าวทั้งที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบโทรทัศน์ปกติ  อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างในห้องทำงานอย่างผิดเพี้ยนไปหมดจนสร้างความแตกตื่นให้ทุกคน

                   มีเพียงวิลเลียมและโจนาธานเท่านั้น  ที่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น  ประธานาธิบดีกวาดตามองอาการตื่นตระหนกของผู้เข้าร่วมประชุมก็ลุกขึ้นยืน  วิลเลียมมองโจนาธานและให้สัญญาณรัฐมนตรีปิดผ้าปิดตาชายผมเทาลงดังเดิม

                   และทุกอย่างก็กลับสู่สภาพปกติ...

                   กระทั่งเอ็ดเวิร์ดที่ผ่านสถานการณ์เลวร้ายมามาก  ยังอ้าปากค้างไม่หุบ  เขาระล่ำระลักเอ่ยถามอย่างลนลาน

                   “นี่มัน..  เรื่องบ้าอะไรกัน”

                   วิลเลียมลุกขึ้นยืน  มือสองข้างยันโต๊ะพลางโน้มร่างไปด้านหน้า  สายตาที่กวาดมองทุกคนในห้องแฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

                   “สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่  คงพอยืนยันความเป็นจริงที่พวกคุณไม่อาจยอมรับได้แล้วใช่มั้ย”  น้ำเสียงเด็ดขาดของผู้นำประเทศเสียดแทงทะลุหัวใจของผู้ฟัง  “กองโจรเงารัตติกาลทุกคนคือ ‘ผู้มีพลังพิเศษ’  ที่มีพลังร้ายกาจเกินกว่าจะจินตนาการได้  เหตุผลนี้เพียงพอที่เราต้องหวาดกลัวพวกมันหรือยัง”

                   เพียงรับรู้ข้อเท็จจริง  เอ็ดเวิร์ดก็หันหลังสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้เพิ่มกำลังพลที่ประจำการณ์อยู่ ณ วอชิงตัน ดี ซี เป็นสองเท่า  คำสั่งจัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ  ถูกถ่ายทอดมากกว่าครั้งที่เตรียมพร้อมรบกับผู้ก่อการร้ายที่ตะวันออกกลาง

                   ไม่ใช่เพียงเอ็ดเวิร์ด  ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพก็มีปฏิกิริยาเดียวกัน  การเฝ้าระวังทั้งทางบก  ทางน้ำ  และทางอากาศเพิ่มความเข้มข้นถึงระดับขีดสุด  หากเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่าเมื่อครั้งวินาศกรรม 9/11 อีก  ประเทศอเมริกาต้องถูกสั่นคลอนในเวทีโลกแน่

                   วิลเลียมพยักหน้าอย่างพอใจ  สายตาฝากความหวังไว้กับกองกำลังที่ได้ชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก  โดยที่ผู้นำสหรัฐไม่รู้เลยว่าคำสั่งเพิ่มกำลังพลและอาวุธนั้นสายเกินการ  เพราะบัดนี้เงารัตติกาลได้เหยียบย่างเข้าสู่พรมแดนสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว

                  

                   แผนที่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของวอชิงตัน ดี ซี จัดวางสิ่งปลูกสร้างอย่างเป็นระเบียบ  ถนนตัดเป็นตารางหมากรุกโดยมีสี่สายเป็นเส้นทแยงมุมพาดผ่านสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของเมือง  สถานที่สำคัญมากมายถูกก่อตั้งในเมืองแห่งนี้มาช้านาน  ทั้งอาคารทำเนียบขาว  หอศิลป์แห่งชาติจอร์จทาวน์  สถาบันสมิธโซเนียน  รวมถึงท่าอากาศยานขนาดใหญ่สองแห่ง

                   แม้การคมนาคมจะมีหลากหลายช่องทาง  ทั้งรถ  รถไฟใต้ดิน  เรือ หรือเครื่องบิน  แต่เหล่าผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญกลับปฏิเสธทุกช่องทางนั้น 

 

                   ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ 

                   ‘ตูมม!!!’

                   พื้นถนนระเบิดเสียงดังสนั่น 

                   ลูซัม ซีมอน  ที่นั่งนิ่งอยู่เป็นเวลานานในปราสาท  พานักฆ่าในอาณัติหลายสิบคนมุดผ่านใต้ผิวดินลึกกว่ายี่สิบเมตรด้วยพลังพิเศษของหนึ่งในลูกน้องคนสนิท  มาโผล่ด้านหน้ารูปปั้นมังกรตัวยาวเลื้อยประดับบันไดวัดจีนในย่านไชน่าทาวน์ของวอชิงตัน ดี ซี 

                   เสียงเอะอะโวยวายของผู้คนเชื้อสายจีนดังลั่นถนน  อาคารบ้านเรือนทรงแปลกตามีผู้พักอาศัยเปิดประตูหน้าต่างชะโงกหน้าออกมาดูที่มาของเสียง  และเพียงเห็นกลุ่มคนที่ทยอยโผล่ร่างออกมาจากหลุมลึกกลางถนน  เสียงโหวกเหวกก็ดังยิ่งกว่าเดิม

                   ลูซัมมองซ้ายขวาผ่านแว่นตาดำ  เสื้อแจ็คเก็ตหนาไม่อาจบดบังมัดกล้ามใต้เสื้อยืดตัวบาง  ผมสั้นตั้งแหลมชี้ไปมาเข้ากับคิ้วหนาและจมูกโด่ง  หูสองข้างเจาะด้วยเหล็กแหลมสีเงิน  สีหน้าแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็นราวกับพยัคฆ์ที่ถูกคุมขังได้รับอิสระภาพ  มือทั้งสองกางออกด้านข้างก่อนเร่งพลังที่เก็บงำมาเป็นเวลานาน

                   Magnatic Field!!!”

                   ทุกสิ่งที่ทำด้วย ‘เหล็ก’ ที่อยู่ภายใต้สนามพลังทรงกลมซึ่งแผ่พุ่งจากร่างของลูซัม  ลอยเคว้งคว้างอย่างน่าตื่นตระหนก  รถเก๋งคันงามหมุนติ้วเหมือนลูกข่างที่ถูกปั่นอย่างแรง  ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ฝูงคนที่ยืนมุงดูอยู่ริมถนน

                   ชาวจีนนับสิบถูกรถอัดกระแทกจนบี้ติดกำแพงราวแมลงวันโดนตบ  เลือดสาดกระเซ็นย้อมกำแพงอิฐประหนึ่งศิลปะอันน่าสยดสยอง  เสียงหวีดร้องไม่เป็นภาษาดังลั่นระงม 

                   และกว่าที่จีนมุงที่เหลืออีกหลายสิบคนจะทันรู้ตัว  มีดอีโต้ที่ลอยละลิ่วจากร้านอาหารจีนก็ลอยเข้าฟาดฟันทุกคนในอาณาเขตจนยับ  คราบเลือดชโลมทั่วทุกที่ที่คมมีดพุ่งผ่าน  เช่นเดียวกับลมหายใจและดวงวิญญาณที่ทยอยหลุดลอยจากร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

                   ลูซัมก้าวเดินท่ามกลางคราบเลือดท่วมถนน  รองเท้าบู้ทหนาสีดำกระทบแอ่งเลือดจนเปียกชุ่ม  ยิ่งเลือดกระจายย้อมเส้นทางที่เดินผ่านเท่าไหร่  รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ยิ่งผุดบนใบหน้ามากขึ้นเท่านั้น  เสียงร้องโหยหวนจากเหยื่อที่บาดเจ็บดังกระทบประสาทหู  ลูซัมหันขวับมองอย่างไม่สบอารมณ์

                   “ไม่ได้ออกแรงซะนาน  ฝีมือหย่อนไปเยอะเลยว่ะ”

                   มือสะบัดวูบไปยังถนนสี่แยกด้านหน้า  เสาสัญญาณไฟจราจรสั่นโยกคลอนก่อนที่เสาเหล็กทั้งดุ้นจะถูกถอนลอยกลางอากาศ  ก่อนที่จะพุ่งเข้าเสียบทะลุร่างหญิงเคราะห์ร้ายจนหมดลมหายใจในพริบตา

                   สี่แยกที่ไร้สัญญาณไฟจราจร  เกิดความสับสนวุ่นวาย  รถที่ไม่อาจวิ่งไปได้ส่งเสียงบีบแตรดังลั่น  ส่วนรถที่มุ่งหน้าตรงมายังเหล่านักฆ่าต่างถูกพลังแม่เหล็กของรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาลดีดกระเด็นจนกระแทกบ้านเรือนพังเสียหาย  แรงระเบิดและเปลวไฟที่ลุกไหม้โอบล้อมทุกทิศทางราวกับเส้นทางที่เดินผ่านคือเส้นทางย่างก้าวของยมทูต

                  

                   ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ

                   ไม่ไกลจากสถานที่ที่ได้รับการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกอย่าง ‘ทำเนียบขาว’ ที่เป็นเหมือนทั้งที่ทำงานและบ้านของประธานาธิบดีสหรัฐ 

                   เพราะวิลเลียมล่วงรู้ความลับของเงารัตติกาลมาเป็นเวลาพอสมควร  การป้องกันความปลอดภัยของทำเนียบขาวจึงถูกเพิ่มกำลังมากขึ้นเป็นสามเท่า  นอกจากตำรวจหน่วยปราบจลาจลที่ติดอาวุธครบมือแล้ว  กระทั่งทหารจากกองทัพที่เชี่ยวชาญด้านการรบเป็นพิเศษก็ยังถูกส่งมาประจำการรอบสถานที่แห่งนี้หลายกองร้อย

                   ร้อยเอกจาเร็ด  หัวหน้ากองร้อยที่เป็นเวรประจำการณ์ในวันนี้เดินตรวจตรารอบบริเวณอย่างแข็งขัน  ใบหน้าซีกขวามีรอยบากเป็นทางยาวพาดผ่านจากหน้าผากลงมาถึงคางเป็นสาเหตุให้ดวงตาข้างขวาบอดสนิท  แต่กระนั้นด้วยประสบการณ์และสัญชาติญาณที่ถูกขัดเกลาจากการรบในสงครามตะวันออกกลางเป็นระยะเวลานาน  จาเร็ดก็ยังได้รับความไว้วางใจให้ทำงานรับใช้กองทัพเป็นอย่างดี

                   M4A1 ติดลำกล้องกระบอกไม่ใหญ่นักแต่อาณุภาพร้ายกาจถูกกระชับแน่นในท่อนแขนสองข้าง  ดวงตาข้างซ้ายสอดส่องรอบบริเวณ  เขาเดินห่างจากจุดที่ลูกน้องยืนรักษาการณ์มาจนถึงปีกตะวันออกซึ่งเป็นที่ทำงานของ ‘สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง’ เพื่อขยายขอบเขตการเฝ้าระวังให้กว้างขึ้น

                   เพราะประสาทสัมผัสที่ถูกลับจนแหลมคม  เงาร่างที่แอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ไม่อาจหลุดรอดสายตาจาเร็ดไปได้  ท่อนแขนล่ำประคองปืนขึ้นช้า ๆ  ตาสอดเล็งที่กล้อง  เพียงแค่สาดกระสุนใส่เป็นชุด  ต่อให้ต้นไม้หนาก็ไม่อาจบดบังแรงยิงของกระสุน 5.56 มิลลิเมตรที่ถูกยิงด้วยอัตรากว่า 900 นัดต่อนาทีได้

                   แต่เพียงสายตาที่มองลอดกล้องเล็งกระทบกับดวงตาหยาดเยิ้มปานน้ำผึ้ง  จาเร็ดก็ถึงกับยืนแข็งทื่อราวกับสติแทบหลุดลอย  ผิวสีน้ำผึ้งบนร่างอวบอัดเยื้องกายดุจกวางป่าออกจากต้นไม้ใหญ่  เธอจ้องนายทหารหนุ่มด้วยสายตาราวกับสะกด 

                   เหมือนห้วงเวลาถูกหยุด  จาเร็ดสะบัดศีรษะได้สติก็สอดนิ้วเข้าโกร่งไกเตรียมยิง  และเมื่อมองยังตำแหน่งเดิมร่างของหญิงงามก็หายไปราวกับไม่มีตัวตน 

                   เขาชั่งใจอยู่นานก่อนเดินย้อนกลับไปยังตำแหน่งเดิมและสรุปไปเองว่าเขาคงตาฝาด

                   ลูกน้องนับสิบหันมองหัวหน้ากองเดินกลับมาเพียงครู่ก่อนจะหันหน้ากลับตั้งตรงราวหุ่นขี้ผึ้ง  ภาพธงชาติอเมริกาเหนือหลังคาทรงโค้งโบกสะบัดตามแรงลมสะท้อนบนดวงตาของทหารทุกคน

                   และนั่นคือภาพสุดท้ายที่พวกเขาจะได้เห็นก่อนตาย....

                   ‘ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ’

                   กระสุนปืนพุ่งเจาะทะลุลำคอและใบหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ไร้เครื่องป้องกัน  ทหารนับสิบนอนตายคาที่โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่มาของกระสุนมาจากปากกระบอกของผู้บังคับบัญชา

                   จาเร็ดกราดยิงใส่ลูกน้องด้วยความแม่นยำราวจับวาง  กระสุนทุกนัดไม่มีพลาดเป้า  เสียงปืนเรียกให้ตำรวจปราบจราจลที่ระวังป้องกันอยู่ด้านข้างวิ่งกรูกันเข้ามาด้านใน 

                   แต่ลำพังฝีมือของตำรวจที่ฝึกแต่ปราบปรามการก่อจลาจลในเมือง  ไหนเลยจะสู้หัวหน้าทหารที่ผ่านการรบในสงครามมาอย่างโชกโชน  จาเร็ดโยนปืนที่กระสุนหมดแม็กของตนทิ้ง  ก่อนวิ่งเข้าหาร่างไร้วิญญาณของลูกน้องและคว้าปืนสองกระบอกขึ้นถืออย่างคล่องแคล่ว 

                   นายทหารม้วนตัวแอบหลังต้นไม้หลบกระสุนที่หมายพุ่งเจาะร่างอย่างเฉียวฉิว  เพียงสายตาเหลือบมองตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามวูบเดียว  เขาก็ยื่นปืนออกมายิงใส่เหล่าตำรวจจนล้มกลิ้งได้โดยไม่ต้องโผล่หน้าออกมามอง

                   ระเบิดมือถูกโยนจากหลังต้นไม้  เพียงเห็นวัตถุทรงกลมพุ่งหวือผ่านอากาศมา  ตำรวจที่เหลือก็กระโดดหลบซ้ายขวาโดยอัตโนมัติ

                   ‘ตูมมม!!’

                   เสียงระเบิดดังสนั่น  ฝุ่นควันคลุ้งกระจายจนตำรวจมองทางแทบไม่เห็น  และเมื่อกลุ่มควันจางลง  ภาพที่เห็นคือเงาร่างของมัจจุราชในชุดลายพรางวิ่งเข้ามาพร้อมมีดสปาตาร์เล่มยาว

                   คมมีดฟาดฟันจุดตายของตำรวจอีกห้านายที่เหลืออย่างรวดเร็ว  รอยแผลเดียวบนร่างตัดหลอดลมของทุกคนจนขาดใจตายคาที่  เวลาไม่ถึงสิบนาทีร้อยเอกจาเร็ดก็สังหารกองกำลังติดอาวุธที่อารักขารอบทำเนียบขาวได้ทุกคน

                   และเป้าหมายสุดท้ายก็คือชีวิตที่เหลืออยู่ในที่แห่งนี้

                   จาเร็ดจ่อมีดเปื้อนเลือดเข้ากับลำคอตนเอง  ก่อนออกแรงเฉือนเบา ๆ  คมมีดกรีดคอจนปริแยกราวกับเนยถูกมีดหั่น  ก่อนที่เลือดมหาศาลจะไหลทะลักพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุ  ร่างเกร็งกระตุกเฮือกสองสามครั้งก่อนหยุดนิ่งเหมือนตุ๊กตาหมดลาน

                   รองหัวหน้าเงารัตติกาลสาวยืนมองผลงานของตัวเองอย่างพึงใจจากอีกฝั่งของถนน  ด้วย ‘เสน่ห์’ ที่เธอมี  ทำให้อาทาโพเอลสามารถ ‘ควบคุมผู้ชายทุกคนที่สบตา’ ให้ทำตามสิ่งที่ตนปรารถนาได้

                   และไม่ใช่เพียงจาเร็ดเท่านั้น  เหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนด้านหลังเธอคือนักฆ่าที่ตกอยู่ภายใต้เสน่ห์ที่เกิดจาก SSS ‘มงกุฎของคลีโอพัตรา’[1]  และนักฆ่าเหล่านั้นพร้อมทำตามคำสั่งเธอทุกประการต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟแค่ไหนก็ตาม

                   แต่สิ่งที่อาทาโพเอลสั่งมีเพียงอย่างเดียว

                   คือ...  ทำลายทำเนียบขาว!!!

              ‘ลิกเนอร์ แมนนิเบิล’ หนึ่งในสองลูกน้องคนสนิทของอาทาโพเอลที่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของหญิงสาวรวบรวมพลังจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน  เสื้อแจ็คเก็ตสีดำปลิวสะบัดเพราะแรงลมอัดจากร่าง  การกำจัดหนึ่งในผู้เชื่อมต่อ ‘ไนวัล ริอุลเนล’ ที่อียิปต์เขาทำพลาดไป  ทำให้ผู้เป็นนายต้องลงมือด้วยตัวเอง  ครั้งนี้ลิกเนอร์จึงตั้งใจอาละวาดสุดชีวิต

                   ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆดำก้อนหนา  จากฟ้าที่สว่างสดใสกลับดำมืดเหมือนเป็นเวลากลางคืน  ลมพัดกระหน่ำราวกับบรรยากาศบิดเบี้ยว  แสงสว่างกระพริบแลบเมื่อเส้นสายฟ้าเคลื่อนผ่านหมู่เมฆ  และเมื่อประจุสายฟ้าไหลมารวมตัวกันเป็นจุดเดียว  ทิศทางที่พลังมหาศาลจะเคลื่อนไปก็คือ...  ด้านล่าง!!

                   ‘เปรี้ยงงงงง!!!!!!’

                   สายฟ้าเส้นใหญ่ผ่าลงมากลางหลังคาทำเนียบขาว  แม้อาคารหลังใหญ่จะมีสายล่อฟ้าป้องกันฟ้าผ่าก็ตาม  แต่พลังมหาศาลที่อัดกระแทกลงมานั้นรุนแรงเกินกว่าสายล่อฟ้าจะต้านทานไหว  หลังคาทรงโค้งถูกถล่มจนพังยับ  อิฐหินที่ก่อร่วงลงมาทับร่างเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านใน  แต่พวกเขาคงไม่รู้สึกเจ็บหรือทรมาน  เพราะสายฟ้ากำลังสูงกว่าล้านโวลต์ช็อตร่างจนไหม้เกรียมขาดใจตายไปก่อนหน้านั้นแล้ว

                   เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจดังจากทุกทิศทาง  เจ้าหน้าที่ที่เหลือด้านในต่างวิ่งหนีตายจ้าละหวั่นออกมาด้านนอกอาคาร  และเพียงร่างที่กรูกันออกจากประตูวิ่งสวนกับชายในเสื้อโค้ทหนาขัดกับสภาพอากาศ  เจ้าหน้าที่ทั้งชายหญิงก็ก้าวต่อไปอีกไม่ได้  แขนขาที่พยายามจะยกพลันเกร็งแข็งค้าง  ปากเปิดอ้ามีไอขาวลอยออกมาจาง ๆ  ผิวหนังทั่วตัวมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะจนร่างเย็นเฉียบ

                   ทุกคนถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปั้นหิมะในชั่วพริบตา!!

                   นักฆ่าที่เหลือทยอยกระแทกรูปปั้นแตกเป็นเสี่ยง  ไม่มีแม้เลือดสักหยดไหลจากเศษซากของร่างน้ำแข็งเพราะเลือดและของเหลวในร่างกายแข็งตัวเช่นเดียวกับเนื้อหนัง  เพียงไม่นานมนุษย์ทุกคนที่อยู่ภายในอาณาบริเวณของทำเนียบขาวก็ถูกสังหารจนสิ้น

                   โชคดีที่ตอนนี้วิลเลียมประชุมอยู่ที่เพนตากอน  มิเช่นนั้นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกสังหารย่อมเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันเป็นแน่

                   ‘ซามัวร์  ซีราด’ พ่นลมหายใจออกมาเป็นควันสีขาวขุ่นบางเบา  เขาหันไปมองก้อนน้ำแข็งกระจัดกระจายด้วยสีหน้าเย็นชาเช่นเดียวกับอุณหภูมิร่างกาย  สองขาเดินลากอาด ๆ ไปยืนเคียงข้างลิกเนอร์ก่อนนั่งคุกเข่าเตรียมรับคำสั่งต่อไปของนายหญิง

                  

                   ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้

                   ถัดจากปราสาทของสถาบันสมิธโซเนียนไปทางใต้ประมาณ 800 ไมล์  สวนสาธารณะที่ร่มรื่นเงียบสงบ เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ตั้งรอรับการเดินทางมาพักผ่อนของนักท่องเที่ยว 

                   ‘สวนเบนจามิน แบนเนเกอร์’

              แม้ตอนนี้ไม้ยืนต้นกว่าครึ่งจะมีเพียงลำต้นและกิ่งก้าน เพราะใบไม้ที่เคยเขียวชอุ่มพลันหลุดร่วงผลัดใบเพื่อรอเวลางอกงามอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ  แต่กระนั้นนักท่องเที่ยวก็ยังใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ 

                   น้ำพุซึ่งปกติเคยพวยพุ่งสูงจากแท่นปล่อยน้ำพุวงกลมกลางสวน  บัดนี้ปิดทำงานชั่วคราวเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ  ใบไม้แห้งสีเหลืองกรอบปลิวเกลื่อนกลาดคล้ายภาพศิลปะบนพื้นทางเดิน  นักท่องเที่ยวหลายคนใช้บรรยากาศแห่งธรรมชาติสวยงามเป็นที่ทำงาน  ทั้งเขียนหนังสือ  วาดรูป  หรืองานอื่น ๆ ที่ต้องใช้สมาธิอย่างมากในขณะที่หลายคนใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายเรียกเหงื่อ

                   ‘แต่ แต แต แต๊...   แต๊ แต แต แต่  !!!’

                   เสียงอึกทึกดังเป็นท่วงทำนองเรียกความสนใจให้ทุกคนที่อยู่รอบบริเวณหันไปมอง 

                   ขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวประหลาดเดินอยู่กลางถนน  เครื่องดนตรีส่งเสียงสำเนียงแตกต่างกันพลางสอดประสานเป็นบทเพลงคึกคัก  ชายหญิงนับสิบสีหน้ายิ้มแย้มถือลูกโป่งบ้าง  ของเล่นบ้าง  กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างร่าเริง  บางคนแต่งหน้าเป็นตัวตลกทรงตัวอยู่บนจักรยานล้อเดียว  บางคนอยู่ในชุดแมสคอตตัวการ์ตูนรูปสัตว์ต่าง ๆ  ทั้งกระต่าย  สิงโต  สุนัข แมว ฯลฯ

                   ด้านหลังสุดเป็นรถม้าทรงฟักทองเลียนแบบจากนิทานเรื่องซินเดอเรลล่า  ต่างกันเพียงร่างที่นั่งอยู่ในฟักทองไม่ใช่หญิงสาวแสนสวย  แต่เป็นเด็กชายผมสีทองในชุดเอี๊ยมน้ำตาล  เด็กน้อยมองรอบสวนเห็นผู้คนให้ความสนใจก็ยิ้มแป้นจนหน้าบาน

                   “ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่  ขบวนพาเหรดแห่ง..  เงารัตติกาล!!!”

                   รองหัวหน้ากองโจรวัยเยาว์ประกาศก้องด้วยเสียงเล็กใส  โพเซ่เปิดหนังสือนิทานหน้าที่คั่นเอาไว้  และฉีกกระดาษแผ่นบางออก

                   ตัวหนังสือเลือนหายจากหน้ากระดาษและสร้างเรื่องราวในนิทานให้กลายเป็นเรื่องจริงถ้อยคำสุดท้ายที่ค่อย ๆ จางหายไปคือประโยคที่พิมพ์ด้วยตัวหนาด้านบนสุดซึ่งเป็นชื่อของนิทานเรื่องนี้...  ‘กบเลือกนาย’

                   ต้นไม้ที่เหลือแต่ลำต้นพลันหักโค่นลงมาราวกับถูกขวานจาม  ท่อนไม้ใหญ่ล้มระเนระนาดทั่วบริเวณ  ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีจ้าละหวั่น  บางคนที่ตั้งตัวไม่ทันถูกไม้ล้มฟาดได้รับบาดเจ็บ  ใบไม้ที่กองสุมบนพื้นปลิวคว้างราวหิมะก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบลงในเวลาไม่นาน 

                   หลายคนที่ตกใจกลัวเมื่อเห็นต้นไม้หยุดเคลื่อนไหวและนอนอยู่อย่างเงียบสงบเริ่มย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ประหลาด  ชายร่างใหญ่ที่วิ่งออกกำลังกายอยู่เอามือผลักดันต้นไม้อย่างแปลกใจ  เมื่อเห็นว่ามันไม่มีท่าทางขยับหรือเคลื่อนไหวอีกจึงนั่งลงบนท่อนไม้นั่นพลางมองดูผู้คนเข้าไปช่วยคนที่ได้รับบาดเจ็บโดยไม่คิดช่วยเหลือ

                   แต่แล้วสัมผัสประหลาดที่ก้นก็ทำให้ชายคนนั้นสะดุ้งโหยง  ท่อนไม้ใหญ่ที่เพิ่งหักโค่นพลันแปรเปลี่ยนรูปร่าง  มันปูดโปนยืดยาวและบิดเบี้ยวก่อนก่อร่างเป็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่  ไม้ทุกต้นเคลื่อนมารวมกันเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ  ทั้งศีรษะ  ลำคอยาว  ปีกใหญ่และท่อนขาเรียวคู่เหมือนตะเกียบ  ปากยาวแหลมอ้าส่งเสียงร้องดังแสบแก้วหู  เพียงแค่เหตุการณ์ประหลาดอย่างต้นไม้หักโค่นก็ทำให้ทุกคนตกใจและทำอะไรไม่ถูก  ยิ่งเมื่อเจอกับสัตว์ประหลาดยักษ์แบบนี้  ไม่มีใครสักคนที่รั้งรออยู่ดูเหตุการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

                   ทุกคนวิ่งกรูหนีจากลานกว้างไม่คิดชีวิต  แต่เพียงแค่ย่างก้าวของมนุษย์ไหนเลยจะหลบหนีได้ทันขายาวที่สร้างจากต้นไม้ใหญ่ 

                   ‘นกกระสายักษ์’ พุ่งจงอยปากคีบประกบงับร่างเหยื่อเคราะห์ร้ายโยนขึ้นท้องฟ้า  ก่อนอ้าปากกว้างกลืนลงคออย่างง่ายดาย  มันไล่จิกมนุษย์ทีละคน ๆ อย่างเอร็ดอร่อย  จังหวะการก้าวเดินเข้ากับทำนองดนตรีที่บรรเลงราวเสียงเพลงส่งความตายเมื่อสัตว์ประหลาดกลืนกินผู้คนจนหมดรอบบริเวณ  มันก็คลายตัวกลับกลายเป็นท่อนไม้กองสุมกันดังเดิม

                   โพเซ่หัวเราะร่าเมื่อเห็นภาพนิทานเกิดขึ้นจริง  เด็กน้อยแกะห่ออมยิ้มและเลียอย่างเอร็ดอร่อย  มือพลิกเปิดหาหน้านิทานเรื่องต่อไปที่เตรียมจะเล่า

 

                   ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้

                   หากพูดถึงสงคราม  คนที่ชาวอเมริกันจะนึกถึงมากที่สุดคนหนึ่งก็คือ ‘อับราฮัม ลินคอล์น’

                   ลินคอล์นไม่ใช่ประธานาธิบดีที่มุ่งทำสงครามกับนานาประเทศผู้เป็นศัตรู  แต่กลับเป็นผู้ต่อต้านการทำสงครามทั้งจากภายนอกและสงครามประชาชนอเมริกันเอง  อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มมาตรการการเลิกทาสเพื่อให้ประชาชนทุกคนตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

                   อาคารหินอ่อนถูกสร้างขึ้นตามแบบศิลปะของกรีกโบราณ  เสาดอริก 38 เสาเปรียบเสมือนตัวแทนของ 38 มลรัฐซึ่งรวมกันเป็นประเทศอเมริกาสมัยที่ลินคอล์นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี  สุดทางเดินหินอ่อนด้านใน  รูปปั้นที่ตั้งตระหง่านในท่านั่งบนเก้าอี้เหลี่ยมขนาดใหญ่  คือรูปปั้นของประธานาธิบดีคนที่ 16 คนอเมริกาที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความรักชาติ  ความกล้าหาญ  และความเสียสละ

                   สุนทรพจน์ที่สามารถปลุกใจคนอเมริกันให้รวมเป็นหนึ่งได้  ถูกสลักไว้อย่างวิจิตรด้านหลังรูปปั้นเปรียบเสมือนเครื่องย้ำเตือนให้ประชาชนรักและเสียสละต่อแผ่นดินเกิด

                   ถ้อยคำทุกตัวอักษรประจักษ์อยู่ในแววตาเย็นชาของรองหัวหน้าคนสุดท้ายแห่งเงารัตติกาล 

                   แดเนียลยืนอย่างสงบจ้องมองสุนทรพจน์และไล่สายตาต่ำลงมามองใบหน้านิ่งของรูปปั้นลินคอล์น  ไม่มีใครล่วงรู้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่

                   เขาปรากฏตัวที่วอชิงตัน ดี ซี อย่างง่ายดายด้วยการเคลื่อนย้ายร่างผ่านทางโทรสารด้วยลูกน้องคนสนิท  รีแนกซ์ เนล

                   ไม่มีนักฆ่าคนอื่น  ไม่มีลูกน้องในอาณัติ 

                   แดเนียลจงใจมาวอชิงตันอย่างเงียบงัน  มีเพียงรีแนกซ์เท่านั้นที่ยืนอยู่ห่าง ๆ อย่างไม่อาจเดาใจผู้เป็นหัวหน้าได้

                   ชายผมยาวไขว้มือเป็นรูปไม้กางเขน  ก่อนหันร่างเดินออกจากอนุสาวรีย์ลินคอล์นอย่างสงบ  เบื้องหน้าอีกไม่กี่กิโลเมตรคือเป้าหมายสุดท้ายในการเคลื่อนทัพของเงารัตติกาลครั้งนี้

                   ‘อนุสาวรีย์วอชิงตัน’

              เงารัตติกาลมุ่งตรงมายังจุดศูนย์กลางของวอชิงตัน ดี ซี จากทั้งสี่ทิศทาง  ราวกับความมืดยามราตรีที่โอบล้อมครอบคลุมผืนแผ่นดินอเมริกาแห่งนี้  การเฝ้าระวังป้องกันจากกองทัพตรึงกำลังอย่างหนาแน่นรอบบริเวณอนุสาวรีย์  สงครามกลางเมืองครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์กำลังจะปะทุในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] คลีโอพัตราที่ 7 ฟิโลปาตอร์  (Κλεοπάτρα θεά φιλοπάτωρ) ราชินีแห่งอียิปต์โบราณ เชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปโลเตมีแห่งมาเซโดเนีย


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น