อัปเดตล่าสุด 2021-09-09 10:23:19

ตอนที่ 18 มุ่งหน้าสู่อแลสก้า

บทที่ 18 : มุ่งหน้าสู่อแลสก้า

 

                   เสื้อกันหนาวขนสัตว์เทียมหนาไม่อาจคลายความหนาวเหน็บจากลมกรรโชกเย็นยะเยือกที่พัดลอดเข้ามาบาดผิวกายจนแทบกระดุกกระดิกไม่ได้  รองเท้าบู้ทพื้นแหลมจมลงในหิมะพื้นนุ่มทำให้การก้าวเดินแต่ละย่างก้าวยากลำบาก  จมูกแห้งพ่นไอขาวทุกครั้งที่หายใจออก  แม้หูจะถูกปิดครอบด้วยที่ปิดหูหนานุ่ม  แต่เสียงลมดังอื้ออึงยังสะท้อนก้องไปมาราวกับแก้วหูกำลังเต้นระบำ

                   ความสูงกว่า 4,000 ฟุตเหนือน้ำทะเลบวกกับอากาศเลวร้ายที่ต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส  ทำให้อากาศเบาบาง  การสูดลมหายใจทำได้ลำบาก  และยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อผมพยายามออกแรงวิ่งเพื่อหนีการไล่ล่า 

                   เพื่อนร่วมทางอย่างซูอัลตอนนี้ถูกจับยัดในกระเป๋าสะพายใบเล็ก

                   ...ฟังไม่ผิดหรอกครับ  ผมบอกว่าซูอัลนอนนิ่งอยู่ใน  ‘กระเป๋าสะพาย’ ที่ผมคล้องอยู่บนบ่า  เรื่องหวังจะพึ่งพลังพิเศษของเขาเพื่อรอดจากสถานการณ์เลวร้ายนี้จึงเป็นไปไม่ได้เลย  ไหนจะต้องตามหาคาซีกับไปช่วยเซราห์ที่ถูกจับตัวไปอีก 

                   แต่อย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่นเลย

                   ศัตรูที่ไม่น่าจะมีจริงในโลกใบนี้กำลังร่นระยะห่างเข้ามาใกล้  ซึ่งผมยังไม่รู้จะจัดการได้ยังไง

                   ยิ่งคิดย้อนกลับไปก็ยิ่งเหนื่อยใจกับชะตากรรมของตัวเอง...

 

                   24 ชั่วโมงก่อน

                   ลอร่า เฮนริสัน ทำสีหน้าตกใจสุดขีดเมื่อได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสาวต้นแบบของเขา  กระเทยร่างใหญ่ระล่ำระลักบอกเหตุการณ์ไม่คาดคิดให้พวกเราฟัง

                   “เพื่อนของเธอที่ชื่อคาซี  ถูกเงารัตติกาลโจมตีตกแม่น้ำเกท์คาน  ตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”

                   ผมอ้าปากค้าง  คนที่มีพลังพิเศษร้ายกาจอย่างคาซีกลับถูกทำร้ายจนไม่รู้ชะตากรรม  แต่ก่อนจะได้คิดว่าควรจะทำยังไงต่อ  โทรศัพท์สายที่สองก็ดังขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเลวร้ายยิ่งกว่า

                   ลอร่ามือสั่นระริก  โทรศัพท์แทบร่วงจากมือ

                   “ว่าไงนะเร็นเนอร์!!  ผู้เชื่อมต่อคนที่ห้า...โดนรองหัวหน้าเงารัตติกาลจับตัวไป”

                   พวกเราโดยเฉพาะซูอัลมีสีหน้าตื่นตระหนก  เน็กเธอร์ไม่รอช้ารีบเช็คเอาท์โรงแรมและเช่ารถขับห้อตะบึงไปทางตะวันออกตามจุดหมายที่ได้รับข้อมูลจากเพื่อนของลอร่ารถคันงามแล่นตรงไปทางตะวันออกของรัสเซีย  ผ่านเมืองใหญ่น้อย  บรรยากาศรายรอบต่าง ๆ ไม่ผ่านเข้าสู่สายตาของทุกคนในรถ  ความเป็นความตายของคาซีและเซราห์ทำให้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องอื่นได้

                   ซูอัลเลี้ยวรถเข้าจอดที่ร้านไก่ทอดชื่อดังที่มีสาขาอยู่ทั่วทุกมุมโลก  รูปปั้นชายชราสวมแว่นหน้าตาใจดีในชุดสูทขาวยืนถือไม้เท้าต้อนรับอยู่หน้าประตูร้าน  เขาบอกให้พวกเราหาอะไรกินกันก่อนเพราะล่วงเวลาอาหารกลางวันมานานแล้ว

                   แม้ท้องจะหิว  แต่ทุกคนกลับกินอะไรไม่ลง  มีเพียงลอร่าซึ่งใช้มีดกับส้อมหั่นไก่ทอดชิ้นโตอย่างประณีต 

                   “ไม่กินกันซะหน่อยเหรอหนุ่ม ๆ  เดี๋ยวถ้าเจอศัตรูจะไม่มีแรงสู้เอานะ”

                   ผมละเลียดจิ้มอาหารตรงหน้าเข้าปาก  ลิ้นแทบไม่รับรู้รสชาติ  ในใจเป็นห่วงคาซีกับเซราห์จนไม่อยากกินอะไรเลย

                   เน็กเธอร์กระดิกนิ้วรอลอร่าโดยที่อาหารตรงหน้ายังอยู่เต็มจานไม่พร่องลงสักนิด  ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สนใจท่าทีร้อนรนของทุกคนเลย

                   “จะกินเสร็จได้รึยัง  ยัยกระเทยรถถัง”

                   ลอร่าค้อนขวับ  หยิบกระดาษเช็ดปากซับเบา ๆ ก่อนวางช้อนส้อมลงคู่กันอย่างเรียบร้อย  พวกเราเตรียมลุกขึ้นจากโต๊ะแต่เสียงเย็น ๆ ของชายชราดังจากด้านหลัง

                   “ทำไมพวกเธอกินเหลือล่ะ  ไก่ของฉันไม่อร่อยเหรอ”

                   ผมหันกลับไปมอง  ขาที่กำลังจะก้าวกลับหยุดกึก  เมื่อเสียงที่พูดกับพวกเราไม่ได้ออกมาจากปากของ...  มนุษย์

                   ผมพยายามเพ่งตามองร่างที่เดินเข้ามาใกล้  หากจะเป็นคนสวมชุดตุ๊กตามาสคอตเหมือนที่เห็นตามสวนสนุกก็ไม่ใช่  เพราะผิวกายไม่ได้ทำจากผ้าหรือพลาสติก  แต่กลับเป็นปูนแข็งเงาวับ  ร่างคุ้นตาที่เราเพิ่งเห็นเมื่อตอนเดินเข้าร้าน  กลับเดินตัวแข็งทื่อหาพวกเราด้วยสีหน้าไม่พอใจ

                   “กินให้หมดเดี๋ยวนี้!!!”

                   ไม้เท้าสีดำซึ่งทำจากปูนพุ่งเสียบเข้าหาเน็กเธอร์ซึ่งยืนอยู่ใกล้สุด  เขาไม่ทันตั้งตัวทำได้เพียงเอียงตัวหลบวูบ  ปลายไม้เท้าพุ่งเฉียดหูไปนิดเดียว

                   ซูอัลคว้าจับไม้เท้าได้  ก็กระชากร่างนั้นเพื่อเหวี่ยงออกไป  แต่ความหนักอึ้งทำให้ตัวที่ยืนไม่เต็มเท้าเสียหลัก  ร่างเอียงกระแทกโต๊ะจนอาหารกระจายร่วงเต็มพื้น

                   ยิ่งเมื่อเห็นอาหารตกลงพื้น  ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้น  รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจากร่าง ‘ปูนปั้น’ นั้นจนบรรยากาศบิดเบี้ยว

                   ‘ผู้พันแซนเดอส์’ รูปปั้นชายชราหน้ายิ้มต้นกำเนิดร้านไก่ทอดที่โด่งดังไปทั่วทั้งโลกซึ่งยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้าน  บัดนี้กลับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตและมุ่งร้ายพวกเราอย่างเต็มที่

                   ลำพังแค่เห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทุกคนในร้านก็ตกใจแทบสิ้นสติแล้ว  ยิ่งเมื่อเห็นภาพการต่อสู้  สัญชาตญาณเอาตัวรอดจึงทำให้คนที่บ้างนั่งกินอาหาร  บ้างกำลังเดินเข้ามาหรือกระทั่งพนักงานเอง  หวีดร้องวิ่งหนีตายออกนอกร้านกันหมด

                   “พวกแกดูถูกไก่ทอดของชั้น  ตายซะ!!!”

                   ไม้เท้ารัวแทงใส่ซูอัลที่ยังล้มคว่ำกับโต๊ะลุกไม่ขึ้น

                   “X-Ray!!!”

                   เน็กเธอร์สัมผัสร่างซูอัลเพื่อใช้พลังพิเศษ  ไม้เท้าพุ่งทะลุร่างไปปักเข้ากับโต๊ะไม้หนา  ผมกระโดดใช้ไหล่ดันรูปปั้นเต็มแรง

                   ‘พลั่ก!!’

                   แทนที่รูปปั้นผู้พันจะกระเด็น  กลับเป็นผมเองที่ถูกแรงสะท้อนกระแทกถอยหลังไปนอนหมอบข้างซูอัลอีกคน  เน็กเธอร์พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด

                   “ทำไมพวกแกงี่เง่าขนาดนี้หา!!”

                   เขากระโดดเหยียบเก้าอี้ดีดตัวลอยข้ามรูปปั้นซึ่งกำลังพยายามดึงไม้เท้าออกจากโต๊ะ  มือขวาทาบหลังรูปปั้นปลดปล่อยพลังพิเศษ

                   “จม ไป ซะ!!”

                   รูปปั้นถูกพลังพิเศษทำให้ร่างโปร่งใส  เขากดร่างที่อยู่คนละมิติกับพื้นให้จมลงไปในพื้นปูนทั้งตัว  สายตาโกรธเกรี้ยวของผู้พันมองเน็กเธอร์อย่างคั่งแค้นก่อนที่ส่วนหัวจะจมพื้นมิด 

                   ลอร่ากระชากผมและซูอัลด้วยแรงมหาศาลให้ลุกขึ้นอย่างง่ายดาย  พวกเรารีบวิ่งออกนอกร้านขึ้นรถ  ซูอัลกระทืบคันเร่งอย่างแรง

                   ‘ตูมมม!!!’

                   เสียงดังสนั่นมาจากในร้าน  เน็กเธอร์คาดผิดว่าพลังพิเศษจะจัดการศัตรูได้ดังเช่นที่ผ่านมา  แต่เพราะรูปปั้นไม่ใช่มนุษย์  ไม่ต้องการอากาศหายใจจึงไม่เป็นอะไรเมื่อถูกฝังใต้พื้นดิน  รวมถึงพละกำลังมหาศาลก็มีมากจนสามารถแหวกร่างขึ้นจากพื้นร้านอย่างไม่ลำบากนัก 

                   รูปปั้นผู้พันในสภาพเปื้อนดินโคลนวิ่งอย่างแรงส่งเสียงดังตึง ๆ  พื้นทางเดินยุบเป็นรอยตามการก้าว  ซูอัลรีบออกรถจนล้อปั่นกับพื้นถนนควันลอยขโมง 

                   ‘เพล้ง!!!’

                   รูปปั้นไม่วิ่งตามเส้นทางปกติ  กลับกระโดดชนกระจกร้านแผ่นหนาจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ  ขวางหน้ารถ  และกระโดดเหยียบหลังคารถจนยุบทั้งแถบ  ไม้เท้าในมือเตรียมเสียบแทงลงมายังตำแหน่งคนขับ

                   ซูอัลหักพวงมาลัยซ้ายจนสุด  ก่อนหักขวาเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน  ร่างปูนเสียหลักโงนเงนแต่ยังไม่ร่วงหล่นจากรถ  มันแทงไม้เท้าเต็มแรง

                   ‘ฉึก!!!’

                   รูปปั้นฉีกยิ้มเผยฟันขาว  แต่เพียงครู่เดียวมันต้องหุบยิ้มเมื่อไม่รู้สึกว่าปลายไม้เท้าเสียบทะลุร่างเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ

                   เพราะหลังคาเหล็กกั้น  รูปปั้นจึงไม่อาจมองเห็นตารางแสงซึ่งถูกสร้างขวางคั่นกลางระหว่างตัวมันกับศีรษะของซูอัล  เมื่อไม้เท้าเคลื่อนผ่านความเร็วจึงถูกลดลง 

                   เน็กเธอร์ไม่รอช้า  คว้าจับปลายไม้เท้าก่อนใช้พลังพิเศษ  ร่างขาวโพลนทะลุร่วงจากรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วลงกระแทกพื้นถนนก่อนหมุนกลิ้งอีกหลายสิบตลบไปชนตึกคอนกรีตสีเทาจนกำแพงทะลุเป็นช่องใหญ่ 

                   ซูอัลเหยียบคันเร่งมิด  ทิ้งรูปปั้นปูนที่ร่างแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไว้เบื้องหลัง

                   ชายรัสเซียร่างสูงสวมหมวกกลมเดินออกจากหลังต้นไม้ใหญ่  ภาพที่เกิดขึ้นในร้านไก่ทอดจนถึงการโจมตีรถตกอยู่ในสายตาเขาโดยตลอด  เสื้อคลุมตัวยาวใส่เพื่อทั้งป้องกันความหนาวและอำพรางรูปร่างตนเอง  มือกำดินสอสีแท่งยาวแน่นเมื่อมองเศษซากรูปปั้นที่เขา “สร้างชีวิต” ให้พลางกัดฟันกรอด

                   “จะหนีไปไหนรอด..  เหล่าผู้เชื่อมต่อ”

                   นักฆ่าแห่งเงารัตติกาลควบมอเตอร์ไซค์ลัดเลาะเข้าทางลัดในซอยแคบด้านหน้าเพื่ออ้อมไปดักรถของศัตรู

 

                   “ไอ้ผู้พันนั่นมันเรื่องบ้าอะไรกันนะ”

                   เน็กเธอร์บ่นอย่างหัวเสียแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเงารัตติกาล      ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เมื่อหันมองไปด้านหลังไม่เห็นแม้เงาของรูปปั้นชายชรา 

                   แต่ซูอัลที่ปกติจะมองโลกในแง่ดีที่สุดกลับเอ่ยอย่างกังวล

                   “ที่เราจัดการไป  น่าจะเป็นแค่พลังพิเศษของศัตรู  ส่วนนักฆ่าอาจจะซุ่มโจมตีเราอยู่ตรงไหนก็ได้นะครับ”

                   “ข้างหน้า!!  ระวังข้างหน้านะซูอัลขา!!”

                   เสียงบีบแหลมเกินจริตของลอร่าที่นั่งเบาะหลังคู่กับผมตะโกนร้องอย่างตกใจ  มือชี้แกว่งพู่ระย้าที่ห้อยชายแขนเสื้อไปมาระรัว  ทุกสายตามองไล่ตามปลายนิ้ว  วินาทีแรกที่ตาภาพด้านนอกกระจกหน้ารถตกกระทบสู่สายตา  พวกเราไม่แน่ใจว่าจุดสีน้ำตาลจำนวนมากที่เคลื่อนไหวโงนเงนไปมาขวางถนนอยู่คืออะไรกันแน่  จนรถแล่นเข้าใกล้ในระยะสายตา

                   “อุ๊ยตาย!!  นั่นหมีโคอาล่านี่”  ลอร่าตะโกนอย่างตื่นเต้นดีใจที่เห็นสัตว์น่ารักแต่เน็กเธอร์กลับตีสีหน้าเหนื่อยหน่าย  เขาหันมาด้านหลังชำเลืองตามองลอร่าอย่างเอือมระอา

                   “ที่นี่รัสเซียนะ จะมีโคอาล่ามาเพ่นพ่านให้แกกรี๊ดกร๊าดได้ยังไง”

                   แต่จะตำหนิลอร่าก็ไม่ถูก  ในเมื่อฝูงสิ่งมีชีวิตที่ยืนโงนเงนขวางหน้าดูคล้ายสัตว์สัญลักษณ์ประจำประเทศออสเตรเลีย

                   ลำตัวกลมสั้นขนปุย  หน้ากับหูกลมขนาดไม่ต่างกันนัก  ดวงตาโตกลมแป๋วจ้องมาที่พวกเราอย่างคาดเดาพฤติกรรมไม่ถูก  ซูอัลหันมองทุกคนอย่างขอคำปรึกษา  รถชลอความเร็วลงเช่นเดียวกับรถคันอื่น ๆ ที่หยุดแล่นเพราะถูกขวางทาง  เสียงแตรดังก้องท้องถนนจนหนวกหูขณะที่คนที่เดินไปมาริมทางเท้าหันมองด้วยความสนใจ

                   และเพียงพริบตา  ดวงตาน่ารักกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ  มือสั้นป้อมมีเล็บแหลมยื่นยาวออกมา  ฝูงสัตว์ประหลาดกระโดดตะกุยรถทุกคันที่จอดขวางมุ่งหน้ามาหารถของเรา  ผู้คนแตกฮือวิ่งหลบจ้าละหวั่น  จากบางคนที่พยายามเข้าไปหาสัตว์ตัวน้อยใกล้ ๆ ตอนนี้โกยหน้าตั้งไม่คิดชีวิต  

                   ราวกับตั๊กแตนตอมข้าวโพด  เส้นทางที่ฝูงสัตว์เคลื่อนผ่านถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง  ถนนหนทางและรถราเต็มไปด้วยรอยเล็บลากเป็นทางยาว  เสาไฟฟ้าหักโค่นจนสายไฟขาดส่งประกายแลบดังเปรี๊ยะ  อาคารบ้านเรือนถูกทุบทำลายกระจกแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย 

                   ซูอัลยังมีสติ เขาเหลือบมองกระจกหลังก่อนเข้าเกียร์ถอยหลังเหยียบคันเร่งพารถแล่นย้อนกลับทางที่เราผ่านมา  มือจับพวงมาลัยหักเลี้ยวซ้ายขวาหลบรถที่ขับมาตามปกติเพราะไม่รู้ถึงเหตุการณ์ด้านหน้า 

                   ผมเกาะเบาะคนขับด้านหน้าสุดแรง  รถโยกโคลงเคลงราวรถไฟเหาะ  เงาร่างหลายสิบจุดเคลื่อนตามมาอย่างไม่ลดละ  สายตากระหายของมันสร้างความน่าสะพรึงให้ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก  ผมพยายามรวบรวมความทรงจำว่าเคยเห็นเจ้าตัวประหลาดนี้ที่ไหนในสมอง  

                   สีสันสดใส...

                   รูปร่างประหลาดราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิต...

                   “การ์ตูน!!  เจ้าพวกนี้คือ ‘ท็อพเพิล’การ์ตูนของรัสเซีย”

                   ทุกคนในรถเลิกคิ้ว  ชื่อประหลาดที่ได้ยินจากผมทำให้ทุกคนงงงงวย  แต่พอได้ยินคำว่าการ์ตูน  เน็กเธอร์จึงคาดเดาเหตุการณ์ได้ทั้งหมด

                   “เวรเอ๊ย!!  มันสามารถทำให้ตัวการ์ตูนมีชีวิตจริงได้เหรอเนี่ย”

                   พวกเราไม่รู้เลยว่านักฆ่าเงารัตติกาลที่กำลังใช้พลังพิเศษเล่นงานเราอยู่เป็นใคร  แต่จากการที่รูปปั้นผู้พันแซนเดอส์และตัวประหลาดท็อพเพิลสามารถเคลื่อนไหวและจ้องทำร้ายพวกเรา  ก็เพียงพอที่จะหยั่งถึงความสามารถอันร้ายกาจของศัตรูได้แล้ว

                   แต่เน็กเธอร์เดาผิดไปอย่างหนึ่ง...

                   ไม่ใช่เพียง ‘ตัวการ์ตูน’ เท่านั้น  แต่พลังพิเศษของ ‘เยลซิท ไซเอล’ นักฆ่าแห่งเงารัตติกาลผู้เชื่อมต่อกับ SSS ‘ดินสอสีของวอลเตอร์ ดิสนีย์’[1] ยังสามารถทำให้คน สัตว์ประหลาด  กระทั่งสิ่งของที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก  ที่อยู่ในภาพวาด  ภาพถ่าย  หรือรูปปั้นต่าง ๆ  กลับมีชีวิตจริงขึ้นมาได้

              ‘เฟี้ยววว!!!......   ตูมมม!!!!’

                   พื้นถนนด้านหลังเกิดระเบิดเสียงดังสนั่น  แรงระเบิดทำให้ถนนยุบเป็นหลุมกว้าง  โชคดีที่ซูอัลเหลือบเห็นลำแสงสะท้อนเข้าตา  เท้าจึงเหยียบเบรกได้ทันก่อนที่รถจะถูกระเบิดเป็นจุล

                   ด้านหน้ามีฝูงสัตว์ประหลาด

                   ด้านหลังถนนเป็นหลุมรถแล่นต่อไม่ได้...

                   เมื่อไม่มีทางเลือก  เน็กเธอร์จึงสั่งให้พวกเรารีบออกจากรถ  และก็เป็นโชคที่พวกเราออกจากรถได้ทันเวลา

                   ‘ตูมมม!!!’

                   รถเก๋งคันใหญ่ถูกการโจมตีไม่รู้ที่มาระเบิดกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  แรงระเบิดพัดพวกเราทั้งสี่กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง 

                   ซูอัลคว้าคอเสื้อผมไว้ทันก่อนร่างกระแทกท่อดับเพลิงสีแดงสดริมถนน  ส่วนเน็กเธอร์ล้มกลิ้งไปกองรวมกับลอร่าที่สีหน้าเปี่ยมสุขมากกว่าเจ็บปวด

                   “ไปไกล ๆ เลย  นังกระเทยล่ำ”

                   เน็กเธอร์รีบคลานออกห่างร่างบึกบึน  เข้าใกล้ศัตรูยังดูปลอดภัยกว่าอยู่ใกล้ลอร่าเสียอีก

                   เงาขนาดเล็กบนพื้นทำให้ทุกคนแหงนมองด้านบน  วูบแรกผมคิดว่าสิ่งที่บินฉวัดเฉวียนไปมาคือนกตัวหนึ่ง  แต่เมื่อมันพุ่งตรงมาด้านหน้าก่อนรวบรวมลำแสงเพื่อส่งกระสุนทำลายล้างนัดต่อไปมาที่ผมและซูอัล  ภาพปีกไขว้รูปตัวอักษร ‘X’ คงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก

                   “สตาร์วอร์สก็มาเหรอ...”  ผมครางอย่างอ่อนใจ

                   ยานขับไล่ของพันธมิตรกบฏรหัส T-65 X-Wing  จากภาพยนตร์แฟนตาซีวิทยาศาสตร์เรื่องดังระดับโลกอย่าง ‘สตาร์ วอร์ส’  จ่อปืนลำแสงที่ติดอยู่บนปลายปีกสี่ข้างเข้าใส่ 

                   “เนเปียร์โบนส์!!!”

                   ผมสร้างตารางแสงดักด้านหน้าตัวเองกับซูอัล  จังหวะเดียวกับกระสุนแสงสี่สายพุ่งเข้าหาพอดี  เส้นแสงถูกลดความเร็วจนทิ้งเส้นสายค้างกลางอากาศก่อนคืบคลายอย่างเชื่องช้าราวหอยทาก  พวกเราไม่รอช้ารีบดีดตัวออกด้านข้างคนละทิศ  และวิ่งไปสมทบกับเน็กเธอร์ที่ทำได้เพียงอ้าปากค้างมองยานลำจิ๋วอยู่เท่านั้น

                   “วิ่งเร็ว!!”

                   ซูอัลที่มีสติที่สุดตะโกนก้อง  สี่คนแปดเท้าวิ่งสุดชีวิตโดยไม่เหลียวมองด้านหลังซึ่งมีทั้งฝูงท็อพเพิลจอมทำลายล้างกับยานขับไล่ติดปืนแสงไล่หลังมาติด ๆ

 

                   เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่แล่นตามเส้นทางเดินเรือเซนต์ลอว์เรนซ์ต้องหยุดเดินเครื่องกะทันหัน  เมื่อผู้ช่วยต้นหนมองเห็นร่างคนลอยคออยู่กลางทะเล  เรือเล็กพร้อมลูกเรือสองคนถูกปล่อยลงสู่ผืนแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์อย่างรีบเร่ง

                   เนื่องจากกัปตันเรือไม่ได้รับรายงานอุบัติเหตุเรือล่มตั้งแต่ออกเดินเรือ  จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาลอยคออยู่กลางแม่น้ำใหญ่ซึ่งแตกแควย่อยมาจากมหาสมุทรแอตแลนติกแห่งนี้  และยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่  หากคนผู้นั้นจะลอยคออยู่กลางทะเลโดยไม่มีแม้แผ่นไม้บางสักแผ่นพยุงร่างไว้  กัปตันคาดว่าสิ่งที่จะถูกนำกลับมาพร้อมเรือเล็กน่าจะเป็น ‘ศพ’ มากกว่า

                   “กัปตันครับ!!  กัปตัน”

                   เสียงร้องอย่างตื่นตกใจของลูกเรือสองนายที่กำลังพายกลับเข้าใกล้เรือใหญ่  ทำให้ชายชราในชุดกันหนาวยาวต้องชะโงกดูด้านล่าง

                   “เขายังไม่ตายครับ!!”

                   ปากอ้าค้างอย่างไม่ตั้งใจ  ร่างผอมบางที่ถูกช่วยขึ้นมาท่ามกลางกระแสน้ำเย็นเฉียบยังมีชีวิตอยู่ สีหน้าซีดเผือดไร้เลือด  ริมฝีปาก ขนตาและปอยผมมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ  ร่างกายดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าชายคนนี้ถูกแช่ในน้ำเย็นยะเยือกมาหลายชั่วโมง

                   ประสบการณ์เดินเรือกว่าสามสิบปีที่ผ่านมาถูกบรรจุคำว่า ‘ปาฏิหารย์’ เพิ่มอีกคำในสมองของกัปตันเฒ่าผู้นี้

                   อุปกรณ์ช่วยชีวิตถูกระดมมาเพื่อยื้อชีวิตที่กำลังจะขาดรอนของชายหนุ่มปริศนา  นักท่องเที่ยวในเรือที่เห็นเหตุการณ์พากันรุมล้อมมุงดูด้วยความสนใจ  ผ้านวมผืนหนาถูกห่อหุ้มร่างจนแทบมองไม่เห็นใบหน้าเรียวของชายหนุ่ม 

                   บรรดาลูกเรือเร่งขนย้ายร่างที่ชีพจรใกล้หยุดเต้นเข้าไปยังห้องพักที่อบอุ่นกว่า  

                   วิทยุถ่ายทอดสถานการณ์เหลือเชื่อไปยังฝั่ง  กัปตันเรือมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มพร้อมกล่าวชมเชยดวงชะตาอันแข็งกล้าของเขา  โดยหารู้ไม่ว่าที่เขารอดชีวิตไม่ใช่เพราะโชคเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเพราะพลังพิเศษแรงโน้มถ่วงอ่อน ๆ ที่จิตวิญญาณในร่างปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจช่วยพยุงร่างเขาไว้ไม่ให้จมหายไปในมหาสมุทรอีกส่วนหนึ่งต่างหาก  ที่ยื้อวิญญาณคาซีไม่ให้หลุดลอยจากร่างก่อนเวลาอันควร

 

                   “ทำไมแกต้องวิ่งมาทางเดียวกับชั้นด้วยเนี่ย!!”

                   เน็กเธอร์บ่นพลางวิ่งไม่หยุด  สายตามองชายร่างยักษ์ข้างกายที่วิ่งส่ายสะโพกไปมาอย่างหงุดหงิด

                   “ไม่รู้สิ  มันคงเป็น..  บุพ เพ สัน นิ วาส  ล่ะมั้ง”

                   ลอร่ากระพริบตาปริบ ๆ ขนตาปลอมแผงหนาราวกันสาดสะบัดขึ้นลงถี่  เน็กเธอร์ผะอืดผะอมจนต้องเร่งความเร็วเท้าตัวเอง  แต่ไม่ว่าจะสะบัดอย่างไรลอร่าก็วิ่งตามมาข้างกายได้ตลอด

                   ชายหนุ่มรู้สึกเสียใจที่บอกให้ทั้งสี่คนแยกกันแล้วไปเจอกันที่ท่าเรือเมืองวลาดิวอสต็อก  เพราะหากวิ่งรวมกันเป็นกลุ่มจะง่ายต่อการโจมตีของศัตรู  พอมาถึงตอนนี้เน็กเธอร์อยากวิ่งกลับไปรวมกันให้ศัตรูยิงทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด

                   และที่กรูตามหลังทั้งสองมาไม่ห่าง  คือเหล่าท็อพเพิลฝูงใหญ่  เสียงคำรามราวสัตว์ขนาดใหญ่ไม่สมกับร่างกายปุกปุยน่ารัก  พวกมันทั้งวิ่ง  ไต่ผนัง  ห้อยโหนระเบียงบ้างราวลิงค่าง  กรงเล็บแหลมพร้อมฉีกกระชากทุกสิ่งที่ขวางหน้า

                   “แกใช้พลังพิเศษได้ไม่ใช่เหรอ  ฉันเห็นเมื่อตอนอยู่ในห้างที่มอสโก”

                   เน็กเธอร์คิดขึ้นได้หลังจากไม่เห็นว่าลอร่ามีทีท่าใช้พลังพิเศษที่เคยจัดการโจรวิ่งราวมาช่วยแก้สถานการณ์นี้เลย

                   “พลังพิเศษของฉันน่ะ  ใช้ได้กับ ‘คน’ เท่านั้นแหล่ะ  พวกตัวประหลาดแบบนี้ไม่ไหวหรอก”

                   เน็กเธอร์ถอนใจ  “งั้น..  มาทางนี้”

                   ชายหนุ่มกระชากแขนลอร่าพลางใช้พลังพิเศษวิ่งทะลุผนังตึกอพาร์ตเมนท์ห้าชั้นเข้าไป  ฝูงสัตว์ประหลาดตะกุยตะกายผนังอิฐแต่ก็ทำได้เพียงสร้างรอยขีดข่วน  ดูเหมือนเจ้าตัวใหญ่ที่สุดด้านหน้าจะเป็นจ่าฝูง  มันหันคอสั้นป้อมมองรอบ ๆ  เห็นประตูกระจกทางเข้าอพาร์ตเมนท์ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยแบบใช้การ์ดรูดอยู่

                   มันส่งเสียงเป็นสัญญาณให้เหล่าสัตว์ประหลาดพุ่งกระแทกกระจกแผ่นหนาจนแตกละเอียด  พนักงานรักษาความปลอดภัยถูกกลุ้มรุมทำร้ายราวฝูงไฮยีน่าขย้ำเหยื่อ  ตัวที่เหลือวิ่งตามทางเดินแคบ ๆ  พวกมันไม่สนใจลิฟต์เพราะไม่รู้วิธีใช้  เป้าหมายคือบันไดหนีไฟด้านในสุด

                   ในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวช้า ๆ  เน็กเธอร์กำหมัดนิ่งวางแผนในสมอง  พลังพิเศษของเขาแม้จะร้ายกาจและจัดการศัตรูมาได้หลายราย  แต่ก็มีจุดอ่อนที่ต้องใช้การ ‘สัมผัส’ ร่างกายก่อนปลดปล่อยพลัง  ดังนั้นศัตรูฝูงใหญ่แบบนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่เน็กเธอร์จะจัดการได้ด้วยตัวคนเดียวหมด 

                   เพื่อนร่วมเดินทางที่เคยต่อสู้ด้วยกันมาอย่างเรแพน  คาซี หรือซูอัลซึ่งมีพลังพิเศษที่พึ่งพาได้  บัดนี้กลับกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง  ข้างกายมีเพียงกระเทยร่างใหญ่ที่ไม่อาจใช้พลังพิเศษช่วยเหลือในการต่อสู้ได้  เน็กเธอร์ต้องใช้สมองอย่างหนัก

                   ‘ตึ๊งง!!’

                   ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดเมื่อเคลื่อนถึงชั้นบนสุด  เขาไม่รอช้ารีบวิ่งขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น  ประตูเปิดอ้ารับแสงอ่อนจากดวงอาทิตย์  ลมหนาวพัดหวือเข้าช่องประตูแต่ไม่อาจลดอุณหภูมิสูงของเน็กเธอร์ที่วิ่งมาเป็นระยะทางไกลได้

                   เพียงทะลุผ่านประตู  สองเท้าวิ่งจนสุดทางก่อนหยุดลงอย่างไม่มีทางเลือก  เพราะด้านหน้า ซ้าย ขวามีเพียงกำแพงเตี้ย ๆ กั้นระหว่างดาดฟ้ากับอากาศ ณ ความสูงเกือบสามสิบเมตร 

                   ส่วนด้านหลัง  มหันตภัยร้ายในคราบสัตว์น่ารักไล่ไต่ระดับความสูงขึ้นบันไดมาติด ๆ  เน็กเธอร์ยืนหันมองอย่างร้อนใจขณะที่ลอร่ายืนแอบหลังเขาแม้จะรู้ว่าร่างบางของเน็กเธอร์บังตัวเองไม่มิดก็ตาม 

                   “กรรรรร!!!”

                   เสียงขู่จากลำคอโผล่ดังจากช่องประตู  พร้อมหูกลมใหญ่ที่ยื่นพ้นบันไดขึ้นมาให้เห็นเป็นอย่างแรก  เน็กเธอร์ไม่มีทางหนีไปไหนได้อีกเว้นเสียแต่จะมีปีกอย่างเซราห์

                   “กรี๊ด ๆ ๆ ๆ  ระวังนะจ๊ะเน็กเธอร์  พวกมันกำลังมาแล้วววว”

                   ‘ก่อนจะจัดการศัตรู  ขอถีบพวกเดียวกันเองตกตึกก่อนได้มั้ย’ เน็กเธอร์คิดในใจ

                   “กี๊ซ ๆ ๆ ๆ ๆ”

                   เสียงร้องดังระงม  ดวงตากลมแป๋วสีแดงจ้องมาที่เหยื่อทั้งสองบนพื้นที่จำกัด  เน็กเธอร์สืบเท้าตีวงไปด้านข้างช้า ๆ  เช่นเดียวกับฝูงท็อพเพิลที่ทยอยแทรกร่างจากประตูล้อมรอบเข้ามาใกล้  สัตว์ประหลาดตัวจิ๋วสูงแค่เข่ากระดิกกรงเล็บแหลมเป็นจังหวะ 

                   “นะ นะ  เน็กเธอร์ขา..  พวกมันจะเข้ามาแล้วนะ!!”

                   เน็กเธอร์ถอยจนหลังสัมผัสถังโลหะขนาดใหญ่  รอบตัวถูกโอบกระชับด้วยสัตว์ประหลาดที่เคลื่อนกายมาใกล้  ทางหนีรอบตัวถูกปิดทั้งหมด

                   “ใช้พลังพิเศษทะลุผ่านหลังคาสิจ๊ะ  เน็กเธอร์!!”

                   ลอร่าเสียงสั่น  แต่ไม่ใช่เพราะกลัวตายหรือบาดเจ็บ  เขากลัวใบหน้าจะเสียโฉมจากกรงเล็บสัตว์ประหลาดมากกว่า

                   “ถ้าจะใช้พลังเพื่อหนี  แล้วชั้นจะถ่อลากพวกมัน  มา ถึง ที่ นี่ ทำไม!!

                   สัตว์ประหลาดย่อตัวก่อนใช้ขากลมดีดร่างป้อมพุ่งใส่เน็กเธอร์และลอร่า  กรงเล็บแหลมยื่นหลายสิบคู่พุ่งเข้าหาอย่างไร้ทางหลบเลี่ยง  เพียงโดนสะกิดร่างคงพรุนเป็นรังผึ้ง

                   ลอร่ากรีดร้องเสียงหลงขณะเน็กเธอร์รวมพลังพิเศษไว้ที่มือทั้งสองข้าง

                   X-Ray!!!”

                   ถังโลหะขนาดใหญ่ถูกถ่ายทอดพลังพิเศษเข้าใส่จนโปร่งใส  ของเหลวที่ถูกบรรจุด้านในหลั่งไหลทะลักลงมาอาบร่างชายทั้งสองและพัดพาฝูงท็อพเพิลไหลท่วมไปกับพื้นดาดฟ้า  สัตว์ประหลาดพยุงตัวเองไม่ได้ถูกน้ำกวาดร่างกระแทกรั้วเตี้ย  บ้างหลุดลอยตกกระเด็นหล่นจากตึกไป  แต่ส่วนใหญ่ยังพยายามตะเกียกตะกายว่ายฝ่ามวลน้ำมหาศาล

                   เน็กเธอร์เองก็ไม่แพ้กัน  น้ำจากถังเก็บน้ำขนาดใหญ่บนดาดฟ้าตึกมีปริมาณมากราวกับน้ำตก  เขาพยายามพยุงร่างตัวเองไม่ให้เสียหลัก  แต่ก็ถูกน้ำซัดไปไกล

                   ใช้เวลาไม่นาน  น้ำก็ไหลลงท่อจนระดับน้ำสูงเกือบเท่าขอบรั้วลดปริมาณลงจนเหลือแค่น่องของเน็กเธอร์  ชายหนุ่มเสยผมเปียกก่อนถอดเสื้อผ้าชื้น  น้ำเย็นยะเยือกกัดเข้าไปจนผิวหนังเจ็บแปลบเหมือนถูกมีดเฉือน  ส่วนกระเทยยักษ์เมื่อเห็นผมตัวเองเปียกน้ำลู่แบนไม่เป็นทรงลอนงามเหมือนเดิม  ก็ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดราวสัตว์ถูกเชือด

                   และเสียงกรี๊ดยิ่งเพิ่มดีกรีขึ้นอีก  เมื่อลอร่าเห็นร่างเล็กของสัตว์ประหลาดโงนเงนลุกขึ้นเมื่อน้ำลดจนถึงระดับตาตุ่ม  ดวงตาของมันเกรี้ยวกราดมากขึ้นเมื่อไม่อาจจัดการศัตรูได้  แม้ตอนนี้จะเหลือไม่ถึงสิบตัว  แต่ความโหดเหี้ยมของพวกมันกลับเพิ่มมากกว่าเดิมหลายเท่า

                   ตรงข้ามกับเน็กเธอร์  เขาถอดสเวตเตอร์และเสื้อตัวในเผยรูปร่างกระชับ  ผิวกายขาวสั่นเล็กน้อยเมื่อลมหนาวพัดกระทบร่าง  แต่ก็ยังดีกว่าสวมเสื้อผ้าเปียกชื้นในอากาศแบบนี้

                   “ทำยังไงดีล่ะเน็กเธอร์  พวกมันยังไม่ตายนะ!!”

                   เน็กเธอร์ไม่สนใจ  เขาบิดน้ำจากเสื้อผ้าพอหมาดก่อนพาดไว้บนบ่า  ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพลางหันเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูดาดฟ้าราวกับไม่เห็นสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วอยู่ในสายตา

                   “แต่ กำ ลัง จะ ตาย!!”

                   ไม่ทันลุกยืนได้เต็มตัว  ท็อพเพิลเจ็ดตัวก็ต้องก้มมองร่างตัวเองอย่างประหลาดใจ  เมื่อผิวกายที่ควรปุกปุยด้วยขนนุ่มนิ่ม กลับเปื่อยยุ่ยยับย่น  รูปร่างที่ประหลาดอยู่แล้วยิ่งเพิ่มความประหลาดจนดูน่าขบขันมากกว่าน่ากลัว

                   เพราะบุคลิกคุณหนูเหลาะแหละขี้หลีที่เน็กเธอร์แสดงออก  จึงไม่มีใครคาดคิดว่าแท้จริงแล้วไอคิวของเขาสูงระดับอัจฉริยะ  เขาต้องดูแลกิจการขณะที่ต้องหาทางกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจให้หายไป  ความสามารถพิเศษในการ ‘หาจุดอ่อน’ ของศัตรูจึงติดตัวชายหนุ่มมาตั้งแต่บัดนั้น

                   ระหว่างวิ่งหนีฝูงท็อพเพิล  เน็กเธอร์ไม่ได้เพียงสักแต่วิ่งอย่างเดียว  ทั้งสมอง  สายตา  ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ถูกใช้งานอย่างเป็นระบบ  เพียงเห็นป้ายโปสเตอร์โปรโมตภาพยนตร์การ์ตูนรัสเซียหลายสิบแผ่นที่แปะเรียงรายเป็นทางยาวข้างกำแพง  สมองก็ประมวลผลจนล่วงรู้วิธีกำจัดความสามารถของศัตรูทันที

                   แผ่นโปสเตอร์ที่เน็กเธอร์เห็น  คือโฆษณาการ์ตูนรัสเซียเรื่อง ‘ชิบูรัชก้า’ ซึ่งถูกนำไปแพร่ภาพยังหลายประเทศในยุโรปและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ท็อพเพิล’  ทุกสิ่งบนโปสเตอร์มีครบ  ทั้งป้ายชื่อภาพยนตร์การ์ตูน  ฉากสวยงาม  รายชื่อผู้สร้างผู้กำกับ  ตัวละครประกอบต่าง ๆ  ขาดเพียงอย่างเดียว....  รูปของท็อพเพิล!!

                   กลางโปสเตอร์ที่ควรจะมีรูปตัวท็อพเพิลซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องให้เห็น  กลับเป็นช่องว่างสีขาวราวกับตัวละครนี้ไม่ได้ถูกวาดลงในแผ่นกระดาษ  ทันทีที่เห็นเขาก็รู้ทันทีว่าตัวประหลาดที่กำลังไล่กวดเขาอยู่ต้องถูกทำให้มีชีวิตจากโปสเตอร์เหล่านี้ 

                   เมื่อรู้ว่าศัตรูถูกสร้างจาก ‘กระดาษ’ การกำจัดโดยง่ายหากไม่ใช้ไฟ  ก็ต้องใช้น้ำ!!

                   เน็กเธอร์รู้ว่าอพาร์ตเมนท์ส่วนใหญ่ย่อมมีระบบการจ่ายน้ำด้วยการกักเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่บนดาดฟ้า  เขาจึงเลือกวิ่งขึ้นสู่ดาดฟ้า  และล่อให้ฝูงท็อพเพิลตามมา  เมื่อพวกมันเข้าสู่ระยะที่วางแผนไว้  น้ำมหาศาลก็ถูกปล่อยจากถังเก็บ  ร่างที่สร้างจากกระดาษถูกน้ำจึงเปื่อยยุ่ยไม่อาจคงสภาพสัตว์ประหลาดน่ากลัวได้อีกต่อไป

                   ที่เป็นห่วงมีเพียงเรแพนและซูอัลจะล่วงรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้หรือไม่  เน็กเธอร์รีบมุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมายทันที 

                   ลอร่ามองฝูงท็อพเพิลที่ตัวยับย่นก่อนล้มกลิ้งไม่เป็นท่าและค่อย ๆ ฉีกขาดอย่างงุนงง  เขาลุกขึ้นวิ่งตามเน็กเธอร์ที่เดินเข้าตึกไปอย่างไม่สนใจ  ทิ้งเศษชิ้นส่วนเหล่าตัวประหลาดที่ถูกกำจัดอย่างง่ายดายให้ถูกปลิดปลิวไปกับกระแสลมแรงบนดาดฟ้า

 

                   ผมวิ่งตามซูอัลด้วยความเร็วที่แตกต่าง  ด้วยช่วงขาที่ยาว  กล้ามเนื้อล่ำดุจนักกีฬา  ทำให้ช่วงการวิ่งก้าวเดียวของเขาเท่ากับสองก้าวของผม

                   แสงเลเซอร์ระดมยิ่งไล่หลังอย่างต่อเนื่อง  เสียงระเบิดดังตูมตามและลมที่ถูกอัดรู้สึกได้ผ่านแผ่นหลังร้อนผ่าว  ชาวรัสเซียหลายคนไม่เคยพบเจอเหตุการณ์อันตรายในระยะประชิดต่างยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก  บางคนถูกลูกหลงโดนเศษหินเศษดินจากการระเบิดพุ่งเข้าใส่ได้รับบาดเจ็บกันระนาว  เสียงหวีดร้องดังระงมราวกับเกิดเหตุวินาศกรรมร้ายแรงในดินแดนเงียบสงบแห่งนี้

                   ซูอัลหันมองภาพความเสียหายด้วยสีหน้าสลด  ชายหนุ่มไม่อยากให้มีใครต้องรับอันตรายจึงตัดสินใจหยุดวิ่งและหันหลังกลับประจัญหน้ากับยานบินปีกรูปตัวเอ๊กซ์ลำจิ๋ว

                   “X’Mas Gift!!!”

                   แสงสว่างวาบก่อนที่กล่องของขวัญกล่องไม่ใหญ่ปรากฏขึ้นกลางอากาศด้านหน้าซูอัล  เขากระตุกเชือกเต็มแรงหยิบของที่อยู่ในกล่องออกมาถือในมือ

                   “อะไร... น่ะ!!”

                   ของขวัญที่ได้รับไม่ใช่อาวุธร้ายแรงอย่างมีด ดาบ หรือปืน  แต่กลับเป็นเพียงน้ำดื่มขวดใส  ซูอัลมองขวดน้ำในมืออย่างผิดหวัง 

                   “ผมไม่ได้หิวน้ำนะ”

                   เขาเขวี้ยงขวดน้ำเข้าใส่ยานรบอย่างไม่หวังผล  เพราะรู้ว่าขวดพลาสติกไม่อาจทำอะไรยานติดอาวุธได้  แต่ขณะที่ขวดน้ำลอยละลิ่วกลางอากาศ ฝากที่ปิดไม่สนิทก็พลันหลุดออกจนน้ำในขวดกระฉอกออกมารดใส่ยานเอ๊กซ์วิงที่บินหักหลบไม่ทัน

                   ปลายปีกข้างหนึ่งถูกน้ำกระเด็นใส่เป็นดวง  มันเสียการทรงตัวแต่พยายามควบคุมเครื่องให้ประคองระดับเพดานบินเอาไว้ได้  ผมเห็นภาพความหวังจึงรีบกระโจนคว้าขวดน้ำที่ยังร่วงไม่ถึงพื้น  น้ำในขวดยังเหลือกว่าครึ่ง 

                   “เนเปียร์โบนส์!!!”

                   ตารางแสงสว่างวาบด้านหน้า  มือถือขวดสะบัดน้ำที่เหลือทั้งหมดพุ่งผ่านตาราง  ปริมาณน้ำเพิ่มจากหยาดหยดเล็กน้อย  กลายเป็นน้ำมวลมหาศาลสาดซัดยานสี่ปีกจนปีกที่ตั้งตรงเริ่มบิดงอ  แสงเลเซอร์ที่รวบรวมไว้ที่ปลายปีกปลดปล่อยออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนยานจะร่วงโหม่งพื้นโลก

                   ‘ตูมมม!!!’

                   ซูอัลคว้าไหล่ผมกระโจนหลบพลังทำลายล้างอย่างหวุดหวิด 

                   พวกเราบ้วนเศษดินเศษหญ้าที่กระเด็นเข้าปาก  ควันขโมงที่ลอยคลุ้งบอกให้รู้สภาพของยานรบสังหาร  ผมยังงง ๆ ที่จัดการศัตรูได้โดยง่ายดายแบบนี้  ส่วนซูอัลแม้จะโล่งอกแต่กลับไม่มีสีหน้าดีใจ

                   “พวกเรากำจัดแค่พลังพิเศษ  แต่เราอาจจะโดนโจมตีอีกเมื่อไหร่ก็ได้หากไม่รีบหาตัวนักฆ่ารายนี้ให้เจอ  ผมว่าเรารีบไปสมทบกับคุณเน็กเธอร์ที่ท่าเรือเถอะครับ”

                   ผมพยักหน้า  มือตบกระเป๋าหลังกางเกง

                   แต่เอ่อ...

                   ทำไมแฟบ ๆ...

                   “เฮ้ย!!  กระเป๋าสตางค์หาย”

                   ผมรีบตบไล่ทั่วตัว  ทั้งกระเป๋ากางเกงหน้าหลัง  กระเป๋าเสื้อ  แต่ก็ไม่พบกระเป๋าสตางค์

                   “เวรแล้ว!!  สงสัยจะหล่นหายตอนวิ่งหนียานบ้านั่น” 

                   เงินจำนวนหนึ่งที่เน็กเธอร์ให้ติดตัวไว้  ตอนนี้หายไปหมดแล้ว  อย่าว่าแต่เช่ารถคันใหม่เลย  เงินพอจะขึ้นรถเมล์ก็ไม่เหลือสักรูเบิล

                   “แล้ว..  เราจะไปกันยังไงล่ะ  รถเช่าก็ระเบิดไปแล้ว  แถมฉันกับนายยังไม่มีเงินติดตัวเลย”

                   ซูอัลทำท่าคิดเล็กน้อย  ก่อนเสนอไอเดีย

                   “งั้นลอง...  ใช้วิธีของผมมั้ยล่ะครับ”

                  

                   “จะไปไหนล่ะพ่อหนุ่ม!!”

                   สองสามีภรรยาชราเปิดลดกระจกลงมองซูอัลกับผมอย่างพิจารณา  ผมตีสีหน้าอิหลักอิเหลื่อแต่ซูอัลยิ้มให้ทั้งคู่ด้วยสายตาเป็นมิตร

                   “พวกเราจะไปท่าเรือที่วลาดิวอสต็อกครับ  ถ้าพวกคุณไปทางตะวันออก  รบกวนให้เราอาศัยไปด้วยได้หรือเปล่าครับ”

                   ชายชราคนขับไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า  แต่คุณยายผู้เป็นภรรยาเอื้อมมือแตะแขนเขาพลางกล่าวอย่างใจดี

                   “ขึ้นมาสิจ๊ะ  พวกเราจะไปทางตะวันออกพอดี  แต่ไปไม่ถึงเมืองที่เธอจะไปหรอกนะ”

                   ซูอัลค้อมศีรษะให้

                   “แค่นี้ก็ถือเป็นความกรุณาแล้วครับ”

                   เขาเปิดประตูหลังก่อนยัดร่างตัวเองลงไปในรถเบนซ์รุ่นโบราณ  ผมทำสีหน้าไม่ถูกก้าวขึ้นตามไป  นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ ‘โบกรถ’ ข้างถนนเดินทางแบบนี้  ครั้งแรกที่ได้ยินซูอัลเสนอผมไม่กล้าทำ  เพราะไม่คิดว่าจะมีใครจอดและยินดีให้พวกเราอาศัยไป  แต่ก็ดันเจอคนใจดีแบบสองสามีภรรยาคู่นี้จริง ๆ

                   “พวกเธอจะข้ามไปอแลสก้ากันเหรอ”

                   หญิงชราเอ่ยถามพร้อมคำตอบในตัว  ท่าเรือทางตะวันออกของรัสเซียมีเพียงที่วลาดิวอสต็อกและที่มากาดันเท่านั้น  ซึ่งจุดหมายปลายทางของทั้งสองท่าเรือก็คือที่อแลสก้า

                   “ใช่ครับ  จริง ๆ เราจะไปอเมริกา  แต่ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเลยเดินทางแบบประหยัดน่ะครับ”  ซูอัลตอบอย่างรู้งาน  โดยเนื้อแท้ผมเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนชอบโกหกแบบคาซีหรือเน็กเธอร์  คำตอบจึงเลือกตอบความจริงแต่เพียงส่วนที่ ‘จำเป็นต้องตอบ’ โดยไม่ทำให้รู้สึกผิดบาปในใจ

                   ชายชราหัวเราะร่า  แม้ตอนแรกจะดูเหมือนไม่ค่อยไว้วางใจพวกเรา  แต่เมื่อได้ยินการสนทนาจึงคุยอวดเรื่องราวสมัยยังหนุ่ม 

                   “ฉันน่ะนะ  เมื่อตอนอายุเท่าพวกเธอก็เดินทางเกือบรอบโลกแล้ว”  เขาล้วงหยิบรูปถ่ายในช่องหน้ารถออกมายื่นให้พวกเรา  เป็นรูปทหารเรือยืนเรียงกันเป็นแถว  “คนขวามือสุดน่ะ  ฉันเอง”

                   ชายชราเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง  ทั้งการเมาเรือเมื่อออกทะเลครั้งแรก  การต่อสู้กับโจรสลัด  การล่องเรือผ่านคาบสมุทรต่าง ๆ  จนกระทั่งได้พบรักกับภรรยาเพราะการเดินทางไปที่ต่าง ๆ นี่เองทำให้เขาสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว

                   คุณยายตีแขนสามีเบา ๆ อย่างขวยเขิน  ความอบอุ่นที่พวกเราได้สัมผัสทำให้ทั้งผมและซูอัลต่างนึกถึง...  บ้าน

                   รถขับได้สองชั่วโมง  ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า  ทั้งคู่ตั้งใจใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงเพื่อเดินทางไปถึงบ้านซึ่งอยู่ส่วนต้นของวลาดิวอสต็อก  จึงแวะร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง

                   ผมและซูอัลตีสีหน้าลำบากใจ  ลำพังแค่ค่ารถเพื่อใช้เดินทางยังไม่มีติดตัว  แต่ดูเหมือนสองสามีภรรยาจะรับรู้ถึงความลำบาก  ชายชราตบหลังผมก่อนดันให้เดินเข้าร้าน

                   “ไม่เป็นไร  มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”

                   ร้านอาหารรัสเซียนี้ไม่ใหญ่นัก  มีโต๊ะอยู่แค่สี่ตัว  แสงไฟสีเหลืองนวลขับบรรยากาศให้ลูกค้าเจริญอาหาร  ยิ่งเมื่อกลางวันผมแทบไม่ได้แตะไก่ทอดเลย ตอนนี้กระเพาะอาหารจึงบีบคั้นน้ำย่อยออกมาปั่นป่วนให้ท้องร้องโครกคราก

                   อาหารถูกทยอยยกมาเสิร์ฟ  ชายชราหยิบชิ้นปลาสีขาววางลงบนแผ่นขนมปังสีดำก่อนส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย  ผมลองทำตามบ้างแต่ผลที่เกิดขึ้นคือ..  แทบบ้วนทิ้งไม่ทัน

                   หญิงชราหัวเราะเบา ๆ  เธอมองสีหน้าผะอืดผะอมของผมและหยิบกระดาษชำระให้

                   “นี่เค้าเรียกว่าปลาเฮอร์ริ่งดอง  กลิ่นมันจะเหม็นคาวสักหน่อย  คนไม่เคยกินทำหน้าแบบนี้ทุกคนแหล่ะจ้ะ”  เธอเลื่อนจานเนื้อเสียบไม้มาตรงหน้าผมแทน  “ชัชชลึก (บาร์บีคิวแบบรัสเซีย) นี่น่าจะถูกปากเธอมากกว่า  ลองดูสิ”

                   ผมหยิบขึ้นมาดมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ  ขณะที่ซูอัลเคี้ยวเสียงดังกร้วม ๆ อย่างอร่อย  เนื้อเหนียวเคี้ยวค่อนข้างยาก  แต่ก็ยังดีกว่าปลาเฮอร์ริ่งเหม็น ๆ นั่น

                   การสนทนาบนโต๊ะอาหารออกรสชาติมากกว่าในรถด้วยซ้ำ  ดีที่ไม่มีแขกคนอื่นเลยตอนนี้  ชายชราจึงส่งเสียงดังโดยไม่กลัวใครรำคาญ  ซูอัลรับฟังพลางพยักหน้าตาม  บางจังหวะก็มีสีหน้าตื่นเต้นเอาใจชายชรา  ผมเองก็อดยิ้มและหัวเราะไปด้วยไม่ได้

                   ทั้งคู่สารภาพว่าที่ตัดสินใจจอดรถรับ  เพราะพวกเขาเคยมีลูกชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรา  แต่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ  เมื่อเห็นซูอัลและผมจึงอดนึกถึงลูกชายไม่ได้  และทั้งคู่ก็ยินดีขับรถไปส่งถึงท่าเรือเพราะรู้สึกถูกชะตากับพวกเรา

                   หลังจากใช้เวลากว่าชั่วโมงเราก็จัดการอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยง  ผมกับซูอัลขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อปลดทุกข์เบา  ขณะที่คุณตาคุณยายจ่ายค่าอาหารและบอกจะไปรอที่รถ

                   “พวกเราโชคดีจริง ๆ เลยเนอะ  ที่เจอคนใจดีแบบนี้” 

                   ผมกล่าวกับซูอัลขณะล้างมือหลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ  เขายิ้มผ่านกระจกใส  ดวงตามีแววโหยหา  ผมคาดว่าเขาคงคิดถึงแม่บุญธรรมและเหล่าเด็กกำพร้าที่เวนิส

                   “แต่น่าสงสารเหมือนกันนะครับคุณเรแพน  พวกเขาอยู่กันแค่สองคนเองไว้เราเสร็จเรื่องเมื่อไหร่ค่อยกลับมาเยี่ยมเขากันดีมั้ยครับ”

                   ผมสบตาเขาและพยักหน้าเห็นด้วย

                   ทางเดินออกออกนอกร้านเงียบสงบ  เจ้าของร้านเริ่มเก็บโต๊ะเพราะใกล้เวลาปิดร้าน  ไฟหลายดวงในถนนเปิดขึ้นตรงข้ามกับไฟหน้าบ้านหลายหลังที่ทยอยปิดลง  บรรยากาศในเมืองเล็กแห่งนี้เงียบเหงาเพราะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว 

                   เสียงเครื่องยนต์รถดังเบา ๆ ผมและซูอัลเปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะหลังเช่นเดิม  แต่พวกเราเริ่มเอะใจเมื่อคุณตาไม่ออกรถเสียที 

                   “เอ่อ..  คุณตาครับ”

                   ผมส่งเสียงเรียก  แต่ดูเหมือนชายชราจะไม่ได้ยิน  จึงเอื้อมมือไปแตะไหล่เขา

                   “คุณตา...”

                   สีหน้าตกใจสุดขีดของซูอัลที่มองกระจกมองหลัง  ทำให้ผมหันมองตาม  และภาพที่เห็นทำให้ผมมีอาการไม่ต่างกัน

                   ภาพสะท้อนที่ควรจะเป็นใบหน้าของคุณตา กลับเป็นผมขาวโพลนบนศีรษะด้านหลังแทน  แม้ลำตัวและแขนที่จับพวกมาลัยจะอยู่ในทิศทางปกติแต่ศีรษะกลับบิดหันมาด้านหลังราวกับฝาขวดน้ำถูกบิด  เสียงครางของชายชราไม่อาจหลุดรอดผ่านริมฝีปากที่ถูกกดทับด้วยเบาะที่นั่ง

                   ซูอัลไม่รอช้า  พุ่งตัวออกไปเปิดประตูที่นั่งคนขับ  เขาปลดเข็มขัดนิรภัยและอุ้มร่างชายชราลงมานั่งกับพื้น  สภาพผิดปกติที่เห็นทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก 

                   ผมเองที่ช่วยประคองร่างคุณยายที่มีสภาพไม่ต่างกัน  คอถูกบิดหันมาด้านหลังอย่างผิดธรรมชาติ  น้ำตาอาบเป็นสายและริมฝีปากพะงาบ ๆ บ่งบอกว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่  แต่เพราะตำแหน่งที่ผิดเพี้ยนของหลอดลมทำให้คำพูดไม่อาจเปล่งจากริมฝีปากได้

                   “เกิด.. อะไรขึ้น”

                   ซูอัลรู้สึกถึงจิตสังหาร  แต่ก็ช้าเกินไป  เมื่อร่างในชุดดำคลุมหน้าตามิดชิดพุ่งผ่านไปด้วยความรวดเร็ว

                   ผมวางร่างหญิงชราอย่างเบามือ ก่อนวิ่งไปสมทบกับซูอัล 

                   “ซูอัล...  แขน  แขนนาย!!”

                   ท่อนแขนของเขาบิดลู่อย่างผิดธรรมชาติ  ฝ่ามือที่ควรจะหันเข้าร่างกายกลับพลิกออกมาด้านนอกเช่นเดียวกับศอกที่ถูกบิดเข้าสู่ลำตัว  แขนขวาของซูอัลไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น

                   เขากุมหัวไหล่  สีหน้าเจ็บปวดแต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น  สายตาจับจ้องรอบด้านตามการเคลื่อนไหวในเงามืดแต่ก็ทำได้ลำบาก  เพราะเงาร่างเคลื่อนกายว่องไวบวกกับเครื่องแต่งกายที่ดำกลืนไปกับความมืด  การโจมตีที่ผิดแผกจากที่เพิ่งเจอทำให้ผมและซูอัลงุนงง

                   ในตอนนี้พวกเราไม่รู้เลย  ว่าคู่ต่อสู้ที่เจออยู่ตอนนี้เป็นคนละคนกับนักฆ่าที่มอบชีวิตให้รูปภาพได้เมื่อกลางวัน  และซูอัลเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1]วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (Walter Elias Disney) ผู้ก่อตั้งบริษัทวอลต์ ดิสนีย์ และสร้างภาพยนตร์การ์ตูนสีคนแรกของโลก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น