อัปเดตล่าสุด 2021-08-24 15:02:49

ตอนที่ 2 จุดเริ่มต้น

บทที่ 2 : จุดเริ่มต้น


            เอ่อ..  แล้วนั่นจะเดินไปไหนล่ะ??

            เอ่อ..  ลืมไปแล้วเหรอ ว่าฉันยังนอนหมอบอยู่ตรงนี้??

            เอ่อ..  หันกลับมามองบ้างสิฟะ??

            เอ่อ..  เอ่อ..

            “เฮ้ย!!  คาซี  ช่วยด้วย  ฉันยังโดนทับอยู่เลย”

            ดูเหมือนเสียงของผมจะไม่กระทบโสตประสาทเขา  คาซียังคงเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง  ผมพยายามตะโกนเรียกเขาอีกสองสามครั้ง  แต่ก็ไม่เป็นผล

            เอ๊ะ!!

            จู่ ๆ พลังที่มองไม่เห็นก็ค่อย ๆ เบาลง  ผมฝืนตัวเองลุกจนยืนได้ในที่สุด  ดูเหมือนเมื่อคาซีเดินออกห่างจากผมพอสมควร พลังแรงโน้มถ่วงก็หายไปเอง 

            ผมไม่กล้าหันกลับไปมองร่างไร้วิญญาณของชายใส่สูท  ทางเลือกตอนนี้มีสองทาง คือหนีไปให้พ้น ๆ  กับอีกทางหนึ่งซึ่งผมไม่อยากทำเลยจริง ๆ

            และด้วยความอยากรู้ก็ทำให้ผมต้องวิ่งตามคาซีไปอย่างเสียไม่ได้ 

            จริงอยู่  แม้เขาจะน่ากลัวและยังเคยขู่ฆ่าผม  แต่ถ้าพิจารณาจากที่เขาช่วยชีวิตผมไว้เมื่อครู่  เขาคงอันตรายน้อยกว่าชายใส่สูทที่จ้องเอาชีวิตผมแน่ ๆ

            ผมพยายามยั้งปากไม่ถามคำถาม  ได้แต่เดินตามคาซีไปเงียบ ๆ   ขายาวของเขาหนึ่งก้าวเทียบเท่าผมสองก้าว  สองเท้าจึงต้องรีบจ้ำเพื่อตามเขาให้ทัน  คาซีหยุดเดินเมื่อผ่านหัวมุมสุดถนน  เขายืนอยู่ด้านหน้ากำแพงหนา  ผมหันมองซ้ายขวาเพื่อหาประตูหรือทางเข้า  แต่ก็ไม่เห็น

            และเขาก็ทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด  คาซีก้าวเท้าเดินเข้าหากำแพง  และกลับหาย..  ไม่สิ  ถ้าพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่าเขาเดินทะลุกำแพงเข้าไปต่างหาก

            ผมทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่ยืนหันรีหันขวางอยู่  ในใจนึกอยากกลับบ้าน  แต่ถ้ากลับไปตอนนี้ผมคงไม่อาจรู้ในเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้  ผมจึงตัดสินใจหลับตาปี๋  และก้าวเท้าเข้าหากำแพง

            จากระยะไม่กี่ก้าวจะชนกำแพง  ผมกลับเดินต่อได้อีกอย่างน่าอัศจรรย์  เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น  ภาพที่ปรากฏคือผมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวขนาดใหญ่  เฟอร์นิเจอร์ที่ประดับอยู่มีเพียงเตียงสีขาว  เก้าอี้หนึ่งตัว และกระถางต้นแอปเปิลขนาดเล็กเท่านั้น

            คาซียืนอยู่หน้าเตียง  สายตาจับจ้องชายชราที่นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างเศร้าสร้อย 

            “คนนี้..  ใครเหรอ”

            คาซีไม่ตอบทันที  แต่เลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่ง 

            “ห้องนี้คือห้องเอมส[1] เป็นพลังพิเศษของ..  พ่อฉันเอง”

            คาซีชำเลืองมองชายชราอีกครั้ง  ผมมองตามสายตา  เมื่อพิจารณาให้ดีจึงเห็นว่าชายชราผอมซูบ  ลมหายใจหอบรวยริน 

            “แท่งไม้ที่นายถืออยู่  คือ SSS”

            “SSS!!”

            “นายเคยได้ยินมั้ย  ถ้าคนเรามีจิตผูกพันกับอะไรมาก ๆ  ของสิ่งนั้นจะได้รับจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของ” 

            คาซีหยิบกิ่งไม้แห้ง ๆ จากกระเป๋า 

            “นี่คือกิ่งไม้จากต้นแอปเปิลที่ทำให้ไอแซก นิวตัน ค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วง  ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่ามีคนใช้วิธีไหน มันถึงมีชีวิตรอดอยู่จนถึงปัจจุบัน  แต่ที่รู้ก็คือ  มันมีจิตวิญญาณของนิวตันอยู่  และมันก็มอบพลังให้ฉัน...  พลังแรงโน้มถ่วงที่นายเห็น”

            ผมกำแท่งไม้ในมือแน่นจนชื้นเหงื่อ  สมองเริ่มปะติดปะต่อถ้อยคำของคาซี

            “แล้วแท่งไม้นี่..”

            “เนเปียร์โบนส์...  แท่งคำนวณของจอห์น เนเปียร์”

            ผมพยายามรื้อฟื้นความจำว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนหรือเปล่า  และเมื่อจดจำชื่อจากภาพข่าวที่โด่งดังทางจอโทรทัศน์ได้  ผมก็ต้องอุทานอย่างตกใจ

            “เนเปียร์โบนส์เหรอ  หรือว่า!!!”

            คาซีพยักหน้าและเก็บกิ่งแอปเปิลลงกระเป๋า  “คดีโจรกรรมวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่อห้าปีก่อน  เป็นฝีมือพ่อฉันเอง”

            “หา!!!”

            ผมตกใจแทบหงายหลังตกเก้าอี้  ‘เงารัตติกาล’ หัวขโมยที่หน่วยสืบราชการลับของหลายประเทศยังจับมือใครดมไม่ได้ กลับอยู่ใกล้ตัวผมอย่างไม่คาดคิด

            “แล้วพ่อนาย..  เกิดอะไรขึ้นกับเขาเหรอ” 

            สายตาคาซีมีแววทุกข์หม่น  เขาประสานมือไว้ข้างหน้าก่อนจะระบายความรู้สึกผ่านน้ำเสียงนิ่งเรียบ

            “เรื่องราวเริ่มจากเหตุบังเอิญ  เมื่อพ่อฉันได้สัมผัสกระดาษแผ่นหนึ่ง” 

            คาซีเปิดผ้าห่มที่คลุมร่างชายชราออก  เผยให้เห็นรูปร่างอันซีดเซียว  เขานอนเหยียดตรง มือสองข้างวางบนหน้าอกทับกระดาษแผ่นหนึ่งไว้อยู่  ภาพในกระดาษแสดงรูปทรงเรขาคณิตแปลก ๆ  ผมเพ่งมองและพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร

            “มันคือกระดาษแผ่นแรกที่อเดลเบิร์ต เอมส์[2] ออกแบบภาพลวงตาที่ชื่อห้องเอมส์  ซึ่งมันก็ทำให้พ่อฉันได้รับพลังการสร้างภาพลวงตาเพื่อปิดบังสถานที่ต่าง ๆ  อย่างห้องนี้ไงล่ะ”

            ผมหันกลับไปมองทางที่เดินเข้ามา  ช่องประตูตั้งอยู่เบื้องหลังเหมือนห้องปกติทั่วไป  ผิดแต่เพียงมันมองไม่เห็นจากภายนอก

            “หลังจากนั้น  พ่อฉันจึงพยายามค้นคว้าที่มาของพลัง  จึงได้รู้ว่าวัตถุต่าง ๆ ที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นโดยมนุษย์  หรือวัตถุที่มีความผูกพันกับมนุษย์อย่างลึกซึ้ง  จะถูกถ่ายทอดพลังวิญญาณของบุคคลนั้น ๆ และสามารถส่งต่อพลังให้กับใครบางคนที่อาจจะเกี่ยวข้อง หรือมีคลื่นอะไรบางอย่างที่ตรงกันกับเจ้าของวัตถุ  พ่อฉันเรียกวัตถุเหล่านั้นว่า SSS”

            คาซีเว้นจังหวะ  ก่อนจะเล่าต่ออย่างอัดอั้น

            “พ่อฉันผิดเองที่โลภมากเกินไป  เขาวางแผนรวบรวม SSS ทั้งหมดเพื่อหวังจะใช้พลังของมันในทางไม่ดี  เขาจึงทำการทดสอบบุคคลที่สามารถเชื่อมต่อกับ SSS ได้ และรวบรวมสมาชิกเหล่านั้นก่อตั้งเป็นกองโจรเพื่อปล้นวัตถุทั้งหมดในโลก  และแผนการก็สำเร็จในเวลาไม่ถึงปีหลังจากนั้น

            แต่โชคร้าย..  เพราะนอกจากเขาแล้วยังมีคนที่คิดเช่นเดียวกัน  ลูกน้องคนสนิทของพ่อคนหนึ่งกลับทรยศและใช้พลังพิเศษใส่พ่อจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา  จากนั้นมันจึงตั้งตัวเองเป็นหัวหน้ากองโจรแทน และกำลังวางแผนใช้กลุ่มคนที่มีพลังพิเศษในการทำอะไรร้ายแรงบางอย่าง”

            “ร้ายแรง...  งั้นเหรอ”

            คาซีพยักหน้า

            “พ่อแค่ต้องการเงินทอง ทรัพย์สมบัติ แต่จุดประสงค์ของมันกลับแตกต่าง  ฉันไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วมันต้องการอะไร  แต่มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่”

            ผมหายใจกระตุก  เรื่องราวที่ได้ยินมันยิ่งใหญ่เกินกว่าเด็กนักศึกษาธรรมดาอย่างผมจะเอามาใส่สมองไหว

            “มันตั้งใจฆ่าพ่อฉัน  แต่ฉันอาศัยจังหวะที่มันเผลอพาพ่อหนีออกมา  โชคยังดีที่พลังพิเศษของพ่อทำงานอยู่ตลอดแม้เขาจะหลับอยู่  ห้องลับนี้จึงถูกสร้างขึ้นและฉันก็หนีรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้”

            “หมายความว่า  นายพาพ่อหนีการตามล่าของพวกมันมาตลอดเลยงั้นเหรอ..  ถ้าอย่างนั้นการที่นายปรากฏตัวและใช้พลังพิเศษช่วยฉันไว้  ก็ทำให้พวกมันรู้ร่องรอยของนายสิ”

            “ตอนนี้มันต่างไปแล้ว  เมื่อเดือนที่แล้วฉันได้รับพัสดุไปรษณีย์จากใครบางคน  และสิ่งที่ถูกส่งมาก็คือเจ้านี่”

            คาซีชี้ไปที่กระถางต้นแอปเปิล 

            “ฉันไม่รู้หรอกว่าใครส่งมาให้  แต่มันทำให้ฉันได้รับพลังพิเศษจากไอแซก นิวตัน  และมันก็ทำให้ฉันเปลี่ยนจากฝ่ายหลบหนี เป็นฝ่ายตามล่า”

            ผมพยักหน้าช้า ๆ และพยายามจะไม่จินตนาการถึงอนาคตของตัวเอง... 

            แต่ไม่ทันแล้ว!!  คาซีดันโพล่งประโยคที่ผมไม่อยากได้ยินขึ้นมา

            “และที่ฉันต้องการที่สุดตอนนี้ก็คือ..  พรรคพวก!!”

            ผมสะดุ้งโหยง  แววซวยมาเยือนอย่างชัดเจน

            “พรรคพวกเหรอ..  นายจำเป็นต้องมีพรรคพวกด้วยเหรอ  พลังของนายมหาศาลขนาดนั้น  ฉันว่านายคนเดียวน่าจะจัดการพวกมันได้นะ”

            คาซีเดินเข้ามาใกล้และชะโงกหน้ามาจนเกือบชิดหน้าผม  สายตาเขาดุดันกว่าตอนต่อสู้กับชายใส่สูทเป็นร้อยเท่า

            “ในกล่องพัสดุที่ฉันได้รับ  มีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนว่า  นอกจากฉันแล้วยังมีอีกหลายคนที่ได้รับพัสดุแบบเดียวกัน  หนึ่งในนั้นคือนาย”  ลมหายใจร้อนผ่าวกระทบใบหน้าจนผมต้องถอยหนี  “อีกอย่างหนึ่ง  พวกมันก็มีกำลังมากเกินไป  ฉันคนเดียวจัดการไม่ได้  เพราะฉะนั้น..”

            “เพราะฉะนั้น..”  ผมทวนคำด้วยเสียงสั่นเครือ

            “นายกับฉันต้องออกตามหาคนที่ได้รับพัสดุและเอามาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด  จากนั้นพวกเราถึงจะไปลุยกันพวกมัน”

            น้ำตาผมเอ่อปริ่มขอบตาสองข้าง  ลำพังแค่นักฆ่าคนเดียวก็แทบเอาชีวิตไม่รอด  นี่จะให้ไปลุยกับกองโจรที่มีพลังบ้าบออย่างนั้นอีกเป็นโขยง  ต้องมีกี่ชีวิตถึงจะพอกันล่ะ

            “แต่ฉัน..  ฉัน..  ฉันต้องรีบกลับบ้าน  ถ้าลุงกับป้ากลับมาเห็นสภาพบ้านเป็นแบบนั้น  ฉันโดนฆ่าแน่”

            “นายอยากโดนลุงกับป้าฆ่า  หรืออยากโดนฉันฆ่าล่ะ...”

            นี่คือประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบใช่ไหม??

            ผมไม่มีทางเลือกอื่น  นอกจากนั่งฟังสิ่งที่คาซีบอกให้ทำเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางกับเขาอย่างไม่เต็มใจนัก

 

            เมืองซูริก  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

            หญิงชราในรถเข็นใช้มือไสล้อขนาดใหญ่พาตัวเองเคลื่อนไปตามทางสำหรับคนพิการบนถนนเลียบแม่น้ำ 

            ลมพัดเอาไออุ่นและกลิ่นหอมของต้นสนจากฤดูใบไม้ผลิแตะจมูกทำให้รู้สึกสดชื่น  แม้สายตาจะฝ้าฟางไปพอสมควร  แต่ประสาทสัมผัสอื่นกลับแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด  เธอเอื้อมมือแตะดอกกล้วยไม้เบอราเจียร่า เนลลี่ สีชมพูอ่อนที่ประดับอยู่บนกิ่งซึ่งยื่นออกมาถึงริมถนน  กลิ่นหอมของธรรมชาติทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย

            การไสรถเข็นแบบนี้เปรียบประหนึ่งการเดินเล่นของเธอในยามบ่าย  เพียงไม่นานรถเข็นก็หยุดอยู่เบื้องหน้าตู้ไปรษณีย์สีแดงสด

            หญิงชราค่อย ๆ เสือกกล่องพัสดุขนาดไม่ใหญ่นักผ่านช่องสี่เหลี่ยมปากกว้างของตู้อย่างไม่ยากเย็น  รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากเมื่อเธอชำเลืองดูชื่อและที่อยู่ของผู้รับ 

            “เยอรมนีเหรอ..  อยากลองไปซักครั้งจัง”

            กล่องพัสดุหล่นไปกองรวมกับจดหมายและพัสดุอื่น ๆ ที่อัดแน่นตู้ไปรษณีย์  หญิงชราไสล้อรถเข็นพาร่างตัวเองห่างออกไปอย่างอารมณ์ดี  เพราะเธอรู้ว่าอีกไม่นาน  บุรุษไปรษณีย์ก็จะมาไขตู้และนำพัสดุของเธอส่งถึงมือผู้รับ  และนั่นจะช่วยให้เป้าหมายของเธอบรรลุผลสำเร็จ

 

            บรรยากาศในบ้านหนักอึ้ง  ความเงียบแผ่ปกคลุมทันทีหลังจากผมเอ่ยปากขออนุญาตเดินทางไปเข้าค่ายเก็บตัวนักกีฬากับทางมหาวิทยาลัย...  ซึ่งแน่อยู่แล้วว่านี่คือข้ออ้างในการเดินทางไปกับคาซี

            “ฉันไม่ยักรู้  ว่าแกเป็นนักกีฬาฟุตบอลอะไรนี่กับเค้าด้วย” 

            สายตาเคลือบแคลงจากพี่ชายของพ่อส่งผ่านอีกฟากของโต๊ะอาหาร  เป็นสายตาที่แฝงด้วยความดูถูกซึ่งผมได้รับจนชาชิน

            “เตี้ยตะแมะแคะแบบนี้น่ะเหรอ  เล่นฟุตบอล  แกเล่นตำแหน่งอะไรล่ะ  เด็กเก็บบอลหรือเด็กเช็ดบอล    ฮิ ๆ ๆ”

            คำค่อนแคะของป้าผสมโรงกับสายตาดูถูกของลุง   ผมแทบอยากออกจากห้องนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

                   “ฉันไม่อนุญาต!!”

            ประกาศิตของลุงโพล่งขึ้นมาท่ามกลางอารมณ์ที่ผสมปนเปในจิตใจของผม  ใจหนึ่งผมโล่งอกที่ไม่ต้องเดินทางเสี่ยงตายร่วมกับคาซี  แต่อีกใจหนึ่ง  บางครั้งผมก็รู้สึกอยากหนีไปจากบ้านหลังใหญ่แต่ไร้ความอบอุ่นแห่งนี้ให้พ้น ๆ

            “แต่..”  ผมลังเลที่จะพูดต่อ

            “ไม่มีแต่  แกจะเล่นกีฬาไร้สาระอะไรนั่นมันก็เรื่องของแก แต่ถ้าแกไม่อยู่บ้านซักคน  ใครจะปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ใครจะทำกับข้าว  ใครจะซักรีดเสื้อผ้า  แกเคยสำนึกบุญคุญเงินทองที่ชั้นเลี้ยงดูและส่งเสียให้แกเรียนหนังสือบ้างมั้ย  ไอ้เด็กเวร”

            ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน...

            ทำกับข้าว...

            ซักรีดเสื้อผ้า...

            ผมมีค่าแค่นี้เองน่ะเหรอ...

            หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเป็นทางอย่างไม่ตั้งใจ  ผมรีบใช้แขนเสื้อถูกพลางพยักหน้าเข้าใจคำสั่ง  สองขาถอยออกจากห้องเพื่อปล่อยให้ทั้งสองคนกินอาหารต่อหลังจากถูกผมขัดจังหวะ 

            แต่เพราะรีบถอยหลังมากเกินไป ขาจึงพันกันสะดุดล้มลง  มือเกี่ยวฟาดแจกันใบใหญ่ตกแตกกระจายเต็มพื้น

            “กรี๊ด!!!!  ไอ้เด็กบ้า  แกรู้มั้ยว่าแจกันใบนั้นราคาเท่าไหร่  มันมากกว่าเงินค่าขนมที่ชั้นให้แกทั้งปีเลยนะ”

            ร่างผมแห้งดีดตัวผึงจากเก้าอี้  ดวงตาปูดโปนมองผมอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ  นิตยสารเล่มหนาถูกม้วนถือในมือฟาดมาที่ผมซึ่งทำได้เพียงปัดป้องเป็นพัลวัน

            “ผมขอโทษครับคุณป้า  ผมผิดไปแล้ว”

            “ขอโทษแล้วแจกันชั้นจะติดกันเหมือนเดิมมั้ย  ไอ้โง่!!”

            เธอยังกระหน่ำฟาดผมไม่ยั้งมือ  ลุงร่างอ้วนทำเพียงมองอย่างเบื่อหน่ายก่อนใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ไม่สนใจ

            ‘ตึก ๆ ๆ ๆ’

            เสียงเดินเบา ๆ บอกให้รู้ว่ามีคนเข้ามาในบ้านและกำลังเดินมาที่ห้องอาหาร  และเสียงนั้นก็ทำให้ป้าหยุดมือได้

            “เธอเป็นใคร  เข้ามาในบ้านชั้นทำไม”

            น้ำเสียงไม่พอใจตวาดใส่ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาขัดจังหวะ

            “ฉันมารับนายแล้ว  เรแพน”

            คาซีไม่สนใจเสียงแหลมเสียดแก้วหูของป้าผม  เขาใช้สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งจ้องกลับจนป้าต้องถอยกรูดไปหาลุง  ร่างตุ้ยนุ้ยของลุงลุกขึ้นมาอย่างเอาเรื่อง

            “ไอ้เด็กเวร!!  ทำเรื่องงี่เง่าให้ปวดหัวทุกวันยังไม่พอ  ยังพาเพื่อนอันธพาลของแกเข้ามาถึงในบ้าน  ชั้นไม่เอาแกไว้แน่”

            ลุงคว้าร่มคันใหญ่ขึ้นมาถือ  เขามองผมและคาซีอย่างเอาเรื่อง

            “ฉันให้เวลานายเก็บของสามนาที”

            คาซียังคงสั่งผมอย่างไม่สนใจท่าทีมาดร้ายของชายหญิงทั้งคู่  ลุงย่างสามขุมเข้าหาพร้อมง้างร่มในมือ    

            ‘กึก!!’

            ร่างพลันเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก  ความรู้สึกเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาลทำให้ลุงทรุดเข่าลงแนบพื้น  พวงแก้มห้อยถูกน้ำหนักดึงย้อยลงมาเหมือนสุนัขพันธุ์บูลด๊อก  ส่วนป้าที่ร่างผอมเกร็งบัดนี้นอนหมอบกับพื้นไม่อาจกระดุกกระดิกตัวได้

            “สามนาที”

            คาซีทวนคำ  และนั่นก็ทำให้ผมต้องรีบวิ่งแจ้นขึ้นไปเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเป้อย่างรีบเร่ง

 

            ใจหนึ่งก็เป็นกังวลว่าหลังจากออกมาจากบ้านแล้ว  ลุงกับป้าจะไปแจ้งตำรวจรึเปล่า  แต่อีกใจ  ผมว่าคนอำมหิตอย่างคาซีน่าจะมีวิธีจัดการให้พวกเขาอยู่อย่างสงบปากสงบคำได้  เพราะเมื่อพิจารณาจากสีหน้าซีดเผือดของเขาก่อนที่ผมจะก้าวเท้าออกจากบ้าน  ผมรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

            ตอนนี้ผมรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก  ทุกย่างก้าวที่เดินมุ่งหน้าเต็มไปด้วยคำว่า ‘อิสระ’ อย่างที่ผมไม่เคยได้รับตั้งแต่พ่อและแม่เสียไป

            คาซีพาผมขึ้นรถไฟฟ้าอีกสายและลงที่สถานีปลายทางซึ่งทำให้ผมเริ่มวิตก

            “เอ่อ..  ที่นี่มัน..  สนามบินไม่ใช่เหรอ”

            คาซีหันมองอย่างไม่สบอารมณ์

            “แล้วนายคิดว่าเป็นท่าเรือรึไง”

            “แล้ว..  เราจะไปที่ไหนกันล่ะ”

            คาซียื่นหนังสือเดินทางให้  ผมเปิดหน้าแรกเห็นรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง  ผมพยายามเค้นสมองรีดความทรงจำทั้งหมดออกมา แต่ก็จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยไปทำหนังสือเดินทางไว้ตอนไหน 

            “หนังสือเดินทางนี่..”

            “ของปลอม  แต่ไม่ต้องห่วงหรอก  ฉันจ้างระดับมืออาชีพทำ  รับรองว่าจับไม่ได้”  คาซีเร่งฝีเท้าเดินตามป้ายที่เขียนว่า ‘ตรวจคนเข้าเมือง’  ก่อนจะพูดประโยคที่ผมไม่อยากได้ยิน  “ปลายทางก็..  เยอรมนี”

            “เยอรมนี!!!”

            ผมอุทานอย่างตกใจ  และก็พบว่ามันสายไปแล้วที่จะหันหลังกลับ  เพราะตอนนี้ผมได้เข้ามายังช่องตรวจหนังสือเดินทางที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหน้าเหี้ยมรอตรวจเอกสารอยู่

            ผมยื่นหนังสือเดินทาง (ปลอม) ให้เขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ  และพยายามทำตัวให้มีพิรุธน้อยที่สุด  แต่ดูเหมือนเหงื่อที่ไหลย้อยจากศีรษะจะอาบสองแก้มมากจนเกินไป  เจ้าหน้าที่จึงรู้สึกผิดสังเกตและพลิกส่องหนังสือเดินทางผมกลับไปกลับมาอย่างสงสัย

            “เดินทางไปไหน  ไปทำอะไรครับ”

            แม้ถ้อยคำจะสุภาพ  แต่น้ำเสียงที่ดุดันบ่งบอกเลยว่าเขาไม่คิดจะเป็นมิตรกับผมแน่

            “เอ่อ..  ผะ ผะ ผม  จะไป..  เยอรมนี  ไป  ไป..  ไปเที่ยวครับ”

            “ไม่เคยเดินทางเลยนี่  ไปคนเดียวแบบนี้ ไม่กลัวเหรอ”

            เหงื่อยิ่งแตกพลั่กขึ้นไปอีก  สายตาคมปลาบจ้องจนผมแทบเอาหน้ามุดพื้นหนี  แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ซักอะไรต่อ  เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าซึ่งยืนอยู่ด้านหลังก็เดินมากระซิบกระซาบบางอย่างกับเขา 

            และท่าทีก็เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ  เมื่อเจ้าหน้าที่คนเดิมกลับยิ้มแย้มและตรวจหนังสือเดินทางให้โดยไม่ถามอะไรต่อสักคำ 

            ผมมองคาซีที่ยืนรออยู่ด้านหลังก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องติดต่อกับหัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองไว้ล่วงหน้าแล้ว  แต่เล่นไม่บอกกันแบบนี้ทำเอาผมหัวใจแทบวาย

            และในที่สุด  การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผมก็เริ่มต้นขึ้น...

 

            คฤหาสน์แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหวใหญ่  นกแร้งบินว่อนเหนือคฤหาสน์ราวกับผู้พิทักษ์ที่เฝ้าปกปักรักษาสถานที่นี้ 

            ห้องโถงกลางของคฤหาสน์เป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่  ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพงระยิบ  โคมไฟแชนเดอเลียร์ส่องแสงกระทบคริสตัลเป็นประกายวูบวาบชวนให้เคลิบเคลิ้ม  เสาหินอ่อนและพื้นกระเบื้องแผ่นหนาถูกวาดลวดลายวิจิตรตระการตา 

            โต๊ะตัวใหญ่ตั้งไว้ที่กึ่งกลางด้านหนึ่งของผนังห้อง  เบื้องหลังโต๊ะมีชายกลางคนในชุดสูทสีดำสนิทนั่งตระหง่านราวกับพระราชาผู้ปกครองปราสาท  ภายในห้องมีชายหญิงนับสิบคนต่างจับจองพื้นที่ของตัวเอง  สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังจุดเดียว  ทุกคนต่างเฝ้ารอการเคลื่อนไหวของชายสูทดำ

            แต่แล้วสายตาทุกคู่ก็หันกลับไปมองที่ประตูห้องโถง  เมื่อมีร่างหนึ่งทะยานเข้ามาอย่าพรวดพราด

            “แย่แล้วครับหัวหน้า!!  เอนิอ็อตนา..  เอนิอ็อตนาตายแล้วครับ”

            ชายสูทดำยังคงนิ่ง  สีหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยนสักนิดเมื่อได้ยินข่าวว่าหนึ่งในสมาชิกกองโจรผู้มีพลังพิเศษของกิโยตินเสียชีวิต  เขาขยับปากถามด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ

            “ฝีมือใคร”

            “มะ  มะ  ไม่รู้ครับ  ผมเจอศพของมันแบนติดกับพื้นเหมือนถูกทับด้วยอะไรที่มีน้ำหนักมหาศาล  แถมเนเปียร์โบนส์และผู้เชื่อมต่อก็หายไปจากบ้านแล้วด้วยครับ”

            ชายสูทดำทำท่าครุ่นคิด  เขาเริ่มหวั่นวิตกเมื่อ SSS ทั้งหมดที่จารกรรมมาได้สูญหายไปบางส่วน  ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นฝีมือของ ‘ทริมีดา มีอา’ อดีตหัวหน้ากองโจรที่เขาทรยศใช้กำลังแย่งชิง SSS มา

            แต่เมื่อคิดดูให้ดี  พลังพิเศษของเขาไร้ช่องโหว่  ไม่มีทางที่ทริมีดาจะฟื้นขึ้นมาได้หากเขายังมีชีวิตอยู่  นั่นหมายความว่าคนที่ขโมย SSS ไปย่อมเป็นคนอื่น  แถมตอนนี้มันยังถูกส่งไปทั่วโลกให้กับใครหลายคน  และทำให้มีผู้เชื่อมต่อที่สามารถใช้พลังพิเศษเกิดขึ้น  ทั้งหมดอยู่นอกเหนือความคาดหมายและแผนการที่เขาวางเอาไว้

            แต่โชคยังดีที่พลังพิเศษของหนึ่งในเงารัตติกาล  สามารถล่วงรู้ถึงตำแหน่งของ SSS ได้  เขาจึงวางแผนชิงพวกมันกลับคืนมา

            และเป้าหมายแรกที่เขาส่งลูกน้องไปคือ..  เยอรมนี!!

            ระยะทางสู่เยอรมนีใช้เวลาห้าชั่วโมง

            ผมกับคาซีนั่งอยู่ในห้องโดยสารชั้นหนึ่ง  ผู้โดยสารคนอื่นมองพวกเราอย่างแปลกใจ  เขาคงไม่คิดหรอกว่าเด็กหนุ่มสองคนจะมีเงินมากขนาดซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งเดินทางโดยไม่มีผู้ปกครองแบบนี้ได้ 

            “ตารางแสงของนาย  เป็นพลังแบบไหน”  คาซีตั้งคำถาม

            ผมนึกถึงพลังพิเศษที่ใช้แค่ครั้งเดียวนั่น  มันเกิดขึ้นตอนผมต้องการให้มีดที่พุ่งมาหาตัวหยุดลง  และตารางแสงที่มีตัวเลขก็ถูกสร้างขึ้น  มีดที่เคลื่อนผ่านตารางก็กลับเคลื่อนช้าลงตามที่ใจคิด

            “ไม่รู้สิ  ฉันแค่อยากให้มีดหยุด  มันก็เกิดขึ้นเอง  แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีดหยุดหรอกนะ  แค่ทำให้มันเคลื่อนที่ช้าลงเฉย ๆ”

            “ช้าลงเหรอ..  งั้นอาจจะเป็นพลังที่สามารถลดความเร็วของวัตถุล่ะมั้ง”  คาซีนิ่วหน้า  “อะไรกัน!!  ได้พรรคพวกคนแรกก็กลับมีพลังกระจอกแบบนี้..  แย่ชะมัด”

            เขาสบถก่อนจะหันหน้าไปมองกระจกหน้าต่าง  ทำเอาผมนั่งจ๋อยด้วยความรู้สึกผิดไปเลย

            เพราะก่อนขึ้นเครื่องมัวแต่ตื่นเต้น แถมเมื่อกี๊ยังกินน้ำผลไม้ที่แอร์โฮสเตสมาเสิร์ฟอีกหลายแก้ว  ตอนนี้ผมเลยอยากเข้าห้องน้ำ  ผมหันมองคาซี  เขานั่งหลับตาสงบนิ่ง  ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาหลับหรือยัง 

            ทางเดินห้องโดยสารชั้นหนึ่งค่อนข้างกว้าง  ผมเดินอย่างไม่มั่นใจเพราะสายตาหลายคู่มองมาอย่างสงสัย  ผมพยายามหลบสายตาทุกคนพลางนึกในใจว่าผู้โดยสารห้องนี้ช่างเงียบสงบดีจัง  ไม่มีเสียงพูดคุยเลยสักนิด นี่ถ้ามีแมลงอะไรสักตัวบินมาคงได้ยินเสียงกระพือปีกท่ามกลางความเงียบสงบนี้ได้อย่างชัดเจน

            หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ  ผมเดินกลับที่นั่งตัวเอง  บรรยากาศยังเหมือนเดิม  คือเงียบสงบ  ทุกคนนอนหลับนิ่งอยู่บนเก้าอี้... 

            เอ๊ะ!! 

            มันจะเงียบเกินไปรึเปล่า  ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน แต่ทุกคนกลับนอนหลับแบบนี้  ผมมองหน้าผู้โดยสารคนอื่น ๆ และก็พบสิ่งผิดปกติ

            เหงื่อกาฬไหลจนเปียกท่วมใบหน้า  หลาย ๆ คนพยายามขยับแต่ร่างกายกลับกระดุกกระดิกไม่ได้เหมือนถูกตรึงด้วยอะไรบางอย่าง

            ผมเดินเข้าใกล้หญิงชราคนหนึ่งที่มีสีหน้าทรมาน 

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

            ไม่มีเสียงตอบ  มีเพียงเสียงครางฮือราวกับจะสื่อสารอะไรบางอย่าง  ผมพยายามเงี่ยหูฟังแต่ไม่ได้ยิน  จึงชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เธอ

            “อะไรกันเนี่ย!!”

            ด้ายขนาดเล็กที่มองจากระยะไกลไม่เห็นถูกเย็บเข้าที่เปลือกตาและริมฝีปาก   แถมทั่วร่างยังมีด้ายเย็บผ่านร่างกายติดกับเบาะที่นั่งทำให้เธอไม่สามารถกระดุกกระดิกตัวได้

            ไม่ใช่แค่หญิงชราคนนี้  แต่ผู้โดยสารทุกคนกลับถูกพันธนาการไว้กับที่นั่งทั้งหมด  ผมหันหลังกลับเพื่อจะวิ่งกลับไปหาคาซี  แต่รองเท้ากลับติดแน่นไม่สามารถยกจากพื้นได้จนทำให้ผมล้มหัวคะมำ

            “ยังเหลืออีกคนงั้นเหรอ  แสดงว่าเพิ่งออกจากห้องน้ำสินะ  หนุ่มน้อย..”

            เสียงแหลมเล็กของผู้หญิงดังจากด้านในสุด  เบาะที่นั่งขนาดใหญ่บังร่างเธอไว้จนหมด  มีเพียงขนนกที่ประดับบนหมวกโผล่พ้นจากด้านบนเบาะให้เห็นเท่านั้น 

            ผมไม่เห็นว่าเธอทำอะไร  แต่สัมผัสแห่งความมุ่งร้ายทำให้ผมเอียงร่างหลบอะไรบางอย่างที่พุ่งเข้ามา

            ‘ฉึก!!’

            เมื่อหันกลับไปมองตามเสียง  เข็มเย็บผ้าขนาดเล็กที่ถูกซัดมาจากหญิงคนนั้น ปักติดแน่นอยู่บนผนังเหล็กของเครื่องบินอย่างไม่น่าเป็นไปได้ 

            หรือว่า..  ผู้มีพลังพิเศษ!!

            ผมตั้งสติได้ ก็รีบถอดรองเท้าและวิ่งเท้าเปล่าไปหาคาซีอย่างร้อนรน  แต่เมื่อไปถึงที่นั่งตัวเอง ภาพที่เห็นก็ทำให้เข่าผมแทบทรุด

            คาซีถูกเย็บร่างติดกับที่นั่งเหมือนคนอื่น  ปากของเขาพยายามพูดแต่มันไม่อาจเปิดอ้าได้เลย  มีเพียงสายตาที่มองหญิงคนนั้นอย่างเคียดแค้น

            จบสิ้นแล้ว!!

            ยังไม่ทันถึงที่หมาย  สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เป็นจริง 

            เอาชีวิตรอดจากผู้มีพลังพิเศษคนแรกได้ไม่ถึงวัน  กลับเจอคนที่สองเร็วขนาดนี้  แถมคราวนี้ตัวช่วยอย่างคาซีก็ทำอะไรไม่ได้แล้วด้วย  ผมจะทำยังไงดีล่ะ...

            จริงสิ  เนเปียร์โบนส์!!

            ผมล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบแท่งไม้ขึ้นมาถือ  หญิงสาวที่มองภาพสะท้อนจากกระจกหน้าต่างตาลุกวาวเมื่อเห็นสิ่งที่ผมถือในมือ

            “โอว!!  โชคดีอะไรอย่างนี้  ตอนแรกตั้งใจแค่จะลบตัวตนจากการเดินทางนี้เฉย ๆ  กลับได้ของแถมชิ้นเบ้อเริ่มติดมือด้วยแฮะ”

            เธอลุกจากที่นั่ง  เผยร่างเพรียวระหงในชุดแซกสีแดงรัดรูป  ผมสีทองยาวประบ่า  ผิวขาวผุดผ่องจนแทบทำให้ชายหนุ่มทุกคนที่มองเคลิบเคลิ้ม  มีเพียงใบหน้าที่ถูกบดบังด้วยเงาของหมวกปีกกว้างเท่านั้น

            “น่าเสียดายนะ  หน้าตาไม่เลวนี่  ถึงจะสู้หนุ่มน้อยที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นไม่ได้”  เธอชี้ไปที่คาซี  “จริง ๆ ก็อยากเอาไปเลี้ยงไว้ดูเล่นอยู่หรอก  แต่ในเมื่อเธอเป็นผู้เชื่อมต่อ  ฉันก็คงต้องขอให้เธอ...  ตายซะเถอะ”

            เธอสะบัดมือเบา ๆ  เข็มเย็บผ้าสีเงินขนาดเล็กก็ถูกซัดออกมาอย่างรวดเร็ว

            ผมกำเนเปียร์โบนส์แน่น  พลางขอร้องให้ชายชราที่มอบพลังให้ผมสร้างตารางแสงขึ้นอีกครั้ง 

            สร้างสิ...

            สร้างตารางสิ..

            ขอร้องล่ะ!!

            “วะ วะ..  เหวอ!!”

            ผมก้มศีรษะหลบแทบไม่ทัน  ตารางแสงไม่แม้แต่จะก่อรูปร่าง  เข็มพุ่งเฉียดศีรษะไปไม่ถึงเซนติเมตร 

            หญิงสาวทำท่าแปลกใจ

            “อ้าว!!  ทำไมไม่ใช้พลังพิเศษล่ะ  หรือว่าเธอยัง..  ใช้มันไม่เป็น

            เธอเน้นประโยคสุดท้ายด้วยเสียงกระเส่าราวคนโรคจิต  ยิ่งเมื่อรู้ว่าผมใช้พลังพิเศษไม่เป็น  เธอยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น  ความรู้สึกเหมือนคนที่ชอบเด็ดปีกแมลงทีละปีก ๆ โดยไม่ทำให้มันตายทันที..  โรคจิตดีแท้

            เธอเคลื่อนกายเข้ามาหาผมช้า ๆ  สองมือมีเข็มเย็บผ้าเล่มยาวถืออยู่  ลิ้นแลบเลียริมฝีปากจนเปื้อนลิปสติกสีแดงสด 

            เมื่อเธอหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า  ผมจึงสังเกตสิ่งที่ติดกับรูเข็ม

            ด้ายโปร่งใสแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  สิ่งนี้เองที่เย็บร่างทุกคนไว้ติดกับที่นั่ง  ดูท่า.. เข็มที่ปักทะลุเหล็กกล้ากับด้ายโปร่งใสนี่คือพลังพิเศษของเธอ

            “ไอแซก เมอร์ริท ซิงเกอร์[3]...  ผู้ออกแบบจักรเย็บผ้าชื่อดัง  และเข็มอันนี้ก็คือเข็มที่ถูกใช้งานร่วมกับจักรนั้นเป็นอันแรก”

            เธอเอื้อมมือไปแตะที่ติ่งหู  ผมเพิ่งเห็นเครื่องประดับที่จริง ๆ แล้วควรจะเป็นต่างหู  แต่เธอกลับเอาเข็มเย็บผ้าเสียบเข้าไปแทน  ผู้หญิงคนนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ!!

            “พลังพิเศษของฉันคือ ‘การเย็บ’  เข็มกับด้ายพวกนี้สร้างขึ้นจากพลังพิเศษของฉัน  และมันสามารถเย็บทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันได้  แบบนี้ไงล่ะ”

            มือเงื้อมขึ้นด้านบน  ปลายแหลมของเข็มสะท้อนแสงไฟวิบวับ  เข็มนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่พุ่งซัดเข้ามาเมื่อครู่ถึงห้าเท่า  ถ้าถูกเย็บผมคงมีรูพรุนเท่าด้ามดินสอทั่วตัวแน่ 

            “อย่านะ..  ช่วยด้วย  คาซี!!!”

            เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือทำให้หญิงสาวชะงักมือ  เธอหันหน้าไปตามทิศที่เสียงผมลอยออกไป  เมื่อเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่เธอหมายตาไว้ตั้งแต่แรก  สายตาคมปลาบกลับแววโรจน์ขึ้นจนน่ากลัว

            “หมายความว่า  เด็กคนนั้นก็เป็น..  ผู้เชื่อมต่ออย่างนั้นเหรอ”

            เธอเปลี่ยนเป้าหมายหันเดินกลับไปที่คาซี  ผมเพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองทำพลาดไปแล้ว

            “ที่ไม่เย็บเปลือกตาก็เพราะฉันอยากให้เขาเห็นภาพของตัวเองที่กำลังถูกเย็บ  หน้าตาหล่อขนาดนี้  ถ้าถูกเย็บแขนขาติดกับลำตัวจะมีสภาพแบบไหนนะ..  แค่คิดก็ทนไม่ไหวแล้ว”

            เธอมองคาซีอย่างหื่นกระหาย  เข็มในมือพุ่งเป้าไปที่เขา  ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย  พลังของผมทำอะไรไม่ได้สักอย่าง  คาซีกำลังจะตาย  เขากำลังจะถูกเย็บทั่วร่าง 

            หญิงสาวเงื้อมมือสุดแรง  เข็มพุ่งเข้าใส่ต้นแขนของคาซีโดยที่เขาไม่อาจหลบเลี่ยงได้

            ไม่นะ!!

            ขอร้องล่ะ  ช่วยผมด้วยครับ  จอห์น เนเปียร์

            .....

            .....

            ‘วูบ!!!’

            ตารางแสงพลันบังเกิดขึ้นขวางระหว่างเข็มกับร่างของคาซี  เมื่อมือของหญิงสาวพุ่งผ่าน  มันกลับชะงักค้างและเคลื่อนที่ช้าลงราวกับหอยทากคืบคลาน

            หญิงสาวตกใจ  เธอพยายามถอนมือกลับ  แต่ความเร็วในการชักมือก็ยังช้าเท่าเดิม  เธอหันมองผมอย่างเดือดดาล

            และวินาทีที่ละสายตาจากคาซี  ก็เป็นเวลาเดียวกับที่เท้าของเขาสัมผัสศีรษะหญิงสาว  ร่างบอบบางปลิวลอยละลิ่วไปกระแทกเก้าอี้ที่ห่างไปถึงสามตัวดังพลั่ก

            คาซีกระชากตัวเองหลุดจากเสื้อที่ถูกเย็บกับเก้าอี้  เผยเนื้อหนังผอมบางแต่เต็มไปด้วยความแข็งแรง  เขากระชากด้ายโปร่งใสที่เย็บริมฝีปากออกโดยไม่กลัวความเจ็บ

            “นายนี่มัน..  ทำเสียแผนหมด  ถ้าไม่ตะโกนชื่อฉัน  ยายนั่นคงไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นพวกเดียวกับนาย”

            ผมมองคาซีอย่างงงงัน  เขาไม่ได้ถูกเย็บร่างติดกับเก้าอี้เหมือนคนอื่น  ที่ถูกเย็บคือเสื้อแขนยาวที่เขาสวมต่างหาก  ดูท่าเขาคงรู้ตัวตั้งแต่แรกว่ามีศัตรูอยู่บนเครื่อง  จึงเตรียมพร้อมเพื่อรับการโจมตี  วินาทีนี้ผมดีใจเหมือนพระมาโปรด

            “โชคดีจัง  ที่นายไม่เป็นอะไร  แบบนี้นายก็จัดการผู้หญิงคนนั้นได้ล่ะสิ”

            คาซีมีสีหน้าวิตก

            “ไม่ได้หรอก  พลังฉันไม่เหมาะจะใช้ในที่แบบนี้”

            “อ้าว!!  ไหงงั้นล่ะ”

            “ถ้าฉันใช้พลังระดับที่จะจัดการยายนั่นได้  แรงโน้มถ่วงจะทำให้เครื่องบินเสียสมดุล  ทุกคนบนเครื่องได้โหม่งโลกแน่”

            ผมหน้าซีดเผือด   ถ้าคาซีใช้พลังไม่ได้  แล้วพวกเราจะรอดจากสถานการณ์นี้ยังไงล่ะ

            “นายต้องจัดการด้วยตัวคนเดียว”  คาซีพูดเสียงเรียบ

            “หา!!  อะไรนะ  ไม่ไหวหรอก  พลังแค่ลดความเร็วของฉันจะให้จัดการได้ยังไงล่ะ  นายพูดเล่นใช่มั้ย”

            แต่สีหน้าเขาไม่ได้ล้อเล่น 

            และไม่มีเวลาได้คิดอะไร  เข็มเงินสองเล่มก็พุ่งเข้ามาหาพวกเราอย่างรวดเร็ว

            คาซีที่ปฏิกิริยาไวกว่า  ผลักผมจนเราสองคนกระเด็นแยกจากกัน  ทำให้เข็มพุ่งผ่านเราไปอย่างฉิวเฉียด  เขาวิ่งหลบหลังเก้าอี้ขนาดใหญ่  ทิ้งให้ผมยืนเก้ ๆ กัง ๆ เผชิญหน้ากับหญิงสาวที่กำลังพยุงร่างลุกอย่างยากลำบาก

            “ทำแสบนักนะแก!!  ถึงจะเสียดายหน้าหล่อ ๆ  แต่ทำกับใบหน้าอันงดงามของฉันแบบนี้  แกตายแน่!!”

            หมวกปีกกว้างสีดำเคลื่อนหล่นจากศีรษะ  เผยให้เห็นใบหน้า... 

            เฮ้ย!!

            สาบานได้ว่านี่คือใบหน้าที่อัปลักษณ์ที่สุดในชีวิตที่ผมเคยเห็น  จมูกเปิดขึ้นจนเห็นโพรงกว้าง  ดวงตาเหลือกถลนโปนจากเบ้า  ริมฝีปากล่างห้อยจนเกือบถึงคาง  สิวเบียดเสียดแย่งกันขึ้นจนแทบไม่เหลือพื้นที่บนใบหน้า  นี่เหรอที่เรียกว่างดงาม  ดูท่ายัยนี่คงเข้าใจอะไรผิดอย่างร้ายแรงเลยล่ะ

            และไม่รู้ว่าเธอสร้างเข็มได้กี่เล่มกันแน่  มันถึงพุ่งเข้าหาผมอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น  ผมได้แต่กลิ้งหลุน ๆ หลบเข็มอย่างยากลำบาก  เมื่อตั้งสติได้  ผมจึงกำเนเปียร์โบนส์แน่นและจินตนาการภาพตารางขึ้นในสมอง

            ตารางแสงถูกสร้างกลางอากาศขวางเข็มสามเล่มและลดความเร็วของมัน  หญิงสาวกระทืบพื้นเร่า ๆ จนส้นรองเท้าแทบหัก 

            “งั้นอย่างนี้เป็นไง”

            เธอหยิบอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น  ก่อนจะกระตุกเต็มแรง 

            ร่างของนักธุรกิจหนุ่มที่ถูกเย็บ  พลันถูกดึงด้วยด้ายโปร่งใสจนตัวปลิวลอยหวือมาทางผม  ผมมัวแต่ตะลึงจนสร้างตารางแสงไม่ทัน  ถูกร่างใหญ่กระแทกเข้าเต็มแรงจนจุก

            “ทีนี้  ก็หยุดวิ่งพล่านเป็นหนูติดจั่นซะ”

            หญิงสาวพูดจบก็ซัดเข็มมาเต็มแรง  มันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตเย็บแทงร่างของชายหนุ่มกับผมจนตัวติดกัน  ขาสองข้างถูกเย็บเข้าด้วยกันราวกับล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวน  ผมไม่อาจเคลื่อนหลบหรือหนีไปไหนได้ 

            ...พลันภาพในสมองก็ปรากฏขึ้นอย่างอัตโนมัติ

            ชายชราบนเก้าอี้โยกส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน  ด้านหลังเขามีตารางซึ่งมีตัวเลขวิ่งสลับไปมาวุ่นวาย  สายตาเขามีแววตำหนิ

            “เจ้ากำลังเข้าใจผิดนะ”  น้ำเสียงอ่อนโยนไม่ได้ต่อว่าเหมือนสายตา

            “เข้าใจผิด..  ผมเข้าใจอะไรผิดครับ”

            จอห์น เนเปียร์ หัวเราะเบา ๆ  ก่อนจะบอกใบ้  “ความสามารถพิเศษของเจ้าคืออะไรล่ะ”

            ผมครุ่นคิดตาม  สิ่งเดียวที่ผมถนัดก็คือ...

            คำนวณ!!!

            รอยยิ้มของเขาบอกให้รู้ว่าผมเข้าใจถูกแล้ว  ภาพของจอห์น เนเปียร์ ค่อย ๆ จางหาย  และสิ่งที่เข้ามาแทนที่คือรอยยิ้มบูดเบี้ยวของหญิงสาวอัปลักษณ์  ที่ถือเข็มเล่มยาวและกำลังจะปักมันลงบนหน้าอกผม 

            “พลังของฉันไม่ใช่แค่ลดความเร็ว”

            มือของเธอชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพึมพำ

            “แกว่ายังไงนะ”

            สายตาผมเหลือบมองด้านหลังเธออย่างไม่ตั้งใจ  และสิ่งที่เห็นคือแก้วกระเบื้องที่พุ่งหวือผ่านอากาศตรงมายังศีรษะของหญิงสาว

            ผมส่งสายตาขอบคุณคาซี  ก่อนจะกำเนเปียร์โบนส์ในมือแน่น

            “แบบนี้ยังไงล่ะ”

            ‘วูบ!!!’

            ตารางแสงถูกสร้างขึ้นด้านหลังศีรษะหญิงอัปลักษณ์  ตัวเลขที่ปรากฏบนช่องพลันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม  ทุกช่องด้านบนสุดมีตัวเลขสลับไปมาราวกับกำลังค้นหาตัวเลขที่ถูกต้องที่จะนำมาเติมให้เต็ม

            และเมื่อแก้วน้ำพุ่งผ่านตารางแสง  ความเร็วของมันก็พลันเพิ่มขึ้นนับสิบเท่า  น้ำหนักของมันเมื่อถูกเร่งความเร็ว  แรงตกกระทบจึงเพิ่มขึ้นมหาศาล

            ‘เปรี้ยง!!!’

            แก้วน้ำกระแทกศีรษะหญิงสาวอย่างแรงจนเธอเซและล้มฟุบลงกับพื้น  เข็มเล่มยาวหล่นจากมือกลิ้งไปตามทางเดิน  การโจมตีเพียงครั้งเดียวของพวกเราสามารถจัดการผู้มีพลังพิเศษที่น่ากลัวขนาดนี้ได้  ผมจึงเป่าปากอย่างโล่งอก

            “พลังของนาย..”

            คาซีมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างประหลาดใจ  เขาคงเข้าใจผิดเหมือนผมมาตลอดว่าพลังของผมคือการลดความเร็วของวัตถุที่เคลื่อนผ่านตารางแสง

            “อืม..  ฉันเองก็เพิ่งรู้  พลังของฉันไม่ใช่การลดความเร็ว  แต่มันคือ..  การคำนวณ”

            “คำนวณเหรอ”

            ผมพยักหน้า  มองเนเปียร์โบนส์ในมืออย่างครุ่นคิด 

            “ฉันเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ  แต่ก็คงประมาณ..  เปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ของสิ่งที่เคลื่อนผ่านตารางล่ะมั้ง”

            คาซีค่อย ๆ พยักหน้าแบบงง ๆ  และเมื่อเห็นสภาพของผม  เขาก็เดินเข้ามาช่วยแกะด้ายที่เย็บร่างผมกับนักธุรกิจหนุ่มออก

            “โอ๊ย!!  เบา ๆ สิ”

            ความรู้สึกเหมือนแกะสะเก็ดแผลที่แห้งแล้ว  มันเจ็บ ๆ คัน ๆ  แต่ไม่มากเท่าที่คิด 

            “นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว  ต่อไปจะเจออะไรอีกก็ไม่รู้  นี่ขนาดบนเครื่องบินยังโดนเล่นงานได้”

            ผมและคาซีแยกย้ายกันแกะด้ายที่เย็บร่างผู้โดยสารกับเก้าอี้จนหมด  แต่คาซีห้ามไม่ให้แกะด้ายตรงเปลือกตาและริมฝีปาก  เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้น  เขาบอกว่าเมื่อเครื่องลงทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือเอง

            ผมนั่งลงกับพื้นอย่างเหนื่อยล้า  อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเครื่องก็จะถึงสนามบินปลายทาง

            ‘ครืนนน!!’

            คาซีล้มเอียงไม่เป็นท่า  เมื่อเครื่องบินเกิดการสั่นไหว 

            ผมหันมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน  ตอนแรกคิดว่าเครื่องตกหลุมอากาศ  แต่แรงสั่นสะเทือนของมันเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว

            “มันเกิดอะไรขึ้นกันอีกล่ะเนี่ย!!”

            ผมพยายามประคองตัวเองคลานไปหาคาซี  และเสียงหัวเราะเล็กแหลมก็ทำให้เราทั้งคู่ใจหายวาบ

            หญิงสาวที่น่าจะหมดสติไปแล้ว  กลับประคองร่างตัวเองลุกขึ้นมา  เลือดที่ศีรษะไหลอาบร่างกลืนไปกับชุดแซกสีแดงสดจนแยกไม่ออก  มือสองข้างของเธอดึงด้ายโปร่งใสเต็มแรงจนเส้นเลือดปูดโปน

            ผมเบิกตามองภาพเบื้องหน้าอย่างตกใจ  สายตาไล่ไปตามแสงแวววับของด้ายที่ถูกไฟส่องกระทบ ปลายทางของมันคือกระจกหน้าต่าง  และมันยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น  ด้ายกลับพุ่งออกไปยังปีกเครื่องบินสองข้าง

            “เครื่องยนต์!!!”

            ผมอุทานอย่างตกใจ  เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ  เพราะด้ายของเธอถูกร้อยผ่านใบพัดของเครื่องยนต์เข้ากับปีกเครื่องบินจนมันไม่อาจหมุนทำงานได้

            ตัวเครื่องสั่นสะเทือนหนักขึ้นเรื่อย ๆ  พื้นโคลงเคลงจนเรายืนไม่อยู่  เสียงสัญญาณเตือนภัยแผดร้องลั่นระคนเสียงหัวเราะอย่างเสียสติของหญิงสาว  เครื่องบินเริ่มเอียงทำมุมลาดลงยังพื้นโลก 

            “พวกแกต้องตายกันทั้งหมด  ตายกันให้หมดนี่แหละ  ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”

            ร่างของผู้โดยสารคนอื่นและข้าวของต่าง ๆ ไหลตามพื้นลาดเอียงไปกองรวมกันอยู่ตรงส่วนหัวเครื่องบิน  เครื่องเริ่มทำมุมดิ่งกับพื้นและกำลังพุ่งโหม่งโลก  เครื่องยนต์ที่ฝืนทำงานมีควันพวยพุ่งออกมาพร้อมสะเก็ดไฟที่ลุกแปลบปลาบอยู่เนือง ๆ

            ผมเกาะเก้าอี้สุดชีวิตไม่ให้ตัวไหลตามคนอื่นไป  พลังพิเศษของผมไม่อาจหยุดยั้งสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้เลย  พวกเราทุกคนกำลังจะตาย...

            แต่คาซีกลับทำอะไรบางอย่างที่ผมไม่คาดคิด  เขาดีดนิ้วเป็นสัญญาณ ผมคิดทวนคำพูดที่เขาเคยบอก

            “ถ้าฉันใช้พลังระดับที่จะจัดการยายนั่นได้  แรงโน้มถ่วงจะทำให้เครื่องบินเสียสมดุล  ทุกคนบนเครื่องได้โหม่งโลกแน่”

            เขาจะ..  ใช้พลังพิเศษ

            เฮ้ย!! 

            เสียงดังตึงบริเวณร่างของหญิงสาวที่ถูกยึดด้วยด้ายโปร่งใสทั้งสองด้าน  คาซีใช้แรงโน้มถ่วงกระแทกร่างของเธอจนบี้แบนติดผนังเครื่องบิน  นักฆ่ารายที่สองสิ้นใจในชั่วพริบตา

            และสิ่งที่ตามมาคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นได้ในการขึ้นเครื่องบิน...

            ผนังเครื่องที่ถูกแรงโน้มถ่วงกระแทกเริ่มปริแยก  แรงลมอัดมหาศาลฉีกกระชากตัวเครื่องที่ทำจากเหล็กหนาให้ปริขาดราวกับแผ่นกระดาษ  ลมดูดทุกสิ่งในเครื่องให้พุ่งผ่านรอยแยกนั้นราวกับเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์  ทุกคนในเครื่องไม่เว้นแม้แต่ผมและคาซีหลุดลอยเคว้งคว้างกลางอากาศอย่างควบคุมไม่ได้

            “เหวอออ  ช่วยด้วยยยยยยยยยยยย!!!”

            เสียงตะโกนไม่อาจแหวกผ่านแรงลมมหาศาล  ใบหน้าผมชาจากความเร็วในการตกจากความสูงหลายพันฟุต  ตัวเปล่า ๆ ไม่มีร่มชูชีพพุ่งแหวกอากาศที่เย็นยะเยือกจนแทบกรีดร่างให้เป็นแผล  ผมไม่อาจเปิดเปลือกตาได้เพราะใบหน้าถูกลมอัดจนชา  ถ้าตกลงด้วยความเร็วขนาดนี้อีกไม่กี่วินาทีร่างผมต้องแหลกเละติดพื้นเหมือนแมลงสาบถูกตีด้วยรองเท้าแน่

            ‘กึก!!’

            เหมือนโดนกระชาก  ทุกสิ่งรอบตัวพลันหยุดนิ่ง  ลมที่พัดอย่างบ้าคลั่งสงบลง  หรือผมตายแล้วและตอนนี้ผมอยู่บนสวรรค์

            ผมค่อย ๆ แง้มเปลือกตาช้า ๆ แบบกล้า ๆ กลัว ๆ  รอบตัวมีหมู่เมฆบางเบาเคลื่อนผ่าน  ลมพัดเบา ๆ หอบเอาอากาศเย็นมากระทบร่างจนขนลุกชัน

            ผมกำลังลอยอยู่บนอากาศ!!!

            ไม่ใช่แค่ผม  ผู้โดยสารทุกคนถูกตรึงร่างไว้บนอากาศราวกับมีปีก  พวกเราค่อย ๆ ลอยลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล  เมื่อได้สติผมจึงคิดขึ้นได้

            “แรงโน้มถ่วง!!  นายใช้แรงโน้มถ่วงไม่ให้ทุกคนตก”

            เมื่อหันมองซ้ายขวา  ก็เห็นเจ้าของพลังที่ช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้  คาซีเร่งพลังจนถึงขีดสุด  สีหน้าเหนื่อยล้าและเกร็งอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน  ดูท่าการควบคุมแรงโน้มถ่วงเพื่อช่วยทุกคนบนเครื่องจะเกินกำลังเขา 

            แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ย่อท้อ  คาซีบังคับพลังพาร่างของทุกคนลอยผ่านมหาสมุทรเข้าสู่พื้นดินชายฝั่งทะเลบอลติกได้สำเร็จ 

            และเมื่อทุกคนลงสู่พื้น  คาซีก็หมดสติและฟุบลงกับกองทราย  ผมจึงรีบประคองร่างเขาพาเข้าไปในป่าก่อนที่จะมีใครมาเห็น 

            แสงสว่างกลางท้องทะเลลุกโชติช่วง  เสียงระเบิดจากเครื่องบินที่ตกกระแทกผืนน้ำดังกึกก้อง  ควันลอยสูงขึ้นฟ้าราวกับบันไดสู่สวงสวรรค์  ข่าวการตกของเครื่องบินโดยสารที่มุ่งหน้ามายังท่าอากาศยานฮัมบูร์กนำเสนออย่างครึกโครมไปทั่วทั้งโลก  แต่นั่นยังไม่อาจสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนเท่ากับการที่ผู้โดยสารทุกคนบนเครื่องกลับรอดชีวิตอยู่ที่ชายฝั่ง และมีเพียงสามคนเท่านั้นที่หายสาบสูญไป

 

 

 

 

 

 

 

[1] ห้องเอมส์ (Ames Room) ห้องที่สร้างขึ้นสำหรับสร้างภาพลวงตา  สร้างโดยอเดลเบิร์ต เอมส์ ในปี พ.ศ.2489

[2] อเดลเบิร์ต เอมส์ (Adelbert Ames Jr.) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้คิดค้นภาพลวงตาห้องเอมส์

[3] ไอแซก เมอร์ริท ซิงเกอร์ (Isaac Merritt Singer) นักลงทุนชาวอเมริกัน เจ้าของบริษัทจักรเย็บผ้าซิงเกอร์


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น