อัปเดตล่าสุด 2021-09-05 10:22:42

ตอนที่ 14 Sweet Dream

บทที่ 14 : Sweet Dream

 

              ห้าชั่วโมงจากปักกิ่ง  รถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านสถานีต่าง ๆ นับสิบ  บรรยากาศภายนอกเริ่มเปลี่ยนแปลงจากต้นไม้เขียวชอุ่ม  ภูเขาใหญ่น้อยขึ้นสลับเรียงราย  เป็นภาพทิวทัศน์แห้ง ๆ มีต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อม ๆ  ไอเย็นเกาะกระจกจนเป็นฝ้า  อุณหภูมิในตัวรถต่ำลงจนผู้โดยสารหลายคนหาเสื้อคลุมมาสวม

                 หญิงชราชาวจีนผมขาวทั้งศีรษะนอนขดตัวอยู่บนเบาะที่นั่งอย่างไม่มีใครสนใจ  ผู้โดยสารสามคนที่นั่งในเบาะที่เหลือคุยกันสนุกปาก  บางครั้งเหลือบมองหญิงชราแต่พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่ามองหน้ากันแล้ว ยักไหล่อย่างเสียไม่ได้

                 “ถ้าฉันหลับ  ห้ามปลุกและห้ามมายุ่งวุ่นวายกับฉัน!!”

                 เสียงกร้าวของเธอสั่งวัยรุ่นชายหญิงทั้งสามเอาไว้เมื่อรถเพิ่งเริ่มขบวน  ทำให้พวกเขาไม่กล้าแม้จะเอาผ้าห่มให้หญิงชรา

                 นอกจากเธอแล้ว  ในโบกี้ยังมีชายหญิงสี่คนที่หลับมาตลอดทางไม่ยอมตื่นแม้อากาศจะเริ่มหนาว เย็น  เนื้อตัวพวกเขาสั่นเทิ้มราวลูกนกเปียกน้ำ  สีหน้าเคร่งเครียดและเหงื่อผุดพรายท่ามกลางอุณหภูมิต่ำดูราวกับคนที่กำลัง ทุกข์ทรมาน 

                  แตกต่างกับหญิงชรา  ที่แม้จะหลับ  แต่รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าเป็นระยะ ๆ  พอให้ผู้พบเห็นเดาได้ว่า  ตอนนี้เธอกำลังฝันดี....

 

                “ลูเซีย  รอเดี๋ยว!!”

                 เซราห์วิ่งตามร่างแบบบางอย่างไม่ลดละ  ยิ่งเธอวิ่งเร็วเท่าไหร่  ร่างของเพื่อนสาวก็วิ่งหนีเร็วเท่านั้น  หมอสาวตะโกนเรียกตลอดทางแต่ดูเหมือนเสียงจะไม่ลอยเข้าหูลูเซียเลยแม้แต่น้อย

                 โบกี้แล้วโบกี้เล่า  เซราห์เหนื่อยหอบแต่ยังฝืนใจวิ่งต่อไป  แม้จะเห็นสภาพศพและร่างของลูเซียที่ถูกบรรจุใส่โลงไม้แล้ว  แต่ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนรักจะอายุสั้นขนาดนี้  ยิ่งเมื่อเซราห์รู้ว่าโลกมีเรื่องราวมหัศจรรย์อย่างวิญญาณและพลังพิเศษเหนือมนุษย์  เธอจึงหวังว่าอาจมีปาฏิหารย์บางอย่างที่ทำให้ลูเซียฟื้นขึ้นมา 

                 และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริง ๆ  ตอนนี้เซราห์จะไม่ยอมปล่อยให้ลูเซียต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนเดิมอีกแล้ว

                 เซราห์กัดฟันและเร่งฝีเท้า  ระยะห่างร่นเข้ามาเรื่อย ๆ  และในที่สุด  เซราห์ก็ยื่นมือคว้าต้นแขนเพื่อนรักได้สำเร็จ

                 “หยุดก่อนลูเซีย!!”

                 ร่างในชุดแซกสีครีมหยุดวิ่ง  ปอยผมสะบัดเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวเหยียดตรงอย่างมีน้ำหนัก  ใบหน้าหันมาอย่างช้า ๆ 

                 ดวงหน้ามีแววอิดโรย  แต่ดวงตารื้นน้ำตายังไม่แห้งสนิท  ลูเซียทำสีหน้าลำบากใจเมื่อเห็นเพื่อนรัก

                 “เซ..  ราห์”

                 เซราห์โผกอดลูเซียเต็มแรงด้วยความดีใจ 

                  “เธอกลับมาจริง ๆ แล้วใช่มั้ย..  ฉันดีใจจริง ๆ ลูเซีย”

                 สาวผมทองยกสองมือขึ้นจับไหล่เซราห์เบา ๆ  ลูเซียดันร่างเซราห์จากตัวก่อนมองจ้องผ่านแว่นกรอบใสทะลุถึงดวงตากลมโต

                 “ฉันกลับมาหาเธอ”  ดวงตาเศร้าสร้อยมองเซราห์อย่างโหยหา  “กลับมา...  พา เธอ ไป อยู่ ด้วย!!!

                 เซราห์ไม่เข้าใจความหมาย  จนกระทั่งสายตาสำรวจร่างของลูเซียอย่างถนัด

                 “ไม่..  จริง!!”

                 ถัดจากใบหน้าเศร้าสร้อย  คือคองามระหง  ไหล่เล็กลู่ตกอย่างไม่เป็นธรรมชาติ  และสิ่งที่สายตาจับจ้องไม่อาจละวางได้ 

                คือหน้าอกกลวงโบ๋!!

                 เลือดไหลทะลักเป็นสายจากตาสองข้าง  ลูเซียกอดรัดเซราห์แน่นราวกับงูรัด  พื้นเจิ่งนองข้นคลั่กไปด้วยเลือดสีแดงฉานจนทางเดินเปียกท่วม  เซราห์ตกใจกลัวจนเสียงกรีดร้องจุกอยู่ในลำคอ  หัวใจเต้นระรัวทำอะไรไม่ถูก  เมื่อคิดได้จึงดันร่างออกห่าง

                 แต่แรงของลูเซียมีมากเหลือเกิน  แขนเรียวเล็กรัดรั้งร่างเซราห์ไม่ให้เธอดิ้นหลุด  ดวงตาที่เคยมีแววบัดนี้ไร้ซึ่งลูกตาดำ 

                 “มาอยู่กับฉันเถอะ...  เซราห์”

                 เสียงกรีดร้องดังลั่นกว่าเสียงหวูดรถไฟ

 

                 ผมถูกตรึงร่างกับเก้าอี้ทันทีเมื่อตอบตกลงเล่นพนัน  ซูอัลที่ถูกพาไปนั่งเก้าอี้มีสภาพน่าอนาถ  แม้ภายนอกจะดูไม่ผิดปกติ  แต่สิ่งที่นักฆ่าแห่งเงารัตติกาลอธิบายทำให้รู้ว่าเขาสูญเสียประสาทสัมผัส ทั้งห้าไปแล้ว

                 “ผมชื่อแวริออท  ยินดีที่ได้รู้จักครับ  คุณ...”

                 “สัญญาได้มั้ย  ว่าถ้าผมชนะคุณต้องคืนประสาทสัมผัสของเพื่อนผมทั้งหมด”

                 แวริออทตีสีหน้าไม่พอใจ 

                 “ตามมารยาท  ถ้ามีคนแนะนำตัวกับคุณ  คุณก็ควรแนะนำตัวกลับนะครับ”

                 ผมไม่ตอบ  สายตาจ้องศัตรูไม่กระพริบ  แวริออทถอนหายใจยาวอย่างรำคาญใจ 

                 “เอาล่ะ  งั้นเรามาเริ่มพนันข้อแรกกันก็ได้  คุณว่าผู้หญิงคนนั้น”  เขาชี้มือไปที่หญิงสาวชาวจีนที่ยืนลังเลมองซ้ายขวา  “จะเลือกซื้อของจากร้านไหน”

                 เขาให้ผมมีโอกาสเลือกก่อน  ผมกวาดตามองร้านค้าเรียงรายที่ตั้งอยู่  แม้ใจจะคิดว่าหากตนทายไม่ถูก  ศัตรูก็ย่อมมีโอกาสผิดเท่า ๆ กัน 

                 “ร้านขายเครื่องดื่ม”

                 แวริออทยิ้มกริ่ม  พลางพูดประโยคที่อยู่ในใจอย่างไม่ต้องลำบากคิด

                 “งั้นผมเลือกร้านขนมปัง”

                 ผมไม่มีโอกาสรู้เลย  ว่าหญิงสาวคนนั้นคือหน้าม้าที่แวริออทจ้างมา  เธอเดินพุ่งตรงใส่ร้านขนมปังอย่างไม่ลังเล  มือหยิบขนมปังก้อนกลมและจ่ายเงินให้พ่อค้า

                 “ขอรับประสาทสัมผัสแรกของคุณก่อนล่ะนะ”

                 ‘วูบ!!!’

                 ผมใจหายวาบเมื่อรู้สึกชาที่ลิ้น  ประสาทสัมผัสการรับรสชาติถูกทำลายอย่างง่ายดาย

                 “ผมไม่อยากเสียเวลา  เริ่มข้อสองเลยแล้วกันนะครับ”

                 แววตาอำมหิตจ้องมองพร้อมเกมพนันข้อต่อไปที่กำลังจะเริ่มขึ้น 

 

                 ชายที่คิดว่าถูกจัดการอย่างราบคาบและเสียสติไปแล้ว  กลับปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า 

                 เบลิธาห์  นักบวชแห่งคริสตจักรผู้เชื่อมต่อ SSS ที่สามารถควบคุมศพให้เคลื่อนไหวได้  ศัตรูตัวฉกาจที่ถูกพวกเขากำจัดไปตั้งแต่ที่เยอรมนี  คือหนึ่งในนักฆ่าที่ถูกส่งมากำจัดพวกเขาที่เมืองจีน  คาซีและเน็กเธอร์หันหลังชนกันเตรียมรับมือเหล่าศพชาวจีนที่กำลังกลุ้มรุมล้อมใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

                 “Newton’s Gravity!!”

                 เพราะรู้ว่าหากใช้แรงโน้มถ่วงกระแทกโจมตี  รถไฟที่แล่นด้วยความเร็วสูงต้องเสียหลักพลัดตกรางจนอาจมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก  คาซีจึงเลือกใช้แรงโน้มถ่วงยกร่างผีดิบทั้งหมดให้ลอยติดเพดานรถไฟ

                 “X-Ray!!!”

                 เน็กเธอร์ไม่รอช้า  ขายาวก้าวกระโดดวิ่งบนเบาะพลางใช้ฝ่ามือสัมผัสร่างผีดิบทีละตัว  พลังพิเศษถูกส่งผ่านจนศพลอยทะลุหลังคารถไฟ  และถูกแรงลมกรรโชกพัดปลิวหายไปทีละตัว 

                 พลังพิเศษสอดประสานทำงานอย่างเข้ากันได้ดี  ผิดกับนิสัยของทั้งคู่ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว  แม้จะไม่ชอบหน้า  แต่หากเป็นเรื่องต่อสู้แล้วทั้งคาซีและเน็กเธอร์มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

                 เบลิธาห์สีหน้าเรียบเฉย  ไม่มีวี่แวววิตกกังวลเมื่อเห็นตุ๊กตาของตนถูกกำจัดอย่างง่ายดาย  คาซีและเน็กเธอร์ย่างสามขุมเข้าหาอย่างมาดร้าย

                 “ครั้งก่อนเจ้าเรแพนมันใจดีเกินไป  เลยไม่จัดการแกให้เด็ดขาด”  เน็กเธอร์คำราม

                 คาซีเสริมต่อ  “คราวนี้ฉันจะสงเคราะห์ให้เอง”

                 สองกำปั้นพุ่งเข้าใส่เบลิธาห์อย่างรุนแรง  หมัดที่อัดแน่นด้วยจิตสังหารสามารถป่นกระดูกได้เพียงสัมผัส 

                 แต่ทั้งคู่ต้องชะงักหมัด  เมื่อเบลิธาห์เผยร่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชุดคลุมตัวใหญ่...

                 “อะ..  แอซซี!!!”

                 ร่างเล็กในชุดเอี๊ยมยีนส์ถูกปล่อยให้นอนกองกับพื้นขวางหน้าเบลิธาห์ไว้

                 เน็กเธอร์เบิกตาค้าง  เขาก้มลงเขย่าตัวคนรักที่นอนแน่นิ่ง

                 เบลิธาห์หัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ  มือล้วงหยิบของบางสิ่งที่ควรจะอยู่ในร่างกายของแอซซีออกมาถือไว้อย่างทนุถนอม 

                 “สิ่งที่ชั้นต้องการมาตลอด  คือหัวใจของแอซซีที่รัก  และบัดนี้..  ชั้นก็ได้มันมาไว้ในครอบครองแล้ว!!!”

                 เบลิธาห์กัดกินหัวใจหัวใจแอซซีอย่างหื่นกระหาย  ปากเลอะเปรอะเปื้อนเลือดจนแดงฉานคล้ายทาด้วยลิปสติก  เพียงไม่นาน  ร่างของแอซซีก็เริ่มกระตุก

                 “ฉันอยากจะรู้นัก  ถ้าแกถูก ‘ฆ่า’ ด้วยมือของคนที่แกรัก  มันจะน่าสังเวชขนาดไหน  ไอ้สวะเน็กเธอร์”

                 เสียงกระดิ่งเงินสั่นดังคล้ายเสียงดนตรีที่ชักเชิดให้ร่างไร้วิญญาณเริงระบำด้วยท่วงทำนองแห่งความตาย  แอซซีเดินโงนเงนพลางอ้าปากที่มีน้ำลายยืดย้อย  เป้าหมายคือคอเรียวของชายอันเป็นที่รัก

 

                 ในหลายครั้งที่อารมณ์ ความรู้สึกที่แท้จริงของมนุษย์ถูกกดทับด้วยกรอบกติกา ศีลธรรมอันดีงาม  แม้ทุกคนต้องการในสิ่งใด  แต่หากสิ่งนั้นเป็นเรื่องผิด  เรื่องไม่เหมาะสมในสายตาคนอื่น  มนุษย์ทุกผู้ก็ย่อมปกปิดความต้องการของตนเอาไว้ภายใน 

                 ทฤษฎีความฝันของ ‘ซิกมุนด์ ฟรอยด์’[1] นักจิตวิทยาชาวออสเตรียกล่าวว่า  หากเมื่อใดก็ตามที่การอดกลั้นความรู้สึกได้ดำเนินมาเป็นเวลานาน  กลไกมหัศจรรย์ของร่างกายก็จะระบายความต้องการนั้นผ่านทาง...  ความฝัน

                 ‘เฟยหยู’  นักฆ่าชราชาวจีนแห่งเงารัตติกาลผู้นี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง  พลังกาย  และความสามารถทางการต่อสู้  แต่เธอเป็นนักฆ่าที่ได้รับความไว้วางใจจากวาร์ด เยอร์มูห์ เป็นอย่างมาก  เนื่องจากพลังพิเศษในการ ‘ควบคุมความฝัน’ ที่ได้รับจาก SSS “ปลอกหมอนของฟรอยด์”  ทำให้เธอสามารถสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ในความฝันของศัตรูที่หลับใหล  และหากผู้ใด ‘ถูกฆ่า’ ในห้วงแห่งฝัน  ผลลัพธ์ก็จะตกสู่ร่างกายของคนผู้นั้นเช่นเดียวกันด้วย

                 แต่เงื่อนไขการใช้พลังคือเธอต้อง ‘นอนหลับ’ ด้วยเช่นกัน  ซึ่งหากเธอตื่นขึ้นมา  พลังการควบคุมความฝันก็จะสลายไป  หญิงชราจึงกินยานอนหลับก่อนรถไฟจะเริ่มวิ่ง  และห้ามไม่ให้ใครยุ่งเกี่ยวกับเธอระหว่างหลับ 

                 แผนการกำลังดำเนินไปด้วยดี  ผู้เชื่อมต่อทั้งสี่คนต่างทุกข์ทรมานในเรื่องราวความฝันที่เธอบรรจงสรรค์ สร้าง  ทั้งการเจอกับเพื่อนรักที่ตายไปแล้ว  การเล่นพนันเดิมพันเพื่อช่วยเหลือเพื่อน  หรือการได้พบว่าคนรักถูกทำให้เป็นผีดิบ 

                 อีกไม่นาน  'ความตาย’ ก็จะคืบคลานเข้าแทนที่ ‘ความฝัน’…

 

                 แวริออทประเมินซูอัลเพียงแค่รูปร่างหน้าตาและการกระทำ  เขาเปรียบเทียบกับตัวเองก็คับข้องใจ  ชายหนุ่มที่ดูท่าทางร่าเริง  ใจดีและซื่อตรง คงอยู่ในครอบครัวที่ดี  ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  แตกต่างจากตัวเองที่ต้องดิ้นรนต่าง ๆ นา ๆ เพื่อเอาตัวรอดในสังคมจนดำดิ่งสู่ห้วงอบายมุข  กระทั่งตอนนี้โชคชะตายังไม่เข้าข้างเขา  กลับทำให้คู่ต่อสู้ชนะพนันถึงสามครั้งจนช่วงชิงสามประสาทสัมผัสของตนไปได้

                 แต่แวริออทคงไม่รู้หรอก  ว่าสิ่งที่ซูอัลแบกรับมาตลอดชีวิตนั้นช่างหนักหนากว่าที่ตนต้องเผชิญมากมายนัก

                 ทั้งการเป็นเด็กกำพร้า  ไม่รู้จักพ่อแม่ที่จริงของตน  ทำงานทุกประเภทตั้งแต่ก่อสร้างถึงพนักงานโรงแรมแบบหามรุ่งหามค่ำ  ไม่มีเวลาเรียนหนังสือ  ไม่มีเวลาพักผ่อนหรือคบเพื่อนฝูง  ประวัติเสียหายเพราะติดคุกแทนน้องชาย  ทุกประสบการณ์สั่งสมให้ซูอัลทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด และไม่ใช่เพื่อรอดเพียงตนเอง  แต่ยังต้องทำให้แม่และน้อง ๆ ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามีชีวิตอยู่รอดด้วย

                ‘การเอาตัวรอด’  จึงเป็นลักษณะนิสัยพิเศษที่ซูอัลมีติดตัวมาตั้งแต่บัดนั้น  เขาสามารถมองเห็นทางรอดในสถานการณ์คับขันได้  เช่นการใช้พลังพิเศษ ‘X’mas Gift’ เพื่อมอบ ‘มีดเหล็กกล้า’ ให้ตัวเองและใช้ผ่าลูกเต๋าเป็นสองส่วน  ก็เป็นสิ่งที่ซูอัลกระทำแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้การกลั่นกรองจากสมองเลยแม้แต่น้อย

                 แถมนอกเหนือจากความสามารถแล้ว  ซูอัลยังจัดเป็นคนประเภท ‘โชคดีสุด ๆ’ อีกด้วย  เขาไม่รู้เลยว่านางฟ้าแห่งโชคลาภมักแย้มยิ้มให้เสมอ  หากซูอัลได้ลองเล่นการพนันขันต่อเสี่ยงโชคดูสักครั้ง  เขาคงไม่ต้องลำบากทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตแบบนี้หรอก

                 “ผมว่าคุณอย่าเล่นต่อเลย  ตอนนี้คุณก็มองไม่เห็นแล้วนะครับ”

                 ซูอัลกล่าวอย่างเป็นห่วง  แต่ทุกถ้อยคำกลับกรีดแทงที่หัวใจแวริออทและทำให้ตีความว่าชายหนุ่มกำลังเยาะเย้ย

                 “ไม่ต้องพูดมาก  ข้อต่อไปจะทำให้แกพูดอะไรไม่ออก!!”

                 แม้ตามองไม่เห็น  แต่แวริออทไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น  ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในสมองเพียงอย่างเดียวคือการเอาชนะซูอัลให้ได้อย่างเด็ดขาด 

                 แวริออทล้วงไพ่สำรับหนึ่งจากกระเป๋า  ไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตา  เพียงแค่ฝ่ามือสัมผัสปลายนิ้วก็สลับไพ่อย่างชำนาญ  เสียงไพ่ถูกกรีดดังเป็นจังหวะรัวอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะแผ่เป็นแถวยาวบนโต๊ะ

                 “เลือกไพ่คนละสองใบ  ใครได้แต้มรวมกันมากกว่าชนะ”

                 ปกติสำรับไพ่จะมีไพ่ตั้งแต่แต้ม 1-10 และ J  Q  K  ซึ่งแทนด้วยแต้ม 11 – 13  หากเลือกไพ่สองใบแต้มรวมที่สามารถทำได้สูงสุดคือ K สองใบ  เท่ากับ 26

                 แน่นอนว่าแวริออทไม่ละเลยการใส่เทคนิคกลโกงไว้ในไพ่สำรับนี้ด้วย  ด้านหลังไพ่ K โพดำและโพแดงถูกเล็บจิกเป็นรอยบาง ๆ หากไม่ใช่ผู้ชำนาญที่สัมผัสไพ่ทุกวันอย่างเขา  ย่อมไม่มีทางสัมผัสรู้ว่าใบไหนคือไพ่ที่ถูกทำตำหนิไว้แล้ว

                 โอกาสที่ซูอัลจะเลือกไพ่สองใบนั้นจากทั้งสำรับ  มีไม่ถึง 4 เปอร์เซ็นต์  แวริออทจึงออกปากให้คู่ต่อสู้เลือกไพ่ก่อน

                 ซูอัลถอนใจ  เขาวางมือบนไพ่ทุกใบก่อนลูบไล่จากซ้ายไปขวา  นิ้วแข็งแรงหยุดเป็นระยะอย่างลังเล  เขาใช้เวลาอยู่นานจนแวริออทเริ่มรำคาญ

                 “เลือก ๆ ซะทีสิ  ถึงแกจะดวงดียังไงก็ไม่มีทางชนะพนันติดกันถึงสี่ตาติดหรอก”

                 ซูอัลจึงตัดสินใจหยิบไพ่ด้านขวาสุดสองใบ  เขาหงายไพ่ทันทีและแต้มที่ปรากฎทำให้ชายหนุ่มตาค้าง

                 “ว่ายังไง  แต้มรวมได้สูงพอจะลุ้นมั้ยล่ะ”

                 “ผมได้...  สอง  กับ  หนึ่ง ครับ”

                 คำตอบของซูอัลเรียกเสียงหัวเราะร่าอย่างสะใจจากแวริออทดังลั่น  แม้จะพลาดมาถึงสามครั้ง  แต่เมื่อคำนวณโอกาสที่จะแพ้ในเกมนี้แล้ว  มีเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์

                 แวริออทไล่ปลายนิ้วสัมผัสหลังไพ่ทีละใบอย่างรวดเร็วและไร้พิรุธ  เพียงลากผ่านไม่กี่ใบ  ปลายนิ้วก็สัมผัสร่องจาง ๆ จากรอยเล็บของไพ่สองใบที่อยู่ติดกัน  นิ้วคีบไพ่ตรงตำแหน่งไม่ผิดพลาดพลางเปิดหงายไพ่ให้ประจักษ์แก่สายตาซูอัล

                 “ชั้นชนะแล้ว!!!”

                 แวริออทกระโดดดีใจ  ไพ่ที่เลือกย่อมเป็น K โพดำและโพแดงที่ตนทำตำหนิไว้แล้ว  บัดนี้ซูอัลต้องไร้ซึ่งสี่ประสาทสัมผัส  อีกเพียงข้อเดียวเขาก็จะเป็นผู้มีชัยอย่างเด็ดขาด

                 แวริออทยืนค้างในท่าดีใจ  มือที่ยกชูค่อย ๆ ลดลงอย่างใจหาย  นักพนันจำได้ว่าเมื่อกี๊ตัวเองเปล่งเสียงด้วยความดีใจ

                แต่ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงตัวเอง!!!

                 เพราะตาที่มองไม่เห็น  ทำให้แวริออทไม่รู้เลยว่าหน้าไพ่ที่ตนเลือกไม่ใช่แต้มที่หวังเอาไว้  เสียงร้องครวญครางอย่างผิดหวังและสับสนกับสิ่งทีเกิดขึ้นไม่อาจดังกระทบโสตประสาทของตนเอง

                 ซูอัลมองไพ่แต้ม ‘หนึ่ง’ สองใบที่หงายอยู่ด้านหน้าแวริออทอย่างสะทกสะท้อนใจ  ยิ่งเล่นพนันมากข้อขึ้นเท่าไหร่  คู่ต่อสู้ก็ยิ่งมีสภาพน่าสังเวชมากเท่านั้น  เขาอยากจะจบเกมนี้เสียทีแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเงื่อนไขพลังพิเศษบังคับเอาไว้

                 เพราะโชคอย่างเหลือเชื่อของซูอัล  ทำให้ระหว่างที่เขาลังเลว่าจะเลือกไพ่อะไรอยู่นั้น  ปลายนิ้วได้ ‘กด’ ลงกลางหลังไพ่หลายใบ  ทำให้เขาทิ้งรอยเล็บไว้ในไพ่เพิ่มเติมจากไพ่ K ที่แวริออททำตำหนิไว้แล้ว  เมื่อแวริออทลูบเจอรอยตำหนิจากไพ่สองใบแรกซึ่งเป็นฝีมือของซูอัล  จึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไพ่ที่ตนหมายตาเอาไว้

                 ประสาทสัมผัสสี่อย่างของนักพนันแห่งเงารัตติกาลถูกลบหายโดยที่ซูอัลยังไม่ทันออกแรงให้เหนื่อยเลย

           

                 เหลืออีกเพียงข้อเดียว  หากซูอัลชนะเงื่อนไขการเดิมพันก็จะสัมฤทธิ์  บัดนี้การลิ้มรส การได้กลิ่น การมองเห็นและการได้ยินของแวริออทถูกทำลายจนสิ้น 

                 ความหวาดกลัวปกคลุมแผ่ซ่านในใจของนักฆ่าหนุ่ม  ตลอดชีวิตเขาไม่เคยแพ้พนันใครมาก่อน  ยิ่งเมื่อได้รับพลังพิเศษจากการเชื่อมต่อ SSS ‘ไพ่ของเร็นโซนี่’  จากจิตวิญญาณของ ‘ทอมมี่ เร็นโซนี่’[2] ผู้ให้กำเนิดเกมพนันบาร์คาร่าของอเมริกา  ยิ่งทำให้นักพนันมั่นใจในความสามารถของตนมากขึ้น

                 แต่ตอนนี้แวริออทรู้แล้ว  ว่าชายเบื้องหน้ามิใช่คนที่จะต่อกรด้วยกลโกงเล็กน้อยที่เขาใช้  การเดิมพันข้อสุดท้ายในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้  แวริออทจึงไม่อาจพลาดได้อีกแล้ว

                 ปืนลูกโม่ Colt Rossi ขนาด .38 สีเงินแวววับถูกชักออกจากหลังกางเกง  แวริออทล้วงลูกกระสุนสีทองลูกหนึ่งในกระเป๋าเสื้ออย่างชำนาญก่อนบรรจุลงในโม่และหมุนอย่างแรง

                 ‘กึก!!!’

                 ฝ่ามือดันปิดช่องบรรจุกระสุน  เกมสุดท้ายที่เดิมพันด้วยชีวิตกำลังจะเริ่มขึ้น

                 “รู้จัก ‘รัสเซียน รูเล็ต’ มั้ยครับ”  แม้เป็นประโยคคำถาม  แต่ประสาทการได้ยินถูกทำลายไปแล้ว  แวริออทจึงไม่รอคำตอบ  “จ่อปืนที่ขมับแล้วผลัดกันยิงคนละครั้ง  ใคร ตาย  ก็ แพ้!!”

                 ซูอัลไม่คาดคิดว่าการเดิมพันครั้งสุดท้ายจะมีความเสี่ยงสูงขนาดนี้  ชายหนุ่มแม้สงสารคู่ต่อสู้  แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนอีกสี่คน  เขาไม่อาจเลี่ยงการเผชิญหน้ากับนักฆ่ารายนี้ได้  มือใหญ่หนาจึงหยิบปืนบนโต๊ะจ่อที่ขมับของตัวเอง

                 นิ้วสอดเข้าโกร่งไก  เหงื่อผุดซึมทั่วผิวกาย  ความตึงเครียดสะสมจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ 

                 ซูอัลสูดลมหายใจลึกระบายความเครียด  ก่อนจะกระดิกนิ้วรั้งไกปืนเข้าหาตัว

                 ‘แชะ!!’

                 เสียงนกปืนกระแทกพร้อมโม่ที่เลื่อนหมุนไปหนึ่งช่อง  แต่ไม่มีสิ่งใดออกจากปากกระบอกปืน  ซูอัลเป่าปากอย่างโล่งอกก่อนจับปืนยัดใส่มือแวริออท

                 เพียงมือสัมผัสปืน  นักพนันก็รู้ว่าคู่ต่อสู้ยังมีชีวิตรอด  สถานการณ์พลิกผัน  ตอนนี้ความตึงเครียดทั้งหมดตกอยู่กับแวริออทเพียงผู้เดียว

                 มือสั่นเทายกปืนขึ้นจ่อขมับ  นิ้วกระดิกสั่นอย่างควบคุมไม่ได้  เหงื่อกาฬแตกซ่านกับใบหน้าเหยเก  หัวใจเต้นระรัวราวกระเดื่องกลอง  แวริออทกัดฟันก่อนตัดสินใจทำบางอย่าง

                 “ชั้นไม่ยอมตายหรอก  เอาไปกินซะ!!!”

                 ปืนถูกเลื่อนจากศีรษะตนเอง  จ่อเข้าหาซูอัลที่นั่งตรงข้ามแทน  ไม่จำเป็นต้องมองเห็นเพราะตำแหน่งของคู่ต่อสู้ถูกบันทึกในสมองไว้ตั้งนาน แล้ว  แวริออทลั่นไกรัว  ลูกโม่หมุนเลื่อนทีละช่อง  จนถึงตำแหน่งที่ลั่นไกครั้งที่สาม  กระสุนก็ระเบิดออกจากรังเพลิงอย่างรวดเร็ว

                 ‘ปัง!!!!’

                 ลูกตะกั่วพุ่งเข้าใส่หน้าอกซูอัลอย่างแม่นยำ  หากเก้าอี้ไม่ถูกตรึงด้วยพลังพิเศษ  ชายหนุ่มคงหงายหลังกระแทกพื้นไปแล้ว  ซูอัลถูกยิงอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้  ขณะที่แวริออทลั่นไกต่อเนื่องเพราะไม่เห็นและไม่ได้ยินจึงไม่รู้ว่ากระสุน ถูกยิงออกไปแล้ว 

                 จนเมื่อเวลาผ่านไป  เขาแน่ใจว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าถูกยิงแน่นอน  แวริออทจึงตะโกนอย่างผู้มีชัย

                 “ชั้นชนะแล้ว!!!”

                 หากแต่การตะโกนครั้งนี้  เกิดจากความเข้าใจผิดในผลการเดิมพันที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต 

                 ซูอัลลุกจากเก้าอี้  สายตามองนักฆ่าแห่งเงารัตติกาลด้วยความสงสารและเวทนา  นักพนันคงไม่รู้เลยว่าบัดนี้ประสาทสัมผัสอย่างสุดท้ายของตนถูกช่วงชิงไปแล้ว  ทั้งการลิ้มรส  ได้กลิ่น  มองเห็น  ได้ยิน  และความรู้สึกของแวริออทไม่หลงเหลืออีกต่อไป   อย่าว่าแต่การใช้พลังพิเศษเลย  ต่อให้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ก็คงทำได้อย่างยากลำบาก

                 ‘เสื้อเกราะกันกระสุน’ ที่ซูอัลได้รับจากกล่องของขวัญและสวมใส่ไว้ก่อนการเดิมพันครั้งสุดท้ายจะเริ่มขึ้นค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อมันถูกใช้ประโยชน์เสร็จสิ้น  กระสุนที่ฝังค้างอยู่ด้านในร่วงตกลงพื้นกลิ้งไปกระทบรองเท้าของแวริออท 

                 ...แต่นักพนันคงไม่อาจรู้สึกได้

 

                 ซูอัลเดินกลับมาที่โบกี้ของตน  ในใจแม้เป็นห่วงแวริออทว่าต่อไปเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร  แต่อีกใจก็โล่งอกที่นักฆ่าคงไม่อาจใช้พลังพิเศษอันเลวร้ายไปทำความเดือดร้อนให้ใครได้อีก

                 อากาศที่เย็นทำให้เขากอดอก  ขนลุกตั้งชันกับร่างกายที่สั่นระริกโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้ซูอัลรีบเดินกลับไป ที่นั่งเพื่อหาเสื้อมาสวมทับอีกชั้น  แต่ระหว่างทางสายตาพลันเหลือบเห็นหญิงชราที่นั่งหลับเนื้อตัวหนาวสั่น

                 เขามองดูชายหญิงสามคนที่นั่งคุยกันโดยไม่สนใจอย่างขุ่นมัวในอารมณ์  ในใจนึกตำหนิว่าทำไมถึงไม่หาผ้าหรืออะไรมาคลุมให้หญิงชรา

                 ‘X’Mas  Gift!!!’

                 ซูอัลหลบสายตาคนและใช้พลังพิเศษ  กล่องของขวัญสีขาวขนาดไม่ใหญ่นักถูกสร้างขึ้น  เมื่อเขาดึงเชือก  ผ้าห่มสีขาวผืนหนาก็ปรากฎออกมา

                 “อืม..  นี่คงใช้ได้”

                 และที่พิเศษกว่านั้น  ปลายด้านหนึ่งของผ้าห่มยังมีปลั๊ก  ซูอัลเคยทำงานที่โรงแรมจึงคุ้นตากับผ้าห่มแบบนี้เป็นอย่างดี

                 มันคือผ้าห่มไฟฟ้าที่สามารถปรับอุณหภูมิเพิ่มความอุ่นได้

                 เขาจัดแจงห่มผ้าให้หญิงชรา  ปลั๊กเสียบกับเต้ารับที่มีประจำอยู่ในทุกเบาะที่นั่ง  ชายหญิงชาวจีนพยายามส่งเสียงล้งเล้งและชูมือชูไม้เหมือนห้าม  แต่ซูอัลทำตาเขียวใส่อย่างไม่พอใจ  พวกนั้นจึงเงียบไปและเลิกสนใจสิ่งที่เขาทำ

                 หญิงชราคลายความหนาวลง  ซูอัลยิ้มอย่างโล่งใจ  เขาหันมองเพื่อนทั้งสี่คนเมื่อเห็นยังหลับสนิทก็โล่งใจว่าคงไม่มีอะไรผิด ปกติเกิดขึ้น  ซูอัลกลับมานั่งที่ของตัวเองพลางมองวิวทิวทัศน์เขตเหนือของประเทศจีนอย่าง เพลินตา

 

                 ‘เปรี๊ยะ!!’

                 ‘เปรี๊ยะ!!’

                 เสียงเบา ๆ ดังจากผ้าห่มไฟฟ้าที่กระแสไฟรั่วออกมา  ไฟฟ้าช็อตผิวหนังจนเกร็งกระตุก  แม้ฤทธิ์ยานอนหลับที่กินเข้าไปจะรุนแรงเพียงใด  แต่สัญชาตญาณปกป้องตนเองกลับกระตุ้นให้เฟยหยูตื่นจากห้วงนิทรา

                 “โอ๊ย!!  ช่วยด้วย  ไฟช็อต”

                 หญิงชราตะโกนด้วยภาษาจีนลั่นจนหนุ่มสาวที่นั่งด้วยกันตกใจ  เธอปัดป่ายผ้าห่มจากร่าง  เนื้อตัวมีรอยไหม้ดำเป็นจ้ำจากไฟฟ้าที่ลัดวงจรจากผ้าห่ม  ขาเล็กลีบพาร่างเดินงก ๆ เงิ่น ๆ ไปที่ห้องน้ำหมายเอาน้ำลูบแผลบรรเทาอาการแสบร้อน  แต่เพราะความชรา  สองขาจึงไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง  เฟยหยูเกาะเกี่ยวเบาะที่นั่งเดินไปอย่างลำบาก 

                 เมื่อใกล้ถึงห้องน้ำ  สองขาลีบเล็กยิ่งออกแรงมากขึ้น  ความเจ็บปวดร่างกายมีไม่เท่าความเจ็บใจที่ไม่อาจจัดการผู้เชื่อมต่อทั้งสี่ได้ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวในฝันใกล้ดำเนินถึงจุดจบแล้วแท้ ๆ

                 มือจับลูกบิดห้องน้ำและบิดอย่างแรง  แต่ในห้องน้ำมีคนอยู่  หญิงชราจึงตะโกนพลางทุบประตูอย่างร้อนรน                   

                 ‘แอ๊ด!!’

                 เสียงที่ดังขึ้นไม่ใช่ประตูห้องน้ำเปิดออก  กลับเป็นประตูเชื่อมระหว่างโบกี้รถไฟที่เปิดอ้าแทน

                 ร่างที่ก้าวเปะปะไม่รู้ทิศทางคือคนคุ้นตา  เฟยหยูเบิกตาค้างมองเพื่อนร่วมกองโจรอย่างตกใจ  เธอไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มนักพนันจะตกอยู่ในสภาพไร้ประสาทสัมผัสแบบนี้ 

                 เพราะ ‘โชคดี’ ที่ไหลไปหาซูอัลจนหมด  ทำให้ ‘โชคร้าย’ เคลื่อนเข้ามาทาบทับ  ไม่ว่าแวริออทจะทำอะไรตอนนี้ทุกอย่างล้วนตกอยู่ในดวงชะตาของดาวมรณะ  มือที่ปัดป่ายพลันจับติดกับที่จับประตูฉุกเฉินฝั่งตรงข้ามห้องน้ำ  แวริออทกำแน่นก่อนออกแรงดึงเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นประตูปกติ 

                 บานประตูถูกเลื่อนเปิด  ลมมหาศาลพัดวูบดูดร่างชายหนุ่มจนติดหน้าต่าง  มืออีกข้างที่ยังเป็นอิสระไขว่คว้าจับยึดสิ่งใกล้ตัวเพื่อเหนี่ยวรั้งร่างกาย  และสิ่งที่อยู่ใกล้มือที่สุดที่พอคว้าได้...  คือเสื้อของเฟยหยู

                 ร่างของนักฆ่าแห่งเงารัตติกาลทั้งสองถูกลมดูดพัดปลิวลอยละลิ่วตกรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วเกือบ 300 ไมล์ต่อชั่วโมง  แม้เสียงหวีดร้องก็ลอยมาไม่ทันความเร็วของขบวนรถ  ไม่ต้องคาดเดาก็พอรู้ถึงชะตากรรมอันน่าเศร้าของทั้งคู่

                 ซูอัลหันมองเพื่อนสี่คนที่สะดุ้งตื่นพร้อมกันอย่างแปลกใจ  สีหน้าเคร่งเครียดและเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าบอกให้รู้ว่าพวกเขาฝันร้าย  ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ กับเรื่องบังเอิญที่คนสี่คนฝันร้ายพร้อมกันอย่างขบขัน  เขาปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนเพลียโดยไม่รู้เลยว่า  เพราะ ‘โชค’ อันน่าอัศจรรย์ของตน  ทำให้สามารถจัดการนักฆ่าของเงารัตติกาลสองคนได้พร้อมกันโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

 

                  ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา  รถไฟก็จอดเทียบชานชาลาที่สถานีปลายทาง        

                  กรุงมอสโก  เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย  เป็นเมืองที่สะท้อนภาพความเป็น ‘รัสเซีย’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  เพราะสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ล้วนสะท้อนภาพประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยยังเป็นสหภาพโซเวียตจนถึงปัจจุบัน  ตึกรามบ้านช่องสไตล์สตาลินสูงเสียดฟ้า  โบสต์คริสเตียนออร์ธอดอกซ์  กระทั่งตึกทรงโมเดิร์นสมัยใหม่ก็มีให้เห็นสลับกันราวกับการจัดผังเมืองไม่สนรูปแบบ 

                 ชาวรัสเซียพื้นเมืองบางคนจ้องมองนักท่องเที่ยวด้วยสายตาไม่เป็นมิตร  เพราะหลายคนยังเป็นรัสเซียรุ่นเก่า  หัวรุนแรงและปฏิเสธชาวต่างชาติ  พวกเขาซุบซิบกันด้วยท่าทีไม่น่าไว้วางใจ 

                 อากาศหนาวพัดโกรกจนผิวหน้าแห้ง  พวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่กันความหนาวได้  สองขารีบวิ่งพาร่างออกจากสถานีรถไฟ  แม้ภายในจะตกแต่งประดับประดาด้วยศิลปะอย่างวิจิตร  แต่เพราะนักฆ่าแห่งเงารัตติกาลตามรอยจนเจอแล้ว  เราจึงไม่มีเวลาชื่นชมความงามอันเลอเลิศนี้ได้

                ระยะทางสู่อเมริกายังอีกไกล  การตามหาผู้เชื่อมต่อ SSS ชิ้นสุดท้ายเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ  เพราะเราทุกคนมีลางสังหรณ์ตรงกันว่าการต่อสู้ที่รุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ ที่ผ่านมา  กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ผู้สร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์

[2] ทอมมี่ เร็นโซนี่ (Tommy Renzoni) ผู้ออกแบบการเล่นบาร์คาร่าของอเมริกัน จนได้ฉายา “บิดาแห่งอเมริกันบาร์คาร่า”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น