อัปเดตล่าสุด 2021-09-06 10:21:55

ตอนที่ 15 การพบพาน ณ มอสโก

บทที่ 15 :การพบพาน ณ มอสโก


              ทางเดินริมแม่น้ำซานแอนโตนิโอสองข้างทางรายล้อมด้วยธรรมชาติสวยงามที่แทรกตัวอยู่ระหว่างสถาปัตยกรรมแปลกตา  นักท่องเที่ยวไม่หนาตาหากเทียบกับเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนีย  จึงทำให้สภาพแวดล้อมของ ‘เท็กซัส’ เมืองทางตอนใต้แห่งนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ สะอาดสะอ้านและสวยงามเฉกเช่นภาพในอดีต          

                  เด็กน้อยชายหญิงหน้าตาน่ารักส่งเสียงเจื้อยแจ้วเมื่อเรือภัตตาคารล่องผ่านสิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลกตา  พ่อแม่ยิ้มอย่างเอ็นดูพลางระแวดระวังไม่ให้ลูกทั้งคู่ชะโงกหน้าออกจากรั้วยึดกราบเรือมากนัก  ผู้เป็นพ่อร่างอ้วนหน้าตาอารมณ์ดีรินแชมเปญใส่แก้วทรงยาวสองใบ  เขายื่นให้ภรรยาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

                 “สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานจ้ะที่รัก”

                 เสียงแก้วกระทบกันเบา ๆ สีหน้าแดงซ่านของภรรยาบ่งบอกความเขินอายแม้จะการครองชีวิตคู่จะผ่านมาแล้วเกือบสิบปี  ของเหลวร้อนผ่าวไหลลงคอเรียกสีแก้มชมพูเข้มแต่งแต้มใบหน้าขาวของหญิงกลางคน

                 ฟาฮิต้า (สเต๊กเนื้อ) จานร้อนส่งกลิ่นหอมฉุยจนลูก ๆ ทั้งสองอดกลั้นความหิวไม่ไหว  ต้องวิ่งแจ้นกลับมาร่วมโต๊ะกับพ่อและแม่  เด็กสาวใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อเข้าปากโดยไม่เป่า  ไอร้อนจากเนื้อแผ่พุ่งในปากจนเธอคายแทบไม่ทัน

                 “ฮ่า ๆ ๆ  สมน้ำหน้า  อยากตะกละนัก  ดีน่า”

                 พี่ชายหัวเราะเยาะน้องสาว  เด็กน้อยงอนจนค้อนขวับหันไปส่งสายตาราวกับจะฟ้องแม่

                 หญิงกลางคนเลื่อนจานเคซาดีญ่า (พิซซ่าเม็กซิกัน) ชีสเยิ้มให้ลูกสาว  สีหน้าดีใจของเด็กน้อยทำให้เธอยิ้มอย่างเป็นสุข

                 “เป่าก่อนกินนะจ๊ะ  เดี๋ยวปากจะพองเอา”

                 ‘ครืนนนน!!!’

                 เรือลำหรูสั่นสะเทือนราวผืนน้ำกระเพื่อมรุนแรง  โต๊ะ เก้าอี้  ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ล้มระเนระนาดและไหลตามพื้นลาดของเรือที่ค่อย ๆ  เอียงทำมุมกับผืนน้ำ

                 “พ่อขา  ช่วยหนูด้วยยยย!!”

                 เด็กน้อยกลิ้งไหลตามพื้น  เสียงจานชามลอยร่วงหล่นน้ำดังจ๋อมต่อเนื่องคล้ายเสียงดนตรี  พรมผืนหนาม้วนตลบตัวเองเกี่ยวกระหวัดร่างเด็กหญิงให้พุ่งเร็วอย่างควบคุมไม่อยู่

                 ชายอ้วนคว้าจับปลายพรมด้านหนึ่งเอาไว้

                 “เกาะพรมเร็ว ดีน่า!!”

                 มือเล็กกระจิดริดคว้าหมับที่ผืนพรมสุดกำลัง  ร่างที่ลอยพ้นเรือออกไปห้อยต่องแต่ง  น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัวสุดขีด 

                 “ไม่ต้องกลัวดีน่า  พี่มาช่วยแล้ว!!”

                 เด็กชายปีนรั้วเหล็กเส้นบางอย่างระวัง  เขาเอื้อมมือยื่นออกไปหาน้องสาว  แขนเล็กสั้นเหยียดสุดชีวิตเพื่อคว้าร่างเธอเอาไว้

                 ‘ตึงงง!!’

                 เรือสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครั้งก่อนจะเอียงตั้งฉาก  ร่างเล็กทั้งสองร่วงสู่ผืนน้ำอย่างรวดเร็ว  ขณะที่แขกที่เหลือยังเกาะประคองตัวเองกับเสาและกราบเรืออย่างไม่คิดชีวิต  หลายคนเป่าปากอย่างโล่งใจเมื่อเรือหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวอีก

                 ‘ตูมมมมมมม!!!’

                 เรือลำใหญ่ระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ  เหล็กแผ่นหนาถูกแรงระเบิดฉีกราวแผ่นพลาสติกลนไฟ  กลุ่มควันหนาพวยพุ่งจากท้องน้ำที่กระเพื่อมปั่นป่วน  นักท่องเที่ยวและผู้คนที่เดินผ่านไปมาหันมองด้วยความตื่นตระหนก  น้ำซัดเข้าหาตลิ่งราวกับคลื่นขนาดย่อม  กว่าสิบชีวิตที่อยู่บนเรือเสียชีวิตคาที่

                 เด็กชายพยุงร่างตัวเองตะเกียกตะกายว่ายเข้าฝั่ง  มืออีกข้างโอบรอบเอวน้องสาว  น้ำเย็นเฉียบไหลเข้าทั้งจมูกและปาก  แม้เด็กชายจะสำลักแต่เขาก็โหมแรงที่มีทั้งหมดเอาชีวิตตัวเองและน้องรอดจากการจมน้ำ

                 มือไขว่คว้าหาตลิ่ง  ผู้คนที่ยืนรายรอบทางเดินเห็นเด็กทั้งคู่จึงกระโดดลงไปช่วย  นับเป็นโชคดีที่พวกเขาหล่นร่วงจากเรือ  ไม่อย่างนั้นเขาคงเป็นอีกสองศพที่ถูกเพิ่มในจำนวนผู้เสียชีวิต 

                 หยาดน้ำตาไหลผสมกับน้ำในแม่น้ำที่เปียกท่วมใบหน้า  เด็กชายหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า  มือเกาะกุมฝ่ามือเล็กซีดเซียวของน้องสาวเอาไว้ไม่คลาย  สายตาจับจ้องกลุ่มควันกลางน้ำอย่างเศร้าสลด  แม้อยากตะโกนเรียกพ่อและแม่แค่ไหนแต่เพราะความเหนื่อยล้าทำให้ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดจากริมฝีปาก

                 เบื้องหลังควันดำหนา  ดวงตาวาวโรจน์สะท้อนลอดออกมา  ใบหน้าชายชราที่ยิ้มแสยะเมื่อเห็นภาพหายนะทำให้เด็กชายรู้ทันที  ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นฝืมือของเขา 

                 ‘ทริมิดา  มีอา’  ชื่อนี้ถูกบันทึกลงในสมองเมื่อเด็กชายเติบใหญ่  เขาได้เห็นหน้าฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองหลังจากผ่านเวลามาถึงสิบปี  นอกจากความแค้นเรื่องพ่อและแม่แล้ว  น้องสาวที่เมื่อตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นก็หมดสติไปและไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย  เธอนอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทรามานับแต่บัดนั้น  ชายหนุ่มตั้งปณิธานต่อตนเองว่าเขาจะต้องนำชีวิตของฆาตกรใจโหดมาเซ่นดวงวิญญาณพ่อและแม่ให้ได้

           

                 แดเนียล อินนิวา รองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาล ลืมตาเมื่อเสียงประกาศจากขบวนรถว่ารถไฟแล่นถึงมอสโก  ประเทศรัสเซียแล้ว  ชายหนุ่มขยับเนื้อตัวคลายความเมื่อล้าเล็กน้อย  เขาไม่ชอบการนั่งเฉย ๆ เป็นเวลานาน  เพราะมันทำให้เขานึกถึงอดีต  

                 อดีตอันเลวร้าย...

                 ในมือมีล็อคเก็ตสีเงินเปิดอ้าอยู่  แดเนียลมองภาพในล็อคเก็ตสบตากับเด็กหญิงที่จ้องกลับมาด้วยสายตาร่าเริง  สายตาเขาหม่นลงวูบหนึ่งก่อนที่ประกายความเคียดแค้นจะแฝงเข้ามาแทนที่  ชื่อที่สลักอยู่หลังล็อคเก็ตสะท้อนวูบเข้าตา

                ‘ดีน่า  อินนิวา’

                 เขาปิดล็อคเก็ตยัดใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต  เรือนผมยาวสีน้ำเงินปกปิดใบหน้าซีกซ้ายทำให้ชายหนุ่มยิ่งดูลึกลับ  ปืนแม็กนั่มคู่ใจนอนสงบนิ่งในซองคู่ข้างลำตัว  แดเนียลล้วงกระดาษที่มีรูปชายสี่คนออกจากกระเป๋าขึ้นมาดูเพื่อจำให้ขึ้นใจ 

                 ผู้เชื่อมต่อทั้งสี่ผู้จัดการซัทที ซุยวาล์ฟได้!!

                 แดเนียลได้รับคำสั่งจากวาร์ดให้มาทำหน้าที่แทนซัทที  เขาต้องรีบจัดการศัตรูและแย่งชิง SSS มาให้ได้  ก่อนจะกลับไปสมทบกับเงารัตติกาลเพื่อเริ่มแผนการใหญ่ที่ใกล้ถึงเวลาเริ่มต้น

                 หาก Desert Eagle .50AE สองกระบอกมีชีวิต  มันคงสั่นระริกอย่างดีใจที่ใกล้จะได้ดื่มโลหิตเหยื่อในไม่ช้า..

 
 

                 ข่าวการเสียชีวิตของไนวัล ริอุนเนล  ผู้เชื่อมต่อคนที่หกที่หญิงชราส่งพัสดุไปรษณีย์ไปให้สร้างความเศร้าโศกให้เธอเป็นอย่างมาก  แม้ไม่รู้จัก  ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา  แต่เพราะเธอที่ดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  หญิงชราจึงเกิดความรู้สึกผิดในหัวใจจนแทบไม่มีแรงเคลื่อนกาย

                 สายลมเย็นลอยลอดผ่านช่องหน้าต่าง  เธอไสรถเข็นไปหน้าตู้เสื้อผ้า  ก่อนหยิบผ้าพันคอหนานุ่มมาพันคลายความหนาว  ข่าวสารต่าง ๆ ที่รับรู้แม้ร่างจะพิการและอยู่คนละซีกโลก  ต้องขอบคุณชายหนุ่มที่หมกตัวอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องชั้นบน  หากไม่มี ‘พลังพิเศษ’ ในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของเขาแล้วล่ะก็  เธอคงไม่อาจดำเนินการตามเป้าหมายที่วางไว้จนมาถึงขั้นนี้

                 แม้เป้าหมายจะผิดพลาด  SSS ชิ้นสุดท้ายถูกชิงกลับไปสู่มือของเงารัตติกาล  แต่หญิงชราไม่ท้อใจ  เธอมั่นใจในความแข็งแกร่งของผู้เชื่อมต่อทั้งห้าที่ถูกเลือก  รวมถึงเธอยังไหว้วานให้หนุ่มสาวอีกสี่คนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับเธอไปช่วยเหลือพวกเขาอีกต่างหาก

                 สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวังมองรูปถ่ายคู่บนชั้นวางหนังสือ  ภาพชายหญิงในชุดทดลองยืนเคียงข้างกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม   เธอยิ้มให้รูปของตัวเองที่ดูสาวกว่าปัจจุบันหลายสิบปี  ขณะที่สายตาพลันเศร้าสร้อยลงเมื่อเหลือบมองชายหนุ่มในรูป

                 หลายปีที่เธอและเขาร่วมค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับจิตวิญญาณจากวัตถุโบราณ  จนทั้งคู่พบความลับของการเชื่อมต่อและพลังพิเศษ  เรื่องมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเก็บไว้เพียงสองคน  หญิงสาวตั้งใจประกาศให้โลกรู้ขณะที่ชายหนุ่มห้ามไว้และเริ่มวางแผนในใจ

                 กองโจรเงารัตติกาลถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีชายหนุ่มเป็นหัวหน้า  ด้วยการล่วงรู้ความลับของการ ‘คัดเลือก’ บุคคลผู้มีคลื่นวิญญาณตรงกับบุคคลสำคัญของโลกในอดีต  เขาจึงรวบรวมเหล่าผู้เชื่อมต่อไว้มากมาย  การจารกรรมวัตถุโบราณดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  เช่นเดียวกับจำนวนสมาชิกกองโจรก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

                 แม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ  แต่เพราะความรักทำให้เธอไม่อาจทักท้วงหรือห้ามไม่ให้เขาทำเรื่องเลวร้ายนี้ได้

                 และเพียงไม่นาน  เขาก็ถูกหักหลังโดยลูกน้องคนสนิท  ส่วนเธอก็กลายเป็นคนพิการจากฝีมือของนักฆ่าที่หันไปแปรพักตร์กับหัวหน้ากองโจรใหม่  โชคดีห้าหนุ่มสาวผู้เชื่อมต่อกลุ่มแรกที่ถูกเรียกว่า “ต้นแบบ”  ช่วยเหลือเธอเอาไว้ได้  ขณะที่คนรักของเธอหนีหายไปพร้อมลูกชายของเขา 

                 ลมหายใจถูกสูดเข้าปอดช้า ๆ จนเต็มอก  ก่อนจะระบายออกอย่างอัดอั้น

                 “ฉันต้องช่วยคุณให้ได้..  ทริมิดา”

 

                  เน็กเธอร์เลือกที่พักเป็นโรงแรมเล็ก ๆ ใกล้กับจัตุรัสเรดสแควร์  เพราะสามารถเดินทางต่อได้สะดวก  แถมนักท่องเที่ยวยังมากมาย เหมาะกับการแฝงตัวเพื่อหลบซ่อนจากเงารัตติกาล         

                  เพราะอากาศที่หนาวเหน็บ  พยากรณ์อากาศรายงานว่ามีโอกาสหิมะตก  อีกทั้งพวกเราต้องข้ามชายแดนรัสเซียเข้าสู่อแลสก้าซึ่งเป็นดินแดนแห่งน้ำแข็ง  ซูอัลจึงเสนอให้หาซื้อเสื้อผ้าหนา ๆ เตรียมไว้สำหรับการเดินทาง

                 คาซีที่ไม่สนใจใครแยกตัวไปคนเดียว  ผมกับซูอัลถูกเน็กเธอร์ล็อคคอเข้าห้างสรรพสินค้ากุม ห้างสรรพสินค้าแบบคลาสสิกของมอสโก  (ทั้ง ๆ ที่ใจจริงผมอยากเดินเล่นในตลาดนัดมากกว่า)  ส่วนเซราห์ที่ไม่คุ้นกับการเดินเที่ยวกับผู้ชาย  เธอจึงขอเดินเล่นที่ถนนอราบัตเพื่อหาซื้อของกระจุกกระจิกตามประสาผู้หญิง

                 ไม่มีใครคาดคิด  ว่าการแยกกันครั้งนี้จะขีดเส้นทางออกเป็นสามสายให้เราแยกกันเดินทางจริง ๆ

 
 

                  ‘กุม’ เป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่  สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1895  หากดูเผิน ๆ จะนึกว่าเป็นปราสาทสมัยโบราณ  เพราะสถาปัตยกรรมในการก่อสร้างเป็นรูปแบบ Russian Revival หลังคากระจกโค้งและโครงเหล็กเปลือยเอื้อต่อการสร้างความสว่างจากแสงแดดภายนอกเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า  รูปทรงหรูหรา โอ่อ่า  แม้จะมีเพียงสามชั้น  แต่ด้วยความยาวจึงทำให้มีร้านค้าตั้งเรียงรายกว่า 200 ร้าน         

                  เน็กเธอร์เดินเยื้องย่างประหนึ่งเจ้าชาย  ขณะที่ผมและซูอัลไสรถเข็นที่มีเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น (ที่ดูเหมือนไม่ค่อยจำเป็น)  ที่เน็กเธอร์กว้านซื้อจากร้านค้าต่าง ๆ  ที่จริงผมน่าจะเข็ดตั้งแต่เขาชวนไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนแล้วนะ  เพราะที่เน็กเธอร์ลากพวกเรามาก็แค่ให้เป็น ‘เบ๊’ คอยแบกของให้เท่านั้น

                 แต่ซูอัลกลับไม่คิดอะไร  เขายิ้มพลางมองโน่นมองนี่อย่างสนใจ  ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณหลายครั้งที่เน็กเธอร์ซื้อเสื้อผ้า  (ที่เขาลองแล้วไม่ถูกใจ)  ให้  คนมองโลกในแง่ดีแบบนี้ก็น่าอิจฉาเหมือนกันแฮะ

                 และเพราะเสื้อผ้าชุดเก่าของพวกเราที่ค่อนข้างบาง  ตอนนี้เสื้อผ้าที่ประดับอยู่บนร่างจึงถูกเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพอากาศหนาวเหน็บของมอสโกเรียบร้อยแล้ว

                 เน็กเธอร์ในชุดสูทลำลองสีดำ  เสื้อคอเต่าด้านในสีขาวปิดคอสูงถึงคาง  กางเกงผ้าผสมสแปนแด๊กซ์ยาวพอดีขาชะลูดราวนายแบบ  แว่นดำที่ใส่ผมเดาว่าคงปกปิดสายตาที่กำลังสอดส่องหญิงสาวเป็นแน่

                 ซูอัลเองก็ไม่แพ้กัน  เสื้อยืดแขนยาวสีฟ้าอ่อนตัวหนาเสริมให้ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อดูแน่นขึ้นราวนักกีฬา  ผ้าพันคอสีเขียวสลับแดงพันสามทบและทิ้งชายอย่างสบาย ๆ ผมสั้นเสยตั้งรับกับใบหน้าคม ทั้งคู่ดูโดดเด่นกว่าผู้ชายทุกคนที่เดินในห้างจนสาว ๆ ทั้งรัสเซียและชาวต่างชาติหันมองด้วยสายตาหยาดเยิ้ม

                  ผมเลือกชุดลำลองที่ดู ‘โคตร’ ธรรมดาในสายตาคนทั่วไป  เสื้อกันหนาวใหญ่กว่าตัวมีฮู้ดคลุมสีส้มสด  กางเกงขายาวมีกระเป๋าข้างเหนือหัวเข่ากับรองเท้าผ้าใบหนาดูเหมือนเด็กกะโปโลเมื่อเทียบกับพ่อนายแบบทั้งสอง 

                 เน็กเธอร์เห็นการแต่งตัวของผมก็ต้องกุมขมับ   

                 “นายนี่มัน...  ถ้าจะเดินกับฉันช่วยแต่งตัวให้มัน ‘เสล่อ’ น้อยกว่านี้ได้มั้ย”

                 คุณชายเดินไปหาเจ้าของร้านขายเสื้อผ้ายี่ห้อดังพลางกระซิบกระซาบ  ก่อนล้วงเงินรูเบิ้ลปึกใหญ่ให้

                 ชายรัสเซียหน้าตาดุเหมือนทหารเดินมาวนดูรอบตัวผมก่อนส่ายศีรษะอย่างไม่พอใจ  เขาลากแขนผมเข้าไปในร้านทันที

                 “เฮ้ย!!!  คุณจะทำอารายยย  ช่วยด้วยเน็กเธอร์!!!”

             

                 ผ่านไปกว่าชั่วโมง  ผมเดินอย่างไม่มั่นใจออกจากร้าน  สายตาหลายคนที่มองมายิ่งทำให้ผมสำรวจร่างกายตัวเองอย่างลนลาน

                 แต่เมื่อเห็นสายตาเคลิบเคลิ้มของสาวรัสเซียที่แม้จะเดินผ่านไปแล้วก็ยังเหลียวมามอง  ความรู้สึกประหลาดก็เกิดขึ้น

                 ซูอัลยิ้มร่าและเดินมามองรอบตัวผมอย่างแปลกใจ

                 “โอ้โห!!  หล่อเหมือนนายแบบเลยครับ”

                 สเว็ตเตอร์สีครีมตัวยาวสวมทับเสื้อเชิ้ตมีปกสีเข้มกว่า  กางเกงยีนส์เข้ารูปแก้ทรงให้พอดีตัว  รองเท้าบู้ทผ้าสีน้ำตาลพื้นทำเฉพาะสำหรับเดินบนหิมะลื่น 

                 ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า  เจ้าของร้านยังพาผมไปร้านทำผมให้ช่างตัดผมกลุ้มรุมเปลี่ยนแปลงทรงผมยาวระต้นคอที่ไม่ได้ตัดมาหลายเดือน  ให้กลายเป็นทรงสั้นแบบมีสไตล์  ผมเห็นตัวเองในกระจกทางเดินแล้วต้องตกใจ  ไม่คิดว่าเวลาไม่นานจะเปลี่ยนแปลงเด็กธรรมดา ๆ อย่างผมให้ดูดีขึ้นได้ขนาดนี้

                 ชายสามคนเดินช็อปปิ้ง (?) ในห้างดังท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องด้วยความสนใจ  แม้จะรู้สึกเขินในตอนแรก  แต่เมื่อผ่านไปซักพักก็เริ่มชิน  ผมจึงกล้ายิ้มตอบให้สาววัยรุ่นรัสเซียที่ใส่เสื้อยืดตัวสั้นเห็นสะดือ  เธอหน้าแดงก่อนโบกมือน้อย ๆ ให้

                 ‘พลั่ก!!’

                 เน็กเธอร์ใช้ฝ่ามือหนาตบหลังผมจนแทบหัวทิ่ม  ก่อนขยิบตาให้อย่างเจ้าเล่ห์

                 “สาวเค้าทอดสะพานให้ขนาดนี้  ถ้าปล่อยให้หลุดมือไป  แกก็ ‘ตุ๊ด’ แล้วล่ะ”

                 ผมตื่นเต้นจนเดินขาแทบพันกัน  นี่เป็นครั้งแรกที่เดินเข้าไปทักผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันก่อน  แต่ใจที่ชื้นเพราะรอยยิ้มและสายตาหวานที่ส่งมาทำให้สองขาก้าวไม่หยุด

                 แต่แล้วสีหน้าที่เคลิบเคลิ้มพลันเปลี่ยนไป  หญิงสาวกรีดร้องทันทีเมื่อกระเป๋าสะพายใบเล็กที่ถืออยู่ถูกกระชากอย่างแรง

                 ชายร่างผอมสวมหมวกคลุมปิดหน้าปิดตากระชากกระเป๋าถือสีแดงสดและวิ่งไปด้านหลังอย่างไม่คิดชีวิต 

                 “(ภาษารัสเซีย) ใครไม่อยากตาย  หลบไป!!!”

                 มือถือมีดกวัดแกว่งจนฝูงคนด้านหน้าแหวกทางหลบจ้าละหวั่น  ผมลังเลที่จะสร้างตารางแสงกลางสถานที่ชุมชนแบบนี้  เพราะเสี่ยงจะถูกเงารัตติกาลตามรอยเจอ  จึงเลือกที่จะวิ่งตามหัวขโมยไปอย่างไม่ลดละ

                 แล้วหัวขโมยก็ต้องลดความเร็ว  เมื่อทางเดินด้านหน้ามีร่างสูงโปร่งยืนขวางอยู่

                 “(ภาษารัสเซีย)  ถ้าไม่หลีก  แกตาย!!”

                 ชายในชุดเชิ้ตแขนยาวสีขาวมีระบายกับกางเกงขาบานยืนกอดอกอย่างดูแคลน  สายตามองหัวขโมยเหยียด ๆ

                 “หน้าตาขี้เหร่แบบนี้  ไม่ค่อยอยากใช้พลังให้เปลืองเลยแฮะ”

                 ขโมยร่างผอมเสือกมีดแทงเข้าใส่ชายแปลกหน้าอย่างไม่ปรานี  แปลกที่เขาไม่เพียงไม่หลบ  มือกลับถือสมุดสีขาวพลางใช้ปากกาขนนกจดข้อความยุกยิก ๆ

                 Bardolatry!!!”

                 มีดที่ควรจะพุ่งเสียบท้องกลับเปลี่ยนทิศ  คมมีดเหวี่ยงอ้อมเป็นวงก่อนจะม้วนกลับมาปักแขนตัวเองมิดด้าม

                 “โอ๊ยยย!!!”

                 เสียงโอดครวญดังลั่น  กระเป๋าสะพายที่อยู่ในมือตกร่วงกระเด็นกลิ้งมาอยู่แทบเท้าผม  เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นทำให้สองเท้าชะงัก 

                 เงารัตติกาล!!

                 บัดนี้ผมไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง  มือล้วงหยิบแท่งคำนวณเตรียมใช้พลังพิเศษ

                 แต่ชายประหลาดไม่มีทีท่าจู่โจม  เขาเสียบปากกากับประเป๋าเสื้อและเอาแขนหนีบสมุด  ผมเพิ่งสังเกตเห็นสีชมพูจาง ๆ บนเรือนแก้ม  ขอบตากรีดเส้นเรียวสีเขียวกับขนตางอนเช้ง  แม้ร่างกายจะเป็นผู้ชายแต่อกตูม ๆ ที่เกินกว่าจะเรียกว่า ‘ล่ำ’ บ่งบอกเพศที่แตกต่างจากเพศที่แท้จริงของเขาได้เป็นอย่างดี

                 สายตามองผมอย่างพิจารณา  รอยยิ้มจาง ๆ ราวกับพึงใจ

                 “ค่อยยังชั่ว  หน้าตาแบบนี้ค่อยน่าหม่ำ...  เอ๊ย!!  ค่อยน่าเสียเวลาคุยด้วยหน่อย”

                  ผมถอยกรูดอย่างไม่ตั้งใจ  แต่ชาย (?) คนนั้นปราดเข้ามาคล้องแขนผมลากเข้าไปหาเน็กเธอร์และซูอัลที่วิ่งตามมาไม่ห่าง

                 “ระวังนะ  หมอนี่เป็นผู้มีพลังพิเศษ...  นักฆ่าเงารัตติกาล!!”

                 ผมร้องตะโกนเตือนเพื่อนทั้งสองคน  มือข้างที่เป็นอิสระพยายามแกะท่อนแขนล่ำที่คล้องรัดรอบแขนเรียวบางของผม

                 เน็กเธอร์และซูอัลหยุดวิ่งและตั้งท่าอย่างดูเชิง

                 “จุ๊ ๆ ๆ  อย่าเอาฉันไปรวมกับโจรกระจอกพวกนั้นสิ”  ตาเฉี่ยวจิกมองผมอย่างตำหนิ  “ฉันชื่อลอร่า  เฮนริสัน..  เป็นพวกเดียวกับเธอ”

                 เราสามคนย่นคิ้วมองหน้าชายปริศนาอย่างสงสัย

 

                  ไม่ไกลจากพระราชวังเครมลิน  คาซีเดินเอื่อยถึงพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ของมอสโก  ‘พิพิธภัณฑ์เทรตยาคอฟ’  เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินผู้มีชื่อเสียงของรัสเซีย  อย่าง วาสซิลลี คานดินสกี้  หรือคาซิเมีย มาเลวิช  และศิลปินชื่อดังจากต่างประเทศ  รวมทั้งงานศิลปะแขนงใหม่  ทั้งภาพแอ็บสแทรค  ภาพถ่าย  คอนเซ็ปชวล
                  จากประตูทางเข้าทรงโค้งขนาดใหญ่ทำจากไม้  ทางเดินด้านในเป็นพื้นกระเบื้องหนาถูกจัดวางเป็นลวดลายแปลกตา  รูปวาดประดับประดาอยู่บนผนังห่างกันอย่างมีมิติ  ผู้คนบางตาเนื่องจากเป็นวันทำงาน  รูปภาพถูกแสงที่ส่องจากเพดานกระจกหลากสีทำให้มองเห็นความสวยงามเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในองศาการมองแตกต่างเมื่อเดินผ่าน  แม้คาซีจะไม่ใช่ผู้ชื่นชมในศิลปะ  แต่ก็อดทึ่งในความงามอันน่าอัศจรรย์นี้มิได้

                 แล้วสายตาก็สะดุดกับภาพเขียนขนาดกว้างยาวเกือบเมตร  ภาพนี้เป็นเพียงภาพเดียวที่ติดอยู่บนผนังขาวโล่งทอดยาวด้านหลังพิพิธภัณฑ์  แม้สีจะซีดเพราะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน  แต่ความประณีต  ลายเส้นอันอ่อนช้อยและสีโทนหม่นบนภาพสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกเรื่องราวที่จิตรกรต้องการถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี

                  The Torment of the Saviour”

                  ภาพเขียนสีน้ำมันที่เขียนขึ้นสมัยอิตาเลียนเรเนอซองส์  ฝีมือของอเล็กซีย์ เยโกโรวิช  จิตรกรชาวรัสเซีย  ถ่ายทอดเรื่องราวขณะพระเยซูคริสต์กำลังถูกทรมาน          

                  ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นในสมองของคาซีเป็นฉาก ๆ  ภาพความอบอุ่นของคำว่า “ครอบครัว” ที่เขาได้รับเมื่อครั้งยังเด็ก  แม้แม่จะเสียไปตั้งแต่เกิดได้ไม่นาน  แต่พ่อกลับให้ความรักและดูและเขาเป็นอย่างดีเพื่อชดเชยความรักจากแม่ที่เขาขาดไป

                 พ่อสอนการบ้านยาก ๆ ที่ไม่เข้าใจ  หากมีเวลาว่างก็จะพาไปเล่นฟุตบอล  หาของมาประดิษฐ์เป็นของเล่น  หรือไม่ก็วาดรูปตามสถานที่สวยงามต่าง ๆ  เพราะพ่อเป็นคนชอบงานศิลปะมาก  โดยเฉพาะรูปพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขนพ่อมีสะสมทั้งของจริงและของปลอมจนเต็มฝาบ้าน  เขารู้ว่าพ่อเป็นคนเคร่งในศาสนามากแค่ไหน

                 จนกระทั่งพ่อเริ่มทดลองและทำการค้นคว้าเกี่ยวกับวัตถุโบราณก็กลับบ้านดึกขึ้น  ขนาดบางวันนอนที่ห้องทดลองไม่ยอมกลับ  คาซีต้องอยู่บ้านที่ใหญ่โตด้วยความอ้างว้าง  กิจกรรมที่เคยทำร่วมกันตอนนี้เขาต้องทำเพียงผู้เดียว  คาซีโกรธและเกลียดงานทดลองของพ่อ

                 ไม่คิดเลย  ว่าวันนี้เขาต้องมาเป็นส่วนหนึ่งในผลงานที่พ่อค้นพบ...

                 “โอ้ว!!!  แฟนทาสติก”  เสียงอุทานภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งหูดังจากมุมพิพิธภัณฑ์  หญิงสาวผมทองหยิกเป็นลอนราวตุ๊กตาเหลียวซ้ายแลขวามองรูปโน้นที  รูปนี้ทีอย่างสนอกสนใจ  กระโปรงสั้นสะบัดพลิ้วจนเปิดแทบเห็นกางเกงในทำให้คาซีเมินสายตาอย่างไม่สนใจ 

                  “นี่ ๆ  นายน่ะ  สาวเค้าอุตส่าห์เปิดเล็กเปิดน้อยเรียกความสนใจ  กลับเมินซะได้  เสียมารยาทจริงเชียว”

                  คาซีสบถอย่างรำคาญ  เขาหันหลังจะเดินออกจากพิพิธภัณฑ์เพราะเริ่มอารมณ์เสีย  แต่หญิงสาวกลับวิ่งปร๋อมาขวางหน้า  เธอโน้มตัวโชว์ร่องอกมหึมาที่ลอดผ่านเสื้อเชิ้ตตัวสั้นไม่ติดกระดุมสองเม็ดบน  สายตาจ้องหน้าคาซีอย่างยั่วโทสะ 

                 คาซีกัดฟันกรอด  ปกติชายหนุ่มไม่ชอบสุงสิงกับใครอยู่แล้ว  ยิ่งมีคนมาวุ่นวายยิ่งทำให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่

                 “อย่า มา เกะ กะ!!”

                 น้ำเสียงดุดันของชายหนุ่มไม่อาจสร้างความตกใจกลัวต่อหญิงสาว  เธอกลับยิ่งทำหน้าล้อเลียนและเดินขวางเมื่อคาซีจะเดินอ้อมหลบ

                 “วะ..  เหวอ!!!”

                 แรงโน้มถ่วงยกขึ้นจากด้านล่างจนสองเท้าเล็กลอยพ้นจากพื้น  หญิงสาวเสียหลักเมื่อคาซีปลดพลังพิเศษ ร่างร่วงหล่นจนก้นอวบกระแทกพื้นดังพลั่ก 

                 คาซีกัดฟันรีบเดินอย่างไม่สนใจ

                 “เดี๋ยวเซ่!!  ไม่อยากรู้เหรอว่าใครส่งพัสดุให้นาย”

                 เท้าที่ก้าวเดินหยุดกึก  คิ้วขมวดยุ่งหันมองหญิงสาวที่ยิ้มร่าให้ทั้ง ๆ ที่มือยังลูบสะโพกป้อย ๆ

                 “อยากรู้จักฉันแล้วใช่มั้ยล่ะ...  คาซี  มีอา”

 

                 คำนวณจากเส้นทางการเดินทางของผู้เชื่อมต่อ  แดเนียลคาดเดาว่าเป้าหมายของพวกมันย่อมเป็นสหรัฐอเมริกา  เมื่อเดินทางด้วยเครื่องบินไม่ได้การเดินทางอ้อมจะต้องผ่านรัสเซียสู่อแลสก้า  ชายหนุ่มไม่อยากเสียเวลาค้นหาศัตรูในเมืองแห่งนี้  จึงตั้งใจจะไปดักรอยังพรมแดนด้านตะวันออก

                  สถานีรถไฟใต้ดินคือหนึ่งในการเดินทางยอดนิยมของชาวรัสเซีย  ด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามจนได้รับการขนานนามให้เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยที่สุดในโลก  แดเนียลก้าวลงบันไดท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาชื่นชมความงามของสถานที่แห่งนี้ 

                  รูปปั้นสำริดขนาดเท่าคนจริงนั่งเรียงรายราวกับเพื่อนร่วมทาง  การตกแต่งแบบโมนูเมนทัลอาร์ต สื่อถึงการเชิดชูและสรรเสริญความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของวีรบุรุษในอดีต  เพดานโค้งมีเหลี่ยมมุมเคลือบฉาบอยู่สร้างความงดงามด้านมิติอย่างประณีต  นักท่องเที่ยวหลายคนยืนออถ่ายรูปกับภาพโมเสสที่ถูกสรรสร้างจากแผ่นกระเบื้องเคลือบหลากสีที่ประดับประดาอยู่บนกำแพงทางเดินสีครีมยาว  บางคนยืนเคลิบเคลิ้มกับแสงนวลอ่อนจากโคมไฟแบบคบเพลิงที่แตกต่างจากโคมระย้าเช่นสถานีอื่น ๆ ที่เห็นจนชินตา

                 แต่นักฆ่าหนุ่มไม่สนใจ!!

                 บรรยากาศงดงามไม่อาจซึมซับสู่หัวใจอันแห้งผาด  เขามุ่งหน้าสู่จุดจำหน่ายตั๋วเพื่อเดินทางไปจุดหมายให้เร็วที่สุด

                 เพียงเดินผ่าน  กระแสมุ่งร้ายก็สาดซัดเข้าใส่จนแดเนียลต้องล้วงมือเข้าไปจับปากกระบอกปืนใต้เสื้อแจ็คเก็ต

                 ‘ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ‘

                 กระสุนตะกั่วถูกยิงผ่านที่เก็บเสียงเป็นชุด  ความเร็วราวกับทูตมรณะทำให้ไม่มีใครทันสังเกตปืนด้ามยาวที่ถูกชักออกมาและเก็บเข้าซองอย่างรวดเร็ว  ชายสวมแว่นในชุดเสื้อเชิ้ตน้ำเงินเข้มถูกยิงตัดขั้วหัวใจ  ร่างทรุดฮวบลงกับพื้นขาดใจตายทันที 

                  แดเนียลไม่เหลือบมอง  เขาเดินต่อโดยไม่สนใจผู้มุ่งร้ายที่ไม่ทราบนาม

                 เดินได้เพียงไม่กี่ก้าว  สองขาก็หยุดยืนนิ่งเมื่อไอสังหารแผ่พุ่งออกมาจากทุกทิศทุกทาง  ชายหนุ่มเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดพลางชักปืนสองกระบอกออกมาถือมั่นอย่างไม่สนใจสายตาใครแล้ว

                 ‘GPS!!!’

                 กระสุนนับสิบที่พุ่งผ่านลำกล้องเคลื่อนฉวัดเฉวียนราวกับมีชีวิต  มันพุ่งตัวเองเข้าหาเป้าหมายที่กระจัดกระจายล้อมรอบแดเนียลอย่างแม่นยำ  กระสุนพุ่งปักเข้าใส่หัวใจเหยื่อจนพวกมันไม่มีโอกาสแม้ส่งเสียงร้อง

                 แดเนียลยังยืนนิ่ง  แม้สีหน้าจะสงบนิ่งแต่ในใจเริ่มรู้สึกประหลาด  จิตสังหารที่คุกคามอยู่แม้จะดับสูญไปตามการยิงสังหาร  แต่เพียงครู่มันก็กลับคุกรุ่นขึ้นมาใหม่  ชายหนุ่มบรรจุกระสุนชุดใหม่เตรียมรับเหตุการณ์ผิดปกติที่จะเกิดขึ้น

                 เงาร่างที่เดินช้า ๆ ใกล้เข้ามาไม่ได้สนใจแดเนียล  ร่างในชุดน้ำเงินเข้มมือหนึ่งม้วนปอยผมหยักศกสีดำ  อีกมือกางหนังสือเล่มหนา  เขาเดินอ่านมันมาตลอดทางอย่างชำนาญโดยไม่สะดุดหรือชนสิ่งใด 

                 ร่างอยู่ห่างจากแดเนียลไม่กี่เมตร  มือปิดหนังสือลงก่อนดันเลื่อนกรอบแว่นสายตาให้เข้าตำแหน่ง  ชายท่าทางคงแก่เรียนปรายตามองมือปืนก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ

                 “แดเนียล  อินนิวา...  สินะ”

                 “แกเป็นใคร”

                 สายตาเลื่อนลงต่ำมองหน้าปกหนังสือราวกับคู่สนทนาไม่มีคุณค่าพอให้มอง

                 “ผมคงไม่จำเป็นต้องบอกชื่อกับ  คน ที่ กำลัง จะ ตาย!!”

                 สายตาเหี้ยมเกรียมของแดเนียลวาวโรจน์เมื่อรู้จุดประสงค์ของผู้ขวางทาง  นิ้วกระหน่ำรัวไกปืนอย่างไม่ปรานี 

                 ‘ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ‘

                 กระสุนนับสิบกระจายออกจากปืนคู่ใจทั้งสอง  ลูกตะกั่วหมุนวนราวกับแมลงวันบินหาอาหารก่อนจะกรูไปทิศทางเดียวกัน 

                 ชายสวมแว่นถูกยิงจนพรุน  ร่างกระเด็นลอยไปไกลหลายเมตร  กระสุนฝังกระจายสู่จุดสำคัญของอวัยวะภายในทั้งหมด  ไม่ถึงวินาทีเขาก็ขาดอากาศหายใจตายทันที

                 ‘ตึก..  ตึก..  ตึก..’

                 แต่เสียงฝีเท้าที่ดังสะท้อนโถงทางเดินกลับทำให้แดเนียลประหลาดใจ  เขาหันขวับมองตามต้นเสียงก็พบชายสวมแว่นที่เขาเพิ่ง ‘ฆ่า’ ไปเมื่อครู่  เดินออกมาจากแยกทางเดินด้านหลัง

                 แดเนียลไม่รอช้า  ระดมยิงใส่ร่างแบบบางอีกครั้ง

                 และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำราวกับวีดีโอเล่นย้อน  ร่างถูกกระหน่ำยิง  เลือดไหลกระจายท่วม  ชายสวมแว่นขาดใจตาย  และ....  เขาก็เดินออกมาจากอีกทิศทางหนึ่ง

                 ไม่ใช่เพียงหนึ่ง!!

                 คนที่สอง  คนที่สาม  คนที่สี่  และอีกนับสิบคนโผล่ออกมาจากทุกทิศทาง  ทุกร่างเหมือนกันราวกับเป็นคน ๆ เดียว  ทั้งรูปร่างหน้าตา  การแต่งกาย  บุคลิกท่าทาง  ชายสวมแว่นนับสิบคนยืนล้อมแดเนียลราวกับมีแผ่นกระจกตั้งล้อมตัวเกิดเป็นเงาสะท้อนนับไม่ถ้วน

                 แม้แดเนียลจะตระหนก  แต่ไม่แสดงทีท่าหวั่นวิตก  สมองคิดหาวิธีกำจัดศัตรูที่ไม่รู้ที่มาที่ไปรวมถึงพลังพิเศษที่แปลกประหลาด  มือล้วงหยิบแม็กกาซีนกระสุนชุดสุดท้ายขึ้นเปลี่ยน  กระสุน 24 นัดที่เหลือต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

                 ‘ปัง ๆ ๆ ๆ’

                 แดเนียลหันหลังยิงกระสุนใส่ร่างที่รุมล้อมด้านหนึ่งจนล้มคว่ำ  ก่อนร่างปราดเปรียวจะพุ่งตัวไปยังช่องว่างที่ตนเองเพิ่งสร้างขึ้น  ไม่ใช่เพียงฝีมือยิงปืนที่เด็ดขาด  ทักษะการต่อสู้ชายหนุ่มก็ไม่เป็นรองใครในเหล่านักฆ่า  สองขากระโดดแยกถีบก้านคอสองร่างที่พุ่งตัวเข้าหาจนกระดูกคอเลื่อนร่างทรุดฮวบลงกองดิ้นเป็นปลาถูกทุบหัว

                 ‘ปัง ๆ’

                 กระสุนเจาะตาสองข้างอีกร่างทะลุฝังค้างในสมอง  แดเนียลกระโดดหมุนตัวใช้มือยันศีรษะร่างที่กำลังจะล้มก่อนดีดตัวข้ามกลุ่มศัตรูที่ยังงก ๆ เงิ่น ๆ ตามการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วไม่ทัน

                 แดเนียลเลือกวิธี ‘ถอยมาตั้งหลัก’ เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้วหากสู้ต่อไปจะเปลืองกำลังกายและกำลังใจเป็นอย่างมาก  ยิ่งความสามารถของศัตรูไม่อาจประเมินได้แบบนี้  เขาอาจมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ 

                 สองขาย่อตัววิ่งราวเสือชีตาร์  แม้เจ็บใจที่ภารกิจต้องเปลี่ยนแปลงกำหนดการณ์  แต่หากเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ย่อมไม่คุ้มกัน  แสงสว่างที่ส่องลอดจากพื้นดินด้านบนบอกให้รู้ว่าเขาวิ่งใกล้ถึงบันไดทางออกแล้ว

                 ‘โครม!!!’

                 ทั้งที่โถงทางเดินปรากฏสู่สายตา  แต่สิ่งที่ตั้งขวางหน้าคือกำแพงอิฐหนา  แดเนียลวิ่งเร็วกว่าคนปกติสามเท่า  การกระแทกย่อมรุนแรงแปรผันตามไปด้วยเช่นกัน  ชายหนุ่มกระเด็นล้มกระแทกพื้นชาทั้งร่าง  สายตาพร่าเลือนเพราะสมองกระเทือน  ชายหนุ่มรีบตั้งสติก่อนประคองร่างตัวเองลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

                 แต่ไม่ทันการณ์!!  ร่างนับสิบกรูเข้ามารายล้อมและจับยึดร่างแดเนียลพันธนาการเขาไว้จนกระดุกกระดิกตัวไม่ได้ 

                 ชายสวมแว่นเดินเนือย ๆ อย่างเบื่อหน่าย  กรงเล็บยาวที่ไม่รู้ล้วงหยิบมาจากไหนถูกสวมเข้าที่หมัดขวา  เขาพ่นลมจากจมูกอย่างรำคาญ  สีหน้าเซ็งราวกับต้องการจบธุระที่ไม่เต็มใจทำนี่เสียที

                 “ถ้าขนาดรองหัวหน้ายังฝีมือกระจอกแค่นี้  ก็ไม่เห็นต้องพึ่งเจ้าพวกผู้เชื่อมต่อนั่นให้วุ่นวายเลย”

                 กรงเล็บเหล็กแหลมยาวเสือกแทงเข้าที่ท้องจนเกือบทะลุออกด้านหลัง  สีหน้าชายสวมแว่นไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยทั้งที่เห็นเลือดไหลทะลักท่วมมือขาวซีด 

                 แดเนียลแม้เจ็บแทบขาดใจ  แต่ก็กัดฟันไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ  ประตูทางรอดเกือบถูกปิดตายทั้งหมด  แต่น้ำหนักของล็อคเก็ตที่ถ่วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตทำให้มือปืนหนุ่มฝืนใช้แรงเฮือกสุดท้ายพลิกสถานการณ์เลวร้าย

                 ‘ปัง ๆ !!’

                 มือที่แทบประคองปืนไม่อยู่แทรกนิ้วเข้าโกร่งไกก่อนลั่นกระสุนลงด้านล่างกระบอกละนัด  ลูกตะกั่วเจาะทะลุเท้าร่างชายสวมแว่นที่เบียดยึดแขนใกล้กับตัวเขาที่สุด  เพียงกระสุนพุ่งเจาะหลังเท้า  ร่างก็ดีดตัวผึงล้มบิดกายดิ้นทุรนทุรายไปมา

                 ร่างที่เหลือถูกกระแทกถอยห่างไป  ทำให้แดเนียลเป็นอิสระเพียงครู่  แต่แค่นั้นไม่อาจทำให้เขาพาร่างบาดเจ็บสาหัสหนีรอดจากศัตรูนับสิบแบบนี้  กระสุนเหลือเพียงกระบอกละนัดทำให้เขาตัดสินใจใช้ไม้ตายก้นหีบที่เก็บซ่อนอยู่

                 “GPS!!!”

                 ปากกระบอกปืนทั้งสองหันเข้าหากัน  แดเนียลยิงกระสุนนัดสุดท้ายที่เหลือในแต่ละกระบอกให้พุ่งเข้ากระแทกกันเอง  ลูกตะกั่วพุ่งชนด้วยความเร็วและรุนแรงมหาศาล  แตกกระจายเป็นเศษตะกั่วชิ้นเล็กชิ้นน้อย  เศษซากแหลมคมถูกพลังพิเศษควบคุมให้กระจายแผ่พุ่งเจาะทะลุร่างศัตรูที่เหลือทั้งหมดล้มกองกับพื้นขาดใจตายทุกคน

                 แดเนียลประคองร่างที่แทบสิ้นสติขึ้นบันไดอย่างลำบาก  รองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาลฝากรอยเลือดเป็นทางประดับสถานีรถไฟที่สวยที่สุดในโลก  ภาพที่สาดฉายเข้าดวงตาเริ่มมืดลง  แดเนียลหอบร่างที่วิญญาณเกือบหลุดลอยหนีศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต

                 ชายสวมแว่นเดินออกมาจากมุมมืด  สายตามองดูร่างแยกของตัวเองที่เกิดจากพลังพิเศษ ‘Conjoined Twins’ ที่ได้รับจาก SSS ‘สูทสองตัวเย็บติดกันของฝาแฝดอิน-จัน'[1] กำลังสลายไปราวกับอากาศธาตุ 

                 แม้แดเนียลจะหนีรอดจากร่างฝาแฝดที่ถูกสร้างขึ้นมากมายไปได้ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่คิดว่าตัวเองทำผิดพลาด  เพราะบาดแผลของศัตรูร้ายแรงขนาดนั้น  อีกทั้งศัตรูอยู่ในสังคมมืด  ย่อมไม่อาจรักษาอย่างเปิดเผยในโรงพยาบาลได้  ชีวิตที่เหลือรอดไปคงไม่อาจมีเวลาอยู่บนโลกได้นานนัก

                 “กำจัดเงารัตติกาลคนเดียวยังทำพลาด  ฝีมือตกไปเยอะนี่นา..  พี่เร็นเนอร์”

                 ร่างที่เดินเข้ามาหามีรูปร่างหน้าตาเหมือนเขาราวกับแกะ  สองคนยืนอยู่ตรงข้ามกันดูเหมือนคนยืนส่องกระจก  หากแต่เพียงชายที่เพิ่งโผล่หน้ามาไม่ใช่ร่างแยกของเขา  กลับเป็น ‘น้องชายฝาแฝด’ ที่ลืมตาขึ้นมาดูโลกพร้อมกัน

                 ที่จริงเขาถูกพี่ชายห้ามไม่ให้ยุ่งกับการต่อสู้ครั้งนี้  แต่เมื่อเห็นพี่ชายกำลังทำพลาด  เขาจึงใช้พลังพิเศษเปลี่ยนการหักเหของแสง  ทำให้สายตาของแดเนียลมองเห็นทางออกผิดตำแหน่งจนวิ่งชนกำแพง  ซึ่งนั่นกลับสร้างความขุ่นเคืองให้พี่ชายจนเขาตีสีหน้าไม่พอใจ

                 “ฉันไม่ได้พลาด  มันรอดไปได้อีกไม่นานหรอก”

                 ชายสวมแว่นเปิดหนังสือขึ้นอ่านอีกครั้งก่อนเดินจากไปอย่างไม่สนใจสายตาที่มองตามอย่างล้อเลียน  พลางคิดถึงเพื่อนต้นแบบอีกสองคนที่น่าจะติดต่อกับผู้เชื่อมต่อที่เหลือเรียบร้อยแล้ว

           

                  เซราห์เดินตัวลีบหลบผู้ชายที่เดินเลือกดูสินค้าที่วางขายเรียงรายข้างทางในถนนอราบัต         

                 ถนนสายกว้างพอให้คนเดินสวนกันได้หลายแถว  มีพ่อค้าแม่ค้าตั้งซุ้มตั้งโต๊ะขายของตามรายทางเป็นระยะ  เพราะนักท่องเที่ยวนิยมมาเลือกซื้อสินค้าราคาถูกที่นี่  ผู้คนจึงเดินกันขวักไขว่  เซราห์ต้องก้มหน้างุดเมื่อเดินสวนกับผู้ชายที่จ้องเธอด้วยสายตาเจ้าชู้

                 นอกจากของกินของใช้ทั่วไป  ยังมีของที่ระลึกน่าสนใจของมอสโก  ศิลปินเปิดหมวกแสดงความสามารถเฉพาะตัวเรียกความสนใจนักช็อปปิ้งให้หยุดยืนดูเป็นกลุ่มตามรายทางที่เดินผ่าน 

                 เมื่อคิดถึงจุดประสงค์การมาเดินซื้อของ  เซราห์จึงมุ่งหน้าสู่ร้านขายเสื้อผ้าที่ตั้งติดกันเป็นแถว  หลังจากเลือกอยู่นานอย่างลังเลใจ  เสื้อสเวตเตอร์สีชมพูอ่อนฟูนิ่มถูกสวมคลุมทับชุดผ้าฝ้ายแขนยาวสีขาว  กระโปรงยีนส์ยาวคลุมเข่าสวมทับกางเกงเลกกิ้งสีเทาดูอ่อนหวาน  ผ้าพันคอสีเดียวกับสเวตเตอร์คล้องเบา ๆ รอบคอดูน่ารัก  การแต่งตัวแบบนี้ยิ่งเรียกสายตาหนุ่ม ๆ ให้หันมองเหลียวหลังจนเซราห์อายแทบเดินขาขวิดกันล้ม

                 เลือกซื้อเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็นึกถึงหนุ่ม ๆ ทั้งสี่  เพราะมีแต่ผู้ชายเธอจึงอยากทำตัวเป็นแม่บ้านที่ดี  หมอสาวมุ่งหน้าสู่โซนขายของกินทันที 

                 อาหารการกินและผักผลไม้ที่ขายไม่แตกต่างจากที่พบเห็นในประเทศจีนนัก  จะมีก็เพียงบางชนิดที่เป็นผลไม้เฉพาะของรัสเซียที่ดูแปลกตา  เช่นมะม่วงเปลือกสีม่วง  หรือลูกอะไรสักอย่างกลม ๆ  สีส้มจางดูไม่คุ้นตา

                 หญิงสาวหอบถุงใส่ของกินพะรุงพะรัง  เดินออกจากตลาดมุ่งหน้าสู่เรดสแควร์  เธอทบทวนเส้นทางในสมองและเลี้ยวขวาเมื่อเดินถึงทางแยกใหญ่

                 แต่สายตากลับสะดุดกับสิ่งที่โผล่ยื่นจากตรอกแคบ ๆ ไร้ผู้คน  เซราห์พยายามเพ่งมองผ่านแว่นสายตา  เมื่อเห็นชัดว่าสิ่งนั้นคือ ‘แขน’ ของคนที่ล้มนอนอยู่  เธอจึงรีบวิ่งข้ามถนนมุ่งตรงไปยังตรอกดังกล่าว

                 ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำเงินเข้มในชุดแจ็คเก็ตนอนล้มคว่ำหน้าอยู่บนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ  เลือดอาบชโลมร่างเปียกพื้นถนนเป็นแอ่งเล็ก  เสียงลมหายใจหอบรวยรินบอกให้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่  เซราห์รีบวางถุงอาหารและประคองชายหนุ่มหมายเรียกให้คนมาช่วย  แต่ปากกลับอ้าไม่ได้เมื่อวัตถุเย็นเยียบจ่อเข้ากับหน้าผาก

                 “อย่า..  ส่ง..  เสียง”

                 เสียงแหบพร่ากับสายตาดุดันทำให้เซราห์ไม่กล้าขยับตัว  แต่ที่อยู่เหนือคำสั่งกลับเป็นปืนกระบอกโตในมือชายหนุ่มที่วางทาบกับศีรษะหญิงสาว 

                 แล้วปากกระบอกก็ลดลงต่ำ  มือไร้เรี่ยวแรงประคองปืน  ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วเบาลงเพราะบาดแผลฉกรรจ์  ในที่สุดปืนก็ตกกระแทกพื้นพร้อมสติที่ดับลง

                 เซราห์หันมองซ้ายขวา  ก่อนก้มลงมองชายผมยาวอย่างลังเล  ผ้าพันคอถูกปลดออกมาพันรอบท้องชายหนุ่มเพื่อห้ามเลือด  หญิงสาวพยุงร่างเขาอย่างทุลักทุเลเข้าไปในตรอกเปลี่ยว 

                บาดแผลและปืนในมือทำให้เซราห์เข้าใจว่าเขาคงมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนต่อหน้าผู้คนได้  หมอสาวตั้งใจหาที่พักชั่วคราวในตรอกนี้เพื่อช่วยชีวิตเขาไว้ก่อนจะไม่ทันเวลา  โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าคนที่เธอกำลังช่วยอยู่  คือผู้รั้งตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาล ‘แดเนียล  อินนิวา’
 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] อิน-จัน เป็นชื่อของฝาแฝดสยาม ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก  โดยที่มาของคำว่าแฝดสยาม เนื่องจากเกิดที่ประเทศสยาม (ไทย)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น