อัปเดตล่าสุด 2021-07-20 11:23:50

ตอนที่ 6 ร่างจริง

บันทึกหมายเลข 4

23 ตุลาคม 1943

...

"ไอ้ห่านี่!" ผมอุทานออกมาด้วยความโมโห ดูมันสิ แทนที่มันจะรีบจัดการสัตว์ประหลาดให้เสร็จๆ แล้วค่อยให้ผมดูทีหลัง มันกลับให้ผมมาช่วยฆ่า ผมไม่เอาด้วยหรอก มันจับได้ก็เรื่องของมันสิไปจัดการเอาเอง

"พอ...ไร้สาระสิ้นดี ฉันจะกลับไปข้างในแล้ว" ผมลุกขึ้นยืนปัดหิมะออกจากตักและใส่หมวก "ไปจัดการเรื่องสัตว์ประหลาดให้เรียบร้อยด้วย"

แต่ทันทีที่ผมจะเดินจากไปก็โดนไอวาร์ดึงชายเสื้อคลุมเอาไว้ก่อน

"โถ่ท่าน...ไม่อยากเห็นหน้ามันจริงๆ ก่อนเหรอ" ไอวาร์เว้าวอนแกมบังคับ "หรือว่าท่านกลัวกันแน่?"

ตั้งแต่เข้ามาเป็นทหารในกองทัพเอสเอส ไม่มีใครกล้าดูถูกหรือว่าผมว่าขี้ขลาด คำพูดของไอวาร์ทำผมฉุนจนรู้สึกได้ว่ามีไอร้อนพุ่งออกจากหู คิดอยู่ว่ากับหัวหน้าคนก่อนมันจะกล้าเล่นด้วยขนาดนี้มั้ย หรือว่าเป็นเพราะผมยังดูเด็กอยู่มันเลยคิดว่าล้อเล่นเป็นเพื่อนได้

"ฉันไม่ได้กลัว ฉันแค่รู้จักประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะไปตีกับสัตว์ประหลาดอย่างเดียว" ผมพูดสวนไปแล้วสะบัดชายเสื้อออกเตรียมกลับเข้าไปนั่งอุ่นๆ ข้างในแทน

ไอวาร์ อาดเลอร์นั่งยิ้มเจื่อนขณะมองผมเดินลับสายตาไป คาดไม่ถึงกับคำตอบที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ กว่าจะตั้งสติได้ผมก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เหลือเพียงลานกว้างสีขาวโพลนไร้ชีวิตชีวาเหมือนเดิม เขาเลยต้องยอมตัดใจเสียเรื่องที่จะอวดสัตว์ประหลาดให้ดู ไอวาร์เอ๊ย ทำตัวเป็นเด็กน้อยที่เล่นจับกบในป่ามาอวดพ่อแม่ไปได้ แต่จะไปคาดหวังอะไรกับทหารหนุ่มที่อายุเพิ่งแค่สิบแปดสิบเก้า ก็คงอยากหาอะไรสนุกทำตามประสาวัยรุ่นทั่วไป

"แต่การจับสัตว์ประหลาดในค่ายมาเล่นมันไม่ใช่เรื่องที่วัยรุ่นปกติเขาทำกับไง!"

คิดได้แบบนั้นผมเลยรีบหักเลี้ยววนรอบตึกกลับไปลากหัวไอวาร์มาก่อนที่เขาจะคิดออกไปจัดการสัตว์ประหลาดนั่นด้วยตัวคนเดียว แม้ว่าจะต้องลุยย่ำหิมะหนาถึงข้อเท้ากลับมาอีกรอบ แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ไอ้หนุ่มนั่นตาย ฝ่ายเด็กหนุ่มที่เห็นผมลากสังขารตัวเองกลับมาก็ยิ้มหน้าใสตาเป็นประกายพร้อมทิ้งกิ่งไม้ในมือแล้วยืนขึ้นทันทีเพราะคงคิดว่าผมเปลี่ยนใจจะมาสัตว์ประหลาดด้วย

"แกว่างใช่มั้ย? งั้นไปดูแลนักโทษโซนนั้นสิ" ผมยืนชี้นิ้วคิ้วขมวดอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มอย่างหงุดหงิดใจ

"พวกรุ่นพี่บอกว่าทางนั้นก็ปกติดีครับ พวกยิวยังทำงานกันไม่หยุดพักจนเกือบเที่ยงแล้ว ไม่มีรายงานอะไรเป็นพิเศษครับ" ไอวาร์ตอบ "นอกเสียจาก---"

"อืม แค่นี้แหละ ไปพักไป๊เจ้าหนุ่ม อย่าก่อเรื่องก่อปัญหา ฉันจะไปกินกาแฟ ยืนคุยกับนายทำฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว" ว่าจบผู้เป็นนายใหญ่ของค่ายก็หันหลังเดินออกไปตามเคย หวังจะหากาแฟร้อนจิบแก้หิวที่บ้านพักแต่ก็คิดเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายเสียก่อน

"รู้อะไรมั้ยไอวาร์ ช่างกาแฟเห่ยๆ นั่นเถอะ ได้ข่าวมาว่านายเป็นคนเดียวที่ออกไปข้างนอกค่ายนี้ได้ถูกมั้ย?"

"ใช่ครับท่าน?" ทหารหนุ่มเลิกคิ้วอย่างฉงนใจ "ท่านจะฝากติดต่อใครรึหรือเปล่า?"

"เปล่าหรอก ฉันแค่เบื่อซุปเย็นๆ ในค่ายนี้แล้ว"

ผมหันกลับมายิ้มให้ไอวาร์ อาดเลอร์ คิดว่านี่อาจไปโอกาสดีที่จะได้ออกจากค่ายกักกันบ้าๆ นี่เพื่อไปสูดอากาศบริสุทธิ์เสียหน่อย ถ้าโชคดีก็คงซื้อวิทยุใหม่มาตั้งในห้องทำงานด้วย

"แล้ว?" แต่ดูเหมือนไอวาร์ยังจะไม่เข้าใจคำพูดเป็นนัยของผมสักเท่าไหร่ "จะให้ผมซื้อเนื้อหมูเข้ามาเพิ่มไหมครับ?"

"เฮ้อ...." ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วลูบหน้าเซ็งๆ "ไม่ ไอวาร์ ฉันแค่อยากออกไปข้างนอกบ้าง ทำงานในนี้มาเกือบเดือนยังไม่ได้เจอโลกภายนอกเลย"

คราวนี้ทหารหนุ่มจึงได้ถึงบางอ้อ

"...แต่ไม่ใช่ว่าที่ค่ายต้องมีคนดูแลเหรอครับ? ถ้าท่านไป ใครจะคอยคุมงานเราล่ะ" เขาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งก่อนจะยอมตกลงพาโยฮันน์ ครีซออกไปด้วย

"จะว่าไปแล้วถ้าไปแค่แปปเดียวคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง"

ตกลงกันได้ตามนั้นเราทั้งสองก็พากันออกจากประตูค่ายนี้ไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ของไอวาร์ ทันทีที่เราผ่านรั้วไฟฟ้าออกไปได้สองข้างทางก็มีแต่เพียงป่าสนทึบไกลสุดสายตา ถนนข้างหน้าถูกปกคลุมไปด้วยปุยหิมะสีขาวยาวตลอดทาง

ลมหนาวยะเยือกปะทะเข้ากับหน้าผมเต็มๆ ตามด้วยเกล็ดหิมะที่ติดตามเส้นผมและใบหน้าเย็นจนกัดผิว ผมพยายามหลบหลังไอวาร์แล้วเอาแขนเสื้อมาบังหน้าตัวเอง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเล็กๆ สายตาผมก็ดันเหลือบไปเห็นบางอย่างพุ่งออกมาจากป่าอย่างรวดเร็ว ผมรีบลดแขนตัวเองลงทันทีและเพ่งมองในป่าทึบ แต่มันก็ว่างเปล่าเหมือนเดิม แน่นอนผมมั่นใจว่ามันก็คือเจ้าหนวดสีแดงที่เราเจอในค่ายนั่นแหละ แต่ด้วยระยะทางที่ห่างกันเกือบห้าร้อยเมตร ผมเชื่อว่าต่อให้มันเจอเรา มันก็คงไล่ตามมาไม่ทันหรอก

"เราใกล้ถึงรึยัง?" ผมถามไอวาร์ไปโดยที่ยังคงมองดูข้างหลังตลอด

เสียงของทหารหนุ่มตอบกลับมา "อีกไม่นานครับท่าน มีอะไรหรือเปล่าครับ?"

"เปล่า..."

...

เราสองคนหยุดกันที่ตลาดในเมืองเพื่อหาซื้ออาหารและของใช้ ไอวาร์เป็นคนท้องถิ่นจึงเป็นฝ่ายที่เข้าไปซื้อของให้ ส่วนผมก็เดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ ชมบ้านชมเมืองจนท้องฟ้าเริ่มที่จะเปลี่ยนสี บ่งบอกว่าผมอยู่มาจนเกือบเย็นได้แล้ว ไอวาร์ อาดเลอร์เดินกลับมาหาผมพร้อมอาหารน่ากินเต็มสองมือ คงถึงเวลาที่เราจะต้องกลับกันได้แล้วล่ะ

ลาก่อนตลาดในเมือง...หวังว่าจะได้เจอกันอีกสักวัน ต้องยอมรับว่าอาหารที่นี่รสชาติใช้ได้เลย

ผมกระโดดขึ้นรถก่อนคนแรกพร้อมขนมในมือตามด้วยไอวาร์ที่เพิ่งจัดของเสร็จและเตรียมตัวกลับไปที่ค่ายกักกัน มีไฟหน้ารถเป็นสิ่งเดียวที่คอยให้ความสว่างท่ามกลางป่าทึบแห่งนี้และหิมะก็เริ่มที่จะตกลงมาอีกรอบแล้ว ทรรศนวิสัยตอนนี้แย่พอสมควร ด้วยทั้งบรรยากาศที่มืดครึ้มไปหมดและหิมะที่เต็มถนนไปหมด มันก็ยากนักที่เราจะกลับไปให้ถึงค่ายกักกันได้ก่อนฟ้ามืด โชคดีที่ว่าไอวาร์ดูจะคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี เขาสามารถขับฝ่าหิมะไปได้อย่างสบายๆ

แต่อาการโล่งใจผมก็อยู่ได้ไม่นานนักเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกว่ารถเริ่มที่จะขับไปอย่างช้าๆ จนรู้สึกถึงหิมะเย็นๆ ที่สัมผัสขากางเกงผมอยู่ ก่อนที่รถจะหยุดลงช้าๆ กลางถนนยามค่ำคืนที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์เสี้ยวส่องทอดลงมาอย่างริบหรี่

"ไอวาร์ นายจะชะลอรถทำไม น้ำมันหมดรึไง" ผมชะเงื้อหน้าออกไปถาม "อย่าบอกนะว่าน้ำมันหมด...ฉันฆ่าแกแน่!"

"ป..เปล่าครับท่าน" เสียงของไอวาร์ดูสั่นเครือ ผมสังเกตได้ว่าหน้าของหมอนั่นซีดเป็นไก่ต้ม เด็กหนุ่มใช้มือสางเส้นผมสีน้ำตาลเข้มก่อนจะชี้ให้ผมดูที่ถนนข้างหน้า แม้ว่าแสงไฟจะไม่สว่างมากพอที่จะเห็นรายละเอียดชัดเจนแต่ผมก็เห็นได้ว่าใต้หิมะมีรอยเลือดสดๆ ซึมอยู่ สีของมันยังแดงสดราวกับว่าเพิ่งมีอะไรบางอย่างมาตายตรงนี้

"ท่านครับ...เราต้องรีบไปแล้ว มันสายไปแล้ว" ไอวาร์รีบสตาร์ทรถและพยายามขับพาผมออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดทันทีที่รู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร แน่นอนว่ามันก็ทำให้ผมไม่สบายใจอย่างมากเมื่อรู้ว่าเราอาจต้องเจอเจ้าหนวดประหลาดอีกครั้งโดยที่ไม่มีอาวุธติดไม้ติดมือกันมาเลย

ระห่างขากลับอันน่าขนลุกนี้ ผมพยายามไม่สนใจเสียงฝีเท้าในป่า ต่อให้จะต้องโดนทั้งเกล็ดหิมะกัดหน้าหรือกิ่งไม้เกี่ยวหัวไปบ้างก็เถอะ แต่ตราบใดที่พระเจ้ายังคงมีเมตตาอยู่ ผมคงมีโอกาสได้กลับไปนอนเขียนบันทึกบนเตียงต่อ

ภาวนาขอให้ผมไม่ได้อยู่ในรายการอาหารเย็นของเจ้าหนวดปีศาจด้วย

...

ภายในป่าสนแห่งความสิ้นหวัง ทันทีผมที่เห็นแสงไฟจากค่ายกักกันที่คุ้นเคย รอยยิ้มก็ปรากฎบนใบหน้าผมอย่างไม่รู้ตัว เรากำลังเข้าใกล้ประตูมากขึ้นและมากขึ้น ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนตะโกนให้ทหารยามรีบเปิดประตูให้ เหล่าทหารที่ยืนอยู่พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งไปเปิดประตูรอเราทันที แต่มันก็เป็นจังหวะเดียวกับไอวาร์ที่หักรถเลี้ยวเข้าประตูไปอย่างฉิวเฉียดผ่านช่องว่างระหว่างรั้วเหล็กและนั่นก็ทำให้ผมพลัดตกลงจากเบาะหลังหน้าทิ่มไปกับหิมะอย่างแรง

ผมรีบดึงหัวตัวเองออกจากหิมะเย็นเฉียบทันทีก่อนจะรีบลุกขึ้นมาเตรียมด่าไอวาร์ แต่ก็ดันรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาที่จมูกก่อน ผมเลยใช้มือกุมที่จมูกตัวเองไว้ก่อนจะลุกขึ้นยืนดีๆ

"ท่านครับ?! ท่านเป็นอะไรมากหรือเปล่า" ไอวาร์รีบลงจากรถวิ่งมาดูผมหน้าตาตื่น

"แกไอวาร์ ไอ้บ้า!!" ผมด่ามันไปทั้งๆ ที่เอามือกุมจมูก ทั้งด่าไปแล้วกลายเป็นอู้อี้แทน

ผมเอามือออกเพื่อที่จะได้ด่ามันอีกครั้ง ซึ่งมันก็ทำให้มันเห็นว่าฝ่ามือตัวเองตัวเองแดงไปหมด เลือดกำเดาไหลย้อยจากปลายคางหยดลงมาบนเสื้อคลุมและพื้นหิมะอย่างต่อเนื่อง

"ไอวาร์!! ไอ้ผักกาดเหี่ยว รีบไปเอายามาให้ที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย" ผมชูสองมือขึ้นบนฟ้าและชี้ที่หน้าเด็กหนุ่มก่อนจะวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปให้ถึงห้องพักให้เร็วที่สุดเพราะตอนนี้ผมกลายเป็นตัวล่อสัตว์ประหลาดอย่างดีเลยแหละ ถ้าไม่รีบเปลี่ยนชุดหรืออาบน้ำทันทีคงต้องหนีกันชุลมุนอีกรอบเลย

เท้าของผมก้าวเข้ามาในบ้านพักได้อย่างปลอดภัย เหล่าทหารข้างนอกยังคงมองตามผมอย่างประหลาดใจ ในใจคงนึกสงสัยว่าไปทำอะไรมามันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ แต่ในตอนนี้ผมอยู่ในบ้านพักแสนสุขแล้ว ผมไม่รอช้าตรงรี่เข้าห้องน้ำไปทันทีทันใด ถอดเสื้อผ้าและเปิดน้ำฝักบัวให้ไหลชะโลมทั่วตัว ล้างคราบเลือด เศษดินและกิ่งไม้ออกให้หมด สบู่ที่ไหลซึมเข้าในรอยแผลสดแสบจี๊ดจนผมแทบน้ำตาไหล โถ่...เสียดายหน้าหล่อๆ ของตัวเองเหมือนกันแหละ แต่ว่าไปรอยแผลพวกนี้ก็คงหายไปตามกาลเวลาไปเอง

หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ ผมก็เดินลงมาทิ้งตัวลงบนเตียงและเขียนบันทึกเล่มประจำของตัวเองให้เสร็จก่อนจะหลับไปข้างสมุดเล่มนั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น