อัปเดตล่าสุด 2021-09-04 10:20:46

ตอนที่ 13 ศึกพนันบนรถไฟ

บทที่ 13 :ศึกพนันบนรถไฟ

                           

              “ชิง SSS ไอโซเทอมของแลงมัวร์มาได้แล้วค่ะ..  หัวหน้า”

                  เสียงใสดังคลอเสียงน้ำไหลและลมหวีดหวิวราวกับการบรรเลงดนตรีจากธรรมชาติ  ‘อาทาโพเอล’ หนึ่งในสี่รองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาล  ม้วนแผ่นกระดาษที่ชิงมาจากไนวัลใส่กระเป๋า  ชุดพื้นเมืองยาวชายเปียกชุ่มเพราะแช่น้ำเป็นเวลานาน  เธอดึงขึ้นบิดไล่หยาดน้ำลงพื้น  เรียวขาขาวเนียนสะท้อนแสงจันทร์เรืองชวนมอง

                 “ข้าขออภัย  ที่ไม่อาจจัดการมันได้”

                 เสียงใหญ่ดังทำลายความสงบ  อาทาโพเอลไม่แม้แต่จะเหลือบมอง

                 “ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรจากเธออยู่แล้วล่ะ”

                 ร่างอวบอัดเดินผ่านชายแจ็คเก็ตดำ  เจ้าของ SSS ‘สายล่อฟ้าของแฟรงคลิน'[1] ผู้สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าเป็นพลังโจมตี  หนึ่งในลูกน้องคนสนิท  เขาย่อเข่าทำความเคารพเมื่อเธอเดินผ่านราวกับสตรีผู้นี้คือนายเหนือหัว

                 ชายในชุดกันหนาวหนาที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศ  ยืนแทรกตัวในหมู่กกอียิปต์ที่ขึ้นริมแม่น้ำไนล์  แต่แม้ลมรอบกายจะพัดแรงเพียงใด  หมู่กกสีเขียวเข้มก็ไม่กระดิกไหวติงแม้แต่น้อย

                 “ข่าวแจ้งว่าเราทำพลาดที่จีน   SSS ที่ชิงได้ถูกแย่งกลับคืนไปแล้ว  แถมดัลลิเวอร์และพี่น้องตระกูลจางก็ถูกจัดการทั้งหมด  เราจะไปตามเอาคืนรึเปล่าครับ  นายหญิง”

                 คิ้วย่นลงวูบหนึ่ง  ก่อนหน้าเรียวงามจะเปล่งประกายเฉิดฉายดังเดิม

                 “ไม่ต้อง!!  ตอนนี้เราต้องกลับไปรวมตัวที่ปราสาท  แผนการใหญ่ใกล้จะเริ่มแล้ว”

                 ผู้พูดเดินฝ่าดงกกที่แข็งค้างราวกับรูปสลัก  เพียงสัมผัสมันก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  หากสังเกตให้ดีจะเห็นไอเย็นจาง ๆ ลอยออกมาจากเศษชิ้นส่วนที่ถูกแช่แข็งด้วยพลังพิเศษ

                 “รับทราบครับ  นายหญิง”

                 อาทาโพเอลและสมุนทั้งสองมุ่งหน้าสู่ปราสาทเงารัตติกาล
 

                 บนบัลลังก์ในห้องโถงใหญ่  หัวหน้าเงารัตติกาลกวาดตามองเหล่านักฆ่าในปราสาท  สมองวางแผนการเป็นลำดับขั้นตอนในหัว 

                  ผู้รั้งตำแหน่งรองหัวหน้าเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจใด  นั่งไขว่ห้างพลางกระดิกนิ้วอย่างหงุดหงิด  แว่นดำปกปิดดวงตาสีน้ำตาลเข้ม  ผมตั้งราวหนามเม่นแข็งจนแทบทิ่มทะลุผนังเก้าอี้หนัง  เส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผากบ่งบอกให้รู้ว่าความอดทนกำลังสิ้นสุด

                 ดูเหมือนผู้นั่งอยู่เบื้องหลังจะรับรู้อารมณ์

                 “อีกไม่นานหรอก  เจ้าจะได้อาละวาดสมใจ”

                 ลูซัม ซีมอน  รองหัวหน้าเงารัตติกาลจึงยิ้มออก

                 บรรดานักฆ่าดวงตาวาวโรจน์  พลังพิเศษที่ถูกเก็บไว้นานเตรียมพร้อมระเบิดออกมาเพื่อแผนการอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาทุกเมื่อ

                วาร์ดรอคอยการกลับมาของรองหัวหน้าอีกสามคน  เมื่อนั้นเงารัตติกาลก็พร้อมเคลื่อนพลสู่วอชิงตัน ดี ซี

 

                 แท็กซี่สีเขียวขาวแล่นด้วยความเร็วราวกับไม่มีเบรก  คนขับแท็กซี่คงงงเป็นไก่ตาแตกเมื่ออยู่ดี ๆ คนห้าคนโยนปึกแบงค์หยวนให้ในจำนวนที่สามารถซื้อรถใหม่ได้อีกคัน  ซูอัลเหยียบคันเร่งพลางหักหลบแซงซ้ายขวาจนถูกบีบแตรด่าตลอดทาง  แม้จะต่อสู้กับศัตรูมาหลายครั้ง  แต่รูปแบบพลังพิเศษของศัตรูครั้งนี้กลับสร้างความตื่นตระหนกให้ทุกคนอย่างมาก

                 คาซีที่ฝืนใช้พลังพิเศษนั่งพิงไหล่ผม  พวกเราเมื่อเห็นอุกกาบาตที่คาซีใช้โจมตีศัตรูต่างเกิดคำถามในใจ  เพราะพลังพิเศษนั้นแตกต่างจากแรงโน้มถ่วงที่ทุกคนเคยเห็น  แต่วินาทีนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหนีให้ห่างจากศัตรูปริศนาเสียก่อน

                 “แล้วเราจะเอายังไงกันดีล่ะเน็กเธอร์  เครื่องบินของนายก็ถูกทำลายไปแล้ว”

                 เน็กเธอร์กัดฟันกรอดมาตลอดทาง  เครื่องบินราคาหลายพันล้านถูกทำลายราบคาบราวกับกระป๋องโลหะ 

                 “คงต้องเปลี่ยนวิธีเดินทาง  ทั้งเครื่องบิน  เรือ  และเครื่องบินส่วนตัวล้วนถูกพวกมันจับตาไว้หมดแล้ว  มีทางไหนอีกบ้างเนี่ย”

                 และมีเพียงคนเดียวที่รู้เส้นทางเพราะอยู่ที่นี่มาหลายปี

                 เซราห์อึกอัก  ก่อนเสนอความเห็น

                 “เอ่อ..  เรา..  นั่งรถไฟไปมั้ยคะ”

                 “รถไฟ!!!”

                 สามเสียงประสานกันอย่างไม่ได้นัดหมาย  ผมวาดภาพแผนที่โลกในสมอง  อเมริกาอยู่ฝั่งซ้ายของแผนที่  ส่วนจีนอยู่ฝั่งขวา  หากนั่งรถไฟไปต้องผ่านกี่ประเทศกัน  กว่าจะถึงอเมริกาคงใช้เวลาหลายเดือน

                 เน็กเธอร์ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามืออย่างคิดได้

                 “จริงสิ!!  ถ้าขึ้นเหนือก็จะถึงรัสเซีย  สุดรัสเซียทางตะวันออกก็ทวีปอเมริกาแล้ว  แถมนั่งรถไฟพวกเรายังแฝงตัวกับคนทั่วไปได้  เงารัตติกาลคงตามร่องรอยได้ยาก”  เน็กเธอร์มองกระจกหลังพลางส่งสายตาหวานให้หมอสาว  “เธอนี่น่ารักจริง ๆ เลย  เซราห์”

                 ดวงตาใต้แว่นสบตาเน็กเธอร์วูบเดียว  ก็ต้องหลุบตาลงต่ำ  หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายจนแทบมุดหน้าซุกกับเบาะ

                  ซูอัลรู้จุดหมายปลายทาง  ก็บึ่งรถมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟปักกิ่งทันที

 

                  การเดินทางด้วยรถไฟเป็นหนึ่งในการคมนาคมสายหลักที่ชาวจีนนิยมเดินทางเนื่องจากราคาถูก  จึงพบเห็นผู้คนหนาตาทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน อยู่บริเวณรอบสถานี  แตกต่างจากยุโรปที่ผู้โดยสารจะนั่งรอในที่ที่จัดไว้ให้อย่างเป็นระเบียบ

                 อาคารทรงโค้งสีอิฐหม่นมีกลิ่นอายยุโรปแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด  ทั้งโครงสร้าง  การออกแบบ  กระทั่งของประดับตกแต่งเช่น โคมไฟระย้าทรงสูง  คานขื่อเหล็กเปลือย  ล้วนลอกเลียนแบบสถาปัตยกรรมฝั่งตะวันตกมาทั้งสิ้น 

                 คาซีลืมตาตื่นเมื่อรถจอดเทียบอาคาร  เพียงเห็นว่ากำลังนอนพิงไหล่ผมอยู่  เขาก็รีบตั้งตัวตรงอย่างไม่พอใจ

                 “ใครใช้ให้นายมานั่งเกะกะ”

                 อ้าว...  ไอ้บ้านี่!!  ก็ตอนนั่งในรถหัวแกเอนมาพิงไหล่ชั้นเองนะ 

                 ผมได้แค่คิด  แต่ไม่กล้าพูดเนื่องจากสายตาอำมหิตของคาซีบอกอารมณ์ว่าเขาไม่อยู่ในอาการให้ล้อเล่นได้ 

                 ซูอัลอ่านป้ายคำแนะนำก็เตรียมวิ่งไปอาคารฝั่งฮาร์โมนี (ฝั่งขวา) เพราะเป็นจุดขายตั๋วสำหรับชาวต่างชาติ  เนื่องจากอาคารอื่นพนักงานขายตั๋วไม่สามารถพูดภาอังกฤษได้  แต่เน็กเธอร์รั้งแขนเขาไว้

                 “ให้เซราห์ซื้อตั๋วที่อาคารอื่นเถอะ  เราต้องแฝงตัวกับคนจีน  ถ้าไปซื้อตั๋วช่องต่างชาติเดี๋ยวโดนตามรอยได้”

                 ซูอัลพยักหน้า  เขามองเซราห์และผายมือให้  หมอสาวขัดเขินเดินขาปัดไปมา  หน้าที่นี้มีเพียงเธอที่ทำได้เพราะไม่มีใครรู้ภาษาจีน

                 เซราห์แจกตั๋วกระดาษสีขาวลายฟ้าพิมพ์ภาษาจีนควบรัสเซีย  ราคาหน้าตั๋วเป็นเงินหยวนแต่เมื่อเทียบเป็นเงินยูโรนับว่าเป็นแค่เศษเงินสำหรับมหาเศรษฐีอย่างเน็กเธอร์  รถไฟที่เซราห์จองให้เป็นรถไฟสายปักกิ่ง-มอสโก-รัสเซีย  ชนิดรถด่วนพิเศษ  ทุกคนรีบก้าวขึ้นรถเพราะไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น

                 แต่พวกเราไม่รู้เลย  ว่าทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาคู่เล็กของเด็กชายในชุดเอี๊ยมสีส้มโดยตลอด

 

                 หนังสือนิทานเล่มหนาถูกเปิดพลิกเพื่อหาเรื่องที่ถูกใจ

                ‘โพเช่ ไนร่า’ รองหัวหน้าเงารัตติกาลผู้ครอบครอง SSS ‘นิทานของอีสป’[2]  มีพลังพิเศษในการสร้าง ‘เรื่องราวจากนิทานให้เป็นจริง’  สะกดรอยตามเหล่าผู้เชื่อมต่อมาตั้งแต่ที่สนามบินจนถึงสถานีรถไฟ  ร่างเล็กแอบอยู่มุมตึกฝั่งตรงข้ามปลอดสายตาผู้คน

                 เขาหงุดหงิดที่ไม่อาจจัดการศัตรูได้  แม้การดำเนินตามเนื้อเรื่องจากนิทาน ‘กาบ้ายอ’  ซึ่งตามโครงเรื่อง  เนื้อที่หล่นจากปากกาจะต้องถูกจิ้งจอกคาบไปกิน  แต่เพราะพลังพิเศษอันร้ายกาจของเหล่าศัตรู  ทำให้พวกเหล่าผู้เชื่อมต่อซึ่งเปรียบเสมือนชิ้นเนื้อที่หล่นจากเครื่องบิน (อีกา)  หลบรอดจากคมเขี้ยวของสุนัขจิ้งจอกที่ถูกสร้างจากพลังพิเศษไปได้

                 เด็กน้อยเปิดหน้าหนังสือเห็นชื่อนิทานเรื่อง ‘สุนัขจิ้งจอกในดงหนาม’  ก็ยิ้มร่าอย่างถูกใจ  มือเล็กฉีกหน้ากระดาษอย่างบรรจง  เป็นสัญญาณเริ่มการทำงานของพลังพิเศษ

                 แต่ทว่า  มือพลันหยุดกึกเมื่อกระสุนปืนพุ่งเจาะพื้นเฉียดปลายเท้าไปไม่ถึงเซนติเมตร

                 ชายผมยาวในแจ็คเก็ตน้ำเงินเข้มเก็บกระบอกปืนเข้าซองคาด  เขาเดินผ่านโพเช่พลางกระซิบด้วยเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง

                  “การตามฆ่าพวกนั้น  ไม่ใช่หน้าที่นาย”

                 เด็กน้อยแก้มป่องอย่างอารมณ์เสีย  แม้จะไม่เคยเห็นหน้าแต่จากข่าวที่ได้ยินมาว่าผู้รับตำแหน่งรองหัวหน้าคนใหม่คือผู้ใช้ปืน  ก็ทำให้รู้ทันทีว่าชายผมยาวอยู่ในฐานะเทียบเคียงตนเอง 

                 แต่เพราะถูกขัดใจ  โพเช่จึงหันมองรองหัวหน้าอีกคนอย่างเลือดเย็น  นิ้วมือคีบหน้ากระดาษออกแรงเพิ่มเพียงนิด  กระดาษแผ่นบางก็ขาดจากเล่มและเปล่งประกายเป็นลำแสงกระพริบพร่างพราว

                 ‘แดเนียล  อินนิวา’ รองหัวหน้าเงารัตติกาลคนใหม่  ได้รับคำสั่งจากวาร์ด เยอร์มูห์ ให้ตามจัดการเหล่าผู้เชื่อมต่อและชิง SSS กลับคืนมาแทนซัทที ซุยวาล์ฟ ที่ทำงานพลาดจนถึงแก่ชีวิต  เมื่อเห็นโพเช่ก้าวล่วงหน้าที่ของตนจึงตักเตือน  แต่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกซึ่งดูเหมือนเด็กไร้เดียงสา  แดเนียลจึงคาดไม่ถึงอันตรายที่คืบคลานหาตัว

                 พุ่มไม้และเถาวัลย์เส้นใหญ่ที่เลื้อยพันรั้วเหล็กสีขาวทอดยาวรอบสวนซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ  เกิดการสั่นไหวอย่างประหลาด  เส้นเถาวัลย์เลื้อยช้า ๆ ราวกับมีชีวิต  จากกิ่งก้านเรียบลื่นกลับมีหนามแหลมผุดขึ้นเหมือนตะบองเพชร  เหล่าพืชพันธุ์เคลื่อนเข้าหาแดเนียลอย่างประสงค์ร้าย

                 โพเช่หัวเราะคิกคัก  เนื้อความในนิทานดำเนินเป็นฉากในสมอง  เด็กน้อยคิดถึงจุดจบของเรื่อง  เนื้อกายก็เต้นระริกอย่างสะใจ  เขาไม่แคร์ว่าแดเนียลจะเป็นพวกเดียวกัน  เพราะหากใครที่ขัดขวางความสนุกของตน  มันผู้นั้นล้วนถือเป็นศัตรู

                 เพียงสัมผัสมุ่งร้าย  แดเนียลก็ชักปืนสองกระบอกคู่ใจออกมายิงรัวจนหมดแมกในพริบตา  กระสุนพุ่งเจาะตัดเถาวัลย์และดงหนามกระจุยกระจายร่วงกราวลงพื้น  ควันจางจากกระบอกปืนลอยสู่ฟ้าเพียงวูบเดียวก่อนจางหายไป

                 เนื้อเรื่องในนิทานถูกเปลี่ยนแปลง  เพราะหากดำเนินตามเรื่อง  แดเนียลซึ่งเปรียบเสมือนสุนัขจิ้งจอกจะต้องถูกพงหนามเกี่ยวรัดไม่อาจหลุดรอดออกมาได้ 

                 สีหน้าโพเช่กับยังคงร่าเริง  เขาไม่มีทีท่าตกใจที่แดเนียลทำลายพลังพิเศษของตน 

                 เพราะรู้ว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินต่อไปเองจนจบ...

                 เศษซากเถาวัลย์และกิ่งหนามกลับรวมตัวประกอบกันจนคืนสภาพเดิม  มันแผ่พุ่งกิ่งก้านสาขาด้วยความรวดเร็วเข้าหาแดเนียลจากด้านหลังโดยไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มตั้งตัว

                ไม่ใช่เพราะประมาทหรือย่ามใจจึงไม่เหลียวหลังกลับไปมอง

              แต่เพราะไม่จำเป็นต้องหันมองต่างหาก

                 ลูกตะกั่วที่นอนนิ่งบนพื้นปูนหนาพลันสั่นไหวก่อนจะถอนตัวเองจากพื้นทางเดิน  กระสุนนับสิบเคลื่อนไหวเองอัตโนมัติพุ่งทำลายล้างหมู่มวลพืชพันธุ์จนแหลกราญอีกคำรบ  คราวนี้เป็นโพเช่ที่กลับเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง

                 “อะ..  ไรกัน”

                 เหล่ากระสุนบินวนทำลายล้างพงหนามและเถาวัลย์ที่ถือกำเนิดขึ้นเองใหม่ตลอดเวลาที่เนื้อเรื่องในนิยายยังดำเนินไม่จบ 

                 “อย่าเสียเวลาเลย  กระสุนของฉันมันไม่หยุดเคลื่อนที่หรอก   หาก ยัง กำ จัด ศัตรู ไม่ ได้!!”

                 ด้วยพลังพิเศษ ‘GPS’ ที่ได้รับจาก SSS ‘อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นดอปเปลอร์ของด๊อกเตอร์เคิร์ชเนอร์’[3]  ทำให้กระสุนปืนที่ยิงจาก Desert Eagle .50AE ทั้งสองกระบอกของแดเนียล  เคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายอัตโนมัติและจะไม่หยุดจนกว่าจะจัดการเป้าหมายได้  พลังพิเศษของโพเช่ทำให้พงหนามสร้างตัวเองใหม่ได้จนเนื้อเรื่องดำเนินจนจบ  แต่พลังพิเศษของแดเนียลก็ฉีกกระชากพงหนามได้ทุกครั้งที่มันก่อร่างขึ้นใหม่  เป็นการต่อสู้ที่ดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น

                 โพเช่คงจะเปิดหน้านิทานเรื่องใหม่เพื่อจัดการแดเนียล  หากแต่โทรศัพท์จากผู้เป็นหัวหน้าหยุดยั้งการกระทำนั้นเสียก่อน  เขาตีสีหน้าไม่พอใจราวกับเด็กถูกแย่งของเล่น 

                 พลังพิเศษถูกสลาย  เหล่าพงหนามแปรเปลี่ยนเป็นเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวล่องลอยตามแรงลม  เช่นเดียวกับกระสุนตะกั่วที่ตกลงสู่พื้นกลิ้งหลุน ๆ ลงท่อระบายน้ำโดยไร้ผู้สังเกต 

                 การต่อสู้ครั้งแรกของรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาลจบลงอย่างไร้ผลสรุป

 

                 ที่นั่งแบบหันหน้าชนกันในรถด่วนพิเศษสีแดงสด  บุด้วยผ้าหนาและฟองน้ำนุ่ม  แม้ตอนแรกเซราห์จะอึกอักขอแยกตัวไปนั่งคนเดียว  แต่เพราะความเป็นห่วง  ซูอัลจึงเสนอตัวนั่งในเบาะด้านหลังแทน 

                 รถไฟเคลื่อนออกจากชานชาลาช้า ๆ  ก่อนจะเร่งความเร็วจนภาพที่สาดฉายทางหน้าต่างไหลเร็วจนมองตามไม่ทัน  ไม่มีบทสนทนา  ไม่มีท่าทีใด  ทุกคนเหนื่อยอ่อนจนฟุบหลับไป

                 มีเพียงซูอัลเท่านั้น  ที่ตื่นตาตื่นใจกับภาพวิวทิวทัศน์ที่เห็น  ตั้งแต่เกิดจนโตเขาไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลยสักครั้ง  การได้มารวมกลุ่มกับคาซีและออกเดินทางรอบโลกแบบนี้จึงเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ชายหนุ่มไม่เคยคิดฝันว่าจะได้สัมผัส

                 นอกจากของว่างเป็นขนมชิ้นเล็กแข็ง ๆ กับเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ ที่พนักงานเดินเสิร์ฟ  โบกี้กลางขบวนรถยังเป็นร้านอาหารให้ผู้โดยสารที่ไม่ถูกใจอาหารฟรีที่ให้บริการ  สามารถเลือกซื้อหามารับประทานได้ตามความพอใจ

                 ซูอัลเหลือบเห็นเพื่อนทั้งสี่นอนหลับสนิท  ท้องเริ่มร้องเพราะยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า  ชายหนุ่มจึงลุกจากที่นั่งเดินไปยังโบกี้กลาง

                 เงินหยวนที่เน็กเธอร์แลกมาและแจกให้ทุกคน  ทำให้ซูอัลมีเงินมากพอจะซื้อติ่มซำ  เป็ดย่าง  และผัดผักสีสดจานใหญ่มาวางกองบนโต๊ะ  ตัวโบกี้ขนาดใหญ่มีร้านอาหารเรียงรายและโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งทานอาหารเกือบสิบตัว  ผู้คนบางตาเนื่องจากเลยเวลาเที่ยงมานานพอสมควร  ซูอัลใช้ตะเกียบอย่างทุลักทุเล  เมื่อคีบอาหารเกือบถึงปาก  ชิ้นเนื้อเป็ดก็ร่วงลงพื้นสร้างความเสียดายให้ชายหนุ่มมาก

                 ใช้คีบไม่เป็น  ซูอัลจึงตัดสินใจเอาปลายตะเกียบทิ่มเป็ดอีกชิ้นหนึ่ง  เมื่อพบว่าง่ายกว่าเขาจึงทยอยกินอาหารทั้งหมดราวเครื่องดูดฝุ่น 

                 “ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยครับ”

                 ชายร่างสูงหน้าตาคมคายเอ่ยทักด้วยภาษาอังกฤษ  ซูอัลยิ้มและพยักหน้าอย่างมีมารยาท  เขารู้สึกอายในท่าทางการกินของตัวเองจึงวางตะเกียบลง 

                 เสื้อเชิ้ตขาวถูกสวมทับด้วยกั๊กดำ  หูกระตายสีเดียวกับกั๊กยิ่งทำให้ดูเหมือนบริกรในโรงแรมหรือภัตตาคารหรู  ผมหวีเรียบติดหนังศีรษะเป็นมันเยิ้มด้วยน้ำมันแต่งผมส่งกลิ่นชวนมึนหัว  ซูอัลย่นคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อไม่เห็นอาหารในมือ

                 “คุณมา..  เที่ยวเหรอครับ”  ซูอัลเปิดฉากสนทนา

                 คู่สนทนายิ้มน้อย ๆ และส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

                  “ผมมาทำงานน่ะครับ  ผมชื่อ ‘แวริออท’  ยินดีที่ได้รู้จักครับ  คุณ...”

                  “ผมซูอัลครับ”  ชายหนุ่มยื่นมือให้ชายแปลกหน้าจับ  ซูอัลรู้สึกดีที่มีคนคุยด้วยระหว่างการเดินทางยาวแบบนี้

                  แวริออทกวาดตามองไปรอบ ๆ  เห็นหญิงสาวชาวจีนเดินเข้ามาในโบกี้พร้อมมองร้านอาหารอย่างลังเล  เขาจ้องมองตาซูอัลด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

                 “เรามาพนันกันสนุก ๆ ดีมั้ยครับ  ว่าผู้หญิงคนนั้นจะซื้ออาหารร้านไหน”

                 ซูอัลเลิกคิ้ว  เขาหันมองหญิงสาวและหันกลับมาหาแวริออท  แม้รู้สึกแปลกใจแต่เพราะความที่เป็นคนมองโลกในแง่ดี  จึงไม่ได้คิดอะไรมาก  ซูอัลตบปากรับคำอย่างเกรงใจ

                 แวริออทยิ้มอย่างดีใจ 

                 “งั้นผมให้คุณทายก่อน”

                 ซูอัลมองร้านค้านับสิบอย่างชั่งใจ  ชายหนุ่มกวาดตาซ้ายไปขวา  และย้อนกลับมาซ้ายอีกครั้ง  ร้านอาหารจีน  อาหารตะวันตก  ร้านขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม  ล้วนแต่มีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ในตัวเลือกทั้งนั้น

                 “ไม่แน่ใจสิครับ  เอาเป็นว่า...  ผมไม่เลือกแล้วกัน”

                 แวริออทชักสีหน้า  สายตาเจ้าเล่ห์ยังไม่คลายจากดวงตาใสซื่อของชายหนุ่ม

                 “คุณไม่มีสิทธิ์ยกเลิกเกมนะครับ  เพราะพลังพิเศษของผม เริ่ม ทำ งาน ไป แล้ว!!”

                 ซูอัลเบิกตามองชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม  เพียงประโยคที่ได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าคู่สนทนาคือนักฆ่าของเงารัตติกาล  แผนการแฝงตัวกับนักท่องเที่ยวและเปลี่ยนวิธีการเดินทางด้วยรถไฟไม่เป็นผล  เงารัตติกาลยังตามติดพวกเขาได้อย่างไม่ลดละ

                 ซูอัลผงะและจะลุกจากเก้าอี้  แต่เหมือนมีโซ่ล่ามตรวนร่างยึดติดเขาไว้กับเก้าอี้  ซูอัลไม่อาจถอนก้นจากเก้าอี้ได้  แถมขาเก้าอี้ยังถูกยึดแน่นกับพื้นไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย

                 และคำพูดที่ซูอัลตอบไปเมื่อครู่  ถูกแวริออททึกทักว่าเป็นคำตอบของชายหนุ่ม

                 “คุณบอกว่าไม่เลือกสักร้าน  ผมถือว่านั่นคือตัวเลือกของคุณ  ส่วนผมขอทายว่าเธอเลือกซื้อขนมปังจากร้านขนมแล้วกัน  ขอบอกกติกาไว้เลยนะ  ว่าหากใครแพ้พนัน  จะต้อง ‘สูญเสีย’ ประสาทสัมผัสทีละอย่าง  หึ ๆ ๆ”

                 พลังพิเศษของแวริออท  คือ ‘Gamble’ เขาสามารถเล่นพนันกับผู้ที่ตอบ ‘ตกลง’ และทำลายประสาทสัมผัสของผู้แพ้ในแต่ละเกมทีละอย่าง  ได้แก่  ลิ้มรส  ได้กลิ่น  มองเห็น  ได้ยิน  และสุดท้ายคือ... สัมผัส  โดยผู้ที่ตอบตกลงเล่นพนันแล้วไม่มีสิทธิ์ยกเลิกเกมกลางคันเช่นเดียวกับซูอัลขณะนี้

                 แวริออทหันมองสาวจีนด้วยความลำพองใจ  เขาคิดดูถูกความโง่ของซูอัลในใจ  เหยื่อคงไม่คาดคิดว่าเขาได้ ‘เตี๊ยม’ กับหญิงคนนั้นไว้แล้ว  เงินไม่กี่หยวนที่จ่ายไปเพื่อจ้างสาวจีนให้เล่นละครแกล้งทำเป็นเดินเลือกร้านแต่มีเป้าหมายที่ร้านขนมปังอยู่แล้ว ช่างคุ้มค่าที่จะกำจัดผู้เชื่อมต่อตรงหน้าจริง ๆ

                 สายตาเรียวเล็กของหญิงสาวมองไปมาราวกับนักแสดงมืออาชีพ  เธอทำหน้าดีใจเมื่อมองเห็นร้านขนมปัง  แวริออทกำหมัดอย่างผู้มีชัย

                 สองขาเรียวกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่ร้านขนมปัง  กระเป๋าสตางค์ห้อยพวงกุญแจกระดิ่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งตามการเคลื่อนไหว  เธอหยุดยืนหน้าร้านพลางหยิบขนมปังที่หมายตา

                 “ผมขอรับการลิ้มรสของคุณไปล่ะนะ”

                 แวริออทเย้ยหยัน

                 “อ๊ะ!!”

                 เสียงอุทานของหญิงสาวทำให้แวริออทหันกลับไปมอง  และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาอ้าปากค้าง

                 นายตรวจตั๋วที่เพิ่งเดินผ่านประตูตู้  ก้าวขาเหยียบเศษอาหารที่มีคนทำหกเลอะพื้น  ร่างอวบอ้วนไถลกับพื้นพุ่งเข้าใส่สาวชาวจีนที่กำลังจะเปิดกระเป๋าสตางค์จ่ายเงินซื้อขนมปัง  แขนเรียวเล็กถูกกระแทกจนกระเป๋าสตางค์กระเด็นลอยหวือเข้าไปด้านในร้านขนมปัง

                 ‘ฟิ้ววว!!’

                 เพราะคนขายขนมปังต้องการทิ้งเปลือกผลไม้ที่ตนกินไว้  เขาจึงเปิดหน้าต่างเล็กน้อยและลืมปิด  กระเป๋าสตางค์ใบเล็กลอยพุ่งผ่านช่องว่างแคบ ๆ นั้นราวกับถูกเล็งเป้าเอาไว้  แวริออทปากอ้าค้างไม่ยอมหุบเมื่อเหตุการณ์เหลือเชื่อเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

                 หญิงสาวหน้าเสีย  เงินติดตัวที่มีทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าสตางค์  ตอนนี้เธอไม่มีเงินแม้เศษสตางค์สักเหรียญ  สาวจีนหันมองแวริออทอย่างขอความเห็น  แต่เขาหลบสายตาวูบเพราะกลัวซูอัลรู้ว่าถูกโกง

                 คนขายชักขนมปังกลับเมื่อเห็นว่าลูกค้าไม่มีเงินพลางโบกมือส่งเสียงไล่โฉ่งฉ่าง  สาวจีนเดินหน้าเสียออกจากโบกี้ไป  พลังพิเศษของแวริออทเริ่มทำงานเมื่อมีผู้แพ้พนัน

                 ‘วูบบ!!’

                 ประสาทรับรสชาติถูกลบหายไป  ตอนนี้แวริออทไม่สามารถลิ้มรสชาติใดได้อีกแล้ว  เขากัดฟันกรอดอย่างเคียดแค้น  ไม่คิดว่ากลโกงที่วางมากลับถูกอุบัติเหตุบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ทำให้เสียแผน  ชายหนุ่มรีบเริ่มพนันข้อต่อไป

                 “งั้นลองทายดูสิ  ว่าคนต่อไปที่จะเดินเข้ามาในโบกี้นี้  เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  ผมขอพนันว่าเป็นผู้ชาย!!!”

                 แวริออทไม่เปิดโอกาสให้ซูอัลอ้าปาก  กลโกงต่อไปที่เขาวางไว้สำหรับข้อสองคือการจ้างชายชราให้เดินเข้ามาในโบกี้หลังจากเห็นหญิงสาวซื้อขนมปังเรียบร้อยแล้ว 

                  ที่จริง  แวริออทเคยเป็นเจ้ามือพนันที่ลาสเวกัส  เขาเติบโตมาในย่านสลัมและเรียนรู้การเอาตัวรอดทุกรูปแบบ  ทั้งปล้นชิงวิ่งราว  ยาเสพติด หรือการพนัน  ความชั่วร้ายของเขาเข้าตาเจ้าของบ่อนขนาดใหญ่ในลาสเวกัส  จึงจ้างให้เขาเป็นเจ้ามือและใช้เทคนิคการโกงสารพัดกอบโกยเงินจากผีพนันที่หลงแสงสีและอบายมุขในเมืองแห่งการพนันนี้

                 แวริออทมองดวงตาใสซื่อของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามโต๊ะแล้วยิ่งแค้นเคือง  หน้าซื่อ ๆ แบบนี้เคยถูกเขาหลอกจนหมดเนื้อหมดตัวมาแล้วหลายต่อหลายราย  แต่ชายเบื้องหน้ากลับทำให้เขาถูกพลังพิเศษของตัวเองย้อนศรลบประสาทสัมผัสรับรสชาติออกไป  แวริออทคั่งแค้นจนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกพร่า

                 ซูอัลไม่มีทางเลือก  จึงต้องเล่นพนันตามกฎที่พลังพิเศษของแวริออทวางไว้จนมีผู้แพ้พนันครบห้าข้อ 

                 “ผมเลือกผู้หญิงก็ได้”

                 ชายชราที่ยืนเลียบเคียงชะเง้อมองผ่านกระจก  เมื่อเห็นหญิงสาวเดินออกไปฝั่งตรงข้าม  ก็เดินงก ๆ เงิ่น ๆ มือยื่นจับที่จับเพื่อเลื่อนเปิดประตู 

                 ใบหน้าปรากฏเบื้องหลังกระจกใสแผ่นใหญ่ที่ติดบานประตูเหล็ก  แวริออทขยำชายเสื้อแน่นอย่างลุ้น  ที่จริงเขาตั้งใจจะจ้างคนหนุ่มกว่านี้  แต่โบกี้ก่อนหน้ากลับมีแต่ผู้หญิง เด็ก และชายแก่คนนี้เพียงคนเดียว  แวริออทไม่อยากเสียเวลาเดินหาจึงให้หญิงจีนคนแรกที่ตนจ้างเป็นล่ามและจ่ายเงินจำนวนมากพอที่ชายชราจะทำงานให้

                 “(ภาษาจีน) หลบหน่อย  คนกำลังหิว!!!”

                 ผมสั้นเกรียนกับเสียงห้าวในร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามผลักชายชราจนติดกำแพง  ก่อนจะเปิดประตูอ้าอย่างรุนแรงก้าวเท้าเข้ามาในโบกี้ราวกับนักเลง

                 วินาทีแรกที่แผนการถูกขัดขวางอีกครั้ง  แวริออทถึงกับหน้าซีดใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม  แต่เมื่อเห็นร่างใหญ่ของผู้ที่ก้าวเข้ามา  เขาก็ต้องลิงโลด

                 ผู้ชาย!! 

                 “ฮ่า ๆ ๆ  ผมชนะเกมนี้แล้ว  ประสาทสัมผัสสองอย่างของคุณจงหายไปซะ!!”

                 หากแพ้พนันในข้อใดก็ตาม ประสาทสัมผัสของข้อก่อนหน้าก็จะถูกลบไปด้วย  แวริออทสะใจที่ประสาทรับรสชาติและประสาทการดมกลิ่นของศัตรูกำลังจะหายไป

                 ดมกลิ่น...

                 กลิ่น........

                 เมื่อกี๊ยังได้กลิ่นอาหารอยู่เลย  แล้วทำไมตอนนี้....

                 “ไม่จริง!!!”

                 แวริออทจับจมูกตัวเองอย่างประหลาดใจ  เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าอย่างรุนแรง  แต่กลิ่นอาหาร  กลิ่นขนมปังอบ  หรือกลิ่นเหม็นอับที่ยังสูดเข้าปอดอยู่เมื่อครู่  บัดนี้กลับไม่รู้สึกถึงมันอีกเลย

                 ซูอัลนั่งนิ่งด้วยสายตางงงัน  เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  อันที่จริงควรจะเป็นเขาเองมากกว่าที่ถูกลบประสาทสัมผัสทั้งสอง

                 และคำตอบก็ปรากฏเบื้องหน้า  เมื่อร่างใหญ่ที่เบียดแซงชายชราเดินเข้ามาใกล้ 

                 ภายใต้เสื้อกล้ามสีดำมีผ้ารัดพันรอบอก  แม้ผมจะสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ  แต่ตำแหน่งเครื่องเคราบนใบหน้าบ่งบอกเพศที่แท้จริงของคนผู้นั้น

                ..........  ทอม!!!   

              แวริออทโกรธจนลมออกหู  ในใจคิดว่าหากตนเองมีพลังต่อสู้เพียงพอจะเดินไปตบกะโหลกเจ้าทอมนั่นให้สาสม 

                 ความหวาดกลัวเริ่มปกคลุมในใจของนักพนัน  ตั้งแต่ทำงานเป็นเจ้ามือพนันมา  เขาเจอผู้คนมากหน้าหลายตา  การอ่านความคิดเพื่อหลอกล่อให้ตกบ่วงที่วางไว้ก่อนโกยเงินจากกระเป๋าจนหมดตัวเป็นเรื่องถนัดของแวริออท  แต่กับชายเบื้องหน้าเขาไม่อาจอ่านท่าทีหรือความคิดได้เลย  สีหน้าซื่อบริสุทธิ์ราวกับไม่รู้เรื่องราวใด ๆ  แต่เพราะเหตุใดเขาถึงไม่อาจเอาชนะได้ทั้งที่ใช้กลโกงทุกรูปแบบ

                 แต่นักฆ่าแห่งเงารัตติกาลยังย่ามใจ  เงื่อนไขพลังพิเศษของเขายังเอื้อต่อการเล่นพนันต่อ  เพราะหากเขาเอาชนะได้ในที่สุด  ประสาทสัมผัสที่ถูกลบไปทั้งหมดก็จะกลับคืนมา  แวริออทหยิบลูกเต๋าลูกหนึ่งออกจากกระเป๋าและท้าพนันข้อที่สามด้วยเสียงที่เริ่มขาดความมั่นใจ

                 “ผมจะโยนลูกเต๋านี่หนึ่งครั้ง  เมื่อลูกเต๋าหล่นถึงพื้นและหยุดกลิ้ง  ทายสิว่าแต้มที่ออกจะสูงหรือ ต่ำ”

                 ซูอัลจะอ้าปากพูด  แต่แวริออทชิงพูดเสียก่อน

                 “ผมเลือกต่ำ”

                 คำว่าต่ำที่กำลังจะหลุดจากปากซูอัลสะดุดลง  ชายหนุ่มเปลี่ยนใจแบบเสียไม่ได้

                 “สูงครับ”

                 แวริออทกระหยิ่มยิ้มในใจ  กลโกงสองครั้งก่อนมีจุดบอดเพราะต้องพึ่งพาคนอื่น  แต่ลูกเต๋าคู่ใจที่พกตลอดเวลาไม่เคยสร้างความผิดหวังให้เขา  ตะกั่วเม็ดเล็กที่ถูกฝังด้านในเหลื่อมไปทางหน้าลูกเต๋าแต้มสูงสุด  ไม่มีทางที่เต๋าจะออกแต้มอื่นนอกจากที่เลือกไว้

                 มือบางโยนลูกเต๋าขึ้นฟ้า  ลูกบาศก์เล็กหมุนคว้างกลางอากาศก่อนตกลงกลางโต๊ะกลม  มันกระเด้งไม่สูงนักและหมุนวนรอบ ๆ โต๊ะเป็นวง  การหมุนกลิ้งแทบไม่ผิดสังเกตเพราะเม็ดตะกั่วฝังอยู่เกือบกึ่งกลาง  หากแต่เพียงเมื่อแรงหมุนเริ่มตก  น้ำหนักที่ถ่วงจะกดให้แต้มสูงสุดหมุนลงไปอยู่ด้านล่าง  แต้มที่แสดงออกมาย่อมเป็นหน้าเต๋าที่น้อยที่สุด  นั่นคือแต้ม ‘หนึ่ง’

                 และเป็นดังที่แวริออทคาด  เต๋าเริ่มหมุนด้วยความเร็วไม่สม่ำเสมอกัน  หากไม่ใช่ผู้อยู่ในวงการพนันมืออาชีพอย่างเขาย่อมไม่มีทางสังเกต  ประสาทสัมผัสสามอย่างของซูอัลกำลังจะถูกลบหายไป

                 ‘กึก!!’

                 และแต้มที่ปรากฏสู่สายตาก่อนลูกเต๋าจะหยุดสนิทคือแต้ม... หนึ่ง

                 ‘ฉับ!!!’

                 คมมีดยาวตัดขวางผ่ากึ่งกลางระหว่างเต๋าออกเป็นสองส่วน  แต้มหนึ่งด้านบนหล่นร่วงแต่ยังไม่พลิกเปลี่ยน  ส่วนครึ่งล่างถูกแรงสั่นสะเทือนจากการตัดหมุนพลิกรอบหนึ่งก่อนจะแสดงแต้มที่ควรพลิกคว่ำติดพื้น

                 หน้าเต๋าบนพื้นแสดงแต้มสองตัวเลข  คือ ‘หนึ่ง’ และ ‘หก’

                 แวริออทเบิกตากว้างมองหน้าซูอัลอย่างไม่คิดฝัน  ชายหนุ่มที่นั่งนิ่งมาตลอดกลับเอามีดเล่มยาวจากที่ไหนไม่รู้ผ่าลูกเต๋าก่อนจะหยุดสนิท  ทำให้แต้มพลิกจากหนึ่ง  กลายเป็น ‘เจ็ด’ อย่างหน้าด้าน ๆ

                 “แก!!  แกขี้โกง  ไอ้เวรเอ๊ย!!”

                 นักพนันตะโกนอย่างเดือดดาล  ประสาทการมองเห็นถูกลบจนความมือเข้าปกคลุมดวงตาทั้งสอง  มือสั่นระริกปัดป่ายเพื่อไขว่คว้าสิ่งยึดเกาะราวกับสมดุลร่างกายโยกคลอน  เกมพนันสามข้อที่เขาควรเป็นฝ่ายชนะกลับย้อนมาทำร้ายตัวเองจนแวริออทแทบคลั่ง 

                 “อ้าว..  กติกาไม่ได้บอกห้ามไม่ให้ผมผ่าลูกเต๋านี่ครับ”  เสียงซื่อเข้ากับใบหน้า  หากแวริออทมองเห็นซูอัลที่ทำหน้าตายเขาคงคลั่งจนจุกอกกว่านี้แน่

 

                 เซราห์ลืมตาตื่นขึ้นมา  ภาพแรกที่เห็นคือทิวทัศน์ภูเขา ต้นหญ้า  และความเขียวขจีของธรรมชาติผ่านกระจกหน้าต่างรถไฟ  ชายหนุ่มสามคนข้างกายยังหลับไม่ตื่น  รถไฟสั่นสะเทือนเบา ๆ แสงอาทิตย์เริ่มลดความร้อนแรงลงจนอากาศเย็นสบายขึ้น  เธอกระชับเสื้อไหมพรมสีขาวตัวหนาที่เพิ่งซื้อมาเปลี่ยนก่อนทำตัวลีบเดินผ่านระหว่างกลางแข้งขาที่กางอ้าเกะกะของบรรดาชายหนุ่มเพื่อลุกไปห้องน้ำ 

                 ทางเดินแม้ไม่แคบนัก  แต่เพราะความสั่นไหวของขบวนรถเร็วทำให้เซราห์ต้องประคองตัวเองก้าวไปอย่างลำบาก  เธอจับพนักที่นั่งพลางสืบขาไปช้า ๆ  ไม่ให้เสียหลัก  ห้องน้ำอยู่สุดปลายอีกด้านหนึ่งของโบกี้  เพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงแล้ว

                 แต่สายตาพลันสะดุดกับเรือนผมสีทองที่พลิ้วไหวตามการก้าวเดิน  เซราห์พยายามเพ่งตามองผ่านกระจกสู่โบกี้ด้านหน้า  ร่างบางเล็กคุ้นตากำลังเดินห่างออกไป

                 “ไม่.. จริง”

                 เพราะความรัก ความผูกพันและช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี  เซราห์ไม่มีทางลืมหรือจำผิดคนไปได้  แม้เพียงเห็นด้านหลังหญิงสาวก็รู้ทันทีว่าเจ้าของผมสีทองนั้นคือ...  ลูเซีย!!

                 เซราห์รีบผลักประตูเต็มแรงก่อนซอยเท้าวิ่งตามเพื่อนรักด้วยความดีใจสุดชีวิต

 

                 ผมรู้สึกเปียกที่ต้นคอ  เมื่อลืมตาก็พบว่าน้ำลายตัวเองยืดรดจนคอเสื้อเปียกปอน  เซราห์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ บัดนี้กลับหายไป  ด้วยความเป็นห่วงผมจึงรีบลุกขึ้นเดินตามหา

                 ห้องน้ำก็เปิดอยู่ไม่มีใครเข้า  หรือจะเดินไปหาซื้อของกินกันนะ..

                 สองข้างทางอื้ออึงไปด้วยเสียงคุยโหวกเหวกของชาวจีน  ไม่รู้คนที่นี่เขาหูตึงกันหรืออย่างไร  ถึงต้องคุยกันด้วยเสียงดังราวกับพูดผ่านไมค์โครโฟนแบบนี้  ผมรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพหูแทนคนจีนทั้งประเทศ

                 กลิ่นหอมของอาหารลอยมาเข้าจมูก  ตั้งแต่กินของว่างบนเครื่องบินก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องอีกเลย  แต่หากผมบังเอิญเดินมาจ๊ะเอ๋กับซูอัลและเซราห์ที่นั่งกินอาหารด้วยกันสองต่อสอง  จะให้เข้าไปนั่งร่วมวงด้วยก็รู้สึกกระอักกระอ่วนแฮะ  สองคนนี่ดูท่าทางเป็นห่วงเป็นใยกันเป็นพิเศษ 

                 หรือว่า....

                 คิดแล้วหน้าก็แดง  แล้วจะไปเขินแทนเค้าทำไมล่ะเรา

                 ผมปัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านในสมองออกไปก่อนจะเปิดประตูโบกี้ร้านอาหาร

                 ภาพแรกที่เห็นกลับทำให้สองขาหยุดชะงัก!!

                 ซูอัลคลานกับพื้นในสภาพทุรนทุราย  เสียงร้องโอดครวญว่า ‘ช่วยด้วย’ ดังตลอดเวลา  มือไม้ปัดป่ายเหมือนตามองไม่เห็น  ผมพยายามตะโกนเรียกแต่เขาไม่ตอบรับราวกับไม่ได้ยินเสียง

                 “นายเป็นอะไรไปน่ะ  ซูอัล”

                 ผมพยายามเขย่าตัวเท่าไหร่  ซูอัลก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง  สิ่งเดียวที่คิดในใจตอนนี้คือ

                 เงารัตติกาล!!!

                 และผมก็คิดถูก  เมื่อเสียงขึ้นจมูกเอ่ยทัก  ชายที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารมองซูอัลพลางยิ้มอย่างผู้มีชัย

                 “ทางเดียวที่จะช่วยเพื่อนคุณได้  คือต้องเล่นพนันกับผม”  ดวงตาจ้องมองราวกับกำลังอ่านความคิด  “ตกลงมั้ยครับ...”

           

                 เน็กเธอร์และคาซีตื่นขึ้นมาพร้อมกัน  บรรยากาศรอบกายทำให้สองหนุ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติทันที

                 “เกิดอะไร..  ขึ้น”

                 เน็กเธอร์กวาดตามองรอบ ๆ  แม้ผู้โดยสารจะนั่งอยู่เต็มทุกที่นั่ง  แต่ความรู้สึกขัดแย้งในใจกลับเอ่อล้นขึ้นมาราวกับน้ำผุดจากท่อ

                 คาซีนั่งไขว่ห้างไม่แสดงอาการตระหนก  แต่กิ่งแอปเปิ้ลในกำมือบ่งบอกให้รู้ว่าเขาตื่นตัวต่อสภาพการณ์ที่ผิดปกตินี้

                 ความเงียบงันแผ่ปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงล้อหมุนบนรางเหล็ก  ตัวรถสั่นเบา ๆ ทุกครั้งที่ล้อเคลื่อนผ่านรอยต่อระหว่างราง 

                 ความเงียบงัน...

                 “ใช่แล้ว!!”  เน็กเธอร์เพิ่งคิดถึงความขัดแย้งที่ติดอยู่ในใจออก 

                 ตอนขึ้นรถเขาได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นจากชาวจีนรอบกาย  แต่บัดนี้ไร้ซึ้งการสนทนาใด ๆ         

                 อย่าว่าแต่การสนทนาเลย  แม้เพียงเสียงลมหายใจบางเบาเขาก็ไม่ได้ยิน

                 ราวกับ...  ชาวจีนเหล่านี้  ไม่ หาย ใจ!!

                 แล้วเสียงที่สอดทะลุขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน  คือเสียงครางฮือ 

                 เสียงนั้นดังราวกับไม่ใช่เสียงของมนุษย์  ฟังดูเหมือนดังออกมาจากช่องท้องมากกว่าลอดผ่านริมฝีปาก 

                 และสิ่งที่เคลื่อนตามเสียงมา  ก็คือร่างของผู้โดยสารทุกคนที่ลุกขึ้นมาอย่างโงนเงน  ดวงตาไร้แววชีวิต  การเคลื่อนไหวสั่นกระตุกเกร็งคล้ายข้อต่อทำงานผิดปกติ  ทุกร่างหันขวับมาที่คาซีและเน็กเธอร์

                 เมื่อสังเกตให้ดี  ชายหนุ่มทั้งสองถึงกับตกตะลึงจนแทบตั้งสติไม่อยู่  เมื่อกลางอกของชาวจีนทุกคนกลวงโบ๋  ไร้ซึ่งสิ่งที่ควรจะอยู่ในตำแหน่งนั้น

                 ‘ตุบ ๆ  ตุบ ๆ’

                 เสียงเบา ๆ ดังจากประตูท้ายโบกี้  ร่างในชุดคลุมยาวสีดำมีผ้าปกปิดศีรษะก้าวอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง  สิ่งของในมือที่สั่นไหวเป็นจังหวะรูปร่างคุ้นตา  เดี๋ยวหดตัว  เดี๋ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  เมื่อมันขยายตัวเลือดสีแดงข้นก็ไหลทะลักจากท่อยื่นด้านบน

                 หัวใจที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแดงสด  ถูกจับยัดเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย  กระดิ่งเงินในมือสั่นช้า ๆ พร้อมการเคลื่อนที่ของ ‘ศพ’ ชาวจีนที่ไร้หัวใจ 

                 มือเลิกผ้าคลุมศีรษะออกเผยใบหน้าชั่วร้ายที่ทั้งคู่ไม่อาจลืมได้ลง

                “เบลิธาห์!!!”

                  คาซีและเน็กเธอร์ตะโกนประสานเสียง

 

 

 

[1] เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผลงานสำคัญคือการคิดค้นสายล่อฟ้า

[2] อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีก  นิทานของอีสปถูกเล่าต่อกันจนเผยแพร่ไปทั่วโลก

[3] ด๊อกเตอร์ริชาร์ด เคิร์ชเนอร์ (Richard B. Kershner) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้พัฒนาระบบจีพีเอส


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น