อัปเดตล่าสุด 2021-09-13 10:26:03

ตอนที่ 22 ภูเขาน้ำแข็งแห่งอแลสก้า

บทที่ 22  ภูเขาน้ำแข็งแห่งอแลสก้า

 

                   สถานการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตเกิดขึ้นตรงหน้า!!

                   บัดนี้แม้ผมจะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว  แต่เพื่อนที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาอย่างซูอัลกลับอยู่ในสภาพที่ไม่อาจร่วมต่อสู้หรือช่วยเหลือผมได้อีก

                   เขากลายเป็น...  ตุ๊กตา!!

                   และที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ  บนท้องฟ้าเหนือศีรษะมีนักฆ่าแห่งเงารัตติกาลสองคนอยู่บนหลังตัวการ์ตูนชื่อก้องโลกอย่างเจ้ช้างดัมโบ้จ้องเล่นงานอยู่

                   เด็กหญิงที่ดูอ่อนแอไร้พิษสง  แต่พลังพิเศษของเธอกลับร้ายเหลือจะจินตนาการได้  ทั้งคาซีและเน็กเธอร์ที่เปรียบเสมือนผู้นำในการต่อสู้  รวมถึงซูอัลและเซราห์ที่ช่วยเหลือให้ผมผ่านสถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ มาได้  ตอนนี้พวกเขาไม่อยู่แล้ว  ผมคนเดียวจะเอาตัวรอดไปได้อย่างไร

                   นักฆ่าชายเปิดถุงผ้าที่แบกไว้บนบ่า  ถุงพองโตมีบางสิ่งยุกยิกเคลื่อนไหวไปมาอย่างน่าประหลาด  และเงาดำที่ถูกโปรยออกมาจากปากถุงก็ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ

                   เรือโจรสลัดนับสิบหล่นร่วงจากฟากฟ้าราวหยาดฝน  ก่อนท้องเรือจะตกลงสู่มหาสมุทรดำมืดอย่างแผ่วเบา  เพราะน้ำหนักที่ไม่มากนักเนื่องจากลำเรือทำด้วยพลาสติก  เหล่าฝูงเรือจึงแล่นต่อได้ทันทีโดยไม่สะดุด  พวกมันหันหัวเรือมุ่งหน้ามายังผมที่ยังตกตะลึงกับเหตุการณ์จนทำอะไรไม่ถูก

                   และกว่าจะทันคิดอะไร  เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของดินระเบิดก็สะท้อนก้องในท้องน้ำยามราตรี  จุดเล็ก ๆ พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่  แม้เห็นไม่ชัดว่าเป็นอะไรแต่สัญญาณแห่งอันตรายลอยวูบมาปะทะอย่างจังจนผมต้องใช้พลังพิเศษเพื่อหยุดยั้ง

                   “เนเปียร์โบนส์!!”

                   ตารางแสงกางกั้นดักการโจมตีจากกองเรือโจรสลัด  และเมื่อจุดดำเคลื่อนผ่านตารางจนถูกลดความเร็ว  ผมจึงมองเห็นพวกมันได้ชัดเจน

                   กระสุนปืนใหญ่สีดำขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือเคลื่อนผ่านอากาศอย่างเชื่องช้า  ผมรับรู้ได้ทันทีว่าหากห่ากระสุนสัมผัสเข้ากับร่างกาย  ผมคงโดนระเบิดจนไม่เหลือเศษซากไว้ให้ปลาตอดแน่  เมื่อคิดได้แบบนี้ก็คว้าตุ๊กตาซูอัลยัดใส่กระเป๋าเสื้อก่อนเลื่อนตัวเองไปยังตำแหน่งเบาะด้านหน้า  แม้ไม่เคยขับเจ็ทสกีมาก่อน  แต่ลักษณะคล้ายรถมอเตอร์ไซค์ทำให้การทำความรู้จักมันไม่ยากนัก

                   ผมบิดคันเร่งเต็มแรง  พาหนะลอยน้ำเคลื่อนตัวฝ่าเกลียวคลื่น  แรงกระแทกของมันทำเอาผมจุกเนื่องจากไม่รู้ตำแหน่งร่องน้ำหรือการผ่อนหนักเบาเมื่อเจอคลื่นลม 

                   เรือโจรสลัดของเล่นแม้ลำเล็กจิ๋ว  แต่อาณุภาพของมันก็ยังคงร้ายกาจไม่ต่างจากของจริง  เรือสีดำลำหน้าสุดกางใบเต็มอัตราแล่นฝ่ากระแสน้ำด้วยความเร็วราวโกหก  ผมเหลือบตามองไปด้านหลังเห็นตุ๊กตาตัวเล็กจิ๋วบนหัวเรือส่องกล้องส่องทางไกลมาพลางชี้มือชี้ไม้ให้ลูกเรือเร่งแล่นเรือให้เร็วขึ้น  ลักษณะท่าทาง  การแต่งตัว  และสีหน้ายียวนอันเป็นเอกลักษณ์ยังติดตรึงอยู่ในสมองตลอดหลังจากได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน’[1]

                   ‘กัปตันแจ็ก สแปร์โรว์!!’[2] ชี้มือเป็นสัญญาณระดมยิงปืนใหญ่อีกชุด  เสียงสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงคลื่นลมจนหมด  ห่ากระสุนสีดำเล็กเท่าไข่กบลอยแหวกกระแสลมจากปากกระบอกปืนของเรือผีสิง ฟลายอิง ดัตช์แมน  พุ่งเข้าใส่เจ็ทสกีที่แล่นด้วยความเร็วที่เสียเปรียบ

              ผมสร้างตารางแสงอีกครั้ง  กระสุนปืนที่พุ่งเป็นเส้นตรงไม่อาจหันเหเปลี่ยนทิศทางได้ถูกลดความเร็วให้ลอยเกือบนิ่งกลางอากาศ  แต่สถานการณ์ก็ยังไม่แปรเปลี่ยน  ฝูงเรือโจรสลัดแล่นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

                   “จริงสิ!!”

                   ผมมัวแต่กลัวกระสุนปืนและความร้ายกาจของกัปตันแจ็กที่ได้ดูผ่านทางจอภาพยนตร์  จนทำให้ลืมคิดถึงความแตกต่างด้าน..  ‘ขนาด’

                   หัวเจ็ทสกีหักเลี้ยวและบิดคันเร่งพายานพาหนะใหญ่แล่นสะเทิ้นน้ำพุ่งตรงเข้าหาหมู่เรือโจรสลัด  กระสุนปืนใหญ่จากลำเรือทั้งหมดระดมยิงโดยไม่หยุดพัก  เช่นเดียวกับตารางแสงที่ถูกกางกั้นดักทุกทิศทางเพื่อลดความเร็ว  ผมหักเลี้ยวไปมาหลบกระสุนที่ยังลอยค้างกลางอากาศ  ความเร็วการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องทำให้อีกไม่ไกลก็จะถึงตำแหน่งของฝูงเรือ

                   และเมื่อถึงตำแหน่งที่หมายตา  ผมกำเบรกอย่างแรงพลางหักเลี้ยวเต็มกำลัง  เจ็ทสกีลำใหญ่เลี้ยวกวาดเป็นวงก่อนกระแทกผืนน้ำสาดเข้าใส่ฝูงเรือด้วยความรุนแรง  มวลน้ำมหาศาลซัดเรือรบจนพลิกคว่ำระเนระนาด  กระทั่งกัปตันเจ้าเล่ห์อย่างแจ็ก สแปร์โรว์ก็ยังเอาตัวไม่รอด  ฝูงเรือของเล่นพลาสติกไม่อาจแล่นติดตามผมได้อีกต่อไป

                   ผมบิดเจ็ทสกีฝ่าลมหนาวไปตามทิศทางที่เรือสำราญมุ่งหน้าไป  ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว  แต่ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นทุกทีที่ปลายขอบฟ้า

                   และเมื่อแสงอาทิตย์ส่องทุกอย่างกระจ่างแก่สายตา  เจ็ทสกีก็ล่องตามกระแสน้ำที่ซัดเข้าฝั่ง  น้ำมันแห้งขอดถังแต่เพราะความเร็วที่ถูกเพิ่มจากตารางแสงทำให้แรงเฉื่อยยังฉุดยานพาหนะลอยน้ำให้แล่นต่อไปได้อีกเป็นระยะทางไกล  ผมมองชายฝั่งที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็งลอยเต็มผืนน้ำอย่างดีใจ  แม้อากาศจะหนาวเหน็บแต่วินาทีนี้ผมไม่อาจรอให้นักฆ่าตามมา  ผมจึงทิ้งเจ็ทสกีที่ใกล้จะหยุดนิ่งกระโดดลงน้ำเย็นยะเยือกและออกแรงว่ายสุดชีวิต

                   ขนทั่วสรรพางค์กายตั้งชัน  ความหนาวเหน็บกัดกินเข้าไปถึงกระดูก  สองแขนสองขาตีน้ำสุดชีวิตเพื่อเข้าหาฝั่งอย่างรีบเร่ง 

                   เพียงฝ่ามือสัมผัสพื้นทรายที่ชายหาด  ขาก็ตะกุยตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งไม่คิดชีวิต 

                   ผมกำตุ๊กตาซูอัลในกระเป๋าแน่นก่อนเดินสะเปะสะปะขึ้นฝั่งยังดินแดนแห่งน้ำแข็ง...

 

                   “ทำไมไม่จัดการให้เสร็จ ๆ ไปเลยล่ะ”

                   เสียงใสลอยผ่านกระแสลมเย็นเยียบ  ดวงตาส่อแววสงสัยมองหน้าเยลซิท  เรลน่าขยับมงกุฏบนหัวของบาร์บี้ให้ตรงเนื่องจากลมพัดแรง  เยลซิทเหม่อมองคลื่นน้ำเป็นรอยจางจากการแล่นผ่านของเจ็ทสกี  สีหน้าครุ่นคิดบางอย่างที่เรลน่าไม่อาจคาดเดาได้ 

                   “มีอยู่แค่ห้าคน  แต่ทำไมถึงกล้าต่อกรกับเงารัตติกาล  ไม่เข้าใจเจ้าพวกนี้จริง ๆ แฮะ”

                   “เยลซิทเป็นนักฆ่ายังไม่เคยฆ่าใครซักคน  เรลน่าไม่เข้าใจกว่าอีก”  เด็กหญิงแย้ง

                   นักฆ่าหนุ่มหัวเราะเสียงแห้ง  หมวกกลมรัดศีรษะแน่นไม่ปลิวแม้ลมแรง  บัดนี้คู่ต่อสู้เหลือเพียงคนเดียว  แถมเท่าที่เขาสังเกต  พลังพิเศษของผู้เชื่อมต่อร่างเล็กก็ไม่มากพอที่จะต่อกรเหล่าตัวการ์ตูนของเขาได้ 

                   สายตาเล็กเรียวเหลือบมองเด็กหญิงด้านหลัง  ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเงารัตติกาล  เขาพยายามหาคำตอบว่าทำไมเด็กตัวเล็กอย่างเรลน่าถึงได้มาเป็นผู้เชื่อมต่อ  และเมื่อเขาค้นพบความจริงก็ต้องเกิดความพรั่นพรึงในจิตใจ  ไม่คิดว่าโลกใบนี้มีเหตุการณ์เลวร้ายถึงที่สุดที่เกิดขึ้นกับเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบ  ตั้งแต่นั้นมาเยลซิทก็อยู่ข้างกายเธอตลอดราวผู้ปกครอง

                   และเพราะนิสัยที่ไม่ชอบการฆ่าฟัน  เยลซิทจึงเริ่มรับรู้ถึงความน่ากลัวของเงารัตติกาล  ถึงแม้อยากถอนตัวก็ไม่อาจทำได้  เพราะทางเดียวที่จะเลิกการเป็นนักฆ่าแห่งเงารัตติกาลได้คือ..  ความตาย!!

                   ความคิดที่ฝังแน่นในจิตใจโดยตลอดรอการพิสูจน์  เยลซิทเดิมพันกับชายหนุ่มที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุน

                   ช้างยักษ์กระพือหูใหญ่พานักฆ่าทั้งสองลอยข้ามมหาสมุทรมุ่งหน้าสู่ชายฝั่ง

                  

                   รถทัวร์สองชั้นพาคณะนักท่องเที่ยวขึ้นเขาสู่อุทยานแห่งชาติเดนาลี  ทิวทัศน์เขียวขจีจากไม้ยืนต้นสองข้างทางที่แซมด้วยเกล็ดน้ำแข็งกระจ่างสู่สายตา  ภาพภูเขาจาง ๆ ในม่านหมอกไกลลิบเป็นสีขาวโพลน  สมกับได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำแข็ง

                   บ้านไม้หลังเล็กตั้งเรียงรายระหว่างทางขึ้น  นักท่องเที่ยวในชุดกันหนาวหนายืนถ่ายรูปบ้าง  เดินชื่นชมบรรยากาศแห่งความหนาวเย็นอย่างชื่นมื่น  ผืนดินแห้งสีดำมีทางน้ำที่แข็งเป็นน้ำแข็งจับตัวอยู่เป็นสาย  เด็กเล็กวิ่งเล่นและไถลไปกับธารน้ำแข็งอย่างสนุกสนาน  ทุกคนดูมีความสุข

                   แต่ผมกลับรู้สึกแตกต่าง!!!

                   ตั้งแต่ซมซานขึ้นฝั่งจนแฝงตัวเข้ามากับกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยขโมยเสื้อผ้ากันหนาวและกระเป๋าสะพายจากบ้านพักใกล้ชายฝั่ง (หากมีโอกาสกลับมาผมจะเอามาคืนนะครับ)  ผมก็นั่งขดตัวเงียบเชียบในเบาะด้านหลังสุดของรถทัวร์  ตุ๊กตาซูอัลในกระเป๋าทำให้สมองคิดหาทางออก  หากผมไม่เผชิญหน้ากับสองนักฆ่าก็ไม่สามารถช่วยเขาได้  แต่หากโผล่ไปตอนนี้  ลำพังแค่ผมคนเดียวคงเอาชีวิตไปทิ้ง 

                   ผมจะทำยังไงดี...

                   ถนนด้านหน้าเริ่มลาดชันขึ้นเรื่อย ๆ  สองข้างทางมีสีขาวโพลนเข้ามาแทนที่สีเขียวชอุ่ม  อากาศหนาวทิ่มแทงทั่วร่างจนตัวผมสั่นเป็นลูกนก  โชคดีที่ในรถมีเครื่องปรับอากาศให้พออุ่นสบายขึ้นมาบ้าง  แต่กระนั้นความหนาวเหน็บจากการว่ายฝ่าทะเลน้ำแข็งก็ยังไม่จางหายไปง่าย ๆ อยู่ดี

                   ‘โฮ่ง ๆ ๆ!!’

                   เสียงเห่ารัวดังจากด้านหลัง  คงไม่น่าแปลกใจหากเสียงจะดังจากข้างทาง  เพราะตลอดทางที่ผ่านมาผมมองเห็นสัตว์น้อยใหญ่อย่างหมีกริซลีย์หรือแพะภูเขา  แต่เสียงที่ดังนี้ไล่หลังรถทัวร์มาไม่ห่าง

                   นักท่องเที่ยวเริ่มสนใจเปิดหน้าต่างชะโงกหน้ากลับไปมอง  และเมื่อเห็นภาพทุกคนก็ต้องตกตะลึง  เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมลั่นรถ  คนขับมองกระจกหลังก็ต้องเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อหนีจากร่างปราดเปรียวที่ไล่ตาม

                   หมาป่าสีดำสนิทวิ่งกวดรถทัวร์ด้วยความเร็ว  ทางลาดชันไม่เป็นอุปสรรคสี่ขาปราดเปรียว  แม้วิ่งเร็วขนาดนั้นแต่กล้ามเนื้อสีดำไม่มีขนกระดิกสักเส้นเนื่องจากทำด้วยหินแข็ง  เพียงแค่วิ่งใกล้จนถึงระยะสายตาทุกคนก็รู้ว่ามันไม่ใช่หมาป่าธรรมดา

                   ‘รูปปั้น!!’

                   ‘รูปปั้นอีกแล้วเหรอ  ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...’

                   ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าศัตรูตามรอยจนเจอแล้ว  ต่อให้พรางตัวแนบเนียนแค่ไหน  แต่ประสาทดมกลิ่นของสุนัขย่อมทำให้การตามรอยไม่ใช่เรื่องยาก  และเมื่อผมชะโงกหน้ามองขึ้นไปด้านบนก็เห็นช้างสีฟ้ากระพือปีกตามหลังรูปปั้นหมาป่าตัวเขื่องมาติด ๆ

                   ผมกำเนเปียร์โบนส์เพื่อสร้างตารางแสงลดความเร็วขวางหน้าหมาป่าหิน  แต่ความปราดเปรียวและประสาทสัมผัสของสัตว์ป่านั้นดีเกินคาด  ตารางแสงที่อยู่นิ่ง ๆ ไหนเลยจะเป็นอันตรายต่อร่างที่เคลื่อนไหวรวดเร็วแบบนั้น

                   ‘โครม!!’

                   ร่างแข็งแกร่งพุ่งกระแทกท้ายรถทัวร์จนเสียหลัก  คนขับรถต้องควบคุมพวงมาลัยหมุนไปมาอย่างตระหนก  หัวรถเอียงเป๋ไปเลนตรงข้าม  แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนทางสาดใส่เป็นสัญญาณพร้อมเสียงแตรดังลั่น  คนขับรีบเหยียบคันเร่งก่อนหมุนพวงมาลัยพารถกลับเข้าเลนตัวเองอย่างฉิวเฉียด

                   ผมกวาดตามองภาพความอลหม่านในรถ  นักท่องเที่ยวหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก  ทุกคนยึดเกาะเบาะที่นั่งพลางตัวสั่นงันงก  ผมไม่อยากให้ตัวเองเป็นสาเหตให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บ  จึงตัดสินใจเปิดหน้าต่างก่อนแทรกร่างผ่านช่องสี่เหลี่ยมพุ่งตัวลงจากรถ

                   “เนเปียร์โบนส์!!!”

                   ตารางแสงถูกสร้างเพื่อเพิ่มความเร็วร่างกาย  เพียงเท้าสัมผัสพื้นผมก็ดีดตัวพุ่งเข้าข้างทางทันที

                   หมาป่ารั้งเท้าทั้งสี่เปลี่ยนทิศทาง  เป้าหมายของมันย่อมไม่ใช่รถทัวร์คันใหญ่  สี่เท้าตะกุยพื้นถนนจนยุบเป็นรอยลึกก่อนร่างปราดเปรียวจะพุ่งทะยานตามมาไม่ห่าง

                   เพราะความเร็วที่ถูกเพิ่มขึ้น  การเคลื่อนไหวของผมจึงมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น  แต่ละก้าวที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นพาร่างทะยานไกลเกือบสิบเมตร  ผมวิ่งผ่านจุดตั้งแคมป์วันเดอร์เลค  โดยเลี่ยงวิ่งชิดริมไหล่ทางเนื่องจากกลางลานกว้างเป็นธารน้ำแข็งบาง  หากถูกเหยียบย่ำด้วยความเร็วและรุนแรงผืนน้ำแข็งคงแตกเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว

                   สองเท้าเริ่มรู้สึกหนักอึ้ง  จากผืนดินแข็งกลับมีน้ำแข็งแซมปกคลุม  ท้องถนนสีดำเปลี่ยนเป็นสีขาว  ทางเดินเบื้องหน้าลาดชันขึ้นสู่ภูเขา  หิมะและน้ำแข็งคลุมครอบจนขาวโพลน  แต่ผมไม่มีเวลาชื่นชมธรรมชาติเมื่อสัตว์ร้ายไล่หลังมาในอย่างกระชั้น

                   ‘กรร!!!!’

                   หมาป่าหินคงคิดว่าที่ผมหนีเพราะหวาดกลัว..  แต่มันคิดผิด!!

                   ‘เปรี้ยง!!’

                   ผมหมุนตัวกลับเหวี่ยงขาฟาดเข้ากลางลำตัวหมาป่าจนมันกระเด็นกลับหลังไปไกล  เสียงร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวดของสัตว์ป่าดังก้อง

                   แต่มันไม่ยอมแพ้  อุ้งเท้าพยุงร่างดำปลาบพลางแยกเขี้ยวใส่  หินตรงส่วนลำตัวหลุดร่อนเป็นแผ่นยุบตามรอยกระแทก  แต่แววตาสีนิลกลับจ้องเขม็งกลับมาที่ผมอย่างมาดร้าย

                   และเมื่อตัวตั้งตรง  หมาป่าก็ตะกุยพื้นพุ่งเข้าใส่ผมอย่างบ้าคลั่ง

                   ไม่ใช่เพราะผมไม่หวาดกลัว...

                   ไม่ใช่เพราะผมมั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเอง...

                   แต่เพราะผมไม่อาจเสียเวลาอันมีค่าไปแม้เพียงเสี้ยวนาที

                   ผมย่อร่างลงต่ำ  ก่อนใช้พลังทั้งหมดพุ่งทะยานสวนทางกับรูปปั้นสัตว์ร้าย  กำปั้นเล็กถูกเพิ่มความเร็วมหาศาลจนการเหวี่ยงหมัดรุนแรงเทียบเท่าลูกกระสุนปืน  ผมพุ่งหมัดเข้าใส่ปากที่อ้ากว้างหมายงับข้อมืออย่างกระหาย  เพียงแค่แรงอัดอากาศจากปลายกำปั้นก็แผ่พุ่งกระแทกจนฟันสีดำแตกร้าว  หมัดเสียบเข้าใส่ศีรษะหมาป่าและบดขยี้จนรูปปั้นหินกระเด็นแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

                   เศษหินพุ่งปักผืนน้ำแข็งหนาเป็นรูปร่างราวกับตัวต่อจิ๊กซอว์  รูปปั้นหินถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย

                   แม้จะจัดการหนึ่งศัตรูไปได้  แต่ผมไม่อาจคลายระวังได้เมื่อเงาวงกลมทาบทับเหนือศีรษะ  ไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นไปมองก็รู้ว่าบัดนี้ศัตรูที่กำลังตามล่าไล่มาจนทันแล้ว

                   “ฉันก็ไม่ได้หวังหรอกนะ  ว่ารูปปั้นนั่นจะทำอะไรนายได้  ขนาดรูปปั้นเทพเจ้าทั้งสองยังเสร็จนายเลยนี่”

                   เสียงเรียบของนักฆ่าที่มองลงมาด้วยสายตายากจะคาดเดาความรู้สึกได้  ผมตั้งท่าต่อสู้อย่างระวัง  หากจะช่วยชีวิตซูอัลได้ผมจำเป็นต้องจัดการเด็กหญิงผู้นั่งอยู่ด้านหลัง  แต่ปัญหาคือนักฆ่าชายด้านหน้าที่มีพลังร้ายกาจจนผมแทบเอาชีวิตไม่รอด

                   แต่เมื่อสายตาสะดุดกับบางสิ่งในสองมือเด็กหญิง  แขนที่ยกตั้งก็พลันลู่ตกข้างกายอย่างไร้การควบคุม

                   ตุ๊กตาสองตัวรูปร่างคุ้นตา  ทั้งใบหน้า  ทรงผม  เครื่องแต่งกาย  ผมภาวนาให้สายตามองผิด...  แต่มันคือเรื่องจริง

                   “เน็กเธอร์  ลอร่า..  ไม่จริง!!”

 

                   ผมเข้าใจผิดไปถนัด!!

                   เพราะมั่นใจในความสามารถของเน็กเธอร์และลอร่า  จึงวางใจคิดว่าพวกเขาปลอดภัย  แต่บัดนี้คำตอบของเรื่องที่ผมเข้าใจกลับปรากฎในมือของเด็กหญิงในสภาพที่ทำให้ผมสิ้นหวัง

                   “ต่อสู้สิ!!  ถ้านายหนี  ตุ๊กตาสองตัวนี่อาจหลุดมือเรลน่าไปกระแทกพื้นจนแขนขาหรือไม่ก็...  หัวขาดก็ได้นะ”

                   นักฆ่าหนุ่มพูดเสียงเรียบโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง  สองขาที่ชะงักงันพลันหยุดกึก  ทั้งตุ๊กตาซูอัลในกระเป๋าและตุ๊กตาเน็กเธอร์กับลอร่า  หากไม่จบการต่อสู้เสียที่นี่ผมคงไม่อาจช่วยชีวิตเพื่อนทั้งสามได้

                   หน้าแหงนขึ้นฟ้า  สายตามองนักฆ่าทั้งสองอย่างตัดสินใจ

                   “ลงมาสิ!!”

                   ผมตะโกนเสียงดัง  แม้ใจจะหวั่นเกรงกับพลังพิเศษอันน่าสะพรึง  แต่วินาทีนี้ผมไม่อาจหนีได้อีกแล้ว 

                   “คู่ต่อสู้ของนาย..  อยู่ ข้าง หลัง!!”

                   สิ้นเสียงนักฆ่า  ความรู้สึกสยดสยองก็แผ่ซ่านจากด้านหลังจนขนอ่อนกลางหลังลุกเกรียวอย่างไม่ตั้งใจ  และเพราะสัญชาติญาณเอาตัวชีวิตรอด  ร่างกายจึงกระโดดไปด้านหน้าก่อนสมองสั่ง

                   ‘ฉัวะ!!’

                   สัมผัสบางเบาเพียงลมพัดผ่าน  เลือดกระเซ็นซ่านย้อมพื้นน้ำแข็งขาวขุ่น  ก่อนจะรู้ตัวว่าได้รับบาดเจ็บความหวาดกลัวก็ไหลเข้าสู่สมองก่อนความเจ็บปวดจากบาดแผลกลางหลังเสียอีก

                   “ไม่นะ...”

                   ร่างกายคล้ายมนุษย์ในขนาดที่ใหญ่กว่าเกือบสองเท่า  กล้ามเนื้อเป็นมัดพองปูดโปนด้วยเส้นเลือดขนาดใหญ่  หัวใจที่ควรจะอยู่ในร่างกายกลับพลิกกลับขึ้นมาแปะที่หน้าอกด้านขวา  มันยุบพองเต้นตุบ ๆ ระรัวสูบฉีดเลือดคล้ำข้นเข้าออกจากร่างกาย  ฟันแยกยิงยิ้มแสยะมีน้ำลายเหนียวหนืดย้อยหยด 

                   แม้รูปลักษณ์ที่ปรากฏจะดูน่าหวาดหวั่น  แต่สิ่งที่สายตาจับจ้องไม่อาจคลายได้  และเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างผมสั่นเทิ้มด้วยความกลัวเกินควบคุม  คือเล็บใหญ่ราวมีดเล่มยาวที่ประดับบนนิ้วทั้งห้าบนแขนซ้ายที่ใหญ่กว่าแขนอีกข้างเกือบสองเท่า

                   ผมจำร่างอันน่าสะพรึงได้ติดตาตั้งแต่เล่นเกมแนวสยองขวัญบนเครื่องเกมโบราณอย่าง Play Station เป็นครั้งแรก  แม้ภาพที่ฉายผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์จะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมแข็ง ๆ ไม่สมจริง  แต่ความน่ากลัวของบอสในเกมนั้นก็สร้างภาพจำในจิตใจได้เป็นอย่างดี

                   ‘ไทแรนท์!!’

                   ซอมบี้ที่ถูกเชื้อไวรัส T  จนร่างกายถูกพัฒนาแปรเปลี่ยนเป็นอสุรกายที่มีแต่ความโหดเหี้ยม  ตัวละครที่นักเล่นเกมต่างสะพรึงกลัวจากวีดีโอเกมชื่อดัง ‘เรสซิเดนท์ อีวิล’[3] บัดนี้ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังผมพร้อมง้างกรงเล็บใหญ่เตรียมฟาดฟันอีกเป็นคำรบที่สอง

                   แม้ความเร็วร่างกายจะยังไม่ลดลง  แต่พื้นน้ำแข็งลื่นทำให้ไม่อาจเคลื่อนตัวได้เร็วอย่างใจคิด  เล็บแหลมทั้งสี่เสือกแทงเข้ามาตามแนวขวาง  ผมหงายหลังสะพานโค้งหลบวูบจนกรงเล็บเฉี่ยวท้องไปเพียงคืบ  ดูเหมือนพื้นน้ำแข็งไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของมันเลย

                   เท้าง้างเตะท่อนแขน  แต่ข้อเท้าผมกลับถูกดีดกระเด็นจากแรงสะท้อน  ผิวหนังยืดหยุ่นเหมือนยางไม่ถูกทำร้ายด้วยการโจมตีทางกายภาพ  และเมื่อผมเสียหลัก  สิ่งที่ตามมาคือกำปั้นหนาของหมัดขวา

                   ‘หมับ!!’

                   ผมใช้สองแขนจับล็อคกำปั้นก่อนจะพุ่งบดขยี้ร่าง  เรี่ยวแรงมหาศาลของสัตว์ประหลาดกดผมจนหลังติดพื้น  แววตาดุร้ายของมันเหี้ยมเกรียมราวกับเห็นผมเป็นมดปลวกที่น่าบดขยี้ 

                   “เนเปียร์โบนส์!!!”

                   ตารางแสงสร้างเหนือพื้น ณ จุดที่ห่างออกไปไม่ไกล  ค่าของตัวเลขที่อยู่ในตารางคือค่าการ ‘เบี่ยงเบน’ ทิศทางของสิ่งที่พุ่งผ่าน  และเป้าหมายที่ผมเล็งไว้ก็คือ..

                   ‘แสงอาทิตย์!!’

                   แม้แสงจะไม่แรงนัก  แต่เมื่อสะท้อนส่องเข้าตาที่มองเห็นได้ชัดกว่ามนุษย์หลายเท่า  ก็ยิ่งเพิ่มอาณุภาพความรุนแรง  ไทแรนท์แสบตาจนต้องยกมือกุมเบ้าตา  เสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าดังโหยหวนเปิดโอกาสให้ผมรีบกลิ้งตัวออกห่าง 

                   “ย้ากก!!”

                   ผมระดมโจมตีเป็นชุด  ทั้งหมัด ศอก เข่า เท้า  ประเคนเข้าใส่ปีศาจร้ายไม่ยั้ง  ไทแรนท์ไม่เพียงไม่ป้องกัน  มันกลับคำรามอย่างบ้าคลั่งและฟาดกรงเล็บเข้าใส่

                   เท้าดีดตัวถอยหลังหลบ  การวิ่งระยะทางไกลบวกกับการโจมตีเป็นชุดเมื่อครู่  ทำให้ผมหอบจนตัวโยน  ลำตัวของมันมีเพียงรอยยุบบาง ๆ หลายจุดเท่านั้น  แต่สีหน้าและแววตาไม่แสดงอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย

                   “โฮกกก โฮกกกกกกกกก!!”

                   เสียงร้องคำรามลั่นพร้อมอาการเกร็งสั่นของร่างใหญ่  แขนขวาปูดโปนราวกับมีก้อนเนื้อยื้อแย่งกันผุดโผล่ขึ้นมา  และเมื่อท่อนแขนบวมพองเต็มที่  ขนาดของมันก็ใหญ่ขึ้นจนเท่ากับอีกข้าง  กรงเล็บยืดยาวแหลมน่าสะพรึงกลัว

                   ไทแรนท์กลายร่างขั้นที่สองแล้ว!!

                   มันวิ่งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนเกือบเท่ากับผมที่เพิ่มความเร็วด้วยตารางแสง  กรงเล็บฟาดรัวด้านหน้าพุ่งตรงมาหาผม  ดวงตาที่เคยมีแววบัดนี้แดงก่ำราวเส้นเลือดฝอยในตาแตก  อากาศถูกเล็บแหลมคมแหวกจนได้ยินเสียงหวีดหวิวดังสะท้อนภูเขาน้ำแข็ง 

                   ด้านหน้าคือปีศาจอำมหิต  ด้านหลังคือภูเขาน้ำแข็ง  ทางหนีถูกปิดโดยสิ้นเชิง

                   “เนเปียร์โบนส์ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”

                   ตารางแสงกางกั้นขวางหน้าไทแรนท์หลายชั้น  แม้ปีศาจจะสูญเสียความเป็นมนุษย์เนื่องจากถูกไวรัสกัดกินเซลล์ในร่างกาย  แต่ประสาทสัมผัสของมันกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์  ปีศาจเอี้ยวตัวเบี่ยงหลบตารางแสงที่หมายลดความเร็วแต่ละอันได้อย่างง่ายดาย  แม้ตารางที่สร้างกลางอากาศในตำแหน่งที่ยากจะหลบเลี่ยง  มันยังย่อตัวจนแทบติดพื้นผิดรูปร่างที่มนุษย์จะทำได้  ก่อนไถลตัวกับพื้นน้ำแข็งพุ่งลอดตารางแสงมาได้อีก

                   กรงเล็บแหลมเหวี่ยงหวือหลังจากร่างทรงตัวได้  ผมกระโดดข้ามตัวปีศาจร้ายเกือบไม่พ้น  คมแหลมทำให้รู้สึกเสียวปลายเท้าวูบ 

                   และเมื่อร่างลอยตีลังกากลับหัวเหนือไทแรนท์  ผมก็ใช้สองมือจับศีรษะของมันก่อนกระชากเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกภูเขาจนสะเทือน  หิมะและน้ำแข็งที่เกาะค้างหล่นร่วงลงมาทับถมร่างใหญ่ยักษ์จนมิด

                   ผมทรุดเข่าลงอย่างอ้อนล้า  แม้ร่างกายจะเริ่มชินชากับการถูกเร่งความเร็วจากตารางแสงจนผลกระทบมีน้อยกว่าเมื่อครั้งที่ใช้แรก ๆ  แต่การเร่งความเร็วต่อเนื่องแบบนี้สร้างภาระให้ร่างกายเกินคาดคิด  สองแขนสั่นดิกและมีอาการชาจนไม่อาจขยับได้คล่องดังเดิม  ผมรู้ดีว่าแค่การโจมตีเมื่อครู่คงไม่อาจจัดการปีศาจร้ายได้

                   และก็เป็นดังคาด!!  เมื่อกองหิมะกระเด็นกระจัดกระจายพร้อมร่างที่กระโดดพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า  ไทแรนท์ง้างแขนสองข้างไปด้านหลังหมายพุ่งเสียบทะลุร่างผมที่ไม่อาจเคลื่อนกายหลบหลีกได้ดังเดิม

                   โจมตีไม่ได้ผล...

                   หลบหลีกก็ไม่ได้...

                   น้ำหนักของตุ๊กตาซูอัลในกระเป๋าแม้ไม่มากนัก แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกหนักอึ้ง  คงเพราะชีวิตของเพื่อนถูกฝากไว้ในมือ  สายตาเหลือบมองตุ๊กตาเน็กเธอร์กับลอร่าในมือนักฆ่าตัวน้อย  ก็ทำให้แววตาผมฉายความมุ่งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง

                   “เนเปียร์....   โบนส!!”

                   ตารางแสงไม่ได้กางกั้นเพื่อดักทางลดความเร็วของไทแรนท์ซึ่งกำลังพุ่งตกลงมาจากด้านบน  แต่มันกลับสว่างวาบอยู่เบื้องหน้าผม  กำปั้นไร้เรี่ยวแรงพุ่งชกผ่านตารางลงพื้น  ‘ค่าความแข็ง’ ถูกเพิ่มขึ้นจากเนื้อนิ่มกลายเป็นเหล็กกล้า  ความเร็วที่ยังสถิตอยู่ในร่างกับความแข็งแกร่งของกำปั้นเหล็ก  ทุบทะลุธารน้ำแข็งที่ผมนั่งอยู่จนแตกร้าว  รอยแยกเป็นทางเคลื่อนไหลไปบนแผ่นน้ำแข็งก่อนจะทำให้ผืนน้ำแข็งใหญ่แตกละเอียด

                   ร่างผมจมลงกับผืนน้ำเย็นเยียบทันที  ความหนาวแล่นเข้าสู่ร่างไม่ต่างจากเมื่อตอนว่ายเข้าฝั่ง  แต่อุณหภูมิของน้ำบนเนินเขากลับต่ำกว่าจนสร้างความทรมานให้ร่าง  ผมรีบปัดป่ายมือไปมาเพื่อให้ร่างได้เคลื่อนไหวไล่ความหนาวออกไปบ้าง

                   ไทแรนด์ไม่ชะงักงัน  ร่างใหญ่ยังคงพุ่งตกลงมาด้วยความเร็วสูง  ปีศาจร้ายอยู่ในท่าทางตัวดุจนักว่ายน้ำกระโดดลงสระ  เล็กแหลมทั้งสิบยื่นมาด้านหน้าในทิศทางที่มันมองเห็นเงาร่างผมตะเกียกตะกายว่ายอยู่ใต้น้ำ 

                   เพราะความย่ามใจ  และสัญชาติญาณแห่งการฆ่า  มันจึงตั้งเป้าหมายไปที่การสังหารโดยลืมคิดถึงความสามารถของผมไปถนัด

                   ตารางแสงกางกั้นใต้แผ่นน้ำตรงตำแหน่งที่ร่างปีศาจร้ายกำลังพุ่งตกลงมา  ผมรีบว่ายออกห่างจากตำแหน่งในขณะที่ไทแรนท์พุ่งลงสู่ผิวน้ำพอดี  เล็บแหลมที่ยื่นแทงทะลุผ่านตาราง  ก่อนถูกมวลน้ำรอบ ๆ จับตัวเป็นน้ำแข็ง  ไอเย็นมหาศาลไหลวนเป็นมวลรอบร่างของไทแรนท์ที่เคลื่อนผ่านตารางจนหมด

                   และเมื่อ ‘ค่า’ ที่ถูกเปลี่ยนแปลงทำงานจนสมบูรณ์  ‘อุณหภูมิ’ ที่ถูกลดลงของร่างปีศาจยักษ์ก็ทำให้มวลน้ำรอบกายยึดจับพันธนาการกลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดมโหฬาร  รูปปั้นปีศาจถูกแช่แข็งอยู่ใต้ผืนน้ำดำมืดของธารน้ำแข็งอลาสก้าตลอดไป

 

                   มือผมจับก้อนน้ำแข็งที่ยังไม่แตกเป็นแผ่น  แขนสั่นเทิ้มออกแรงพยุงร่างตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำ  ความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจจนร่างสั่นไม่หยุด เสื้อผ้าผมเผ้าเปียกลู่มีไอจาง ๆ ลอยอยู่  ผมประคองร่างตัวเองลุกยืนอย่างทรมาน

                   สีหน้าของนักฆ่าตัวน้อยมองมาอย่างไม่สบอารมณ์  แต่ชายด้านหน้ากลับมีรอยยิ้มจางทั้ง ๆ ที่รูปปั้นของตนเพิ่งถูกจัดการได้ไปหมาด ๆ

                   “นายมีความแค้นอะไรกับเงารัตติกาล”

                   น้ำเสียงเรียบเบาเอ่ยถามสร้างความงุนงงให้ผม

                   “ความแค้น..  ไม่มีหรอก  ฉันไม่มีความแค้นอะไรทั้งนั้น”

                   “แล้วนายต่อสู้เพื่ออะไร  ทำไมต้องดิ้นรนเอาชีวิตมาเสี่ยงถึงขนาดนี้  ถ้าจะหนีหรือเลิกต่อสู้ก็ทำได้นี่นา”

                   ผมนิ่งงัน  ที่ออกเดินทางก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ของตัวเองด้วยซ้ำ  ผมตกกะไดพลอยโจรตามคาซีมาต่างหาก  จริง ๆ แล้วถ้าผมจะหนีก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาส  แล้วทำไมผมถึงต้องเสี่ยงตายแบบนี้ด้วยล่ะ...

                   “เพื่อ..  ตัวเองล่ะมั้ง”

                   นักฆ่านิ่วหน้า  ดูเหมือนเขาจะแปลกใจกับคำตอบที่ได้ยิน

                   “ฉันอาจจะเห็นแก่ตัวก็ได้  แต่ที่ฉันต่อสู้  ก็เพราะต้องการ ‘รักษา’ สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต”

                   “สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน?”

                   ผมพยักหน้า  มือล้วงหยิบตุ๊กตาซูอัลในกระเป๋า

                   “เพื่อนแท้ยังไงล่ะ”

                   นักฆ่านิ่งเงียบ  ผมเดาอารมณ์เขาไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่  แต่ชั่วขณะที่เกิดช่องว่างนี้ขึ้น  ผมก็ทำในสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึง

                   ตารางแสงถูกสร้างในจุดอับสายตาของนักฆ่าทั้งสอง  แสงอาทิตย์ถูกหักเหส่องเป็นสายขึ้นไปตกกระทบที่ท้องของช้างสีเทา  เพราะสมองนึกไปถึงเมื่อครั้งที่จัดการกับยาน X-Wing ได้  จึงรู้ว่าแม้ความสามารถของตัวละครต่าง ๆ จะไม่แตกต่างจากในเนื้อเรื่องจริง  แต่ ‘วัสดุ’ ที่ให้กำเนิดตัวละครเหล่านั้นขึ้นมายังคงเป็นชนิดเดิม

                   สายตาสังเกตให้ชัดก็รู้ว่าช้างดัมโบ้ที่สองนักฆ่านั่งเป็นพาหนะมา  คือบอลลูนลูกเล็ก  ดังนั้นเมื่อถูกแสงอาทิตย์ที่หักเหและรวมศูนย์ที่จุดเดียวส่องจี้นานเข้า  ผิวหนังจึงเกิดรูเล็ก ๆ

                   ‘ฟู่!!!!!!!!!!’

                   ลมรั่วจากด้านในอย่างรุนแรง  ช้างดัมโบ้ถูกแรงลมพัดพุ่งหวือจนควบคุมทิศทางไม่ได้  ปีกที่พยายามกระพือพลันถูกลมพัดลู่  เด็กน้อยส่งเสียงกรี๊ดลั่นด้วยความตกใจ  เช่นเดียวกับนักฆ่าชายที่ทำอะไรไม่ถูกได้แต่เกาะช้างไว้แน่น

                   ร่างอ้วนกลมเริ่มฟีบแบนเมื่อลมในตัวถูกปล่อยออก  ความสูงถูกลดระดับลงเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วอันน่าสะพรึง  ผมไม่รอช้าพุ่งตัวไต่เขาน้ำแข็งก่อนถีบเท้ากระโดดเข้าหานักฆ่าตัวน้อย  สองมือคว้าตุ๊กตาในมือที่กำลังหล่นร่วงเพราะเธอปล่อยมือ 

                   ตุ๊กตาที่เหลืออยู่ในมือผมแล้ว!!

                   เมื่อปลายเท้าสัมผัสพื้น  เสียงตกกระแทกเบา ๆ ก็ดังเข้าหูพอดี  บอลลูนช้างพาร่างทั้งสองลอยหวือขึ้นไปด้านบนก่อนตกลงบนภูเขาน้ำแข็งที่มีหิมะผืนหนาปกคลุมอยู่  ร่างของทั้งคู่ถูกฝังในหิมะโผล่มาแค่คอ  ผมไต่ภูเขาอย่างไม่ลำบากนักเดินเข้าหาเด็กหญิง

                   “ปลดปล่อยพลังพิเศษเถอะ”

                   นักฆ่าตัวน้อยสะบัดหน้า  เธอไม่ยอมช่วยเหลือโดยง่าย  ผมไม่พูดพล่ามทำเพลงสร้างตารางแสงเพิ่มอุณหภูมิก่อนยื่นมือผ่านตารางนั้น

                   มือเปล่งแสงสีแดงดั่งเปลวเพลิง  เพียงแค่สัมผัสผืนหิมะ  เกล็ดขาวขุ่นก็ละลายเป็นไอคลุ้งกระจาย  ผมล้วงมือลงไปในตำแหน่งที่เด็กสาวถูกฝังอยู่  และเมื่อมือสัมผัสกับสิ่งที่แน่ใจว่าเป็น SSS ของเธอ  ผมก็ดึงพรวดขึ้นมาทันที

                   เสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดของตุ๊กตาเจ้าหญิงดังลั่น  เพราะความร้อนจากฝ่ามือที่กำเธออยู่  ทำให้ชุดสีขาวฟูฟ่องเปื่อยละลาย  ผิวหนังพลาสติกหลุดร่อน  ตุ๊กตาร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด

                   ผมนึกสงสาร แต่ก็ต้องตัดใจคิดว่ามันเป็นเพียงสิ่งไม่มีชีวิต  เพียงกำมือแน่นครั้งเดียวร่างตุ๊กตาบาร์บี้ก็ขาดเป็นสองท่อน

                   “ไม่นะ  กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!!”

                   เสียงร้องด้วยความเสียใจกระแทกเข้าทะลุโสตประสาท  ผมมองเด็กน้อยอย่างสะเทือนใจ  ดูเหมือนว่าการทำลายตุ๊กตาของเธอจะสร้างบาดแผลในจิตใจให้เด็กหญิงอย่างมาก

                   นักฆ่าชายกัดฟันกรอด  เขาเองอยู่ในสภาพที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรเธอได้  แต่ดูเหมือนเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง  เขาก็มีสีหน้าปลงตก

                   เน็กเธอร์  ลอร่า และซูอัลเปลี่ยนสภาพกลับเป็นคนดังเดิม  ดูเหมือนทั้งสามคนจะงุนงงกับภาพที่เห็น  และเมื่อเพื่อนทั้งหมดปลอดภัย  ผมก็หันหลังก้าวเดินไปหาพวกเขา

                   “เดี๋ยวสิ!!  ทำไมนายไม่ฆ่าพวกเรา”

                   นักฆ่าชายตะโกนถามเมื่อเห็นผมไม่มีทีท่าสนใจพวกเขาแล้ว

                   “ผมไม่มีความแค้นกับคุณ  และอีกอย่าง..  ตอนนี้เพื่อนผมก็ปลอดภัยแล้วด้วย”

                   “แต่ต่อให้นายไม่ฆ่า  เงารัตติกาลก็ต้องส่งคนมาจัดการพวกเราอยู่ดี  สู้ให้ชั้นตายตรงนี้ยังดีกว่า”

                   สายตาเด็ดเดี่ยวของนักฆ่าทำให้ผมสะท้อนใจ  แต่เมื่อมองเด็กหญิงที่สะอื้นให้อย่างเสียใจ  ผมก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

                   “ถ้านายตาย  แล้วเธอจะอยู่ยังไง”

                   นักฆ่าชะงัก  เขามองเด็กน้อยด้วยสายตาละห้อย  สมองหวนคิดถึงเมื่อครั้งที่รับรู้ความจริงอันโหดร้ายของเรลน่า 

                   เยลซิทสืบหาประวัติด้วยความใคร่รู้และสงสัยว่าเพราะเหตุใดเด็กตัวเล็กอย่างเรลน่าถึงเข้ามาเป็นนักฆ่าแห่งเงารัตติกาลได้  และเมื่อรู้  เขาก็ต้องช็อคจนแทบลืมหายใจ

                   เรลน่าเป็นเด็ก ‘ผู้ชาย’ ที่ถูกพ่อของตัวเองจับแต่งหญิงมาตั้งแต่เด็ก  และถูกพ่อแท้ ๆ ข่มขืนตั้งแต่เขาอายุได้สี่ขวบ  เด็กน้อยไม่อาจต่อต้านกำลังของผู้ใหญ่และตกเป็นเครื่องระบายความใคร่อันวิปริตของพ่อตัวเอง  จนเมื่อความชินชาเคลือบจิตใจจนหยาบกระด้าง  เขาก็ ‘ฆ่า’ ผู้เป็นพ่อด้วยการผสมยานอนหลับและรัดคอจนขาดใจตายเมื่อเขาอายุได้เพียงแค่หกปีเท่านั้น

                   ความผิดบาปที่ฝังในใจทำให้เรลน่าปิดรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  โลกของเขามีเพียงตุ๊กตาตัวเก่าที่พ่อหามาให้ตั้งแต่เด็ก  ตุ๊กตาที่เปรียบเสมือนเพื่อน  พี่สาว  หรือแม่ 

                   และเมื่อได้รู้ว่าตุ๊กตาตัวนี้คือของสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอได้  เรลน่าจึงผูกพันกับบาร์บี้เป็นพิเศษ  เขาไม่เคยเปิดใจให้ผู้ชายคนใดเลยจนกระทั่งพบเยลซิท  เรลน่ารู้สึกเหมือนเยลซิทเป็นพ่อแท้ ๆ ของเธอมากกว่าพ่อบังเกิดเกล้าด้วยซ้ำ  ซึ่งเยลซิทเองเมื่อรับรู้ความจริงดังกล่าวก็ปกป้องเอ็นดูเรลน่าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

                   “ถ้าไม่อยากถูกฆ่า..  ก็ปกป้องเธอด้วยกำลังของนายสิ”

                   เสียงพูดปลุกสติเยลซิทให้ตื่น  นักฆ่ามองดวงตาเข้มแข็งของศัตรูที่ไว้ชีวิตเขาก็รู้สึกขอบคุณ  และคิดถูกที่ตั้งความหวังไว้กับการต่อสู้ครั้งนี้  ชีวิตและพลังพิเศษที่เหลืออยู่  เขาจะใช้เพื่อปกป้องเรลน่า  ต่อให้ต้องหนีไปสุดขอบโลกก็ตาม

                   เงาร่างทั้งสี่เดินจากไป  ขณะเดียวกับที่หิมะที่ละลายจากเรลน่าไล่มาจนผืนหิมะรอบตัวเขาอ่อนนุ่มพอจะขยับตัวได้  เยลซิทอุ้มเรลน่าที่ร้องไห้เสียใจจนหมดสติเดินลงจากภูเขาอย่างเงียบงัน

 

                   แดเนียลก้าวเข้าสู่ปราสาทเงารัตติกาล  งานที่ได้รับมอบหมายไม่อาจทำได้สำเร็จ  ชายหนุ่มเตรียมใจรับการลงโทษ

                   แต่เมื่อมองเห็นบรรยากาศโดยรอบ  เขาก็ต้องแปลกใจ  เมื่อนักฆ่าทั้งหมดต่างขะมักเขม้นเตรียมพร้อมราวกับกำลังจะออกศึก

                   “กลับมาแล้วเหรอ  แดเนียล”

                   เสียงทุ้มกังวานของหัวหน้าเงารัตติกาล วาร์ด เยอร์มูห์ กล่าวต้อนรับ  บัดนี้เขาลุกจากบัลลังก์ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงราวกับราชา

                   รองหัวหน้าทั้งสามยืนประจำตำแหน่ง  ความรู้สึกฮึกเหิมแผ่ซ่านจนสัมผัสได้  แดเนียลพยักหน้าและเดินไปประจำที่เก้าอี้ของตัวเองอย่างรับรู้เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

                   “เหล่านักฆ่าแห่งเงารัตติกาล  บัดนี้ได้เวลาที่พวกเราจะประกาศชื่อของเราให้ฝังติดในสมองของคนทั้งโลกแล้ว  ‘ของสิ่งนั้น’ ต้องตกอยู่ในมือของเรา  และมันจะทำให้ไม่มีใครสามารถหาญกล้าต่อกรกับเราได้อีก” 

                   วาร์ดก้าวลงบันไดเดินแหวกฝูงนักฆ่าสู่ประตูโถงใหญ่

                   “เคลื่อนพลสู่วอชิงตัน ดี ซี!!!”

              เสียงตะโกนโห่ร้องดังระงมราวเสียงกลองศึก  เหล่านักฆ่ามุ่งหน้าสู่สถานที่เก็บซ่อนวัตถุสำคัญที่กุมชะตาของโลกเอาไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน (Pirates of the Caribbean) ภาพยนตร์ชุดแนวผจญภัยของโจรสลัดบวกความเป็นแฟนตาซี ผลิตโดย วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส

[2] แจ็ก สแปรโรว์ (Captain Jack Sparrow) ตัวละครในภาพยนตร์ชุด ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน รับบทโดย จอห์นนี เดปป์

[3] เรสซิเดนท์ อีวิล (Resident Evil) ชื่อญี่ปุ่น ไบโอฮาซาร์ด (Bio Hazard) เกมผจญภัยแนวสยองขวัญ พัฒนาโดยบริษัทเกมแคปคอม


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น