อัปเดตล่าสุด 2021-09-01 10:22:31

ตอนที่ 10 ความรัก ความตาย

บทที่ 10 : ความรัก ความตาย

 

                 “ฉันชื่อลูเซียค่ะ  ส่วนนี่..  เซราห์”

                 ลูเซียพยายามกระตุกแขนเสื้อเซราห์ให้ทักทายสองหนุ่ม  แต่เซราห์ได้แต่ก้มหน้างุดราวกับจะมองหาของสำคัญบนโต๊ะ

                 ร้านกาแฟขนาดเล็กบนถนนหวังฟูจิ่ง  บรรยากาศแตกต่างจากที่คาซีและซูอัลเคยพบ  ความอลหม่าน  พลุกพล่าน  และเสียงดังล้งเล้งจากทั้งคนขายและคนซื้อ  ทำให้ซูอัลต้องนั่งตัวลีบ

                 เด็กเสิร์ฟกระแทกแก้วกาแฟสีขาวขุ่นลงบนโต๊ะ  ซูอัลหยิบขึ้นมาดมได้กลิ่นแปลก ๆ 

                 “รสชาติ..  ไม่เลวนี่ครับ”  เขาจิบนิดนึงก่อนเอ่ยชม

                 “ลองนี่ด้วยสิคะ  เค้าเรียกว่า ‘ปาท่องโก๋’  เป็นแป้งทอดในน้ำมัน  กินคู่กับกาแฟโบราณเข้ากันดีนะคะ”

                 เสียงแจ๋นทะลวงโสตประสาทของลูเซียทำเอาคนในร้านหันขวับมามอง  คาซีพยายามเก็บความหงุดหงิดที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่ออย่างลำบาก

                  เมื่อเห็นคาซีปรอทใกล้แตก  ซูอัลจึงเป็นฝ่ายคุยตอบโต้แทน

                  “คุณหมอมาอยู่ที่ประเทศจีนนานหรือยังครับ”

                 “สองปีแล้วค่ะ  ทาง IMC ติดต่อมาว่าที่นี่ขาดแคลนสัตวแพทย์  พวกเราจึงอาสามา”

                 ซูอัลหันมองเซราห์ที่นั่งนิ่งไม่พูดจา  เขายิ้มให้หญิงสาวอย่างร่าเริง

                 “กาแฟเย็นชืดหมดแล้วนะครับ  คุณหมอ”

                 เซราห์เพิ่งรู้สึกตัว  จึงรีบยกกาแฟขึ้นดื่ม  แต่เพราะความประหม่าทำให้กาแฟหกรดเสื้อกาวน์เป็นดวง

                 “ตายแล้ว!!  เธอนี่ซุ่มซ่ามจริง ๆ เลย  ไปล้างในห้องน้ำก่อนไป”

                 ลูเซียรีบไล่เพื่อนรัก  เธอรู้ว่าหากเซราห์นั่งต่อไปอีกซักพัก  อาหารบนโต๊ะทุกอย่างคงตกแตกกระจายเพราะความประหม่าแน่ ๆ

                  เซราห์รีบเดินจนขาเกือบพันกันล้ม  ทุกอิริยาบถของเธออยู่ในสายตาของนกแก้วสีเขียวตัวใหญ่

 

                ‘อาทาโพเอล’ หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งผู้เลอโฉม  แค่ดูจากรูปร่างหน้าตาคงไม่มีใครคาดคิดว่าสตรีผู้นี้จะเป็นถึงรองหัวหน้าของกองโจรระดับโลกเงารัตติกาล

                 เครื่องบินส่วนตัวมุ่งหน้าไปยังประเทศอียิปต์  ประเทศที่นาลี ผู้อาวุโสกองโจรบอกข้อมูลว่า SSS ที่ถูกชิงไปชิ้นสุดท้ายถูกส่งไปที่นั่น

                 ทันทีที่ถึงอียิปต์  เหล่านักฆ่าในสังกัดของเธอพากันมาต้อนรับและพาเธอไปยังโรงแรมสุดหรู 

                 ห้องประชุมถูกจองเพื่อวางแผนการชิง SSS  ที่สำคัญยิ่ง  เพราะไม่รู้ว่าผู้เชื่อมต่อเป็นใคร  มีฝีมือระดับไหน  อาทาโพเอลจึงไม่ประมาท

                 แต่ในระหว่างประชุม  โทรศัพท์ที่ดังขึ้นพร้อมข่าวดีที่ได้ยิน  ทำให้ดวงตาเธอฉายแววปลื้มปิติ  ลูกน้องของเธอที่ปักกิ่งแจ้งข่าวว่าหา SSS ชิ้นที่เป็นเป้าหมายเจอแล้ว

                 เพราะต้องการสร้างผลงาน  เธอรู้ว่าเหล่าผู้เชื่อมต่อทั้งสี่ที่จัดการซัททีได้ตอนนี้อยู่ที่ปักกิ่ง  เธอจึงสั่งการเหล่านักฆ่าที่ซ่องสุมกำลังอยู่ที่นั่นให้ชิง SSS  อีกสี่อันที่เหลือมาให้ได้

                 แผนการทุกอย่างรัดกุม  เธอกำลังทำงานสำคัญสำเร็จ  และนั่นอาจทำให้เธอก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเหล่าบรรดารองหัวหน้าอีกสามคนที่เหลือ

                 อาทาโพเอลและเหล่านักฆ่ามุ่งหน้าสู่กรุงไคโร  เพื่อชิง SSS ชิ้นสุดท้าย

 

                 สัตวแพทย์สาวเดินตามถนนหวังฟูจิ่งมุ่งหน้าสู่ที่พักขนาดไม่กี่ตารางวา  ทั้งสองคนเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ที่อยู่ไกลจากที่ทำงานพอสมควรเพราะต้องการหลีกหนีความจอแจวุ่นวายในเมืองหลวง  สองข้างทางตึกแถมเก่า ๆ  ตั้งเรียงรายติดกันเป็นแถบ  ทุกบ้านต่างทำมาค้าขายสินค้าชนิดต่าง ๆ  ทั้งยาสมุนไพร  อาหาร  เครื่องมือเครื่องใช้  และสารพันสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  การค้าขายดำเนินไปพร้อมเสียงสนทนาที่ดังปานเสียงทะเลาะกัน  

                  หญิงชราที่คั่วเกาลัดอยู่  เมื่อเห็นสาวชาวต่างชาติสองคนเดินผ่านก็มองด้วยสายตารังเกียจ  ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ทำอะไรให้  บางทีเธออาจมีความหลังไม่ค่อยดีกับชาวต่างชาตินัก 

                 ถัดจากถนนเส้นนั้นไม่ถึงหนึ่งกิโล  ก็ปรากฎบ้านเดี่ยวขนาดเล็กสีอิฐตั้งอยู่สุดหัวมุมถนน  เซราห์ที่มาทำงานที่นี่ก่อนเป็นคนเลือก  ส่วนลูเซียไม่อยากเสียค่าที่พักแพง ๆ จึงตัดสินใจอาศัยอยู่ด้วยและแชร์ค่าเช่าบ้านคนละครึ่ง  ซึ่งก็นับว่าเธอช่วยทำให้เซราห์คลายเหงาไปได้มากทีเดียว

                 “แหม!!  เซราห์ล่ะก็  ฉันอุตส่าห์สร้างโอกาสให้เธอได้คุยกับหนุ่ม ๆ  จะได้รักษาไอ้โรคกลัวผู้ชายซะที”

                 ลูเซียบ่นอุบ  เธอเดินกลับบ้านด้วยสายตาหยาดเยิ้มเหมือนกับยังไม่ออกจากภวังค์  แม้จะเสียดายที่การสนทนาถูกชายอีกคนที่เธอไม่ได้สนใจแย่งตอบเกือบทั้งหมด  แต่แค่ได้นั่งมองหน้าคาซีเกือบชั่วโมงก็ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มจนอยากเก็บไปนอนฝันหวานต่อ

                 เซราห์ถอนใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย  เธอถอดเสื้อกาวน์ที่มีรอยจางเป็นดวงสีน้ำตาลอ่อนใส่ในเครื่องซักผ้า  และกดปุ่มเดินเครื่อง

                 “ฉันก็บอกเธอแล้วว่าฉันไม่อยากไป  จริง ๆ เธอไปคนเดียวก็ได้นี่นา”

                 “ฉันตั้งใจจะให้เธอไปประกบคู่กับซูอัล  ส่วนคาซีน่ะ ของฉัน!!”

                 ลูเซียไม่เลิกเพ้อ  เธอซักประวัติทั้งชื่อ  อาชีพ  ที่พัก  จนรู้ว่าคาซีอายุน้อยกว่าเธอพอสมควร  แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่อุปสรรคหากเธอตั้งใจจะ ‘งาบ’ เขา

                 เซราห์เลิกสนใจเพื่อนสาว  เธอเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับลม

                 ‘พึ่บ ๆ ๆ’

                 แล้วเธอก็ต้องแปลกใจ  เมื่อนอกหน้าต่างปรากฏร่างนกแก้วสีเขียวตัวใหญ่ที่คุ้นตา

                 “โนอา!!!”

                 ชื่อนี้เป็นชื่อที่เธอตั้งให้นกแก้วบาดเจ็บที่เธอช่วยชีวิตไว้   ทั้งที่เธอปล่อยให้มันเป็นอิสระหลังจากหายดีแล้ว  แต่มันกลับตามเธอมาที่บ้านได้ถูกอย่างน่าประหลาด  จนหญิงสาวรู้สึกแปลกใจ

                 โนอาบินมาเกาะขอบหน้าต่าง  สายตามองหญิงสาวด้วยอารมณ์สับสนจนเซราห์รู้สึกได้

                 “เป็นอะไรไปเหรอจ๊ะ  หรือว่าเธออยากจะอยู่ที่นี่”

                 นกแก้วพยักหน้าแทนคำตอบ  มันโผทะยานไปเกาะอยู่บนราวแขวนผ้าและทำตัวนิ่งราวรูปปั้น

                 ลูเซียกรี๊ดกร๊าดเมื่อเห็นนกแก้ว  เธอชอบมันตั้งแต่ที่โรงพยาบาลและพยายามทำสนิทด้วย  แต่ดูเหมือนโนอาจะไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่

                 เซราห์ยิ้มน้อย ๆ  กับท่าทางของเพื่อนและสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของบ้าน 

 

                 [เราโล่งใจที่สุดที่ดัลลิเวอร์เป็นคนขี้ขลาด

              ตอนแรกที่เห็นชื่อนางฟ้าบนกล่องพัสดุ  เราคิดว่าดัลลิเวอร์ต้องฆ่าเธอและชิง SSS ไป  แต่เขากลับทำเพียงแค่ขโมยพัสดุไปเพราะไม่ต้องการให้นางฟ้าเชื่อมต่อสปิริตจนมีพลังพิเศษ 

              นับว่าสวรรค์ยังเข้าข้าง  เพราะถ้านางฟ้าเชื่อมกับ SSS แล้ว  เราคงลำบากใจที่จะใช้กำลังช่วงชิงและต้องทำร้ายเธอ 

              และโชคดียิ่งกว่านั้นที่เราทั้งสองต้องอยู่ที่ปักกิ่งต่อเพื่อชิง SSS อีกสี่อันที่เหลือ  ทำให้เราได้มีเวลาใกล้ชิดกับนางฟ้ามากขึ้น

              เงารัตติกาลแจ้งข่าวว่า ‘นิราจ’  นักฆ่าผู้ใช้พลังห้วงอวกาศถูกศัตรูจัดการไปแล้ว  แต่ศัตรูเองก็ได้รับบาดเจ็บไม่แพ้กัน  ดังนั้นตอนนี้พวกมันน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลไหนสักแห่งในปักกิ่ง

              เรารับหน้าที่สอดแนม  ซึ่งการอยู่ใกล้ชิดกับ ‘หมอ’  อย่างนางฟ้าและยัยผมทอง  อาจทำให้ได้ข้อมูลของเจ้าพวกนั้นก็ได้

              ส่วนการอยู่ใกล้ชิดกับสาวที่เราหลงรัก  เป็นผลพลอยได้ที่วิเศษที่สุด]

 

                 วันถัดมา 

                 คาซีและซูอัลมาที่โรงพยาบาลเพื่อหาข้อมูลอีกครั้ง  แต่เมื่อเปิดประตูห้องที่เน็กเธอร์พักอยู่  คาซีถึงกับผงะ

                 “หนีห่าว  คาซี!!”

                 หมอสาวที่นั่งอยู่กับผมโบกมือทักทายคาซีที่ตอนนี้ทำหน้าอยากจะอาเจียนเหมือนคนเมารถ

                 “ฉันซื้อของมาเยี่ยมเพื่อนเธอน่ะ  เน็กเธอร์คุยสนุกดี”

                 คาซีมองหน้าเน็กเธอร์  เห็นชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์  สีหน้าแตกต่างจากเมื่อวานราวกับคนละคน

                 “ไอ้เราก็บาดเจ็บเจียนตาย  แต่นายดันมาจีบคุณหมอแสนสวยขนาดนี้  เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยขี้หลีเสียทีเนี่ย”

                 ผมไม่กล้ามองหน้าคาซี  เพราะรู้ว่าดวงตาเขาที่มองเน็กเธอร์ต้องเป็นดวงตาที่สามารถฆ่าคนตายได้เพียงจ้องมอง

                 แต่จะว่าไป  ไอ้ที่ขี้หลีนี่มัน...  นายไม่ใช่เหรอ  เน็กเธอร์

                 “ฉันถามคุณหมอเจ้าของไข้ให้แล้ว  เน็กเธอร์คงต้องนอนพักที่นี่อีกซักสองสามวันเพื่อดูอาการ  แต่จริง ๆ ฉันยังไม่อยากให้เขาหายเลย”  ลูเซียลุกเดินมาใกล้คาซีด้วยสายตาหยาดเยิ้มปานจะกลืนกิน  “จะได้เจอหน้าเธอทุกวันไงล่ะจ๊ะ”

                 คาซีรู้สึกคันทั่วตัวเหมือนผื่นขึ้น  เขาจะหันหลังกลับออกจากห้องแต่ถูกซูอัลรั้งเอาไว้

                 “เมื่อกี๊นายบอกว่าหิวข้าวไม่ใช่เหรอ  ทำไมไม่ให้หมอลูเซียพาไปล่ะ  เธอคงรู้จักร้านอร่อย ๆ”

                 ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ  ซูอัลคงโดนแรงโน้มถ่วงทับร่างจนบี้แบนไปแล้วแน่ ๆ  แต่เสียงกระซิบเบา ๆ ว่า  “หาข้อมูล”  จากซูอัล  ทำให้คาซีที่กำหมัดแน่นเอาเล็บจิกมือตัวเองเพื่อข่มความรู้สึก

                 ลูเซียขยิบตาให้ซูอัลอย่างขอบคุณ  ก่อนจะคล้องแขนคาซีที่ยืนตัวแข็งทื่อกึ่งลากเขาออกไปหาอะไรกิน  ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพวกเราที่ดังลั่นห้อง

 

                 ร้านอาหารจีนบรรยากาศไม่ต่างจากร้านกาแฟที่คาซีนั่งกินเมื่อวาน  ความสับสนวุ่นวายอลหม่านสามารถพบเห็นได้ตลอดเวลา 

                 คาซีมองอาหารบนโต๊ะด้วยสีหน้าผะอืดผะอม  เพราะอาหารจีนมีแต่น้ำมันเยิ้ม ๆ  ดูท่าทางเลี่ยน  ยิ่งเมื่อเห็นลูเซียซัดเอา ๆ คาซียิ่งแทบทนไม่ไหว 

                 “อ้าว!!  ทำไมไม่กินล่ะจ๊ะ  เห็นซูอัลบอกว่าเธอหิว”

                 คาซีมองหัวเป็ดในจานที่หันหน้ามาทางเขาราวกับจ้องมองก็ต้องเบือนสายตาหนี  เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่พยายามสงบใจ

                 “ที่ทำการไปรษณีย์อยู่ห่างจากที่นี่รึเปล่าครับ”

                 “ถ้านั่งรถไฟใต้ดินไปก็ประมาณยี่สิบนาทีจ้ะ  เธออยากไปหรือเปล่าล่ะ  เดี๋ยวฉันพาไป”

                 คาซีลังเล  แต่เพราะไม่อยากเสียเวลาจึงพยักหน้าตกลง

                 หลังทานอาหารเสร็จ  ลูเซียก็พาคาซีขึ้นรถไฟใต้ดิน  สภาพของสถานีและตัวรถไฟค่อนข้างใหม่เพราะเพิ่งสร้างได้ไม่กี่ปี  คนใช้บริการแออัดยัดเยียดเพราะจำนวนคนในปักกิ่งมีมากกว่าเมืองหลวงของหลาย ๆ ประเทศ 

                 เพราะการเบียดเสียดในตัวรถ  คาซีจึงต้องยืนชิดกับลูเซียจนแทบหายใจรดกัน  เขาเบนหน้าหนีขณะที่ลูเซียพยายามเบียดตัวเข้าชิดคาซีอย่างจงใจ

                 ตลอดยี่สิบนาทีที่อัดแน่นอยู่บนรถไฟราวกับปลากระป๋อง  คาซียืนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้  เมื่อรถถึงสถานีปลายทาง  ลูเซียยังยืนนิ่งอยู่ไม่อยากลงเพราะยังสูดไออุ่นจากร่างกายของคาซีไม่พอ  จนคาซีต้องกระแอมเรียกสติ

                 หญิงสาวคล้องแขนคาซี (โดยไม่ถามความเต็มใจของเจ้าตัว)  เดินผ่านตึกสูงในมหานครไม่ถึงร้อยเมตร  ก็พบอาคารสีขาวขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของคาซี

                 คาซีรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เพื่อหาข้อมูลพัสดุที่ไม่ระบุชื่อและที่อยู่ผู้ส่งในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา  แม้ลูเซียไม่รู้ว่าคาซีมีจุดประสงค์อะไรแต่ก็ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองเพื่อรับประกัน 

                 เพียงไม่นาน  เจ้าหน้าที่ก็นำเอกสารปึกหนามาให้  รายชื่อผู้รับเรียงรายเป็นบรรทัดอย่างเป็นระเบียบ  คาซีรับมาอย่างตกใจเพราะไม่คาดคิดว่าแค่เดือนเดียวจะมีพัสดุที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งมากมายขนาดนี้

                 คาซีไล่สายตาคร่าว ๆ  พลางคิดในใจ 

                ‘ถ้าต้องตรวจสอบให้ครบทุกบ้าน  ต้องใช้เวลากี่เดือนกันเนี่ย’

               การหาผู้เชื่อมต่อคนที่ห้าคงเป็นเรื่องง่ายกว่านี้  ถ้าคาซีเอาเอกสารให้ลูเซียดู  เพราะเธอคงสังเกตเห็นชื่อของเพื่อนรักพิมพ์อยู่ในเอกสารหน้าแรก  บรรทัดสุดท้าย...

 

                 ซูอัลลงมาซื้อของกินที่ร้านค้าชั้นใต้ดินตึก VIP 

                 เพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุด   คนที่มาเยี่ยมผู้ป่วยจึงมีไม่มาก  ซูอัลหอบของกินหลายถุงเต็มสองมือและจะเดินขึ้นลิฟต์  แต่มีป้ายพลาสติกตั้งขวางอยู่  เขียนข้อความว่า

                ‘กำลังซ่อมแซม’

                 “อ้าว!!  ตอนลงมายังใช้ได้อยู่เลย”

                 ซูอัลขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ   แต่ชายหนุ่มไม่คิดอะไรมาก  จึงเดินขึ้นทางบันไดหนีไฟแทน

                 และทันทีที่ร่างหายเข้าไปทางบันไดหนีไฟ  ชายร่างเตี้ยก็วิ่งมาเอาป้ายพลาสติกออก  หนวดเฟิ้มกระดิกพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก

           

                 สองชั้นที่ขึ้นบันไดมา  ซูอัลวิ่งเหยาะ ๆ อย่างสบาย  ด้วยร่างกายแข็งแรงแบบนี้  การขึ้นบันไดแค่ห้าชั้นจึงไม่สร้างปัญหาให้กับเขา

                 เท้าที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องพลันหยุดลง  เมื่อซูอัลสัมผัสถึงจิตมุ่งร้าย  แถมจิตนั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่ง  แต่มันกำลังเคลื่อนล้อมรอบจากทั้งขั้นบันไดด้านบนและด้านล่างเข้าหาเขาอย่างเชื่องช้า

                  ฝูงงูหลายสายพันธุ์นับสิบเลื้อยไต่ขั้นบันไดมาหยุดห่างจากซูอัลเพียงสองขั้น  พวกมันชูคอแผ่แม่เบี้ย  บางตัวมีลายสัญลักษณ์เลขแปดเป็นเอกลักษณ์  ในขณะที่บางตัวสีสันสดใสราวกับลูกกวาด  ลิ้นสองแฉกเล็กเรียวเหมือนเส้นด้ายสีดำแลบเข้าออก  ดวงตาสีแดงเม็ดเล็กสะท้อนภาพซูอัลราวกับพวกมันเห็นเขาเป็นเหยื่อ

               ซูอัลไม่ตระหนก  เขาค่อย ๆ วางถุงลงช้า ๆ  อย่างระวัง  สายตามองด้านล่างที บนที พลางคิดว่าหากเขาไม่เคลื่อนตัวเร็ว  งูเหล่านั้นคงไม่ตกใจพุ่งเข้าฉกแน่

                 แต่เขากลับคิดผิด!!!

                 หากเป็นปกติ ตามธรรมชาติงูเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณขี้กลัวและหวาดระแวง  มันมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และมีพลังเหนือกว่าตนเช่นมนุษย์  แต่งูเหล่านี้กลับมุ่งร้ายต่อซูอัลอย่างจงใจ  และไม่รีรอให้ชายหนุ่มได้คิดหรือตัดสินใจอะไร

                 ฝูงงูขดตัวเล็กน้อย  ก่อนพุ่งร่างราวกับสปริงเข้าใส่ซูอัลเป็นจุดเดียว  คมเขี้ยวแหลมด้านบนทั้งสองเตรียมพ่นฉีดพิษร้ายแรงเข้าใส่เหยื่อทันทีที่ขบเจาะทะลุผิวหนัง  หากโดนฝูงงูเหล่านี้รุมกัดเขาคงเหลือลมหายใจอยู่บนโลกได้ไม่ถึงนาที

                 ซูอัลแม้ตกใจแต่ยังมีสติ  เขาจับราวกับไดก่อนเหวี่ยงร่างกระโดดไปด้านข้าง  ร่างลอยหล่นร่วงลงมาที่บันไดชั้นล่างที่วิ่งขึ้นมา  งูบางตัวไม่คิดว่าเหยื่อจะหลบรอด  เขี้ยวแหลมพุ่งเจาะร่างของพวกเดียวกันเองพลางฉีดพิษเข้าใส่  ตัวที่โดนพิษดิ้นสักพักก่อนนอนขดตัวตายทันที

                 ตัวที่เหลือเลื้อยลงบันไดรวดเร็วตามซูอัลไปไม่ห่าง  ท้องเลื่อมเป็นลายเคลื่อนไหวพาร่างกายเลื้อยคดเคี้ยวด้วยความเร็วเท่าการวิ่งของชายหนุ่ม  ทำให้ซูอัลไม่อาจทิ้งห่างจากฝูงงูได้

                 ชายหนุ่มลงถึงชั้นล่างสุด  มือจับคว้าที่ลูกบิดประตูทางหนีไฟพลางออกแรงกระชาก

                 แต่ไม่ออก!! 

                 ประตูถูกล็อคจากด้านนอก  ซูอัลทุบประตูส่งเสียงเรียกแต่ไม่มีใครได้ยิน  เมื่อหันหลังก็พบฝูงงูใกล้เข้ามาจนเกือบจะถึงตัว

                “X’Mas Gift!!!”

                 ซูอัลกระตุกเชือกคว้ากระป๋องโลหะสีเงินออกมา  เขาอ่านฉลากข้างกระป๋องก็ต้องใจชื้น  มือเปิดฝาและโรยผงสีเหลืองเข้มด้านในรอบตัว

                 เมื่อฝูงงูเลื้อยเข้าใกล้  พวกมันกลับหยุดเล็กน้อยพลางเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่  แต่ผงสีเหลืองที่ล้อมรอบตัวซูอัลอยู่ทำให้งูไม่อาจเข้าใกล้เขาได้

                 ซูอัลโยนกระป๋อง ‘ผงกำมะถัน’ ที่งูไม่ชอบทิ้งไป  ก่อนใช้ศอกกระแทกบานกระจกประตูบันไดหนีไฟ  และเอื้อมแขนล้วงไปปลดล็อคประตู  เปิดหนีออกมาด้านนอกได้ทันเวลา

                 ดัลลิเวอร์ที่แอบดูอยู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่สมใจที่เหยื่อหลุดรอดจากฝูงงูที่เขา ‘ควบคุม’ ไปได้

 

                 [เราบินตามนางฟ้าไปโรงพยาบาล  เธอเห็นเราไม่บินวุ่นวายจึงไม่จับเราขังกรง 

              ส่วนคู่หูของเราน่ะเหรอ...

               ดัลลิเวอร์เป็นคนขี้ขลาด  ถ้าจะให้สู้กับศัตรูซึ่ง ๆ หน้าเพื่อชิง SSS มาเขาย่อมไม่กล้าแน่  จึงวางแผนใช้พลังพิเศษ ‘Circus’ ที่ได้รับจาก SSS ‘แส้ของฟิลิป แอสตลีย์’[1]  ลอบโจมตีศัตรู  ซึ่งพลังพิเศษก็เหมาะกับนิสัยขี้ขลาดของเขา  เพราะสามารถควบคุมสัตว์ต่าง ๆ ให้ทำอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง

                น่าสงสารพวกสัตว์เหล่านั้น  มันทำตามสิ่งที่ดัลลิเวอร์สั่งราวกับตุ๊กตาไร้ความรู้สึก  ถ้าทำไม่สำเร็จพวกมันก็จะทำซ้ำไปซ้ำมาอย่างนั้นราวกับไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ

              นางฟ้าทำงานอยู่เช่นทุกวัน  เดี๋ยวก็พิมพ์คอมพิวเตอร์  เดี๋ยวก็อ่านเอกสารยาก ๆ  หากมีคนไข้ก็รักษา  เราเฝ้ามองอย่างไม่เบื่อหน่าย

              แล้วนางฟ้าก็ทำท่าตกใจ  เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณฉุกเฉิน  เธอรีบคว้ากล่องเครื่องมือออกจากห้อง

              เราบินตามหลังเธอไปไม่ห่าง  นางฟ้าลงลิฟต์ไปที่ชั้นใต้ดินของตึกผู้ป่วย VIP  เมื่อออกจากลิฟต์ก็เห็นคนยืนออมุงดูอยู่ด้านหน้าบันไดหนีไฟ

              หน่วยกู้ภัยในชุดสีส้มหลายคนถือไม้ยาว  ปลายด้านหนึ่งมีห่วงที่คล้องรอบคองูพิษนับสิบตัว  จีนมุงหลายคนแม้สนใจแต่ก็ยืนอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้  เพราะกลัวงูหลุดรอดออกมา

              เสียงล้งเล้งของชายชราชาวจีนท่าทางน่าเกรงขาม  คอยสั่งการเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เร่งทำหน้าที่ของตัวเองมือเป็นระวิง  นางฟ้าเข้าไปรวมกลุ่มและรับฟังคำสั่ง  ดูท่าชายคนนั้นคงเป็นผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แห่งนี้

              เธอได้รับหน้าที่ให้ตรวจงูเหล่านั้น  หญิงสาวรับคำแบบไม่มองหน้าชายชรา 

              “อ๊ะ!!  หมอเซราห์”

              เสียงผู้ชายดังจากด้านหลัง  เราและนางฟ้าหันมองพร้อมกัน

              ผู้ชายร่างกำยำ  หน้าตา...  ก็พอดูได้  ส่งเสียงเรียกนางฟ้าอย่างสนิทสนม  หมอนี่มันเป็นใครกัน!!

              นางฟ้าเห็นชายคนนั้นก็ก้มหน้าต่ำ  สายตาชำเลืองเหลือบผ่านแว่นและกล่าวทักทายด้วยเสียงอู้อี้  หน้าเธอแดงก่ำผิดปกติ 

              “ไม่รู้ว่างูพวกนี้หลุดมาจากไหน  ผมเจอพวกมันที่บันไดหนีไฟแต่วิ่งหนีออกมาได้ก่อน  โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย”

              เราเห็นฝูงงูเห่าก็รู้ทันที  ว่านี่คือฝีมือของดัลลิเวอร์

              ถ้าหมอนี่ถูกฝูงงูทำร้าย  ก็หมายความว่า....

              หมอนี่คือผู้เชื่อมต่อ!!!

              แย่แล้ว!!  นางฟ้ารู้จักกับศัตรู  แถมเธอยังเป็นผู้เชื่อมต่อคนต่อไปซะด้วย  ถ้าดัลลิเวอร์รู้ว่าเธอคือ ‘เซราห์ ทริเบอร์ นิวราด’ คนเดียวกับชื่อที่อยู่บนกล่องพัสดุ  เขาต้องไม่ปล่อยเธอไว้แน่

              เราจะทำยังไงดีล่ะ!!]

 

                 เมื่อรู้ว่าเน็กเธอร์เกือบหายดีแล้ว  คาซีจึงรีบกลับโรงพยาบาลเพื่อวางแผนกับทุกคนเรื่องการตามหาคนที่ได้รับพัสดุจากรายชื่อที่ได้จากไปรษณีย์

                 แม้จะมีจำนวนมาก  แต่หากแยกกันหาเป็นสี่ทาง  น่าจะใช้เวลาไม่นานนัก  เขาต้องรีบหาผู้เชื่อมต่อคนที่ห้าให้พบก่อนที่นักฆ่าจากเงารัตติกาลจะเจอตัวเสียก่อน  เพราะไม่รู้ว่าหลังจากจัดการรองหัวหน้าของเงารัตติกาลไปได้แล้ว  พวกมันจะส่งนักฆ่าที่มีฝีมือร้ายกาจมากแค่ไหนมาอีก

                 ลูเซียที่เดินข้างกายฮึมฮำเสียงเพลงจีนสำเนียงอเมริกันฟังแปร่งหู  คาซีพยายามกัดฟันทนอย่างเหลืออด  เขาตั้งใจว่าหากถึงโรงพยาบาลเมื่อไหร่  จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอหน้าหญิงสาวเสียที  เพราะเขาได้ในสิ่งที่ต้องการและไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเธอแล้ว

                 ก่อนถึงโรงพยาบาล  เสียงสวดทำนองสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นจังหวะของนักบวชดังออกมาจากวัดจีน  ลูเซียลากแขนคาซีเข้าไปในวัดเพื่อไหว้พระขอพร

                 “ลองขอพระที่วัดนี้ดูสิจ๊ะ  ชาวจีนเชื่อว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก  ขออะไรก็จะได้สมหวัง”

                 คาซีนั่งลงพนมมือแบบเก้ ๆ กัง ๆ  หน้ารูปปั้นเทพเจ้าของชาวจีน  สิ่งเดียวที่เขาอยากขอที่สุดตอนนี้คือ

                 ‘ให้ยัยนี่หายไปให้พ้น ๆ จากชีวิตเสียที!!’

                 ตรงข้ามกับหญิงสาว  เธอขอพรให้คาซีสนใจเธอบ้าง  เพราะเธอรู้อยู่เต็มอกว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน  แม้คาซีจะปั้นหน้ายิ้มแย้มหรือคุยกับเธออย่างร่าเริงแค่ไหน  แต่สายตาของเขากลับไม่เคยมองเธอเลยสักครั้ง 

                 ตลอดชีวิตตั้งแต่เจอผู้ชายมา  คาซีเป็นคนแรกที่เธอรู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น  เธอจึงพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้ใกล้ชิดเขา  แม้จะผิดวิสัยของผู้หญิงไปบ้าง  แต่หากไม่ทำแบบนี้คงไม่มีโอกาสได้มานั่งเคียงข้างเขาเช่นวันนี้

                 ลูเซียหันมองคาซีหลังจากเธอปักธูปบนกระถางทรายแล้ว  เธอรวบรวมความกล้าชั่วอึดใจ  ก่อนเอ่ยถามคาซีด้วยน้ำเสียงที่มาจากใจ

                 “ฉันชอบเธอ”

                 คาซีนึกว่าเสียงสวดมนต์  แต่พอคิดได้  เขาก็ต้องหันขวับมาหาหญิงสาว

                 “คุณ..  ว่ายังไงนะ”

                 “ฉันบอกว่า  ฉัน ชอบ เธอ

                 ลูเซียจ้องทะลุเข้าไปในตาของคาซีราวกับจะค้นหาบางอย่าง

                 “ฉันไม่ได้จะทำให้เธอลำบากใจหรอกนะ  แค่อยากจะบอกความรู้สึกของตัวเอง  เธอคง..  คิดว่ามันไม่ค่อยสมกับเป็นผู้หญิงเลยใช่มั้ย”

                 “ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับคุณ  และไม่มีวันรู้สึกด้วย”

                 คาซีพูดตัดบทด้วยเสียงเรียบ 

                 ลูเซียพยายามเรียบเรียงประโยคที่คาซีพูดในสมอง  แม้ประโยคสั้น ๆ จะทำความเข้าใจได้ในเวลาไม่นาน  แต่สำหรับเธอมันเหมือนต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง

                 “...อย่างงั้นเหรอ”

                 แม้พยายามกลั้นความรู้สึก  แต่น้ำตากลับเอ่อล้นจากดวงตาคู่งาม  ลูเซียแม้เป็นผู้หญิงกระโดกกระเดก  ขี้โวยวาย ไม่เรียบร้อยเป็นกุลสตรี  แต่เธอกลับอ่อนไหวกับเรื่องความรักอย่างไม่น่าเชื่อ

                 คาซีลุกเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง  ลูเซียมองตามแผ่นหลังชายหนุ่มด้วยสายตาเศร้าสร้อย

                 ทั้งคู่คงไม่คาดคิดว่าอีกไม่นานพรที่ขอไว้จะสัมฤทธิ์ผล...  ทั้งสองข้อ

 

                 แผนกรักษาสัตว์ระดมแพทย์ พยาบาลทั้งหมดเพื่อตรวจสอบงูทุกตัวที่ยังมีชีวิต  การที่งูจำนวนมากหลุดเข้ามาในโรงพยาบาลแถมไล่กัดคนนั้นถือเป็นเรื่องผิดปกติที่ไม่น่าเป็นไปได้  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงสั่งให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

                 หลังจากแยกกับซูอัลที่เดินมาส่งถึงห้องทำงานแล้ว  เซราห์ในชุดทดลองยาวที่สวมผ้าปิดปาก ถุงมือ  และหมวก  ก็เริ่มทำการตรวจสอบงูตัวหนึ่ง  เธอรู้สึกแปลกใจตั้งแต่เห็นพวกมันที่ชั้นใต้ดิน  เพราะตามปกติเธอสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึก ของสัตว์ทุกชนิดรอบตัว  ไม่เว้นกระทั่งสัตว์เลื้อยคลานหรือแมลง

                 แต่งูพวกนี้กลับแตกต่าง

                 เธอสัมผัสได้เพียงความมุ่งร้าย  แต่เป็นความมุ่งร้ายที่ไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณหรือความรู้สึกของพวกมันเอง  เซราห์ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

                 ประตูเปิดพร้อมร่างเพื่อนสาวที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบ ๆ  วูบแรกที่เซราห์หันไปมองเธอไม่ใส่ใจนัก  เพราะคิดว่าลูเซียคงเข้ามาช่วยเธอทำงาน  แต่ความเงียบที่ผิดปกติทำให้เซราห์หันกลับไปมองอีกที

                 “ลูเซีย...  เป็นอะไรไปน่ะ!!”

                 น้ำตาที่ไหลอาบแก้มของลูเซียจนมาสคาร่าเลอะเป็นทางทำให้เซราห์ใจเสีย  เธอคบกับเพื่อนรักมาเป็นเวลานาน  แทบไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้หญิงสาวเสียใจจนร้องไห้เลย

                 “ฉันแค่..  อกหักน่ะ  ไม่เป็นอะไรมากหรอก”

                 เซราห์นั่งอึ้ง  หากเป็นเรื่องอื่นเธอคงพอให้คำปรึกษาหรือปลอบใจได้  แต่เรื่องนี้เธอเองพูดอะไรไม่ออกจริง ๆ

                 เมื่อไม่มีกะจิตกะใจทำงาน  เซราห์จึงเปลี่ยนชุดและพาลูเซียกลับบ้าน  ทั้งคู่ออกจากโรงพยาบาลเดินมาตามเส้นทางที่ใช้ตามปกติ  โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองมาอย่างประสงค์ร้าย

 

                 ตลอดทาง  บทสนทนาที่ปกติดังไม่หยุดตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงบ้าน  วันนี้กลับไม่มีแม้สักประโยคเดียว

                 เซราห์เหลือบมองหน้าลูเซียเป็นระยะ ๆ  คำพูดมากมายในใจที่อยากเอ่ยเพื่อปลอบเพื่อนรัก  แต่เธอกลับไม่รู้จะเลือกคำไหนมาพูดดี  จึงได้แต่ถอนใจเบา ๆ

                 เมื่อรู้ถึงความเป็นห่วงของเพื่อน  ลูเซียจึงสูดหายใจเข้าเต็มปอด  ก่อนร้องตะโกนออกมาสุดเสียง

                 “ชั้นไม่ยอมแพ้หรอกกกก!!”

                 ชาวจีนละแวกนั้นหันมองและทำหน้าราวกับเห็นสิ่งประหลาดที่สุดในชีวิต  แต่ก็สมแล้วล่ะ  เพราะดันมีผู้หญิงฝรั่งมาตะโกนลั่นซอยที่มีคนพลุกพล่านแบบนี้

                 เซราห์อายจนแทบแทรกแผ่นดิน  แต่ในใจก็โล่งอกเมื่อเห็นเพื่อนรักกลับมาเป็นคนเดิม

                 อีกไม่กี่ก้าว  ก็จะถึงบ้านของพวกเธอ

                 แต่ทว่า  ทางเดินด้านหน้ากลับถูกขวางด้วยชายร่างเล็กหนวดเฟิ้ม

                 “เธอสองคนใช่มั้ย  ที่เป็นผู้หญิงของไอ้พวกผู้เชื่อมต่อ”

                 แววตามองเซราห์และลูเซียอย่างเจ้าเล่ห์ 

 

                 [แย่แล้ว!! 

              เราคาดผิดไป!!

              เราคิดว่าหากดัลลิเวอร์ได้ SSS ไปแล้ว  จะเลิกยุ่งกับนางฟ้า 

              แต่เขากลับเห็นเธอเดินกับไอ้หนุ่มผู้เชื่อมต่อคนนั้น  ถ้าเราเดาไม่ผิด  คนขี้ขลาดอย่างดัลลิเวอร์คงต้องใช้นางฟ้าเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อชิง SSS จากเจ้านั่นมาแน่

              ขนาดเราตามเธอติดแจขนาดนี้  ยังปล่อยให้ดัลลิเวอร์ลงมือได้

              แถมถ้าเราออกไปช่วยนางฟ้าตอนนี้  ดัลลิเวอร์ต้องคิดว่าเราทรยศต่อเงารัตติกาลแน่ ๆ

              เฮ้ย!!  นั่นเจ้าดัลลิเวอร์ทำบ้าอะไรน่ะ 

              ชักมีดออกมาขู่แถมใส่กุญแจมือนางฟ้าของเราอีก 

              ถ้าจับไปแค่ยัยผมทองเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเลย  แต่นี่บังอาจทำกับนางฟ้า  มันจะมากไปแล้วนะ

              เราจะช่วยเธอยังไงดี!!

              ถ้าช่วยก็เท่ากับทรยศ..  แต่ถ้าไม่ช่วย นางฟ้าจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้  เราจะช่วยเธอได้ยังไง

              จริงสิ!!

              ถ้าเราช่วยเองไม่ได้  ก็ต้องมีคนช่วย

              แถมยังยิงปืนนัดเดียว  ได้กวางสองตัวอีกด้วย 

              รอก่อนนะครับ  นางฟ้าของผม....]

 

                 คาซีวางเอกสารบนโต๊ะและอธิบายแผนการที่พวกเราต้องทำ  ผมและซูอัลฟังอย่างตั้งใจขณะที่เน็กเธอร์ยังละเมอเพ้อถึงคุณหมอคนสวยไม่หาย

                 “รายชื่อมีเยอะขนาดนี้  แถมพวกเรายังไม่รู้จักเส้นทาง  ถ้าต้องหาให้ครบทุกคนคงใช้เวลานานพอดูเลยนะ”  ซูอัลออกความเห็น

                 ผมพยักหน้าเห็นด้วย

                 แต่เน็กเธอร์ที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง  กลับเสนอความเห็นที่น่าสนใจกว่า

                 “ไม่เห็นยาก  ก็แค่จ้างนักสืบที่นี่หลาย ๆ คน ให้ไปสืบว่าคนที่มีรายชื่อทั้งหมด  ได้รับพัสดุเป็นของอะไรกันบ้าง  ในเมื่อ SSS เป็นวัตถุโบราณ  ก็ไม่น่าจะหายากหรอก”

                 คาซีแม้เห็นด้วย  แต่ก็แสดงท่าทางหมั่นไส้ในแววตา

                 ข้อเสนอของเน็กเธอร์ถ้าทำได้จริง  คงใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์  แต่เรื่องกลับง่ายกว่านั้นเมื่อซูอัลพลันสะดุดสายตากับชื่อที่อยู่ในเอกสารแผ่นแรก

                 “ชื่อนี้..  ถ้าจำไม่ผิดมัน..  ชื่อคุณหมอเซราห์นี่!!!

                 ทุกคนมองตามนิ้วซูอัล  ชื่อ ‘เซราห์ ทริเบอร์ นิวราด’ ที่ปรากฎในแถวสุดท้ายของกระดาษสร้างความประหลาดใจให้พวกเรา

                 “ถ้าอย่างนั้น  เดี๋ยวฉันไปถามหมอเซราห์ให้  ว่าเธอได้รับพัสดุอะไร”  ซูอัลเสนอตัว

                 ‘ก๊อก!!’

                 เสียงกระจกหน้าต่างถูกกระแทกเบา ๆ ทำให้พวกเราหันไปมอง  วูบแรกที่เห็นนกแก้วสีเขียวพยายามเอาปากกระแทกกระจกทำให้ไม่มีใครสนใจนัก  แต่มันกลับไม่หยุด  ยังคงกระแทกต่อไปอีก

                 ผมเดินไปที่หน้าต่างอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ  ขณะที่คาซีล้วงจับกิ่งแอปเปิ้ลในกระเป๋า

                 กระจกถูกแง้มช้า ๆ  ผมไม่กล้าเปิดเพราะประสบการณ์เฉียดตายหลายครั้งที่ผ่านมาสอนว่าไม่ควรไว้ใจอะไรทั้งสิ้นแม้จะเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ตาม

                 “เซราห์ถูกจับ  เซราห์ถูกจับ”

                 เสียงเล็กแหลมเลียนแบบมนุษย์ดังลอดผ่านช่องกระจกเข้ามาในห้อง  ทุกคนที่ได้ยินยืนตัวแข็งทื่ออย่างตกใจ

                 “เงารัตติกาล  เงารัตติกาล”

                 สองประโยคที่นกแก้วตัวนี้พูด  ฉุดร่างพวกเราให้ทะยานออกจากห้องผู้ป่วยทันที
 

                 “แกเป็นใคร  จับฉันมาที่นี่ทำไม!!”

                 ลูเซียตะโกนกร้าวอย่างไม่กลัวเกรงชายร่างแคระ  ส่วนเซราห์แม้อยากร้องตะโกนแต่โรคกลัวผู้ชายทำให้เธอไม่กล้าเปล่งเสียงใดออกมา  พวกเธอถูกดัลลิเวอร์จับมาใส่กุญแจมือคล้องติดกับเสาต้นใหญ่ในโกดังร้างท้ายตัวเมือง

                  “เธอสองคนเป็นอะไรกับพวกผู้เชื่อมต่อ”

                 ลูเซียย่นคิ้ว

                 “ผู้เชื่อมต่อ  แกพูดเรื่องบ้าอะไรหา  ไอ้เตี้ย”

                 ได้ยิน ‘คำต้องห้าม’ ที่ดัลลิเวอร์รับไม่ได้  เส้นความอดทนก็ขาดผึงทันที

                 ‘ฝับ!!!’

                 แส้หนังสะบัดฟาดที่กลางหลังของลูเซียจนเธอร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บปวด  เซราห์น้ำตาเอ่อท้นเมื่อเห็นภาพเพื่อนรักบิดกายอย่างทรมาน

                 “เล่นแรงแบบนี้   เดี๋ยวเหยื่อก็ช้ำหมดหรอก”

                 เสียงเล็กแหลมสำเนียงจีนดังลอยจากท้ายโกดังส่วนที่มืดสนิท  สิ่งที่สะท้อนออกมามีเพียงแววตาสามคู่เท่านั้น

                 “แล้วแผนขั้นต่อไป  จะทำยังไงต่อล่ะจ๊ะ  มิส เตอร์ กัล ลิ เวอร์..”

                 นักฆ่าสาวหนึ่งในสามคนจงใจเรียกชื่อดัลลิเวอร์ผิดอย่างล้อเลียน

                 ดัลลิเวอร์หยุดมือ  แม้ใจจะคั่งแค้นที่ถูกนำชื่อไปเปรียบเทียบกับตัวละคนในนิทาน  แต่เขาไม่อาจทำอะไรได้  เนื่องจาก ‘สามพี่น้องตระกูลจาง’ นักฆ่าแห่งเงารัตติกาลสาขาปักกิ่ง  มีฝีมือเหนือกว่าเขามากนัก

                 “ผมจะทรมานให้พวกมันคายข้อมูลของศัตรูออกมาให้หมด  สุภาษิตจีนโบราณสอนเอาไว้ไม่ใช่เหรอ  ว่า ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ น่ะ”

                 จางล่ง  พี่ใหญ่แห่งตระกูลจางแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน  ผมเปียยาวสะบัดตามการหันของศีรษะดังฟึ่บฟั่บ  เขาหักนิ้วมือเสียงลั่นดังกร๊อบ

                 ขณะที่ จางฉิน พี่คนรองนั่งหลับตานิ่งอย่างสงบ  ดูไม่รู้ว่าเขากำลังทำสมาธิหรือนอนหลับอยู่กันแน่

                 ‘สวบ ๆ ๆ’

                 เสียงรองเท้าจาเปาย่ำพื้นคอนกรีตเป็นจังหวะ  หญิงสาวอายุไม่น่าเกินยี่สิบเดินมาวนรอบเสามองลูเซียและเซราห์อย่างพิจารณา  ที่ครอบผมสองอันบนหัวยิ่งทำให้หน้าเล็กแหลมดูเหมือนหนูตะเภามากขึ้น  เธอหันไปมองพี่ชายทั้งสองก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ขัดกับหน้าตาอย่างรุนแรง

                 “ฉันฆ่ายัยสองคนนี้ทิ้งเลยได้มั้ยพี่”  จางลี่  น้องคนสุดท้องกล่าวพร้อมสายตาอำมหิต

                 ดัลลิเวอร์หนวดกระตุก  เขาตั้งใจแค่ใช้ประโยชน์จากหมอสาวสองคนนี้เท่านั้น  ส่วนเรื่องจะฆ่าแกงกันนี่ไม่เคยอยู่ในสมองมาก่อน

                 บัดนี้ลูเซียรู้แล้วว่า  กลุ่มคนที่จับตัวเธอมานั้นโหดเหี้ยมอำมหิตแค่ไหน  เธอไม่อาจต่อปากต่อคำได้อีกแล้ว  บาดแผลกลางหลังยังแสบร้าวเข้าไปถึงกระดูก  น้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัวไม่ต่างจากเซราห์

                 “ยะ..  อย่าเพิ่งฆ่าเลย  สู้เก็บพวกมันไว้รีดข้อมูลเจ้าพวกผู้เชื่อมต่อดีกว่า  จะได้ชิง SSS จากพวกมันได้ง่าย ๆ”  ดัลลิเวอร์เสนอเสียงสั่น

                 จางล่งที่นั่งมานาน  ลุกขึ้นสะบัดข้อมือเสียงดังลั่นราวกับรถไฟชนกัน  ชุดถังจวงสีน้ำเงินเข้มปักด้วยผ้าไหมเป็นมันวาว  ลายมังกรสีทองขนดตัวอยู่กลางหลังดูน่าเกรงขามไม่ต่างจากใบหน้าของผู้สวมใส่

                 “ไม่จำเป็นต้องมีนังพวกนี้  ข้าคนเดียวก็สามารถขยี้พวกมันและชิง SSS มาได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว”

                 แววตาถมึงทึงมองผ่านดัลลิเวอร์ไปตกที่ลูเซียและเซราห์  แค่จ้องสายตาเรี่ยวแรงของทั้งคู่ก็เหือดแห้งราวกับน้ำถูกสูบ  แข้งขาอ่อนจนต้องนั่งพับคาเสาต้นใหญ่

                 คำพูดของพี่ชายทำให้จางลี่ยิ้มกว้าง  เธอจิกผมเซราห์ขึ้นมาก่อนกางฝ่ามือห่างจากหน้าเธอเล็กน้อย

                 “เริ่มจากนังนี่ก่อนแล้วกัน...”

                 สายลมเคลื่อนตัวอย่างประหลาดจนมวลอากาศแปรผัน  เซราห์เบิกตาค้างมองฝ่ามือสาวชาวจีนที่กำลังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต  ฝ่ามือดูดอากาศรอบข้างเข้ามารวมกันเป็นก้อนจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ก่อนที่ก้อนอากาศจะเริ่มหมุนวนเรื่อย ๆ

                SSS ของจางลี่  คือ ‘ใบพัดของสไคเลอร์’ ที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของ ดร.สไคเลอร์ สกาทส์ วีลเลอร์  วิศวกรชาวอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์พัดลมไฟฟ้าคนแรกของโลก  ความสามารถของเธอคือสร้างลมหมุนจากฝ่ามือโดยดูดอากาศรอบข้างมาเป็นพลังงาน

                 และเมื่อก้อนอากาศหมุนวนจนถึงขีดสุด  จางลี่ก็ปลดปล่อยพลังออกมาทันที

                 ‘ฟู่ววววว!!!’

                 ลมหมุนเป็นสายพุ่งด้วยความเร็วราวกับพายุ  กระแสลมดูดทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างที่มันเคลื่อนผ่าน  อากาศบิดเบี้ยวโหมกระหน่ำรุนแรงจนหากเพียงสัมผัสร่างมนุษย์แค่เล็กน้อย  ก็สามารถทะลุทะลวงฉีกกระชากเนื้อไม่ต่างจากสว่านไฟฟ้า

                 ภาพที่จางลี่ควรเห็นชัดเต็มสองตา  คือใบหน้าของสาวผมสั้นที่ถูกลมหมุนฉีกกระชากจนเละไม่เหลือสภาพ 

                 แต่ทว่า  เธอกลับผิดหวัง...

                 เมื่อบัดนี้เธอกลับหันหน้าเข้าพี่ชายคนโตของเธอ  ลมหมุนพุ่งใส่จางล่งอย่างบ้าคลั่ง  จางล่งเบิกตากว้างมองลมพายุจากฝ่ามือน้องสาวอย่างไม่เชื่อสายตา  กระทั่งจางลี่เองก็ไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                 จางล่งตั้งสติได้เร็วสมเป็นนักฆ่ามือหนึ่งแห่งแผ่นดินมังกร  เขารวบรวมพลังไว้ที่หมัดก่อนส่งกำปั้นกระแทกลมหมุนเต็มแรง

                  “หมัดดินระเบิด!!!”

                 หมัดใหญ่หนาราวค้อนปอนด์เปล่งแสงสีแดงจ้า  เพียงแค่ผิวเนื้อสัมผัสกระแสลมก็เกิดแรงระเบิดเสียงดังสนั่น  พายุถูกระเบิดซัดปลิวสลายกลายเป็นลมหมุนกระจายทุกทิศทาง  ดัลลิเวอร์ที่อยู่ใกล้สุดถูกลมหอบเอาร่างเล็กปลิวลอยไปติดกำแพงโกดัง

                 Newton’s Gravity!!!”

                 แรงโน้มถ่วงพุ่งกระแทกใส่ตำแหน่งที่จางล่งและจางลี่ยืนอยู่  แต่คนที่ไวที่สุดกลับเป็นจางฉิน  พี่น้องคนกลางของสามนักฆ่า  ชายจีนพุ่งตัวดุจพายุหอบร่างพี่ชายและน้องสาวหลบรอดจากการถูกกระแทกได้ฉิวเฉียด

                 ชายที่ยืนเบื้องหน้าลูเซีย  คือชายที่เธอไม่คิดว่าจะได้เจอเขาอีก  วินาทีนี้ความเจ็บปวดทั้งหลายที่กลุ้มรุมทำร้ายเธอพลันมลายหายไปทั้งสิ้น  เพียงแค่เห็นใบหน้าชายที่เธอรักสุดหัวใจ

                 “คา..  ซี”

                 เน็กเธอร์ใช้พลังทะลุผ่านกับข้อมือของสองสาวจนทั้งคู่หลุดจากพันธนาการ 

                 คาซีช้อนร่างลูเซียขึ้นไว้ในท่อนแขน  ขณะที่ซูอัลก็อุ้มเซราห์อย่างรวดเร็วเช่นกัน

                 ผมสร้างตารางแสงจำนวนมาก  และเขวี้ยงก้อนหินเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

                 ‘เฟี้ยว!!! …….  ตูม!!  ตูม!!  ตูม!!’

                 ก้อนหินถูกเพิ่มความเร็วจนกลายเป็นกระสุน  พวกมันพุ่งเข้าใส่ศัตรูสามคนที่รวมกลุ่มกันอยู่  ต่อให้มีปีกหรือเคลื่อนกายได้เร็วแค่ไหนก็คงไม่อาจหลบรอดการโจมตีนี้ได้

                 ‘ฉับ!!  ฉับ!!’

                 หินทุกก้อนร่วงลงพื้นราวแมลงถูกเด็ดปีก  ผมมองการโจมตีของตัวเองถูกหยุดยั้งอย่างตกใจ  ชายผมดำในชุดถังจวงสีเดียวกันเปิดเปลือกตาเรียวเล็กจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยสายตาเย็นชา  เขายืนอยู่เบื้องหน้าชายร่างใหญ่กับหญิงสาวชุดชมพูราวกับองครักษ์พิทักษ์ทั้งคู่  เศษก้อนหินรอบตัวถูกผ่าเป็นสองเสี่ยงอย่างเรียบสนิทเนียนเป็นผิวเดียวกัน  ต่อให้มีดหรือดาบที่คมแค่ไหนก็คงไม่สามารถสร้างรอยแยกได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้แน่

                 แต่ผมกลับไม่เห็นอาวุธ!!

                 ชายชุดดำมีเพียงมือเปล่าสองข้างที่กางออกราวกับแสดงความเย้ยหยัน  ทั้งสามคนเมื่อรอดพ้นการโจมตีก็เริ่มตั้งตัวได้และเตรียมโจมตีกลับ

                 “หนีก่อน!!”

                 เน็กเธอร์ตะโกนก้องพลางวิ่งนำ  ทุกคนที่เหลือรวมทั้งผมซอยเท้าออกจากโกดังอย่างไม่คิดชีวิต

 

                 [พวกพี่น้องตระกูลจางและดัลลิเวอร์คงไม่คิดว่าเราเองที่เป็นคนช่วยชีวิตนางฟ้าเอาไว้

              หลังจากบอกพวกศัตรูว่านางฟ้าถูกจับมาแล้ว  เราก็บินนำพวกมันมาถึงโกดังซึ่งเป็นแหล่งกบดานของเงารัตติกาล

              ตอนแรกเราตั้งใจจะให้พวกมันถูกจัดการ  เรื่องจะได้จบ ๆ และนางฟ้าก็จะถูกปล่อยตัวเสียที

              แต่ภาพแรกที่เห็นเมื่อบินเข้ามาในโกดังกลับทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิด  เมื่อยัยหมวยกลับกำลังจะฆ่านางฟ้าด้วยพลังลม

              พวกมันทั้งสามคนนึกว่าดัลลิเวอร์เป็นเพียงคนเดียวที่มีพลังพิเศษ ส่วนเราเป็นแค่สัตว์เลี้ยง เราจึงฉวยโอกาสบินขึ้นไปเหนือศีรษะยัยหมวยก่อนใช้พลังพิเศษ

               ‘Compass’ พลังพิเศษของเราสามารถทำให้ผู้ที่เราบินอยู่เหนือหัว ‘หันไปทางทิศเหนือเสมอ’

               ก็เข้ากันดีกับ SSS ‘เข็มทิศของแฮร์ริสัน’ ที่เจ้าแก่จอห์น แฮร์ริสัน ช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษผู้ประดิษฐ์เข็มทิศเป็นคนแรกมอบพลังให้กับเรา

              ยัยหมวยคงไม่รู้ตัว  ว่าตัวเองถูกจับเปลี่ยนทิศกะทันหัน  ลมหมุนของมันจึงพุ่งเข้าใส่เจ้ายักษ์ผมเปีย  เราช่วยชีวิตนางฟ้าไว้ได้อย่างหวุดหวิด

              อ้าว!!  แล้วนั่นจะไปไหนกัน

              ไอ้หนุ่มนั่นอุ้มนางฟ้าเราวิ่งออกไปแล้ว  บ้าจริงเชียว!!

              เราบินตามสุดแรง  พวกมันวิ่งเข้าซอยเล็ก ๆ  แล้วก็แยกกันเป็นสามทาง  แต่ใครจะสนกันล่ะ  เราต้องตามคุ้มครองนางฟ้าจนถึงที่สุดอยู่แล้ว]

           

                 คาซีกระชับร่างลูเซียไว้แน่น  ความร้อนจากแผลกลางหลังส่งผ่านมายังแขนของเขาจนรู้สึกได้  แม้จะสงสารแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลือบมองสาวผมทองเลยแม้แต่น้อย  แต่นั่นไม่ทำให้หมอสาวเสียใจอีกแล้ว  เพียงแค่เธอได้รู้ว่าเขามาช่วย  ได้อยู่ในวงแขนของเขา  แค่นี้ก็เป็นสุขที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว

                 ทั้งคู่วิ่งออกห่างจากโกดังมาไกล  จนเมื่อคาซีคิดว่าปลอดภัย  เขาจึงวางร่างลูเซียลง

                 “เดินไหวใช่มั้ย”

                 น้ำเสียงไม่มีร่องรอยความห่วงใยแฝงอยู่

                 “ถ้าเธอให้เกาะแขน..  ก็พอไหวนะ”  พูดจบก็ยกแขนขาวนวลคล้องรอบท่อนแขนของคาซี  “ที่มาช่วย  เพราะเริ่มรู้สึกชอบฉันขึ้นมาแล้วใช่มั้ยล่ะ”

                 แม้เจ็บแทบขาดใจแต่หญิงสาวก็ยังพูดติดตลก  รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าหลังจากเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาหมาด ๆ  ไออุ่นจากร่างกายที่แนบชิดกันทำให้ลูเซียยิ้มอย่างสดชื่นหัวใจ        

                  อาจเพราะความสดใส  ร่าเริง  ยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ของลูเซีย ทำให้คาซีเริ่มรู้สึกแปลกในจิตใจ

                 มันเป็นความรู้สึกที่สับสน  จะเรียกว่า ‘ชอบ’ ก็ยังไม่ใช่  แต่ถ้าจะไม่สนใจเหมือนเมื่อก่อนก็กลับแตกต่าง  ชายหนุ่มลังเลใจก่อนพูดบางคำที่ไม่สมกับเป็นตัวเอง

                 “ไม่ได้ชอบ..  แค่รู้สึกดีด้วยเฉย ๆ”

                 ลูเซียชะงักเท้าอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง  เธอเลิกคิ้วพลางทำหน้าไม่แน่ใจ

                 “เธอว่ายังไงนะ”

                 คาซีเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด  แต่เมื่อหันกลับไปมองเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าขาวผ่อง  เขาก็ต้องถอนใจอย่างเสียไม่ได้

                 “ฉันรู้สึกดีกับเธอ  พอใจรึยัง”

                 หยาดน้ำตาใสไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว  แต่น้ำตานี้กลั่นมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่ตรงข้ามกับเมื่อครั้งที่เธอสารภาพกับคาซีก่อนหน้านี้  มันเป็นความรู้สึกดีใจ สุขใจ ซึ้งใจ  ทุกอารมณ์ล้วนมีต้นกำเนิดจากสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในหัวใจ....  คือความรัก

                 “ขอบใจจ้ะ  งั้นฉันขอเปลี่ยนคำพูดนะ  ฉันไม่ได้ชอบเธอหรอก”  หญิงสาวสูดลมหายใจลึก  “ฉัน    รัก  เธอ.....”

                 คำพูดสุดท้ายเปล่งจากปาก  ก่อนจะถูกลมพัดพาล่องลอยไป

                 พร้อมกับลมหายใจ

                 และชีวิตของลูเซีย....

                เลือดอาบย้อมร่างกายท่อนล่างจนแดงฉาน  วิญญาณลูเซียคงเป็นสุขเพราะภาพสุดท้ายที่สะท้อนในดวงตาไร้แววคือภาพชายหนุ่มอันเป็นที่รัก   คาซีมองทะลุผ่านทรวงอกกลวงโบ๋เป็นรูกว้างเห็นใบหน้ามัจจุราชในคราบมนุษย์...  จางล่ง!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] ฟิลิป แอสตลีย์ (Philip Astley) เจ้าของคณะละครสัตว์ชาวอังกฤษ ผู้ได้รับฉายา บิดาแห่งละครสัตว์ยุคใหม่


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น