อัปเดตล่าสุด 2021-09-03 10:23:35

ตอนที่ 12 ผู้เชื่อมต่อคนที่หก

บทที่ 12 : ผู้เชื่อมต่อคนที่หก

                     

              รถยนต์สีแดงบรรทุกซองจดหมายและกล่องพัสดุไปรษณีย์อัดแน่นจนเต็มคัน  พนักงานขับรถกระทืบคันเร่งจนมิดฉุดพาให้รถทะยานบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายสีแดงตลบอบอวล แม้ถนนเส้นนี้จะเป็นถนนสายหลักของเมืองไคโร ประเทศอียิปต์  แต่รถรากลับน้อยกว่าถนนในต่างจังหวัดของบางประเทศเสียอีก  ผู้คนบางตาเพราะไม่อาจทนกับอากาศร้อนอบอ้าวกว่าสี่สิบองศาเซลเซียส  งูและแมงป่องทะเลทรายมุดผลุบโผล่บนผืนทรายราวกับมัจฉาแหวกว่ายมหาสมุทร

                   หญิงอียิปต์กระชับผ้าคลุมใบหน้าแน่นเพื่อปิดฝุ่นควันที่ลอยม้วนตัวเป็นวง  มืออีกข้างประคองตะกร้าใส่ใบยาสูบตากแห้งเต็มพูน  ด้านหลังเธอมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นจูงอูฐตัวใหญ่เดินตามต้อย ๆ  หางของมันสะบัดสองสามทีเพื่อไล่แมลงวันที่บินตอมก้นส่งเสียงดังหึ่ง ๆ อย่างน่ารำคาญ

                   รถไปรษณีย์เบรกเสียงดังเอี๊ยด  ก่อนไถลเพราะทรายที่อยู่บนพื้นไปอีกเล็กน้อยจึงค่อยหยุดสนิท  คนขับเดินเอื่อย ๆ ลงมาเปิดประตูท้ายรถเพื่อหยิบกล่องพัสดุตามรายการออกมาตรวจสอบ  เขายัดกล่องเหล่านั้นใส่ถุงและเดินเข้ามาในตรอกแคบ ๆ สายตาสอดส่องหาบ้านที่มีเลขตรงกับรายการในมือ

                   เมื่อเจอเป้าหมาย  เขาก็หยิบกล่องพัสดุขนาดเล็กออกมาเตรียมใส่ลงในกล่องไปรษณีย์ที่ประกอบจากไม้อย่างลวก ๆ ที่ติดไว้หน้าประตูบ้าน

                   แต่เขาก็ต้องชะงักมือ  เมื่อประตูบ้านเปิดออกพร้อมร่างของชายหนุ่มเจ้าของบ้านที่มองกล่องพัสดุด้วยสีหน้างุนงง

                   “พัสดุของผมเหรอครับ”

 

                 พิธีศพลูเซียจัดอย่างเงียบเหงา  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวางช่อดอกไม้หน้าหลุมศพก่อนเพื่อนร่วมงานจะทำความเคารพศพเพื่อส่งดวงวิญญาณเธอไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า  ลูเซียกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กจากอุบัติเหตุ  ญาติพี่น้องก็อยู่คนละซีกโลก  เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็คือเซราห์ที่รอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ที่ประเทศอันห่างไกลนี้ด้วยกัน 

                 เซราห์เองตอนนี้แทบไม่มีเรี่ยวแรงจะยืน  เธอร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดเมื่อเห็นศพของลูเซียที่คาซีอุ้มมา  วินาทีนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางอก  ความยินดีที่รอดชีวิตกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศกเหลือคณานับ  เซราห์เสียใจที่ไม่อาจช่วยเหลือหรือดูใจเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้าย

                  ใบหน้าของลูเซียสงบเหมือนเธอแค่นอนหลับไปเท่านั้น  เซราห์คิดถึงอดีตทั้งหมดที่ผ่านมา  ลูเซียเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอสนิทและพูดคุยปรึกษาได้ทุกเรื่อง  แม้กระทั่งตอนเธอตัดสินใจเดินทางมาทำงานไกลถึงประเทศจีนแห่งนี้  ลูเซียก็ตามมาอย่างยินดีโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ

                 ทุกคนที่มาร่วมพิธีศพในชุดสีดำมีสีหน้าเศร้าสลดกับภาพความตายที่เห็นตรงหน้า 

                 โดยเฉพาะคาซี..  ไม่มีเสียงใดปริรอดออกมาจากปากแม้แต่น้อย  สีหน้าชายหนุ่มราวกับมีเพียงร่างแต่ไร้วิญญาณ  กระทั่งตอนนี้คาซียังแทบไม่เชื่อว่าหญิงสาวที่นอนทอดร่างอยู่ใต้ผืนดินเย็นเยียบแห่งนี้  จะไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว

                 ไม่ต้องการคำปลอบโยนใด

                 ไม่ต้องการท่าทางแสดงเพื่อให้กำลังใจ

                 คาซีปิดกั้นตัวเองจากภายนอกอย่างสมบูรณ์...

 
 

                 หลังพิธีศพสามวัน  ข่าวใหญ่ที่สุดในหน้าจอโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ของจีน  คือความเสียหายจากอุกกาบาตตก  นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ต่างคาดการณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ โดยไม่รู้เลยว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของ ‘มนุษย์’

                 เราสามคนยกเว้นคาซี  นั่งอยู่ที่บ้านพักหลังเล็กซึ่งตอนนี้เหลือผู้อาศัยเพียงคนเดียว

                 ผมถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับ SSS ให้เซราห์ฟัง  สีหน้าเศร้าสร้อยยังไม่จางหายไป  แต่ดวงตาฉายแววเข้มแข็งขึ้นมาบ้าง  หญิงสาวส่งเสียงอือออในลำคอแบบไม่ยอมสบตาผมเลย

                 แต่สิ่งที่ผมสนใจกว่า  กลับเป็นหินแผ่นกลมขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยที่มีลวดลายประหลาดราวกับแกะสลักประดับอยู่ 

                 “SSS ของหมอ..  คืออะไรน่ะครับ”

                 เซราห์นิ่งไปซักพัก  ก่อนส่งเสียงตะกุกตะกัก

                 “เอ่อ..  ฟอสซิล  น่ะค่ะ”

                 มีเพียงซูอัลที่เห็นการใช้พลังพิเศษของเซราห์  เขาจึงอธิบายความสามารถของเธอให้ผมและเน็กเธอร์ฟัง

                 “แค่จับขนนก  หมอเซราห์ก็มีปีก  ผมเดาว่าพลังพิเศษของคุณหมอคือการใช้ความสามารถของสัตว์ที่คุณหมอสัมผัส”

                 และซูอัลก็เดาถูก 

                 ‘Evolution’  พลังพิเศษจาก SSS ‘ฟอสซิลของดาร์วิน’  ทำให้เซราห์สามารถใช้ความสามารถของสิ่งมีชีวิตที่เธอสัมผัส  แม้จะไม่ได้สัมผัสทั้งตัว  แต่เพียงแค่ชิ้นส่วน เช่น ขนนกของโนอา  เธอก็จะสามารถใช้พลังพิเศษได้

                 “แล้วหมอ..  ตัดสินใจได้รึยังครับ  ว่าจะไปกับพวกเราหรือเปล่า”

                 ผมยิงคำถามแบบไม่ตั้งตัว  ทำให้เซราห์มีสีหน้าตกใจ  เธอหลุบตาลงมองโต๊ะที่ถักจากหวายพลางใช้ความคิด

                 ภาพอันน่าสะพรึงกลัวยังติดค้างในดวงตา  พลังประหลาดที่เกือบคร่าชีวิตเธอได้เพียงชั่วพริบตา  เรื่องใหญ่ระดับโลกที่เธอต้องแบกรับบนบ่าเล็ก ๆ ทำให้เซราห์อยากเอ่ยปากบอกว่าไม่ตกลง

                 ‘เราจะปกป้องนางฟ้าเอง’

                 แต่เสียงเล็กแหลมเลียนแบบมนุษย์ยังดังก้องในหูตลอดเวลา  การสละชีวิตเพื่อปกป้องเธอจากสัตว์ตัวเล็ก ๆ กลับทำให้เซราห์ลังเล

              ‘ถ้าเธอไปไหน  ต่อให้ไปขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้  ฉันก็จะไปกับเธอจ้ะ’

                 คำมั่นที่ลูเซียเคยให้ไว้ก่อนที่จะตามเซราห์มาที่ประเทศจีน  ดังสอดสลับกับเสียงของโนอา  หัวใจที่สั่นไหวค่อย ๆ กลับเต้นเป็นจังหวะ  แม้จะหวาดกลัวแค่ไหน  แต่บัดนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเธอจะไม่อยู่ตัวคนเดียว

                 “ตกลง..  ค่ะ”

                 น้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ  ทำให้ผมและเน็กเธอร์ร้องตะโกนด้วยความดีใจ  ขณะที่ซูอัลยิ้มอย่างโล่งอก

                 ‘ก๊อก ๆ’

                 เสียงเคาะประตูดังขึ้น  ผมซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดลุกเดินไปเปิด  และเมื่อเห็นผู้มาเยือนทั้งสอง  ขาก็ถอยหลังกรูดจนแทบพันกันล้ม

                 “นะ.. นะ..  นาย!!”

                 ทุกสายตาหันมองตามเสียง  เน็กเธอร์เห็นร่างชายชุดดำที่ยืนหน้าประตูก็ลุกพรวดพลางตั้งท่าต่อสู้

                 แต่เสียงเล็ก ๆ สำเนียงจีนของหญิงในชุดกี่เพ้า  ทำให้พวกเราคลายความตกใจ

                 “หนีห่าว  ทุกคน”

                 ซุยฟงที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังจางฉิน  โผล่หน้าออกมาและโบกมือทักทาย  เน็กเธอร์เปลี่ยนสีหน้าทันทีที่เห็นสาวจีน

                  “นี่ตามฉันมาถึงบ้านเลยเหรอ  ขอโทษจริง ๆ ที่เสน่ห์ของฉันทำให้เธอลืมไม่ลง”

                 มือจะเอื้อมคว้ามือขาวผ่องของซุยฟงมาจุมพิต  แต่สายตาคมกริบราวใบมีดของจางฉินทำให้เน็กเธอร์ชะงัก

                 ซุยฟงยิ้มขวยเขิน  เธอมองหน้าเน็กเธอร์ด้วยสายตาซาบซึ้ง  แต่...  ไม่ได้แฝงด้วยความรัก

                 “ตอนนี้ฉันได้ชื่อว่าเป็นคนทรยศของตระกูลจางและเงารัตติกาลแล้ว  คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้  ฉันเลยอยากมาลาและก็ขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตไว้”

                 เน็กเธอร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ 

                 “แล้ว..  หมอนี่ล่ะ”

                 สีหน้าจางฉินเรียบเฉย  แววตาเรียวเล็กราวมังกรหันมองซุยฟงด้วยความรู้สึกที่เน็กเธอร์ไม่อยากให้มันเป็นจริง

                 “คุณชายบอกว่า..  จะช่วยปกป้องฉันค่ะ”  สายตาที่มองตอบกลับของซุยฟง  ทำให้เน็กเธอร์ตีสีหน้าหน่ายโลก

                 “อย่าบอกนะ  ว่าเธอกับหมอนี่...”

                 หน้าแดงก่ำของซุยฟงคือคำตอบชัดเจน  เน็กเธอร์หมดอาลัยตายอยากเดินกลับไปนั่งเอกขเนกที่โซฟาตามเดิม  ผมยิ้มให้ทั้งคู่ (แต่ยังหวาด ๆ เมื่อมองหน้าจางฉิน)

                 “ขอให้ปลอดภัยนะครับ”

                 จางฉินพยักหน้า  ถ้าสายตาผมไม่แย่จนเกินไป  รู้สึกเหมือนเห็นเขายิ้มออกมาวูบหนึ่ง  ทั้งคู่จากไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพัดผ่าน  โดยมีเสียงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่พลาดเป้าหมายในชีวิตของเน็กเธอร์ลอยตามไป

 

                 แม้จะผ่านมาสามวัน  แต่ทุกเย็นคาซีจะมายืนอยู่หน้าหลุมศพของลูเซีย

                 ถ้อยคำสุดท้ายจากปากของหญิงสาวยังดังวนเวียนอยู่ในหูไม่จางหาย  คำพูดที่เขาไม่เคยได้ยินจากใคร  และไม่คิดว่าจะเปิดใจรับถ้อยคำนี้จากใครเช่นกัน

                 เสียงฝีเท้าเบา ๆ ไม่อาจเรียกความสนใจคาซีได้  จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงพูดตะกุกตะกัก

                 “ลูเซียคงดีใจ..  ที่คุณ  มะ.. มา เฝ้าเธอ.. แบบนี้”

                 เซราห์แม้รวบรวมความกล้ามาแล้ว แต่ก็ยังพูดอย่างยากลำบาก  คาซีเหลือบมองแวบเดียวก่อนจะหันกลับไปมองป้ายหลุมศพเช่นเดิม

                 “เธอ..  มีความฝัน  นะค่ะ”

                 เซราห์มองป้ายชื่อที่สลักอย่างวิจิตร  ตัวอักษรแต่ละตัวยิ่งทำให้หวนคำนึงถึงความร่าเริง สดใสของลูเซีย

                 “ลูเซียตั้งจะใจ...  เดินทางไปทั่วโลก”  เซราห์รวบรวมความกล้าก่อนหันมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม  “เพื่อรักษาสัตว์ในที่ห่างไกล..   แต่เธอต้องตามฉันมาที่นี่เสียก่อน  เลยไม่มีโอกาสทำตามความตั้งใจของตัวเอง  ฉันอยาก..  สานต่อความฝันของเธอค่ะ”

                 คาซีนิ่งไปสักพัก  สีหน้าแม้เรียบเฉย แต่แววตาเหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครา  สองมือล้วงกระเป๋าพลางหันหลังก้าวเดินไปตามทางออกสุสาน

                  “ไปกันเถอะ”

                 เซราห์พยักหน้ารัว  หญิงสาวหันมองสถานที่อันเป็นที่พักนิรันดร์ของเพื่อนรักครั้งสุดท้าย  หยาดน้ำตาคลอแก้มนวลด้วยความอาลัยรัก

 

                 ที่โรงแรม  เราสามคนนั่งอยู่ในห้องของคาซี 

 

                 “หากเธอพบเจอผู้เชื่อมต่อคนอื่นแล้ว  จงมุ่งหน้าสู่วอชิงตัน ดี ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา”

 

                 เนื้อความสั้น ๆ ในจดหมายที่ซูอัลค้นเจอจากกระเป๋าเสื้อของดัลลิเวอร์  เป็นเนื้อความจากจดหมายที่แนบมาพร้อมพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งถึงเซราห์ 

                 เพียงได้อ่านข้อความ  พวกเราทุกคนโดยเฉพาะคาซีขมวดคิ้วทันที

                 ผมเอ่ยถามอย่างสงสัย

                 “ถ้าดูจากจดหมายของนาย  ที่สุดท้ายที่เราต้องไปคืออียิปต์ไม่ใช่เหรอ”

                 คาซีไล่สายตามองจดหมายของเขาและของเซราห์สลับกันราวกับจะหาข้อความลับสักอย่างที่ซุกซ่อนอยู่  แต่ก็ไม่มีร่องรอยอะไรเลย

                 “แล้วเราจะเอายังไงดีล่ะครับ”  กระทั่งซูอัลที่เป็นคนอารมณ์ดีและวิตกกังวลน้อยที่สุดยังมีสีหน้าไม่สบายใจ

                 “ไม่เห็นต้องคิดมาก  ไหน ๆ ก็เดินทางมาตามจดหมายทุกฉบับอยู่แล้วนี่  เราก็ไปอเมริกาซะก็สิ้นเรื่อง”

                 เน็กเธอร์เสนอแบบไม่ต้องใช้ความคิด

                 คาซีนิ่งอยู่นาน  ก่อนตกลงใจ

                 “ไปอเมริกา”

                 พวกเราพยักหน้า  ก่อนแยกย้ายกลับไปเก็บของส่วนตัว 

                 ไม่ถึงสิบนาที  ทุกคนก็รวมตัวกันที่ล็อบบี้  เน็กเธอร์ล่ำลาเบนจามินขณะที่พวกเรารออยู่ที่รถ  ซูอัลรับหน้าที่คนขับรถพาพวกเราไปหาเซราห์ซึ่งเก็บของส่วนตัวอยู่ที่บ้าน

                 หญิงสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน  กระเป๋าเดินทางใบเล็กมีแต่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด  อุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น  และสมุดบันทึกที่มีขนนกแก้ว

                 เซราห์มุดตัวเข้านั่งเบาะหลังที่มีผมกับเน็กเธอร์นั่งอยู่ก่อน  เธอเบียดตัวลีบชิดกระจกราวกับไม่อยากสัมผัสร่างผม...  ผมไม่ใช่ตัวเชื้อโรคสักหน่อย!!

                 เธอทิ้งสายตาผ่านกระจกที่ค่อย ๆ ฉายภาพบ้านพักเล็กลงเรื่อย ๆ เมื่อรถแล่นไกลออกไป  รั้วสีขาวที่เธอกับลูเซียช่วยกันทาสีเปิดอ้าราวกับรอคอยให้เธอกลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง  เนินดินเล็ก ๆ ในสวนหลังบ้านมีเสาไม้ปักอยู่และป้ายพลาสติกที่ทำขึ้นเองอย่างง่าย ๆ เขียนข้อความด้วยลายมือบรรจง

                ‘โนอา  นอนหลับอย่างเป็นสุขที่นี่’

           
 

                 รถแล่นถึงสนามบิน  เน็กเธอร์โทรศัพท์ติดต่อเพื่อเตรียมเครื่องบินส่วนตัวพร้อมเดินทางสู่อเมริกา  แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเป้าหมายสุดท้ายถึงเปลี่ยนสถานที่  จดหมายจากผู้ที่ส่งพัสดุมาให้เปรียบเหมือนเชือกนำทางที่พวกเราใช้เกาะเดินตามมาโดยตลอด 

                 หากเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวจะใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมง  โชคดีที่เน็กเธอร์รวยมหาศาล  การเดินทางที่ผ่านมาจึงสะดวกสบายและทำให้เรารวบรวมพรรคพวกได้รวดเร็วขนาดนี้

                  VIP Edition 787 Dreamliner เครื่องบินส่วนตัวลำหรูของเน็กเธอร์  พื้นที่ภายในกว่า 2,000 ตารางฟุตตกแต่งสุดหรูราวกับโรงแรมเคลื่อนที่ได้  ทั้งเลาจน์  จอทีวีขนาดใหญ่ติดผนัง  ห้องนอนส่วนตัวและห้องสังสรรค์  เซราห์ที่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินส่วนตัวมองโน่นมองนี่ด้วยความตื่นตา 

                  “ผมถือให้ครับ”

                 ซูอัลแย่งกระเป๋าเดินทางจากมือเซราห์  นิ้วมือทั้งสองชนกันทำให้เซราห์รีบหดมือกลับ  หน้าที่เคยแดงก่ำตอนนี้ยิ่งแดงราวกับเลือดทั่วร่างกายมันไหลขึ้นมารวมกันอยู่  ผิดกับชายหนุ่มที่ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยสักนิด

                 เน็กเธอร์หยิบน้ำอัดลมโยนให้พวกเราทุกคน  ก่อนจะเอนกายลงนั่งบนเก้าอี้หนังนุ่มสบาย  หลังจากผ่านการต่อสู้มานานเขาจึงอยากใช้เวลาสิบกว่าชั่วโมงในการเดินทางผ่อนคลายให้มากที่สุด

                 เครื่องรอเวลาที่แจ้งไว้กับหอบังคับการบิน  เพื่อเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

                 แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!!

                 เมื่อหน้าจอเรดาห์ที่หอบังคับการบินแสดงการเคลื่อนไหวของบางสิ่งที่เคลื่อนเข้าใกล้เครื่องบินอย่างช้า ๆ  วิทยุจากเจ้าหน้าที่แจ้งข้อความไปยังภาคพื้น  พนักงานรักษาความปลอดภัยต่างกรูกันเข้าไปยังลานจอดเครื่องบินที่เชื่อมต่อกับรันเวย์ 

                 “อ๊ะ!!  อะไรกันเนี่ย”

                 เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นมากั้นทางเอาไว้  พนักงานรักษาความปลอดภัยชาวจีนหลายสิบคนทั้งเบียด  ดัน  กระแทก  ทุบ ถีบ กำแพงล่องหน  แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่  ก็ไม่อาจพาร่างเข้าสู่ลานจอดเครื่องบินได้

                 สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียว..  คือมอง

                 ภาพที่มองเห็นสร้างความฉงนสนเท่ห์กับทุกคน  เมื่อสิ่งที่กำลังเยื้องย่างเข้าใกล้เครื่องบินอย่างแช่มช้า  คือสุนัขจิ้งจอกสีน้ำตาลตัวเล็ก

                 มันหยุดยืนเบื้องหน้าเครื่องบินลำใหญ่  พลางเอ่ยปากพูดถ้อยคำ..  ด้วยภาษามนุษย์!!

               “เพื่อนกาเอ๋ย  ตาของเพื่อนช่างงามราวกับตาเหยี่ยว  ปีกก็เป็นเงางามดั่งปีกนกอินทรี  ข้าอยากรู้นักว่าถ้าเพื่อนร้องเพลง  เสียงของเพื่อนจะไพเราะเพราะพริ้งเพียงใด”

              เพียงจบประโยค  เครื่องบินก็เกิดการสั่นไหวทันที

                 ‘ครืน!!!’

                 ผมเกาะเก้าอี้แน่น  พวกเราทุกคนมองผ่านกระจกหน้าต่างก็เห็นเครื่องบินยังอยู่กับที่  จะว่าเป็นแผ่นดินไหว  เมื่อมองที่อาคารผู้โดยสารทุกอย่างก็สงบเงียบ  มีเพียงเครื่องบินลำนี้ที่สั่นตัวอย่างประหลาด

                 และประตูเครื่องก็เปิดอ้า  เครื่องบินเอียงวูบจนร่างทุกคนไถลตามพื้นพรมนุ่มสู่ทางออก  คาซีและเน็กเธอร์คว้าจับเก้าอี้หนังขณะที่ซูอัลใช้เท้ายันเคาน์เตอร์ไม้โดยมือทั้งสองข้างฉุดดึงร่างผมและเซราห์เอาไว้

                 แต่แรงสั่นสะเทือนมีมากจนพวกเราต้านทานไม่อยู่  มือที่ยึดเกาะพลันหลุดเพราะชื้นเหงื่อ  ร่างลอยละลิ่วสู่ประตูทางออกที่เปิดอ้าราวกับรอการไหลมาของพวกเราอยู่

                 “ว้ากกก!!”

                 เพียงร่างหลุดพ้นประตู  ภาพแรกที่ปรากฏคือท้องฟ้าสีครามสดใส  ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

                 แต่เสียงกรี๊ดของเซราห์ที่มองลงพื้นกลับทำให้พวกเราตกใจ  และก็ยิ่งตกใจมากขึ้นอีกเป็นทบทวีเมื่อมองลงไปด้านล่าง

                 สุนัขจิ้งจอกสีน้ำตาลแหงนหน้ามองพวกเราและแสยะยิ้ม  ปากยื่นยาวอ้าออก 

                 ปากอ้าออก..

                 “เฮ้ย!!!”

                 ผมตะโกนสุดเสียง  เมื่อปากเล็กแหลมของมันกลับอ้าขยายกว้างขึ้นนับสิบเท่า  เขี้ยวแหลมคมที่เมื่อครู่ยังเล็กเท่านิ้วก้อย  บัดนี้มันยื่นยาวออกมาราวกับหอกเล่มยักษ์  น้ำลายยืดหยดย้อยหล่นแหมะลงพื้นเปียกโชก  สัตว์ร้ายเตรียมขย้ำพวกเราเต็มที่

                 ‘เป๊าะ!!’

                 เสียงดีดนิ้วดังขึ้นพร้อมกับร่างที่หยุดลอยกลางอากาศ  คาซีมองสุนัขจิ้งจอกจากเบื้องบนราวกับเทพผู้ลงทัณฑ์สัตว์นรก

                 “Newton’s Gravity!!”

                 แรงโน้มถ่วงก้อนใหญ่กระแทกใส่ปากที่อ้ากว้าง  คาซีหงุดหงิดใจที่ศัตรูโผล่มาไม่รู้จักหยุดหย่อน  จึงอัดพลังเต็มที่หวังเผด็จศึกในครั้งเดียว

                 แต่ราวกับพลังโจมตีเป็นเพียงก้อนลมบางเบา  ปากงับก้อนแรงโน้มถ่วงและกลืนลงคออย่างง่ายดาย  สุนัขจิ้งจอกเรอเอิ้กออกมาส่งกลิ่นเหม็นบูด  ก่อนจะอ้าปากกว้างอีกรอบและเตรียมกระโดดงับพวกเรา

                 “X-Ray!!!”

                 เน็กเธอร์โอบรอบเราทุกคนพลางใช้พลังพิเศษ  ปากกว้างของสุนัขจิ้งจอกอ้างับพวกเรา  ภาพอวัยวะภายในตั้งแต่เพดานปาก  ลิ้นไก่  หลอดลมไล่ไปถึงกระเพาะ  ทุกส่วนสาดฉายผ่านสายตาเราทุกคนชัดเจน

                 โชคดีที่พลังทะลุผ่านของเน็กเธอร์ทำงานทันเวลา  ร่างสุนัขจิ้งจอกจึงลอยทะลุผ่านเราไปราวกับอยู่คนละมิติ  แต่ขากรรไกรที่หุบลงไม่อาจรั้งกลับคืนมาได้  เป้าหมายที่ถูกงับแทนพวกเราคือ....  เครื่องบินของเน็กเธอร์!!!

                 “งั่มมม!!!”

                 ฟันแหลมคมฉีกกระชากเครื่องบินจนขาดวิ่นเป็นสองท่อน  ปากใหญ่โตอ้างับนกเหล็กยักษ์และเคี้ยวอย่างง่ายดายราวกับมันทำจากกระดาษ  เมื่อลิ้มรสชาติที่ไม่ต้องการ  มันเคี้ยวสักพักก็บ้วนเหล็กมหึมาที่ถูกบดรวมกันเป็นก้อนกลมกระเด็นไปบนรันเวย์  รอยกลิ้งเป็นทางยาวราวกับจิตรกรรมบนพื้นถนน

                 สายตาของสัตว์ป่าหันมองพวกเราด้วยอาการหงุดหงิด  มันย่อกายเตรียมพุ่งเข้าใส่เหยื่อที่มองเห็นอีกรอบ

                “ปลดขีดจำกัดสปิริต...  Meteo Strike!!!”

                 อุกกาบาตถูกดึงดูดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก  แต่เพราะจิตใจไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธ เกลียด หรือเสียใจอย่างสุดซึ้งเหมือนเมื่อครั้งต่อสู้กับจางล่ง  ขนาดของดาวตกจึงไม่ใหญ่นัก

                 แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว  สำหรับการกำจัดสัตว์ร้ายตัวนี้

                 ‘เปรี้ยงงง!!!!’

                 เศษหินนอกโลกขนาดใหญ่เท่าตู้เย็นพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วมหาศาล  ผิวเปลือกมีไฟลุกท่วมจากการเสียดสี  ร่างสัตว์สีน้ำตาลถูกบดขยี้จนแหลกเละไม่เหลือสภาพ 

                 คาซีใช้พลังเกินขีดจำกัดตัวเอง  ร่างของพวกเราร่วงหล่นลงพื้นอย่างไร้การควบคุม

                 “Evolution!!”

                 ที่คั่นหนังสือที่ทำจากขนของนกแก้วซึ่งเซราห์คว้าติดมือมา  ถูกดูดกลืนพลังเข้าสู่ร่างกายจนก่อกำเนิดเป็นปีกเรืองแสงสีเขียวขนาดใหญ่  เซราห์คว้ามือผมที่อยู่ใกล้สุดได้  และผมก็คว้ามือเน็กเธอร์  กับซูอัลที่โอบรอบเอวคาซีที่หมดสติไปแล้ว

                  เซราห์ออกแรงอย่างหนักพาพวกเราบินข้ามรั้วลวดหนามสูงที่กั้นระหว่างรันเวย์กับถนนเบื้องนอกสนามบินก่อนจะตกลงพื้นอย่างไม่รุนแรงนัก  ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างจนรถดับเพลิง รถตำรวจและหน่วยกู้ภัยระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่  การบินถูกระงับในทุกเที่ยวบิน  และนักข่าวชุดเดิมที่เคยทำข่าวอุกกาบาตตกในเขตชานเมือง  ก็ได้ข่าวใหญ่อีกครั้ง

                 หลุมลึกที่เกิดจากการกระแทกของอุกกาบาต  แทนที่จะมีซากศพไหม้ไฟของสัตว์ร้าย  กลับเหลือเพียงเถ้าผงสีดำที่แปรสภาพจากแผ่นกระดาษถูกไฟไหม้  ธุลีเหล่านั้นลอยตามแรงลมพัดก่อนจะสลายหายไปในอากาศ  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาไม่พอใจของเด็กชายที่ยืนดูอยู่บนจุดชมเครื่องบินขึ้นในอาคารผู้โดยสาร

                 หนังสือนิทานถูกเปิดอ้าอีกครั้งเผยบางหน้าที่ถูกฉีกขาดไป  เด็กน้อยนาม ‘โพเช่’ ผู้ครอบครองตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาล  หยิบหมากฝรั่งขึ้นมาเคี้ยวพลางเลือกนิทานเรื่องต่อไปที่จะใช้เล่าแทนเรื่อง ‘กาบ้ายอ’ ซึ่งไม่สามารถจัดการกับศัตรูในคราวนี้ได้

           

                 เพราะอยู่บนรถเข็นมาเป็นเวลานานหลายปี  หญิงชราจึงทำกิจวัตรส่วนตัวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับคนปกติ  เสียงมีดหั่นผักดังไม่นาน  แซนด์วิชหอม ๆ หน้าตาน่ากินก็ถูกจัดวางอยู่ในจานบนโต๊ะอาหารเรียบร้อย

                 ชายหญิงสามคนที่นั่งรออยู่หยิบแซนด์วิชกินด้วยท่าทีแตกต่าง

                 ชายผมดำสวมแว่นท่าทางคงแก่เรียนในชุดเสื้อเชิ้ตน้ำเงินเข้ม  มือถือหนังสือเล่มใหญ่หยิบแซนด์วิชโดยไม่มอง  เขากัดคำเล็ก ๆ ก่อนวางมันลงและจับจ้องกับหนังสือไม่สนใจรอบข้าง

                 ‘งั่ม ๆ ๆ’

                 หญิงผมทองชาวฝรั่งเศสสวาปามแซนด์วิชคำเดียวทั้งอันจนเต็มปาก  เศษผักกระเด็นจากริมฝีปากที่ปิดไม่สนิทเละขอบโต๊ะ

                 “อะอ่อยอังเอย  อุนอาย”  (อร่อยจังเลย  คุณนาย)

                 หญิงชรายิ้มจนตาหยีมองดูอาการของสาวน้อย (ที่หน้าอกหน้าใจไม่น้อยตามอายุ) ด้วยแววตาเอ็นดู

                 ส่วนคนที่นั่งหัวโต๊ะ  ใช้มีดหั่นแซนด์วิชและใช้ส้อมจิ้มเข้าปากอย่างมีมารยาท  ท่าทางสะดีดสะดิ้งดูเข้ากันกับชุดเสื้อแขนยาวฟูฟ่องระบายลูกไม้กับกางเกงรัดรูปจนตึงเปรี๊ยะ  ผมสีบลอนด์ยาวสลวยกับการแต่งหน้าบาง ๆ  หากอยู่บนใบหน้าของ ‘ผู้หญิง’ คงเหมาะสมกว่านี้ไม่น้อย

                ทั้งสามคนอาศัยอยู่ในบ้านนี้พร้อมหญิงชราตั้งแต่ห้าปีก่อน  ด้วย ‘พลังพิเศษ’ ที่พวกเขามี  ทำให้การหาข้อมูลต่าง ๆ   การขโมย ‘SSS’ จากกองโจรเงารัตติกาล  หรือกระทั่งส่งพัสดุไปรษณีย์สู่ผู้เชื่อมต่อที่ถูกคัดเลือกของหญิงชรา ทำได้โดยง่ายและปราศจากอุปสรรคจนถึงบัดนี้

                 แซนด์วิชจานสุดท้ายในมือหญิงชราสำหรับเจ้าของที่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องมาหลายเดือน  แม้จะอยู่ชั้นบนแต่บ้านหลังไม่ใหญ่สามชั้นนี้ทำลิฟต์ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้เธอ  รถเข็นถูกไสเข้าลิฟต์อย่างชำนาญก่อนกดปุ่มเลขชั้นบนสุด

                 ล้อหมุนพาร่างแบบบางไปถึงห้องริมสุดทางเดิน  เธอเคาะประตูเบา ๆ สองครั้งและไสจานแซนด์วิชผ่านช่องเล็กที่เปิดปิดได้ด้านล่างประตู  เสียงข้าวของในห้องตกแตกคล้ายผู้อาศัยพยายามแหวกกองขยะมารับของกิน

                 กระดาษขาวสองแผ่นถูกยื่นออกมาเป็นการแลกเปลี่ยน  ข้อมูลทั้งตัวอักษรและภาพปรากฏสู่สายตาหญิงชรา  เธอทอดถอนใจยาวเมื่อรับรู้ความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นที่อียิปต์

                “...โธ่!!  เด็กน้อยผู้น่าสงสาร”

 

                วอชิงตัน ดี ซี  สหรัฐอเมริกา

                 กองกำลังร่วมสหภาพยุโรปและกองทัพสหรัฐ  ระดมกำลังทหารและสรรพาวุธเข้าสู่เมืองหลวงของสหรัฐอย่างเงียบเชียบ  มีเพียงผู้นำประเทศและผู้มีตำแหน่งสูงทางการทหารไม่กี่คนที่รับรู้ข้อมูลปฏิบัติการตามแผน “ต่อต้านเงารัตติกาล”

                 ทหารทุกนายกระจายกำลังรอบเมืองโดยแฝงตัวเป็นประชาชน  ทุกคนต่างสอดส่องความสงบและเฝ้าระวังเหตุการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้น 

                 ผู้นำสหรัฐและประเทศในสหภาพยุโรปตกลงร่วมกันเพื่อเคลื่อนย้าย ‘กล่องปิดผนึก’ ซึ่งถูกเก็บรักษาในประเทศอิตาลี  มาสู่ประเทศที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลกอย่างอเมริกา  การเคลื่อนย้ายดำเนินการอย่างลับ ๆ ด้วย เครื่องโบอิ้ง 747-200B ซึ่งมีรหัสเรียกขาน Air Force One

                  รถกันกระสุนพร้อมขบวนรถอารักขาแล่นด้วยความเร็วสูงจากท่าอากาศยานนานาชาติวอชิงตันดัลเลส  ผ่านทำเนียบขาวสู่ใจกลางเมือง  เสาโอเบลิสก์ทรงเหลี่ยมตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า  สิ่งปลูกสร้างที่ถูกสร้างเพื่อรำลึกถึงประธานาธิบดีคนแรกแห่งอเมริกานี้  เป็นสัญญาณของจุดหมายปลายทาง

                  กล่องเหล็กสีดำยาวประมาณสองเมตรมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา  ทั้งแม่กุญแจที่ถูกสร้างโดยช่างกุญแจระดับโลก  รหัสปลดล็อคกว่ายี่สิบชั้น  ตัวกล่องทำจากเหล็กกล้ากันกระสุน  ความร้อน และความเย็นทุกประเภท  การรักษาความปลอดภัยระดับนี้ต่อให้เอาอาวุธสงครามมายิงถล่มก็คงไม่อาจสร้างความเสียหายให้กับของที่อยู่ในกล่องได้

                 ทหารนับสิบนายลำเลียงกล่องผ่านผืนหญ้าเขียวรอบอนุสาวรีย์วอชิงตันซึ่งตอนนี้มีป้ายปิดซ่อมแซมเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาระหว่างการปฏิบัติการลับสุดยอดนี้  น้ำพุพุ่งกระจายก่อนแตกตัวเป็นฝอยสร้างแสงสีรุ้งจาง ๆ เป็นประกาย  แต่วินาทีนี้ไม่มีผู้ใดสนใจบรรยากาศรอบข้าง  ของสำคัญในกล่องคือสิ่งมีค่าที่สุดที่พวกเขาต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต

                 ลิฟต์เคลื่อนตัวสู่ชั้นบนสุดของอนุสาวรีย์บนยอดความสูง 150 เมตรจากพื้นดิน  คงไม่มีใครนอกจากผู้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐทราบว่า  บนจุดชมวิวที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านแบบนี้  จะมีห้องลับซ่อนอยู่ 

                 หัวหน้าชุดเคลื่อนย้ายใช้กุญแจซึ่งมีดอกเดียวในโลกที่ได้รับจากประธานาธิบดีวิลเลียม ยื่นด้ามกุญแจที่มีตัวปลดล็อคเซ็นเซอร์  เสียงดังครืนเล็ก ๆ ก่อนรอยแยกบนผนังจะปรากฏสู่สายตา

                 ‘แอ๊ดด!!’

                 ประตูขนาดกว้างไม่ถึงเมตรเปิดอ้าส่งกลิ่นอับจาง ๆ ออกมา  ไอเย็นในห้องพวยพุ่งแทรกซึมผ่านเครื่องแบบหนาจนเหล่าทหารขนลุกชัน  กล่องเหล็กดำถูกเสือกเข้าไปในช่องจนสุด  ก่อนประตูบานหนาจะปิดตัวลงแนบสนิทจนแทบมองไม่เห็นรอยแยกบนพื้นผิว

                วัตถุสำคัญที่เงารัตติกาลต้องการ  นอนสงบนิ่งอยู่บนสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในวอชิงตัน ดี ซี

           

                 ริมฝั่งแม่น้ำไนล์  ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบ  โบราณสถานต่าง ๆ ที่ทอดกายบนพื้นพิภพ  เฝ้ารอให้นักท่องเที่ยว  นักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์เดินทางมาเยี่ยมชมเพื่อค้นคว้า  ศึกษา  หรือชื่นชมอารยะธรรมเก่าแก่เหล่านั้น  อากาศแห้งแล้งก่อให้เกิดฝุ่นทรายที่ถูกลมพัดปลิวคว้างเป็นลมหมุนเล็ก ๆ ซึ่งพบเห็นได้จนชินตา  เป็นที่มาของชุดแต่งกายแบบปกปิดร่างมิดชิดที่ชาวบ้านสวมใส่       

                  หากนั่งเรือในแม่น้ำไนล์จากไคโรมุ่งหน้าลงใต้  จะพบเมืองลักซอร์  ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารและหุบผากษัตริย์  ที่จารึกประวัติศาสตร์ของอียิปต์ตั้งแต่สมัยโบราณ  ปิระมิดและรูปปั้นขนาดมหึมาต่าง ๆ บ่งบอกถึงความเจริญทางอารยะธรรมในอดีตที่หลงเหลือสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น 

                  คณะทัวร์จากยุโรป  เมื่อลงจากรถสิ่งแรกที่เห็นคือปิระมิดขนาดมหึมา  หินก้อนใหญ่หลายร้อยที่ถูกลำเลียงด้วยเทคนิคอันชาญฉลาดของกษัตริย์อียิปต์โบราณ  ถูกวางเรียงซ้อนไล่ระดับสูงเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม  ขนาดกว้างกว่าสนามฟุตบอลสองสนามวางซ้อนกันบวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว  ทำให้นักท่องเที่ยวไม่อาจเดินรอบโบราณสถานอันยิ่งใหญ่นี้ได้  บางคนถ่ายรูป  บางคนจดบันทึก  และอีกหลายคนเลือกซื้อของที่ระลึกต่าง ๆ จากพ่อค้าแม่ค้าชาวอียิปต์ที่นำมาวางขายรายทาง

                  ไกด์หนุ่มชาวอียิปต์แนะนำประวัติโบราณสถานแห่งนี้  คงไม่มีใครคาดคิดว่าสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมหึมาจะถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เพียงแค่เป็นที่เก็บพระศพของฟาโรห์เท่านั้น  เพราะความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ  เชื่อกันว่าหากดาวประจำตัวของฟาโรห์โผล่ขึ้นเหนือฟากฟ้าเมื่อใด  แสงจากดวงดาวจะส่องลอดรูเล็ก ๆ ซึ่งอยู่บนปลายยอดแหลมของปิระมิด  อาบฉายร่างที่นอนสงบอยู่  ให้ฟื้นคืนกลับขึ้นมาอีกครั้ง  เป็นการแสดงความเชื่อด้านโหราศาสตร์ที่บ่งบอกถึงขนบ ธรรมเนียม ของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี           

                  หลังจากปล่อยให้นักท่องเที่ยวแยกย้ายทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามอัธยาศัย  ไกด์หนุ่มก็นั่งพักใต้ร่มเงาของปิระมิด  แม้คุ้นชินกับไอร้อนของทะเลทราย  แต่ความอบอ้าวที่สูงกว่าปกติของวันนี้ทำให้เขาเหงื่อชุ่ม

                ‘ไนวัล  ริอุลเนล’  ไกด์หนุ่มผิวเนื้อแดงดำ  ใบหน้ามีหยดเหงื่อประปราย  คิ้วคมเข้มรับกับจมูกโด่งเป็นสัน  ริมฝีปากเรียวบางต่างจากชาวอียิปต์ทั่วไป  ดวงตากลมโตสีดำสร้างความไว้ใจให้ผู้ที่ได้พบเห็น  เขานั่งทนกับสภาพอากาศอยู่นานก่อนจะทนไม่ไหว   สายตามองซ้ายขวา  เมื่อปลอดคนจึงล้วงมือเข้าไปในชุดลินินยาวสีขาว  ปลายนิ้วมือเพียงสัมผัสแผ่นกระดาษยับยู่ยี่  สิ่งมหัศจรรย์ก็พลันบังเกิด

                 แสงอาทิตย์แรงกล้าและไอร้อนกว่า 40 องศาเซลเซียส  ถูกดูดซึมผ่านร่างกายโดยไม่สร้างผลกระทบใด ๆ  ไนวัลรู้สึกเย็นสบายจากลมที่ไร้ความร้อนแฝง  เพียงครู่เดียวเมื่อถึงเวลานัดกับกลุ่มนักท่องเที่ยว  เขาก็กางฝ่ามือออกและแผ่พุ่งความร้อนใส่หินก้อนไม่ใหญ่นัก  ความร้อนที่ถูกหลอมรวมจากร่างเผาไหม้จนหินลุกติดไฟ  ก่อนที่จะค่อย ๆ ละลายราวเนยถูกไฟลน

                 ไนวัลมองภาพที่เห็นกี่ครั้งก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้  เขาสะบัดหน้าและวิ่งกลับไปยังจุดนัดพบ

 

                 ‘ปัง!!’

                 ประตูไม้บานเก่าปิดลงราวกับไม่ต้อนรับอากาศร้อนจากภายนอก  ไนวัลรินน้ำเย็นดื่มดับกระหาย  ชายหนุ่มโยนกระเป๋าผ้าฉลุลายที่ใส่ของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยในการทำงานลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี  พลางนั่งบนเก้าอี้ไม้หน้าพัดลมเก่าที่แทบไม่มีแรงหมุน

                 คอเงยพาดขอบเก้าอี้  สายตาที่เหลือบมองกลับหลังตกกระทบกล่องพัสดุสีขาวที่วางแน่นิ่งอยู่บนหลังชั้นไม้เตี้ย ๆ  ตั้งแต่ได้รับพัสดุเมื่อไม่กี่วันก่อน  ชีวิตและโลกของเขาก็แปรเปลี่ยนทันที

                 ชายกลางคนท่าทางคงแก่เรียนโผล่ขึ้นมาในมิติที่ผิดแผกแปลกแยก  แว่นทรงกลมที่เขาสวมเพิ่มความน่านับถือมากขึ้นหากไม่นับสูทเนี๊ยบ  เนคไท  และตำราเล่มหนาในมือ  ชายคนนั้นแนะนำตัวต่อไนวัลว่าเขาคือ ‘เออร์วิง แลงมัวร์’[1] นักเคมีชาวอเมริกัน

                 วินาทีแรกที่เห็นร่างชายประหลาดโผล่ออกมา  ไนวัลวิ่งสุดชีวิต  แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปทางทิศใด  ร่างที่นั่งอ่านหนังสือ  หรือไม่ก็จิบน้ำชา  พลันปรากฏขวางหน้าทุกครั้ง 

                 ไนวัลเหนื่อยจนหอบ  วิญญาณของเออร์วิงมองด้วยสายตาตำหนิ  เขาเอ่ยสั้น ๆ ด้วยถ้อยคำทางวิชาการฟังยาก ๆ  แม้ไนวัลจะไม่ค่อยเข้าใจนัก  แต่ก็พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง  เขารู้ว่าตัวเองคือผู้ถูกเลือก  และจิตวิญญาณของเออร์วิงก็ถ่ายทอดพลังประหลาดให้กับเขาตั้งแต่ตอนนั้น

                SSS ‘ไอโซเทอมของแลงมัวร์’ แผ่นกระดาษต้นแบบที่เออร์วิงออกแบบสมการการดูดซับ มอบพลังการ ‘ดูดกลืน’ และ ‘ปลดปล่อย’ ให้แก่ไนวัล 

                 เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เออร์วิงพูดจนได้ทดลองด้วยตนเอง  ชายหนุ่มเอามือจุ่มลงน้ำและใช้พลังพิเศษ  ไม่เพียงแต่มือเขาจะไม่เปียก  แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมวลน้ำไหลเวียนเข้ามากักเก็บในร่างกาย  ก่อนที่ไนวัลจะปล่อยน้ำจากมืออีกข้าง  กระแสน้ำพวยพุ่งราวกับน้ำพุ  ไนวัลตกใจจนแข้งขาอ่อน

                 ปกติแล้ว  ชายหนุ่มเป็นคนเรียบง่าย  ใช้ชีวิตในบ้านหลังเล็กกับอาชีพไกด์นำเที่ยวที่มีรายได้ไม่มากนัก  แต่ก็พอให้เขาดำรงชีพอย่างไม่ลำบาก  แต่เมื่อเขาได้รับพลังพิเศษก็รู้ทันทีว่าชีวิตต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

                 จดหมายที่แนบมามีข้อความสั้น ๆ ว่า

                 “รีบเดินทางไปวอชิงตัน ดี ซี  เธอจะได้พบผู้เชื่อมต่อที่เหลือ  โปรดร่วมเดินทางพร้อมกับพวกเขา”

                 ไนวัลกำจดหมายแน่น  สมองทำงานอย่างหนักเพื่อตัดสินใจ  เขาชอบวิถีชีวิตเรียบง่าย  มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่  แต่อีกใจก็อยากรู้เรื่องราวของพลังพิเศษที่ได้รับ  ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร  ไนวัลนอนก่ายหน้าผากคิดหลายคืน

                 และสุดท้าย...  เขาก็เลือกวิถีชีวิตที่ตนรัก

                 ไนวัลเก็บเรื่องพัสดุและพลังพิเศษที่ตนมีเป็นความลับ  เขาไม่ต้องการป่าวประกาศให้คนอื่นรู้  เพราะกลัวว่าตนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเหมือนเคย  ไนวัลอาศัยอยู่บ้านหลังเดิม  ทำอาชีพเดิม  กิจวัตรประจำวันก็เหมือนเดิม  พลังพิเศษถูกนำมาใช้บ้างแต่ก็เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

                 ไนวัลขยำจดหมายทิ้งตั้งแต่วันนั้น...

 

                 ‘ก๊อก ๆ ๆ’

                 ประตูไม้สั่นไหวเมื่อมีผู้เคาะ  ไนวัลสะบัดหัวไล่ภาพอดีตที่วนเวียนในสมองพลางลุกไปเปิดประตูรับแขกผู้มาเยือนยามวิกาล

                 ไนวัลเลิกคิ้ว  เมื่อชายที่ยืนหน้าบ้านหน้าตาไม่คุ้น  แถมการแต่งตัวยังบอกให้รู้ว่าไม่ใช่คนท้องถิ่น

                 “สวัสดีครับ..  มาหาใครครับ”

                 แขกไม่ได้รับเชิญมองหน้าไนวัลด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม  ชายร่างใหญ่ในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำและกางเกงยีนส์ดำทำให้ร่างเขาพรางกับราตรีมืดมิดด้านนอก  มีเพียงประกายจากแววตาดุดันทำให้ไนวัลรู้ว่าผู้มาเยือนมีจุดประสงค์ไม่ดี

                 “ส่ง SSS มา  ไม่งั้นแกตาย!!”

                 ไนวัลก้าวถอยหลัง  ขณะที่ชายแปลกหน้าย่างสามขุมตามเข้ามาในบ้าน

                 เพียงแค่จิตสังหาร  ก็แทบทำให้ไนวัลยืนไม่อยู่  ชายหนุ่มตัดสินใจวิ่งออกด้านหลังบ้านอย่างไม่คิดชีวิต

                 “หึ ๆ ๆ  ออกไปข้างนอกงั้นเหรอ  ก็เข้าทางข้าน่ะสิ!!”

                 ชายแจ็คเก็ตดำถีบประตูไม้ด้านหลังจนบานประตูใหญ่ลอยกระเด็นไปไกล  ก่อนเดินไล่ตามไนวัลไปอย่างไม่เร่งรีบ

                 สองขาวิ่งฝ่าผืนทรายอย่างยากลำบาก  เพียงแค่เท้าสัมผัสทรายเม็ดละเอียด  ท่อนขาก็จมยวบลงไปจนไนวัลต้องออกแรงมากกว่าเดิมสองเท่า

                 ท้องฟ้ามืดครึ้ม  เมฆดำก่อตัวเป็นวงกว้างบดบังแสงจันทร์เหลืองนวล  ทะเลทรายที่ผืนฟ้าเคยมีดาวพร่างพรายพลันถูกบดบังด้วยหมู่เมฆหนา  ความมืดปกคลุมจนไนวัลมองไม่เห็นเงาตัวเอง

                 ฟ้าแลบแปลบปลาบดูน่ากลัว  ทะเลทรายแห่งนี้ร้างฝนมาหลายเดือน  แถมฤดูนี้ก็ไม่ใช่ฤดูที่ควรจะมีเมฆฝน  แต่ไนวัลไม่สนใจอะไรนอกจากการวิ่งหนีชายประหลาดที่ขู่เอาชีวิตตัวเอง

                 ‘เปรี้ยง!!!’

                 สองขาหยุดกึกเมื่อผืนทรายเบื้องหน้าถูกฟ้าผ่าลงมาเต็มแรง  ฝุ่นทรายปลิวคลุ้งกระจายหมุนตัวราวพายุทรายขนาดย่อม  แรงระเบิดกระแทกไนวัลจนร่างกระเด็นครูดพื้นทรายนิ่มกลิ้งกลับหลังหลายตลบ

                 และร่างผอมบางของชายหนุ่ม  ก็ถูกหยุดด้วยรองเท้าบูทหนาของชายแจ็คเก็ตดำ รอยยิ้มแสยะอย่างเลือดเย็นก่อนง้างขาขึ้นสูง

                 “ฉันเปลี่ยนใจแล้วว่ะ  ไว้แกตายแล้วค่อยหา SSS จากศพแกก็ได้”

                 ‘พลั่ก!!!’

                 เท้ากระแทกเตะเต็มแรงจนไนวัลกระเด็นลอยขึ้นฟ้า  ชายร่างใหญ่ล้วงไปด้านหลังหยิบแท่งโลหะยาวที่เหน็บกางเกงขึ้นมาถือและเล็งสายตาไปที่ไนวัล

                “Thunder Bolt!!!”

                 ปะจุพลังงานไฟฟ้าไหลรอบเมฆดำราวกับจะหาทางออก  กระแสไฟฟ้าไหลมารวมตัวกันด้านล่างของก้อนเมฆก่อนจะถูกผลักด้วยประจุลบพุ่งสู่พื้นโลกอย่างรุนแรง

                 ‘เปรี้ยงงงง!!!’

                 ไฟฟ้าเส้นใหญ่แผ่พุ่งอัดกระแทกลงสู่ร่างของไนวัลทันที 

                “Absorption!!!”

              ไนวัลกางฝ่ามือรับฟ้าผ่า  กระแสไฟฟ้าที่แผดเผาทุกสิ่งให้แหลกราญได้เพียงแค่พัดผ่าน  กลับถูกไนวัลดูดกลืนเข้าสู่ร่าง  เส้นไฟฟ้าอัดแน่นแต่ไนวัลไม่รู้สึกเจ็บคัน  ชายร่างใหญ่มองตาค้างเพราะไม่คิดว่าพลังโจมตีมหาศาลของเขาจะถูกเหยื่อที่ดูไร้พิษสงต้านทานไว้ได้

                 “เอา คืน ไป!!!”

                 ชายหนุ่มกางฝ่ามืออีกข้าง  ไฟฟ้าในร่างไหลมารวมเป็นก้อนใหญ่  ก่อนจะแผ่พุ่งด้วยความเร็วปานจรวดเข้าใส่ชายที่ยืนบนพื้นทันที

                 ‘ตูมมม!!!’

                 หลุมลึกบนผืนทรายคล้ายถูกอุกกาบาตพุ่งชน  เม็ดทรายกระจัดกระจายคลุ้งราวกับคลื่นยักษ์ในทะเล  ไนวัลร่วงลงพื้นทรายนุ่มราวกับพรม  ก่อนหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า  เหงื่อกาฬแตกซีกกับหัวใจที่เต้นระรัว  เขาคิดถึงภาพอดีตที่ตัดสินใจก็รู้ทันทีว่าตนทำผิดพลาดที่ไม่เชื่อตามที่จดหมายบอก

                 สองเท้าพาร่างเหนื่อยอ่อนเดินโซซัดโซเซตามทาง  เขาไม่อยากคิดสภาพชายร่างใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง  การฆ่าคนครั้งแรกทำให้มือสองข้างสั่นเทิ้ม  จิตใจเลื่อนลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

                 ไนวัลเดินอย่างไร้ทิศทาง  เท้าสัมผัสหมู่หญ้าแทนผืนทรายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัว  จนเขาเดินถึงแม่น้ำไนล์  ลำน้ำทอดตัวยาวราวงูคดเคี้ยวพาดผ่านหลายประเทศ สมกับเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก  มือเรียวสีดำแดงของชายหนุ่มวักน้ำล้างเนื้อตัวเปื้อนทราย  เขาตัดสินใจว่าหากกลับถึงบ้านจะเก็บข้าวของและเดินทางไปประเทศอเมริกาตามที่จะหมายบอกไว้

                 แต่แล้วสายตาชายหนุ่มก็เหลือบเห็นร่างงามสะท้อนผ่านสายน้ำเป็นประกาย  หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนั่งทอดกายอยู่ริมแม่น้ำราวกับนางเงือก  ดวงตากลมโตสะท้อนภาพชายหนุ่มเหมือนเธอตั้งใจจ้องมองเขา  ไนวัลก้าวขาเข้าหาหญิงงามราวต้องมนต์

                 หญิงสาวยิ้มยั่ว  เธอชายตาให้ไนวัลก่อนกวักมือเรียกเขาให้เข้าใกล้ระยะประชิด 

                 ไนวัลทำตามอย่างว่าง่าย  ภาพการต่อสู้จนแทบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อครู่ถูกลบหายจากสมองเพียงเพราะความงามของสตรีเบื้องหน้า  ชายหนุ่มยื่นมือหมายสัมผัสแก้มเนียน  แต่หญิงสาวคว้าข้อมือเขาไว้เธอล้วงเข้าไปในชุดลินินยาวหยิบ SSS ของไนวัลออกมา  พลางวางวัตถุบางอย่างลงในมือชายหนุ่ม

                 “อยากเล่นน้ำสินะ”

                 เสียงใสราวนกไนติงเกลลอยเข้าหูของไนวัล  เขายิ้มและพยักหน้า  สองเท้าพาร่างหันเข้าหาแม่น้ำก่อนจะก้าวเดินลงน้ำจนถึงระดับอก

                 ดวงตาคมเพ่งราวกับจะจ้องทะลุให้ถึงหัวใจของไนวัล  คำพูดเบาราวกระซิบแต่ก็ดังพอให้ได้ยินในราตรีเงียบงันที่มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยแบบนี้

                 “เธอจะ...  มอบหัวใจของเธอให้ฉันได้ไหม  หนุ่มน้อย”

                 ไม่มีทางปฏิเสธ  ไนวัลสีหน้าเหม่อลอยอย่างมีความสุขราวตกอยู่ในห้วงแห่งรัก  ต่อให้บุกน้ำลุยไฟ  หรือไขว่คว้าเดือนดาว  เขาก็พร้อมจะหามาให้เธอได้ทุกอย่าง  นี่เพียงแค่หัวใจเหตุใดเขาจะมอบให้เธอไม่ได้

                 ไนวัลกำวัตถุในมือแน่น  พลางจ่อมันเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย 

                 มีดแหลมเจาะทะลุผิวหนังช้า ๆ  ก่อนคมมีดจะปักฝังเข้าตัดขั้วหัวใจ  เลือดไหลซึมสู่น้ำกระจายกว้างราวกับผืนน้ำถูกย้อมด้วยสีแดง  ร่างผอมบางทิ้งตัวลงสู่ท้องน้ำเวิ้งว้างก่อนจะถูกพัดพาล่องลอยไปตามกระแส

                  ไนวัล ริอุนเนล  ผู้เชื่อมต่อคนที่หกเสียชีวิต...


 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] เออร์วิง แลงมัวร์ (Irving Langmuir) นักเคมี นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ผู้คิดค้นสมการการดูดซับ (Langmuir Isotherm)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น