อัปเดตล่าสุด 2021-09-02 10:19:27

ตอนที่ 11 ปลดขีดจำกัดสปิริต

บทที่ 11 : ปลดขีดจำกัดสปิริต

 

              ไม่จริงใช่ไหม...

              ภาพที่เห็นตรงหน้าคือความฝันใช่ไหม...

              ตาของเธอยังมองมาที่เรา  รอยยิ้มที่มุมปากก็ยังไม่จางหาย...

              แล้วสิ่งที่เห็นมันคืออะไรกันล่ะ...

 

              “ว้ากกกกกกกกก!!!!!”

                 พลังพิเศษถูกใช้ก่อนสมองประมวลเรื่องราวได้  มวลอากาศยุบตัวราวกับถูกหัตถ์แห่งพระเจ้ากดกระแทก  แรงโน้มถ่วงมหึมาพุ่งใส่ตำแหน่งที่จางล่งยืนอยู่ด้วยความรุนแรงที่สุดเท่าที่คาซีเคยใช้พลังพิเศษมาก่อน

                 ไม่เพียงแต่จะไม่ตกใจกลัว  จางล่งกลับแสยะยิ้มพลางเกร็งพลังใส่หมัดขวาจนกำปั้นส่องแสงสีแดงเข้มราวพระเพลิง

                 “หมัดดินระเบิด!!!”

                 หมัดพุ่งชกแหวกอากาศขึ้นด้านบนเข้ากระแทกแรงโน้มถ่วง  เสียงระเบิดดังสนั่นปานพสุธากัมปนาท  แรงโน้มถ่วงที่สามารถกดทับทำลายทุกสิ่งทุกอย่างพลันถูกระเบิดปลิดปลิวจนจางไปกลายเป็นเพียงคลื่นอากาศสั่นไหวเบา ๆ เท่านั้น

                 “Newton’s Gravity!!”

                 แรงโน้มถ่วงอัดกระแทกซ้ำย้ำตรงที่เดิมนับสิบครั้ง  แต่หมัดที่สามารถระเบิดทุกสิ่งที่สัมผัสไม่ว่าจะเป็น ‘วัตถุ’ หรือ ‘พลังพิเศษ’  พลังที่ได้รับจาก SSS ‘เจลลิกไนท์ของโนเบล'[1] ทำให้การโจมตีของคาซีไร้ผล  ร่างกายจางล่งไม่มีแม้รอยขีดข่วน

                 แต่ถึงแรงโน้มถ่วงจะไม่อาจระคายผิวศัตรู  คาซีซึ่งตอนนี้ขาดสติอย่างสมบูรณ์แบบ  ก็กระหน่ำโจมตีตามสัญชาตญาณ  เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน  ดวงตาวาวโรจน์ราวกับเสือสมิง  หมัดกำแน่นจนเล็บจิกผิวเนื้อเลือดซึม  พลังกายและพลังใจทั่วร่างถูกดึงออกมาปลดปล่อยเป็นพลังโจมตีต่อเนื่อง  สายตาเขาไม่อาจละจากใบหน้าหญิงสาวที่ยืนแข็งค้างราวหุ่นขี้ผึ้ง  น้ำตาที่เหือดแห้งไปนานแสนนานพลันเอ่อล้นจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน

                 “ไม่.. จริง!!!!”

                 ร่างไร้วิญญาณยืนโงนเงนก่อนจะล้มตัวลงมาด้านหน้า  คาซีไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะยกแขนขึ้นรับร่างนั้น  ใบหน้าขาวซีดฟุบซบลงกับไหล่ชายหนุ่ม  เลือดไหลพรากเจิ่งนองท่วมพื้นจากเท้าลูเซียไหลไปหาคาซีคล้ายต้องการเชื่อมโยงทั้งคู่ไว้ด้วยกัน

                 ความจริงที่โหมกระหน่ำเข้าใส่  ทำให้จิตใจแข็งกระด้างแตกสลายราวเศษแก้ว  ฝ่ามือชื้นเหงื่อยกอย่างช้า ๆ วางที่ไหล่ลูเซีย  ผิวกายเย็นเฉียบจนมือชาด้าน  คาซีโอบตัวเธอไว้ราวกับกลัวว่าร่างจะสูญสลายหายไป

                 “รักกันนัก  ก็ตามไปอยู่ด้วยกันในนรกซะ!!”

                 แสงสีแดงพุ่งแยงจนตาแสบพร่า  ร่างมัจจุราชเคลื่อนกายดุดันราวพยัคฆ์  จางล่งทะยานออกหมัดเข้าใส่คาซีเพื่อปิดบัญชี

                 มือเรียวบางยกขึ้นตามสัญชาตญาณ  เสียงดีดนิ้วดัง ‘เป๊าะ!!’ เป็นสัญญาณการใช้พลังพิเศษ  จางล่งที่คิดว่าพลังของคาซีคือการ ‘กดกระแทก’ จากด้านบน  จึงไม่ทันระวังแรงโน้มถ่วงที่สามารถ ‘ยกลอย’ จากด้านล่างได้  จึงถูกอัดกระเด็นลอยขึ้นฟ้าสูงเหนือหลังคาบ้าน

                 แต่นักฆ่าตระกูลจางใช่จะไร้ฝีมือ  แม้ร่างเสียหลักลอยละลิ่วอยู่กลางเวหา  เขากลับสามารถพลิกม้วนร่างทรงตัวก่อนพุ่งตรงลงมาใส่ศัตรูอย่างรวดเร็วดุจดาวตก

                 “หมัดดินระเบิด!!”

                  แรงระเบิดมหาศาลแผ่ปกคลุมจนบ้านเรือนพังเสียหาย  กำแพงอิฐแตกร้าวเป็นทางยาว  กระจกทั่วบริเวณแตกละเอียดเป็นเม็ดเล็กเม็ดน้อย  ประกายแสงแผ่จ้าสว่างวาบรอบบริเวณ  เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าถล่ม  ลมกรรโชกพัดพาฝุ่นควันลอยตลบอบอวลทุกทิศทาง

 

                 จากทางแยกสามทาง  ผมกับเน็กเธอร์วิ่งตรงมาขณะที่คาซีกับหมอลูเซียและซูอัลกับหมอเซราห์วิ่งแยกไปอีกคนละทาง 

                 แม้ตอนแรกจะอุ่นใจที่มีทั้งคาซี เน็กเธอร์ และซูอัลอยู่กันพร้อมหน้า  แต่เมื่อเห็นพลังพิเศษและแววตาคมกริบราวมีดโกนที่เชือดเฉือนทุกสิ่งให้ขาดเป็นเสี่ยงของชายชาวจีนชุดดำนั่นทำเอาผมแข้งขาอ่อน  การที่เน็กเธอร์บอกให้พวกเราหนีมาตั้งหลักก่อนจึงเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง

              เราวิ่งมาไกลเท่าไหร่ไม่รู้  รู้แต่เพียงร่างกายเริ่มล้า  แขนขาแทบหมดกำลัง  ผมวิ่งต่อไม่ไหวจึงนั่งพิงกำแพงอย่างหมดแรง  หัวใจเต้นรัวจนหน้าอกสะเทือน  เน็กเธอร์หันมองอย่างหงุดหงิด

                 “นายนี่มันถ่วงแข้งถ่วงขาชะมัด”

                 ผมทำหน้าสำนึกผิด  แม้อยากวิ่งต่อแต่ร่างกายมันไม่ยอมทำตามที่สมองสั่ง  เน็กเธอร์หันมองกลับไปยังทางที่วิ่งมาพบว่าห่างจากโกดังพอสมควร  เขาจึงย่อกายลงนั่งพักบ้าง

                 แต่ก้นยังไม่ทันสัมผัสพื้น  เน็กเธอร์กลับต้องดีดตัวผึงขึ้นมา  เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร

                 ‘ตึก..  ตึก..  ตึก..’

                 ชายชุดดำสายตาเย็นชาราวเครื่องจักร  เดินช้า ๆ เข้าหาพวกเรา

                 บ้าไปแล้ว!!  นี่เราวิ่งกันมาแทบตาย  แต่ไอ้หมอนี่เพียงแค่เดินเบา ๆ กลับตามพวกเราทัน  มันเป็นวิญญาณหรือยังไงกัน

                 ไม่พูดพล่ามทำเพลง  เน็กเธอร์พุ่งเข้าใส่พลางง้างขาเตะศัตรูเต็มแรง  ท่อนขาแหวกอากาศตรงเข้าหาชายชายผมดำอย่างไม่ปรานีปราศรัย 

                 ‘กึก!!’

                 เพราะเน็กเธอร์มีฝีมือด้านการต่อสู้  เขาจึงสัมผัสได้ถึงอันตรายร้ายแรงจนทำให้ร่างกายหยุดเคลื่อนไหวอัตโนมัติ  ขายังไม่ทันสัมผัสร่างศัตรู  เขาก็ต้องกระโดดถอยหลังกลับมา

                 “ส่ง SSS มา”

                 เสียงเย็นแผ่วเบาดุจกระซิบ  นักฆ่าเปิดม่านตาเรียวเล็กมองพวกเราก่อนจะปิดลงดังเดิม  ใบหน้าเขาดูนิ่งสงบราวพระพุทธรูป  ผิวกายขาวเหลืองไม่เข้ากับชุดและผมสีดำสนิท  บรรยากาศสงบที่แผ่ซ่านจากตัวเขาช่างแตกต่างจากนักฆ่ารายอื่นที่เคยพบ

                 และกว่าที่จะได้คิดอะไรต่อ  ร่างที่ยืนเบื้องหน้าพลันหายไปจากจักษุวิสัย  เน็กเธอร์คว้าคอเสื้อผมดึงจนร่างถูกกระชากลอยถอยหลัง

                 ‘ฉับ!!’

                 เสื้อยืดขาดเป็นทางยาวราวกับถูกมีดตัด  ตาที่ยังปรับทัศนวิสัยไม่ทันเบิกค้างกว้างอย่างทำอะไรไม่ถูก  เพียงพริบตาเดียว  นักฆ่าชุดดำก็ปรากฏกายอยู่ข้างหน้า

                 ท่อนแขนไขว้กันเป็นกากบาท  ก่อนจะฟาดสันมือลงมายังผมเต็มแรง

                 “ฝ่ามือมีด!!”

                 แม้เป็นเพียงสันมือ  แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความตาย  ร่างที่เสียหลักไม่อาจพลิกตัวหลบการโจมตีนี้ได้

                “X-Ray!!!”

                 เน็กเธอร์ใช้พลังพิเศษจนร่างผมโปร่งใส  มือมีดฟันทะลุผ่านร่างราวกับฟาดฟันอากาศธาตุ 

                ชายชุดดำไม่ตระหนก  เขาง้างสันมือที่ถูกพลังพิเศษซึ่งได้รับจาก SSS ‘ใบมีดของยิลเลตต์'[2] ทำให้สันมือมีความคมดุจมีดโกนเหวี่ยงฟาดเป็นวง  รัศมีการโจมตีครอบคลุมเราทั้งคู่

                 เน็กเธอร์ใช้พลังพิเศษกับตัวเองทำให้ร่างพวกเราโปร่งใส  เขากระชากผมวิ่งทะลุกำแพงบ้านเพื่อทิ้งระยะห่างศัตรู

                  “ฉับ!!!!”

                 กำแพงคอนกรีตหนาเกือบฟุตถูกตัดเฉือนจนขาดเป็นสี่ท่อน  ก้อนคอนกรีตร่วงครืนลงพื้นเผยร่างอันน่าตระหนก

                 เน็กเธอร์หันมองด้วยสีหน้าลำบากใจ  เหงื่อซึมท่วมใบหน้า

                 “เวรล่ะสิ!!”

 

                 ซูอัลก้าวเท้ายาววิ่งด้วยความเร็วเกือบเทียบเท่ารถมอเตอร์ไซค์  แต่แม้ชายหนุ่มจะวิ่งมาเป็นระยะทางไกล  เขากลับไม่แสดงอาการหอบเหนื่อยแม้แต่น้อย

                 ตรงข้ามกับหญิงสาวในอ้อมแขน  เซราห์หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย  เธออยากบอกให้เขาวางเธอลงเพราะตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บและวิ่งเองได้  แต่เสียงกลับไม่อาจลอดออกมาจากปาก

                 เส้นทางด้านเป็นทางตัน  เขาจึงปีนรั้วกั้นเตี้ย ๆ เข้าไปในป่า  ต้นไม้ใหญ่น้อยปกคลุมครึ้มบดบังแสงอาทิตย์ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย  ซูอัลเหลือบมองเซราห์ก็นึกขึ้นได้

                 เขาวางร่างหญิงสาวลง  เซราห์รีบถอยกรูดทิ้งระยะห่าง

                 “เอ่อ...  คุณหมอบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ”

                 หญิงสาวส่ายหน้าอย่างแรงจนแว่นแทบหลุด  “มะ  ไม่เป็นไรค่ะ”

                 ซูอัลยิ้มอ่อนโยน  เขาเดินนำหน้าเซราห์พลางมองซ้ายขวาอย่างระวัง

                 แต่กลับเป็นเซราห์ที่สัมผัสได้ถึงอันตราย...

                 “ระวัง!!!”

                 งูเหลือมตัวยาวกว่าสี่เมตรห้อยตัวจากบนต้นไม้คล้ายเถาวัลย์  มันขดตัวก่อนพุ่งเข้าใส่ซูอัลหวังจะรัดร่างเขา  โชคดีที่ซูอัลได้ยินเสียงเตือนของเซราห์  เขาจึงย่อตัวและม้วนร่างหลบทันท่วงที

                 เซราห์พยายามจ้องมองจิตใจงูตัวนั้นเพื่อสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึก  แต่สิ่งที่เธอได้รับไม่ต่างจากฝูงงูพิษที่หลุดเข้ามาในโรงพยาบาล  จิตใจมีแต่ความมุ่งร้ายโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ๆ  เธอถอยกรูดด้วยความกลัวและไม่เข้าใจเหตุการณ์ประหลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ทั้งกลุ่มคนที่จับตัวเธอกับลูเซียไป  พวกคาซีที่ตามมาช่วย  การต่อสู้ที่มหัศจรรย์ราวกับนิยาย  ทุกอย่างมันเร็วจนเธอตั้งสติไม่ทัน

                 ซูอัลรีบคว้าข้อมือเซราห์วิ่ง  ลำพังแค่งูตัวเดียวเขาคงจัดการได้  แต่ถ้าต้องต่อสู้ไปด้วยคุ้มครองเซราห์ไปด้วย เขากลัวเธอจะได้รับอันตราย  จึงตัดสินใจหลีกเลี่ยงการต่อสู้

                 “โฮกกกก!!”

                 เสียงคำรามดังสนั่น  ตามมาด้วยเสียงพงหญ้าถูกแหวก  ร่างใหญ่ในขนสีดำตะปบต้นไม้ขนาดเล็กขาดกระจุย  กรงเล็บแหลมทั้งห้าแข็งแกร่งปานเหล็ก  ขนที่หน้าและแผงคอรูปตัว ‘V’ ทำให้เซราห์ตาค้าง

                 “ไม่.. จริง”

                 คราวนี้กลับเป็นเซราห์ที่ดึงมือซูอัลวิ่งย้อนกลับทางเดิม  สัตว์ร้ายเบื้องหน้าอันตรายยิ่งกว่างูเหลือมที่เจอมาเสียอีก

                 หมีควายตัวใหญ่พ่นลมออกจมูก  ก่อนจะวิ่งไล่กวดทั้งคู่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า  พวกเขาคงไม่มีเวลาได้สังเกต  ว่าบนหลังของหมีมีชายร่างแคระเกาะอยู่ 

                 ดัลลิเวอร์กระหยิ่มยิ้มในใจ  ศัตรูท่าทางไร้พิษสงกับผู้หญิงคนเดียวย่อมง่ายต่อการลงมือ  เขาจึงเลือกตามซูอัลมา  หมีควายตัวใหญ่นี้คือหนึ่งในสัตว์แสดงโชว์ในคณะละครสัตว์ของเขาที่ยังเหลืออยู่  ชายแคระป้อนคำสั่งให้มัน ‘กำจัด’ ชายหนุ่มผู้เชื่อมต่อ

                 เซราห์วิ่งอย่างยากลำบากเพราะในป่ามีต้นไม้ขึ้นเรียงรายไม่เป็นระเบียบ  เธอหลบซ้ายทีขวาที  ขณะที่หมีควายไม่สนใจเหล่าพืชพันธุ์ต่าง ๆ  ร่างใหญ่พุ่งชน  ตบข่วนจนต้นไม้ล้มระเนระนาดเป็นทางยาวราวหญ้าถูกดาย  น้ำลายไหลยืดเป็นฟองขาวหยดย้อยจากปากอย่างควบคุมไม่ได้  ดัลลิเวอร์ฟาดแส้ใส่ก้นมันเพื่อเร่งให้สัตว์ร้ายเพิ่มความเร็วขึ้นอีก

                 เซราห์เหนื่อยหอบจนตัวโยน  แต่มหันตภัยร้ายที่วิ่งไล่กวดมาสุดฝีเท้าทำให้เธอไม่อาจหยุดยั้งสองขาได้ 

                “X’Mas Gift!!!”

                 กล่องของขวัญสีขาวส่องแสงเป็นประกายลอยอยู่กลางอากาศ  ซูอัลคว้าเชือกกระตุกเต็มแรงจนของในกล่องหล่นร่วงลงพื้น

                 ซูอัลและเซราห์วิ่งสุดฝีเท้า  ขณะที่ดัลลิเวอร์ซึ่งอยู่บนหลังหมีไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น  จึงไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้าอีกไม่กี่ก้าวมี ‘กับดักสัตว์’ ที่ทำจากเหล็กอันใหญ่อ้าคมรออยู่

                 ‘ฉึก!!!’

                 คมเขี้ยวของกับดักประกบเข้าหากันทันทีเมื่อหมียักษ์วิ่งเหยียบ  รอยบากแหลมราวฟันจระเข้งับอุ้งเท้าหมีควายจนมันล้มกลิ้งไม่เป็นท่า  ดัลลิเวอร์ที่เกาะอยู่บนหลังก็พลันร่วงกระเด็นไปกระแทกต้นไม้จนหลังแอ่น

                 แสงสว่างรำไรที่ลอดผ่านหมู่แมกไม้ส่องทางด้านหน้าให้เห็นภาพถนนจาง ๆ  ซูอัลยิ้มอย่างโล่งใจขณะที่เซราห์เริ่มวิ่งต่อไปไม่ไหว  เธอเอามือพิงต้นไม้หอบหายใจยาว

                 ซูอัลมองหญิงสาวอย่างเป็นห่วง 

                 “ไหวมั้ยครับ”

                 เขาทำท่าจะเข้ามาประคอง  ทำให้เซราห์ต้องดีดตัวตรงผึงก่อนพยักหน้ารัว  ทั้งคู่เดินแหวกกิ่งไม้หนาเข้าหาแสงสว่างจากถนน  เพียงไม่กี่ก้าวเขาทั้งคู่ก็จะพ้นชายป่า

                 “จะรีบไปไหนล่ะจ๊ะ  พ่อรูปหล่อ”  เสียงแหลมเล็กหยุดฝีเท้าทั้งสองคนไว้

                 เซราห์หันมองกลับไปก็ต้องตกใจถึงขีดสุด  เมื่อร่างเล็กในชุดถังจวงสีชมพูนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ใบหน้าแม้ไร้เดียงสาแต่แววตากลับเจ้าเล่ห์เหมือนหมาจิ้งจอก  หมอสาวยังจำภาพลมหมุนที่เคยเกือบคร่าชีวิตเธอได้ติดตา

                 ซูอัลยืนขวางหน้าเซราห์  สายตามองหญิงสาวด้านบนอย่างระวัง  พลังพิเศษถูกใช้ไปแล้วสองครั้ง  เหลือกล่องของขวัญอีกเพียงกล่องเดียวที่เขาสามารถใช้ได้ในวันนี้  ซูอัลจึงไม่ประมาท

                 “ฉันชื่อจางลี่  เธอล่ะ”

                 ซูอัลเลิกคิ้วเมื่อนักฆ่ากลับเป็นฝ่ายแนะนำตัว  เขามองสาวน้อยอย่างประหลาดใจ

                 “อะ เอ่อ..  ซูอัล”

                 สายตาเจ้าเล่ห์พลันเปลี่ยนเป็นดุดันราวสมิง  รอยยิ้มแสยะเปลี่ยนใบหน้าเดียงสากลายเป็นนักฆ่าเลือดเย็น

                 “สวัสดีนะจ๊ะซูอัล  แล้วก็..  ลา  ขาด!!!

                 ฝ่ามือสองข้างกางยื่นมาด้านหน้า  มวลอากาศถูกดูดจากรอบข้างจนใบไม้สั่นไหว  ก่อนที่ก้อนอากาศจะยืดยาวราวงูตัวใหญ่พุ่งทะลวงเข้าใส่ซูอัลและเซราห์ 

                 ลมหมุนพัดทำลายทุกสิ่งเบื้องหน้าแหลกกระจุย  ความเร็วของมันทำให้ชายหนุ่มไม่อาจขยับร่างกายเพื่อตอบโต้ได้ทัน

                 ‘ขวับ!!!’

                 เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ  ภาพเหยื่อสองคนที่ไร้ทางหลบหนีซึ่งมองเห็นอยู่กลับเปลี่ยนเป็นภาพต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คนละทิศทาง  ลมหมุนฉีกกระชากต้นไม้กระจุยกระจายเป็นเสี่ยง ๆ  ลำต้นหนาหักโค่นล้มครืนลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

                 “เกิดอะไรขึ้น!!”

                 จางลี่หันมองเห็นร่างของชายหญิงวิ่งแหวกพงไม้ออกจากชายป่าไปอย่างเจ็บแค้น  เธอกระโดดลงจากต้นไม้และวิ่งไล่ตามไปโดยไม่รู้เลยว่าเหนือศีรษะตัวเองมีนกแก้วตัวใหญ่บินอยู่

 

                 แม้ร่างจะโปร่งใสราวกับอยู่คนละมิติกับนักฆ่ามือมีด  แต่ระยะเวลาในการใช้พลังของเน็กเธอร์ก็มีขีดจำกัด  เพียงไม่นานร่างกายของเราทั้งคู่ก็คืนสู่สภาพเดิม

                 และพริบตาศัตรูก็พุ่งตัวเข้าใส่อย่างรวดเร็ว  เมื่อไม่สามารถหวังพึ่งพลังของเน็กเธอร์เพียงคนเดียวได้  ผมจึงสร้างตารางแสงขึ้นดักด้านหน้าของนักฆ่าชุดดำ  ตัวเลขแสดงค่าการคำนวณเพื่อ ‘ลดความเร็ว’ หากศัตรูพุ่งผ่าน

                 แต่ดูเหมือนจะไร้ผล  นักฆ่าเคลื่อนกายพลิ้วไหวหลบเลี่ยงตารางแสงทีละอัน  การเคลื่อนไหวคล้ายร่ายรำนี้ผมเคยเห็นจากภาพยนตร์มาก่อน  เขาเรียกว่า ‘กังฟู’  สินะ

                 เมื่อลดความเร็วไม่ได้ผล  ตารางแสงที่ให้ผลตรงข้ามก็ถูกสร้างแทนที่

                 ผมขว้างก้อนหินใส่ตารางเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นลูกกระสุน  ความเร็วของมันมหาศาลจนเกือบเทียบเท่ากระสุนปืน 

                 ‘ฉับ!!’

                 สันมือคมกริบเฉือนฟันหินขาดเป็นสองท่อนร่วงหล่นเหมือนครั้งก่อนที่เขาเคยหยุดการโจมตีนี้ได้  สถานการณ์เข้าตาจนจริง ๆ แล้วเมื่อพลังพิเศษทั้งของผมและคาซีไม่อาจทำอะไรนักฆ่ารายนี้ได้เลย

                 และเพียงชั่วอึดใจ  สันมือมีดก็เหวี่ยงฟาดมาที่ผมและเน็กเธอร์ที่ยังยืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก

                “Sticky Gum!!!”

                 ร่างในชุดดำพลันถูกดึงจากด้านหลังจนตัวลอยราวกับหนังยางดีดกลับ  เส้นเหนียวยืดยาวสีขาวที่แปะด้านหลังชักดึงร่างเขาพุ่งเข้ากระแทกรถยนต์ที่จอดไว้อย่างแรงจนรถยุบไม่เหลือสภาพ

                 เน็กเธอร์มองร่างในชุดกี่เพ้าที่ยืนบนกำแพงอย่างไม่เชื่อสายตา

                 “ธะ..  เธอ”

                 ซุยฟง หลัน  นักฆ่าแห่งเงารัตติกาลผู้ใช้พลังหมากฝรั่งเพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้

 

                 ฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายค่อย ๆ จางหายไป  สภาพบ้านเรือนพังทลายเสียหายเป็นวงกว้างราวกับถูกระเบิดขีปนาวุธทำลายล้าง  ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้นพลันล้มตายคาบ้านโดยที่ยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น  จางล่งหักนิ้วดังกร๊อบ  ตำแหน่งนักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ใช่ได้มาเพียงชื่อ  หากแต่ได้มาเพราะพลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

                 สามพี่น้องได้รับการเลี้ยงดูจากนักฆ่าอันดับหนึ่งของปักกิ่ง  แม้พวกเขาจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน  แต่ก็รักใคร่กันเช่นพี่น้อง  จางล่งและจางลี่ถูกปลูกฝังความเหี้ยมโหดอำมหิต  การฆ่าเปรียบเสมือนอาหารประทังชีวิตที่ขาดไม่ได้  ในขณะที่จางฉินกลับแตกต่าง  มีเพียงเขาคนเดียวที่ฆ่าคนเมื่อจำเป็น  จึงถูกดูแคลนจากพี่และน้อง

                 เมื่อจางล่งได้รับพลังพิเศษจากการเชื่อมต่อกับ SSS  ระเบิดที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง  มันช่างผสานกันได้อย่างลงตัวกับหมัดอันแข็งแกร่งที่เขาฝึกฝนอย่างหนัก  จางล่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าของเหล่านักฆ่าในตระกูลจางทันทีที่พ่อเลี้ยงตาย 

                 และบัดนี้  การฆ่าผู้เชื่อมต่อและแย่งชิง SSS มาได้  จะเป็นบันไดให้เขาก้าวสู่ตำแหน่งอันยิ่งใหญ่กว่าที่เคยได้รับ  จางล่งหัวเราะร่าอย่างพึงใจ

                 แต่เสียงหัวเราะพลันสะดุด  เมื่อเงาร่างพลันปรากฏเบื้องหน้าหลังฝุ่นควันจางลงหมด

                 คาซีในสภาพสะบักสะบอมราวกับกระดาษที่พร้อมจะขาดวิ่นยืนประจันหน้าเขาอย่างไม่คิดถอยหนี  โชคดีที่เขาใช้แรงโน้มถ่วงเคลื่อนย้ายตัวเองหนีก่อนจะโดนหมัดของจางล่งอย่างเฉียดฉิว  สายตาปรายมองร่างหญิงสาวที่ถูกระเบิดอัดจนหน้าอกทะลุถูกวางนอนสงบนิ่งในหลุมลึกที่เกิดจากแรงระเบิด  ก่อนที่จะหันกลับไปจ้องจางล่ง  ดวงตาชายหนุ่มดุดัน  โกรธเกรี้ยว และอาฆาตราวกับเทพปีศาจ

                 จางล่งหัวเราะร่าเสียงกังวาน  เป็นเสียงหัวเราะที่มาจากความปิติ  อีกไม่นานเขาก็จะสมหวังในทุกสิ่งที่ต้องการ  หมัดสองข้างกำแน่นก่อนถ่ายพลังจนกำปั้นแดงก่ำราวกับลาวาจากภูเขาไฟ  สองขาย่อลงต่ำ  ปลายเท้าเหยียบบิดขยี้พื้นปูนจนแตกระแหง

                 ‘ตุบ!!’

                 อุ้งเท้ารวมพลังก่อนดีดร่างใหญ่พุ่งตรงเป็นลูกธนู  หมัดอัดแน่นด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดทันทีที่สัมผัสสิ่งใดก็ตาม  แรงระเบิดมหาศาลเมื่อครู่อาจเทียบไม่ได้เลยกับการโจมตีที่อัดแน่นด้วยพลังเต็มเปี่ยมครั้งนี้

                 คาซียืนโงนเงน  สติสัมปชัญญะริบหรี่ทำได้เพียงสั่งการให้ประคองร่างยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูผู้อำมหิตเบื้องหน้า  แต่พลังกายและพลังใจของเขาตอนนี้กลับสวนทางกัน  มันแห้งเหือดราวน้ำในทะเลทราย  สายตาพร่าเลือนมองภาพมัจจุราชที่พุ่งเข้ามาเกี่ยวคร่าชีวิตไม่ชัดเจน  เปลือกตาเขากำลังจะปิด

 

              รอบกายมีแต่ความมืด....

              มองไม่เห็นอะไรสักอย่าง....

              เราอยู่ที่ไหน....

              หรือว่า....  เราตายไปแล้ว!!!!

 

                 ‘กร้วมม!!’

                 เปลือกตาเปิดกว้าง  แสงสว่างที่แยงเข้ามาทำให้คาซีต้องกระพริบตาอีกครั้ง  เมื่อมองไปรอบ ๆ เห็นเพียงลานโล่งสีขาวโพลนไม่มีขอบมุมหรือจุดสิ้นสุด 

                 แต่กระนั้น  ความอบอุ่นกลับแผ่ซ่านเข้ามาจนร่างกายผ่อนคลาย  เงาสีดำกำลังเคลื่อนกายที่ไกล ๆ ช่างคุ้นตา  เขาเพ่งตามองเห็นเงาร่างเดินเข้ามาใกล้  มือโยนลูกแอปเปิ้ลที่ถูกกัดไปแล้วคำหนึ่งเป็นจังหวะ 

                 ผมหยิกสีขาวยาวถึงกลางหลัง  เสื้อคลุมยาวสีเลือดหมูมันเงาราวกำมะหยี่ตัดกับเสื้อกั๊กแบบโบราณด้านในสีเขียวหม่น  ใบหน้ายิ้มเย้าราวกับพ่อมองลูก  คาซีเกลียดสีหน้าเป็นมิตรแบบนี้ที่สุด

                 “สภาพดูไม่ได้เลยนะ”

                 เสียงชายชราไม่แฝงความดูแคลน  มือโยนแอปเปิ้ลให้คาซีซึ่งเขาก็รับได้อย่างแม่นยำ

                 “ไม่เกี่ยวกับคุณ”  คาซีตอบอย่างฉุนเฉียว

                 ชายชราหัวเราะเบา ๆ  ก่อนนั่งลงยังเก้าอี้สีขาวที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาจากที่ไหนไม่รู้  เขาชี้มือขึ้นฟ้าพลางถามคาซีด้วยน้ำเสียงซุกซน

                 “เธอรู้มั้ย  ข้างบนนั้นมีอะไร”

                 คาซีเหลือบตามองตามปลายนิ้ว  รอบกายของเขามีแต่สีขาว  ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง หรือบน  ไม่มีสิ่งใดนอกจากสีขาวสนิท

                 คาซีทำหน้าเบื่อหน่ายเพราะคำถามของชายชรามีเพียงคำตอบเดียวซึ่งก็เห็นเต็มตาอยู่แล้ว 

                 และดูเหมือนอีกฝ่ายก็รับรู้อารมณ์ของชายหนุ่ม  ร่างเขาค่อย ๆ เลือนรางจนบรรยากาศสีขาวด้านหลังทะลุผ่านมาเข้าสายตาของคาซี  ประโยคสุดท้ายกล่าวเพื่อบอกความลับสำคัญของพลังพิเศษ ‘ระดับสอง’ ที่ตนมอบให้ชายหนุ่ม

                 “สิ่งที่มีอยู่..  ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ตามองเห็นหรอกนะ”

                 และร่างของไอแซก นิวตัน ก็เลือนหายไปราวกับหมอกควัน...

                 คาซีทบทวนคำพูด  หน้าแหงนมองบรรยากาศขาวโพลนพลางยิ้มอย่างเลือดเย็น

                 ‘กร้วมม!!’

                 ชายหนุ่มกัดแอปเปิ้ลที่เหลือจนหมด

 

                ‘เพล้ง!!!’

                 บรรยากาศขาวโพลนแตกกระจายราวกับห้องกระจกถูกทุบทำลาย  ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าคือร่างของจางล่งที่พุ่งใกล้ถึงตัว  แสงสีแดงจากกำปั้นส่องจ้าเข้าตา  ภาพความเสียหายจากการทำลายล้างครั้งก่อนยังฝังในสมองคาซีเป็นอย่างดี  แต่กลับแปลกที่วินาทีนี้เขาไม่รู้สึกครั่นคร้ามในจิตใจแม้แต่น้อย

                 คาซีชูมือขึ้นฟ้า  เพราะความโกรธรุนแรงถึงขีดสุดทำให้พลังพิเศษอีกระดับตื่นขึ้น

                “ปลดขีดจำกัดสปิริต...  Meteo Strike!!!”

               จุดดำเล็กปรากฏเหนือท้องฟ้าใต้หมู่เมฆ  มันพุ่งลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็วปานจรวด 

                 จางล่งชะงักร่างมองขึ้นด้านบนตามมือของคาซี  เพียงเห็นวัตถุก้อนมหึมาที่พุ่งลงใส่ยังตำแหน่งที่เขายืนอยู่  ดวงตาก็เบิกโพลงราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง

                 “เป็นไป..  ไม่ได้”

                 หินก้อนมหึมาที่โคจรอยู่นอกชั้นบรรยากาศ  ถูกแรงดึงดูดมหาศาลพาเข้าสู่วงโคจรโลก  มันแหวกท้องฟ้าราวกับฉลามแหวกว่ายมหาสมุทรด้วยความเร็วสูง  แรงเสียดสีกับชั้นบรรยากาศทำให้เกิดสะเก็ดไฟลุกท่วมกร่อนผิวเปลือกนอกหลุดลุ่ย  แต่กระนั้นขนาดของมันก็ใหญ่โตเกือบเท่ารถบรรทุก

                 จางล่งที่เคยลิ้มรสแต่ความเปรมปรีด์เมื่อได้เห็นแววตาหวาดกลัวของเหยื่อ  บัดนี้ความหวาดกลัวเหล่านั้นไม่อาจเทียบเท่ากับที่มันกำลังรู้สึก  พลังมหาศาลที่ไม่เคยเห็นแม้จากผู้นำระดับสูงของเงารัตติกาล  กลับปรากฏอยู่เบื้องหน้าในร่างของชายหนุ่มผู้นี้

                 แต่ผู้นำแห่งนักฆ่าตระกูลจางไม่ยอมถอดใจ  สองหมัดเร่งกำลังจากร่างถึงขีดสุดชนิดที่ต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม  จางล่งกัดฟันกรอดเตรียมส่งหมัดอัดกระแทกดาวตกที่กำลังพุ่งลงมาบดขยี้เขา

                 “เข้ามาสิวะ!!  ข้าจะระเบิดมันให้เป็นจุณเลย”

                 สายตาเย็นชาของคาซีมองชายเบื้องหน้าอย่างเย้ยหยัน  น้ำเสียงเย็นเรียบดุจน้ำแข็งกรีดแทงหัวใจของจางล่งเมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายในชีวิตที่มันจะได้ยินออกมา

                 “แล้วแก..  จะ ระเบิด อัน ไหน ล่ะ!!

                 คาซีดีดนิ้วเป็นสัญญาณ  แรงโน้มถ่วงพุ่งกระแทกจากด้านล่างเข้าใส่ดาวตกยักษ์แตกกระจายเป็นห่าฝนดาวตกหลายร้อยดวง  เปลวไฟลั่นดังเปรี๊ยะเป็นทิวแถวทำให้แนวอากาศบิดเบี้ยวเกิดภาพวิจิตรอันน่าสะพรึงราวกับงานศิลป์ที่เสกสรรจากพระเจ้า

                 หมัดที่ตั้งตรงเพื่อหวังทำลายการโจมตีของศัตรูพลันลู่ตกลงแนบข้างตัว  ตาและปากอ้าค้างไม่อาจควบคุมให้หุบลงได้  จางล่งยืนตัวแข็งทื่อคล้ายกับวิญญาณถูกฉุดกระชากออกจากร่าง

                 “ตูมมมมมมมมมม!!!!!”

                 รวดเร็ว

                 รุนแรง

                 ต่อเนื่องยาวนาน

                 สะเก็ดดาวพุ่งทะลวงร่างจางล่งแหลกเละไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวกระดูก บ้านเรือนที่เสียหายจากแรงระเบิดยิ่งยับเยินจนไม่เหลือสภาพพอให้ฟื้นฟู  นักฆ่าอันดับหนึ่งของจีนถูกลบนามตั้งแต่บัดนี้

                 คาซีอุ้มร่างไร้วิญญาณของลูเซียจากไปอย่างเงียบงัน

           

                 หญิงสาวชาวจีนที่ปรากฏบนกำแพงสร้างความแปลกใจให้ผมและเน็กเธอร์เป็นอย่างมาก

                 “ซุยฟง!!  เธอมาที่นี่ได้ยังไง”

                 เน็กเธอร์ถอยกรูดอย่างไม่แน่ใจจุดประสงค์  แต่เมื่อเห็นแววตาที่มองกลับมาอย่างซาบซึ้ง  เขาก็พอเดาเจตนาของเธอได้

                 “คุณช่วยฉันเอาไว้  ฉันก็แค่..  อยากตอบแทน”

                 ใบหน้าแดงก่ำนั่นมัน...  อะไรกันเนี่ย  ผมว่าแบบนี้คงไม่ใช่แค่อยากตอบแทนซะแล้วล่ะ

                 ‘ฉับ!! ฉับ!!’

                 รถยนต์ขาดเป็นสองท่อนทันทีที่สัมผัสฝ่ามือมีด  ชายในชุดดำสนิทลุกจากเศษซากเหล็กกองใหญ่  สายตาเรียวเล็กมองหญิงสาวที่โจมตีเขาอย่างไม่เข้าใจ

                 “เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลจางนะ  ซุยฟง”

                 หญิงสาวรีบกระโดดลงจากกำแพงพลางคุกเข่าลงกับพื้น  มองชายผมดำด้วยสายตาสำนึกผิด

                 “ขออภัยค่ะคุณชายจางฉิน  ซุยฟงที่คุณชายรู้จักได้ตายไปแล้ว  คนพวกนั้นเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตใหม่  ซุยฟงต้องตอบแทนด้วยชีวิตค่ะ”

                 จางฉินถอนใจยาว  เขาเองไม่ชอบการฆ่าฟันใครเท่าไหร่นัก  ยิ่งเมื่อศัตรูคือคนที่เคยอยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกันมาก่อน  เขายิ่งทำใจลำบาก

                 ซุยฟงเองก็ไม่ต่างกัน  แม้จะไม่ชอบพฤติกรรมของจางล่งและจางลี่ที่มักดูถูกเหยียดหยามเธอ  แต่เจ้านายคนรองกลับแตกต่าง  เธอได้รับการปฏิบัติจากเขาไม่เหมือนนายกับบ่าว  ตลอดเวลาตั้งแต่เล็กจนโต  ซุยฟงเติบโตมาในฐานะ ‘คนรับใช้’ ของตระกูลจาง  ก่อนจะได้รับการสั่งสอนวิชายุทธเพื่อป้องกันตัว  ซึ่งการฝึกวิชายุทธของจีนนั้นยากเย็นแสนเข็ญเหลือใจ  หากไม่ได้รอยยิ้มและคำพูดให้กำลังใจจากจางฉิน  เธอคงไม่อาจทนมาได้จนถึงทุกวันนี้

                 “เธอรู้กฎของตระกูลดีอยู่แล้วใช่มั้ย”

                 ซุยฟงพยักหน้าช้า ๆ  เธอล้วงมือลงในเสื้อหยิบวัตถุบางอย่างออกมา 

                 มีดสั้นในกำมือง้างเสียบตรงลงยังหน้าอกข้างซ้าย 

                 ‘ฉึก!!’

                 ซุยฟงมองหน้าอกตัวเอง  ภาพที่เห็นยิ่งทำให้เธอลำบากใจ  เมื่อเนินเนื้อที่ควรจะโดนมีดปัก  กลับเป็นมือใหญ่หนาของเน็กเธอร์ที่พุ่งมาขวางคั่นกลางระหว่างใบมีดกับหัวใจ

                 “คุณช่วยฉันไว้อีกทำไม  ฉันคือคนทรยศของตระกูล  ต้องชดใช้ด้วยความตาย”

                 เน็กเธอร์ยิ้มมุมปาก  แม้เลือดจะไหลอาบท่วมมือแต่เขาไม่แสดงออกทางสีหน้าให้หญิงสาวเห็น

                 “อย่าเอาชีวิตที่ฉันมอบให้มาทิ้งง่าย ๆ อย่างนี้สิ”

                 เมื่อไม่มีทางเลี่ยง  จางฉินต้องทำใจสวมหน้ากากยักษ์  สันมือหนาฉาบด้วยพลังใบมีดจนคมกริบ  มือมีดฟันลงมาที่ศีรษะของเน็กเธอร์และซุยฟง

                 “เนเปียร์โบนส์!!”

                 ชายชุดดำคงไม่คาดคิด  ว่าฝีเท้าเหยาะแหยะที่เห็นจะสามารถเพิ่มความเร็วจนเหนือกว่านักฆ่าอย่างเขาได้  ผมทะยานร่างพุ่งคว้าตัวเน็กเธอร์และซุยฟงให้หลบรอดจากคมมีด  ก่อนจะพุ่งตัวกลับเข้าหานักฆ่าที่ยังตั้งตัวไม่ติด

                 “ย้ากๆ ๆ ๆ ๆ”

                 หมัด ศอก เท้า ระดมโจมตีอย่างไม่มีชั้นเชิง  แต่เพราะความเร็วปานลมกรดทำให้การโจมตีหนักหน่วงจนจางฉินไม่อาจตอบโต้ได้ 

                 เมื่อตอบโต้ไม่ได้  นักฆ่ามือดีอย่างจางฉินจึงตัดสินใจแลก  เขาฟาดสันมือสวนหมัดที่ไร้การป้องกันของผม  หากปะทะกันด้วยความเร็วขนาดนี้แขนผมต้องถูกผ่าแยกเป็นสองซีกแน่

                 X-Ray!!!”

                 เพราะความตกตะลึงกับพลังและความเร็วที่เพิ่มขึ้นมหาศาลของผม  ทำให้จางฉินลืมเน็กเธอร์ไปเสียสนิท  พลังทะลุผ่านถูกใช้มุดลงใต้ดินก่อนจะยื่นมือขึ้นมาคว้าข้อเท้าจางฉินลากลงจมลงไปในดินจนมิดเข่า  ร่างที่กำลังโจมตีสวนพลันเสียหลัก  ใบหน้าถูกหมัดที่เพิ่มความเร็วกระแทกจนหงายหลัง

                 แต่เพียงหมัดเดียวไม่อาจล้มจางฉินได้  นักฆ่าหนุ่มตั้งใจใช้แรงสะท้อนจากการกระแทกเพื่อดึงร่างตัวเองให้กระเด้งเข้าโจมตีโดยที่ผมไม่ทันระวัง

                 ซึ่งความคิดนี้ไม่ใช่เพียงจางฉินคนเดียวที่คิดออก...

                  เน็กเธอร์ที่ถนัดการต่อสู้แบบใช้สมองมองออกว่าจางฉินต้องเล่นลูกไม้นี้  เขาจึง ‘ขอยืมพลัง’ จากหญิงสาวข้างกาย

                  ‘แหมะ!!!’

                 แรงสะท้อนที่ควรส่งร่างกระเด้งกลับไม่เกิดขึ้น  แถมร่างยังไม่อาจกระดุกกระดิกตัวได้  จางฉินเหลือบตามองดูที่พื้นก็พบว่าทั้งร่างของตนเองนั้นติดอยู่กับหมากฝรั่งแผ่นยักษ์ที่วางแปะบนพื้นเพื่อดักรอเขาเอาไว้แล้ว  สภาพนักฆ่าหนุ่มตอนนี้จึงไม่ต่างจากแมลงที่ติดอยู่ในใยแมงมุม

                 เน็กเธอร์โผล่ร่างจากพื้นขึ้นมามองจางฉินด้วยสายตายียวน  หากเขาใช้พลังทะลุผ่านส่งร่างนักฆ่าหนุ่มลงพื้น  จางฉินก็จะขาดหายใจตายไปโดยที่พวกเราไม่ต้องเหนื่อยออกแรง

                 แต่เขากลับหันหลังให้จางฉิน!!!

                 “ฆ่าฉันสิ  พวกแกชนะแล้ว”

                 ผมเองก็แปลกใจ  ปกติแล้วเน็กเธอร์ไม่เคยลังเลที่จะฆ่าศัตรู (ที่เป็นผู้ชาย)  แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนเช่นเคย

                 “ถ้าฆ่านาย  แม่นั่นคงไม่ให้อภัยฉันตลอดชีวิตแน่”

                 เน็กเธอร์เสหน้าไปที่ซุยฟงซึ่งนั่งร้องไห้อยู่  เธอลังเลใจอย่างมากที่จะตัดสินใจช่วยเน็กเธอร์ทำตามแผน  เพราะหญิงสาวไม่แน่ใจว่าเน็กเธอร์จะทำร้าย ‘อดีต’ เจ้านายของเธอหรือเปล่า

                 แต่เพราะชายหนุ่มให้คำมั่น  เธอจึงยินยอม  ซึ่งเน็กเธอร์ก็ทำตามสัญญาทำให้ซุยฟงตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

                 “ช่วยปล่อยหมอนี่ไว้อย่างนี้จนกว่าพวกเราจะออกจากจีนก็แล้วกันนะ  ซุยฟง”

                 เน็กเธอร์ช้อนมือหญิงสาวขึ้นมาจุมพิตเบา ๆ  ซุยฟงหน้าแดงซ่านแต่ก็รู้สึกไม่ดีที่จางฉินมองด้วยสายตาเรียบเฉย

                 เน็กเธอร์เดินจากไปด้วยท่วงท่าราวกับเจ้าชายในนิยาย

                 แต่ไม่ต้องเดาผมก็รู้เลย  ว่าสมองของเขาตอนนี้คิดกับซุยฟงไปไกลถึงขั้นไหนแล้ว...

 

                 พ้นจากชายป่า  ถนนสองเลนคดเคี้ยวทอดตัวยาวเลียบเชิงเขาสูงชัน  ซูอัลมองหารถเพื่อโบกเข้าเมือง  แต่ตลอดทางที่วิ่งมาไม่มีแม้เงารถสักคันเดียว

                 และเมื่อวิ่งไปอีกสักพัก  ป้ายสีเหลืองที่ตั้งขวางหน้าจึงทำให้เขารู้สาเหตุ

                “ปิดถนนชั่วคราว  เนื่องจากหินถล่ม”

                 เขามองไล่สายตาตามเส้นถนนที่โค้งไปมาราวกับงูเลื้อย  หากต้องวิ่งไป   กว่าจะเข้าตัวเมืองคงใช้เวลาเป็นวัน  เส้นทางที่ซูอัลเลือกกลับเป็นเส้นทางที่ตรงกันข้ามและยากลำบากในการเดินทางที่สุด

                 ทางข้างหน้าถูกปิดไปต่อไม่ได้  แต่เมื่อหันหลังกลับภาพที่เห็นยิ่งกว่าเส้นทางปิดตาย  เพราะจางลี่และดัลลิเวอร์ยืนจังก้ารออยู่ด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

                 ซูอัลคิดหาทางรอดจนสมองแทบระเบิด  พลังพิเศษที่ใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียวกับสองชีวิตที่ต้องหลบรอดจากนักฆ่าทั้งสอง  หนทางรอดดูแล้วช่างริบหรี่

              “ดูซิ  ว่าพวกแกจะหนีไปที่ไหนได้อีก”  จางลี่คลี่ยิ้มเผยฟันขาว  แววตาวิปริตมองเซราห์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ  ขณะที่ดัลลิเวอร์ฟาดแส้ใส่เป็นสัญญาณให้สัตว์ฝูงใหม่ที่เขาควบคุมพุ่งเข้าโจมตีซูอัลและเซราห์

                 ฝูงกาสีดำทมึฬส่งเสียงร้องราวทูตแห่งความตาย  ขนปีกดำขลับโบกสะบัดพาร่างพุ่งเข้าหาชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าทางปิดตาย  จงอยปากและเล็บแหลมคมพร้อมฉีกกระชากเนื้อบางของทั้งคู่อย่างไม่ปรานี  สมองของพวกมันตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ถูกบันทึกไว้ คือ ‘ฆ่าซูอัลและเซราห์’

                 “X’Mas Gift!!!”

                 เมื่อไร้ทางเลือก  ซูอัลจึงจำเป็นต้องใช้พลังพิเศษครั้งสุดท้าย 

                 ดาบสีเงินเล่มยาวปรากฏออกมาจากกล่องของขวัญ  เขาคว้าด้ามดาบก่อนฟาดฟันฝูงกาจนพวกมันร่วงหล่นลงกองกับพื้นทีละตัว

                 แต่เพราะฝูงกามีจำนวนมากเกินไป  ทำให้ซูอัลไม่อาจจัดการได้หมด  อีกาที่เหลือรอดพุ่งเข้าใส่เซราห์พร้อมง้างกรงเล็บแหลมหมายฉีกกระชาก

                 ‘แควก!!’

                 เล็บแหลมถากเนื้อแขนขาวเป็นทางยาวสามรอย  เลือดซึมแขนเสื้อชุดกาวน์สีขาวที่ขาดวิ่นเป็นวงแดง  เซราห์ปัดป่ายสัตว์ร้ายด้วยความหวาดกลัว

                 ‘ฟ้าววว!!’

                 อีกาสามตัวที่รุมทำร้ายเซราห์ถูกเฉือนคอเป็นทางขาดใจตายทั้งที่ยังอยู่ในอากาศ  หญิงสาวที่ยังขวัญหนีดีฝ่อมองร่างเล็กสีเขียวที่พุ่งลงมาช่วยเธออย่างแปลกใจแกมตกใจ

                 “โนอา..”

                 นกแก้วตัวใหญ่สะบัดปีกพลางกางเล็บแหลมขู่อีกาตัวที่เหลือราวกับองครักษ์พิทักษ์เจ้าหญิง  มันบินฉวัดเฉวียนคล้ายเครื่องบินรบ  ก่อนจะใช้เล็บแหลมคมเฉือนคออีกาอีกสองตัวตายคาที่อย่างรวดเร็ว

                 และอีกาตัวสุดท้ายก็ถูกดาบฟันปีกขาดร่วงลงไปดิ้นพราก ๆ ขาดใจตายตามฝูงของมันไปไม่ช้า

                 ซูอัลแม้ตกใจ  แต่ก็สัมผัสได้ถึงเจตนาของนกแก้วตัวนี้  เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่นกธรรมดาตั้งแต่เจอครั้งแรกที่โรงพยาบาล  แต่ไม่คิดว่ามันจะมีความคิดเป็นของตัวเองถึงขนาดสามารถช่วยปกป้องเซราห์ได้  สถานการณ์จากที่เคยตกเป็นรองบัดนี้กลับมีความหวังเมื่อมีเพื่อนร่วมศึก

                 ดัลลิเวอร์อ้าปากค้างเมื่อเห็นนกแก้วคู่ใจกลับไปช่วยเหลือศัตรู  เขาโกรธจนเส้นเลือดปูนโปนที่ขมับ  แส้ยาวสีดำเหวี่ยงฟาดเข้าใส่ซูอัลและโนอาอย่างอำมหิต

                 ทั้งคู่พุ่งตัวไปคนละทาง  หนึ่งคนหนึ่งนกการเคลื่อนไหวกลับคล้ายคลึง  ซูอัลยกดาบยาวเตรียมฟาดฟัน

                “ฝ่ามือพายุหมุน!!!”

                 ลมพายุพุ่งซัดจากอีกทางจนซูอัลต้องก้มตัวหลบวูบ  กระแสลมพัดรุนแรงจนเขาแทบถูกดูด  โชคดีที่มือซ้ายเกาะเกี่ยวหินก้อนใหญ่ริมผาได้ทัน

                 โนอาพุ่งเข้าใส่จางลี่  แต่ก่อนถึงตัวมันกลับบินทะยานขึ้นฟ้าอยู่เหนือศีรษะหญิงสาว

                 แม้ไม่เข้าใจในพฤติกรรม  แต่สัญชาตญาณนักฆ่าเตือนจางลี่ให้รู้ตัวว่านกแก้วตัวนี้มีอันตราย  ฝ่ามือพายุเตรียมใช้อีกรอบเพื่อสังหารสัตว์ปีก  แต่ร่างที่พุ่งเข้ามาพร้อมดาบในมือทำให้เธอต้องเปลี่ยนเป้าหมาย

                ‘Compass!!’

                 ฝ่ามือที่ปลดปล่อยลมหมุนพลันเปลี่ยนทิศอีกครั้ง  จางลี่ถูกพลังพิเศษของโนอาทำให้ ‘หันไปทางทิศเหนือ’  ลมพายุจึงพุ่งเข้าใส่ดัลลิเวอร์ที่ยืนอ้าปากค้างอยู่

                 ร่างแคระแกรนถูกลมหมุนอัดกระแทกเข้ากับหน้าผา  อวัยวะภาพในถูกปั่นหมุนราวกับเครื่องซักผ้า  เลือดกระอักจากปากของดัลลิเวอร์  นักฆ่าร่างเตี้ยสิ้นใจตายเพราะฝีมือพวกเดียวกันเพียงชั่วอึดใจ

                 “แก!!  บังอาจนักนะ”

                 บัดนี้จางลี่รู้แล้ว  ว่าเหตุการณ์ประหลาดสามครั้งที่ผ่านมาเป็นฝีมือของนกแก้วที่บินอยู่เหนือศีรษะเธอ  ฝ่ามือยกขึ้นชูพร้อมปลดปล่อยพลังลม  กระแสลมหมุนตัวอย่างบ้าคลั่งทะยานขึ้นท้องฟ้าราวมังกรโผสู่สวงสวรรค์ 

                 แต่นั่นไม่ไวพอที่จะทำร้ายโนอา  นกแก้วบินวนรอบลมหมุนก่อนโฉบหาร่างของคู่หูด้วยแววตาเศร้าสร้อย  มันเตรียมใจเพื่อทำสิ่งสุดท้ายที่จิตใจปฏิเสธไม่ให้ทำตลอดมา

           

                 [ขอโทษนะ..  ดัลลิเวอร์

                 เราไม่ได้อยากทำร้ายนายหรอก...  แต่ถ้าไม่ทำ  นายก็คงไม่ปล่อยให้นางฟ้ามีชีวิตรอดใช่มั้ย

                 ขอให้วิญญาณนายไปสู่สวรรค์นะ

                 ส่วนเราน่ะเหรอ.. 

                 ก็...  กำลังจะตามนายไปไงล่ะ]

           

                 โนอาใช้กรงเล็บเฉือนกระเป๋าเสื้อโค้ดของดัลลิเวอร์จนขาดเป็นทาง  วัตถุขนาดเล็กด้านในร่วงหล่นจากกระเป๋ากลิ้งหลุน ๆ ไปกับพื้น  แม้ดูภายนอกหินกลมก้อนนี้จะคล้ายกับหินทั่ว ๆ ไปบนถนน  แต่นอกจากโนอาแล้วมีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าวัตถุนี้คืออะไร

                 “ไอ้นกเวร!!”

                 จางลี่พุ่งตัวพลางยืดมือคว้าหินก้อนนั้น  ขณะที่โนอาก็โฉบตัวลงมาอย่างรวดเร็ว

                 และเป็นโนอาที่เร็วกว่า...

                 เล็บเท้าทั้งสองข้างกำจับหินกลมมั่น  โนอากระพือปีกเต็มแรงพาร่างตัวเองทะยานขึ้นท้องฟ้า  จางลี่แม้พลาดจากสิ่งของ  แต่ไม่ยอมปล่อยให้นกแก้วมีชีวิตอยู่  ร่างที่นอนไถลตัวกับพื้นพลันยืดมือขึ้นสู่ฟ้า  สายตามองลอดผ่านช่องนิ้วเห็นเงาสัตว์ปีกเป็นจุดดำกลางดวงอาทิตย์

                 “ฝ่ามือพายุหมุน!!!”

                 แรงลมพุ่งตรงไม่พลาดเป้า  พายุหมุนฉีกกระชากสัตว์ปีกจนขนหลุดร่วงปลิดปลิวลอยละล่องคล้ายละอองเกสรดอกไม้สีเขียว  ก้อนหินกลมที่โนอาเสี่ยงชีวิตแย่งชิงบัดนี้มันกลิ้งตกมาอยู่แทบเท้าของเซราห์

                 หญิงสาวมองภาพนกแก้วตัวใหญ่ร่างแหลกสลายด้วยหัวใจปวดร้าว  เธอเฝ้ารักษาและดูแลมันอย่างทนุถนอมตลอดหลายวันที่ผ่านมา  ถึงขนาดปล่อยมันไปแล้วแต่โชคชะตาก็พาให้มันบินกลับมาหาและยอมเป็นสัตว์เลี้ยงของเธออีก  น้ำตาจากความสงสารและเสียใจไหลรวมกันอาบจนแก้มเปียกเป็นทาง

                 สิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินภายในจิตใจของโนอา  คือคำว่า “หยิบมัน”  เซราห์ก้มลงเก็บหินกลมสีเทาตามความประสงค์ของมัน

                 และเพียงสัมผัส  ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนถูกหยุดไว้ในห้วงเวลาที่มีแต่เธอเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้  เซราห์มองซ้ายขวาเห็นซูอัลที่แข็งค้างในท่าวิ่ง  นักฆ่าหญิงชาวจีนจ้องมองมาด้วยสายตาอำมหิต  เธอสับสนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  จนได้ยินเสียงผิวปากจากด้านหลัง

                  ชายชราศีรษะล้านหนวดเฟิ้มในชุดสูทยาวเดินไปมาพลางมองรอบตัวอย่างตื่นเต้นราวกับได้พบเห็นสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  ทั้งต้นไม้ใบหญ้า  แมลง  ฝูงนกกาที่ลอยค้างกลางอากาศราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้ 

                 และกระทั่งสายตามาประสานกัน  เขาก็ค้อมศีรษะให้อย่างสำนึก

                 “ขอโทษที่เสียมารยาท  พอดีฉันตื่นเต้นไปหน่อย  ดูทางโน้นสิ  ต้นไม้ประหลาดพวกนั้นฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

                 เซราห์ถอยกรูด  มือกำแน่นจนชื้นเหงื่อเพราะโรคกลัวผู้ชายกำเริบ  เธอหลุบตาลงต่ำพลางตั้งสติรับสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นไม่จบสิ้น

                 “เธอชื่อเซราห์สินะ”  หญิงสาวเลิกคิ้วเมื่อได้ยินชายชราเรียกชื่อ  “เอาเป็นว่า  ฉันไม่เสียเวลาล่ะนะ  อยากลองดูการ ‘วิวัฒนาการ’ ของเธอเต็มแก่แล้ว”

                 ชายชราค้อมศีรษะให้เธออีกครั้งอย่างอารมณ์ดี  รอยยิ้มสุดท้ายก่อนร่างจะจางหายเรียกความทรงจำบางส่วนของเซราห์กลับคืนมาในสมอง

                 อยากจะลืมก็ลืมไม่ลงหรอก  ในเมื่อหน้าของ ‘ชาลส์ ดาร์วิน’[3]  โชว์หราอยู่หลังปกหนังสือเรียนวิชา ‘วิวัฒนาการยุคใหม่’ ที่เธอท่องแล้วท่องอีกเป็นสิบรอบจนสอบได้ที่หนึ่งของชั้นปี

                 ภาพจางหายไปพร้อมการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ  ทั้งเสียงนกร้อง  สายลมที่พัดมาโดนผิวกาย  กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ป่า  แม้กระทั่ง...  ใบหน้าของนักฆ่าสาว!!

                 “ตายซะเถอะ  นังสารเลว!!”

                 จางลี่กางฝ่ามือปล่อยลมหมุนออกมา  พลังลมพุ่งรุนแรงจนซูอัลที่วิ่งมาไม่อาจเข้าปกป้องเซราห์ได้  เขาทำได้เพียงมองหญิงสาวที่กำลังถูกพลังลมอัดกระแทกร่างกาย

                 มือเรียวคว้าจับขนนกเส้นยาวสีเขียว  ความอบอุ่นไหลแผ่ซ่านเข้าฝ่ามือทะลุชั้นผิวหนังก่อนจะไปผสานกับเซลล์ในเลือด  เซราห์รู้สึกแปลกประหลาดกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับร่างกาย

                 ลมหมุนพุ่งทะลวงรุนแรง  อีกไม่กี่วินาทีเซราห์ก็จะถูกสังหาร...

                 ‘ฟ้าวว!!’

                 ร่างหญิงสาวลอยขึ้นฟ้า  ไม่ใช่แค่การกระโดด  แต่มันคือการลอยค้างอยู่กลางอากาศ  แสงสีเขียวเรืองรองส่องสว่างที่กลางหลัง  ก่อกำเนิดเป็นปีกแสงขนาดใหญ่กระพือพาร่างเธอลอยล่องราวกับเทพยดาจุติจากสวรรค์

                 เสียงกระซิบของโนอาห์ดังข้างหูก่อนที่เซราห์จะลบความกลัวจากสมอง

                ‘เราจะปกป้องนางฟ้าเอง’

               พลังพิเศษที่เธอได้รับ  คือการดูดกลืนเซลล์ของสิ่งมีชีวิตหรือเศษชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต เพื่อรับเอาความสามารถของสิ่งมีชีวิตนั้นมาเป็นของตน  ขนนกของโนอาทำให้เซราห์สามารถ ‘บิน’ ได้เช่นเดียวกับนกแก้วสีเขียวที่เสี่ยงชีวิตช่วยเธอเอาไว้

                 เซราห์ทะยานร่างบินโฉบลงมาคว้าข้อมือซูอัลที่ยังตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นไม่หาย  เขาเบิกตาค้างมองเซราห์ขณะที่หญิงสาวพยายามหาทางหนีให้กับทั้งคู่  ปีกแสงคู่ใหญ่สะบัดแรงพาร่างทั้งสองทะยานขึ้นฟ้าลอยขึ้นไปเหนือผากว้าง

                 “กรอดดด!!  แกหนีไปไหนไม่รอดหรอก”

                 ดวงตาจางลี่ยิ่งมีแววพยาบาทมากขึ้น  ฝ่ามือสองข้างประกบกันก่อกำเนิดลมหมุนยักษ์ปานพายุ  มวลอากาศโดยรอบถูกดูดอย่างรุนแรงจนต้นไม้ใบหญ้าปลิดปลิว  พายุหมุนพุ่งโหมกระหน่ำซัดใส่ร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศราวคลื่นยักษ์สึนามิ  เพราะต้องพาชายหนุ่มไปด้วยเซราห์จึงไม่อาจบินได้เร็วดั่งใจคิด 

                 “ปล่อยมือผม”

                 ซูอัลพูดประโยคที่ทำให้เซราห์ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

                 “วะ..  ว่าไงนะคะ”

                 แต่เมื่อเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของซูอัล  เซราห์จึงตัดสินใจทำตามที่เขาขอ

                 มือทั้งสองปล่อยจากกัน  ทิ้งร่างซูอัลให้ตกวูบลงสวนทางกับพายุขนาดใหญ่ที่หมุนเป็นเกลียวขึ้นฟ้า

                 เซราห์บินได้รวดเร็วขึ้น  เธอบินฉีกไปอีกทางหนึ่งและเฝ้าดูสิ่งที่ซูอัลกำลังทำด้วยใจระทึก

                 จางลี่แสยะยิ้มเพราะคิดว่าเซราห์หนีเอาตัวรอดโดยปล่อยให้ซูอัลตกลงมาถูกพายุหมุนฉีกกระชากร่าง

                 แต่เพราะเธอไม่เคยใช้พายุหมุนที่รุนแรงและมีขนาดใหญ่แบบนี้  จางลี่จึงไม่รู้ว่า  ‘ใจกลางพายุ  จะมีตาพายุอยู่’  ซึ่งซูอัลก็พุ่งตกลงมายังตำแหน่งตาพายุพอดี

                 กระแสลมพัดเสื้อผ้าปลิวว่อน  แต่ไม่อาจทำอันตรายร่างกายชายหนุ่มได้  ดาบสีเงินกระชับแน่นในมือก่อนจะฟาดฟันเพียงครั้งเดียวด้วยตำแหน่งที่เขาเล็งไว้

                ฝ่ามือสองข้างถูกฟันเฉือนเป็นทาง  พายุหมุนค่อย ๆ สงบลง ตรงข้ามกับเสียงโหยหวนของจางลี่ที่ไม่อาจใช้พลังพิเศษได้อีกต่อไปแล้ว

 

 

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] อัลเฟรด แบร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ผลิตอาวุธและคิดค้นไดนาไมท์  

[2] คิง แคมป์ ยิลเลตต์ (King Camp Gillette) นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์มีดโกนหนวดแบบนิรภัย

[3] ชาร์ล โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น