อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 11:28:00

ตอนที่ 9 ความหวังเล็กๆ

บันทึกหมายเลข 6

25 ตุลาคม 1943

...

ผมนั่งอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยล้าหลังจากที่ทะเลาะกับอีกาไปเมื่อสักครู่ สายตาเหลือบไปจ้องเหรียญเงินในมือที่แวววาวชวนให้นึกถึงไอวาร์ที่ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างแล้ว ลึกๆ แล้วผมเองก็แอบเป็นห่วงเขาอยู่ไม่น้อยเลย

คิดได้แบบนั้นผมจึงวางเหรียญไว้บนเตียงแล้วปีนหน้าต่างขึ้นไปอีกครั้ง ผมมองหากลุ่มทหารสามคนที่อยู่ข้างล่างแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง

"เฮ้ย!! พวกแกหยุดก่อนสิ!"

แต่ดูเหมือนทหารทั้งสามคนจะไม่ได้ยินผมเพราะมัวแต่คุยกันเอง ทำให้ผมต้องลุกออกจากเตียงไปหยิบปืนจากลิ้นชักขึ้นมายิงขู่

กระสุนเฉียดกลุ่มทหารไปไม่กี่เมตร ทำให้ทั้งสามรีบหันมามองทางผมทันที

"รอ ก่อน สิ เว้ย!!" ผมทำเสียงฟึดฟัด "จะไปไหนมาไหนไม่บอกกันเลย...พวกแกรออยู่ตรงนั้นแหละ ฉันจะไปกับแกด้วย!"

พวกทหารที่ยืนอยู่มองหน้ากันเองด้วยความมึนงง แต่ยังคงไม่ขยับไปไหนจนผมแต่งตัวเสร็จ คราวนี้ผมไม่เพียงเอาไปแค่ปืน แต่เอาระเบิดติดตัวไปด้วยเผื่อว่าจะได้ใช้ในป่าอีกครั้ง

ผมรีบกระโดดข้ามพื้นหิมะมาอย่างทุลักทุเลเกือบล้มไปหลายทีจนมาหยุดอยู่ตรงหน้ากลุ่มทหาร พวกเขาดูลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้ผมตามมาด้วย

"ท่านแน่ใจเหรอว่าจะไหว? รอบที่แล้วท่านก็เกือบเอาตัวไม่รอด" หนึ่งในนั้นพูด เขาเป็นชายชาวเอสโตเนียร่างสูง คาดว่าจะเป็นเพื่อนอีกคนของไอวาร์ที่เพิ่งมาใหม่

"เออ คอยดูเถอะ" ผมตอบไปห้วนๆ

...

เราทั้งสี่เดินตามเส้นทางของทหารกลุ่มใหญ่ที่นำไปก่อน ในตอนนี้เป็นเวลาบ่ายกว่าๆ อีกไม่นานก็คงจะค่ำและต้องกลับค่ายไป โชคดีที่กิ่งไม้รอบๆ ถูกแหวกออกให้เห็นทาง ต่างจากตอนแรกที่มากับไอวาร์

เดินมาได้นานนับชั่วโมงพวกเราก็เดินตามกลุ่มใหญ่ทัน ทหารเอสเอสนับสิบคนยืนรวมกันอยู่กลางป่าคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่พร้อมพูดถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า กลุ่มของผมแยกกระจายกันออกไปรวมกับกลุ่มใหญ่จนเหลือแค่ตัวผมคนเดียว

แล้วจู่ๆ ก็มีกลิ่นสาบของซากศพลอยผ่านหน้าผมมาตามลม จนผมรีบเอามือปิดจมูก กลิ่นของศพนั้นแรงจนแสบจมูกแสบตา ทำให้ผมจำเป็นต้องแหวกฝูงชนข้างหน้าเพื่อเข้าไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

มันคือกองซากศพขนาดใหญ่

ไม่ใช่ศพของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่เฉยๆ แต่ขนาดของมันกลับใหญ่กองเป็นภูเขาลูกโตข้างหน้าเราขวางไว้ไม่ให้เดินต่อไปได้ มีทั้งศพกวาง นก กระรอก และแม้แต่มนุษย์กองทับถมรวมกันอยู่ แล้วผมก็ดันเหลือบไปเห็นร่างของทหารคนหนึ่ง เขาใส่เสื้อโค้ตสีดำตัวเดียวกันกับที่ไอวาร์ใส่คราวที่เราถูกแยกกัน

หัวใจของผมตกลงมาที่ตาตุ่ม พลางสังเกตให้ดีอีกรอบ ผมเห็นร่างของทหารคนนั้นแค่ส่วนเอวลงมา คิดในแง่ดีว่านั่นอาจไปทหารคนอื่นๆ ที่ถูกฆ่า

"นี่มันอะไรกัน?!" ทหารที่ยืนข้างๆ ผมอุทานออกมาเป็นภาษาเยอรมัน สีหน้าเขาดูหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็นตรงหน้ามาก ผิดกับผมที่พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงไม่ได้ตื่นตระหนก

"คงไม่ใช่ฝีมือของพวกกองทัพแดงแน่ๆ..." อีกคนพูดขึ้น เขาเป็นคนเดียวกันกับที่นินทาผมเมื่อเช้า

"แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ?" ผมแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท

ชายร่างสูงหันขวับมาทันที ผมจ้องเขม็งมองอย่างหัวเสีย "....เดี๋ยวนะท่านร้อยโทครีซ ท่านมาทำอะไรที่นี่? ท่านควรจะพักอยู่ที่ค่ายนะ"

"แหม ก็ผมเป็นหัวหน้านี่ ผมควรจะดูแลทหารให้ดีที่สุดจริงมั้ย? จะให้ตัวเองสบายคนเดียวได้อย่างไรกัน" ผมยิ้มขบฟันทำหน้ากวนใส่แล้วจึงถอยหลังกลับไปในฝูงชนตามเดิม

"--แต่?" ไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เราทั้งหมดก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นหิมะที่ยืนอยู่ ผมรีบสั่งให้ทุกคนรีบเตรียมปืนขึ้นมาให้พร้อมทันที ทุกคนเงียบเพื่อฟังเสียงการเคลื่อนไหวจากบางสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร

"ครืนนนน..." หิมะกองใหญ่กระจายขึ้นสู่ฟ้าพร้อมเส้นหนวดยาวที่ตวัดไปมาอย่างดุร้าย มันสะบัดกวาดเหล่าทหารล้มกระจัดกระจายเต็มพื้น ก่อนที่มันจะคว้าคนที่ยืนใกล้ที่สุดขึ้นมาแล้วฉีกร่างออกเป็นสองท่อน ปล่อยให้เครื่องในและลำไส้ห้อยรุ่งริ่งตกลงมาบนพื้น ทิ้งเป็นกองก้อนเนื้อสีแดงฉานบนพื้นหิมะรวมกับกองศพกองใหญ่อีกที

เหล่าทหารไม่รอช้าพร้อมใจสาดกระสุนเข้าใส่สัตว์ประหลาดทันที ทำให้หนวดเส้นนั้นต้องมุดกลับลงพื้นหิมะไปพร้อมรูพรุนทั่วเส้น แต่เหล่าทหารก็สบายใจไปได้ไม่นาน เมื่อทันทีที่พวกเขาลงปืนลง ก็มีหนวดเส้นใหม่ๆ พุ่งขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก

เหล่าทหารที่ทั้งตกใจและไม่ทันได้ตั้งตัวกับสิ่งที่เจอรีบพากันวิ่งหนีแยกกันไปคนละทิศทางหวังให้หนวดนั่นตามให้ทัน พร้อมยิงสวนไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ก่อน

ผมรีบคว้าระเบิดในเสื้อมาและดึงสลักขว้างมันออกไปเหมือนเดิม จากประสบการณ์ครั้งที่แล้ว ผมได้เรียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะต้องรีบถอยไปทันทีที่เจอระเบิด ผมจึงไม่ลังเลที่จะขว้างมันออกไปใส่เจ้าสัตว์ประหลาด

แน่นอนระเบิดโดนเจ้าสัตว์ประหลาดเต็มๆ ส่งผลให้มันยอมหยุดโจมตีทหารไปชั่วครู่เพราะอาการมึนงง ผมเห็นแล้วจะรีบสั่งให้ทุกคนวิ่งกลับไปที่ค่ายให้เร็วที่สุด

"เฮ้ย! แกสามคนมานี่สิ จะไปหาไอวาร์ไม่ใช่เหรอ กลับมานี่นะเว้ย!!" ผมตะโกนเรียกทหารสามคนที่มาด้วยตอนแรก ทำให้พวกเขาต้องรีบหันตัวกลับมาจนเซไปตามๆ กัน

"ค-ครับท่าน!"

ทั้งสามตอบรับแล้ววิ่งตามผมมาก่อนที่เจ้าสัตว์ประหลาดจะได้สติอีกครั้ง ผมไม่รอช้ารีบนำไปก่อนทันที ปล่อยให้อสุรกายตามทหารเอสเอสอีกกลุ่มไปแทน

เราสี่คนวิ่งลุยป่าสนทะลุมาทางอีกฝั่ง แล้วผมก็สังเกตเห็นรอยหิมะลากเป็นทางยาว ด้วยความที่นึกว่าเป็นทางที่เราแหวกมาตอนแรกจึงได้ตามไปทันที

ผ่านไปได้สามสิบกว่านาที เราก็มาหยุดที่หน้ากองศพที่เป็นภูเขาเหมือนตอนแรกที่มาเจอกับกลุ่มใหญ่ ผมยืนอ้าปากค้างแล้วแผดเสียงด้วยความผิดหวังและหงุดหงิด

"อะไรวะเนี่ย! เราเดินวน"

ทหารอีกสามคนได้แต่ยืนมองผมอย่างสับสนและพยักหน้าให้ช้าๆ

"ครับท่าน..."

"เยี่ยม" หนึ่งในกลุ่มทหารพูดลอยๆ ขึ้นมา

"เยี่ยมพ่อง"

ผมเดินวนไปวนมารอบๆ แล้วจึงนั่งลงจ้องหน้าเหล่าทหารแทน

"แกว่ากองศพนี่มีไว้ทำไม?" ผมถาม

"..." ฝ่ายตรงข้ามเงียบ พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอสุรกายหนวดยักษ์นั่นเป็นอะไรหรือมาจากไหนด้วยซ้ำ "แล้วววว...มันคือตัวอะไรกันครับท่าน? ท่านพูดเหมือนเคยเห็นมันมาก่อน"

"ก็เคยดิ มันนั่นแหละที่จับไอวาร์ไป...คือตัวอะไรไม่รู้แหละ รู้แค่ว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่อยู่ที่นี่มานานแล้ว" ผมอธิบาย "สัตว์เทพนิยายมั้ง?"

คราวนี้พวกทหารหันหน้ามองกันเองแล้วเงียบ ผมเลยต้องพูดต่อ

"ในโลกนี้มีอะไรที่พวกเรายังไม่เข้าใจอีกเยอะ ไปได้แล้วทหาร อยู่ตรงนี้นานกว่านี้คงได้เป็นอาหารมื้อต่อไปของเจ้ายักษ์"

...

เงียบ...

พวกทหารตรงหน้าผมไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้วพวกเขาเอาแต่จ้องมองมาที่ผมด้วยความหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

แล้วจู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดทันใด จะว่าไปจริงๆ แล้วมีแค่บริเวณที่ผมยืนอยู่นั่นแหละที่มืด ใช่ ผมรู้ว่ามันเป็นเงาของอะไร ไม่ใช่กองศพหรอกเพราะเงานั่นมันขยับได้ ผมหัวเราะแห้งก่อนจะหันหลังกลับไปดูข้างหลัง

"จะวิ่งหรือจะยิงเลือกเอา..." ผมถามไปลอยๆ พร้อมก้าวขานำข้างหนึ่งเตรียมออกตัววิ่ง มือก็ค่อยๆ ล้วงไปหยิบปืนมาถือไว้ "...งั้นพวกนายวิ่ง ฉันยิงล่ะ" ผมยิ้มให้ก่อนจะออกตัวพุ่งไปหลบหลังต้นไม้ ซึ่งก็เป็นขณะดียวกันกับที่หนวดสีแดงได้สะบัดเหวี่ยงตามผมมาติดๆ

ผมเริ่มที่จะเป็นกังวลไม่น้อยเมื่อรู้ว่าลำพังแค่เพียงกระสุน 8 นัดคงจะจัดการอสูรไม่ได้ ผมจึงต้องเริ่มมองหาจุดอ่อนของสัตว์ร้ายแทน หลังพิงต้นไม้ สายตามุ่งมั่น ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ และแอบมองหนวดที่สะบัดไปมาใส่ทหารอีกสามคนที่วิ่งล่อเอาไว้ ผมสังเกตเห็นหนวดเส้นหนึ่งที่ดูจะช้ากว่าเส้นอื่นๆ มันดูบวมจากอาการบาดเจ็บครั้งที่แล้วที่โดนกระหน่ำยิงใส่

ผมไม่รอช้าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปอีกครั้ง ลงมือลั่นไกใส่หนวดที่อ่อนแอมากที่สุดของสัตว์ร้ายอย่างแม่นยำดังเปรี้ยง! ตามด้วยเสียงของอวัยวะที่แตกโผล๊ะ หนวดข้างที่ถูกยิงแตกออก ของเหลวสีใสไหลเยิ้มออกมาจากโคนหนวดก่อนที่หนวดทั้งเส้นจะล้มลงบนพื้น อสุรกายร้องกรีดกรายด้วยความเจ็บปวดก่อนที่มันจะหยุดโจมตีทหารของผมและรีบคลานหนีกลับเข้าป่าไปทันที

ทิ้งให้ผมที่ยืนถือปืนอยู่แอบยิ้มอย่างสะใจ ผมทั้งหอบทั้งหัวเราะชูไม้ชูมือร้องเฮดีใจที่ไล่มันไปได้เสียที ทหารทั้งสามที่เห็นผมกระโดดไปมาก็เดินมาหาและร่วมกันหัวเราะแห้งๆ อย่างไม่ได้นัดหมาย แต่ไม่ทันจะมีความสุขต่อผมก็นึกได้ว่าเป้าหมายหลักของเราคือการตามหาไอวาร์ อาดเลอร์ก่อนที่กลางคืนจะมาเยือนอีกครั้ง

...

พวกเราทั้งสี่เดินเรียงแถวร้องเพลงอย่างมีสุขระหว่างทางกลับค่าย แน่นอนว่าเราก็กำลังเดินหาไอวาร์อยู่ แต่การร้องเพลงโหวกเหวกโวยวายเสียงดังในป่าก็อาจเป็นสัญญาณบอกให้ไอวาร์รู้ว่าเรามาถึงแล้วก็ได้ และถ้าโชคดีไปกว่านั้นเราอาจเจอเขาระหว่างทางกลับ

"เอสเอสเดินทัพเข้าในแดนของศัตรู" ผมเริ่มร้องเป็นต้นเสียง

ตามด้วยเสียงของอีกสามคนในขบวน "และร้องเพลงของปีศาจ!"

...

"กองพันกล้าหาญของเอสโตเนีย"

"และร้องเพลงของปีศาจ..."

นั่นไม่ใช่เสียงของเราสี่คน ผมหยุดนิ่งแล้วสั่งให้ทุกคนเงียบก่อนจะตะโกนออกไป

"ร้องต่อสิ..."

เสียงในป่าเงียบก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง ทำทั้งผมและทุกคนในแถวขนลุกพร้อมกัน เราหันซ้ายขวามองดูทุกทางว่ามีใครเดินตามมาหรือไม่ ก่อนที่ผมจะเงี่ยหูฟังอีกรอบ

"ทิศตะวันตกหรือตะวันออก"

"เราก็จะยืนอยู่บนยอดผา..."

"ท่านมาช่วยผมแล้วใช่ไหม?"

เสียงของเด็กหนุ่มที่คุ้นเคยดังแว่วออกมาจากป่า ทำผมแทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ ผมจึงได้แต่ตะโกนตอบกลับไปว่า

"ไอวาร์!!! แกร้องผิดเวอร์ชั่นเว้ย!!! นั่นมันเวอร์ชั่นเอสโตเนีย"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น